รวมเรื่องเล่าจากในวังกับ ‘พระอารมณ์ขัน’ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 #คิดถึงพ่อ

วนกลับมาอีกครั้งแล้วนะคะกับเดือนตุลาคม เดือนแห่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย เชื่อว่าหลายๆ คนคงอดที่จะคิดถึง ‘ พ่อ ‘ ของแผ่นดินกันไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงงานอย่างหนักมาตลอดระยะเวลา 70 ปี เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรือง ให้เกิดกับประเทศไทย

ในวันนี้เราจึงรวบรวม ‘ เรื่องเล่าจากในวังกับพระอารมณ์ขันของในหลวงรัชกาลที่ 9 ‘ ที่น้อยคนนักจะทราบว่า พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตรย์ที่ไม่ถือพระองค์และมีพระเมตตาอันมากล้นต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า #เอาไว้อ่านกันในวันที่คิดถึงพ่อ

 

ตอน มิกกี้เมาส์

เมื่อครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระชนม์มายุ 72 พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านมาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ พอพระองค์ท่านทราบเรื่องแล้วจึงตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า ” ไปบอกเขานะ เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์ ”

 

ตอน พระหมด

ครั้งหนึ่งขณะที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร พระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว แต่มีราษฎรผู้หนึ่งยังไม่ได้รับ จึงกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า ” ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์ ” ในหลวงทรงตรัสว่า ” ขอเดชะ พระหมดแล้ว ”

 

ตอน เป็นหมอ

ครั้งหนึ่งได้มีพิธีการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ พระองค์ทรงรับสั่งกับมหาดเล็กใกล้ชิดว่า ” ฉันได้เป็นหมอความแล้ว ” ต่อมาเมื่อมีการถวายปริญญาทางดิน ก็รับสั่งว่า ” ตอนนี้เราเป็นหมอดินแล้ว ” ไม่นานก็มีการถวายปริญญาทางดนตรีอีก จึ่งรับสั่งอีกว่า ” ในตอนนี้เราเป็นหมอลำ ”

 

ตอน ทรงพระครรภ์

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายๆ ปีมาแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญราชาศัพท์ ก็กราบบังคมทูลว่า ” เอ้อ… ทรง… อ้า… ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ ” พระองค์ก็ทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า ” ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่ จะท้องได้ยังไง ” แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า ” เอ้า… พูดภาษาอังกฤษกันเถอะ ” เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการเป็นภาษาอังกฤษไป

 

 

ตอน ให้เป็นช่าง

มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่มานานแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวังคนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดี ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จมา คนอยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า ” เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง ” ในหลวงก็ทรงจับบันได้ให้ เขาก็บอกว่า ” เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง ” ( สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงาน ยังไม่ผ่านโปร ) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันได้ให้ ถึงกับเข่าอ่อน จะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงทรงตรัสกับช่างว่า ” แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย ”

 

ตอน คล่องราชาศัพท์

ครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายต่างก็แปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและใช้ราชาศัพท์ได้ดีอย่างน่าฉงนของราษฎรผู้นั้น เมื่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า ” ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า ” มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่าเป็นนกอะไรและมีกี่ตัว พ่อลิเกเก่าก็กราบบังคมทูลว่า ” มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวที่ยังเล็กตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งพระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว ” เรื่องนี้ ดร. สุเมร เล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะ ไม่ยกเว้นแม้แต่ในหลวง…


 

ตอน ถวายพระเพลิง

มีอยู่ครั้งหนึ่งทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุยทรงจะสูบมวนพระโอสถ แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมกับทูลว่า ” ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า ” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงชะงักก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ กับอธิการบดีว่า ” เรายังไม่ตาย ถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก ”


 

ตอน คนในแบงค์

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ยินมา เมื่อคราวที่ ทูลกระหม่อมหญิงจุฬาภรณ์ ประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ช่วงเช้าตรู่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พยาบาลที่ถวายงานอยู่จึงไปรับสาย ก็มีเสียงปลายทางพูดว่า ” ขอสายฟ้าหญิง ” พยาบาลที่รับสายจึงถามกลับไปว่า ” ขอประทานโทษค่ะ ใครจะเรียนสายด้วยคะ ” ” บอกเขาว่าคนในแบงค์โทรมา ” อีกฝ่ายตอบกลับมา พยาบาลถามกลับไปว่า ” ธนาคารไหนคะ ” และคิดในใจว่าเช้าอย่างนี้โทรมาเรื่องอะไร แต่พอกลับมานั่งทบทวนว่า ‘ คนในแบงค์โทรมา ‘ ถึงกับตื่นเต้นตกใจขนลุกขนพองเพราะคนในแบงค์ก็คือในหลวงนั่นเอง


 

ตอน ชื่อเดียวกัน

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมากล้น จนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่า ยามกราบบังคมทูลจึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาเป็นอย่างดีก็ตาม ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า ” ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลถวายรายงาน ฯลฯ ” เมื่อคำกราบบังคมทูลจบ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า ” เออดี เราชื่อเดียวกัน ” ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิตดาลัย เพราะผู้กราบยังคมทูลรายงานตื่นเต้น จนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้


 

ตอน FBI

ครั้งหนึ่งที่ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนของนิตยสาร Look พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับสั่งว่า ” เมื่อครั้งประธานาธิบดีของท่านเสด็จมาเยือนประเทศไทย มีพวก FBI และหน่วย รปภ. ห้อมล้อมกันหนาแน่นไปหมดจนหาทางเดินไม่ได้ ถ้าฉันทำเช่นนั้นก็ไม่สามารถใกล้ชิดประชาชนได้ ถ้าผู้คนเบียดกันเข้ามาใกล้เกินไปจะมีคุณยายพูดขึ้นว่า ‘ หลีกทางให้ในหลวงหน่อยเถอะ ‘ คุณยายนั่นแหละคือ FBI ของฉัน ”


 

ตอน กี่กิโล

เรื่องพระราชอารมณ์ขันนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เคยเล่าให้ฟังว่า ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตรปีหนึ่ง เมื่อพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่น ว่า ” วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล ” ม.ล.ปิ่น มาลากุล อึกอักจนด้วยเกล้าฯ เพราะมิได้ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิการบดีชั่งน้ำหนักไว้ก่อนเพื่อกราบบังคมทูล แต่ในปีต่อมาในโอกาสเช่นเดียวกัน อธิการบดีของมหาวิทยาลัยได้เตรียมพร้อมชั่งน้ำหนักใบปริญญาบัตรจำนวนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงกราบทูลเสียงดังว่า ” วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไปจำนวนทั้งหมด 230 กิโลกรัม ” ในทันทีนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มีพระราชดำรัสถาม ม.ล.ปิ่น ว่า ” ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี่ จึงจะพอชดเชยกับแรงงานที่ได้เสียไป ”


 

ตอน ไม่เสวยปลานิล

ต้องไม่ลืมว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่โปรดเสวยปลานิล ทุกครั้งที่มีผู้นำปลานิลไปตั้งเครื่องเสวย จะโบกพระหัตถ์ให้ย้ายไปไว้ที่อื่น โดยไม่รับสั่งอะไรเลย จนวันหนึ่งมีผู้กล้าหาญชาญชัยกราบบังคมทูลถามว่า ” เพราะเหตุใดจึงไม่โปรดเสวยปลานิล ” มีกระแสรับสั่งว่า ” ก็เลี้ยงมันมาเหมือนลูกแล้วจะกินมันได้อย่างไร ”


 

ตอน ไปไหมเสี่ย

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งก็เสด็จโดยลำพังด้วยพระองค์เอง มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า ” ไปไหมเสี่ย ” ปรากฏว่า ‘ เสี่ย ‘ พระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยังพระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้นึกว่าเป็นข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวังทหารสั่งวันทยาวุธเท่านั้นแหละ ซาเล้งถึงรู้ว่า ‘ เสี่ย ‘ ที่มาส่งน่ะเป็นใคร

 

ตอน ญาติกับฉัน

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทางทะเล ระหว่างทางผ่านเกาะช้าง ทรงถามข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งว่า ” เกาะนั้นชื่ออะไร ” ข้าราชการทูลตอบว่า ” เกาะนั้นทรงพระนามว่า เกาะช้างพะย่ะค่ะ ” พระองค์จึงตรัสว่า ” ถ้างั้นก็เป็นญาติกับฉันน่ะสิ ”

ตอน ไม่มีบัตร

เข้าไม่ได้ ” ทหารทูล ” ขอโทษที ฉันไม่มีบัตร แต่เอาเป็นว่าตอนนี้เธอมีธนบัตรไหม ” ทรงตอบ ทหารว่า ” มีครับ ทำไมหรือ ” ก็ทรงตรัสว่า ” นั่นแหละบัตรของฉัน ”

และทั้งหมดนี้ก็เป็น 15 เรื่องเล่าจากในวังเกี่ยวกับพระอารมณ์ขันของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่แฝงไปด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกร ถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่คุณงามความดีของพระองค์จะยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของชาวไทยไปตลอดกาล

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูล : sistacafe.com

ติดตามข่าวสารอินเทรนด์ได้ที่ : TrendyNews2017