อุตุฯ เตือนฝนถล่ม 54 จังหวัด ฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรง

โดยในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการพยากรณ์อากาศในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่าทางบริเวณ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นรวมถึง มีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนนั้นควรระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้งและใต้ต้นไม้ใหญ่และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้เอาไว้ และทางภาคใต้นั้นก็จะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยานั้นก็เกิดขึ้นจากการบริเวณความกดอากาศต่ำสูง กำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ จึงส่งผลให้มี ลมทางด้านตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบนและอ่าวไทยจึงทำให้ประเทศไทยนั้นมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักมีลมกระโชกแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา

แบ่งปัน! วิธีทำเตาเผาถ่านไร้ควัน จากบ่อซีเมนต์

โดยในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะมีเคล็ดลับดีๆในการทำเตาเผาถ่านกันกับวงบ่อซีเมนต์บอกได้ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำได้เองแบบง่ายๆและได้ผลดีและถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาช่องทางในการสร้างรายได้อยู่นะเราก็บอกเลยว่าวิธีนี้ดีอย่างแน่นอนซึ่งเป็นวิธีมาจากเพจดังคือเพจแนวทางเกษตรเกร็ดความรู้ที่ได้ออกมาเผยแพร่ภาพพร้อมข้อมูลโดยจะทำอย่างไรได้บ้างนั้นมาดูกันเลย

เอาบ่อปูนซีเมนต์เมื่อวางซ้อนกันสองวง

จากนั้นปั้นดินครอบเอาไว้

เอาไม้มากั้น

ใส่ไม้ลงไปใน และทำการปิดฝาพร้อมจุดไฟ

รอจนไม่มีควันและปิดปากเตา

จากนั้นก็รอให้เย็นก็เป็นอันเสร็จ

และนี่ก็คือสาระดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากนำไม้มาแปรรูปเป็นถ่านเพื่อนำไปขายหรือนำไปใช้เองซึ่งสามารถทำได้เองง่ายๆไม่ยากอย่างที่คิดลองทำดูกันได้เลย

ฝรั่งทำนา ‘มาร์ติน วีลเลอร์’ ใช้ชีวิตในเมืองไทย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งถ้าหากพูดถึงฝรั่งที่อยู่เมืองไทยและรักเมืองไทยทุกคนก็จะนึกถึงมาร์ตินวีลเลอร์ไปอีกหนึ่งบุคคลหนึ่งที่หลงรักความเป็นไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชาวอีสาน และคนไทยหลายคนก็อาจจะรู้จักเขาในรายการทีวีต่างๆ ซึ่งเขาเป็นคนอีสานหรือฝรั่งที่พูดภาษาอีสาน ได้อย่างคล่องแคล่วเป็นอย่างมากและรู้ความหมายได้เป็นอย่างดี โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาไปดูประวัติและสิ่งที่ทำให้เขานั้นรักเมืองไทย

โดยมาร์ตินวีลเลอร์เป็นชาวอังกฤษเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยการเบิกและย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอนโดยสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีเกียรตินิยมภาษาลาตินจาก london University และเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะพอสมควรหลังจากที่จบการศึกษาก็ได้ทำงานก่อสร้างแบบอีกแบบปรุงอยู่ที่

ลอนดอนนัดหรือ 10 ปีหลังจากที่แม่เสียเขาก็ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆและหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยและย้อนไปเมื่อปี 2535 เขาก็ได้มาพบรักกับภรรยาที่อยู่กรุงเทพฯโดยภรรยาของเขานั้นเป็นคนจังหวัดขอนแก่นและมีลูกด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่ก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ในบ้านเกิดของภรรยาที่จังหวัดขอนแก่น และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขานั้นได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนอีสานและหันมาใช้ชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นตัว

โดยหลังจากที่กลับมาอยู่เมืองไทย ชีวิตของเขาก็เปลื่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาบอกว่าในวันนี้เขาไม่ได้ขนขวายและไม่ต้องการอะไรแล้วเพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความพอดีในการใช้ชีวิตโดยเขาได้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 25 ไร่แบ่งปลูกอ้อย 8 ไร่แบ่งปลูกมันสำปะหลัง 9 ไร่ที่เหลือก็แบ่งมาปลูกข้าวทำนาปลูกพืชผักสวนครัวขุดบ่อเลี้ยงปลาและทำเป็นที่อยู่อาศัยโดยเขาทำอย่างนี้มานานถึง 25 ปี

และนอกจากนี้เขาก็บอกว่า คนไทยโชคดีเป็นอย่างมากที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์เป็นผู้ทรงทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยซึ่งหากษัตริย์แบบนี้ได้ยากโดยในประเทศอื่นก็ไม่มีอีกแล้ว และคนไทยก็โชคดีเป็นอย่างมากที่เกิดมาในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ต้องไปรบรากับใครไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่นเป็นประเทศที่กินอิ่ม มีเหลือก็แจก ถ้าหากไม่ได้คิดเรื่องเงินอะไรมากมาย อย่าลดคุณค่าของความเป็นไทย ในตัวเองลนเพราะคนไทยส่วนมากนิสัยดีมีน้ำใจ โดยพยายามรักษาสิ่งนี้เอาไว้ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไปคือชีวิตที่มีคุณภาพชาวบ้านทุกคนสามารถทำได้แต่คนไทยมักจะชอบดูถูกตัวเองว่าไอคิวต่ำไม่ฉลาด ซึ่งเขาคิดว่านั่นไม่ใช่ความจริงคนไทยเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีตรงนี้แหละสำคัญกว่า IQ .

และนอกจากนี้เขานั้นก็ไม่อยากให้คนไทยมาบูชาฝรั่งมากไม่ใช่เห็นว่าทำอะไรก็ดีไปเสียหมด ตัวเองทั้งๆที่ตัวเองก็มีของดีกว่าอยู่แล้วบางคนยังไม่เคยตัดสินใจไปเมืองนอกเลยสักครั้งก็ไม่รู้ว่ามันดีกว่าไทยอย่างไรและเขาก็ได้บอกเอาไว้ว่าหลังจากประสบการณ์ที่เขาเดินไปเที่ยวต่างประเทศหลายๆประเทศเขาก็เห็นว่า ไม่มีที่ไหนมีความสุขและอยู่สงบเท่ากับประเทศไทยเลย

โดยจุดแข็งของประเทศไทยนั้นก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แผ่นดิน ที่อุดมสมบูรณ์ที่ดินเยอะมากน้ำเยอะมากแต่แดดเยอะมากถ้าหากทำเกษตรอยู่รอดแน่นอน คุณไม่ต้องคิดอะไรมาก อาศัยแค่ว่าลงทุนลงแรงขยันขันแข็งคุณก็เป็นเกษตรกรที่อยู่บนลำแข้งของตัวเองได้

เสียงอิสาน ตำนานที่ยังมีชีวิต แม่นกน้อย ประกาศไม่ไม่ยุบวง ไม่ได้โกงใคร คิวงานชุกถึงปี 64

โดยในวันนี้หลังจากที่มีนางสุดารัตน์ภูผานีอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นนักธุรกิจได้เดินทางเข้ามาจากแจ้งความร้อนทุกข์ กับ สภ. เมืองอุดรธานีในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ได้มีการดำเนินคดีกับ นกน้อย อุไรพร หมอลำชื่อดัง ได้มีการอ้างว่ายืมโฉนดที่ดินจำนวน 30 ไร่ไ ปจำนองและผ่อนผันมาแล้ว 9 ครั้ง ไม่ยอมไถ่ถอนโฉนดที่ดินกับมาให้เจ้าของ

หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้เข้าสอบปากคำกับผู้ที่มาแจ้งความเรียนสายฝ่ายเดียวก็ได้มีการนำหลักฐานในการทำสัญญาจำนองที่ดินมาโดยมีพระ 2 รูปเข้าไปเกี่ยวข้องและรับรู้ ในเรื่องของการยืมโฉนดที่ดินเอาไปจำนอง ทั้งนี้ก็ยังมีการติดต่อไปยังนกน้อยอุไรพร แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะมาพบกับตำรวจในเรื่องของการสอบปากคำโดยจะให้แจ้งความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และทราบว่าช่วงนี้การติดต่อคู่ กรณีนั้นอยู่ระหว่างการทัวร์แสดงคอนเสิร์ตและเชื่อว่าหลังจากเดินทางกลับมาถึงจะเข้ามาสอบสวนในทันที

หลังจากที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตคือโครงทั่วประเทศเกี่ยวกับกรณีนี้ก็ทำให้คุณนกน้อยอุไรพร นั้นไม่ได้ตกใจอะไรแต่กลับเป็นว่าดีใจที่คนทั้งประเทศ และสนใจ อีกทั้งยังมีการยืนยันว่าในช่วงที่มีข่าวนี้ ยังไม่ได้หลบหน้าไปไหน เพราะกำลังเดินทางไปทำการแสดงหมอลำที่ไต้หวันนานถึง 15 วันแล้วเพิ่งเดินทางกลับมาถึงได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นก่อนเดินทางการได้มีการพูดคุยกับคู่กรณีแล้ว แต่อาจจะสื่อสารการคาดเคลื่อนหรือขาดการติดต่อ เพราะไม่สะดวกในเรื่องของการติดต่อสื่อสารในขณะที่ตนนั้นอยู่ต่างประเทศและการที่ได้ออกมาพูดคุยกับสื่อมวลชนนั้น ก็ยืนยันว่าตนและทีมงานยังมีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการแสดง และอยากจะให้เจ้าภาพจงคิวการแสดงเอาไว้ ถ้าหากว่างก็สามารถเดินทางมาชมการแสดงการซ้อมชุดใหม่ ที่อลังการยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้ทุกวัน ตอนนี้ยืนยันทั้ง 400 ชีวิตยังคงอยู่กับคุณนกน้อยอุไรพรและเพียงเป็นแค่การพักวงไปเพียงประมาณ 3 เดือนเท่านั้น

แต่ในทั้งนี้…นกน้อยอุไรพรก็ได้มีการยอมรับว่าจากสภาวะที่เกิดขึ้นจึงทำให้วงนั้นขาดทุนถึง 10 กว่าล้านบาทและสามีของตนก็เคยพูดถึงเรื่องการยุบวงแต่ก็ลองมานั่งคิดดูแล้วเสียดายว่ากว่าวงนะจะสะสชื่อเสียง ให้กลายเป็นวงอีสานที่โด่งดังขึ้นมานั้นก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีเหนื่อยยากลำบากมาหลายครั้งจึงอยากจะขอสู้ต่ออีก 5 ปีถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยยอมแพ้ไป

และสำหรับทางด้านทนายความของคุณนกน้อยอุไรพรก็ได้มีการระบุว่า หลังจากที่นางสุดารัตน์ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ว่าแม่นกน้อยนั้นก็ชอบโกงเงินเป็นจำนวน 3.7 ล้านบาท ต้องขอบอกว่าในการทำสัญญาขายฝากสัญญาจำนองจำนำทรัพย์สินต่าง ๆ แม่นกน้อยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้นในคู่กรณีนั้นก็เป็นเรื่องของการฝากขายเท่านั้น เป็นระหว่างกับนางสุดารัตน์และผู้ขายฝากกับผู้รับซื้อ ซึ่งแม่นกน้อยไม่ได้มีอำนาจหรือลงลายมือชื่อในนิติกรรมใดๆทั้งสิ้น ซึ่งการทำทะเบียนดังกล่าวก็ไปทำที่สำนักงานที่ดินแนะนำวันที่สัญญาขายฝากก็ยังไม่สิ้นสุขถือเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้รับฝาก ซึ่งสามารถไปไถ่ถอนได้ แต่เขาก็ไปแจ้งความข้อหาฉ้อโกงทำให้แม่นกน้อยเสียหาย จึงได้มีการพิจารณาดูแล้วว่าถ้าหากไม่ได้เป็นความจริง อาจจะใช้สิทธิ์ในการฟ้องร้องแจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน เพื่อให้ผู้อื่นต้องรับโทษในทางอาญาโดยในวันจันทร์นี้ตนอาจจะเข้าไปที่สภเมืองอุทัยธานี เพื่อพูดคุยกับพนักงานสอบสวนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

หลังจากที่มีกระแสข่าวนี้ออกไปลูกๆในวงก็รับรู้และตัดสินใจจะสู้ต่อไปด้วยกันส่วนการแฟนเพลงก็มีโทรศัพท์มาบ่นเสียดายอยู่บ้างหากคิดจะยุบวงจริง จึงทำให้ทางคุณนกน้อยมีกำลังใจและคิดจะสู้ต่อไปเพื่อสร้างชื่อเสียงของวงกับ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยมีการลงทุนเปลี่ยนแปลงวงครั้งใหญ่ยกเลิกทั้งหมดเพื่อต่อสู้เฮือกสุดท้าย

น่าใช้มาก! รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เปิดขายในไทย ที่ราคา 98,000 บาท

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาชมรถพลังงานไฟฟ้าที่เปิดขายในประเทศไทยกันซึ่งเป็นรถอีกคันหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยโดยรถพลังงานไฟฟ้านี้เป็นรถที่นำเข้าโดยบริษัทDT Motor ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้าจากประเทศจึน ซึ่งมีรุ่นและแบบให้เลือกอย่างมากมาย โดยรถไฟฟ้าของ DT Motor นั้นมีทั้งหมดอยู่ 3 รุ่นด้วยกันและมีการซ่อมฟรี 2 ปีส่วนแบตเตอรี่รับประกัน 6 เดือน

โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 98,000 บาทสำหรับรุ่นปกติที่ไม่มีแอร์ แต่ถ้าเป็นEV MODEL AIR มีแอร์ 148,000 บาท และรุ่น Mini Caps ที่มีท้ายกระบะแต่ไม่มีแอร์จะอยู่ที่ราคา 135 000 บาทส่วนสีก็มีให้เลือกตามหลายแบบหลายสไตล์ตามใจชอบของแต่ละคน

โดยรถนั้นมีขนาดเล็กกะทัดรัดมี 1 ที่นั่งสำหรับคนขับและ 2 ที่นั่งอยู่ข้างหลังแล้ววัสดุที่ใช้ทำเบาะก็เป็นเบาะหนังนั่งสบายเรียกได้ว่าขนาดกว้างพอที่จะนั่ง 3 คนได้แบบสบายๆ ส่วนหน้าปัด เป็นระบบดิจิตอลแสดงข้อมูลการทำงานอย่างครบถ้วน มีกล้องมองหลังเวลาถอยหลังติดรถมาด้วย ส่วนไฟต่างๆก็เป็นแอลอีดีทั้ง 3 รุ่น ประหยัดพลังงาน สว่างกลางคืนได้ดี ระบบแอร์มีมาให้ตั้งแต่ในรุ่นระบบแอร์เท่านั้นซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบไฟฟ้ามีตู้แอร์และระบบไฟฟ้าวางอยู่ที่บริเวณหน้ารถ

ส่วนระบบไฟฟ้านั้น เป็นไฟ 220 Volt ตามบ้าน ผ่านระบบแปลงไฟฟ้าที่มีแถมให้ตั้งแต่ตอนซื้อรถ ใช้เวลาชาร์จประมาณ 3-6 ชั่วโมง ระบบช่วงล่างเป็นอิสระ 4 ล้อส่วนเบรคเป็นแบบ ไฮโดรลิค ดิสค์ เบรค ทั้ง 4 ล้อ ล้อ Max ขนาด 10 นิ้ว ทั้ง 4 ล้อ ส่วนหากเป็นรุ่นที่มรแอร์ จะมีล้อ แม็ก 12 นิ้ว ทั้ง 4 ล้อ โดยความเร็วทำได้ประมาณ 30กม./ชม.

สำหรับรถยนค์ไฟฟ้าตัวนี้หากใครสนใจนั้นก็สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่เบอร์นี้เลยคะ 0949696282 และ 0824744789

‘สมคิด ลวางกูร’ จากเด็กวัด แย่งข้าวหมากิน สู่นักเขียนยอดขาย 300 ล้านบาท

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายๆคนในคงจะรู้จักกับชายที่เป็นนักเขียนนักการเมืองนักคิดอีกทั้งยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ คนคิดดี ที่มียอดขายแบบถล่มทลายนั่นก็คือคุณสมคิด ลวางกูร นั้นเอง

เรียกได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่มีชีวิตผ่านมีบทบาทหลายหน้าที่จนกระทั่งมีเงินไหลเข้ามาเทมา และในบางครั้งเขานั้นก็เคยตกอับถึงขั้นไม่มีจะกินสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็มี โดยย้อนกลับไปในสมัยก่อนคุณสมคิดนั้นเป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีเพียงหน้าที่คอยหาเลี้ยง และไม่มีเวลาเลี้ยงเขาจนเขาจะต้องไปอยู่กับหลวงตาที่วัดตั้งแต่เด็ก ๆ อาศัยข้าววัดประทังชีวิตบางครั้งก็อดทนแย่งข้าวหมาเลยก็มี แต่ด้วยความลำบากนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องราวของการขนขวายหาความรู้สู้ทำทุกงานเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า โดยมีปรัชญาชีวิตที่ว่าอยากจะทำอะไรต้องมีเป้าหมาย

ถ้าโตขึ้นเขาก็ทำงานรับจ้างทุกอย่างและมีความรู้สึกอยากจะหนีชีวิตจะทรมานจึงได้ตัดสินใจไปถ้ำหลวงพ่อว่าถ้าหากอยากประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรโดยหลวงพ่อท่านก็แนะนำมาว่าจะต้องฉลาดและถ้าอยากจะฉลาดก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆด้วยความที่เขานั้นสามารถเพราะอ่านเขียนได้จึงได้ไปเจอข้อคิดของเดลคาร์เนกี้ที่บอกว่าการประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องมีเป้าหมายในชีวิตจึงทำให้เขาเริ่มตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าอยากจะมีเงินสัก 1 ล้าน อายุ 25 ปี พอเขาอายุ 11 เขาก็ไปชกมวย เพราะมวยเป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่มีความรู้ และสามารถหาเงินได้เยอะ

ซึ่งในตอนนั้นคุณสมคิดก็ได้มีการเรียนหนังสือไปด้วยและก็ชกไปด้วย อยู่ประมาณหลายปีและพ่อแม่ทราบก็อยากจะให้เลิกจึงทำให้เขานั้นได้ผันตัวเองไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารและสุดท้ายแม่ก็พาเขาไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาบอบนวดและตอนเช้าก็ไปเรียนส่วนตอนกลางคืนไปทำงานอีกทั้งยังรายได้ดีและได้ทิปเยอะแต่สุดท้ายเขาก็ต้องพบกับอาจารย์นะในครั้งแรกหลวงไปกับอบายมุขและการพนันจนกลายเป็นคนติดเหล้า

โดยบทเรียนในครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าอบายมุขมุขนั้นทำให้ชีวิต ตกต่ำจึงปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปยุ่งอีกเด็ดขาดแล้วจะต้องมีวินัยให้กับตัวเองจึงตัดสินใจมาสมัครเป็นทหาร เพื่อรับใช้ชาติจากนั้นก็ย้ายมาทำงานในแผนกครัวการบินของการบินไทยจ นกระทั่งถูกย้ายไปสายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ซึ่งถือเป็นระบบสายการบินที่มีการบริหารที่ดีที่สุดในโลกและเขาใช้เวลา 6 ปีในต่างแดนหดทนทำงานทุกอย่างแตกต่างจากพนักงานล้างห้องน้ำขึ้นสู่การบริหารของสายการบิน

และด้วยความขยันขันแข็งในครั้งนี้ก็ทำให้ภายในอายุ 25 ปีเขามีเงินสดอยู่ในธนาคารครบ 1 ล้านบาทพอดีและแถมมาด้วยบ้านอีก 1 หลังรถยนต์อีก 1 คันซึ่งเรียกได้ว่าเกินกว่าที่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นก็มีเป้าหมายที่อยากจะขอแฟนแต่งงานตามสัญญาจึงลาออกมาพอกลับมาเมืองไทย แม่แฟนบอกว่ายังไม่อยากให้แต่งตอนนี้เพราะยังเด็กกันอยู่ ซึ่งทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมากและรับไม่ได้กับคำปฏิเสธรู้สึกเคว้งคว้างไปหมดจึงหนีเข้าป่าทำอยู่อย่างนี้จน 3 ปี จนกระทั่งเงินหมดซึ่งถือว่าเป็นหายนะครั้งที่สองของชีวิต และมีการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมคือจะต้องมีเงิน 10 ล้านให้ได้

และเขาก็เอาประสบการณ์จากการที่ทำในสายการบินมาเป็นจุดขายในการให้งานบริการและรับจ้างกับบริษัทต่างๆที่กำลังประสบปัญหา โดยคราวนั้นสามารถเพิ่มผลงานยอดขายจากได้ปีละ 25 ล้านบาท เป็นร้อยกว่าล้านและจากกำไรเดือนละ 13 ล้านบาท ก็กลายเป็น 75 ล้านบาท จึงทำให้เขามีเงินเดือนเกือบแสนบาท ในขณะอายุเพียงแค่ 30 ต้นๆ จากนั้นก็ผ่านตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวโดยร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งเพื่อทำค่ายเพลงขึ้นมา

สุดท้ายปัญหาก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่งหลังจากการลอยตัวของค่าเงินทำให้วงการทอล์คโชว์ขาดทุน และทำให้เขาหมดตัวภายในชั่วข้ามคืน จึงทำให้รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่สามารถคืนเงินที่กู้ยืมมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ชื่อเสียงและเครดิตที่สั่งสมมานานหลายปีก็หายไป จนเกือบหมดสิ้นสุดท้ายเขาและภรรยาตัดสินใจขายสมบัติทุกชิ้น เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องออกจากบ้านก่อน 06:00 น เพราะกลัวเจ้าหนี้มาดักรอถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก

โดยในตอนนั้นเขาก็รื้อข้าวของทุกอย่างว่าจะเอาอะไรไปขายได้บ้างจนมาเจอ script ทอล์คโชว์ของ นพ.พงศักดิ์ที่เขียนเอาไว้พอเห็นแล้วก็เออตลกดีคิดว่าน่าจะทำเป็นหนังสือขายได้จึงมีการเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของสำนักพิมพ์ดอกหญ้าเสนอต้นฉบับให้เขาพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊คเขาก็มองว่าธรรมะขายยากใครจะซื้อเอางี้แล้วกันเขาจะซื้อในต้นฉบับราคา 50,000 บาท

โดยเงินแค่นี้ไม่พอใช้ซึ่งทำให้เขานั้นได้ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายเพราะเชื่อว่าถ้าหากขายได้อย่างน้อย 2 หมื่นเล่มอย่างแน่นอนซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็หัวเราะ เพราะปกติหนังสือแต่ละเล่มใช้เวลา 1 ปี ได้สัก 30,000 ก็สุดยอดแล้ว และถ้าเกิดอยากตีพิมพ์เองก็ต้องลงทุนเองเดี๋ยวเขาคุยกับญาติที่เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ และช่วยการันตีกับบริษัทขายกระดาษให้ก่อนได้ขายได้แล้วค่อยเอาเงินมาคืนปรากฏ ว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็สามารถมียอดขายไม่ถึง 50000 เล่ม และทำให้เขานั้นสามารถชำระหนี้จนหมดเรียกได้ว่าเป็นการพลิกชีวิตครั้งใหญ่

และหลังจากที่เขานั้น ประสบความสำเร็จเขาก็เปิดตัวอีกครั้งหนึ่งไว้ในวงการหนังสือและเรียกได้ว่าเป็นคนแรกในเมืองไทยที่สามารถทำหนังสือน้ำธรรมะอันแสนน่าเบื่อให้ สามารถกลายเป็นหนังสือขายดีในระดับ เบสท์เซลเลอร์ ได้ทั้งทั้งที่ไม่ได้จบทางด้านอักษรศาสตร์ แต่อย่างใดสัญญาณว่าเขาสามารถสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อด้วยยอดขายถล่มกว่า 31 ล้านเล่มจากปลายปากกาของเขาโดยบางเล่มนั้นขายได้ถึง 4-5 แสน เล่มเรียกได้ว่าสามารถสร้างยอดขายได้ถึงประมาณ 300 ล้านบาท

โดยปัจจุบันเขาเป็นทั้งนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์รวมถึงปรมาจารย์ทางด้านการปั้นนักเขียนอีกด้วยและเพียงเขาและไม่สอนวิธีการเขียนงานให้ดลใจแต่ก่อนกลยุทธ์ในการทำตลาดให้หนังสือและมีความโดดเด่นและมียอดขายถล่มทลายด้วยเช่นกันและถึงแม้ว่าเขาน่าจะประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจไว้อย่างมากมายจนกระทั่งการมีเงินมีชื่อเสียงและเป็นคนดังแต่เขานั้นก็ใฝ่หาความสงบจากการปฏิบัติธรรมและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและหาความสุขจากการแบ่งปันนั้นเอง

ชีวิตติดขัดมีปัญหา ขอขมากรรม ‘ล้างเท้าขอขมาพ่อแม่’ ทำให้ถูกวิธี ชีวิตดีขึ้น

บางครั้งการที่เรานั้น อาจจะทำบางสิ่งบางที่ไม่รู้ตัวไปล่วงเกินพ่อแม่แบบไม่รู้ตัวหรือทำให้พ่อแม่เสียใจร้องไห้โดยสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นกรรมหนักทำให้ชีวิตของเราไม่เจริญทำอะไรก็ติดขัดไม่ประสบความสำเร็จและสำหรับท่านไหนเคยกระทำดังกล่าวนี้ไว้ก็หาวิธีการขอขมาพ่อแม่กันดีกว่าโดยในวันนี้เราจะเอาวิธีการขอขมาพ่อแม่จากหลวงพ่อจรัญมาฝากกัน

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.พานธูปเทียนแพและพวงมาลัยที่มีดอกมะลิ

2.ซองใส่ปัจจัยให้พ่อแม่

3.ชุดใหม่ให้พ่อแม่ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อเป็นชุดนอนและอาหารที่พ่อแม่ชอบ

