เมียสายข่าวเล่านาทีช็อก ร่ำไห้เจอ 4 อาสาขึงพรืดรุมโทรม กรอกยาบ้าหวังยัดข้อหา!

จากกรณีสายข่าวตร.ร้องสื่อ ระบุว่าถูกเจ้าหน้าที่ อส. จ.ลพบุรี รุมทำร้ายร่างกายที่ศูนย์บำบัดผู้เสพยาเสพติด ก่อน 4 อส. ลากภรรยาไปขึงพรืดรุมขืนใจ แถมจับกรอกยาบ้า หวังยัดข้อหายาเสพยาเสพติด เพื่อให้มีประวัติเสพยา ต่อมา 4 อส.ได้ดอดมอบตัว แสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมโต้กลับคู่กรณีน่าจะเบลอยา อ้างมีคนอยู่เป็นร้อย ทำไมไม่มีใครรู้เรื่อง

ล่าสุดรายการโหนกระแส ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ดำเนินรายการโดย หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 20.30-21.00 น. ทางช่อง 28 ได้เปิดใจผู้เสียหาย “คุณวัน” พร้อม “คุณนี” ภรรยาที่โดนกระทำ และ “ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์” ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาร่วมพูดคุยกันในรายการ

 

 

เหตุการณ์เกิดวันไหน?

วัน : “วันที่ 11 ธ.ค. รอยต่อวันที่ 12 ธ.ค. คือเหตุการณ์วันนั้นช่วงเวลา 18.00 น. ผมได้ไปหาข่าวซื้อยาบ้า แล้วไปเจอยาบ้าชุดที่เคยจับแล้วมาชี้ตัว ผมเป็นสายของตำรวจ ซึ่งไปดูข่าวจุดใหม่ ไปเจอพวกกระบวนการของยา มาเจอผมและคงแก้แค้นผม โดยให้ผู้ใหญ่มาจับตัว เพื่อหักผมไม่ให้ไปล่อซื้อเขาอีก คือตัวผมเสพยา ซึ่งวันั้นผู้ใหญ่จับตัวผมไปที่ศูนย์บำบัดยาวัดดงน้อยครับ”

นี : “หนูก็ขอไปด้วย หนูเป็นห่วงเลยขอติดตามไปด้วย ติดรถไปกับแฟนเลย ณ ตอนนั้น อส.มารับ ตอนนั้นพอหลังจากที่วัดดงน้อยแล้วเขาแยกแฟนหนูไปจุดลงทะเบียน หนูก็ขอตัวมานั่งหน้าเสาธง เพื่อจะได้ไม่ปะปนกับพวกบำบัด คือไม่ให้มีผู้หญิงมาปะปนกับคนที่บำบัด มีแต่พวกผู้ชาย ซึ่งตรงหน้าเสาธงนั้น ด้านขวาเป็นช่วงหอระฆังห่างไป ช่วงกลางๆ จะเป็นศาลาที่พวกผู้บำบัดเขาอยู่กัน ศาลาการเปรียญ ด้านบนเป็นเรือนนอน มีคนบำบัดอยู่ข้างบน”

มีคนบำบัดกี่คน?

วัน : “238 คน ซึ่งด้านล่างเหมือนห้องจัดไว้ประประชุมผู้บำบัด ก็ปิดไฟมืดเลย หอระฆังอยู่ด้านขวา เลยสนามไป ส่วนผมโดนแยกไปอยู่บนหอระฆัง เขาแยกผมไปครับ ส่วนที่อส.ไปพูดตามรายการตางๆ ว่าผมเป็นคนขอไปอยู่เอง ไม่กล้าขึ้นไปนอนศาลาการเปรียญเพราะกลัว 200 กว่าคนที่เป็นโจทย์ กลัวว่าขึ้นไปแล้วจะเจอคนที่ไปล่อซื้อยา ถ้าขึ้นไปขอผูกคอตายดีกว่า อันนั้นคือไม่จริงครับ ณ เวลานั้นผมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าเขาให้ปฏิบัติตามกระบวนการผมก็ปฏิบัติตามที่เขาบอกหมด ถ้าเขาให้ผมขึ้นไปนอนที่ศาลาการเปรียญกับคนอีก 200 กว่า ผมก็ขึ้นครับ ถามว่าทำไมต้องขึ้นไปอยู่ที่หอระฆัง คือเขาแยกตัวผมไป อส.คนหนึ่งที่เป็นครูบอกว่าเดี๋ยวให้กรณีพิเศษ ขึ้นไปบนหอระฆังแล้วกัน ส่วนภรรยาผมก็ยังนั่งอยู่หน้าเสาธงจุดเดิม ก่อนขึ้นไปอยู่บนหอระฆัง ผมนั่งอยู่ตรงจุดลงทะเบียน ผมได้ยินเขาพูดแล้วว่าคืนนี้เขาจะทำอะไรสนุกๆ เดี๋ยวเอาเมียไอ้นี่ไปรุมโทรมกัน แล้วผมก็เดินกลับมาหาเมีย”

