ออกมาแฉยับ!! เผยเบื้องหลัง อ.อ้อย ก่อนจะมาเป็นเจ้าสำนักเตโชฯ อ้างฆารวาสบรรลุธรรม

จากกรณีของอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล เจ้าสำนักเตโชวิปัสสนา กับประเด็นที่เธอออกมาบอกว่า ไม่ได้ออกบวชก็สามารถบรรลุธรรมได้ และได้อ้างตัวว่า เป็น “ฆราวาสบรรลุธรรม” ที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ จากการเปิดประเด็นของเว็บไซต์ alittlebuddha ที่ออกมาเปิดประเด็นถึงเรื่องนี้เป็นรายแรก และมีนักวิชาการ นักเขียนหลายท่านที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าว รวมไปถึงภาพที่ถูกแชร์ไปอย่างมากถึงความเหมาะสมของอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี

นอกจากนี้ ชาวเน็ตได้มีการแชร์ภาพของอาจารย์อ้อย ที่มีวงรัศมีบริเวณรอบๆตัวอาจารย์อ้อย โดยอ้างว่าเป็น แสงแห่งรัศมีธรรม ออร่าบารมีของตัวอาจารย์อ้อย โดยมีวงสีแดงและวงสีเขียวที่ลำตัว

 

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม : รัศมีธรรมหรือมหารัศมีอวิชชา!! ชาวเน็ตแห่วิจารณ์..ภาพออร่าบารมี “อาจารย์อ้อย เจ้าสำนักเตโชฯ” แสงแบบนี้จะเอาร้อยรูปก็ยังได้!! #ฆราวาสบรรลุธรรม

เพจ Prayudh จัดหนัก! แจกเนสกาแฟ แค่แท็กเพื่อนมาเยอะๆกิจกรรมดีๆ ที่ไม่อยากให้คุณพลาด รับรางวัลเนสกาแฟยกลัง! อย่าลืมกด Like ติดตามกิจกรรมLetsTryStylePrayudh อ่านต่อ

 

 

จากกรณีนี้เอง พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค ถึงกรณีอาจารย์อ้อย อัจฉราวดี เจ้าสำนักเตโชวิปัสสนา ในเรื่องของ นิมิตพิศวงกับคำว่า “หลง” จากเหตุการณ์เมื่อครั้ง เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย พร้อมแสดงธรรมแก่ญาติโยมร่วมคณะธรรมยาตรา โดยระบุข้อความว่า

 

 

กรณีเตโชวิปัสสนาอัจฉราวดี นิมิตพิศวงกับคำว่า “หลง” ใกล้กัน

ช่วงที่ข้าพเจ้าเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย พร้อมแสดงธรรมแก่ญาติโยมร่วมคณะธรรมยาตรา ศิษย์กรรมฐานผู้หญิงคนหนึ่งร่วมอยู่ในคณะนั้นด้วย เธอติดกล้องคอมแพกเล็กๆ ตัวหนึ่งไป ตกถึงตอนเย็นยามค่ำคืนที่พุทธคยาสังเวชนียสถานแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เธอได้ใช้กล้องคอมแพกเล็กๆ พิเซลต่ำๆ ตัวนั้นถ่ายองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา องค์พระอนิมิสเจดีย์ ปรากฏในภาพถ่ายนั้นๆ เห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ อยู่หลายตำแหน่ง บางตำแหน่งก็กลมโตใหญ่ทีเดียว ศิษย์กรรมฐานผู้หญิงคนนั้นนำกล้องคอมแพกมาคลิกรีวิวภาพนั้นให้ข้าพเจ้าดูด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า

“นี่พระอาจารย์เห็นไหม ดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ คือเทวดา ท่านมีวิมานสถิตอยู่ใกล้ๆ กับองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยาคอยรักษาอยู่ ดูสิ ดวงแสงตรงนี้ยิ่งกลมใหญ่เลย เจ้าค่ะ”

 

 

ข้าพเจ้าตอบศิษย์กรรมฐานคนนั้นทันทีว่า “ไม่ใช่หรอกโยม มิใช่เทวดาวิมงวิมานอะไรหรอก นี้เป็นเพียงผลจากการถ่ายภาพด้วยกล้องคอมแพกคุณภาพพิกเซลต่ำเท่านั้น โดยเฉพาะถ่ายในเวลากลางค่ำกลางคืนจะปรากฏเห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ อย่างนี้แหละ แต่ถ้าถ่ายตอนกลางวันสภาพแสงพอจะไม่เห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ อย่างนี้เลย และถ้าเป็นกล้องโปรคุณภาพสูงถ่ายในเวลากลางค่ำกลางคืนหรือในสภาพแสงน้อย low light ก็จะไม่ปรากฏเห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ อย่างนี้เหมือนกัน เรื่องปกติน่ะโยม อย่าไปคิดอะไรมาก”