4.กะละมังใบใหญ่ใส่น้ำอุ่นและเอาดอกมะลิลอยไว้ในน้ำใส่หน้าอบเล็กน้อย

5.ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดเท้าผืนใหม่

6.ผ้าขาวดิบ

7.ถาดใส่ของ

ขั้นตอนการขอขมาพ่อแม่

เริ่มแรกให้ทำการตั้งจิตอธิษฐานจิตให้บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆดังนี้…องค์พระพุทธเจ้า ลูกชื่อ….วันนี้ลูกตั้งใจจะขอขมา ขอโอสิกรรมจาก คุณพ่อคุณ แม่ ขอองค์พระพุทธจงบันดาลให้ลูกทำสิ่งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ด้วยเทอญ แม่สื้อ เทพยดาทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทาง พระแม่ทรณี พระแม่คง พระแม่พระพาย พระแม่พระเพลิง วันนี้ เวลานี้ ลูกชื่อ….ได้ตั้งใจที่จะทำพิธีขอขมา ขออโหสิกรรมจาก คุณพ่อ คุณแม่ ขอจงเป็นพยานให้ลูกด้วยเทอญ

จากนั้นก็ให้พ่อแม่นั่งบนเก้าอี้และโซฟาจากนั้นก็ยกเท้าท่านมาล้างน้ำในกะละมังน้ำอุ่นที่เตรียมเอาไว้จากนั้นก็พูดดังนี้

พ่อ/แม่สิ่งต่างๆ ในชีวิตลูกทั้งในอดีตที่ผ่านมาและในอนาคต ทั้งกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ลูกได้กระทำล่วงเกิน หรือทำให้พ่อ/แม่ไม่สบายใจ ลูกกราบขออโหสิกรรมในสิ่งเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้นก็นำเท้าพ่อแม่มาวางบนขาเช็ดเท้าด้วยผ้าผืนใหม่และตั้งจิตอธิษฐานบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า พระแม่ธรณีเจ้าขา พระแม่คงคาเจ้าขา พระแม่พระพายเจ้าขา พระแม่พระเพลิงเจ้าขา ลูกมาขอกราบขมาลาโทษ ขอเป็นทิพยญาณ นำความดีและกุศลผลบุญที่ลูกทำในครั้งนี้ ไปบอกปู่ยมราช และนายนิติยบาลให้ด้วย ให้ช่วยจดบันทึกคุณงามความดีครั้งนี้ ที่ผ่านมา ลูกจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ลูกขอรับใช้กรรม แต่หลังจากนี้ไป ลูกกราบขอชีวิตใหม่จากบุพการีจากนั้นก็นำเท้าของท่านมาวางไว้บนหัว

และมอบพานธูปเทียนแพให้กับท่านและพูดว่า พ่อคะ/แม่คะ ลูกขอขมา ขออโหสิกรรม ขอชีวิตใหม่ที่ดีให้ลูกด้วย โดยในขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่พ่อแม่จะให้พรกับลูกสุดท้ายก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่า ขออนุโมธนาบุญ จากพระพุทธเจ้า ให้สำเร็จบุญนี้ให้ลูกด้วย ลูกขอนำกุศลบุญส่วนหนึ่ง อุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ติดตามลูกมาแต่อดีตชาติจนปัจจุบัน ให้รับกุศลของลูก ณ บัดนี้ เดี๋ยวนี้

25 ของเล่นวัยเด็กในตำนานในยุคที่ไม่มีสมาร์ทโฟน

ถ้าหากพูดถึงในวัยเด็กของเราแล้วก็ เรามักจะนึกถึงของเล่นหรือการเล่นต่าง ๆ และของเล่นในสมัยก่อนนั้นก็เริ่มหาได้ยากในปัจจุบันเรียกได้ว่า กลายเป็นของสะสมไปแล้วก็มีโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูกันว่าของเล่นในอดีตวันวานอดีตเก่าๆของเรานะมีอะไรกันบ้างและใครเคยเล่นอันไหนกันบ้างซึ่งเราไปชมกันเลย

1.ลูกโป่งวิทยาศาสตร์

2.บันได้งู

3.นกทรงตัวที่แถมมากับขนม

4.ไ-พ่ ยูกิ

5.โดดหนังยาง ของเล่นเบสิกสำหรับสาวๆ

6.แบงค์กาโม่ (เอาไปหลอกคนได้ด้วย)

7.พัซเซิลแบบง่ายๆ

8.ที่เป่าแล้วเป็นงูเลื่อยไปมา

9.ลูกเล่นของไม้บรรทัด

10.ถุงตด ไอเทมยอดเยี่ยม (แย่)ที่ไว้แกล้งเพื่อนน

11.ของเล่นเครื่องครัวพาสติก

12.เกมส์กดห่วง

13.ทายใจกระดาษ

14.เกมส์เศรษฐี

15.ทายใจลายมือ

16.ไข่มังกรเสี่ยงโชค

17.ปั้นดินน้ำมัน

18.ต้นคริสมาสจิ๋ว

19.หมากเก็บ

20.ดินน้ำมัน

21.เกมส์ตกปลา

22.โปรเกมอนดิส แถมมากับขนม เป็นของสะสมชั้นเยี่ยม

23.เมล็ดไมยราบ โดนน้ำแล้วเปาะแปะ

24.โรตีเสียงโชค

25.ตุ๊กตากระดาษ

‘ห่มดิน’ ฟื้นดินให้มีชีวิต ตามศาสตร์พระราชา ปลูกอะไรก็งาม

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกันวิธีห่มดิน ในการคลุมดินโดยการใช้หางและเศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและเป็นการให้อาหารแก่ดินด้วยโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไปเพื่อเพิ่มอาหารให้กับดิน

ประโยชน์ของการห่มดิน

-เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดินเช่นไส้เดือนกิ้งกือที่สามารถช่วยพรวนดินได้และถ่ายมูลให้กลายเป็นปุ๋ยกับพืช

-เก็บรักษาความชื้น

-ย่อยสลายก็จะกลายเป็นฮิวมัสซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืชตามธรรมชาติ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์

-ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศซึ่งในอากาศมีก๊าซไนโตรเจนมีอยู่ถึง 70%

-สามารถช่วยย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์

-ช่วยย่อยสลายแร่ธาตุที่อยู่ใน หิน ลูกรัง ทราย

-ช่วยผลิตฮอร์โมนให้กับพืช

-ช่วยผลิตสารป้องกันโรคกับพืช

วิธีการห่มดิน

ซึ่งการห่มดินด้วยฟางหรือเศษใบไม้นั้นสามารถทำได้โดยการโรยเศษใบไม้หรือฟางไว้รอบโคนต้นไม้ประเทศประเภทไม้ยืนต้นโดยมีการเว้นระยะห่างจากคนประมาณ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ–1 ฟุต ทำเป็นวงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 50-100

การห่มดินในพื้นที่ใหม่นั้นจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนที่จะเริ่มเพาะปลูกด้วยการห่มฟาง หรือ เศษหญ้าให้หนาประมาณ 1 ฟุต ทั้งแปลงโรยด้วยปุ๋ยคอกและราดด้วยน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้นในอัตราส่วน1 : 10 ซึ่งวิธีนี้เป็นกรระเบิดดินให้แห้งแข็ง และมีความชุ่มชิ้น โดยวิธีนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยที่ยังไม่ปลูกพืชอะไรทั้งนั้น

พี่บิณฑ์ กลับจาก อุบลฯ แม้ดึกดื่นแค่ไหน มาหานางฟ้าที่ผมรักที่สุดในชีวิต

เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ทำเพื่อคนอื่นมาอย่างมากมาย ช่วยเหลอสังคมมาอย่างมากมาย อย่างอดีตพระเอกฮีโร่ขวัญใจประชาชน นั้นก็คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ที่ล่าสุดนี้ หลังจากที่ได้ช่วยเหลือประชาชนมาอย่างมากมายอย่างจังหวัดอุบลราชธานีเขาก็กลับมาหาคุณแม่สุดที่รักและมีการลงภาพในอิริยาบถต่างๆที่สุดแสนประทับใจพร้อมกับมีการระบุแคปชั่นเอาไว้ว่า …

โดยในวันที่ 4 ตุลาคม วันเกิดของผู้หญิงคนนี้ เป็นคนที่ผมรักที่สุดสวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกคนเมื่อคืน ผมกลับมาจากจังหวัดอุบลราชธานีกลับมาถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนมาหาผู้หญิงคนนี้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนางฟ้าของผม..

ซึ่งเป็นกำลังใจทุกวันนี้ทำให้ผมสามารถต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างอยากมีพลังอย่างมหาศาล เมื่อคืนได้เข้าไปนอนกอดแม่เพื่อเพิ่มพลัง เมื่อเช้าคุณแม่พาไปใส่บาตรเป็นที่เรียบร้อยผมอยากจะขอพรอันศักดิ์สิทธิ์จากเพื่อนๆช่วยอวยพรให้คุณแม่ผมด้วยนะครับ โดยปีนี้คุณแม่เป็นคนน่ารักอายุ 82 ปีเต็มแล้วไม่ได้จัดงานกราบขอบคุณทุกคำอวยพรและขอให้พรอันประเสริฐนั้นกลับไปหาทุกคนด้วยเทอญ

เรียกได้ว่างานนี้มีแฟนๆต่างเข้ามาคอมเม้นกันอย่างมากมายเลยทีเดียว

ไม่ยอมแพ้โชคชะตา! ชื่นชมเด็กกำพร้าสุดขยัน สอบชิงทุน หาเงินเลี้ยงตัวเองจนจบ

โดยวันนี้เราก็จะเอาอีกหนึ่งเรื่องราวที่สู้ชีวิต ของที่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่สามารถสู้ชีวิตจนสามารถตามความฝันของตัวเองได้ โดยนี่กำลังพูดถึงในโลกออนไลน์กันเป็นอย่างมากหลังจากที่มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Iman Mutiara ได้มีการโพสต์ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับการสู้ชีวิตขยันขันแข็งของตัวเองตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งตามความฝันตัวเองให้เป็นจริง จนทำเอาให้ใครหลายๆคนที่กำลังท้อแท้ต่างต้องมีกำลังใจคือสู้กันไม่น้อย

โดยได้มีการระบุข้อความ Facebook ไว้ว่าถ้าหากใครคิดว่าลำบากตรงมองดูคนที่ลำบากกว่ บางครั้งเราก็มักจะแพ้ใจตัวเองมากกว่าอุปสรรค ถ้าหากไม่เคยลำบาก ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติของความสบายนั้นมันหอมหวานมากแค่ไหน โดยในวันนี้ผมนั้นก็อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนหนึ่งในชีวิตของผมที่ผ่านมาเอามาเป็นแรงผลักดันให้กำลังใจกับคนที่อ่านว่าคนเรานั้นไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน แต่ถ้าหากรักที่จะวิ่งเข้าหาโอกาส และเชื่อว่าตนนั้นสามารถทำได้ ซึ่งใครหลายคนนั้นก็มักจะพูดว่าอยากจับปลาสองมืออย่าทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันแต่บอกเลยว่าผมคิดต่าง

วิธีสมัคร 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย จองที่พัก ซื้อตั๋วเครื่องบิน แค่ 100 บาท

ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่เอาใจเด็กวัยรุ่นกำลังจะถูกเขียนออกมาให้กับคนไทยที่ชอบเที่ยวเข้าร่วมโครงการเอาเงินไปใช้ในช่วงปลายปีเพื่อต่อยอดกับโครงการช้อปชิมใช้ โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอารายละเอียดของร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยว่าจะสมัครอย่างไรเริ่มที่ไหนและใช้อย่างไรไปดูกันเลยดีกว่า

สำหรับโครงการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยนั้นจะมีโปรโมชั่นสุดคุ้มอะไรบ้างมาดูกันเลย..
มีรายการสินค้าท่องเที่ยวตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินโรงแรมที่พักซาปาร้านอาหารในราคา 100 บาทต่อ 1 รายการย้ำว่า 100 บาทเท่านั้น รวมแล้วประมาณ 400000 รายการ โดยมีการอธิบายชัดๆว่านี่ไม่ใช่แพคเกจทัวร์ในการเดินทางที่พักและอาหาร โดยแต่ละรายการแยกจะเป็นอย่างเช่นตั๋วเครื่องบินค่า – โรงแรมก็จะแยกเป็นราคา 100 บาท โดยโครงการนี้จะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนจนถึงธันวาคมนี้โดยแต่ละคนจะมีสิทธิ์คนละ 1 รายการเท่านั้น โดยสายการบินที่จะเข้าร่วมนั้นก็จะมีไทยแอร์เอเชีย นกแอร์และไทยสไมล์

โดยจะขายผ่านทาง http://www.tourismthailand.org เท่านั้นแล้วมีสิทธิ์คนละ 1 รายการเท่านั้น เปิดทั้งหมด 4 รอบ / รอบละ 10000 รายการ รวมและ 40000 รายการ และเมื่อคนที่ได้รับสิทธิ์นั้นจะต้องเดินทางท่องเที่ยวภายในเดือนธันวาคม โดยในตอนนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้อาจจะคิดว่าเป็นวันที่ 10 ถึง 20 ที่มีการเปิดขายหรือว่าที่ 15 และ 20 5 หรือวันที่ 1-15 ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปแต่อย่างใดต้องไปหารือกันก่อน

และยังงมีโครงการ วันธรรมดาราคาช็อกโลกโปรโมชั่นมันก็มีดังนี้

โดยสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายนั้นจะเป็นสินค้าท่องเที่ยวระดับ luxury หรือร้ายทางที่พักโรงแรมสายการบินและสปาโรงพยาบาลร้านอาหารต่างๆและสวนสนุกมาลดราคาสูงสุดใน 70% เพียงแค่ต้นใช้บริการในวันธรรมดาเท่านั้น ส่วนรายละเอียดการสมัครนั้นตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเป็นอย่างไรจะต้องติดตามกันต่อไป

สำหรับในโครงการตอนนี้ก็ได้มีนางสาว ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำนายกรัฐมนตรีได้มีการเปิดเผยว่าหลังจากที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีออกมาก็ได้มีข้อสรุปว่าในตอนนี้ทางคณะรัฐมนตรีมีการอนุมัติงบตามจำนวน 116 ล้านบาท ในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยแบ่งออกเป็น 2 มาตรการดังกล่าวนั้นก็คือ

1. มาตรการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย

2.มาตรการเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก

โดยได้มีการระบุไว้ว่า 2 มาตรการเสริมนี้จะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ จะเป็นความร่วมมือระหว่างทางภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อให้มีการกระตุ้นช่วงท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ให้เกิดความคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยจะเป็นมาตรการที่ออกมาเสริมช็อปซิมใช้ที่ออกมาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะโครงการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยจัดเป็นโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะในปี 2562 ครอบคลุมวันที่ 10 เดือน 10, วันที่ 11 เดือน 11, วันที่ 12 เดือน 12 หรือ อาจขยายไปถึงวันที่ 1 เดือน 1

คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ‘ลุงผวน’ ที่ถูกถ่ายคลิปประจาน ขโมยข้าวหมา มอบข้าวสารให้ 4 รร.

กลายเป็นหนึ่งกรณีที่โด่งดังไม่น้อยสำหรับลุงผวน ที่เกิดเป็นคลิปประเด็นทุกกลุ่มใหญ่ถ่ายประจานหลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยอาหารสุนัขในบริเวณบ่อขยะ ในจังหวัดเพชรบุรี จนกระทั่งเรื่องราวนั้นเผยแพร่ผ่านไปทางโลกออนไลน์ กระจายเป็นอย่างมากมาย ซึ่งจะทำให้มีผู้คนนั้นต่างเข้าไปค้นหาความจริงว่าลุงคนนี้นั้นคือใคร

หลังจากที่ได้ค้นหาความจริงแล้วก็ทราบว่า ชายชราผู้นี้นะชื่อลุงผวนอายุ 66 ปีและไม่ได้ไปแย่งข้าวสุนัขแต่อย่างใดเพียงแค่เอาข้าวที่เหลือนั้นไปให้สุนัขที่บ้านประมาณ 7-8 ตัวที่ตามมาจากบ่อขยะ ซึ่งก็รักเหมือนครอบครัวถึงขั้นยอมอดน้ำ อดข้าว เพื่อให้สัตว์เหล่านี้ได้กินอิ่มนอนหลับ และการไปขโมยข้าวสุนัขนั้นถือเป็นครั้งแรก แต่ก็มีผู้มาพบเห็นจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องราวดังกล่าวขึ้นและลุงผวนก็ยังสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวนี้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้สังคมเข้าใจ ลุงผวนมากยิ่งขึ้นจนมีธารน้ำใจหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆและก็ซาบอีกอย่างคือว่าผู้ถ่ายคลิปประจานลุงผวน มีชื่อว่าลุงโด่งแต่เขาก็เป็นคนดี เพราะเป็นผู้ที่นำอาหารมาให้สุนัขแถวนี้เป็นประจำและทำแบบนี้มานานหลายปี โดยขับรถมาไกลหลายกิโลเพื่อมาเอาข้าวให้สุนัขเหล่านี้ ซึ่งในตอนนี้ทั้งคู่ได้มีการปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และในล่าสุดนี้ลุงผวนพร้อมด้วยนายขจรศักดิ์ สมบูรณ์ ในอำเภอชะอำ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้นำข้าวสารจำนวน 12 กระสอบที่ได้รับจากการบริจาคมา ไปมอบต่อให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านหุบกะพง โรงเรียนบ้านหนองยาว โรงเรียนบ้านชาวไร่ และโรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการ ซ้ำซ้อนตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ ในจังหวัดเพชรบุรี

เพื่อนำเข้าสารเหล่านี้เป็นโครงการอาหารกลางวันให้กับเด็กๆรวม 4 โรงเรียนหลังจากที่ได้รับบริจาคเป็นจำนวนมากและลุงเบิ้มต้องการที่จะเป็นสะพานบุญส่งมอบให้แก่โรงเรียนในโครงการอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนต่อไป โดยลุงผวนนั้นจะไม่ขอรับบริจาคเงินสดแต่ถ้าเป็นข้าวสารอาหารแห้งก็จะมีการนำไปกระจายช่วยเหลือเด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆในพื้นที่เพื่อเป็นโครงการอาหารกลางวันแก่เด็ก ๆ ต่อไป

กราบสาธุ! คำสอนสมเด็จพระสังฆราชฯ ‘กินเจ’ ไม่ใช่การทำบุญ ‘กินเนื้อสัตว์’ ไม่ใช่การทำบาป

แน่นอนว่าในช่วงเทศกาลกินเจอย่างนี้ก็จะมีผู้คนมากมายต่างแหกงดรับประทานเนื้อสัตว์เป็นอย่างมากมาย เพื่อเข้าสู่เทศกาล บ้างก็ว่าเป็นการละเว้นการฆ่าสัตว์ในช่วงเทศกาลนี้ อีกทั้งยังเป็นการถือศีลชำระล้างจิตใจ ให้มีความสงบมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นของเรื่องบุญและบาทในการรับประทานเจซึ่งวันนี้เราก็จะนำคำสอนดี ๆ ของสมเด็จพระสังฆราชให้ทุกคนลองอ่านกัน

สำหรับการกินเจนั้นไม่ใช่การทำบุญการกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ใช่การทำบาปซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเคยปรารถนาเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่าคนไทยนั้นเข้าใจในเรื่องการกินเจผิดเป็นอย่างมากจริงๆ แล้วการกินเจไม่ได้บุญแต่อย่างใด หรืออธิบายง่ายๆก็คือเรานั้นไม่ได้กินข้าวขาหมูแล้วคิดว่าหมูจะไม่ถูกฆ่า หรือเปรียบเสมือนกับการที่เราได้นั่งๆนอนๆอยู่ในบ้านแล้วก็คิดไปเองว่าเราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถาและบุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถาเหล่านั้นก็จะไม่มีไม่เกิดเพราะเรานึกคิดไปเองแต่ไม่ได้ทำ ซึ่งถ้าใครอยากได้บุญนั้นก็ต้องช่วยชีวิตสัตว์โดยมี 2 ข้อเช่นกันคือ

1.ช่วยชีวิตมันโดยการถ่ายชีวิตซื่อสัตย์ที่กำลังถูกฆ่ามาปล่อย

2. เมตตากรุณาต่อสัตว์ไม่ทำร้ายมัน

โดยทั้งสองอย่างนี้ถือเป็นบุญอย่างยิ่งฉะนั้นการกินเจก็ไม่ได้มีการบุญเกิดแต่อย่างใดเพราะเรานั้นไม่ได้ลงมือกระทำจริงๆเพียงแค่คิดไปเองซึ่งพระเทวทัตก็เคยมาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธพร้อมให้เหตุผลว่า …

1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็นอกุศลการต่างๆต่างหากที่เป็นของเหม็น

2.พระต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย

3.อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะตน

4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงไก่ไม่ให้ตายอย่าสนใจ

สำหรับการรับประทานอาหารมังสวิรัตินั้นถือเป็นบุญหรือไม่ฉะนั้นจะบุญหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการกระทำว่าทำเพื่ออะไรแต่ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างนั่นก็คือ

1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

4. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่

5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ

6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ

7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ

8. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม

9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม

10.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง

เมื่อเทียบเคียงแล้วไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัตินั้นคือการรับประทานแต่เพิ่มเป็นวิธีการทำบุญข้อใดๆจึงไม่นับว่าเป็นการทำบุญในพระพุทธศาสนาแล้วการกินเนื้อสัตว์นั้นบาปหรือไม่นั้นก็มีการวินิจฉัยว่าไม่บาปเพราะว่าการกินเนื้อสัตว์ที่ตายไปแล้วเป็นการผิดศีลข้อ ปาณาติบาต หรือไม่ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ข้อนั้นก็คือ

1. ปาโณ สัตว์มีชีวิต

2. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

3. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

4. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า

5. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

อย่างไรก็ตามหากการกระทำสิ่งใดไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตนเองทำและสบายใจให้ทำเต็มที่เอาเรื่ององค์บากมาเถียงกันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อันไหนหากแต่มันสร้างบุญสร้างกุศลเอาไว้มีจิตใจที่คิดดีงามเราก็จะสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุขได้ด้วยเช่นกัน

หนุ่มเชียงใหม่ ใช้เวลาว่างค้นคว้าวิธี ‘เพาะด้วงกว่าง’ ขาย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูกับอีกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นั้นก็คือการเลี้ยงด้วงกวางนั่นเอง โดยด้วงกวางถือเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนทางภาคเหนือ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการละเล่นสมัยก่อนของเด็กนั้น จะนำตัวด้วงกวางมาประลองฝีมือกันด้วย การต่อสู้แต่เมื่อถึงช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี และเป็นฤดูที่ด้วงกวางจะเจริญเติบโตนโดยแต่เดิมการจัดด้วงหหวางนั้นสามารถจับได้จากธรรมชาติ และสามารถจับได้ตามป่าขาวแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีผู้ที่ประสบความสำเร็จ

โดยบุคคลที่สามารถเพาะด้วงกว่างได้นั่นก็คือนายณัฐพลจันทรัตน์อายุ 42 ปีซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลแห่งหนึ่งในอำเภอสันกำแพงซึ่งเขาได้มีการเปิดเผยว่าสามารถทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ด้วงกว่าง มาได้กว่า 2 ปี โดยเริ่มจากความชอบส่วนตัวของตัวเองเป็นการใช้เวลาว่างจากการทำงาน ในช่วงหลังเลิกงานและวันหยุดทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน เพราะมีผู้ที่เคยทำมาก่อนตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ได้มีการทดลองปฏิบัติ โดยการใช้พื้นที่ว่างในบริเวณบ้านของตัวเองเป็นโรงเรือนขนาดเล็กในการเพาะขยายพันธุ์จนสามารถประสบความสำเร็จ

โดยวิธีนี้จะเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่ทานและคิดว่าได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาผสมพันธุ์ จากนั้นก็ปล่อยให้วางไข่ในวัสดุที่ทำจากเชือกและเศษวัสดุธรรมชาติ ซึ่งจะทำด้วยกรรมวิธีการหมักบ่มจนมีคุณภาพคุณสมบัติที่ดีและลักษณะให้มีลักษณะเหมือนที่วางไข่ตามธรรมชาติ โดยแม่พันธุ์ตัวหนึ่งนั้นจะสามารถวางไข่ได้ประมาณ 200 ฟอง และทิ้งไว้ จนกระทั่งไข่มีการเจริญเติบโตเป็นหนอนประมาณ 3 เดือน จึงจะสามารถทำการแยกเพศได้โดยจะเลือกเฉพาะตัวผู้ที่เลี้ยงไว้ให้โตเต็มวัยเพื่อนำไปขายหรือไปประกวดแข่งขันส่วนตัวเมียรวมถึงตัวผู้จำนวนหนึ่งก็จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์และการเพิ่มจำนวนให้กับดวงตาในธรรมชาติ

โดยสำหรับการเพาะเลี้ยงด้วงกวางนั้นมีเหตุผลใดอย่างหนึ่งคือในปัจจุบันร่วมกว่าในธรรมชาติลดจำนวนลงเป็นอย่างมากและหาจับได้ยากมาก แต่ก็ยังมีผู้คนชื่นชอบการเลี้ยงด้วงกวางอยู่จำนวนหนึ่ง จึงคิดค้นหาวิธีในการเพาะพันธุ์นี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันผ่านโลกโซเชียลจึงทำให้มีความสนใจศึกษากันอย่างมากมายและมีการตั้งกลุ่ม Facebook ในเพจที่มีชื่อว่ากวางชนสายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับผู้ที่สนใจโดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมสมาชิกแล้วเกือบหมื่นคน

ส่วนด้วงกวางที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์นั้นจะมีตัวผู้ทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 200 ตัวโดยเวลาส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นดักแด้และจะโตเต็มวัยนี้ช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนเมื่อโตเต็มวัยแล้วก็จะมีการคัดเลือก โดยจะมีผู้มาซื้อถึงที่บ้านหรือมีการส่งรูปให้ดูซึ่งสามารถขายได้ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันขึ้นอยู่กับลักษณะสีรูปร่างขนาดตัวของด้วงกวางแต่ละตัว แต่อย่างไรก็ตามก็มีผู้ที่ชื่นชอบด้วงกว่างบางตัวก็จะมาเลือกซื้อกันตั้งแต่ช่วงที่เป็นดักแด้ เนื่องจากไม่ต้องการแยกเลือกซื้อกับใครโดยพิจารณาจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพราะการผสมนั้นจะมีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสายพันธุ์ทิ้งไว้เอาไว้ด้วย

ด้วยข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้นั้น จึงทำให้มีด้วงกวางที่มีลักษณะดีสวยงามตามต้องการและสามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดีแต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการสามารถเพาะพันธุ์ด้วงกวางได้นั้น จะสามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้เป็นจำนวนหนึ่ง เนื่องจากงานประจำของตัวเองแต่มันก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด เพราะด้วงกวางนั้นสามารถขยายพันธุ์ไ ด้ทั้งหมดแต่ก็ไม่สามารถขายได้ทั้งหมดจะต้องมีการเลือกเก็บเองไว้ด้วยบางส่วนเพื่อนำไปประกวดแข่งขันรวมถึงเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สำหรับปีต่อไป และนี่เป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัวซึ่งมหาชัยมีความสนใจอยากจะเพาะขยายพันธุ์ก็ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ ..