นี : “เขาเดินกลับมาพูดกับหนูว่าถ้าพวกนั้นเขาจะพาหนูไปที่ไหนหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้ตะโกนร้องเรียกดังๆ เลย ถามว่าเมื่อสามีเดินมาบอกว่าว่าได้ยินคนพูดแบบนี้ ทำไมไม่หนีไป คือหนูไม่มีรถกลับค่ะ หนูบอกได้เลย เวลานั้นหนูอยากจะวิ่งหนีนะคะ แต่หนูคิดว่าศาลาใกล้ๆ ตรงนั้นมีผู้หญิงอยู่เยอะ หนูเลยขอนั่งอยู่ศาลางานศพตรงใกล้ๆ ตรงนั้นก็ได้ เพราะอย่างน้อยๆ มีผู้หญิงอยู่ แล้วอีกอย่างที่หนูนั่งตรงหน้าเสาธงหนูได้ขอกับหัวหน้าพวกเขาแล้ว ว่าหนูขอนั่งอยู่ตรงนี้อีกไม่กี่ชม.ก็เช้าแล้ว หนูก็ขอกลับพร้อมแฟน จะได้กลับบ้านพร้อมกัน”

 

 

แถวนั้นไม่มีพระ?

วัน : “ไม่มีครับ พระจำวัดหมดเลย ไม่มีชี ไม่มีเณร ตอนนั้นมันดึกยามวิกาลแล้ว ห้าทุ่มเกือบเที่ยงคืน ณ ตรงนั้นมีอส. 10 กว่าคนครับ แต่อส.ที่อยู่ในศูนย์นั้นมี 20 กว่าคน ผมก็ทราบคร่าวๆ ว่า 24 คน”

ยืนยันว่าไม่หนีเพราะกลับไม่ได้?
นี : “ใช่ค่ะ คือมันดึกมากแล้วค่ะ บริเวณรอบวัดตอนนั้นร้านค้าหรือตามบ้านเรือนเขาปิดกันหมดแล้ว มันเปลี่ยวด้วยค่ะ”

วัน : “หลังจากนั้นผมก็ขึ้นไปหอระฆังตามที่เขาให้ขึ้นไป ผมยืนยันว่าเขาให้ผมขึ้นไปครับ เขาให้ผมขึ้นไปกรณีพิเศษ แต่สายตาผมจับจ้องมาที่แฟนตลอด มองลงมาที่แฟนที่เสาธงตลอด หอระฆังกับจุดเสาธงระยะไม่เกิน 20 เมตร ผมเห็นภรรยานั่งอยู่แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นอส.เข้ามาพูดคุยกับภรรยา แต่ภรรยาก็ชี้ไปที่ศาลางานศพ เขาพูดอะไรกันไม่รู้”

นี : “เขาจะไม่ให้หนูปะปนกับพวกบำบัด แม้แต่นั่งหน้าเสาธงก็ไม่ได้ หนูก็บอกว่าหนูขอกับหัวหน้าเขาแล้วว่าหนูขอนั่งตรงนี้ อีกไม่กี่ชม.ก็เช้าหนูจะได้กลับแล้ว เขาบอกว่านั่งตรงนี้ไม่ได้ หลังจากตรงนั้นหัวหน้าเขาได้กลับไปแล้ว หนูเลยบอกว่างั้นขอไปนั่งศาลางานศพได้มั้ย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ศาลาผู้บำบัด มันติดกันเลย หนูก็ขอไปนั่งตรงนั้น เพราะมีผู้หญิงด้วย เขาบอกไม่ได้ แต่บอกว่างั้นไปนั่งรวมกลุ่มใต้ถุนศาลาที่มีพวกบำบัดนอนอยู่ มืดหมดเลยค่ะ คนที่พาไปคือหนึ่งในกลุ่มอส.”