ดูเหมือนศิษย์กรรมฐานคนนั้นจะไม่ยอมเชื่อข้าพเจ้าเลย พลอยจะขัดเคืองเสียด้วยซ้ำ เพราะเหตุที่เธอรีวิวภาพมีดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ นั้นให้ข้าพเจ้าดู ต้องการบอกให้ทราบว่า “เธอเป็นคนมีบุญจึงถ่ายเห็นเทวดา ทิพยวิมานของเทวดา” (เป็นตุเป็นตะ)

 

 

ศิษย์กรรมฐานผู้หญิงคนนี้ยังไม่ลดละความพยายามที่จะทำให้ข้าพเจ้าเชื่อตามที่เธอบอกอย่างเดียวว่า “นั่นคือเทวดา วิมานเทวดาที่สถิตอยู่ใกล้ๆ กับองค์พระมหาเจดีย์พุทธคยา” ไปอินเดียรอบสองกับข้าพเจ้าอีก เธอก็ใช้กล้องคอมแพกตัวเดิมนั่นแหละถ่ายภาพเห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง นำมาให้ข้าพเจ้าดูย้ำให้เชื่อตามที่เธอถ่ายภาพเห็นมานั้นอีก คราวนี้ข้าพเจ้าตอบว่า

“ถ้าเช่นนั้น อาตมาจะให้โยมเอากล้องของอาตมา (กล้องโปร Sony a7s mark ii) ไปถ่ายภาพดูว่าจะมีดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ นั้นมั้ย อาตมาถ่ายมาเยอะแล้ว แม้ตอนกลางค่ำกลางคืนในสภาพแสงน้อย low light ก็ไม่เห็นดวงแสงกลมๆ เป็นจุดๆ อย่างนี้เลย”

ศิษย์กรรมฐานคนนี้สีหน้าดูไม่สู้พอใจนัก ตอนหลังก็ยังพยายามให้ข้าพเจ้าเชื่อตามเธออีก ข้าพเจ้าก็เลยเฉยๆ ไม่พูดอะไร เพื่อมิให้ขัดใจเธอ ปัจจุบันศิษย์กรรมฐานคนนี้ออกไปจากข้าพเจ้าแล้ว คงเพราะเหตุว่าข้าพเจ้าเป็นพระสายปัญญา มิใช่พระสายนิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เธอมีอัธยาศัยชอบไปทางนั้นอยู่ รู้สึกจะเป็นเอามากเสียด้วย จึงเดินไปคนละทางกับข้าพเจ้าผู้เป็นพระอาจารย์ของเธอ

 

 

ตามที่ยกตัวอย่างเรื่องการถ่ายภาพด้วยกล้องคอมแพกคุณภาพพิกเซลต่ำๆ มาเขียนอธิบายให้อ่านกันนี้ ข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาดูหมิ่นศิษย์กรรมฐานคนนั้นเลย เธอเขียนข้อความมากราบลาข้าพเจ้าจากไปดีแล้ว ขอให้เธอเดินไปตามเส้นทางที่ปรารถนาเถิด ข้าพเจ้ามีจุดประสงค์เพียงเพื่อจะชี้บอกคนชาวพุทธว่า “สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา อ่อนไหวทางศรัทธามาก” เกิดอัตราสุ่มเสียงจะหลงและมืดบอดกันได้ง่ายๆ สุดท้ายก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่อวดอ้างนิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์บริจาคเงินทองทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัวกันไปเลย

ถามว่า “คนที่อ้างเอานิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาเป็นจุดขายโปรโมทประชาสัมพันธ์โฆษณาตนเองหลงไหม”

ตอบได้ทันทีว่า “หลง” สังคมไทยจึงอยู่ในข่ายคนตาบอดจูงคนตาบอดกันไปตลอด ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์นั่นแหละ หลงโมหะอวิชชาพอๆ กัน

กรุณาดูเปรียบเทียบสองภาพประกอบนั้น จะเห็นว่า ดวงแสงสีเขียวเหมือนกัน ตกอยู่ในตำแหน่งอันเดียวกัน แสงแฟลร์แสงฟุ้งเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของกล้องโปรที่ใช้เลนส์บางตัวถ่ายในสภาพแสงน้อย (low light) และถ่ายย้อนแสง แสงแฟลร์เขียวๆ ในภาพแรกที่หนึ่งของโยมคุณอัจฉาราวดีที่นั่งอยู่บนอาสนะงามๆ นั้นตกที่ลำตัวของเธอพอดี ดูสกินโทนแล้วน่าจะเป็นกล้อง Canon ที่ช่างภาพใช้ขาตั้งกล้องกดชัตเตอร์ถ่าย ส่วนในภาพที่สองข้าพเจ้าใช้กล้อง Sony a7s mark ii เลนส์ tele f4 70-200 mm จับถ่ายเมื่อตอนเช้ามืดของวันนี้นี่เอง กล้องจากสองค่าย Canon และ Sony นี้ทำสกินโทนออกมาแตกต่างกัน ดังนั้น แสงแฟลร์ที่ปรากฏให้เห็นเขียวๆ ตรงนั้น จึงต่างกันเล็กน้อย แต่ก็เกิดเป็นเหมือนกันทุกประการกรณีถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย (Low light) และย้อนแสง

“ดวงแสงรัศมีสว่างก็จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดากับคนที่มีดวงจิตบริสุทธิ์” (ข้าพเจ้าฟังผ่านๆ ในคลิปวิดีโอหนึ่ง นำถ้อยคำสำนวนพูดมาปรับเป็นสำนวนเขียนใหม่) นี้คือคำพูดของโยมคุณอัจฉราวดีที่เห็นแสงแฟลร์แสงฟุ้งซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์ของช่างภาพออกมากล่าวแก้ไว้

ข้าพเจ้ายกผลประโยชน์ความไม่รู้เรื่องของเทคนิกการถ่ายภาพให้แก่โยมคุณอัจฉราวดีก่อนได้ แต่ทว่าความอ่อนแอทางปัญญา และอ่อนไหวทางศรัทธาของโยมคุณอัจฉาราวดีก็มีอยู่ นั่นก็คือมีความโน้มเอียงที่จะเชื่อและหลงมืดบอดได้ง่ายๆ (กล่าวว่าแต่คนอื่นมืดบอด อัจฉราวดีนั่นแหละมืดบอดเสียเอง หลงโมหะอวิชชาชัดๆ)

ข้าพเจ้าเคยเขียนเป็นคำพูดประโยคหนึ่งไว้นานแล้วว่า “อย่าให้เขาเชื่อคุณด้วยศรัทธา หากแต่ต้องให้เขาเชื่อคุณด้วยปัญญามองเห็นความจริงทุกอย่างชัดเจน” ในความหมายของคำพูดประโยคนี้คือ “เรื่องที่คุณพูดแสดงออกมานั้นจะต้องพิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการของปัญญา อย่าเอาเรื่องที่คุณเห็นในนิมิตเป็นปัจจัตตังเฉพาะตนเพียงคนเดียวซึ่งพิสูจน์ตรวจสอบอะไรไม่ได้เลยมายัดเยียดให้คนอื่นเขาเชื่อตามคุณ”

“ได้ฟังเสียงทิพย์ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มาสอนกรรมฐานเตโชวิปัสสนาให้” ก็ดี “พระวรกายของพระพุทธเจ้าไม่มีแล้ว แต่พระจิตของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ อาจารย์สัมผัสกระแสพระจิตนั้นได้” ก็ดี “พระพุทธเจ้าทรงมีพระบัญชาให้เขียนหนังสือ” ก็ดี “พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพระบรมสาริกธาตุ ๒๓ องค์ให้” ก็ดี

คำพูดเหล่านี้ของโยมคุณอัจฉราวดีล้วนพิสูจน์ตรวจสอบไม่ได้เลย เธอย้ำอยู่อย่างเดียวว่า “ตนรู้จริงเห็นจริง สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มาสอนกรรมฐานเตโชวิปัสสนาให้จริงๆ พระพุทธเจ้าประทานพระบรมสาริกธาตุ ๒๓ องค์ให้จริงๆ” ถ้าจะบอกว่าเป็นเรื่องโกหกทั้งเพก็ไม่น่าจะผิด เพราะบุรพาจารย์ทางสายสมถกรรมฐาน หลวงปู่ดุลย์ อตุโล พูดบอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่เห็นในนิมิตนั้นน่ะมันเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นมันไม่จริง” ในความหมายคำพูดของหลวงปู่ดุลย์คือ “นิมิตก็คือเนรมิตที่จิตมีสมาธิมันปรุงแต่งขึ้นมาให้เห็นเท่านั้น นิมิตนั้นล้วนเป็นมายาภาพทั้งหมดเลย (สัญญาชะเกิดแต่สัญญาที่บริกรรมภาวนาเอาไว้มาก) ไม่ใช่ของจริง” ในกรณีนิมิตจริงก็มีอยู่ เช่นคนฝันนิมิตเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ล่วงหน้า และแล้วก็ไปเจอเหตุการณ์ตามที่ตนฝันนิมิตเห็นนั้นจริงๆ

แต่จะอย่างไรก็ตาม เรื่องนิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหล่านี้ก็มิใช่สาระอะไรเลย ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ตรงกันข้ามกลับจะทำให้คนเห็นนิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้นแหละหลงโมหะอวิชชาไปเสียเอง ถ้าโยมคุณอัจฉราวดีศึกษาปฏิบัติในวิปัสสนาญาณสักหน่อย จะทราบชัดว่า

“นิมิตทางสัททารมณ์ ได้ยินเสียงโน่นเสียงนี่ เสียงคนสวดมนต์สาธยาย เสียงพระสอนแสดงธรรมก็ดี นิมิตทางรูปารมณ์ เห็นโน่นเห็นนี่ พุทธรูปบ้าง ภูเขาบ้าง ท้องฟ้าอากาศบ้างก็ดี ล้วนมีอยู่เฉพาะในตรุณวิปัสสนา วิปัสสนาอ่อนๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในวิปัสสนาจริง อยู่ในขั้นของสัมมัสสนญาณที่ ๓ และอุทยัพพยญาณที่ ๔ เท่านั้น ครั้นปฏิบัติดำเนินไปออกจากอุทยัพพยญาณที่ ๔ ผ่านมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิรู้เห็นอย่างบริสุทธิ์ว่าอะไรใช่ทางอะไรไม่ใช่ทางแล้ว จะไม่มีนิมิตเสียงและนิมิตรูปภาพอะไรปรากฏให้ได้ยินให้ได้เห็นอีกเลย มีแต่รูปกับนามที่เป็นปรากฏเป็นเพียงอาการะอาการเคลื่อนไหว ปราศจากรูปพรรณสัณฐานที่เรียกว่า ‘สัณฐานบัญญัติ’ หรือ ‘สมมุติบัญญัติ’ เป็นปรมัตถสัจจะสภาวะที่เกิดและดับๆ ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดดูรู้เห็นอยู่ตลอด”

นี่แหละคือความผิดพลาดของฆรวาสบรรลุธรรม เรียนศึกษาปริยัติมาไม่ครบวงจร ฟังมาจากที่โน่น ได้ยินมาจากที่นี่ แล้วเอามาจับรวมกันตั้งเป็นเทรนด์ใหม่ให้เป็นอัตลักษณ์ของตน คำว่า “เตโชวิปัสสนา” นี่แหละ ชัดที่สุด ประดิษฐ์วาทกรรมตั้งชื่อใหม่เอามาเฉลิมฉลองอัตตาของตนเอง สักกายทิฐิความเห็นว่ากายของตน ในโอรัมภาคิยสังโยชน์กิเลสเครื่องร้อยรัดเบื้องต่ำ ยังละไม่ได้เลย เห็นโยมคุณอัจฉราวดีย่างเยื้องลีลาโพสต์ท่ายืน ท่านั่ง ท่านอนก็สวยงามปานนั้น แล้วนี่จะเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันได้อย่างไร

“ข้าพเจ้าให้ความสำคัญต่อพระธรรมมากกว่าพระธาตุ” นี้คือคำพูดที่ข้าพเจ้าพระสายปัญญาพูดย้ำไว้ตลอด ต่อเรื่องนิมิตอิทธิฤทธ์ปาฏิหาริย์ ถ้าโยมคุณอัจฉราวดีเปิดตู้พระไตรปิฎกออกอ่านเกวัฏฏสูตรสักหน่อยจะทราบชัดว่า

“อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้โดยประการต่างๆ เช่น หายตัวไปก็ได้ ปรากฏตัวใหม่ก็ได้ คนเดียวปรากฏเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนปรากฏเป็นคนเดียวก็ได้ ดำลงไปในดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินชำแรกผ่านประตูกำแพงภูเขาเหมือนเดินไปในที่ว่างก็ได้ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ ดักจิตทายใจว่า เธอคิดอย่างนี้ ตรองอย่างนี้ จิตของเธอเป็นไปด้วยอาการอย่างนี้ๆ พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญเลย ตรงกันข้ามกลับทรงรังเกียจระอาไม่ปรารถนาให้พระภิกษุสาวกสงฆ์ในพระศาสนานี้กระทำเลย เพราะมันจะเกิดโทษภัยอันตรายติดตามมา อย่างน้อยๆ ก็คือความไม่เชื่อครหาติฉินนินทา”

วันนี้โยมคุณอัจฉราวดีผู้อ้างเอานิมิตอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาเป็นจุดขายโปรโมทประชาสัมพันธ์โฆษณาตนเองก็เห็นโทษภัยอันตรายเกิดขึ้นชัดเจนแล้วมิใช่หรือ เลิกเสียเถอะ คุณโยมเอ๋ย พฤติกรรมแบบนี้ เลิกโดยเร็ว เพราะมิฉะนั้น โยมคุณอัจฉราวดีนั่นแหละจะประสบอันตรายหายนะพินาศได้ เห็นเป็นตัวอย่างมาหลายรายแล้วนี่

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : tnews.co.th