โดยอาชีพการเลี้ยงด้วงกว่างนั้นสามารถสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีและมีคนเลี้ยงด้วงกวางกันเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ที่มีการขายด้วงกว่างนั้นมีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาทแล้วก็ว่าได้ โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเรียนหรือวัยรุ่น โดยจะนำไปเลี้ยงและนำมาชนกันเป็นกีฬาพื้นบ้าน สามารถขายได้รายได้วันละไม่ต่ำกว่า 1000 ถึง 3,000 ด้วงกวางน้ำเป็นแมลงปีกแข็งที่มีลักษณะพิเศษต่างๆกันไปคือตัวผู้จะดูขนาดใหญ่ดูบึกบึนมีปีกที่พัฒนาเป็นปีกแข็ง และคนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาตัวผู้มาทำการแข่งขันกันโดยจะมีการเปรียบเทียบลำตัวเมื่อมีความเท่ากันก็จะนำไปสู้กัน

เทคนิคง่าย ๆ เปิดรถแอร์ให้ ‘เย็นฉ่ำ-ไม่เหม็นอับ’ แก้ได้ ไม่ต้องถึงมือช่าง

สำหรับรถยนต์นั้นถือเป็นพาหนะชั้นยอดสำหรับบ้านเราและมีรูปทรงที่แตกต่างกันไปมีความสวยงามที่แตกต่างกันไปแต่แม้ว่าจะมีราคาสูงแพงมากแค่ไหนเครื่องปรับอากาศมันก็สำคัญเป็นอย่างมากถ้าหากมีกลิ่นเหม็นก็ไม่ไหวโดยในวันนี้ทางทีมงานน้าก็จะมาเสนอ 8 เทคนิคที่จะทำให้แอร์รถยนต์เย็นและไร้กลิ่นอับในแบบไม่ง้อช่างกันโดยจะมีอะไรบ้างนะมาดูกันเลย

1.หลังจากที่สตาร์ทรถให้เปิดความเร็วพัดลมสูงและ warm up จนให้เครื่องอยู่ในอุณหภูมิที่พร้อมจะใช้งานอย่ารีบปรับอุณหภูมิและเปิดแอร์โดยใช้ความเร็วของพัดลมในรอบสูงก่อนทำแบบนี้เพื่อระบายความร้อนในระบบแอร์ออกไปให้หมดจากนั้นก็ค่อยๆเริ่มเปิดสวิตช์ และปรับแอร์ตามความต้องการ
2. ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องทุกครั้งจะต้องปิดสวิตช์ก่อนเสมอเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์คอมพิวเตอร์สุดในขณะที่กำลังสตาร์ทเครื่องยนต์
3. จะต้องทำการไล่ความร้อนออกทุกครั้งหลังจากที่รถจอดตากแดดนานๆควรเป่าลมระดับแรงแต่อย่าเพิ่งเปิดสวิตช์เปิดทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีจะช่วยและความร้อนที่พบอยู่ในระบบแอร์ได้เป็นอย่างดีจากนั้นค่อยเปิดสวิทช์แอร์ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดการทำงานหนักของแอร์ในรถได้และไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย

4. อย่าใช้น้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ตู้แอร์ในรถยนต์ ผุกกร่อนเร็วมากขึ้น
5.อย่าเปิดกระจกบ่อยๆ เพราะเป็นการนำพาความร้อนเข้ามา อีกทั้งยังเป็นการนำพาฝุ่นละอองจากภายนอกเข้ามาอีกด้วยและฝุ่นละอองเหล่านี้ ทำให้อุดตันตู้แอร์ ได้
6.ถ้าหากวันไหนรู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นให้รีบทำการปิดน้ำยาแอร์หรือปิดสวิตช์ในทันทีแต่ยังสามารถใช้ลมได้อยู่ด้วยการทำแบบนี้จะทำให้คอมพิวเตอร์ลดการเสียหายไปได้จากนั้นก็นำรถไปตรวจเช็คตามปกติ

7. หากนั่งรถไปสักพักแล้วรู้สึกว่ามีอุณหภูมิที่เย็นจนเกินไปอย่าหันช่องแอร์นี้ออกไปจากตัวให้หาวิธีการปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นแทนโดยวิธีนี้จะทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงานหนักโดยที่ไม่จำเป็น
8.ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทางสัก 5-10 นาทีให้ทำการปิดสวิตช์แอร์แล้วเปิดพัดลมความเร็วสูงวิธีนี้จะช่วยลดภาระในการทำงานของคอมเพรสเซอร์และไล่ความชื้นออกจากคอยล์เย็นซึ่งจะช่วยป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีซึ่งทำแบบนี้จะทำให้รถของคุณไม่มีกลิ่นอับอย่างแน่นอน

วิธีถนอมแอร์ในรถ
1.ถ้าหากเรานั้นปรับระดับความเย็นสูงมากแต่เปิดแอร์แค่เบอร์หนึ่งอาจจะทำให้น้ำแข็งเกาะในบริเวณที่แผงคอยล์เย็นได้ทำให้แอร์ไม่เย็นฉะนั้นควรปรับให้สมดุลมากที่สุด
2. ก่อนที่จะดับเครื่องควรปิดคอมแอร์แล้วเปิดพัดลมให้ทำงานเพื่อและความชื้นออกเปิดจนรู้สึกว่าไม่มีความเย็นออกมาแล้วจึงปิดเครื่องเพื่อไม่ให้มีน้ำแข็งเกาะที่แผงคอยล์ร้อน

ตำรวจเข้ม ต่อไปนี้ห้ามนั่งกระบะ หลังเกิดอุบัติเหตุ

โดยในล่าสุดที่ถามมาหลังจากเหตุการณ์อุบัติเหตุทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้มีการกล่าวถึงนโยบายที่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และการจราจรอย่างเข้มงวด หลังจากที่มีรถกระบะบรรทุกนักศึกษาฝึกงานเทคนิคศรีสะเกษ เทกระจาด ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 13 คนและบาดเจ็บอีก 6 คนซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเข้าข่ายความผิดพรบรถยนต์เพราะเป็นการใช้รถผิดประเภท นำรถกระบะบรรทุกประชาชน และยังถือพรบ.การจราจรทางยกเนื่องจากใช้ความเร็วเกิดนกว่ากฏหมายอีกด้วย

นอกจากนี้คนขับรถกระบะและคู่กรณีอาจจะมีความผิดทางกฎหมายอาญาเนื่องจากขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความต-ายและบาดเจ็บสาหัสและเสียทรัพย์แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่เกิดเหตุทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยไม่ทำผิดกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จากนั้นก็จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเริ่มจากการจับและเตือนหากพบเห็นการฝ่าฝืนอีกก็จะดำเนินคดีในทันที

โดยมาตรการการห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั้นจะทำตามอย่างละเป็นระบบรอบด้านแต่ที่ผ่านมามีการเน้นเพียงแค่การผลักภาระไปให้กับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถกระบะในการเดินทาง จึงทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถบังคับได้จริงและเกิดการต่อต้านขึ้นและที่สำคัญคือกฎหมายไม่เคยเอาภาระไปไว้กับผู้ผลิตรถยนต์เลย และกำหนดการให้ผู้ผลิตรถยนต์กระบะดังกล่าวตั้งคอกนั้นหรือราวหรือสายรัด เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ผู้โดยสารตกจากท้ายรถกระบะก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มหรือไม่นั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นภาระให้กับประชาชนอยู่ดีที่จะต้องซื้อรถในราคาที่แพงขึ้นและอาจจะทำให้มีสินค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้นเหมือนดั่งกรณีมาตรการการบังคับเปลี่ยนรถตู้ให้เป็นรถโดยสารมินิบัสจึงมีผู้ประกอบการคัดค้านเพราะราคารถตู้นั้นอยู่ที่คันละ 1.2 ล้านบาท ส่วนมินิบัสคันละ 2.2 ล้านบาท ซึ่งเรียกว่าแพงเกือบเท่าตัว..

โดยในจุดนี้ทางรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูด้วยว่าจะสามารถช่วยลดภาระของผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนในการเปลี่ยนเลือกใช้รถที่ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไรแต่อย่างไรซึ่งการสูญเสียในแต่ละครั้งก็ทำให้สูญเสียประชาชนวัยแรงงาน ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง …

โลกออนไลน์แห่อาลัย พระใบฎีกาธีระศักดิ์ ธัมมธีโร

โดยในตอนนี้ในโลกออนไลน์นั้นได้มีผู้คนมากมายเข้ามาแห่วัยอาลัย พระใบฎีกาธีระศักดิ์ ธัมมธีโร ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้เอาตัวเองบางร่างสามเณร ไม่ให้ตกจากรถ แต่สุดท้ายท่านก็กลับมรณภาพ นับเป็นข่าวที่สะเทือนใจต่อชาวพุทธไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีรถกระบะสองแถวรับส่งพระสงฆ์และสามเณรจนกระทั่งเสียหลักไหลลงเนินลาดชันโดยระหว่างทางขึ้นสำนักสงฆ์เขาพระครู อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงทำให้พระสงฆ์และสามเณรที่อยู่บน รถโดยสารได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะทำให้มีพระสงฆ์มรณภาพ 1 รูปก็คือ พระใบฎีกาธีระศักดิ์ วัย 24 ปี เนื่องจากได้เสียสละตัวเองบางไม่ให้สามเณรที่เหลือตกจากรถสองแถวโดยนัยอุบัติเหตุในครั้งนี้ก็มีพระสงฆ์และสามเณรได้รับบาดเจ็บถึง 10 รูป

โดยนายองอาจจากจีนอายุ 33 ปีเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ก็ได้มีการเล่าว่า ระหว่างที่รถกระบะสองแถวรับส่งพระสงฆ์และสามเณรคันนี้กำลังขับขึ้นไปยัง สำนักสงฆ์เขาพระครู จู่ๆรถก็เกิดขัดข้องจนเครื่องยนต์ดับและรถก็ไหลลงมาจากเขา ซึ่งในขณะนั้น พระใบฏีกาธีรศักดิ์ ซึ่งเป็นพระผู้พี่เลี้ยงได้มีการกางแขนจับ ท้ายรถ 2 ข้าง โดยนำร่างของตนกันขวางไว้ ไม่ให้สามเณรที่ อยู่ในรถกระเด็นตกออกมา จากตัวรถ แต่ด้วยแรงเหวี่ยงของรถก็ทำให้พระใบฏีกาธีรศักดิ์ จับไม่ไหวจน กระทั่งตกรถไปและถูกรถไหลทับร่างก่อนที่จะมรณภาพส่วนพระสงฆ์สามเณรทั้งหมดนั้นก็ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด

‘เฮียหลอ’ ร้านของชำธรรมดา ๆ ผู้ได้ฉายา มือปราบเซเว่นฯ

ซึ่งถ้าหากนึกถึงร้านขายของชำแล้วก็ทุกวันนี้คนเราก็มักจะนึกถึงเซเว่นอีเลฟเว่น ซะส่วนใหญ่เพราะการเข้าถึงเซเว่นนั้นก็สามารถหาได้ง่ายและสามารถมีทั่วไป และมีธุรกิจนี้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนทำให้แทนที่กับร้านขายของชำที่ขายอยู่ตามตรอกซอกซอยได้ในทันที และทำให้มีผลกระทบต่อเจ้าของร้านของชำหลายคนเป็นอย่างมาก และทำให้ปิดตัวไปหลายร้านเลยก็มี

แต่บอกเลยว่าไม่ใช่กับร้านนี้ร้านเฮียหลอ เพราะร้านนี้เป็นร้านขายของชำอันโด่งดังในปาดังเบซาร์ ที่จังหวัดสงขลา โดยตั้งอยู่ที่โรงแรมชายแดนเก่าเปิดร้านขายของชำแห่งนี้ มานานกว่า 20 ปีจึงเรียกว่าเป็นร้านขายของชำใจเด็ดแล้วก็ว่าได้ เพราะเปิดอยู่ข้าง 7-eleven เลยแต่ ถึงจะเปิดข้างข้างกันก็ตามเซเว่น นั้นก็ไม่สามารถทำอะไรกับร้านเฮียหลอได้ เพราะยังมีลูกค้าต่างเดินเข้ามาซื้อของที่ร้านเฮียหรออยู่อย่างสม่ำเสมอเผลอ ๆ ขายดีกว่าเซเว่นข้างๆเสียอีก

โดยการขายของร้านแห่งนี้นั้นก็ไม่ใช่เล่นๆเพราะสามารถทำพายุทะลุเป้าเบียดคู่แข่งอยากเซเว่นไปเลยก็ว่าได้เพราะในแต่ละวันร้านของเฮียนั้นจะมีคนเข้ามาใช้บริการจนถ่ายแทบไม่ทันกันเลยทีเดียวเพราะมีลูกค้าตัดสินใจในราคาที่ถูกแสนถูก แถมมาถูกใจแนวคิดในการให้บริการ นั่นก็คือการจริงใจสามารถขายแยกได้ ซึ่งใครอยากจะซื้อแค่ไหนก็จ่ายเท่านั้น อย่างผ้าอ้อมเด็กที่ปกตินั้นจะเป็นจะต้องซื้อแพ็คละหลายสิบหลายร้อย แต่เฮียหลอก็สามารถขายให้ลูกค้าที่อยากซื้อชิ้นเดียวก็ได้

ฉะนั้นจึงเรียกว่าร้านหายนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดีจึงไม่แปลกที่ร้านเฮียหลอนั้น สามารถขายได้ดิบได้ดีในตลอดเวลา 20 ปีที่ผ่านมาโดยถ้าหากใครนั้นในแวะไปที่ปาดังเบซาร์ก็อย่าลืมลองแวะร้านแห่งนี้กันดูจ้า

เจ้าเดียวในโลก! ลุงจบแค่ ป.4 ไอเดียเจ๋ง คิดค้น ‘ไก่ย่างแสงอาทิตย์’ ขายกำไรวันละหมื่น

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูกันอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อยโดยไอเดียที่เราจะพาไปชมกันในวันนี้เป็นไอเดียของนายศิลา สุทารัต ซึ่งเป็นเจ้าของร้านไก่ย่างพลังแสงอาทิตย์วัย 60 ปี ที่มีการนำไอเดียแจ๋วๆโดยการเอาไก่มาปิ้งย่างด้วยแดดอาทิตย์ทำให้เนื้อนุ่มใครได้รับประทานก็ต่างติดใจกลับมาซื้อกันทุกราย

โดยร้านแห่งนี้นั้นมีไก่รสชาติที่อร่อยเป็นอย่างมากเพราะนำไก่ไปย่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งไม่เหมือนร้านอื่นที่ย่างด้วยเตาถ่านเพราะจะทำให้ได้ในไก่แข็งแต่ถ้าหากแยกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะได้เนื้อไก่ที่นุ่มอร่อยกำลังดีถ้าหากใครไม่เชื่อก็อยากจะพามาพิสูจน์ดู

นอกจากนี้เจ้าของร้านแห่งนี้ก็ได้มีการคิดค้นเครื่องมือในการรวมแสงอาทิตย์ โดยการนำกระจกเงาบานเล็กๆเป็นจำนวน 1,000 บาทมาติดตั้งโครงเหล็กขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับองศาแบบรอบทิศทางด้วยหลักการของการรวมแสงเอามาไว้ในจุดเดียว จนทำให้เกิดความร้อนสูงถึง 312 องศา และทำให้ไก่นั้นสามารถปลูกได้ในพร้อมกันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีในการย่างเท่านั้น

โดยเจ้าของร้านไม่มีการกล่าวว่าตัวเขานั้นจบเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ก็อยากจะลืมตาอ้าปากได้จนมาเกิดอัยการปิ๊งย่างไก่ด้วยแสงอาทิตย์ซึ่งจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีจากผลงานการประดิษฐ์เตาย่างไก่ด้วยกระจกสะท้อนแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งจะทำให้มีชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นคนจีนฮ่องกงไต้หวันเกาหลีและคนญี่ปุ่นต่างเข้ามาซื้อกันอย่างมากมาย

และรายได้นั้นก็สามารถขายได้ตกวันละ 10000 กว่าบาท โดยในบางครั้งก็มีลูกค้าโทรเข้ามาสั่งก็จะย่างให้ในทันที ซึ่งคนต่างประเทศก็ชอบกันโดย ถ้าหากวันไหนไม่มีแดดหรือมีฝนนั้น ก็จะทำให้ไม่สามารถย่างไก่ได้ แต่ก็จะไม่มีการย่างไก่ด้วยเตาถ่านให้ลูกค้าอย่างเด็ดขาด เพราะต้องการไปตามคอนเซ็ปร้านนั่นก็คือการย่างไก่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้นถ้าหากวันไหนย่างไม่ได้ก็จะบอกลูกค้าไปตรงๆว่าไม่มี

ปิดถังไอเดียการย่างไก่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากเพราะไม่เป็นการสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมแล้วไม่ต้องไปซื้อที่ไหนและสามารถใช้ได้ไม่มีวันหมดต้นทุนต่ำและที่สำคัญไม่สร้างปัญหาต่อสุขภาพของลูกค้าอีกด้วยราคาของไก่ย่างนั้นก็จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของไก่แต่ละตัวโดยเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง 300 บาท

ลอตเตอรี่มีค่าไม่ถูกรางวัลอย่าทิ้ง! นำมาบริจาคได้บุญ รายได้ช่วยเด็กพิเศษ

แน่นอนด้วยแน่นอนว่าวันนี้ก็เป็นวันที่ ชาวเซียนห-วยทั้งหลายก็จะทราบกันดีว่าเลขเด็ดของ ถูกรางวัลหรือไม่ซึ่งถ้าหากใครนั้นไม่ถูกรางวัลบอกเลยว่าอย่าเพิ่งทิ้งใบห-วยเด็ดขาด เพราะใบหวยที่ไม่ถูกรางวัลของคุณนั้นจะสามารถนำไปสร้างบุญได้ โดยในล่าสุดนี้ทางเจ้า อาวาสวัดห้วยหมูได้มีการบอกกล่าวญาติโยมที่มีลอตเตอรี่เก่าที่ไม่ถูกรางวัลให้นำลอตเตอรี่เหล่านั้นนำมาบริจาคเพื่อทำดอกไม้จันทน์โดยรายได้นั้นจะมอบให้กับศูนย์ช่วยเหลือพัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

โดยศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูแห่งนี้ได้มีการรับเด็กพิเศษเข้ามาฟื้นฟูและเพิ่มพัฒนาการ แต่ก็ยังขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในศูนย์เพื่อพัฒนาเด็กเนื่องจากศูนย์แห่งนี้เปิดได้เพียงแค่ 1 ปีกว่าเท่านั้น โดยศูนย์และอาคารเรียนสำหรับเด็กพิเศษนั้นจะมีการเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นการขยายโอกาสการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้

โดยปัจจุบันที่โรงเรียนแห่งนี้ก็มีเด็กพิเศษศึกษาจำนวน 50 คนและจบการศึกษาใน

ระดับชั้นประถมศึกษา 10 คนแต่ก็ยังประสบปัญหาในเรื่องที่ไม่มีที่เรียนต่อจึงทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองหลายๆ คน ได้รับความเดือดร้อนจึงได้มีการรับเด็กเหล่านี้ไว้ด้วยการก่อสร้างศูนย์ ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้เด็กพิเศษนั้นมีที่เรียนต่อหลังจากที่จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปิดโรงเรียนสอนอาชีพสอนการพัฒนาอาชีพโดยจะมีครูพิเศษจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจากสมาคมผู้ปกครองเด็กและจิตอาสาเข้ามาช่วยสอนเพื่อทำให้เด็กเหล่านี้มีอาชีพติดตัวและสามารถนำไปช่วยเหลือตัวเองได้

โดยทางศูนย์นี้ก็มีรายจ่ายอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีรายได้จึงได้คิดค้นหาแนวทางที่จะทำให้มีรายได้เข้ามาพัฒนาและเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆจึงได้ขอลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลนำมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้จันทน์พวงหรีดเพื่อนำไปจำหน่ายขายให้กับผู้ที่ต้องการไปใช้ในการ ฌาปนกิจ โดยเจ้าอาวาสก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ญาติโยมให้มาทำบุญว่าตอนนี้ทางวัดขอรับบิณฑบาตใบลอตเตอรี่ด้วย

และในทางด้านนางปริศนา จันทคัต อดีตข้าราชการครูบำนาญชำนาญการพิเศษ จากมหาวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ก็ได้มีการเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากที่ได้มีการเกษียณอายุราชการ โดยรวมเป็นจิตอาสาช่วยเหลือ ที่งานศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมู เพราะสงสารเด็กพิเศษเหล่านี้ และต้องการที่จะใช้เวลาว่างของตัวเอง ให้เป็นประโยชน์ และเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสมีเมตตาจัดตั้งศูนย์ขึ้นมา แต่ก็ไม่มีงบประมาณในการบริหารแต่หลังจากที่จะเอาว่าได้นำตัวอย่างดอกไม้จันทน์ลอตเตอรี่มาให้ ก็ได้มีการนำมาประดิษฐ์กันจนสำเร็จ และมีการแบ่งงานให้กับเด็กพิเศษมีส่วนช่วยกันทำโดยราคาพวงหรีดนั้นเริ่มต้นที่ 300 ถึง 800 บาทและดอกไม้จันทน์ นั้นเริ่มต้นที่ดอกไม่ถึง 1 บาท โดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถเดินทางมาซื้อที่ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูได้

โดยสามารถติดต่อเพื่อมอบลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลได้ที่วัดห้วยหมูตำบลดอนตะโกอำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี

กองทัพยันยืน อาวุธยังไม่พอ เตรียมเพิ่มอย่างหลายรายการ

โดยในวันที่ 30 กันยายนนี้ที่ลานอเนกประสงค์โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทร์กษัตริยาธิราช ของกองทัพอากาศที่ได้มีการทำพิธีส่งหน้าที่ผู้บัญชาการทหารอากาศพล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. กับ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ เสนาธิการทหารอากาศ ในฐานะ ผบ.ทอ.คนใหม่ ซึ่งก็จะมีพิธีการวางพานพุ่มถวายสักการะพระอนุสาวรีย์จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ และมีพิธีสวนสนาม

โดยทาง พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ.คนใหม่ได้มีการบอกว่าจะทำหน้าที่ทุกอย่างตามตัวบทกฎหมายโดยจะมียุทธศาสตร์ใหม่นั่นคือ air Power and cyber Space ที่ต้องการคนที่มีความฉลาดและความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ และมีความขยันหมั่นเพียร โดยจะเริ่มใช้ในปีพศ. 2020 ถึงเป็นตัวเลขที่ดีสำหรับชาวกองทัพบก และอยากจะช่วยเพื่อบ้านเมือง เพราะทุกภารกิจนั้นทุกส่วนถือว่าสำคัญและจะมีการร่วมกับทุกเหล่าทัพกอดคอร่วมกันไป

สำหรับการทำงานนั้นจะอยู่กับการที่การจัดสรรเวลาซึ่งก็น่าจะไม่มีปัญหาเพราะที่ผ่านมาก็ทำเวลาทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงครบทั้ง 7 วันไม่มีการตกบกพร่องแต่อย่างใด โดยยังไม่แคร์กับกระแสสังคมที่รู้สึกว่าประชาชนไม่รู้สึกดี กับกองทัพแต่ก็มีการบอกว่าเราเป็นทหารทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบซึ่งทหารทำได้ประชาชนทุกคนก็จะเห็นเองทหารเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเราต้องทำงานตามทำตามหน้าที่ที่จะได้รับมอบหมาย

ล่าสุดนี้ทางทอ. ก็ได้มีการชี้แจงวัดประชุมการร่างงบประมาณประจำปี 2563 โดยมีการกล่าวว่าทุกอย่างนั้นจะเป็นไปตามกลไก และส่วนที่การเมืองพุ่งเป้ามายังกองทัพก็คือเรื่องของการใช้งบประมาณนั้น เพราะคิดว่าจะมีกลไกที่ชัดเจนและมีการปฏิบัติตามกฎหมายหลากหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นพรบงบประมาณหรือพรบการจัดจ้างจัดซื้อ

โดยในทั้งนี้การจัดทำงบประมาณนั้นได้มีการดำเนินการมาโดยตลอดโดยเฉพาะของแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นแผนระยะยาวที่ได้มีการทำมา 5 ปีโดยในตอนนี้ก็มีโครงการที่จะจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อรักษาขีดความสามารถของกองทัพโดยหลายส่วนนั้นก็มีตังค์ซื้อใหม่และนำมาปรับปรุงและเรียนให้ปรับปรุงโดยพัฒนาให้เป็น 4.0 ที่สร้างขึ้นมาภายในประเทศเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน

ซึ่งในทั้งนี้ก็ได้มีการมั่นใจว่าจะชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นให้กับฝ่ายค้านให้เข้าใจจงได้เพราะมีประสบการณ์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยกระดับ หรือการอัพเกรดอาวุธ ยุทโธปกรณ์ของเก่า โดยมีการใช้ภูมิปัญญาของคนไทยเข้าไปจัดการเกือบทั้งหมดโดยนัยตรงนี้หรือว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างมาก

หลวงปู่ให้โชค! หนุ่มเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง ได้ 3 ตัวกลับบ้าน

มาอีกแล้วกลับวันที่ชาวหวยทั้งหลายจะต้องลุ้นตัวโก่งสำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้แน่นอนว่าก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นอย่างมากสำหรับนักเสี่ยงโชคทั้งหลายที่ต่างแสวงหาเลขเด็ดการจัดตู้แสงอาทิตย์มาเสี่ยงโชคในครั้งนี้ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนนั้นก็อาจจะไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆตามสถานที่แปลกๆที่โด่งดัง หรือคอยเฝ้าไปกราบไหว้ขอพรเพื่อให้ได้โชคลาภถูกหวยเบอร์ทองรับรองว่ายิ่งใกล้วันนั้น แหล่งสถานที่เหล่านี้ก็มีผู้คนมากมายต่างเข้าไปกราบไหว้กันเป็นพิเศษอย่างแน่นอน