วัน : “ผมก็เห็นครับ ผมก็ตะโกนว่ามึงจะพาเมียไปไหนวะ ผมตะโกนดัง แล้วพวกอส. บอกว่ามึงจะตะโกนเรียกเมียมึงทำไมวะ พร้อมฉายสปอร์ตไลต์ใส่หน้าผม หลังจากนั้นผมก็ไม่เห็น แต่รู้ว่าพาเข้าใต้ถุนศาลาแน่นอน”

นี : “ตอนนั้นหนูไม่เห็นว่ามีใครอยู่ค่ะ เพราะปิดไฟมืดหมดเลย แล้วมีอยู่คนนึงพาหนูเดินนำหน้า ที่ว่าจะพาหนูเดินเข้าไป ซึ่งเป็นคนที่ออกมาให้ข่าว แล้วก็มีอีก 3 คนที่เดินตามหลังมา ตอนแรกหนูไม่เห็นว่ามี 3 คนเดินตามหลังหนูมา ทีนี้พอพาหนูเข้าไปปุ๊บก็ปิดประตู อ้าว! มีอีก 3 คนนี่หน่า ตอนนั้นก็ตกใจ แต่คิดว่าคนเยอะคงไม่อะไร แล้วเขาปิดประตูแป๊บเดียวและดึงกระชากหนูให้ล้มลงเลยค่ะ ทีนี้ก็ช่วยกันจับ เรียกว่าเป็นการถูกคุกคามทางเพศแน่นอน ยืนยันค่ะ ถูกคุกคาม 4 คน”

วัน : “ผมได้ยินเสียงครับ ผมก็วิ่งลงมาจากหอระฆัง โดนอส.รุมกระทืบผม อส.สิบกว่าคนที่อยู่ด้านนอก ระหว่างหอระฆังกับเสาธง เขาบอกว่าให้ขึ้นไป แต่ผมบอกไม่ขึ้นจะไปช่วยเมีย เขาก็ต่อยผมและตบผม”

 

 

ได้ยินเสียงสามีมั้ยตอนนั้น?

นี : “ได้ยินค่ะ ตอนนั้นหนูตะโกนเรียกแล้ว แต่มีเสียงเรียกแค่ช่วงแป๊บเดียว เขาก็ปิดปากหนูหมดเลย(ร้องไห้) หนูได้ยินเสียงแฟน เหมือนถูกทำร้าย”

วัน : “ผมก็คิดว่าผมคงช่วยเมียผมไม่ได้ ผมเลยกลับขึ้นไปหอระฆังเหมือนเดิม แล้วที่ทางฝั่งโน้นบอกว่าผมไม่ได้ลงมาเลย ยืนยันว่าลงมาครับ”

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาบอกคุณว่ายังไง?

นี : “ช่วงที่เขาทำอยู่(ร้องไห้) มีอส.คนหนึ่งที่อยู่ด้านนอก เดินเข้ามาบอกว่าเฮ้ย! ผัวมันโวยวายจะเอาเรื่อง จะทำยังไงดี หนึ่งในนั้นเขาเดินออกมาข้างนอก หนูไม่รู้เขาเดินเข้ามาเอาอะไร พอกลับเข้าไปปิดประตูปุ๊บ อยู่ๆ เขาก็เอาเหมือนยาบ้ามายัดใส่ปากหนู(ร้องไห้) ถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็นยาบ้า แฟนหนูเป็นสาย หนูก็พอรู้อยู่ค่ะว่าอันนี้คือยา เขายัดปากหนูสองเม็ดค่ะ จับปากหนูบีบ เอายากรอกใส่ แล้วเอาน้ำกรอกตามเขาบอกว่าห้ามพูดได้มั้ย ไม่ต้องพูดนะ ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องเป็นราว หนูก็ได้แต่ร้องไห้ เขาบอกว่าถ้าไม่อยากอยู่ไกลแฟนก็เงียบไว้ดีกว่า อย่าพูด ไม่งั้นจะถูกจับไปอยู่ที่อื่นเพราะอย่างน้อยๆ ตอนนี้หนูมีสารเสพติดในร่างกายแล้ว เขาจะจับหนูส่งบำบัดที่อื่น ซึ่งหนูกลัวตอนนั้น หนูไปไหนไปกับแฟนตลอด หนูไม่เคยห่างกัน จริงๆ หนูจะไปแจ้งความด้วยนะคะ แต่เขาไม่รับเรื่องหนู”