โดยล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่ากมล แก่นทิพย์ ออกมาเผยแพร่เหตุการณ์หลังจากที่ได้มีการเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง ลงในกลุ่มเลขปลดหนี้โดยมีการระบุข้อความไว้ดังนี้ ไปสักการะสังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่ทรวง จังหวัดศรีสะเกษมาครับสาธุสาธุสาธุ

ซึ่งจะทำให้มีผู้ใช้ Facebook หลายรายเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมายพร้อมกับมองเลขรูปภาพเก่าๆเห็นเป็นเลข 145 533 567 แล้วแต่ดวงนั้นแล้ว แต่ตามความเชื่อของนักเสี่ยงโชคแต่ละท่าน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมากด้วยค่ะเห็นเป็นเลขอะไรนั้นก็ลองเสี่ยงโชคดูเลย

รวมไอเดีย ‘ซุ้มไม้ไผ่’ มุมสำหรับพักผ่อน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาดูไอเดียดีๆในการทำซุ้มไม้ไผ่ไว้ทำเป็นมุมพักผ่อนกันโดยในวันนี้เราก็จะพาไปพบกับป้าเลียบวัย 63 ปีที่ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรมทำซุ้มทำแค่บันไดชั้นวางของจากไม้ไผ่ขายเป็นอาชีพเลี้ยงตัวโดยป้านั้นอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และได้รับฝืมือทางด้านหัตถกรรมจากสามีที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปี โดยการทำซุ้มไม้ไผ่ บันไดเ คาน์เตอร์ ชั้นวางของขาย เป็นอาชีพหลัก เพราะไม่ต้องการจะเป็นภาระให้กับลูกหลาน

นอกจากนี้ป้านั้นก็ยังมีการส่งมอบความรู้ให้กับนายกล้า ด่านต้องประโทน อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเพื่อให้นำความรู้เหล่านี้ไปสามารถเลี้ยงชีพครอบครัวของตัวเองได้ และเหตุนี้นี่เองทำให้ในปัจจุบัน ป้าและลูกชายช่วยกันทำซุ้มไม้ไผ่ แคร่ บันไดและเคาน์เตอร์จ ส่งขายที่จังหวัดยโสธรที่มีการสั่งมาโดยมีการตั้งขายอยู่ในบริเวณหน้าบ้านเช่าถนนสายบุรีรัมย์- ประโคนชัยโดยที่มีการเผยขั้นตอนการทำซุ้มไม้ไผ่ไว้ดังนี้

โดยการทำซุ้มไม้ไผ่น่าจะต้องเริ่มจากการวัดขนาดไม้ไผ่ก่อน จากนั้นก็นำไปตัดให้ได้ขนาดและเจาะรูตาม จากนั้นก็ขึ้นโครงประกอบเป็นซุ้มเมื่อประกอบเสร็จแล้วก็จะทาแลคเกอร์ให้เกิดความเงางามสวยงาม อีกทั้งยังกันมอดได้อีกด้วย ซึ่งลูกค้าคนไหนอยากจะได้รวดลายเพิ่มเติมก็จะมีการใช้แก๊สพ่นลวดลายต่างๆตามที่ลูกค้าสั่งเอาไว้เลยจะคิดเพิ่มอีกตัวละ 150 บาท

แม้ว่าการทำแคร่ไม้ไผ่นี้จะดูไม่ยุ่งยาก แต่ต้องใช้แรงและความอดทนสู งอีกทั้งจะต้องมีความปราณีตมากพอสมคว รเพราะในแต่ละวันนั้นทำเพียงได้แค่ 2-3 ตัวเท่านั้น โดยจะมีราคาตั้งแต่ละ 2,000 ถึง 2,500 บาทตามออเดอร์ที่ลูกค้าจะสั่งโดยเคาน์เตอร์นั้นจะอยู่ที่ตัวละ 1,500- 2,500 บาทน่าจะอยู่ที่ตัวละ 500 ถึง 2,000 บาทส่วนบันไดจะอยู่เมตรละ 80 บาทโดยปัจจุบันรายได้จากการทำซุ้มไม้ไผ่ขายนั้นก็เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 70000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ถึงป้าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีแรงพอที่จะสามารถทำงานได้ก็อยากจะทำ เพราะไม่อยากจะเป็นภาระให้ลูกหลานอีกทางอยากจะนำความรู้ประสบการณ์ที่เคยทำมากับสามีตอนสมัยที่สามียังมีชีวิตอยู่นั้นนำมาเกิดเป็นอาชีพจนเกิดความชำนาญและถ่ายทอดให้แก่ลูกชายของตัวเองซึ่งการขายนั้นก็สามารถตอบรับจากลูกค้าได้เป็นอย่างดีและการเป็นที่ต้องการของร้านอาหารต่างๆ ที่จะเป็นการนำไปจัดเป็นซุ้มไว้เป็นสถานที่นั่งรับประทานอาหารไว้สำหรับลูกค้าซึ่งบางคนนั้นก็ นำไปใช้ในบ้านก็มีโดยส่วนใหญ่ก็จะมีรับมาซื้อถึงที่ บางครั้งมีบางคนก็สั่งครั้งละ 20-30 หลังจนแทบทำไม่ทันเลยทีเดียว โดยป้านั้นบอกว่าจะทำจนกว่าจะไม่มีแรง

และนอกจากนี้เรามาดูไอเดียดีๆในการทำซุ้มไม้ไผ่กันดีกว่าโดยซุ้มไม้ไผ่นั้นสามารถนำมาทำเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจไว้สำหรับคนในบ้านก็ได้และวันนี้เราก็มีการรวบรวมอะไรดีๆมาฝากกันโดยจะมีซุ้มไม้ไผ่แบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

เทคนิคเพาะเห็ดปลวก ออกดอกนอกฤดู มีกินทั้งปี

เห็ดปลวกนั้นถือเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและต้องมีความชื้นกับอุณหภูมิที่เหมาะสม เพราะว่าจอมปลวกนั้นถือเป็นแหล่งที่มีความชื้นที่เหมาะสม และเมื่อฝนตกจะทำให้จอมปลวก ก็จะอพยพออกจากรังเดิม และเมื่อกลายเป็นรังร้าง ก็จะปรากฏตุ่มดอกเห็ดขนาดเล็กขึ้นมาโดยดอกเห็ดนี้จะมีคุณภาพและความชุ่มชื้นสูง..3 โดยล่าสุดศาสตราจารย์ดร. ถาวร วินิจสานันท์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการทำการศึกษาเกี่ยวกับเห็ดโคนจนกลายเป็นผลสำเร็จด้วยการหลอกปลวกด้วยการจำลองสภาพอากาศที่เหมาะสมจึงทำให้เห็ดโคนนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

ด้วยสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดเหตุนั้นจะต้องมีระบบนิเวศ ที่สมบูรณ์และดี ตามธรรมชาติมีความหลากหลายของสายพันธุ์ไม้และมีสัตว์นานาชนิด รวมถึงเห็ดและรา ที่สามารถพบได้ตามขอนไม้ ป่าไผ่แม่น้ำริมธาร หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับถมกัน เป็นเวลานานจนเกิดเป็นสภาวะอันเหมาะสมที่ทำให้เห็ดเกิดขึ้นมา

และเห็ดโคนถือเป็นเหตุที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์จำพวกแมลงอย่างปลวกเป็นอย่างมากโดยเห็ดพวกนี้จะอาศัยอยู่ในอุณหภูมิที่มีความพอดีของปริมาณแก๊สในโพรงรังปลวกที่เรียกว่าตรวจเห็ดราโดยจะมีสภาวะอันเหมาะสมที่จะทำให้สปอร์ของรางอกและเจริญเติบโตขึ้นสร้างเส้นใยแต่เป็นเห็ดและค่อย ๆ โผล่พ้นดินขึ้นมา…

โดยเริ่มแรกที่เราจะต้องทำนั้นก็คือหาแหล่งที่โคนเคยขึ้นมาก่อนโดยแหล่งตรงนั้นจัดเป็นแหล่งที่ปลวกอยู่เยอะขึ้นเป็นจำนวนมากจากนั้นก็ทำการปักเสาเพื่อทำหลักสำหรับถุงพลาสติกสีดำให้มีระยะห่างระหว่างพื้นดินและพลาสติกประมาณ 30 cm เพื่อให้อากาศมีความชื้นและต่อระบบน้ำแบบสปริงเกอร์เอาไว้

จากนั้นก็ทำการโรยเชื้อเห็ดนางฟ้าที่เปิดออกดอกแล้วจำนวน 20 ถุงไปในพื้นที่บริเวณที่ต้องการให้เห็ดโคนขึ้นและรดน้ำด้วยสปริงเกอร์ใน 30 นาที จากนั้นก็ปิดด้วยพลาสติกสีดำและเอาไม้ทับชายพลาสติกทิ้งไว้เพื่อสร้างความชื้นให้มีสภาพแวดล้อมที่สลับกันระหว่างร้อนกับชื้นโดยปิดไปเลยระยะเวลานาน 2 วัน

หลังจากผ่านพ้นไป 2 วันก็ให้รดน้ำในตอนเย็น 30 นาทีและให้พลาสติกใสคลุมหน้าดินอยู่ประมาณ 5 วันจากนั้นก็ให้สังเกตว่าจะมีปลวกเดินหาอาหารบนหน้าดินและรดน้ำตอนเช้าอีก 30 นาทีครูเหมือนเดิม 2 วันและให้รดน้ำตอนเย็นและใช้พลาสติกคลุมหน้าดินเช่นเดิมนาน 5 วันหลังจากนั้นก็นำพลาสติกออก และงดรดน้ำ 2 วัน สลับกับรดน้ำ 1 วัน ร่วมเป็น 15วัน วันละ 5 รอบ ทำจนกว่าเห็ดจะออกดอก

วิธีนี้จะยากไปสักเล็กน้อยแต่ก็มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงๆ นอกจากนี้เรายังเพิ่มเติม โดยเอารังปลวกมาทำได้ โดยเอาในส่วนของรังปลวกหรือจวกปลวก 1 กำมือ มาผสมกับข้าวเหนียวสุก 1 กิโลกรัม จากนั้นเอาเห็ดโคนที่เราไม่เอาหรือแก่มาแช่น้ำ

จากนั้นทำการเติมน้ำ 20 ลิตรน้ำหมักไว้ในถังวางไว้ในที่โล่งประมาณ 7-10 วันครบ 7 วันก็นำเอาน้ำจุลินทรีย์ไปร้านในบริเวณที่จอมปลวกจากนั้นกลุ่มด้วยเศษฟางข้าวหรือใบไม้แห้งและรดน้ำให้ชุ่มชื้นทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็จะมีเห็ดโคนโผล่ขึ้นมาให้เรารับประทานกัน นั้นเอง

สรรพคุณของเห็ดฌคน

มีสรรพคุณทางยาทำให้มีรสชาติที่ถูกปากทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพละกำลัง / แก้ในเรื่องของแก้เจ็บคอช่วยละลายขับเสมหะอยู่ในลำคอ / มีคุณสมบัติในเรื่องของการย่อยระบบอาหารสามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้เป็นอย่างดี / มีวิตามินซีสูงไม่น้อยกว่าเห็ดประเภทอื่น / มีประโยชน์ต่อการรักษาแผลต่างๆเช่นแผลไฟไหม้หรือแผลสด / สรรพคุณช่วยในเรื่องของการแก้วิงเวียนศีรษะคลื่นไส้อาเจียนอุดมไปด้วยวิตามิน B1 หรือไทอะมีนดีต่อระบบประสาทและบำรุงสมองทำให้มีความจำดีขึ้น / เป็นแหล่งรวมของวิตามินบีที่มันสำคัญต่อร่างกาย / ยับยั้งเชื้อโรคบางชนิดได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีปราศจากไขมันมีน้ำตาลต่ำมีเส้นใยอาหารสูง

ของดีจริง! ประดิษฐ์ ‘เตาผัวนึ่ง’ ขายดิบขายดี จนเลิกทำไร่ข้าวโพด

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นไอเดียของหนุ่มชาวเผ่าม้งที่อยู่ในจังหวัดน่านนั่นก็คือ นายอนุรักษ์ ย่านสากล ที่เขานั้นได้มีการรวบรวมไอเดียของตัวเองทำเตานึ่งข้าวขนาดต่างๆเพื่อนำออกจำหน่าย

โดยเตานึ่งข้าวนี้เป็นการประดิษฐ์โดยใช้เศษเหล็กจากร้านรับซื้อของเก่ามาประดิษฐ์ให้กลายเป็นเตานึ่งข้าวที่ใช้ในครัวเรือนเมื่อเพื่อนบ้านมาเห็นจึงมีการขอสั่งซื้อและสั่งทำและรู้สึกว่าใช้งานได้ดีก่อนที่จะมีผลิตออกขายตามตลาดนัดและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นตามขนาดต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทโดยราคาที่จำหน่ายนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 1,000 บาท

โดยแต่ก่อนนั้นครอบครัวของนายอนุรัตน์มีหน้าที่มีอาชีพทำเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายมาตั้งแต่ รุ่นปู่รุ่นย่า แต่หลังๆไม่ค่อยมีเงินเก็บและมีการขาดทุนจากค่าปุ๋ย ค่ายา ต่างๆ ในการปลูกและผลผลิตตกต่ำ จึงมีการมองหาอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้และในทุกวันนี้คนในครอบครัวก็ต่างเลิกปลูกข้าวโพดและมาช่วยกันทำเตาผัวนึ่งข้าวไปขายตามตลาดเฉลี่ยเดือนละ 100 เตาสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาทและยิ่งในช่วงหน้าเทศกาลปีใหม่จะขายได้ดีเป็นอย่างมาก

แบ่งปันสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไข่ดก ฟองใหญ่ บอกละเอียดทำได้เอง

สำหรับชาวเกษตรกรนั้นก็มีหลายคนที่เลี้ยงไก่กันโดยในบางครั้งก็นำไข่จากไก่จะสร้างรายได้ได้อีกทางนึงและสามารถนำมารับประทานได้เองแต่มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นรู้สูตรอาหารไก่ที่ประหยัดต้นทุนและสามารถเพิ่มผลผลิตอันดีงามให้กับเราให้ได้ไข่ใบใหญ่และดกกัน

โดยอาหารของไก่นั้นถือเป็นองค์ประกอบอันสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงไก่มีกำไรหรือขาดทุนเนื่องจากต้นทุน 70% ของต้นทุนทั้งหมดในการเลี้ยงไก่นั้นจะอยู่กับค่าอาหารช่วยในการเจริญเติบโตและดำรงชีพของพวกมัน และยังนำไปใช้ในการผลผลิตไข่อีกด้ว ยฉะนั้นผู้เลี้ยง จะต้องลงทุน ในเรื่องของอาหารไก่เป็นพิเศษฉะนั้นการที่จะทำให้ได้อาหารไก่ที่ดีและประหยัดต้นทุนลงก็สามารถทำได้ โดยการประกอบสูตรอาหารที่มีราคาถูกและมีคุณภาพดีเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกต้องตามฤดูกาลและให้อาหารไก่อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ขายที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด …ในต้นทุนที่ต่ำ

โดยสิ่งที่เราจะแนะนำนะนั่นก็คือการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรซึ่งเป็นการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะอะไรในการเร่งการเจริญเติบโตของไก่โดยชาวเกษตรกรส่วนใหญ่นะก็ไม่เข้าใจผิดว่าในการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรนั้นคือการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยหากินเองตามธรรมชาติซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ผิดมากนะแต่มันอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพผลผลิตอย่างที่ควรจะเป็นเพราะถ้าหากกายขาดสารอาหารไม่เพียงพอก็จะทำให้ผลผลิตออกมาผิดเพี้ยน ได้ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นการเดินที่ถูกต้องก็คือการดูแลการจัดทำพื้นที่ทั้งระบบให้พวกคุณไก่ให้สามารถผลิตผลผลิตขายดอกไม้ที่ไหนตามธรรมชาติ โดยในวันนี้ก็ได้มีการเอามาจาก Admin เพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่าวิชาชีวิตที่ได้มีการศึกษาหาข้อมูลและมีการพบว่าลดต้นทุนค่าอาหารไปได้อย่างง่ายและวิธีลดต้นทุนนั้นก็สามารถทำได้ดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-หยวกกล้วย 3 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-M100 1 ขวด

-นมเปรี๊ยว 1 ขวด

การทำ

เอาอาหารหมักที่เหมาะกับเกษตรกรอย่างหยวกกล้วยมาหันเป็นแผ่นเล็กๆและใส่ลงไปในถังหมักเอาส่วนผสมใส่ลงไปให้หมด หมักทิ้ง 1 อาทิตย์จากนั้นนำไปผสมอาหารให้ไก่กินได้เลย

สูตรที่ 2

ส่วนผสม

-แกลบ 5 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-รำ 1 / 2 กิโล

การทำ

เริ่มจากเอาส่วนผสมมาหมักทิ้งไว้ 5 วัยจนกว่ามีหนอนสีขาว โดยหมักแบบปิดใ่เอาไว้

สำหรับในกรณีที่ช่วงไหนถ้าหากมีไก่ป่วยจำเป็นจะต้องใช้ทหารอีกสูตรเพื่อช่วยในเรื่องของการหยุดระบาดของโรค เพราะไก่อยู่ด้วยกันเป็นฝูงห่านตัวนึงป่วยก็จะมีการแพร่พันธุ์ได้ไวมากฉะนั้นการ กินอาหารนั้นก็สำคัญด้วยเช่นกันที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างป้องกันให้ไก่ไม่ให้ตัวอื่นป่วยตายเช่นกัน โดยสูตรอาหารนั้นมีดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-บอระเพ็ด 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-กระเทียม 1 / 2 กิโล

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

เอาน้ำตาลทรายแดงมาเคี่ยวและมาหมักกับส่วนผสมอื่นประมาณ 30 วัน เมื่อครบแล้วเอาให้ไก่กินประมาณ 1 ช้อน หรือผสมกับน้ำ ก็ได้

ส่วนที่ 2

ส่วนผสม

-โทงเทง 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-น้ำเปล่า

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

ทำหารหมักน้ำตาลทรายในอัตตรา 1 : 1 : 1 หมักไว้ประมาณ 1 เดือนจากนั้นก็นำส่วนผสมมาหมักเข้าด้วยกันและเติมน้ำให้พอท่วมใส่ภาชนะ ที่มีฝาและหมักทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ในการผสมอาหารให้ไก่กินได้

ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้! พ.ร.บ. จราจรฉบับใหม่ ไม่จ่ายค่าปรับโดนแน่

ถึงแน่นอนว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกฎจราจรนั้น ก็ได้มีการระบุอย่างชัดเจนสำหรับผู้ที่มีใบขับขี่และเป็นเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ว่าด้วยการจราจรบนทางบกเป็นจำนวนมากซึ่งมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉย ต่อการบังคับใช้กฎหมาย และยังมีการปรากฏอีกว่าจะมีการกระทำความผิดดังกล่าวซ้ำอีกครั้ง ในช่วงระยะเวลาในอันสั้นโดยพฤติกรรมดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้ถนนร่วมกันด้วย

โดยในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้ปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังกับคนจำนวนมากที่มีการเฃฃเพิกเฉยกับการชำระค่าปรับจราจรในตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีการวางมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายอย่างมากมายหลายเรื่อง และได้หารือในเรื่องของการแก้ไขร่วมกันกับกรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะกับคนที่เพิกเฉยกับการจ่ายค่าปรับค่าใบสั่งจราจรจะไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้โดยดูเหมือนว่าทั้ง 2 หน่วยงานนี้จะถือกฎหมายกันคนละฉบับ และนักกฎหมายก็ออกมาท้วงติงว่า… ตำรวจนั้นจะผลักภาระให้กับเจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบก และถูกประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีทางปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่แทนหากไม่ต่อทะเบียนให้

ทำให้การออกมาประกาศเช่นนี้ก่อนหน้านี้ก็นีเป็นเพียงแค่คำขู่เพราะคนที่ไม่จ่ายค่าปรับยังดำเนินต่อทะเบียนได้ตามปกติส่งผลทำให้คนที่ถูกออกใบสั่งการทำผิดจราจรมือถือกับการชำระค่าปรับเป็นจำนวนมากและยังทำผิดอยู่ซ้ำๆอยู่เช่นเดิมโดยปัญหานี้ก็ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมขนส่งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยมีการสรุปว่าจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ในไม่ช้าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ด้วยใน นนางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้มีการออกมาพูดคุยถึงความคืบหน้าในการเชื่อมโยงระบบใบสั่งจราจรหลังจากที่มีการทดลองระบบเชื่อมต่อระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมีการชำระภาษีประจำปีในกรณีที่ประชาชนการชำระค่าปรับ ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมายจราจร โดยจะมีการเริ่มช่วงยนต์ส่งข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจระบบขนส่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

กรมอุตุฯ เตือนอากาศหนาวหลงฤดู ให้ประชาชนดูแลสุขภาพในช่วงนี้

โดยล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการออกมาเผยถึงการพยากรณ์อากาศทางภาคเหนือที่ได้มีการเปิดเผยว่า.. ในช่วงระยะเวลาของทางภาคเหนือนี้ จะมีปริมาณฝนที่ลดลง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศต่ำสูง กำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมจึงทำให้มีอุณหภูมิลดลงเล็กน้อยและเกิดภาวะฤดูหนาวหลงฤดู โดยนี้ช่วงนี้ยังไม่ใช่เป็นช่วงที่จะเข้าฤดูหนาวอย่างเป็นทางการโดยในระยะนี้จะขอให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณภาคเหนือนั้นควรระมัดระวังในเรื่องของสุขภาพกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระยะนี้ด้วย

โดยในบริเวณที่ยอดดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน จะมีอุณหภูมิลดลงเหลือ 9 องศาเซลเซียสและมีหมอกลงกระจายไปทั่วบริเวณ เช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ที่จะเริ่มมีหมอกลงในตอนเช้าตรู่ โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย และพะเยา จะมีอุณหภูมิในพื้นที่ราบอยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 22 องศาเซลเซียส จะมีเมฆบางส่วนและมีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ และมีลมแรงเป็นบางที่ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณทางจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา โดยทางตอนบนของทางภาคคุณภูมินั้นจะลดลงประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส

สำหรับข้าวข้าวเที่ยงกล่าวมาบ้านในปีนี้ประเทศไทยนั้นจะหนาวมากบอกเลยว่าไม่จริงทั้งหมดโดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในทางภาคเหนือเช่นเดิม แต่ทางภาคกลางภาคอีสานและภาคใต้ยังคงรักเหมือนเดิมในช่วงนี้

ทนายบอกกฏหมายระบุชัด ‘ทำงานวันหยุด’ต้องได้ OT 3 เท่า

เรียกได้ว่ากลายเป็นเสียงวิพาทวิจารณ์ในทางโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้มีแฟนเพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่าสายตรงกฎหมายซึ่งเป็นเพจ Facebook ของทนายรัชพลศิริสาครประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ซึ่งเขานั้นก็ได้มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ลูกจ้างควรอ่าน

โดยมีการระบุไว้ถึงการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดที่มีการกำหนดไว้ว่า.. ให้ได้รับ 3 เท่า โดยคำว่าล่วงเวลานั้นก็จะหมายถึงการทำงานนอกเวลาการทำงานปกติ สมมุติเวลาทำงานปกติคือ 08:00 น. ถึง 17:00 น. หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาล่วงเวลาถ้าสมมุติทำงานต่อจนถึง 21:00 น. ก็เรียกว่าหลังจาก 17:00 น. จนถึง 21:00 น. ก็เป็นการทำงานล่วงเวลา โดยใน ตรงนี้จะต้องได้รับค่าชดเชยหรือโอที

โดยในวันหยุดถ้าทำงานนอกเวลาที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นเวลางานนั้นถือเป็นการทำงานล่วงเวลาลูกจ้างจะต้องได้รับค่าชดเชยเป็น 3 เท่า และลูกจ้างจะต้องดูเวลาการทำงานที่เราทำในวันธรรมดาด้วย ถ้าหากทำงานนอก จากวันเวลาทำงานก็จะได้ 3 เท่า ฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ถูกต้อง โดยเริ่มพรุ่งนี้ไม่จำเป็นต้องรอตำรวจมาจับซึ่งนายจ้างหาคู่แล้วก็ควรไม่ทำให้ผิดกฎหมาย

โดยจะอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ. ศ. 2541 มาตรา 36 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างในอัตราที่ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ …

ชื่นชม 3 พี่น้องสู้ชีวิต! สูญเสียพ่อแม่ ขายพวงมาลัยประทังชีวิตเลี้ยงดูยาย-ส่งตัวเองเรียน

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูเรื่องราวของเด็กชายทั้งสามคนที่เป็นพี่น้องกัน โดยเด็กชายทั้ง 3 คนนี้จะอยู่ในชุดนักเรียนและเเร่ขาย พวงมาลัยอยู่บริเวณแถวสี่แยกแก่งเสี้ยน ในอำเภอเมืองกาญจนบุรี โดยมีการเผยแพร่เรื่องราวของเด็กทั้ง 3 คนนี้ผ่านเพจ Facebook ที่มีชื่อว่า ฅ.อวดดี ที่ออกมาเผยแพร่ให้ทุกคนทราบกัน…

โดยสารพี่น้องนี่เป็นสามพี่น้องที่สู้ชีวิตกำพร้าพ่อและแม่และอาศัยอยู่กับยายเพียงลำพังเลี้ยงชีพด้วยการขายพวงมาลัยและข้าวเกรียบว่าวอยู่ในบริเวณสี่แยกแก่งเสี้ยนอำเภอเมืองกาญจนบุรีโดยคนเป็นพ่อนั้นถูกปล้นและถูกทำร้ายจนเสียชีวิตส่วนคนเป็นแม่ป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิตและเด็กทั้งสามคนนี้ก็อยู่กับยายที่มีอายุมากและมีอาการเจ็บป่วยและไม่สามารถไปทำงานได้ฉะนั้นการหารายได้ เลี้ยงปากท้อง จึงตกอยู่กับพี่น้องทั้ง 13 ชีวิต แต่พี่น้องทั้ง 3 ชีวิตนี้ ก็ไม่น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาและภูมิใจที่สามารถทำมาหากินในอาชีพสุจริตช่วยเหลือคุณยายและเป็นเด็กดีของคุณยายได้

โดยชีวิตประจำวันนั้นหลังจากตอนเช้าที่จะต้องรีบตื่นไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียนก็จะรับเอาพวงมาลัยมาขายและข้าวเกรียบว่าวมาขายขายจนถึง 19:00 นก็จะรีบกลับไปบ้านเช่า เพื่อร้อยพวงมาลัยไปขายไก่ย่างข้าวเกรียบว่าวจากนั้นก็ทำการบ้านจน 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืนก็จะรีบเข้านอนเพื่อไปโรงเรียนแต่เช้าเลยกิจวัตรประจำวันของเด็กทั้งสามคนนี้ก็จะเป็นแบบนี้ในทุกๆวันซึ่งน้องๆทั้ง 3 นั้น ก็ต้องหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน รวมถึงค่าที่พักที่อยู่อาศัย ที่คอยหลบแดดหลบฝนอีกเดือนละ 2,000 บาท

ชีวิตไม่ยอมแพ้! มุ่งมั่นเรียน กศน. จนสอบติดแพทย์คนแรกของประเทศไทย

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับบุคคลที่สามารถเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่นตั้งใจได้ แม้ว่าชีวิตของคนเรานั้นจะไม่เท่ากันแต่ถ้าหากรู้จักความพยายามรู้จัก ใฝ่หา การเรียนรู้ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จดั่งที่ใจเราต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนตามสูตรไหน เพียงแค่เข้าใจในฉบับตัวเอง และในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาพบกับน้องวิทย์หรือในวรวิทย์คงบางบ่อหนุ่มวัยที่ 23 ปีว่าที่คุณหมอจากวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าที่เขานัดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถสอบติดหมอได้อย่างที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้

ซึ่งแน่นอนว่าเด็กทุกคนนั้นมักจะเกิดมาและถูกคาดหวังจากคนในครอบครัวซึ่งแน่นอนเช่นเดียวกับพ่อของมิตรที่อยากจะให้ลูกรับราชการ เพื่อที่วันหนึ่งวันที่ตนไม่อยู่บนโลกก็หวังที่จะให้ลูกชายคอยดูแลครอบครัวแทนผู้เป็นพ่อประกอบกับผู้เป็นพ่อนั้นไม่ได้เรียนหนังสือจึงอยากให้ลูกชายนั้นได้เรียนสูงกว่าตน

โดยน้องวิทย์ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย พ่อแม่ไม่ได้เรียนสูงประกอบเพียงแค่อาชีพแพปลา ในจังหวัดระนอง โดยหากย้อนกลับไปในวัยเด็กช่วงที่เรียนอยู่ใช่มัทยมศึกษาปีที่ 3 พ่อของวิทย์ก็ให้มีการไปสอบโรงเรียนนายร้อย และต้องไปติวหลังเลิกเรียนเป็นประจำทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นไม่อยากจะเป็นทหาร แต่ก็ไม่อยากขัดใจพ่ อโดยตัวเขาได้บอกไว้ว่าไม่ชอบการฝึกร่างกาย ไม่ชอบเล่นกีฬา เลิกเรียนก็ไปอยู่บ้านเพื่อนซึ่ง 1 อาทิตย์นั้นเพียงแค่ 1-2 วันเท่านั้น และพอไปสอบติดในร้อยก็สอบไม่ติด พอขึ้นม 4 ก็อัดความรู้ที่จะใช้สอบนายร้อยเพียงอย่างเดียว เพราะอายุยังไม่เกิน 17 สามารถสอบได้อีกครั้งแต่ก็สอบไม่ติด

ด้วยความที่สนิทกับคุณครูที่ไปเรียนพิเศษ โดยครูนั้นได้ย้ายเป็นครูในระบบที่กรุงเทพฯจึงได้มีการชวนลูกศิษย์หลายๆคนมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯด้วยกันพอไปเรียนชั้นม 5 ได้ครึ่งเทอมกูก็มีเหตุที่ต้องย้ายกลับไปในจังหวัดระยองอีกครั้งครั้งจะอยู่ต่อก็ไม่มีญาติอยู่ที่นี่จึงย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันทั้งหมด โดยในระหว่างนั้น ก็ได้มีการไปช่วยเหลืองานสังคม ต่าง ๆ ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ช่วยเหลือคนยาก จนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชอบงานที่ช่วยเหลือสังคมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่จบปีการศึกษาจึงได้นำเอกสารไปสมัครที่โรงเรียนเดิมแต่ว่าโรงเรียนได้ปฏิเสธการรับเข้าเรียนให้เหตุผลว่าขาดไป 1 หน่วยกิตนั่นก็คือวิชาประวัติศาสตร์เพราะตอนที่เรียนอยู่ชั้นม 4 ไม่มีวิชานี้ในขณะที่เพื่อนๆที่มาจากจังหวัดอื่น ๆ ก็ขาดหลายหน่วยกิต แต่โรงเรียนกลับรับ ก็สร้างความมึนงงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาพูดว่าถ้าไม่รู้จะไปเรียนไหนก็ไปเรียน กศน. ไม่เห็นจะเป็นอะไร โดยในตอนนั้น พี่สาวก็ร้องไห้เพราะว่าเหมือนน้องชายของเธอ ไม่มีที่ไป เพราะจังหวัดระนองเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆมีโรงเรียนประจำจังหวัดเพียงแค่ 2 โรงเรียนเท่านั้นและอีกโรงเรียนจะต้องตามอีก 20 หน่วยกิจซึ่งก็ไม่ไหวจึงทำให้เขาตัดสินใจไปเรียนกศนในทันที..

โดยหลังจากที่ได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้นเขาก็รู้สึกว่าเหมือนอาจารย์ท้าทายให้ไปเรียน กศน.จึงได้ไปสมัครแบบไม่บอกใครในบ้านแต่ หลังจากที่สมัครเสร็จก็กลับมาบอกพ่อแม่ แม่ก็แทบลมจับ เพราะผิดหวังที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นม 5 และต้องไกลไปเรียนที่กศนแทนจนแม่ร้องไห้เครียดเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะถ้าหาก พูดถึงกศนทุกคนก็จะนึกถึงเด็ก เด็กเกเรไม่ใฝ่เรียนไปเรียนกันที่นั่นบางคนก็เรียนแค่เอาวุฒิเท่านั้นจึงทำให้เกิดทัศนคติลบกับที่นี่กัน ..

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการแจกแจงถึงระบบอันแตกต่างกันจากการเรียนกศนและการเรียนปกติเพราะจากเด็กมปลายที่จะต้องตื่นแต่เช้าเข้าเรียนแต่ 8:00 นจนถึง 16:00 น อัดความรู้กิจกรรมต่างๆอย่างมากมายในโรงเรียน แตกต่างจากกศนที่เพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งจะต้องไปเรียนส่งรายงานแต่ไม่ได้มีการเลคเชอร์นั่งสอนฟังบรรยายและไม่มีการกลายว่าจะต้องเรียนอะไรและไม่มีอาจารย์ที่คอยแนะนำและมีข้อดีอย่างเดียวคือทำให้มีเวลาเยอะ

โดยในตอนนั้นเขาก็รู้สึกเครียดและรู้สึกกดดันและยิ่งเป็นเด็กที่ไม่สนใจเรียนกศนก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก โดยตัวเขานั้นได้บอกว่ารู้สึกแย่ที่ทำให้แม่เสียใจจึงทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงนี้ให้พ้นจากคำดูถูกๆให้พ้นจากความเสียใจของคนในครอบครัวแม้ไม่มีใครจะเชื่อว่าเราจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เขาก็จะต้องทำให้ทุกคนเห็นและออกจากตรงนี้ไปให้ได้…

ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและจะต้องเรียนความรู้เนื้อหาทั้งหมดของม 4 และมอ 6 โดยจะต้องเรียนให้จบภายใน 1 ปีเพื่อเตรียมตัวสอบอีกครึ่งปี โดยในตอนนั้นเลือกไว้ 2 ทางคือนิติและหมอซึ่งมันก็ดูแทบจะเพ้อเจ้อสำหรับเด็กกศน. คนหนึ่งที่มานั่งคิดว่าจะสอนนิติศาสตร์หรือหมอดีแต่ในตอนนั้นใจมันมาทางนี้ว่าอะไรที่จะสามารถไปช่วยเหลือสังคมได้ก็อยากจะทำอะไรที่เราสนใจจะดีกว่าถ้าหากมันมี 2 อย่างนี้ก็สามารถรักษาได้และคิดว่าจะเรียนหมอแต่ก็ไม่มีความรู้อะไร

และในตอนนั้นเขาก็ไปหาข้อมูลเก่าๆเพื่อดูว่าการเรียนหมอน่าจะต้องเรียนอะไรและสอบอะไรและต้องเสริมความรู้ที่ขาดหายไปซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีของกศนที่ทำให้เขามีเวลาว่างพอที่จะหาความรู้ต่างๆให้กับตัวเองและเขานั้นก็ติวโดยการนั่งรถไปที่สุราษฎร์ธานี 3 ชั่วโมงและนั่งกับอีก 3 ชั่วโมง เรียนอีก 1 ชั่วโมง ด้วยเขานั้นต้องอ่านเองทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ทั้งไทยสังคมอะไรไม่เข้าใจอย่างคณิตวิทยาศาสตร์ก็จะมีการ search หาทางอินเทอร์เน็ตถ้าไม่เข้าใจอีกก็จะไปโรงเรียนโดยจะติวเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์กลับมาบ้านก็จะตะลุยโจทย์เองและเมื่อรู้เป้าหมายอย่างชัดเจนว่าอยากจะเป็นหมอจึงมีการเตรียมวางแผนแบบรายวันรายสัปดาห์และรายปีโดยใน 1 วันจะต้องอ่านหนังสืออย่างน้อย 3 วิชาตกและวิชาละ 2 ชั่วโมงพร้อมกับทำโจทย์อีก 50 ข้อ สำหรับรายสัปดาห์จะต้องอ่านหนังสือให้ได้ 3-4 บทและมีการตั้งเป้าหมายว่าเดือนนี้จะต้องทำให้ได้เท่านี้เท่านี้และ 3 เดือนก่อนจะต้องจบเนื้อหาทั้งหมดและเริ่มทบทวนอีกรอบ…

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการลงเรียนวิชาที่เลือกไว้สำหรับแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย 4 อันดับโดยมี อันดับ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สุดท้ายน้องเมย์ก็ได้อันดับ 1 คือวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 7 และเป็นโรงเรียนแพทย์ทหารแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย

โดยสาเหตุที่น้องเลิกเรียนมันก็เป็นเพราะว่าพ่อของน้องนั้นอยากจะให้เป็นอาหารไปด้วยและมีการซึมซับจากคอร์สติวตอนมต้นที่มีการฝึกร่างกายฝึกวินัยกับเพื่อนๆจึงทำให้รู้สึกว่าชอบสังคมแบบนี้และเมื่อเข้ามาในพระมงกุฎเกล้าก็ได้เจอกับสังคมที่ตัวเองชอบนั่นเองโดยหลังจากที่รู้ว่าตัวเองตอบติดนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมากแล้วก็รู้สึกดีที่ว่านี่คือสิ่งที่ตอบแทนหลังจากที่พยายามมาโดยตลอดตอบแทนที่ไม่เคยนอกลู่นอกทางตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่รู้สึกตื้นตันใจส่วนพ่อแม่ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากโดยในตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสอบติดหมอเพราะไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีเด็กเรียนกศนแล้วไปสอบติดหมอและเหมือนว่าความหวังมันหายไปหมดแล้วแต่น้องวิทย์ก็สามารถทำให้เป็นที่สำเร็จจนได้

สำหรับใครที่มองว่าการเรียนกศนนั้นมันแยกน้องวิทย์ก็ได้มีการเปิดเผยว่าค่านิยมของสังคมชอบมองว่ากศนเป็นทางเลือกของเด็กที่ไม่มีทางไปและน้องวิทย์ก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเด็กที่เรียนกสนเป็นเด็กไม่ดีและเด็กเกเรทั้งหมด…และมีไม่น้อยที่ระบบการศึกษาไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนการสอนได้จึงทำให้มีใครหลายคนเริ่มมะเร็งกศนเพื่อให้ได้วุฒิและไปเรียนต่อในทางที่ต้องการ

โดยน้องนิดไม่มีการกล่าวทิ้งท้ายพร้อมว่า “ผมอยากจะบอกว่าชีวิตของทุกคนนั้นก็มีปัญหาเหมือนกันหมดคำว่าเล็กหรือใหญ่ของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันสำหรับเรานั้นปัญหาอาจจะเล็กสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็อาจจะใหญ่สำหรับเรา แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ เราจะต้องเลือกสู้ และไม่ยอมแพ้ เมื่อเราเลิกสู้แล้วก็จะต้องค่อย ๆ ใช้สติปัญญา แก้ไขปัญหาเหล่านั้น มีคนรอบสนับสนุนหรือไม่มีแล้วก็ต้องพยายามสนับสนุนตัวเองให้ได้ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นสามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้เพียงแค่เราเชื่อในตัวเองแค่มีความมั่นใจมีความตั้งใจในตัวเองแล้วก็จะสามารถผ่านมันไปได้เพราะทุกปัญหานั้นมีทางออกอยู่เสมอ “

เรื่องจริง จากสาวโรงงาน-คนรับจ้างปรบมือ พลิกชีวิตสู่ ผู้พิพากษาหญิง

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนได้มาดูเรื่องจริงของสาวคนหนึ่งที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคของตัวเองไปพบกับความฝันได้เป็นที่สำเร็จจากสาวโรงงาน ที่ผ่านการทำงานมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นพนักงานเซเว่นหรือคนรับจ้างตบมือแต่เธอนั้นก็ไม่ยอมแพ้เดินทางต่อไปในความฝันที่จะเป็นผู้พิพากษาด้วยความอุตสาหะจนเธอนั้นสามารถพาตัวเองไปสู่ความฝันของตัวเองได้ โดยบุคคลที่เราจะพารู้จักกันในวันนี้นะก็คือคุณ ลัดดาวรรณ หลวงอาจ ผู้พิพากษาสาววัย 37 ปีคนนี้ …

โดยเธอนั้นเป็นเด็กสาวจากทางภาคอีสานเป็นเด็กขี้อาย ไม่สุงสิง กับใคร และติดคุณยาย เป็นอย่างมากเวลาไปไหนมาไหนก็มักจะมีคุณยาย ไปอยู่ด้วยในทุก ๆ ที่ โดยในช่วงของวัยเรียนประถมเธอเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ และมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียน อ่านทุกเล่ม เล่มละหลาย ๆ รอบ โดยชีวิตของเธอนั้นเรียกว่าติดลบ เพราะครอบครัวของเธอไม่มีเงินทองมากมายที่จะส่งเสีย ให้เธอเรียนสูงสูงได้ และหลังจากที่เธอเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ทำให้เธอนั้นไม่มีโอกาสจะเรียนต่อ เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนในชั้นมัธยมศึกษา จนทำให้เธอต้องหยุดเรียน และไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ซึ่งสวนกับความต้องการของเธอเป็นอย่างมาก

และด้วยความที่เธอนั้นถูกคุณยายเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมไม่เคยปล่อยให้ทำงานเธอจึงโตมาทำแบบอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างเรียกได้ว่าถูกเลี้ยงมาเป็นอย่างดีทำกับข้าวไม่เป็น ให้ไปตากแดดตากฝน ก็ทำได้ไม่นาน โดยในตอนนั้นเธอมีความคิดเพียงอย่างเดียวในหัวว่า “ฉันไม่ชอบทำงานเกษตรกรรมเพราะมันเหนื่อยแต่ฉันชอบทำอ่านหนังสืออยากจะเรียนหนังสือสูง ๆ ทำงานดี ๆ ส่งเงินมาให้พ่อแม่” และเมื่อเกิดความคิดเหล่านี้ก็ทำให้เธอค้นขวายที่จะเรียนหนังสือให้ได้โดยเริ่มจากการไปสมัครเรียนกศนทางไกลที่จังหวัดข้างเคียงโดยห่างจากหมู่บ้านของเธอประมาณ 30 กิโลเมตร

และภาพที่ทุกคนมาแต่เห็นคือเด็กหญิงรักหญิงชราคนหนึ่งเดินกันขึ้นเขาทุกวันอาทิตย์ในตอนเย็นและตอนเช้าเธอต้องเดินออกจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตรเพื่อไปขึ้นรถเมล์เพื่อไปเรียนหนังสือทุกๆวันอาทิตย์ส่วนวันอื่นที่เหลือจะกลับมาอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองเธอทำอย่างนี้โดยใช้ระยะเวลานานถึง 1 ปีจนกระทั่งจบวุฒิมัธยมต้นหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นสำเร็จเรียกได้ว่าหนทางการเดินทางไปเรียนนั้นก็ยากลำบากใช่เรื่อง

และเมื่อเธออายุก้าวย่าง 15 ก็คิดการ์ณใหญ่ว่าจะต้องเรียนหนังสือให้ได้ จึงได้ตัดสินใจของพ่อแม่เข้าไปยังกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนต่อ โดยการทำงาน โดยมีเงื่อนไขว่าจะส่งเงินนั้นกลับมาให้ที่บ้านทุกๆเดือน โดยงานแรกที่เธอทำคือเป็นพนักงานโรงงานกระป๋องทูน่า ที่อยู่ในจังหวัดนครปฐม เธอนั้นจำเป็นจะต้องทนกับกลิ่นคาวปลาจนคลื่นไส้ แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพราะคิดเสมอว่าเป้าหมายของเธอที่มาที่การเรียน และจะสานฝันเหล่านี้ให้สำเร็จ ไปทำงาน 6 วันได้ หยุดแค่วันอาทิตย์ 1 วัน โดยวันหยุดวันอาทิตย์นั้น เธอก็จะไปเรียนกศน.และการไปเรียนของเธอในวันอาทิตย์เธอก็ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะว่านั่นคือการพักผ่อนชั้นยอดของเธอ ….

และเมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ ซึ่งเธอก็จะมีความสุขมากเพราะเธอได้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าเล่าเรียนกับค่ากับข้าวเพียงอย่างเดียว จากนั้นเธอก็ย้ายไปทำงานในโรงงานผลไม้กระป๋องและโรงงานทอผ้าแม่ว่าจะทำงานโรงงานแต่ฉันก็ได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ มากมายจากงานเหล่านี้ได้ฝึกความอดทนความไม่ย่อท้อต่อการทำงานหนักและกลายเป็นพื้นฐานอันเข้มแข็ง จึงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆทั้งหลายไปได้แต่การทำงานเหล่านี้นั้นก็ทำให้เธอเห็นอนาคตที่จะเรียนต่อได้สักเท่าไหร่ จึงมีการกลับบ้านไปตั้งหลักและกลับมาสมัครงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์แถวจังหวัดสมุทรปราการแทน…

โดยเธอเริ่มต้นสมัครเรียนที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่โชคร้ายที่โรงงานแห่งนี้มีนโยบายจ้างพนักงานเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น เธอจึงอยู่ในสถานะคนตกงาน และจำเป็นจะต้องพักในเรื่องของการเรียนเอาไว้ก่อนจนต่อมาเธอได้เป็นสาวโรงงานเครื่องแฟกซ์ ที่อยู่แถวบางปะกง แม้ว่าเงินเดือน จะไม่ได้ดีเท่าเดิม แต่ก็ไม่มีวันหยุดเยอะ ทำให้เธอนั้นมีเวลาที่จะวางแผนในการสมัครเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ในครั้งนี้เธอจะสมัครเรียนในคณะนิติศาสตร์ เพราะวิชาพื้นฐานน้อยวิชาหลักในการสอนในชั้นมัธยมศึกษา ก็ไม่มีนักศึกษาทุกคนนั้น จะต้องเริ่มใหม่เท่ากันหมด ดังนั้นจึงตัดสินใจเรียนเข้าคณะนี้…

เธอนั้นรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่เห็นอาจารย์สอนอยู่หน้าห้อง และตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก และจะจดจำทุกอย่างที่อาจารย์สอนและเธอก็ได้อะไรจากที่อาจารย์สอนเยอะมาก แต่ในตอนนั้นเธอก็ต้องประสบปัญหากับการทำงานที่อยู่ไกลกับที่เรียน และทำงานหนักเกินไป ไม่เหมาะแก่การเรียนหนังสือ จึงทำให้เธอตัดสินใจลาออกและสมัครเป็นพนักงานเซเว่นใกล้กับมหาวิทยาลัยแทน และมุ่งมั่นทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และการเรียน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีก็สามารถจบจากคณะนิติศาสตร์ได้เป็นที่สำเร็จจากนั้นก็เข้าเรียนเนติบัณฑิตต่ออีก 1 ปีจนสามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้…

โดยอาชีพพิพากษาสำหรับเธอนั้นเป็นเหมือนชีวิตที่เคยฝันไว้และรู้สึกเหมือนฝันไปที่ได้มาทำเพราะเป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจโดยสิ่งที่ทำให้มีในวันนี้ ก็คือความรักแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ยายและน้องสาว โดยตอนแรกทุกคนจะไม่เข้าใจว่าจะเรียนไปมากมายเพื่ออะไร แต่เมื่อรู้ว่าชอบก็สนับสนุนเท่าที่จะทำได้และในวันนี้ก็มีโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวถวายสัตย์ปฏิญาณได้รับโปรดเกล้าให้เป็นผู้พิพากษาชั้นต้นจึ งเหมือนว่าชีวิตนี้มีเกินกว่าที่เคยวาดฝันเอาไว้เป็นอย่างมาก และทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปในเวลาเก่า ๆ ก็รู้สึกไม่น่าเชื่อเลยว่า เด็กบนดอยคนหนึ่งจะสามารถยืนในจุด ๆ นี้ได้ และจากนี้ไปเธอนั้นก็คิดอยากจะอุทิศชีวิตทั้งหมดทำงานเพื่อให้ประชาชนตลอดไปและดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอย่างเป็นเกียรติและทำหน้าที่การงานด้วยความตั้งใจและเป็นความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล …

โดยจากเรื่องราวการใช้ชีวิตที่ฝ่าฟันอุปสรรคของท่านผู้พิพากษาลัดดาวรรณหลวงอาจนั้นเราเชื่อว่านี่สามารถไปอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่กำลังเดินตามความฝันอย่างยากลำบาก ซึ่งท่านก็เป็นตัวอย่างแห่งความอดทนให้กับสำหรับใครหลายๆคนและคิดว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นจะสามารถทำได้ ถ้าหากเรารู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองมีความพยายามอย่าท้อแท้กับอุปสรรคระหว่างทางรู้จักอดทนฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบข้างมันก็จะทำให้สิ่งเหล่านี้นั้นพาเราไปสู่จุดหมายที่เราวาดฝันเอาไว้ได้

ฉะนั้นความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น …

ตู้เย็นเก่ามีค่าอย่าทิ้ง! นำมาเพาะเห็ดได้ โตไว ออกเยอะ ดอกใหญ่

โดยใครนั้นมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นเก่าอยู่ที่บ้านและไม่สามารถใช้งานได้ครั้นจะซ่อมใหม่ก็ราคาแพงบอกเลยว่าบางทีตู้เย็นเก่าๆเหล่านี้นั้นสามารถนำมาทำใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกันโดยวันนี้เราจะมาชี้แนะแนวทางหนึ่งในการนำประโยชน์จากตู้เย็นเก่ามาใช้โดยนำเป็นที่เพาะเห็ดเพื่อสร้างรายได้ โดยไอเดียดีๆเหล่านี้นั้นเป็นไอเดียจากคุณเอกพารวยแห่งศูนย์วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ศรีเจริญธรรมค่ะ

ซึ่งข้อดีของการเพาะเห็ดในตู้เย็นนั้นก็คือจะสามารถรักษาเนื้อเรื่องของอุณหภูมิและกักเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดีและมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของตู้เย็นอยู่แล้วจึงไม่ยุ่งยากในเรื่องของการรักษาความชื้นเหมือนโรงเรือน ไม่ต้องใช้โรงเรือนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรอีกมากมาย สำหรับวิธีการเพาะก็ง่ายแสนง่ายและได้ผลผลิตผลิตเยอะมีคุณภาพอย่างแน่นอน

โดยตู้เย็น 1 ตู้นั้นจะสามารถบรรจุเห็ดได้ประมาณ 30 ก้อน ซึ่งก้อนเชื้อของเห็ดและจะออกดอกเห็ดให้เก็บเกี่ยวได้นานถึง 3-4 เดือน โดยก้อนเชื้อเห็ด 30 ก้อนนี้ จะให้ผลผลิตน้ำหนักประมาณรอบละ 4-6 กิโลกรัม แล้วแต่สภาพอากาศและความชื้นในขนาดนั้น โดยสามารถนำเห็ดมาขายได้ในกิโลกรัมละ 40 บาท เท่ากับว่าเก็บเกี่ยว 1 รอบ สามารถขายได้ประมาณ 160 บาท ถึง 240 บาทเลยทีเดียว และยิ่งถ้าหากเป็นเห็ดนางฟ้าภูฐาน จะมีราคาขายที่ดีเป็นอย่างมากขายได้กิโลกรัมละ 100 ถึง 120 บาท โดยการลงทุนก้อนเห็ดที่ไว้ใช้ในตู้เย็นต่อตู้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท เก็บเกี่ยวเห็ด 3 รอบก็คืนทุนแล้ว

เห็ดที่แนะนำ และเหมาะสำหรับการนำมาเพาะปลูกในตู้เย็นนั่นก็คือเห็ดนางฟ้าภูฐานเพราะกำลังเป็นที่ต้องในตลาดเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีรสชาติอร่อยและปลูกง่ายเพราะง่าย และขายได้ราคาสูง

ขั้นตอนการเพาะเห็ด

ขั้นตอนที่ 1 นำตู้เย็นเก่าๆซัก 3 4 ตู้มาไว้ใช้ในการเพาะปลูก จากนั้นก็นำเชื้อเห็ดมาเปิดหน้าก้อนเชื้อออกแล้วนำไปเรียงใส่ในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 2 ทำการเอาขวดสเปรย์ฉีดน้ำโดยฉีดครั้งเช้ากลางวันเย็นฉีดไปบนก้อนเห็ดเชื้ออย่าให้มีน้ำเข้าไปในก้อนเห็ด

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กระสอบป่านมาคุมปิดบริเวณปากตู้เย็นเพื่อเป็นการรักษาความชื้นภายในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4 เพียงแค่ไม่กี่วันก็จะมีดอกเห็ดขึ้นมาให้เห็นและไม่กี่สัปดาห์ก็สามารถเก็บเกี่ยวและนำไปรับประทานหรือนำไปขายได้

และนี่ก็คือไอเดียการนำสิ่งเหลือใช้ มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างตู้เย็นที่เหลือใช้ หรือ ใช้งานไม่ได้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้ หรือไว้รับประทานเอง เพราะปลูกกินเองแบบง่ายๆอีกทั้งยังลงทุนไม่มากก็สามารถได้ผลผลิตมากมายได้เช่นเดียวกัน…

เตาประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนสูง ต้นทุนต่ำ ทำได้เองง่าย ๆ

โดยในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาดูวิธีการทำเตาประหยัดพลังงานความร้อนสูง ซึ่งสามารถทำเองได้แบบง่าย ๆ และสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้อย่างสะดวกสบายและประหยัด อีกด้วย เหมาะสำหรับหลายๆคนที่ไม่ต้องการใช้แก๊สอย่างสิ้นเปลือง ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ เพราะให้พลังงานที่แรงเหมือนกัน โดยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้นั้นก็จะเป็นวัสดุเก่า ๆ ที่เหลือใช้นำมาประกอบกัน โดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูสิ่งที่ต้องเตรียมกันเลย…

1.ปี๊บเก่าเหลือใช้

2.ท่อPVC 3 นิ้ว

3.แกลบดิน

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาเอาปี๊บเก่ามาทำการเปิดช่องว่างฝาด้านบนออก และเจาะรูตรงกลางด้านล่างปี๊บให้มีพอดีกับท่อ PVC

ขั้นตอนที่ 2 นำท่อ PVC 3 นิ้วเตรียมมาสวมปิดรูเจาะเอาไว้

ขั้นตอนที่ 3 เทแกลบดินและใส่ให้เต็มจากนั้นอัดให้แน่น

ขั้นตอนที่ 4 ถอดท่อ PVC ออกแล้วยกปี๊บไปไว้บนแท่นก้อนอิฐมอญแดงเพื่อให้ด้านล่างมีช่องว่างให้ลงยอดผ่านใต้เตาได้

ขั้นตอนที่ 5 รองหม้อแล้วจุดไฟเป็นอันเสร็จ

บ่อนี้ไม่กลัวแล้ง! ขุดบ่อแบบไหนให้มีน้ำใช้ตลอดปี

ซึ่งสำหรับชาวเกษตรกรนั้นแหล่งน้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก สำหรับการทำเกษตร เช่นนั้น มันจะดีกว่าไหมถ้าหากชาวเกษตรกรทุกท่านนั้น มีแหล่งน้ำที่ใช้ไว้ในยามหน้าแล้งกัน เพราะบ่อน้ำถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ว่าถ้าหากเราขุดแบบผิด ๆ นั้นก็จะทำให้เราเปลืองทรัพยากรทางธรรมชาติ และไม่มีบ่อน้ำที่มีประสิทธิภาพด้วยซ้ำ

โดยในวันนี้เรานั้นจะพาไปดูวิธีการขุดบ่อน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจากรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ บัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มีการนำเสนอเอาไว้โดยมีหลักการดังนี้…

1.พื้นที่จะขุดจะต้องเป็นบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ

2.ความลึกของสารที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เมตร เพราะถ้าหากลึกน้อยกว่านี้จะไม่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอเพราะน้ำจะระเหยจากบอกทุกๆวันละ 3 มิลลิเมตร

3.ดินที่ขุดขึ้นมานั้นนำมาวางกองไว้บริเวณรอบรอบขอบสระโดยกองให้อยู่ห่างจากขอบสระประมาณ 1-2 เมตรเพื่อให้เป็นที่สำหรับกันดินไหลลงบ่อ

4.กองดินนั้นอยากลองปิดขอบสระจนหมดให้มีพื้นที่พอที่ทำให้น้ำสามารถไหลเข้าบ่อได้ง่ายๆ

5. ควรมีความลาดเอียงในระดับหนึ่งต่อหนึ่งถ้ามีความลึกประมาณ 4 เมตรขึ้นไปต้องมีการขุดตะพักเพื่อป้องกันตลิ่งทรุด ในช่วงที่มีน้ำน้อยในบ่อด้วย

ตัวอย่างบ่อน้ำในแบบต่างๆมาลองดูกันเลย…

เปิดใจลุงผวน หลังถูกประจาน ขโมยข้าวหมา เรื่องจริงที่ลุงไม่มีโอกาสพูด

ซึ่งต่างจากที่ผ่านมาไม่นานนั้นบนโลกออนไลน์ก็มีกระแสเดือด ดาลเป็นอบย่างมากบนโลกออนไลน์หลังจากที่ได้มีFacebook รายหนึ่งได้มีการโพสต์ข้อความว่ามีลุงวัย 66 มาขโมยข้าวหมาที่บริเวณบ่อขยะอำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีซึ่งได้มีผู้โพสต์ได้นำข้าวไปให้หมาในบริเวณบ่อขยะในวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมาจนเกิดกระแสดราม่าขึ้นในโลกบนโลกออนไลน์เป็นอย่างกว้างขวาง

โดยล่าสุดนี้ก็ได้มีการสืบข่าวเข้าไปที่อำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีไปหาโรงที่ถูกกล่าวหาใน Facebook เพื่อสอบถามหาความจริงโดยได้มีพลตำรวจโท กฤษฎา บุญศิริ และ สัตวแพทย์หญิงขนิษฐา ธิติดิลกรัตน์ จากปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีได้มีการเข้าลงตรวจสอบพื้นที่ด้วย ..

โดยคุณลุงวัย 66 ปีมีชื่อว่านายผวน ซึ่งได้มีการเปิดเผยว่าตัวเองนั้นได้อยู่อาศัยในบริเวณที่ดิ นแห่งนี้ เพราะเจ้าของที่ให้มาเฝ้าที่ จึงมีการมาอาศัยเผาถ่าน ทำแค่พอกิน โดยวันที่เกิดเหตุนั้นจะกลับมาที่บ้านลูกสาวเพราะว่าเผาถ่านทิ้งไว้ แต่เมื่อมาถึงก็ปรากฏว่าลืมข้าวสารนะคนไกลที่จะนำมาเลี้ยงหมาที่เลี้ยงไว้ 8 ตัวและแมวอีก 3 ตัวซึ่งมาแถวนี้นั้นก็เป็นหมาที่มาจากบ่อขยะที่เข้ากลุ่มไม่ได้วิ่งตามมาตนจึงเลี้ยงเอาไว้

เมื่อคิดได้ก็จะเดินทางกลับมายังบ้านลูกสาว แต่ผ่านมาทางบ่อขยะ เจอข้าวหมาที่มีคนปลูกข้าวทิ้งไว้ ซึ่งก็เห็นว่าไม่มีหมาตัวไหนกิน และจะกลับไปที่บ้านลูกสาวก็ไกลจึงเอากรอบข้าวหมาที่เหลือข้างทาง เพื่อ จะนำไปเลี้ยงหมาที่บ้านของตัวเอง และจังหวะนั้นก็เจอผู้ชายคนหนึ่ง พรวดพราดเข้ามาต่อว่า ตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งนายผวนก็ไม่ได้ ตอบโต้อะไร เพราะคิดว่าคนที่นำมาเลี้ยงก็นำมาเลี้ยงหมาและหมาก็เหลือกินแล้วเราก็จะนำไปเลี้ยงหมาต่อเขาคงไม่ว่าอะไรแต่พอเจอเข้าจริงๆก็เอาคลิปไปประจาน

ต่อมาสัตวแพทย์หญิงก็ได้มีการนำเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ และทีมปศุสัตว์ชะอำ ที่มาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และทำหมันให้กับ สุนัขและแมวนายผวน เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการแพร่พันธุ์และ ได้มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพูดคุยกับลุง เพื่อสอบถามปัญหาว่าในตอนนี้ลุงอยู่อย่างไร ? และพบว่าลุงวันนั้นยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและทางทีมงานต้องการที่จะช่วยเหลือคุณลุงต่อไป…

ครูปล่อยโฮสงสารศิษย์ ‘ไม่มีเงินเรียนต่อ’ แถมต้องดูแลพ่อไม่สบายหนักเพียงลำพัง

แน่นอนว่าทุกคนนั้น ถ้าหากเลือกเกิดได้ก็อยากเกิดมามีชีวิตที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีร่างกาย มีฐานะและ มีครอบครัว อันแสนอบอุ่นมีคนที่รักเรา อยู่รอบกาย แต่บอกเลยว่าชีวิตของคนเรานั้น จะเป็นอย่างที่คิดไม่ได้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้และต้นทุนชีวิตของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันทางเลือกของต้นทุนทางด้านรูปร่างกายและต้นทุนทางสติปัญญา และฐานะ

และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูชีวิตอันแสนน่าสงสารอีกครอบครัวหนึ่ง ในจังหวัดนครพนม จะพาไปรู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าน้องฟ้า หรือเด็กหญิงหนึ่งฤทัย แซ่ซิ้ม ซึ่งเป็นสาวน้อยกว่า 15 ปี โดยเธอนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยทางบ้านนั้นเธออาศัยอยู่กับพ่อ 2 คน ซึ่งพ่อของเธอนั้นโชคร้ายป่วยเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกระยะสุดท้าย และเธอกำลังหมดอนาคตไม่มีเงินเรียนต่อ จึงวานขอให้คนไทยช่วยกันมอบโอกาสและแสงสว่างให้กับชีวิตของน้องคนนี้

โดยในล่าสุดนี้ทางเพจดังอย่างบุญ… ไม่จำกัดและคณะครูจากศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดนครพนมและเจ้าหน้าที่ได้มีการเข้าไปช่วยเหลือ 2 พ่อลูกโดยน้องฟ้านั้นได้มีการบอกกล่าวกับทีมงานว่าถ้าหากวันไหนอาการอาการมะเร็งกำเริบหน้าของพ่อก็จะบวกไปด้วยหนองและพ่อก็จะปวดและทรมานเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ไม่มีเงินไปหาหมอก็จะใช้วิธีเอาเข็มเย็บผ้ามาเจาะหนอง ที่หน้าออก ซึ่งก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการความเจ็บปวดไม่ได้บ้าง

และนอกจากนี้พ่อเธอซ้ำร้าย มีอาการหูอื้อเวลาจะคุยก็ต้องตะโกนดังๆหน่อยจะได้ยิน แม้ว่าตอนนี้สองพ่อลูกน่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากเพราะพ่อป่วยหนัก แต่ก็ต้องสู้และอดทนไปหางานรับจ้าง ก็จะได้เงินตอบแทนมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอทำเพื่อที่จะให้มีเงินกินในแต่ละวัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีเงินกินข้าวเลยในตอนนี้ทำงานไม่ได้มาเกือบ 2 อาทิตย์ และทำให้บางวันสองพ่อลูกต้องหาซื้อมาม่า มาแบ่งกัน เพื่อกินประทังชีวิต โดยในตอนนี้น้องฟ้าเรียนอยู่ชั้นม 3 ซึ่งน้องนั้นต้องการจะเลี้ยงต่อในระดับที่สูงกว่านี้ แต่ดูแล้วเหมือนทางด้านการศึกษานั้นมืดมน

‘สะพานห้วยตอง’ สะพานเชื่อมต่อเหนือ อีสานที่สวยที่สุด

ถือเป็นอีกหนึ่งสะพาน ที่บอกเลยว่าสวยงามเป็นอย่างมากสำหรับสะพานห้วยตอง ที่ถ้าหากใครลองมามอง ก็ไม่คิดว่าจะมีสะพานที่มีวิวสวยงามแห่งนี้อยู่ในประเทศไทย โดยสะพานแห่งนี้นั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการที่ว่าสะพานพ่อขุนผาเมือง โดยเป็นสะพานที่เชื่อมต่อทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับ ภาคเหนือ เข้าด้วยกันโดยมีระยะทางทั้งหมด 103.4 เมตร โดยสะพานแห่งนี้นั้นมีการก่อสร้างใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 6 ปีโดยเส้นทางตลอดเส้นทางจะมีการลาดยางมีผิวลาดยางกว้างกว่า 7 เมตรหลายทางกว้างประมาณ 1.50 เมตรและวิเคราะห์สะพานมีการเสริมความงามฉีดเหล็กมีตอม่อที่สูงที่สุดในประเทศไทยสูงถึง 60 เมตรละทีเดียว

โดยสะพานเชื่อมแผ่นโลกไปสะพานรัศมีโค้งที่มีการเชื่อมต่อระหว่างภูเขากับพื้นที่ราบและเป็นแนวต่อระยะระหว่างแนวต่อระหว่าง แผ่นอนุทวีปชาน-ไทย และแผ่นอนุทวีปอินโดไชน่าที่บริเวณ หลักกิโลเมตรที่ 39 ที่อยู่บนทางหลวงแผ่นดินสายหล่มสัก -ชุมแพ ถือว่าเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงที่สุดในประเทศไทย โดยบริเวณการสะพานสามารถเห็นทางน้ำ ที่อยู่ข้างใต้ได้อย่างชัดเจน และมีจุดชมวิวที่สามารถเดินเท้าขึ้นชมวิวได้เป็นระยะทาง 200 เมตร สามารถชมภูมิประเทศที่โรงเรียนจัดการส่วนของเปลือกแผ่นโลกได้ นอกจากนี้ในบริเวณแห่งนั้นยังเป็นพื้นที่ป่าบนภูเขา และ ยังพบว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค่อนข้างมงกุฎมาร์เชล ที่หาดูได้ยากในปัจจุบันคือว่า

บอกเลยว่าเป็รอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจในประเทศไทยของเราอีกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ถ้าหากใครนั้น มีความสนใจกำลังมองหาสถานที่เที่ยวหรือผ่านเส้นทางนั้นก็อย่าลืมลองแวะชมวิวสวยๆบนสะพาน กันนะคะ

เปิดชีวิตล่าสุดอดีตพระเอกดัง ‘อู ภาณุ’ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ติดดินมาก ๆ

ซึ่งแน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนช่อง 7 จะต้องตามพระเอกตัวท็อปแห่งวิกหมอชิตคนนี้ ได้นั่นก็คือ อู ภาณุ สุวรรณโณ เรียกว่าเป็นพระเอกอีกคนนึงพี่ไม่ค่อยมีกระแสข่าวเลย แต่กลับมีผลงานการแสดงอย่างมากมายและผลงานแต่เรื่องนั้นก็ทำให้คนดูติดตามและชื่นชมกันเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวน้อยร้อยล้านแก้วตาหวานใจเฉลยบาปและอีกมากมาย

แม้ทุกวันนี้เขาน่าจะไม่ใช่พระเอกแต่ก็ต้องยอมรับว่าในสมัยนี้มีนักแสดงหน้าใหม่ออกมาอย่างมากมายแต่ก็เจ้าตัวนั้นก็ยังมีผลงานการแสดงออกมาให้ชมอยู่เสมอทั้งในบทตัวร้ายหรือตัวรองแต่บอกเลยว่าถ้าหากฝีมือไม่ดีจริงก็คงอยู่ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้และถึงแม้ว่าเขาจะมีงานมากมายและมีชื่อเสียงโด่งดังแต่บอกเลยว่าเจ้าตัวนั้นใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ติดหรู เพราะที่บ้านของเขานั้นได้มีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นแฟนมาเห็นก็ต่างชื่นชมกันอย่างมากมายและวันนี้เราก็จะพาไปชมภาพแห่งความพอเพียงของอูกันค่ะ

น่าสงสารมาก! คุณยาย ขนของหนีน้ำท่วม นอนพักข้างถนน ชาวเน็ตวอนช่วยเหลือ

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สะเทือนใจไม่น้อย หลังจากเมื่อวันที่ 27 กันยายนได้มีเพจ Facebook รายหนึ่งมีการโพสต์รูปภาพของคุณยายท่านหนึ่งโดยเพจนี้มีชื่อว่า วารินชำราบบ้านเฮา อุบลราชธานี โดยมีการระบุข้อความไว้ว่า ….

Admin คะมีคุณยายคนหนึ่งแกหนีน้ำท่วมมาอยู่ในบริเวณข้าง โรงจํานําวารินชําราบมาอยู่หลายคืน แล้วและมีลูกคนนึงติดทหารอยู่ที่ลพบุรี ไม่ได้ขึ้นมาลองสอบถามก็ว่ามานอนแถวนี้ หนีมาหลายคืนแล้วไม่มีข้าวกิน รบกวนช่วยหน่อยนะคะ Admin

ความคิดเห็นจากชาวเน็ต

นายกฯ ประกาศประเทศไทยในปี 2579 จะเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’

โดยในล่าสุดนี้ทางพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีก็ได้มีการเข้าร่วมกับการประชุมสมัชชา สหประชาชาติสมัย สามัญครั้งที่ 74 ณสำนักงานใหญ่สหประชาชาตินครนิวยอร์กสหรัฐอเมริกาในช่วงระหว่างวันที่ 21 ถึง 27 กันยายนโดยในเวลาเมื่อประมาณ 12.05 น.

โดยทางพลเอกประยุทธ์ก็ได้มีการเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้บริหารAsia Society ซึ่งอันได้แก่มาดาม โจเซ็ฟ ซีราน ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร Asia Society คุณทอม นากอร์สกี้ รองประธานบริหาร Asia Society และแขกรับเชิญด้วยหลังจากที่ได้รับประทานอาหารเสร็จสิ้นก็ได้มีการกล่าวในเรื่องของ การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย

รัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มีการมากล่าว ปาฐกถา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีของนายกรัฐมนตรีไทยจึงได้มีการขอบคุณ Asia Society ที่ได้มีการดำเนินบทบาทอย่างแข็งขัน และส่งเสริมความเข้าใจอันดีงามเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างอาเซียนและสหรัฐเป็นระยะเวลานานกว่า 60 ปี และรู้สึกภาคภูมิใจที่ทำประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่รู้สึกเป็นมิตรและมีภาคีสัญญาสัญญาของสหรัฐจึงได้มีความสัมพันธ์ทางด้านวิภาคีไทย- สหรัฐแดงที่สร้างเสถียรภาพนำสู่ความเจริญสู่ภูมิภาค นอกจากนี้ประเทศไทยยังปานาถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของบริบททางโลกซึ่งได้มีการส่งผลต่อเสถียรของสภาพสังคมและสวัสดิการความเป็นอยู่ของประชาชน

และภายใต้ความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติภาพและเสถียรภาพในการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสังคมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นภูมิภาคที่มีการเชื่อมต่อความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเอเชียตะวันออกเอเชียใต้หรือทางฝ่ายสหรัฐโดยในปัจจุบันได้มีการเรียกว่าอินโดแปซิฟิก

โดยได้ว่าเป็นภูมิภาคแห่งโอกาสเพราะว่ามีประชาชนประชากรร่วมกันแล้ว 3 พันล้านคนอาศัยอยู่ในวัยทำงานโดยอัตราการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตหลากหลายสาขาอันสำคัญในครั้งนี้ประเทศไทยจึงดำเนินนโยบายเพื่อการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนอย่างยั่งยืนในประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศนอกภูมิภาคที่ร่วมกันคิดและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทางประเทศไทยและสามารถแสดงบทบาทนำดังกล่าวได้ดีมากยิ่งขึ้น

และในทางนี้ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการกล่าวถึงการพัฒนาประเทศไทยว่าในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้มีการวางรากฐานต่างๆและยังให้ความสำคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องปากท้องของประชาชน และในเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีการปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนนักธุรกิจในทางด้านสังค มโดยทางรัฐบาลมีการประกาศต่อต้านการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ และได้กำกับการดูแลจัดการปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดยมีเป้าหมายคือจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้สูงภายในปี 2579 และมีความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน

โดยการที่ได้เป็นประธานอาเซียนของประเทศไทยในปีนี้ไม่เพียงแต่เน้นการมุ่งสู่อนาคตและเสริมสร้างความเปลี่ยนแปลงการของอาเซียนให้มีความเข้มแข็งแต่ยังต้องการเป็นหลักให้กับภูมิภาคหนังอินโดแปซิฟิก และยังจำเป็นแสวงหาความร่วมมือและสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น กับประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศคู่เจรจาของอาเซียนต่างๆให้ ในภายใต้แนวคิดคือร่วมมือร่วมใจก้าวไกลยิ่งยืน

ตร.ตั้งด่านลอย-ปรับข้างถนน พบเห็นแจ้งเบาะแส ส่งคลิป ลงโทษไม่มีละเว้น

ถึงเวลาอวสานของด่านลอยแล้ว หมดเสียทีกับการโดน ใบสั่ง จากด่านลอย ในข้อหามั่ว ๆ โดนเปรียบเทียบ เสียเวลาไปกับข้างถนนแบบไม่รู้จบ!!! เพราะในตอนนี้โต๊ะเปรียบเทียบปรับค่าถนนกับพนักงานสอบสวนนที่ตรวจสอบไม่ได้ ก็จะมีการจัดตั้งแจ้งข้อหาเจ้าหน้าที่พนักงานจราจรในความผิดของจราจร หากพนักงานจราจรใช้อำนาจเกินหน้าที่เพราะ มีอำนาจในการปฏิบัติได้เพียงแค่ 2 กรณีเท่านั้น หลังจากการแจ้งข้อหานั้นก็คือ ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวหรือออกใบสั่งแล้วปล่อยตัว

แต่สิ่งที่ทำไม่ได้นอกเหนือจากนี้ก็คือการเปรียบเทียบปรับที่อ้างว่าเป็นการดำเนินความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ได้ด้วย ม141 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมีการบัญญัติวิธีการเลือกคดีไว้ชนิดที่ว่าสะดวกกว่าจ่ายค่าปรับข้างถนนเป็นไปได้ตามกฎหมายเพราะข้างถนนนานไม่มีกฎหมายรองรับและง่ายต่อการทุจริตเป็นอย่างมาก

โดยพนักงานสอบสวนได้ทุกท้องถิ่นมีอำนาจเปรียบเทียบปรับต่อทุกๆความผิดในความผิดจราจรที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นการขยายอำนาจในการสอบสวนพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ทั่วประเทศถือเป็นการยุติในทุกข้อพิพากษาข้าถนนเพื่อนำไปสู่กระบวนการถูกต้องตามกฎหมายรับใบต่างด้าวสามารถยุติคดีหรือต่อสู้คดีได้ทั่วประเทศไม่จำเป็นต้องทะเลาะทะเลาะกับใครที่ข้างถนนอีกแล้วเพราะเป็นภาพไม่น่าดู

โดยถ้าหากใครพบเห็นก็สามารถแจ้งดำเนินคดีในกรณี ที่มีการจับปรับ โดยหากใครพบเห็นนั้นก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาเสียเวลากันสักนิด เพื่อให้ได้ประโยชน์จากข้อกฎหมายให้มากที่สุดโดยในทางนี้ถ้าประชาชนคนไหนพบเห็นว่ามีการตั้งด่านลอยก็สามารถถ่ายภาพและคลิปส่งมาทางช่องทางดังต่อไปนี้เพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนคำสั่งและไม่มีการละเว้นแม้ว่าจะเป็นตำรวจชั้นไหนก็ตามโดยสามารถส่งข้อมูลหลักฐานมาได้ทางช่องทางต่อไปนี้

-Facebook รายงานสถานะภาพ การจราจรตำรวจ

-โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

– Twitter @Poltrafrepost

-โทรหมายเลข 1197

ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาเพื่อต่อต้านการทุจริตของเจ้าหน้าที่พนักงานกันนะคะ

เปิดรับสมัครพนักงาน ‘ลาซาด้า เอกเพรส’ ไม่จำกัดวุฒิ รายได้ 45,000 บาท

โดยในตอนนี้ถ้าหากใครนั้นกำลังมองหางานอยู่แล้วเราก็เราก็อยากจะแนะนำสถานที่ 1 เพราะในตอนนี้เขากำลังเปิดรับพนักงานอยู่ในตอนนี้ทางบริษัทของ Lazada Express ในเครือลาซาด้าโดยมีการทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่จัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วจะสามารถเชื่อถือได้เป็นอย่างดี และได้รับความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยในตอนนี้ทางบริษัทแห่งนี้นั้นจะได้มีการเปิดรับสมัครพนักงาน 2 ตำแหน่งด้วยกันนั่นก็คือ

1.รถกระบะส่งสินค้าเป็นกระบะตอนเดียวสีขาวตู้ทึบ

2.รถจักรยานยนต์ส่งสินค้า

คุณสมบัติ

-ไม่จำกัดเพศ

-อายุ 18 ปีขึ้นไป

-ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

-ไม่มีรอยสักนอกร่มผ้า

-มีรถกระบะตอนเดียวหรือมอเตอร์ไซค์มีใบอนุญาตขับขี่แล้วจะต้องจดทะเบียนไม่เกิน 7 ปีสำหรับรถที่จะเข้าร่วมหากไม่มีรถทางบ. ก็จะมีโครงการพิเศษช่วยท่านออกรถร่วมวิ่งกับเรา

-รักงานบริการ

-มีความขยันซื่อสัตย์อดทนพร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆเสมอ

-รู้เส้นทางชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี

-สามารถทำงานวันจันทร์ถึงเสาร์ได้

-ยินยอมให้ตรวจประวัติอาชญากรรมก่อนเริ่มงานหากใครเคยติดประวัติก็จะทำเป็นตัวสำรอง

ขั้นตอนการสมัคร

1.สามารถสมัครผ่านทางเว็บไซต์ได้ Lex.in.th เท่านั้น

2.กรอกข้อมูลแล้วรูปให้ครบทุกช่องไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถสมัครได้

3.รอ จนท. ติดต่อกลับภายใน 3-5วัน ไม่นับวันหยุด

เอกสารที่ต้องเตรียม

-รูปถ่ายรถ

-รูปถ่ายสมุดทะเบียนรถ

-อีเมลที่ใช้สำหรับการติดต่อ

-รูปถ่ายพรบรูปถ่ายใบขับขี่ด้านหน้า 1 รูป หลัง 1 รูป

-รูปถ่ายบัตรประชาชนด้านหน้า 1 รูปด้านหลัง 1 รูป

จังหวัดที่ได้มีการเปิดศูนย์กระจายสินค้า

ภาคกลาง

กรุงเทพฯ/ปทุมธานี/นนทบุรี/สมุทรสาคร/นครปฐม/สระบุรี/อยุธยา/ราชบุรี

ภาคตะวันออก

ชลบุรี/ฉะเชิงเทรา/ระยอง

ภาคใต้

สงขลา/สุราษฎร์ธานี/ภูเก็ต

ภาคอีสาน

นครราชสีมา/ขอนแก่น

ภาคเหนือ

ลำพูน/ลำปาง/เชียงใหม่

เอกสารที่ใช้ในการสมัครงาน

-รูปถ่าย 1 นิ้ว

-บัตรประชาชน

-สำเนาบัตรทะเบียนบ้าน

-สำเนาการศึกษา

-สำเนาใบขับขี่

-สำเนาใบเกณฑ์ทหารสำหรับผู้ที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว

-สำเนาหนังสือจดทะเบียนรถ

-สำเนาพ. รบและสำเนาป้ายวงกลม

-สำเนาประกันรถ

-รูปถ่ายรถ

-ผลประวัติอาชญากรรมออกโดยสำนักงานตำรวจ

-เอกสารผู้ค้ำประกัน

โดยสำหรับใครที่ไม่มีรถยนต์ไม่ตรงตามเงื่อนไขตามบริษัทได้วางเอาไว้ก็สามารถเข้าร่วมโครงการ ovp ในการออกรถร่วมกันใหม่กับทางบริษัทได้ซึ่งจะเริ่มลดคือ Isuzu หรือ Toyota โดยทางลาซาด้าจะเป็นตัวกลางในการประสานงานให้กับดิลเลอร์ในเรื่องของการออกรถโดยการออกรถนะจะต้องออกเป็นชื่อของผู้สมัครโดยหากยื่นกู้ไฟแนนซ์ไปแล้วมาอนุมัติทางบริษัทลาซาด้าก็ไม่สามารถว่าจ้างงานในครั้งนี้ ได้โดยสิทธิ์การดาวน์รถ 0 เปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยต่ำผ่อนงวดเดือนละหมื่นบาทถึง 10,000 บาทจำนวน 60 งวดและมีสัญญาจ้างงานกับบริษัทลาซาด้าเป็นระยะเวลานานกว่า 5 ปีโดยมีรายได้เหมาจ่ายได้ เหมาจ่ายวันละ 1600 + รายได้พิเศ๋ึษค่ากล่ิง ้เฉลี่ยตกเดือนละ 42,000-45,000

หัวใจไม่ยอมแพ้! นักเรียนช่างครึ่งท่อน สู้ชีวิต ขอโอกาสได้ฝึกงาน โซเชียลเเห่ให้กำลังใจ

หากในตอนนี้ใครกำลังท้อแท้ในชีวิตหาหนทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาพบกับบุคคลสู้ชีวิตอีกคนหนึ่งซึ่งบุคคลสู้ชีวิตคนนี้ก็คือนักศึกษาในระดับชั้นปวชปีที่ 2 โดยตัวเขานั้นได้ออกมาโพสต์บนโลกโซเชียลขอโอกาสฝึกงานช่างยนต์ในอู่หรือศูนย์ซ่อมต่างๆและทำให้มีชาวโซเชียลต่างเข้ามาให้กำลังใจเป็นอย่างมาก

พอจะมีร่างกายไม่ครบสมบูรณ์เหมือนคนอื่นมีเพียงแค่ครึ่งท่อนแต่เขาก็ไม่ย่อท้อหาหนทางเดินให้กับตัวเองจึงทำให้มีผู้คนต่างเข้ามาอวยพรให้พบประสบความสำเร็จและในส่วนทางด้านของอาจารย์ฝึกงานก็ได้มีการระบุถึงบุคคลนี้ว่านายชาตรีเป็นเด็กที่ขยันอดทนแม้ร่างกายจะไม่ครบ 32 แต่กำเนิดแต่ก็มีความตั้งใจในเรื่องของการใฝ่เรียนใฝ่รู้เป็นอย่างมาก

โดยเขาได้มีการโพสต์ผ่านข้อความผ่านทางกลุ่มหางานเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการระบุข้อความไว้ว่า “สวัสดีครับผมชื่อต๊อด ตอนนี้ผมเรียนอยู่ช่างยนต์แล้วเดือนตุลาคมนี้ต้องไปฝึกงานตามอู่หรือศูนย์บริการซ่อมล่ะครับ แต่ผมอาจจะไม่เหมือนช่างซ่อมทั่วๆไปเพราะมีเพียงแค่ครึ่งท่อ นไม่ทราบว่าพอจะมีอู่หรือศูนย์บริการซ่อมที่ไหนสามารถรับผมไปฝึกงานได้มั่งขอเป็นอู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ แฮ็กแท็กตามหาที่ฝึกงาน


โดย ต๊อด เรียนอยู่ที่วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่และหลังจากที่ข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีผู้คนต่างแห่เข้ามาให้กำลังใจและอวยพรให้ประสบความสำเร็จโดยในก่อนหน้านี้ทางอาจารย์นั้นก็ได้มีการพยายามหาสถานที่ฝึกงานให้กับน้องแต่ด้วยร่างกายที่ไม่เหมือนคนอื่นจึง ทำให้บริษัทต่างๆ ต่างกังวลในเรื่องของอุบัติเหตุเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเขานั้นจะไม่ครบ 32 เหมือนคนอื่นแต่ก็เป็นคนที่ดีและเรียนดีเลือกซื้อเผื่อแผ่ขยันขันแข็งพออยู่บ้านก็ช่วยแม่ขายของในวันหยุดที่ตลาดนัด

โดยปกติแล้วต๊อด มักจะมีรถพับคันเล็กๆเป็นรถเข็นให้ตัวเองได้สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้สะดวกและจะพับเก็บใส่มอเตอร์ไซค์ดัดแปลงของตัวเอง โดยทางวิทยาลัยได้มีการจัดหาที่พักเพื่อลดการเดินทางและลดความเสี่ยงที่จะต้องเดินทางกลับบ้านในระยะไกลนอกจากนี้ต๊อดยังเป็นเด็กที่สนใจในเรื่องของงานช่างยนต์ และถนัดในเรื่องของการซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นอย่างมาก ส่วนรถยนต์นั้นอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความสูงและความยาวของตัวรถแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนรู้และจะพยายามทำงานทุกอย่างให้ได้เป็นอย่างดี

ชื่นชม! ‘เหริน เจิ้งเฟย’ เจ้าของหัวเว่ย แม้รวยแค่ไหนแต่ใช้ชีวิตสุดติดดิน

แน่นอนว่าใครหลายๆคนนั้น จะต้องรู้จักกับมือถือ Huawei กันเป็นอย่างดีซึ่ง Huawei นั้นเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์มือถือ และสิ่งต่างๆ สัญชาติจีนโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่เมืองเซินเจิ้นโดยในปัจจุบัน ถือเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตั้งงานโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในปีค. ศ. 2012

โดยเจ้าของบริษัท Huawei นั้นมีชื่อว่า หยิ่มเจี๊ยฮุย โดยถึงแม้ว่าตัวเขานั้นจะร่ำรวยแต่เขาก็ยังใช้ชีวิตติดดิน เพราะในปี 2017 เมื่อตอนที่เขาอายุ 72 ปีได้มีการเข้าแถวรอขึ้นรถแท็กซี่กลางดึกเพียงคนเดียวที่บริเวณสนามบินหงเฉียวในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยได้มีคนแอบถ่ายรูปเอาไว้ โดยหลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็ทำให้เสี่ยงต่อปลั๊กผ่านทางโลกโซเชียลนั้นต่างชื่นชมกันเป็นจำนวนมาก

และนี่ก็ไม่ใช่เพียงครั้งแรกที่แสดงถึงความติดดินเพราะในปี 2012 ก็มีคนถ่ายรูปในขณะที่ท่านกำลังขึ้นรถโดยสารขึ้นเครื่อง โดยใส่เพียงแค่เสื้อเก่า ๆ และหิ้วกระเป๋าเก่า ๆ จนเป็นสีเหลืองพร้อมแสดงความนอบน้อมถ่อมตน ที่เป็นถึงมารยาทอันงดงาม ทั้งๆที่ตัวเองนั้นเป็นถึงนักธุรกิจระดับโลก แต่ก็ไม่ใช้สิทธิ์อภิสิทธิ์มากกว่าใครคนอื่นจนทุกวันนี้เขาก็ไม่มีรถประจำตำแหน่งแต่อย่างใด

ด้วยคำพูดติดปากที่เขามาจะพูดอยู่เสมอว่า 1 ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 2 การแข่งขันคือคือต้นทุนอย่างนึง 3 ต้องอุดหนุนคนที่ทำงานได้อย่างยากลำบาก โดยเขาได้มีการห้ามให้ลูกน้องนั้นอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับตัวเอง

โดยในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบ 4G ของยุโรป Huawei ก็มีสัดส่วนในการลงทุนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมานี้ภายใน 15 ปีบริษัท Huawei เพื่อทำเงินจากทั่วโลกเข้าบริษัทได้ถึง 2.3 ล้านหยวนหรือได้รับเงินจากต่างชาติมากถึง 70% และทำให้ในปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ได้มีการผลิตโทรศัพท์มือถือที่โดนใจ กับผู้ใช้หลาย ๆ คน และมีผลประกอบการเพิ่มมากขึ้นในขณะหลายๆยี่ห้อนั้นก็เริ่มตกต่ำลงด้วยเขานั้นไม่เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แต่เป็นการกระจายหุ้นของบริษัท 98.5 เปอร์เซ็นต์ให้กับพนักงานของตัวเองและตัวเองมีเพียงหุ้นแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เพราะเขาได้เล็งเห็นว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นการที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลก็เกิดจากการปั่นตัวเลขเท่านั้น เพราะในความจริงแล้วมนุษย์นั้นต้องเริ่มธุรกิจบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงเพราะการปั่นเงินจากตลาดหุ้นไม่ช่วยในเรื่องของการพัฒนา อะไร ฉะนั้นเขาจึงไม่ยอมให้บริษัทของเขาเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อย่างเด็ดขาดจึงทำให้พนักงาน Huawei ทุกคนนั้นมีส่วนร่วมกับบริษัทโดยเงินทุกๆอย่างที่เข้าบริษัทเปรียบเสมือนทุกคนได้ส่วนแบ่งไปและทำให้เขามีเกราะคุ้มกันสำหรับข้างหน้าและมีแรงหนุนสำหรับข้างหลัง

แม้จะเป็นถึงมหาเศรษฐีแต่เขาก็ทำตัวธรรมดาสามัญชนเป็นอย่างมากเพราะในวัย 72 ปีนี้เขาไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุรกิจไม่เข้าหานักการเมืองและปฏิเสธการเข้าร่วมกิจการข้าราชการทุกระดับแม้จะรวยมหาศาลแต่ก็ขับรถแค่มือสองราคาไม่เกิน 100,000 บาทหรือราคาไม่เกิน 5 แสน บาทไทยใช้ส่วนลดนานสตาร์ทไม่ติดจึงได้เปรียบไปซื้อ BMW 730i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 5 ล้านบาทไทย เพราะเขาคิดว่านี่เป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองที่สุดของเขาแล้ว

นอกจากนี้เขานั้นยังสามารถนำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศจีนได้อย่างมหาศาลถึง 6.6 ล้านล้านบาทเสียภาษีให้กับรัฐบาลจีนแบบเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวทำให้ประเทศจีนได้รับค่าภาษีถึง1.6 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ชีวิตของเขานั้นก็ยังมีการให้บทเรียนในการใช้ชีวิตถึงการก้าวย่างของการเป็นมหาเศรษฐีแสนล้านบาทโดยมีบทเรียนดังนี้

1. ใช้ระบบการเป็นเจ้าของร่วมกัน

ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทใหญ่ๆนั้นมักจะใช้อำนาจและห่วงแหนอำนาจของตัวเองเอาไว้ให้อยู่ในมือของตัวเองเป็นซะส่วนใหญ่แต่ตรงข้ามกับบริษัทแห่งนี้เขาใช้ระบบให้พนักงานทุกคนสามารถเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของร่วมกันได้โดยทั้งๆที่เจ้าของเองนั้นมีผู้สวมเพียงแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นและเปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ถูกแจกจ่ายให้กับพนักงานภายในบริษัทซึ่งถือหุ้นบริษัทเอาไว้ทั้งหมด 64 เปอร์เซ็นต์

2.ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

บริษัท Huawei นั้นมีนโยบายในการการเงินจำนวน 80% ของทุกๆปีเพื่อนำไปลงทุนในส่วนของ r&d ในปี 2017 ก็ได้มีการรายงานว่าทางบริษัท Huawei ได้มีการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆโดยใช้เงินจำนวนทั้งหมด 13.8 พันล้านเหรียญฯ และเหตุนี้เองทำให้บริษัทแห่งนี้มีสิทธิบัตรในการครอบครองอยู่ในมือนับพันรายการ

3.ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

ด้วยหลังจากที่ก่อตั้งบริษัท Huawei นั้นเจ้าของบริษัทไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออะไรเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Production หรือเซลล์หรือ Profitหรือแม้กระทั่งประวัติความเป็นมาของตัวเองหรือว่าประวัติความเป็นมาของบริษัทก็ตามโดย มีการยึดหลักการที่ว่าพูดน้อยแต่ทำเยอะจึงทำให้เขานั้นมุ่งมั่นในเรื่องของการทำงานอย่างหนักมากกว่าจะมาคอยกังวลในการหาคำตอบที่จะตอบสื่อ

4.การเริ่มต้นธุรกิจด้วยความไร้เดียงสา

ก่อนหน้าที่ทางบริษัท Huawei จะทำมาทำธุรกิจเกี่ยวกับคนอาคมนะจะได้ทำมาค้าขายหลายอย่างมากเพื่อทำให้บริษัทนั้นสามารถอยู่รอดได้ขนาดขายยาลดความอ้วนก็เคยขายมาแล้วและได้มีการเล็งเห็นถึงโอกาสและอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจนี้แน่นอนว่าพวกเขาไม่รอช้าจึงได้ก้าวกระโดดเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ และถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นเพราะในตอนนี้อุตส่าห์กรรมนี้นั้นมีคู่แข่งรายใหญ่ๆ นักหนาทุนเยอะเป็นจำนวนมาก แต่ในเมื่อเข้ามาแล้วเขาก็ลุยไปข้างหน้าอยากตั้งใจ

5. คิดใหม่ทำใหม่

โดยบริษัทของ Huawei นั้นได้มีการตัดสินใจเข้าสู่อุตสาหกรรมคมนาคมอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังเลือกได้ว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายระบบตู้สาขาโทรศัพท์ที่เรียกกันว่า pbx ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์ภายในองค์กร โดยจะมีหมายเลขประจำสำนักงานของตัวเองเพื่อเอาไว้ติดต่องานภายในและภายนอกองค์กรอย่างเป็นระบบและระเบียบ จึงได้มีการเข้าไปเจรจากับบริษัทของฮองกง ซึ่งมีคุณภาพที่ดีและราคาถูกกว่าเจ้าอื่นและด้วยความที่ Huawei นั้นจับธุรกิจนขายมาอย่างสารพัด ทีมงานจึงมีความเชั้ยววชาญและมั่นใจเป็นอย่างมากในเรื่องของการขายจึงทำให้คนในทีมจัดตั้งทีมขายเพื่อมาบุกตลาด โดยใช้เวลาเพียงแค่ปีแรกเท่านั้นก็สามารถสร้างยอดขายได้แล้วมากกว่า 1 ล้านบาทจนต้องเพิ่มพนักงานเข้ามาบริษัทกว่า 100 คนขายดีถึงขนาดที่ว่าบริษัทแม่ของฮ่องกง ผลิตส่งของให้ไม่ทันกันเลยทีเดียว และนอกจากนี้เขาให้ความสำคัญของการบริการหลังการขายเป็นอย่างมากเพราะเขารู้ดีว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายเยอะลูกค้าเยอะนั้นไม่สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอนฉะนั้นในขณะที่ Huawei นั้นเป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆแต่ก็สามารถดูแลลูกค้าหลังการขายได้เป็นอย่างดี

6.ปรับปรุงแผนธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

โดยบริษัท Huawei นั้นไม่ได้เป็นบริษัทเกิดมาเพื่อบริษัทสำหรับโทรคมมนาคมตั้งแต่แรกแล้วแต่ว่าทางเจ้าของบริษัทเองนั้นได้มองหาช่องทางและโอกาสเมื่อพบเขาก็จะลุยในทันทีโดยรูปแบบของบริษัท Huawei นั้นเปลี่ยนไปตามโอกาสและกาลเวลา

7.เป็นบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนเจ้าแรกที่สามารถ Go Inter ไปยังต่างประเทศได้

โดยเรียกว่ายอดขาย 2 ใน 3 ของบริษัท Huawei นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลักหากเปรียบเทียบกับบริษัทระดับโลกจาก Amazon Google หรือไม่ Alibaba ก็เรียกว่า Huawei นั้นเป็นบริษัทที่เข้าถึงต่างประเทศใดมากที่สุด

8.ลูกค้าคือคนที่สามารถทำให้ธุรกิจนั้นเดินต่อไปได้

จะเรียกว่าลูกค้าคือพระเจ้าก็คงไม่ผิดมากนักเพราะทางบริษัทหัวเว่ยหน้าใส่ใจในเรื่องของการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะเขาคิดว่าถ้าหากไม่มีรูปเขาทำให้พวกเขานั้นไม่สามารถเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้ซึ่งจะตรงข้ามกับทางบริษัทแอปเปิ้ลที่ยึดตัวกับบริษัทของตัวเองเป็นศูนย์กลางในขณะ Huawei ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

9. เทคโนโลยีทันสมัยและเป็นมาตรฐานระดับสากลโลก

ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ทางบริษัท Huawei นั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนเพราะทางบริษัทได้กลายเป็นบริษัทเจ้าแรกที่สามารถสร้าง ชิฟเซ็ตระบบ 5G ได้ก่อนใครในโลกภายใต้ชื่อของ Balong 5G01 โดยข้อดีของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้กอดใครนะทำให้พวกเขาสามารถแจ้งจดสิทธิบัตรในเทคโนโลยีต่างๆเหล่านั้น

10.ใส่ใจและเข้าใจคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

โดยบริษัท Huawei สามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้ถึงมากกว่า 170 ประเทศ ทั่วโลก และเขานั้นก็ได้เข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้าในพื้นที่แต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการเข้าไปคุยกับลูกค้าในท้องถิ่นจริงว่าพวกเขานั้นกำลังประสบปัญหากับอะไร เมื่อทราบก็จะมีการปรับระบบ สร้างระบบ ในปริมาณที่ลูกค้านั้นสามารถจ่ายไหว จึงทำให้สินค้าของ Huawei ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทั่วโลกและทำให้บริษัทนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากชีวิตติดหนี้ 2 ล้าน เหลือเงิน 700 บาท พลิกชีวิตสู่เศรษฐีเงินล้าน เจ้าของร้านบ้านแกะปู

ในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาดูวัยรุ่นคนหนึ่งที่สามารถสร้างตัวเป็นที่สำเร็จได้จากการประยุกต์เอาสิ่งรอบข้างมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยชายคนนี้นั่นก็คือคุณกอล์ฟหรือ สราวุธิ ก๊อใจ วัย 28 ปีซึ่งในอดีตนั้นครอบครัวเขายากจนมาก่อนโดยเขาได้มีการเปิดเผยว่า

ครอบครัวของเขานั้นไม่ได้สมบูรณ์เพราะพ่อแม่แยกทางกันจึงทำให้แม่นะกลายเป็นเสาหลักของบ้านคอยทำงานเลี้ยงลูกอยู่เสมอรวมถึงตาและยายที่คอยเลี้ยงดูหลาน และแน่นอนเมื่อมีปากท้องก็ทำให้แม่นั้นมีหนี้สินจำนวนกว่าล้านบาท จึงทำให้ชีวิตครอบครัวนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องคอยหลบหนีเจ้าหนี้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลังจากเคลียร์ไม่ได้เพียงแค่ 1 เทอมเขาก็รู้สึกได้ว่าแม่เขานั้นไม่สามารถไหวในเรื่องของการ support เงินทองได้อีกต่อไปและทำให้แม่นั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่เพราะมีสภาวะหนี้สินล้นตัวจึงทำให้เขานั้นตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยและหาเงินมาช่วยให้แม่ปลดหนี้ให้ได้

โดยกอล์ฟนั้นเรียกว่าทำแทบทุกอย่างที่จะสามารถรับจ้างทำได้ไม่ว่าจะเป็นรับจ้างเก็บร้านรับจ้างขนน้ำรับจ้างทั่วไปรับจ้างวิ่งรถแต่แน่นอนว่ารายได้จากการรับจ้างนั้นก็ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้จนกระทั่งวันหนึ่งเขานั้นเกิดความคิดว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นจึงมีการวางแผนขายของในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ขายดีที่สุดจึงนำของทุกอย่างในบ้านของใช้จำเป็นต่างๆไปจำนำและยืมเงินมาได้เป็นจำนวนทั้งหมด 170000 บาท จากนั้นก็นำเงินไปซื้อปลาหมึกมาขายแต่ความโชคร้ายปลาหมึกที่ซื้อมานั้นไม่สด จึงทำให้เขาหาวิธีโดยการนำเกลือและน้ำแข็งมาประคบทำให้ปลาหมึก แข็ง จากนั้นขายไม่เกินชั่วโมงก็ขายหมด เพราะเทศกาลปีใหม่นั้นสามารถขายได้กำไรดี ซึ่งสามารถสร้างรายได้เกือบ 500,000 จึงนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือแม่ในการปลดหนี้บางส่วนออกไปได้

แต่ก่อนที่เขาจะมาขายนะที่เขาก็คิดจะ ซื้อแฟรนไชส์มาขายมันฝรั่งทอด แต่เงินก็ไม่พอจึงทำได้เพียงแค่หาทำเลดีๆในการขาย เพราะในช่วงนั้นมันเกลียว ฮิตมากในตอนนั้น จีงเอาไปขายตามหลังมหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีนักศึกษาก็ชอบมาซื้อกัน โดยรายได้วันนึงนั้นสามารถได้ประมาณ 800 บาทและวิ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างรับจ้างเก็บร้านอะไรหลายๆอย่าง

พอเข้าสู่ช่วงหน้าเทศกาลอย่างสงกรานต์อีกครั้งหนึ่งเขาก็นำของทะเลมาขายโดยครั้งนี้เขาก็สามารถปลดหนี้ได้เป็นทั้งหมดและเรียกว่าจากความมานะในการทำงานบวกกับที่แม่ยังขายของอยู่จนทำให้เขานัดสามารถปลดหนี้ในระยะเวลา 1 ปี และกลับไปเรียนหนังสือทันพร้อมเพื่อนและสามารถเรียนจบและรับปริญญาพร้อมเพื่อนได้ด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าการปลดหนี้หลักล้านในครั้งนี้และการควว้าปริญญาให้แม่นั้นทำให้เขานั้นโล่งเหมือนได้ชีวิตใหม่ และหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาเขาก็ต้องการที่จะสร้างอนาคตของตัวเองและครอบครัวจึงได้มีการตั้งต้นประกอบธุรกิจ โดยต่อยอดจากสิ่งที่ครอบครัวเคยทำไว้ สิ่งนั้นก็คือการขายอาหารทะเล โดยจับปัญหาของคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลอย่างปูที่สามารถแกะได้ยากและมีใครหลายคนก็แกะเนื้อปูไม่เป็นจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งธุรกิจเนื้อปูแกะพร้อมรับประทานแต่ควรจะตั้งหลักได้นั้นก็อยากกอด

โดยเริ่มแรกเขานั้นได้ไปเจอเจ้าหนึ่งที่ขายเนื้อปูแกะจึงได้มีการหาข้อมูลว่าเจ้านี้รับเนื้อปูมาจากใคร จนกระทั่งได้เบอร์โทรสอบถามเจ้าของโดยตรงว่าอยากรับปูมาขาย จึงมีการตกลงต่อรองราคากันแต่ต่อรองได้เพียงแค่ 10 บาทเขาก็วางสายไปจากนั้นจึงมาหาเรือประมงขอซื้อปูจำนวน 1 กิโลกรัมจากนั้นก็เอามานึ่งและแกะขายโดยการเปิดดูผ่านทาง YouTube ถึงการวิธีแกะเมื่อแกะเสร็จแล้วก็นำจัดเรียงใส่กล่องให้ได้ดูเยอะโดยในครั้งแรกที่ขายนั้นใช้เวลากว่าครึ่งวันถึงจะขายได้แต่ก็กลับได้กำไรดี

และอีกครั้งนึงเขาก็สามารถไปซื้อเนื้อปูที่เรือ 3 กิโลกรัมและเอามานั่งแกะเรียงตามเดิมมีการใส่น้ำจิ้มเพิ่มและถ่ายรูปลงโซเชียลซึ่งทำให้มีคนสั่งปูเขาผ่านทางออนไลน์ จนเป็นจุดตั้งมั่นว่าเขานั้นจะขายปู โดยมีการตั้งจุดเริ่มต้นสั่งปูมาประมาณ 80 กิโลเมตรทำบ่อพักปูหมดเงินลงทุนประมาณ 40,000 บาท แต่แล้วก็คว้าน้ำเหลวเพราะเลี้ยงไม่ถูกวิธีปูตายหมด

ไม่ย่อท้อเขาก็ได้มีการ search หาข้อมูลว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถดูแลปู ได้ จึงสามารถหาที่มาของการเลี้ยงปู ได้ไปที่สำเร็จและสั่งปู มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะมีปูเนื้อแน่น โดยช่องทางการขายนั้นก็จะมี 4 ช่องทางคือ ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ ขายส่งให้กับร้านค้าชื่อดังในบางแสนและขายอยู่หน้าร้านบริเวณอ่างศิลา เขานั้นโดยกว่าที่เขานั้นจะสามารถขายได้ทุกวันนี้เขานั้นต้องลงทุนทุกอย่างไปอย่างมากมายและต้องลงทุนขายโดยไปขายตามร้านต่างๆจนสามารถเปลี่ยนจากความท้อแท้ให้กลายเป็นกำไรได้ประมาณ 24,000 บาท

และในช่วงที่ทำในช่วงแรกนั้นเขาว่าตั้งมั่นว่าจะนำปูของเขาไปขายตามร้านอาหารให้ได้เมื่อเขาลองปรากฏว่าทั้ง 10 ล้านมีรับเพียงแค่ 2 ร้านแต่ทุกวันนี้ที่ 20 ร้านในบางแสน ใช้ปูของเขาหมดเลยโดยตอนนี้เขาสามารถขายได้ต่อเดือนประมาณ 7 หลัก แล้ว

แล้วเมื่อเขามี เขาก็มีการมอบช่วยเหลือให้กับผู้อื่น โดยเขามีการตั้งปณิธานกับตัวเองว่าถ้าหากวันไหนตัวเองนั้นลืมตาอ้าปากได้เขาก็จะช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยเขามีการหักเงินหลังจากที่จ่ายให้กับพนักงานก็นำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยสังคมไปช่วยเหลือต่างๆด้วยทำอย่างนี้มานานกว่า 10 ปีอันนี้ก็คือเรื่องราวของกอล์ฟเจ้าของธุรกิจ ร้าน บ้านแกะปู ที่เรียกว่าที่เรียกได้ว่ากว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้นั้นก็ต้องใช้ความพยายามมากเลยทีเดียว

ชีวิตพลิกผัน จากเด็กเลี้ยงควาย สู่มหาเศรษฐีหมื่นล้าน

โดยวันนี้เรานั้นจะพาทุกคนไปดูชีวประวัติของมหาเศรษฐีหมื่นล้านหรือผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทตะวันออกโปลีเมอร์อุตสาหกรรมธุรกิจผลิตยางฉนวนกันความร้อน คอร์กเทป พลาสติกแผ่นและพลาสติกขึ้นรูป รวมถึงอุปกรณ์ประดับยนต์ ซึ่งนั่นก็คือชีวประวัติของ ซิวซี แซ่ตั้ง

โดยจุดเริ่มต้นของเขานั้นเริ่มต้นมาจากการที่เป็นเด็กชายชาวจีนเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่ยากจนและเขาต้องใช้ชีวิตด้วยการเลี้ยงวัวควายและคอยตักอุตตระขายซึ่งชีวิตของเขานั้นในตอนเด็กก็ถือว่ายากลำบากเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเคยตาบอดจนคิดสั้นอยากจะฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ราวกับเกิดปฏิหาร ก่อนที่จะได้มีโอกาสอพยพมายังประเทศไทย โดยตอนมาประเทศไทยนั้นมีเพียงแค่เสื้อกางเกงตัวเดียวเพียงชุดเดียวเท่านั้นแต่เมื่อมาถึงแผ่นดินไทยก็ตั้งหน้าทำมาหากินอย่างสุจริตขยันอดออมจนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในที่สุดเรียกได้ว่าชีวิตยิ่งกว่านิยาย

โดยซิวซี แซ่ตั้ง เกิดในปีพศ. 2468 ที่หมู่บ้านซักฝู จังหวัด เหมยจิว มณฑลกวางตุ้ง หรือย้อนกลับไปประมาณ 90 ปีที่ แล้ว โดยเขานั้นเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 10 คนเกิดมาในครอบครัวชาวนาอันยากจน และเต็มไปด้วยความแร้นแค้น โดยตัวเขาเติบโตมาในห้องแถวๆและแคบอับชื้น ในห้องแถวนั้นได้กลิ่นทั้งขี้วัวขี้ควาย เนื่องจากต้องนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันขโมย จำได้ว่าตอนนั้นที่บ้านมีเพียงแค่ลูกควายตัวเล็กๆ ซื้อมาถูกๆ มาเลี้ยง เพราะไม่มีเงินที่จะซื้อตัวใหญ่เลยต้องเอาลูกควายมาเลี้ยงจนโตและนั่นก็คือหน้าที่หลักของเขา โดยการพาควายไปกินน้ำกินหญ้าโตมาหน่อยก็ใช้ควายไถนาแต่แน่นอนควายยังเด็กคนทำก็เด็กก็ทุลักทุเลเหลือเกิน

การเรียนหนังสือไหมมันก็บอกว่ายากมากเพราะในสมัยก่อนนั้นไม่ได้จ่ายค่าเทอมเป็นเงินแต่เป็นการตกลงกับครูโดยการใช้ข้าวสาร 5 กิโลกรัมในการมอบเป็นค่าเทอมต่อครึ่งปีเพราะข้าวสารในสมัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่หายากเป็นอย่างมากลำพังถ้าจะกินกันในครอบครัวก็ยังไม่พอเลยแต่ละมื้อนั้นก็จะมีการเอาแป้งมันผสมลงไปและเติมน้ำเยอะๆเพื่อให้ปริมาณเพียงพอต่อคนในครอบครัวและอิ่มท้อง

ชีวิตในวัยเด็กนั้นจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแล้วเขานั้นก็ยังพบลิขิตร้ายแรงตอนอายุ 13 หลังจากที่เขานั้นมีอาการผิดปกติบริเวณดวงตารู้สึกระคายเคืองตาฝ้าฟางมองเห็นภาพเบลอไปหมดหยิบอะไรก็ตกลงเหมือนมีเนื้อลำไยติดอยู่ที่ตา เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีการพาไปหาหมอ และจะต้องรักษาเองตามยถากรรม โดยการยักไย่หรือใยแมงมุมใส่ลงไปในดวงตา เพราะในตอนนั้นมีความเชื่อที่ว่าการทำอย่างนี้จะสามารถช่วยให้สิ่งสกปรกออกไป บ้างก็เอาหมึกกับซอสจิ๊กโฉ่วมาหยดใส่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลเพราะนั่นทำให้เขาตาบอดสนิท จึงทำให้เขารู้เสียใจเป็นอย่างมากที่เขาตาบอดและเป็นภาระให้กับคนอื่นทำให้คนอื่นต้องมาดูแลและมองเห็นทางถ้าในอนาคตก็ไม่ได้ จึงเกิดความคิดสั้นคว้าปังตอเพื่อคิดปลดชีวิตของตน แต่โชคดีที่พี่สะใภ้มาเห็นก่อนจึงสามารถช่วยเหลือได้แต่คนที่สองก็ยังมีอีกโดยการเอาเชือกหมายที่จะผูกคอแต่ก็มีคนมาพบเจออีกจนทำให้เขาเลิกคิดสั้นไป

แต่แล้วเขานั้นในวันหนึ่งก็ได้พบว่ามีบรรพบุรุษของตนเข้าฝันให้รีบไปหาหมอตาคนหนึ่งจนสามารถได้ยารักษามาทานที่บ้านและควบคู่กับการดูแลรักษาของผู้เป็นแม่ที่ทำดีที่สุด ได้เพียงแค่เอาปลายลิ้นเลียไปยังฝ้าขาว ที่ติดอยู่ตรงตาดำ โดยทำแบบนี้เป็นระยะเวลานานถึง 8 เดือน จนมีอาการทุเลาลงและสามารถกลับมามองเห็นได้ในที่สุดโดยหลังจากที่เขามองเห็นนั้นเขาก็ตั้งมั่นปฏิญาณว่าจะตอบแทนพระคุณครั้งนี้กับพ่อแม่ให้ได้อย่างเต็มที่

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานยังไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยทำทุกอย่างเพื่อทดเวลา 5 ปีที่หายไปและหลังจากที่ได้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกได้ว่าเป็นความหวังของคนทั้งโลกผู้คนเฝ้ารอโอกาส ใหม่ ในการทำมาหากินจึงทำให้เขานั้นตัดสินใจที่จะจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมายังเมืองไทยเพราะได้ยินว่าอาซิ่มข้างบ้าน ผู้ที่เคยไปยังประเทศไทยชอบพูดให้ฟังทุกวันว่าเมืองไทย นั้นอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าวมีข้าวสวยและปลาทูตัวใหญ่ๆกินทุกมื้อบ้านเมืองก็สงบสุขถ้าหากขยันขันแข็งก็สามารถรวยจนเป็นเถ้าแก่ได้ทุกคน

ซึ่งเมื่อเห็นอย่างนี้ญาติพี่น้องทุกคน จึงได้มีการรวบรวมเงินขายทุกอย่างกูเงินเพื่อเป็นค่าเรือให้กับเขาเลยวันที่ไปนั้นเขามีเพียงแค่ชุดติดตัวไปเพียงแค่ 1 ชุดและเมื่อถึงแผ่นดินไทยเขาก็ถูกจับเพราะไม่มีญาติมารับรองต้องติดคุกนานถึง 4 วัน 4 คืนกว่าจะมีพี่ชายมารับประกันตัวและหลังจากที่เข้าไปถึงเมืองไทยเขาก็ได้รู้ว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้สุขสบายกินอิ่มนอนหลับอย่างที่เคยได้ฟังมาเขาต้องไปอาศัยกับพี่ชายแถววัดชุมชนวัดดวงแขโดยสภาพความเป็นอยู่ในตอนนั้นก็ขัดสน ภาษาไทยก็ยังไม่รู้เรื่อง โดยในตอนแรกเขาก็อยู่กับพี่ชายทำรองเท้าขาย โดยตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาประกอบรองเท้าและหิ้วขายตามร้านต่างๆ ซึ่งก็ โดนดูถูกบ้าง โดนกดราคาบ้างและรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเป็นขอทาน ทั้งที่เป็นพ่อค้าพอกลับมาก็ได้รับการกดดันจากพี่สะใภ้อีก จนสุดท้ายก็แยกตัวออกมาและต่อสู้เพียงลำพัง

และหลังจากที่เขานั้นออกมาเขาก็ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกินอยู่อย่างประหยัดโดยทำงานที่โรงงานฟอกหนัง ฟอฮับฮัด เงินเดือน 80 บาท ไปในตอนนั้นล่ะคะแค่เขียวชามละ 10 สตางค์เท่านั้นเมื่อวานก็ทำงานเสริมรับจ้างแบกข้าวสารโดยเงินส่วนหนึ่งก็ส่งไปให้ครอบครัวที่เมืองจีนอีกส่วนหนึ่งเก็บหอมรอมริบหวังสร้างธุรกิจของตัวเองในอนาคตและแน่นอนด้วยความขยันในครั้งนี้จะทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโรงงานและสามารถได้ใจเถ้าแก่ได้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์หนึ่งนั่นก็คือส้วมเต็มซึ่งแน่นอนว่านั่นก็ไม่มีพนักงานคนไหนยอมตักสิ่ง ปฏิกูลไปทิ้ง

ซึ่งมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่อาสาทำเพราะในตอนอยู่เมืองจีนเขาก็เคยทำมาแล้วและด้วยความเป็นคนสู้ชีวิตไม่เลือกงานไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่ไม่เล่นการพนันจึงทำให้เถ้าแก่นั้นรักเป็นอย่างมากและอีกอย่างเขานั้นอยากเป็นคนช่างสังเกตและฝ่ายรู้อยู่เสมอพยายามจดจำทุกสิ่งทุกอย่างในโรงงาน จนที่เรียกว่า ทำเป็นและอยากจะสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วก็เรียนรู้การเจรจาเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆการขายจนสามารถสะสมประสบการณ์และตัดสินใจลาออกมาทำโรงงานของตัวเองในช่วงที่ว่า แซ่ฮิ้นลี่

ด้วยคราวนั้นได้เป็นเถ้าแก่ครั้งแรกในวัย 22 ปีก่อนที่จะประสบภาวะซบเซาหลังรัฐบาลประกาศห้ามส่งออกเครื่องนั้นไปยังต่างประเทศจึงเป็นเข็มไปยังที่ใต้รับจ้างกรีดยางในบริเวณจังหวัดยะลา จากนั้นก็ได้มีโอกาสกลับมายังกรุงเทพฯและเปิดบ้านเช่ารับเหมาประตู- หน้าต่างไม้และทำธุรกิจ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต ก่อนที่จะหันมาจากธุรกิจผลิตยางสังเคราะห์ ห่วงติดอวน ฉนวนกันความร้อน คอร์กเทป จนถึงประดับยนต์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพัฒนาตัวตนจนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เรียกได้ว่าอุปสรรคของเขานั้นเต็มไปด้วยขวากหนามต่างๆมากมายเกินกว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้เรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็นดั่งคำสุภาษิตไทยที่ได้กล่าวไว้ว่าจะรู้ว่าช้างม้าตัวไหนดีจะต้องลองขี่ซึ่งก็เช่นเดียวกับการทืำธุรกิจ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเรียนรู้ที่จะลงมือทำและเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆตอนทำเป็นลูกจ้างนั้นว่าเหนื่อยแล้วตอนเป็นเจ้านายนั้นเหนื่อยกว่าเพราะต้องใช้ทั้งแรงกายสมองต่างๆมากมายต้องคอยคุมรายจ่ายต้องคอยวางแผนการผลิตซึ่งถือว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นเป็นงานที่หนักพอสมควร

และสิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าแถวนั้นประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือการเป็นคนซื่อสัตย์เป็นคนดีและใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ไม่เล่นการพนันสร้างพลังใจให้กับตัวเองอยู่เสมอขยันอดทนอดออมมีตลอดเวลาโดยเบื้องหลังความสำเร็จนั้นก็คงหนีไม่พ้นครอบครัวของเขาอันประกอบไปด้วย ภรรยา 2 คน ชิวบ๊วย และ วราพิณ รวมถึงบุตรอีก 11 คน โดยเขาก็ได้มีการเน้นย้ำลูกๆทุกคนอยู่เสมอว่าให้เรียนหนังสือยังตั้งใจห้ามทิ้งกันอย่างเด็ดขาดเพราะเขาเคยยากจนมากและไม่เคยมีโอกาสได้เรียนเลยบอกไปว่าแม่ไม่มีเงิน แต่ก็จะหาเงินส่งเสียลูกให้ทุกคนสามารถได้เรียนสูงๆเพราะการศึกษาจะทำให้เราเป็นคนฉลาดฉลาดทันโลกทันเหตุการณ์คิดอย่างมีเหตุผลมีจริยธรรมไม่มีใครนั้นจะสามารถมาดูถูกเรา

โดยในปัจจุบันอุตสาหกรรมตะวันออก โปลีเมอร์อุตสาหกรรมได้มีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภทส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวน 100 ประเทศทั่วโลกและยางแตกแขนงออกไปเป็นบริษัทร่วมทุนอีก 10 บริษัทซึ่งมีพนักงานมากกว่า 5000 คนรวมมูลค่าทั้งหมดนับแสนล้านบาทเลยทีเดียว

และเขานั้นก็ยังเล่าถึงความน่าปลาบปลื้มของตัวเองเพราะเขาหลังจากที่มีเงินทองร่ำรวยเขาก็ไปสร้างความเจริญให้กับบ้านเกิดตัวเองที่ประเทศจีนสร้างถนนสร้างโรงอาบน้ำสร้างศาลาพักสร้างอาคารผ่าตัดของโรงพยาบาลต่างๆรวมถึงสนามกีฬาและในส่วนของทางเมืองไทยนั้นก็ได้มีการบริจาคมอบทุนการศึกษาซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นบริจาคสิ่งของให้กับวัดรวมถึงช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีเหตุภัยพิบัติต่างๆและมีการบริจาคเงินจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาทเพื่อเป็นการกุศลและอีกหนึ่งความปรับเรื่องของเขานั้นก็คือการที่เขาได้มีโอกาสรับเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมมาลีที่พระองค์ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิด อาคารวิทูรปกรณ์ ของมูลนิธิพระดาบส ซึ่งทรงพระเมตตาตั้งชื่ออาคารตามชื่อสกุลของตระกูลวิทูรปกรณ์

โดยเขานั้นรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกรำลึกถึงพระคุณของแผ่นดินไทยที่ทำให้เขามีโอกาสลืมตาอ้าปากสามารถร่ำรวยได้ทุกวันนี้ เขาไม่มีวันลืมในวันแรกที่มายังเมืองไทยและเขาก็สอนให้ลูกๆคนสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทยและรักเมืองไทยมากๆให้ลูกสำนึกในแผ่นดินเพราะแผ่นดินแห่งนี้ทำให้ครอบครัวมีความสุขสุขสบายถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนจีนแต่ก็มีความจงรักภักดีและสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงไม่น้อยกว่าใคร

อนุมัติงบกลาง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 29 จังหวัด ช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 บาท

โดยในวันที่ 24 กันยายนนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาลได้มีพลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีมีการให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอุทกภัยซึ่งได้มีการนำเรื่องนี้ เข้าไปที่ประชุมแล้ว โดยในส่วนของการช่วยเหลือนั้น จะมีการช่วยเหลือให้ครอบครัวละ 5,000 บาทใน 29 จังหวัดในเรื่องของการแก้ไขปัญหาและยังมีการช่วยเหลือในเรื่องของการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยอีกด้วย

โดยงบประมาณที่จะใช้นั้นจะเป็นงบการโดยในตอนนี้ ได้มีการจัดทำเรียบร้อยแล้วซึ่งมีการมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทำการรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะมีการรักษามาตรฐานระยะสั้น และมีมาตรการระยะยาว เพื่อช่วยเหลือประชาชน ให้ประชาชนนั้นสามารถกลับเข้าอยู่ในที่พักอาศัยของตัวเองให้ไวที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนและมีแรงกำลังใจ โดยรัฐบาลนั้นจะต้องการทำให้เร็วที่สุดทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้ได้

โดยเงินดังกล่าวนี้จะไปถึงประชาชนเมื่อไหร่ซึ่งทางนายพลเอกประวิตรจะได้มีการบอกว่า คิดว่าเงินทั้งหมดจะถึงประชาชนทุกครัวเรือนภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้และจะมีการยืนยันทำให้เร็วที่สุดโดยในตอนนี้ได้มีการส่งมอบให้ทางกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว และไม่จำเป็นจะต้องมีการประเมินก่อนจ่ายแล้ว

ในทางนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆก็ได้มีกรรมกำลังสำรวจและมีการกำชับไม่ให้เกิดการทุจริตซึ่งมีการกำชับไว้เป็นที่เรียบร้อยโดยทางรัฐบาลนั้นจะทำทุกอย่างให้โปร่งใสไม่คลุมเครือและให้เงินถึงมือประชาชนทุกคนโดยรัฐบาลนั้นจะเยียวยาเงินตามความเป็นจริงจะเกิดจากขาดมั่วซั่วไม่ได้ซึ่งในตอนนี้ทางกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินให้เร็วที่สุด

พล.อ.อนุพงษ์ ได้มีการกล่าวว่าการจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวละ 5,000 บาทนั้นยังไม่รวมกับการจ่ายเงินในเรื่องของที่อยู่อาศัยเสียหายและจะต้องได้รับการซ่อมแซมซึ่งในตรงนี้จะมีการเข้าสำรวจอีกครั้งรวมถึงความเสียหายทางด้านเกษตรโดยสรุปพื้นฐานแล้วการช่วยเหลือนั้นตรงนี้ก็จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมครมอีกครั้งเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์

และสำหรับการซ่อมแซมบ้างนะถ้าหากเป็นเงินเล็กๆน้อยๆท้องถิ่นต้องแต่ถ้าเป็นบ้านเรือนเสียหายหรือพังทั้งหลังจำเป็นจะต้องใช้เงินของกรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการช่วยเหลือโดยจะมีการซ่อมแซมบ้านเรือนให้เร็วที่สุดโดยเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในครั้งนี้จำนวน 29 จังหวัดจะมีวงเงินตั้งเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งหมด 7,642 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

โดยจะแบ่งให้ครอบครัวละ 5,000 บาทและอีกส่วนแบ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายและมีหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือคือ

1. น้ำจะต้องพ่วงถึงบ้านที่พักที่อยู่อาศัยโดยฉับพลันทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

2. บ้านพักถูกน้ำท่วมค่ะไม่ต่ำกว่า 7 วันจนเข้าของได้รับความเสียหาย

3.บ้านที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม

โดยการช่วยเหลือในมาตรการครั้งนี้จำเป็นจะต้องมีบ้านที่อยู่ในพื้นที่ประกาศเขตประสบภัยสาธารณภัยหรือเขตสาธารณภัยฉุกเฉินโดยจะมีกระทรวงมหาดไทยดำเนินสำรวจความเสียหายบ้านเรือนประชาชนซึ่งจะต้องมีการผ่านประชาคมหมู่บ้านและมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่ทางอำเภอออกให้ ..

ข่าวดี ผู้ป่วย 4 โรค ‘เบาหวาน-ความดัน’ รับยาได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องรอคิวนาน

โดยล่าสุดนี้ ได้มีการหาทางในการลดความแออัดของทาง รพ. โดยในปัจจุบันนั้น มีผู้ป่วยเข้ามารับนยาเป็นจำนวนมาก และมีการสร้างทางเลือกให้กับ ปชช. ในการที่จะสามารถเลือกรับยาที่ รพ. หรือ ร้านขายยา

นี้โดยล่าสุดนี้ก็ได้มีนายอนุทินชาญวีรกุลรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุจซื้อได้มีการระบุไว้ว่าหลังจากที่ทางคณะกรรมการหลักการประชุมลงมติเห็นชอบโครงการสำหรับผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองนั้น จะได้มีการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ขึ้นมา โดยผู้ป่วยที่ เป็นเป้าหมายนั้นก็จะเป็นผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง จิตเวช หอบหืดและเบาหวาน ซึ่งมีเป้าหมายเบื้องต้นว่าจะให้โรงพยาบาลเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ 50 แห่งและร้านขายยา 500 แห่งและจะทำการบริการผู้ป่วย 4 โรคนี้ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านในรอบปีละ 2 ล้านคน

โดยวัตถุประสงค์ของโครงการและมีอยู่ 2 ประเด็นคือ 1 ลดความแออัดของโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเข้ามารับยาเป็นจำนวนมากและสร้างทางเลือกให้กับประชาชนในการสามารถเลือกรับยาได้ โดยในเรื่องของการเตรียมพร้อมนั้นโดยในวันที่ 1 ตุลาคม ก็มีการมั่นใจว่าจะสามารถเริ่มทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยระยะเวลาในการปฏิบัติงานก็ต้องมาดูว่ามีประเด็นไหนบ้างที่จำเป็นจะต้องปรับปรุง เพราะเป็นการเริ่มต้นระบบใหม่ทั้งหมดดังนั้นในช่วงแรกจึงได้เฉพาะผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองในกลุ่มดังกล่าวเท่านั้นและเรียนรู้พฤติกรรมการรับยาของประชาชนและศึกษาวิจัยประเมินผลควบคู่ไปในตัวเพื่อดูว่าจะต้องปรับปรุงในเรื่องอะไรบ้างจะต้องจัดการบริหารอย่างไรและมีการบริการระบบอย่างไร

สำหรับการปฏิบัติตัวของประชาชนก็สามารถทำได้เหมือนกันเข้าไปรับยาที่โรงพยาบาลตามปกติทั่วไปเพียงแต่เมื่อไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ก็จะมีทางเลือกให้ว่าจะเลือกรับยาที่โรงพยาบาลหรือว่าจะรับที่ร้านยาใกล้ๆบ้านโดยร้านยานั้นผู้ป่วยก็สามารถไปรับเองได้เลยโดยถ้าหากใครเป็นผู้ป่วยใหม่ในครั้งแรกจำเป็นจะต้องรับยาในโรงพยาบาลก่อนจากนั้นก็จะมีการส่งไปรับยาที่ร้านยาใกล้ๆบ้านในโครงการ แทนตามขั้นตอนการรักษา ที่แพทย์มั่นใจว่าจะสามารถไปรับเองได้

หรือเรียกง่ายๆว่าถ้าหากเป็นผู้ป่วยคนไข้ใหม่จะต้องรับยาจนกว่าแผลจะมั่นใจว่ามีการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอจึงจะมีการให้ผู้ป่วยไปรับยาได้ที่ร้านด้วยตัวเองหรือถ้าหากใครจะรับแบบเดิมตามโรงพยาบาลนั้นก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกันโดยการบริการยังคงเป็นไปตามระบบปกติไม่ได้มีอะไรพิเศษแต่เพียงแค่เพิ่มโอกาสให้กับประชาชนสามารถเข้าไปรับยาได้ตามความสะดวกของตัวเอง

หลักทางด้านนายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่มีการบอกตามนโยบายนี้ด้วยเช่นกันว่า ซึ่งนโยบายนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขหรือเป็นผู้นำและกำหนดนโยบายในการบริหารซึ่งได้มีการคัดเลือกโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในสังกัดให้เข้าร่วมการดำเนินการและรวมถึงการสนับสนุนให้ผู้มีส่วนร่วมนั้นเข้ามาทำงานร่วมกันอีกด้วย

และจะมีการปรับปรุงระเบียบต่างๆให้สอดคล้องรวมถึงกำกับผลการดำเนินการและทางด้านสภาเภสัชกรรมนั้น ก็จะมีบทบาทในฐานะองค์กรวิชาชีพนอกจากนี้ก็จะมีการรวบรวมร้านขายยาแผนปัจจุบันเข้าร่วมโครงการนี้ด้วยเช่นกันซึ่งจะมีการท่องบทบาทในการกำกับติดตามคุณภาพร้านของยาในภาพรวมเพื่อให้ดำเนินการไปตามมาตรฐานวิชาชีพ

และยังมีการพัฒนาหลักสูตรอบรมหลักสูตรการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการเชื่อมต่อไปยังการดูแลรักษาผู้ป่วยในร้านยาในตามระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพที่มากที่สุด

ด้วยกระบวนการดังกล่าวนี้สามารถลดขั้นตอนได้ด้วยที่ร้านขายยาที่สามารถเข้าถึงชุมชนเข้าถึงพื้นที่และมีความสุขของงานน้อยกว่าห้องโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบปรับปรุงใหม่ที่บริหารอยู่กัน จะตั้งงบประมาณที่จำกัด และอาศัยหลักทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว ในระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเป็นการประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมอย่างในปัจจุบัน

โดยโครงการผู้ป่วยรับยาร้านยา จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมตามความพร้อมของโรงพยาบาลโดยจะมีการเพิ่มความปลอดภัยในการรับยาและลดการครอบครองยาเกินความจำเป็นอีกด้วย และยังมีการตั้งเป้าหมายดำเนินการ 50 โรงพยาบาลและ 500 ล้านยาเลยถ้าหากผู้ป่วยคนไหนสนใจก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ห้องยาของทางโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้เลย หรือสามารถเข้าไปตรวจสอบตามเว็บไซต์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เลยคะ