วัน : “ร้อยเวรบอกว่าเรื่องยาก็เรื่องยา เรื่องข่มขืนก็เรื่องข่มขืน เราอย่าไปพูดอย่างนั้น เดี๋ยวจะทำให้สองหน่วยงานทะเลาะกัน ทางอส.กับตร.จะทะเลาะกัน ส่วนที่เขาอ้างว่าถ้ามีเหตุการณ์ข่มขืนคริงๆ คงจะเสียงดัง พระต้องได้ยิน พระท่านจำวัดในกุฏิ คงไม่มาสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เวลาทำกิจกรรมอะไรมันก็เสียงดังอยู่แล้ว เขาคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติ แล้วตอนที่คุยกันผมไม่ได้งงหรือเบลอ สติสัมปชัญญะครบ 100% ตอนนั้นไม่มีการเสพยาครับ”

 

 

พอเราไปแจ้งความเป็นยังไง?

นี : “หนูพยายามบอกร้อยเวรว่าหนูใจร้อนนะคะ หนูอยากให้เรื่องนี้จับคนผิดเข้าคุกให้ได้เร็วที่สุด หนูต้องการให้เขาพาหนูไปชี้ตัวหรือจุดเกิดเหตุก็ได้ แต่ ณ วันนั้นทิ้งเวลาไปยาวนานมากเลยจนถึงวันที่ 19 ธ.ค.”

วัน : “เขาบอกว่าไม่สามารถไปชี้ได้เพราะคนอยู่เยอะ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่พาไปที่เกิดเหตุ”

สิ่งที่อยากรู้คือ ตัวคุณเองได้มีการไปชี้ตัวหรือยัง?

นี : “ไปแล้วค่ะวันที่ 19 ธ.ค. ไปชี้ที่วัดดงน้อย ตอนนั้นมีอาสาครบ แล้วที่เขาอ้างว่าหนูชี้ตัวสะเปะสะปะ ไม่ค่ะ ณ เวลาที่เขาให้หนูชี้ เขาไม่ได้มายืนเรียงกันเลยทีเดียว คือมาตรงนี้ 10 กว่าคน อีกกลุ่มหนึ่งมาอีก ยังหันไปถามแฟนว่ามันไม่มีนี่หน่า”

วัน : “ตอนแรกชี้ถูกตัวแล้วครับ 2 คนเลย ไม่ได้สะเปะสะปะเหมือนที่เขาพูด แต่อีกสองคนบ่ายเบี่ยงที่จะเข้ามา”

เขาว่าก่อนชี้คุณหันไปมองสามีตลอด?

นี : “ไม่ค่ะ สองคนแรกหนูชี้โดยมั่นใจ หนูชี้ไปก่อนแล้ว ส่วนหนูก็ได้ไปตรวจร่างกายเรียบร้อยเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.”

วัน : “ผลน่าจะออกแล้วนะครับเพราะนานเกิน แล้วผมก็ไม่ทราบด้วยว่าการชี้ตัวสามารถไปชี้ที่วัดดงน้อยได้ด้วยเหรอ ทำไมไม่เชิญผู้ต้องสงสัยไปชี้ที่สภ.”

 

 

ทนายสงกานต์ คิดว่ายังไง?

ทนาย : “เรื่องนี้เห็นการทำงานของพนักงานสอบสวนก็ดี เราติดใจในประเด็นที่เอาตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหามายืนในวัด แล้วให้ผู้เสียหายยืนชี้ มันไม่มีหลักกฎหมายหรือพนักงานที่ไหนเขาทำแบบนี้ ถ้าปกติไม่เคยเห็นนะครับ ปกติเขาควรมีการจัดให้มีห้องชี้ตัว แล้วทำหมายเลขติดไว้ หนึ่งสองสามี่ห้า ให้ผู้เสียหายดูอีกห้องหนึ่งแล้วชี้ตัวว่าผู้ต้องหารายใดเป็นผู้กระทำความผิด ที่พูดแบบนี้ไม่ได้โอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง แค่อยากเสนอมุมมองเล็กๆ คือเห็นผู้ต้องหายืนกอดอก แล้วผู้เสียหายที่ไหนจะกล้าชี้ เกิดผู้ต้องสงสัยเตะผู้เสียหายทำไง มันไม่ได้อยู่แล้ว ผิดหลักตั้งแต่ต้น แค่คิดก็ผิดแล้วครับ”

 

เรียกร้องยังไงได้?

ทนาย : “ประการแรกต้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงในส่วนของตำรวจ ส่วนเรื่องอส. หน่วยงานที่ดูแลคือกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงต้องตั้งกรรมการสอบเพื่อคืนความเป็นธรรมตามเนื้อผ้า ผิดก็คือผิด ไม่ผิดก็คือไม่ผิด เอาให้ชัดเจน ทีนี้ต้องถามต่อว่าตัวผู้เสียหายที่มาในวันนี้ ตร.ได้ส่งตรวจหรือยัง (ส่งแล้วแต่ผลยังไม่ได้) แล้วในพฤติการณ์แห่งคดี ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใด แต่บางกระการก็ยังสงสัยว่าในวันเกิดเหตุ ตร.ได้ดำเนินการอะไรบ้าง ส่วนที่สองที่บอกว่ามีการยัดยาบ้าใส่ปาก ต้องถามต่อหน้าเลยว่าเขาบ้วนทึ้งหรือขากถุยมั้ย”

นี : “ไม่สามารถทำได้ค่ะ เพราะเขาจับปากหนู แล้วจับกรอกน้ำใส่ปากเลยค่ะ”

ทนาย : “เมื่อยาบ้าออกฤทธิ์ หนูต้องมีอาการที่ผิดปกติ อาการยังไง”

นี : “หนูช่วงนั้นปวดหัวมาก หนูจะนั่งคิด นั่งร้องไห้ ไปเรื่อยเลยค่ะ”

ทนาย : “ควบคุมอารมณ์ได้มั้ยครับ”

นี : “ควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลยค่ะ หนูนั่งร้องไห้ตลอดเลย”

ทนาย : “มันก็หลายประการ ปกติการเป็นสายลับที่เราคลุกคลี การเป็นสายลับที่ถูกต้องหนึ่งจะต้องมีการทำประวัติ ถ่ายภาพลงบันทึกประจำวันประจำโรงพัก แต่ปัจจุบันมักจะอ้างว่าเป็นสาย นอกพื้นที่อาจทำแบบนี้ก็ได้ เวลาจับกุมคดีต่างๆ คือหนึ่งจับพร้อมผู้กระทำความผิดแล้วปล่อยสายหลุดไป อีกอย่างคือจับสายไปด้วยแต่สั่งไม่ฟ้องในภายหลัง”

 

สิ่งยืนยันว่าการไปชี้ตัวแบบนั้นเขาไม่ทำกัน?

ทนาย : “ยังไม่เคยปรากฏตั้งแต่เติบโตมา”

 

เป็นไปได้มั้ยเลยทำให้เขาบอกว่าชี้ตัวสะเปะสะปะ?

ทนาย : “ถามว่าใครจะกล้าชี้ตัว ยืนประจันหน้าอย่างนั้น ปกติไม่ได้นะครับเท่าที่เราทำคดีมาหรือเวลาไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตร.แห่งชาติ เขาก็จะจัดห้องชี้ตัวตามโรงพักให้ผู้ต้องสงสัยมายืนกันแล้วเอาบุคคลอื่นมายืนปะปนกัน แล้วติดหมายเลขไว้ แต่นี่มายืนชี้ตัวเหมือนท้องตลาด มันผิดตั้งแต่ต้น”

ที่แน่ๆ ในตอนนี้ทนายได้นำตัวผู้เสียหายทั้งสองคนเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานเรียบร้อยแล้ว และมีการร้องขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนยกชุดด้วย อาจต้องมีการชี้ตัว

 

ใหม่แบบถูกต้อง?

ทนาย : “ต้องเอาผู้ต้องสงสัยไปชี้ตัวที่โรงพัก เอาคนอื่นมาปะปะ เสื้อผ้าก็ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ใส่ชุดเดียวกันยืนเรียงกันทั้งหมด ไม่ได้แบบนี้”

 

ทางนี้ยืนยันว่าจำได้ทุกคน?

นี : “จำได้ทุกคนค่ะ ชี้ตัวได้ทุกคน มั่นใจค่ะ”

ทนาย : “หรืออีกกรณี สามารถโอนคดีมาที่กองปราบปรามได้นะครับ ทำคำร้องเข้าไป”

 

ฝั่งโน้นยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำ?

ทนาย : “เราพูดแบบเป็นกลาง ไม่ว่าจะโอนไปไหน ถ้าเราไม่ได้ทำก็ไม่ต้องกังวล”

วัน : “ผมอยากได้ความเป็น

 

— คลิป —

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสด