แบ่งปัน สูตรยำขนมจีนปลาทู เอาไว้ทำกินหรือทำขายกำไรเท่าตัว

โดยในวันนี้ เราจะพาทุกคนนั้นมารู้วิธีการทำยำขนมจีน บอกเลยว่า เป็นอาหารบ้านๆที่ถูกปากชาวบ้านแบบเราๆเป็นอย่างมาก โดยสามารถหาซื้อได้ในทั่วๆไปอีกด้วย และยังสามารถทำได้แบบง่ายๆอีกด้วย โดยในวันนี้เรา เอาวิธีนำมาจากสมาชิกหมายเลข 2363022 จากเว็บ pantip

วัตถุดิบ..

+ขนมจีน

+ปลาทู

+ต้นหอมซอย / พริกแดงซอย / ถั่วฟักยาวซอย

+มะนาว

+น้ำตาลปี๊บ

+น้ำปลา

+พริกป่น

+น้ำปลาร้า ต้มสุก

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเอาน้ำปลาร้ามาลงในถ้วย แล้วใส่น้ำตาปี๊บ จากนั้นก็คนไปละลายให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาพริกปันเทลงไปเพื่อผสม

ขั้นตอนที่ 3 และตามด้วยมะนาว

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เทผีกต่างๆลง ไป และคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็เอาเส้นขนมจีนแล้วคลุกเคล้าให้เข้าๆกัน

ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็เอาปลาทูมาฉีกให้เป็นชิ้นๆ แล้วคลุกเคล้าอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จ

คุณยายทำ ‘ขนมหม้อแกง’ ด้วยวิธีโบราณ แม้ไม่มีเตาแต่ฝีมือไม่ธรรมดา น่าไปอุดหนุน

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปชมเรื่องราวของขนมหม้อแกงถั่วคุณยาย ที่ใช้วิธี การอบขนมด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านจากการนำกากมะพร้าวและฟืนมาวางบนสังกะสี เพื่อถายเทความร้อน ในการอบขนมหม้อแกง และด้วยความอร่อบนี้ทำให้ลูกค้าทานได้กันอย่างฟิน

โดยล่าสุด เฟซบุ๊ค Sopapan Wongsree ซึ่งได้มีการระบุไว้ว่า คุณยายได้บอกว่า ไม่มีเตาอบอย่างใครเขา แต่ผืมือของคุณยายสู้ได้อย่างแน่นอนเพราะขนมหม้อแกงของคุณยายนั้น อร่อยเป็นอย่างมาก และยังเป็นการใช้วิธีอบขนมแบบไทยๆ โดยสามารถไปอุดหนุนคุณนานได้ที่ ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยถ้าหากใครสนใตก็สามารถเข้าพิสูจน์ ความอร่อยอุดหนุนคุณยาย กัน

โดยสามารถติดต่อก็ไปซื้อของคุณยายได้ที่ บ้านดงคู่ หมู่ที่ 7 ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กันได้เลย จ้าาาาา

ต้องไปสักครั้งในชีวิต เดินทาง 1,219 โค้ง กับความงามของ ‘น้ำตกทีลอซู’

โดยในวันนี้ทางทีมมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมอีกหนึ่งสถานที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวหลายคนนั้นต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะถือว่าเป็นน้ำตกที่สวยเป็นอันดับ2 ของอันดับ 10 ที่เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในเอเชีย

ซึ่งวันนี้ทางเราก็อยากจะพาทุกคนมาชมความงามของน้ำตกแห่งนี้กัน บอกเลยว่าสวยงามเป็นอย่างมาก โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในการดูแลของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก ในการเดินทางนั้นสามารถ เดนทางมา 2 ช่องทางก็คือ ทางรถยนต์ กับทางเรือยาง โดยในแต่ละเส้นทางก็จะแตกต่างกันออกไป โดยหากใครอยากจะชืมธรรมชาตืงามๆก็สามารถมาโดยการใช้เรือยาง ผ่านลำน้ำกลอง ซึ่งคุณก็จะได้พบกับสถานที่ท่องเทียวอันน่าสนใจมากมาย

เดินทางนั้นน่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเวลาในการชมนั้นบอกเลยว่าสวยงามเป็นอย่างมากเพราะน้ำตกแห่งนี้มีธรรมชาติสวยงามล้อมรอบตลอดเส้นและยังมีไคลแม็ก ที่สามารถพบเจอได้เฉพาะช่วงเวลา 9:30 นถึง 11:00 นกับสายรุ้งงดงามและยังมี ธรรมชาติสองข้างทางให้ชมตลอดเส้นทางด้วย

และการเดินทางโดยการใช้เรือยางนั้น เมื่อไปถึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ก็สามารถเดินทางต่อได้ประมาณ 1.5 กิโลเมตรเพื่อชมความงามความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ในประเทศไทยและชมสายน้ำตกไหลลงมากว่า 300 เมตรหน้ากว้างประมาณ 500 เมตรจนเกิดเป็นภาพที่สวยงามและตรึงตราใจให้กับนักท่องเที่ยว หลายๆคน

นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำตกเล็กๆข้างทางคอยให้มองเห็นอยู่ตลอดเวลา นักท่องเที่ยวที่มาก็สามารถเข้าเล่นน้ำตกได้เสมอ จึงได้เรียกว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยความสวยงามจากธรรมชาติและเงียบสงบ และยังได้รับการดูแลอย่างไร จึงทำให้น้ำตกทีลอซูอำเภออุ้มผางแห่งนี้มีความสวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมากมาย

ผักบ้าน ๆ ของดีอีสาน ‘ส้มผักเสี้ยน’ สรรพคุณเป็นยา แก้ปวดตามข้อ บำรุงหัวใจ

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาชมกิมจิอีสานกัน โดยกิมจิอีสานนี้นั้นคือ ส้มผักเซี่ยน ที่เป็นอาหารยอดฮิตพื้นบ้านของชาวอีสานโดยมีการเอาผักดองมาแปรรูปกินกับน้ำพริก ป่น แจ่ว ปลาร้าบอง แต่ฮิตสุดๆนั้นก็คือ .. หอมแดง ผักกะหล่ำ ผักกาดเขียว มาหมักดอง และนิยมมากสุดๆๆคือ ผักเสี้ยน เพราะมีขึ้นอยู่ใน้บานเราอย่างมากมาย

โดยต้นกำเนิดของผักเสี้ยนนั้นเกิดขึ้นในสมัยโบราณที่ได้มีอาณาจักรที่ชื่อว่าลานซ้าง ที่ตั้งอยู่ห่างไกลและเต็มไปด้วยภูเขามีสิงสาราสัตว์มากมายยากที่จะเข้าไปถึงและการค้าในสมัยนั้นผักยาง ผักกาด กะหล่ำปลี ผักกวงตุ้ง ก็มี ในอาณาจักรแห่งเนินและในคลาที่แผ้วถาง สร้างบ้านแปงเมือง มีการขยับ ขยาย พื้นที่ในการเพาะปลูกมากยิ่งขึ้น และชาวเมืองก็ได้พบว่ามีผักชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตามดอยยต่างๆนั้นก็คือพักเที่ยงนี่เอง

และประกอบไปด้วยในณเวลานั้นก็มีการระดมพลไป รบกับ อโยธยา ศรีรามเทพนคร และเป็นการออกกำลังป้องกันศัตรูเข้ามารุกรานอย่าง พม่ารามัญ จึงทำให้มีการสะสมเสบียง โดยผักเสี้ยนนั้นได้ถูกนำมาคิดค้นเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน และนำมาใช้เป็นทะเบียนในการเดินทางไกล และในครั้งหนึ่งนั้นก็ได้มี แม่ทัพพม่า ส่งหน่วยลับเข้าปล้นสเบียงและพบว่าเสบียงใช้ผักเสี้ยนมีรสชาติ เปรี้ยว ขื่นขม จึงคิดว่าเป็กลลวงจึงทำไม่สนใจ และทำให้กองทัพของลานช้างมีเสบียงไว้กิน

และมีกำลังพอไปรบจนชนะ และด้วยเหตุนี้ ส้มผักเสี้ยน จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยสรรพคุณของมันนั้นมีอย่างมากมายดังนี้

+พอกทาแก้ปวดเมื่อย

+ขับโลหิตระดูที่เน่าเสีย

+เรียกเลือดมาเลี้ยงผิวหนัง

+แก้ปวดหู

+พอกฝีไม่ได้เป็นหนอง

+ขับเสมหะ

+ขับพยาธิ

+ช่วยให้ผิวสวย สดใส

+รักษากรดด่างในร่างกายได้ดี

+ลดสิว

และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่มีการบอกว่าผักชนิดนี้เมื่อนำไปดองแล้วยิ่งเพิ่ม โปรไบโอติกส์ หรือแบคทีเรียชนิดมีประโยชน์ ในสิ่งเหล่านี้จะทำหน้าที่ต่อสู้กับแบคทีเรียชนิดที่มีโทษและทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้นจะทำให้มีการขับถ่ายที่มีการปกติลดอาการท้องผูกและป้องกันรักษาภาวะท้องเสียได้และยังช่วยในเรื่องของการยับยั้งจุลินทรีย์ลดอาการอักเสบภายในร่างกายยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี

โดยผักเสี้ยนดองนั้นสามารถนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้อย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดได้มีการทดลองกับคนที่มีโรคภูมิแพ้เรื้อรังผู้ป่วยโรคเอดส์โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารรวมถึงศึกษาเรื่องการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนด้วยเช่นกัน

ขั้นตอนการทำผักเสี้ยนนั้นมีดังนี้…

ขั้นตอนที่ 1 เอาผักเสี้ยนมาตากแดดแช่น้ำล้างให้สะอาดจากนั้นก็รินน้ำออก

ขั้นตอนที่ 2 เอาน้ำซาวข้าวมาแช่กับผักเสี้ยนและรินน้ำออกอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 3 เติมน้ำซาวข้าวเข้าไปและเติมเกลือจากนั้นก็รวมให้เข้ากันและใส่ข้าวเหนียวนึ่งและคั่นให้ทัั่ว

ขั้นตอนที่ 4 เติมผงนัวลงไป และซาวทิ้งไว้ 30 นาที

ขั้นตอนที่ 5 เก็บไว้ในที่ที่ไม่มีแดดเป็นระยะเวบา 3 วันและนำออกมารับประทานได้เลย

คิดถึงเทวดาบนฟ้า ภาพหาชมยาก ในหลวง ร.9 ประทับริมน้ำ ในปี 2502

ในวันีน้เราจะพาทุกคนมาชมภาพหายาก จากเพจ ชมรมอนุรักษ์ฟิล์มเก่า ฟิล์มกระจก ภาพถ่ายขาวดำ ก็ได้มีการเผยแพร่ภาพหายากพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงประพาสไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยง ที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งพระองค์ ทรงสำรวจ และ ช่วยเหลือในเรื่องสุขอนามัย และการสื่อสารของปชช.

โดยโพทส์ดังหล่าวนี้ ได้มีการเผยภาพของพระองค์ที่ทรงประทับ อยู่ริมน้ำในอิริยาบถผ่อนคลาย ซึ่งภาพนี้ถูกบันทุกด้วย Kodak Safety Film-120 โดยถ่ายช่างภาพถ่ายในวันที่ 18 เมษายน 2502

โดยหลังจากภาพดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่ ออกไปทำให้มีคนส่งต่อและเข้าไปแสดงความคิดเห็นพร้อมของคุณเพจดังกล่าวกันอย่างมาก ที่นำภาพสุดแสนอันประทับใจ มาเผยแพร่ เพราะยอกจาก พระยรมฉายาลักษณ์ของพระองค์

นอกจากนี้เพจดังหล่าวยังมีการเผยแพร่ภาพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวง ที่พระองค์ทรงใส๋ชุดกระเหรี่ยง เล่นน้ำอยู่ที่แม่น้ำเพชร โดยภาพของพระองค์ส้รางความปิติยินดีแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

‘รากตำลึง’ สมุนไพรพื้นบ้าน สรรพคุณบำรุงสายตา แก้ปวดเอว บำรุงร่างกายทั้งชายและหญิง

โดยในวันนี้เราเอาคุณประโยชน์ จากรากตำลึงมาฝากกัน บอกเลยว่าตำลึงนั้นนอกจากที่จะช่วยให้ค่าสายตาบำรุงสายตา ต่างๆนอกจากนี้ มันยังมีคุณสมบัติที่เทียบสรรพคุณเป็นไวอากร้าเมืองไทย.. โดยคุณประโยชน์ของมันนั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปรับฮอร์โมนเพศหญิง / บำรุงสายตา / แก้ปวดเอว / บำรุงมดลูก / รังไข่ / และช่วยบำรุงเพศเสริมสมรรพทาวเพศ โดยเพศหญิง ดิ่มวันละเป็ค ก่อน อาหารเช้า และ เพศชายดื่ม 2 เป็ค ก่อนอาหารเช้า-เย็น

และในวันนี้เราจะมีสูตรสมุนไพรจากรากตำลึงมากฝากกัน ที่สามารถช่วยในเรื่องของการแก้ท้องเฟ้อ แก้ท้องอืด และช่วยขับลม และบำรุงสายตา บำรุงฟัน และยังช่วยป้องกันมะเร็ง และลดน้ำตาลให้เลือด บำรุงเลือด ลดไข้ และรักษาแผล โดยส่วนประกอบมีดังนี้…

เริ่มจากส่วนประกอบก็จะมีรากที่ฝังในดิน ที่ไม่ใช่เลื่อยอยู่บนดิน โดยรากตำลึงยิ่งมีอายุมาก รากใหญ่มากจะคล้ายโสม และสรรพคุณก็ยิ่งสูงขึ้น จากนั้นก็ใส่น้ำผึ้งแท้+เหล้าขาว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอารากตำลึงมาล้างให้สะอาดและขูดผิวรอบนอกออกจากนั้นก็เอาไปตากแดด แต่อย่าทิ้งไว้หลายวัน อย่าให้โดนฝนเด็ดขาด … ไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดเขื้อราเด็ดขาด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปหันมาใส่ขวดแก้ว จากนั้นก็เทด้วยเหล้าขาว และตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โดยไม่แนะนำให้ใส่น้ำผึ่งเยอะเกิดไป เพราะจะทำให้หวานเลี่ยน เมื่อทานแล้วจะทำให้แสบคอ.. และดองทิ้งไว้ 45 วัน

สรรพคุณส่วนต่างๆของตำลึงนั้นมีดังนี้…

ใบตำลึง – เป็นยาลดความร้อนในร่างกาย เมื่อนำมาบดเป็นยาพอกผิวหนัง ช่วยในเรื่องแก้ผื่นคันจากหมามุ่ยต่างๆ แก้อาการปวดแสบปวดร้อน..แก้พิษแมลงกัดต่อย รักษาผื่นคุน

ดอกตำลึง – รักษาอาการคันผิวหนัง

เมล็ดตำลึง – ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้หิด

รากตำลึง – ลดไข้ แก้อาเจีนร ช่วยลดความอ้วน แก้ฝี แก้ปวดบวม แก้ร้อนใน แก้พิษแมลงป่อง และ ตะขายกัดต่อย..

เถาตำลึง – ช่วยลดอาการวิงเวียงศรีษะ พอกผิวหนังแก้โรคผิวหนัง ลดระดับน้ำตาลในเลือด กำจัดกลิ้นตัว

ข่าวดี! คปภ.สั่งประกันจ่ายเงินให้เจ้าของรถวันละ 1 พันบาท ระหว่างเคลมซ่อมรถ

ในล่าสุดนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยและได้มีการเปิดเผยว่าทางนี้ทาง คปภได้มีการ คุย และได้ข้อสรุปเรื่องการปรับปรุงความคุ้มครองของการขาดประโยชน์จากการใช้รถและอยู่ในระหว่างข้อเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมในเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันรถยนต์คาดว่าจะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้จากการที่หาหรือการถึงกำหนดการความคุ้มครองของการขายประโยชน์ที่ควรจะระบุเอาไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันรถยนต์มีการระบุอย่างชัดเจนโดยผู้แทนของสมาคมประกันวินาศภัยไทยก็ได้มีการเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยและสรุปกฎเกณฑ์ในการกำหนดจ่ายค่าชดเชยสำหรับการกำหนดจ่ายค่าชดเชยก็จะมีการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

+รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

+รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาด 7 ที่นั่นกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

+รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่เกินวันละ 1,000 บาท

นอกจากนี้ในปี 2562 จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบประกันภัย โดยมีการกำหนดให้มีโครงการจัดทำ Mobile applications เป็นการนำระบบพื้นฐานข้อมูลการเพื่อนำไปให้บริษัทประกันภัยวินาศกรรมภัยของประชาชนใช้เป็นช่องทางในการให้การปรึกษาทางด้านประกันภัยทั้งระบบอีกด้วยซึ่งจะมีการออกอากาศเพื่อให้ทุกบริษัทได้ใช้กลไกอย่างเป็นรูป ธรรมต่อไป

แต่ถึงอย่างไรนี่เป็นเพียงแค่ข้อสรุปเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงแค่ด้านล่างเสนอซึ่งจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องรอฟังข่าวกันไปอีกทีอย่าเพิ่งไปรีบร้อนตัดสินใจอะไรทั้งนั้น

เมืองไทยหางานง่ายเพราะคนไทยขี้เกียจ จากปากแรงงานพม่า ทำงานแป๊บเดียวส่งเงินกลับบ้าน

ในวันก่อนเดินไปในตลาดนัดใกล้บ้านระหว่างนั้นก็เห็นพม่าขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์มาจอดอยู่ข้างๆคนในตลาดก็ต่างมองแล้วทำหน้าสงสัยกันซึ่งบางคนก็ถึงขั้นนินทาว่าเจ้าคนนี้เอารถใครมาขับกันแต่ก็มีสิ่งแวดมาซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนพม่าเพราะเขานั้นหาเงินเก่งแล้วก็เก็บเงินเก่งเป็นอย่างมาก

เพราะคนพม่านั้นมาเป็นลูกจ้างในโรงงานเก็บเงินส่งกลับบ้านใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี ถ้ามีเงินซื้อบ้านซื้อรถมีที่นาปลูกข้าวกันหมดแต่ก่อนจะไปรู้ถึงเคล็ดลับของเขาในการเก็บเงินแล้วก็รู้ก่อนว่าทำไมคนพม่าถึงเลือกมาทำงานในประเทศไทย

โดยเรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากที่มีบุคคลท่านหนึ่งได้ลองไปคุยกับแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานกันในบ้านเราเขาได้บอกว่าเขารู้จักเมืองไทยจากการบอกต่อๆกันว่าเมืองไทยเป็นใยแห่งสวรรค์ดินแดนแห่งโอกาสสำหรับคนขยันช่วงเช้าก็ไปรับจ้างขนผักที่ตลาดได้ 300 บาทตกบ่ายก็ไปรับจ้างขายของอีก 250 บาทค่ำๆก็ไปรับจ้างล้างจานตามร้านอาหารสองพี่ๆละ 100 บาทรวมแล้วได้อีก 200 บาทสรุปวันหนึ่งวันนั้นสามารถได้ค่าแรงประมาณ 750 บาทแต่ก็ไม่ได้ทำทุกวันเพราะบางร้านก็จะมีวันหยุดแต่รวมแล้วเดือนนึงก็จะได้รายได้ประมาณ 20,000

เช่าห้องอยู่เดือนละ 3,000 / การสอนคนกับเพื่อนกินข้าวทำเองไม่ค่อยได้ไปไหนทำงานก็เหนื่อยแล้วจึงไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นแล้วยังบอกอีกว่าดีนะที่คนไทยนั้นขี้เกียจพวกเขาได้หาเงินได้ง่าย

จึงเรียกว่านิสัยของคนพม่านั้นคือความอดทนและมีความอดทนเพื่อความฝันอย่างนิยามที่ว่าแม่บ้านชาวพม่าบอกว่าอยากจะเก็บเงินสักก้อนหนึ่งไว้ซื้อที่ดินเปิดร้านมินิบาร์เล็กๆเห็นเซเว่นในบ้านเราไปได้ดีก็อยากจะทำแบบอย่างที่บ้านเกิดเขาบ้างเขาบอกว่าอีกหน่อยเปิด AEC พม่าจะเจริญมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับ เยเมียว ซอ คนงานก่อสร้างที่รว่าอยากจะหาเงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อไว้ทำนำเงินไปลงทุนทำธุรกิจเพราะตอนนี้พม่าธุรกิจกำลังขยับขยายและเติบโตใครมีทุนเยอะก็มีโอกาสมากขึ้น

โส่ย ลูกจ้างร้านแผ่นซีดีได้มีการละว่าพี่มาทำงานที่นี่เพราะรายได้ดีกว่าที่บ้านเกิดหางานส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยที่กำลังเรียนเภสัชได้อย่างสบาย

เปียเปียงโช คนงานเก่าสร้างล่ะว่าตัวเขามาทำงานเพื่อใช้หนี้ให้กับพ่อแม่เพราะที่บ้านมีเยอะมากอยู่พม่าหาเงินได้น้อยเพราะไม่มีงานให้ทำในทุกๆวัน

จึงเห็นได้ชัดว่าชาวพม่าส่วนใหญ่นั้นอยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีสำคัญคือเป้าหมายและความฝันที่ชัดเจนและมีพลังใจเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ในต่างแดนต่างถิ่นและคนพม่าในไม่ใช่ใช้เงินซื้อความสุขแต่ความสุขเล็กๆเป็นสีที่คนไทยนิยมมากส่วนใหญ่ก็จะเป็นการดูหนังฟังเพลง shopping ไปท่องเที่ยวอัพเดทชีวิตสวยๆหรูหราผ่าโลกณเดชซึ่งสิ่งของเหล่านั้นทำให้เรามีความสุขจริงแต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่ไม่ใช่ถาวรเมื่อหมดความสุขตรงนั้นก็ต้องหันมา เครียดทำงานกันต่อไป

และคนไทยบางคนนั้นก็หนักไม่เอาเบาไม่สู้พ่อแม่ส่งเรียนดีๆก็ไม่เอาเอาแต่โดดเรียนไปเล่นเกมมัวแต่เที่ยวเตร่เข้าผับเข้าบาร์พอให้เงินลงทุนก็กลัวว่าจะขาดทุนไม่กล้าทำอะไรพอให้ลงแรงก็บอกว่าเหนื่อยไม่อยากทำและอีกไม่นานคาดว่าเรานั้นจะกลายเป็นคนใช้ของคนพม่าไปอย่างแน่แท้

ใจพี่หล่อมาก! ใช้สิทธิ์ ‘ชิม ช้อป ใช้’ ซื้อของแจกคนไร้บ้าน

ฮัลโหลถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆหลังจากที่มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Noom Jerasak ได้มีการโพสต์ภาพที่ตัวเองนั้นได้นำข้าวสารอาหารแห้งน้ำดื่มและยารักษาโรคไปแจกจ่ายให้กับคนยากไร้พร้อมระบุไว้ว่า

มีคนถามว่าด่าลุงตู๋ แล้วจะรับเงินเขามาทำไม รับสิครับผมรับเงินตั้ง 1,000 บาท ผมไม่เอาคนอื่นก็เอาอยู่ดี เพราะนี่มันเงินจากภาษีของพวกเราทั้งนั้น แต่เงินจำนวนนี้ผมก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอามาใช้จ่ายส่วนตัวผมเลยทำหน้าที่รับเงินแทนผู้ยากไร้ที่ไม่มี Smartphone หรือแม้แต่ เงินที่จะซื้อข้าวกินผมขอเอาเงิน ซื้อน้ำข้าวสารอาหารแห้งและยารักษาโรคแบ่งปันให้กับผู้ยากไร้ที่จำเป็นจะต้องใช้เงินเหล่านี้มากกว่า

และผู้ชายคนนี้นั้นมีชื่อว่า นายจีระศักดิ์ ขันตี อายุ 32 ปี เป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้เปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวและปกติตัวเขานั้นชอบซื้อสิ่งของใช้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเอาไว้หลังรถเก๋งส่วนตัว เวลาเจอคนยากไร้ก็แจกจ่ายให้กับเขาตามที่ต่าง ๆ ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโอกาสเปิดโครงการนี้ แม้ตัวเองไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน 1,000 บาท เพื่อใช้ในการส่วนตัวแต่ก็มองว่านี่เป็นสิทธิ์ของเรา และจะสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนที่มีความจำเป็นมากกว่าแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้

จึงตัดสินใจมีการลงทะเบียนรับสิทธิ์ดังกล่าวเพื่อนำเงิน 1000 ไปซื้อสิ่งของใช้จ่ายจำเป็นต่อการดำรงชีพไปแจกจ่ายให้กับคนยากไร้และคนด้อยโอกาสที่มีความจำเป็นและต้องการมากกว่าซึ่งจริงแล้วคนกลุ่มนี้นั้นมีจิตเช่นกันแต่ไม่สามารถเข้าถึง 10 ได้เพราะไม่มีสมาร์ทโฟนและจะไม่มีเงินพอเพื่อไปซื้อข้าวกินประทังชีวิตในแต่ละวัน

ทั้งนี้ตัวเขาเองนั้นได้มีการเอาเงินไปซื้อสิ่งของใช้จำเป็นต่อการดำรงชีพที่จังหวัดลำพูนโดยซื้อของเป็นมูลค่าทั้งหมดทั้งสิ้น 1,079 บาท และนำมาบรรจุถุงจัดทำเป็นชุดได้ทั้งหมด 14 ชุดและสายท้ายรถจากนั้นเวลาที่ทำงานร้องเพลงตามร้านอาหารในตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อพบเห็นคนยากไร้ก็จะจอดรถและนำสิ่งของดังกล่าวเข้าไปมอบให้ในทันทีซึ่งแต่ละคนนั้นก็ต่างดีใจและรู้สึกมีความสุขที่ได้รับซึ่งนั่นก็ทำให้ตัวขาวนั้นก็มีความสุขด้วยเช่นกันจึงได้มีการนำเรื่องดังกล่าวนี้เอามาโพสต์ใน Facebook เพราะหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนอื่นๆ

แต่ก็ไม่นึกว่าจะได้กระแสตอบรับดีขนาดนี้มีผู้คนนั้นต่างเข้ามากดไลค์กดแชร์กันเป็นจำนวนมากในทั้งนี้จึงอยากจะให้ทุกคนนั้นมีความเห็นตรงกันทำแบบเดียวกันเพื่อแบ่งปันให้กับคนยากไร้และด้อยโอกาส

ยิ่งกว่าละคร! เปิดชีวิต หนึ่ง จักรวาร’ จากเด็กสลัมคลองเตยสู่นักเปียโนชื่อดัง

เป็นหยังอีกคนอันทรงคุณค่าสำหรับใครหลายๆคนที่รู้จักกันดีสำหรับโปรดิวเซอร์และนักดนตรีชื่อดังอย่างหนึ่งจักรวาล บอกเลยว่าชีวิตกว่าที่เขานั้นกว่าจะมีถึงทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะในสมัยเด็กนั้นเขาเคยอาศัยอยู่ที่สลัมคลองเตยไม่มีเงินแม้แต่เรียนดนตรีแต่ทุกวันนี้มาด้วยก็เพราะความพยายาม

โดยคุณหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ในตอนเด็กๆถ้าหากพูดถึงเปียโนมันก็คือเครื่องดนตรีที่มีฐานะแต่แน่นอนว่าทางบ้านของคุณหนึ่งนั้นไม่มีกำลังพอที่จะซื้อเปียโนให้คนหนึ่งเล่นจึงต้องอาศัยแอบดูและแอบซ้อมโดยชีวิตช่วงนั้นคนหนึ่งซ้อมหนักมากตี 5 ต้องถึงโรงเรียน 4 โมงก็ต้องซ้อมถึง 5 โมงรีบออกไปทำงานเลิก 04:30 นเสร็จแล้วกลับบ้านอาบน้ำแล้วไปมหาลัยชีวิตนั้นวนเวียนอยู่แบบนี้เป็นประจำ

เรียกง่ายๆว่าช่วงชีวิตนั้นเป็นช่วงชีวิตที่คุณหนึ่งนัดแทบจะไม่เห็นเตียง เพราะเวลานอนของตัวเองก็คือเวลาเรียนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนสภาพร่างกายไม่ไหวตัวผอมดำ จนโดนเชิญผู้ปกครองเพราะเห็นว่าเป็นเด็กคลองเตยคิดว่าเล่ น ย าแล้วพอเห็นสภาพที่ไม่ไหวแต่พอได้ขึ้นเวทีก็กลายเป็นคนละคนใครหลายคนก็มองว่านี่เป็นการท ร -มานตัวเองแต่คุณหนึ่งบอกว่านี่คือความสุข โดยบ้านที่เขานั้นหลับนอนอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรไปชม

มีประโยชน์! 6 อาการที่ใช้สิทธิ์ UCEP รักษาใน รพ. ฟรี 72 ชั่วโมง

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนะมารู้จักกับสิทธิประโยชน์อีกอย่างนึง ที่ใครหลายคนอาจจะไม่เคยรู้กันกับสิทธิประโยชน์ UCEP ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางรัฐบาลได้มีการคุ้มครองผู้ป่วยภาวะวิกฤตฉุกเฉิน ในการรับรักษาโรงพยาบาลเอกชน หรือรัฐบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุด และจะเป็นโรงพยาบาลเอกชน ที่ไม่ได้ขึ้นกับกองทุนบัตรทอง หรือประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการต่าง ๆ แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคและความเสี่ยงต่อการดูแลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆภายใน 24 ชั่วโมงจนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤต ..

ด้วย 6 อาการที่เข้าเกณฑ์การเจ็บแบบฉุกเฉินได้ก็มีดังนี้

-หมดสติไม่รู้ตัวไม่หายใจ

-หายใจเร็วหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง

-ตัวเย็นซึมลงเหงื่อแตกมีอาการชักเข้าร่วม

-เจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน

-แขนขาอ่อนแรงพูดไม่ชัดปัจจุบันทางด่วนชักต่อเนื่องไม่หยุุด

-มีอาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการหายใจระบบไหลเวียนโลหิตระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

5 ขั้นตอนในการขอใช้สิทธิ์

-ในกรณีเข้ารักษาโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุดให้แจ้งลงทะเบียนรับทราบว่าขอใช้สิทธิ์ UCEP

-โดยทางโรงพยาบาลนั้นจะมีการประเมินภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินตามแนวทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

-โรงพยาบาลเอกชนจะแจ้งผลการประเมินให้กับผู้ป่วยหรือญาติได้ทราบ

-เมื่อเข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินก็จะเข้ารักษาการในทันทีตามสิทธิ์

-หากไม่เข้าเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินหากต้องการรักษาต่อเนื่องผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบค่ารักษาเอง

การส่งต่อเพื่อรักษาหลังจากครบ 72 ชั่วโมง

หลังจากที่การรักษาครบ 72 ชั่วโมงแล้วทางศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จะมีการแจ้งเข้าไปยังกองทุนของเจ้าของสิทธิ์ ในทันทีเพื่อประสานงานไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลให้มีความเตรียมความพร้อม ที่จะย้ายผู้ป่วยหลังจากครบ 72 ชั่วโมงหรือเมื่อพ้นอาการวิกฤต

ทั้งนี้หากพบผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้ที่ติดต่อไปยังสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในทันทีหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร 02 872 1669

สู้เพื่อแม่! เก็บของเก่าขาย หวังได้เรียนสูง ๆ เป็นเสาหลักหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้

เด็กบางคนนั้นเกิดมาอาจจะไม่ได้โชคดีแต่บางคนก็มีความฝันอันยิ่งใหญ่แต่ก็ไม่สามารถที่จะพาตัวเองไปหาความฝันได้เพราะมีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงที่จะต้องช่วยเหลือครอบครัวดูแลครอบครัวเพราะครอบครัวนะมีฐานะที่ยากจนไม่มีเงินสนับสนุนและไม่อาจหลีกหนีจากความจนได้ซึ่งการเผชิญหน้านั้นก็คือการเผชิญหน้ากับความจริง

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเด็กหญิงธิดารัตน์ จตุรงค์หรือน้ำครีมวัย 14 ปี เรียกได้ว่าเธอนั้นเป็นเด็กหัวใจแกร่งที่มีความฝันอยากจะเป็นครูสอนศิลปะโดยน้อง นั้นเติบโตขึ้นมากับตาแม่และน้องสาว ซึ่งแม่มีอาชีพเก็บขวดขายและรับจ้างทั่วไปส่วนตานั้นก็สานแหขาย และหาปลาโดยปัจจุบันตามองไม่เห็นแล้วรายได้ของครอบครัว จึงตกมาอยู่ผู้เป็นแม่เป็นหลักและก็มีน้อง ที่คอยช่วยแม่เก็บและคัดแยกของเก่าเพื่อนำไปขาย

ด้วยหลังจากที่พ่อแยกทางกับแม่ไปตั้งแต่เด็กนานๆครั้งก็จะกลับมาหา น้องครีมก็ยังมีการเปิดเผยว่าเคยคาดหวังในชีวิตว่าอยากจะให้พ่อแม่กลับมาแล้วอยู่กันแบบครอบครัวแบบเดิมอีกครั้ง ในตอนนี้น้องครีมอาศัยอยู่บ้านเช่าไม้หลังทรุดโทรม 2 ชั้นที่อาศัยอยู่มานานกว่า 30 ปีโดยสภาพบ้านนั้นเต็มไปด้วยของเก่าที่แม่เก็บมาจากถังขยะค่าเช่านั้นเพียงแค่เดือนละ 2,000 เดือนไหนมีไม่พอจ่ายก็ติดหนี้ติดกันไปผ่อนจ่ายเดือนละ 500 บาท

และถึงแม้ว่าครอบครัวนะจะลำบากมากแค่ไหนแต่ตัวน้องนะไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคเพราะอยากจะอยู่กับแม่อยากจะช่วยแม่หาเงินอยากจะลดภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้านให้ได้มากที่สุดแต่ด้วยความยากจนและปัญหาของครอบครัวนั้นก็กลับกลายเป็นปมในจิตใจเนื่องจากถูกเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อมีแม่เก็บขยะขายบางครั้งก็แอบไปร้องไห้ คนเดียว เพราะไม่อยากให้แม่มาเห็นไม่อยากให้แม่ต้องมานั่งลำบากใจ แต่คุณแม่ ก็เคยสอนน้องครีมไว้เสมอว่าอย่าไปสนใจ เพราะว่ามันเป็นความจริงเราเลือกเกิดไม่ได้เพราะเราเกิดมาจน

โดยน้องครีมนั้นก็พยายามที่จะให้กำลังใจของกับตัวเองแล้วบอกตัวเองให้อดทนและมองเห็นกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างส่วนทางด้านของโรงเรียนนั้นก็รับรู้ถึงความลำบากจึงให้โอกาสของแม่นั้นเข้ามาเก็บของเก่าในบริเวณถังขยะส่วนกลางของโรงเรียนไปขายและยังจ้างงานให้แม่เป็นแม่บ้านของโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้อีกด้วย

และความฝันของคุณแม่นั้นก็เพียงแค่อยากได้เห็นลูกมีงานรับปริญญาสักใบก็ยังดี เพราะนี่คือความก้าวหน้าของลูกและอนาคตของลูก ส่วนน้องครีมนั้นก็ตั้งใจว่าจะตั้งใจเรียนอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้

ทนายออกมาเตือน! เอกสารสำคัญบัตรประชาชน ถ่ายแค่ด้านหน้าพอ

เจอล่าสุดนี้ทางเพจ Facebook ลุงทนายใจดีปรึกษากฎหมายฟรีได้มีการโพสต์เตือน ว่าสำเนาบัตรประชาชนในเรื่องปัจจุบันและไม่ควรถ่ายด้านหลังของบัตรไปพร้อมกับด้านหน้าอย่างเด็ดขาดเพราะว่าเนื่องจากทางด้านหลังบัตรชุดตัวเลขที่เรียกว่า Laser ID โดยในปัจจุบันทางภาครัฐต่างๆรวมถึงภาคการเงินมีการบังคับใช้ Laser ID ในการทำธุรกรรมตรวจสอบหรือการยืนยันตัวตนคู่กับเลขบัตรประชาชน 13 หลักชื่อเรียกว่า e-KYC(Electronic – Known Your Client) App ตัวจะเกี่ยวข้องกับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ Walletโดยต้องใช้ทั้งหมด

ซึ่งถ้าหากข้อมูลบัตรประชาชนหลุดไปก็ไม่เป็นอันตรายยิ่งข้อมูลตรงนี้หลุดไปด้วยก็จะยิ่งอันตรายเป็นทวีคูณเพราะเหมือนเลขบัตรเครดิตอยู่ไปพร้อมกับ cvv หลังบัตร โดยมีการอ้างอิงจากหนังสือคำสั่งกระทรวงมหาดไทยปี 2556 ที่มีการให้หน่วยงานราชการทุกคนเปลี่ยนมาใช้สำเนาบัตรประชาชน เฉพาะด้านหน้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น เพื่อความสะดวกและรวดเร็วและเป็นการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วยเพราะว่าด้านที่มีตัวเลข 13 หลักกำกับไว้รวมถึงข้อมูลหลักฐานครบถ้วนอยู่แล้ว อีกทั้งปัจจุบันได้มีการนำบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์หรือสมาร์ทการ์ดเข้ามาใช้ในระบบอย่างทั่วถึงจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายทั้งสองด้านต่อไป

ส่วนทางแอพพลิเคชั่นก็มีการกรอก Laser ID ในตอนนี้ก็ควรจะต้องระมัดระวังด้วยเพราะจะต้องเป็นสถานที่ที่เชื่อถือได้ต่างๆเช่นสถาบันการเงินหน่วยงานต่างๆหรือ Wallet ของบริษัทใหญ่น่าเชื่อถือ แต่ควรระมัดระวัง Application ปลอมหรือฟิชชิ่งดูให้ดีว่าน่าใช้งานแท้ๆหรือไม่

ก่อนจะมาเป็น ‘ไผ่ พงศธร’ เผยชีวิตสุดลำบาก ก่อนเป็นนักร้องเคยเหลือเงินแค่ 5 บาท

เป็นหนึ่งนักร้องขวัญใจประชาชนอีก 1 คนกับหนุ่มไผ่พงศธรที่เจ้าตัวนั้นมีผลงานออกมาอย่างมากมายให้แฟนๆได้ฟังกันอย่างกว่าจะมาถึงวันนี้นั้นเขานั้นก็ผ่านอุปสรรคมาอย่างมากมายและล่าสุดในเขาได้มาเปิดใจผ่านรายการคุยแซ่บโชว์

โดยไผ่ไม่มีการเปิดเผยว่าในสมัยเด็กนะตัวเขาเกิดมาเป็นลูกชาวนาไม่มีบ้านอาศัยอยู่ในทุ่งนาเวลาไปเรียนก็ต้องเดินเท้า 30 กิโลกรัมและอาศัยเขียนมาเป็นบ้านโดยความลำบากนักก็จะลำบากกว่าคนอื่นเพราะไม่มีบ้านลักษณะและครอบครัวก็ค่อนข้างที่จะยากจน

หลังจากนั้นก็มีโอกาสที่เดินทางเข้ามาสู่กรุงเทพฯโดยตลอดชีพแรกที่ทำก็คือร้านลาบได้เป็นธุรกิจของทางบ้านและนอกจากนี้ก็เคยชกมวยได้ค่าตัว 150 บาทแล้วก็รำตามหมู่บ้านเพื่อหาอาชีพเสริม ด้วยการเป็นนักร้องของเขานั้นมันเกิดเพียงแค่ชั่วข้ามคืนของที่เขาจะมีเป็นนักร้องเขาก็ได้รู้จักกับหยกลูกหยีซึ่งเป็นผู้จัดการคนแรกหาเขาไปนั่งดูการซ้อมร้องเพลงในห้องอัดแถวลาดพร้าวแล้วอาจารย์สมพรเป็นคนถามว่าร้องเพลงเป็นไหมจะได้มีการร้องให้เขาฟังเขาก็จะบอกทำ Demo ให้

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสเข้าไปพบเจอกับครูสลาจะได้มีโอกาสที่ได้เข้ามาเทสเสียงก่อนที่จะกลับมาขายหน้าเช่นเดิมขายอยู่เป็นปีก็มีบริษัทโทรเข้ามาแล้วก็พาไปเจอกับครูสลาพร้อมกับเซ็นเอกสารต่างๆโดยในช่วงแรกนั้นก็มีการเดินทางเข้ามาเพื่อพิสูจน์ตัวเองโดยเหลือเงินเพียงแค่ 5 บาทในการใช้ชีวิต แต่ไม่รู้จะทำยังไงก็มีการซื้อข้าวถุงนึงและขอซอสคลุกข้าวกิน กินแต่น้ำประปาเวลาขึ้นรถเมล์ก็อาศัยหลบเอาไม่มีจ่ายเขาก็ไล่ลง ว่าชีวิตของเขานั้นก็ลำบากพอสมควร เพราะเข้ามาในกรุงเทพฯไม่รู้จะเข้ามาหากินอย่างไรแต่ถ้าอยู่ต่างจังหวัดเขาก็สามารถหว่านแหหาปลากินเองได้

หลังจากนั้นที่เขาได้เซ็นสัญญาเขาก็ไม่ได้มีงานทำเลย 2 ปีหลังจากก็ไม่มีการออกกำลังกายชุดแรกและบริษัทก็ช่วยเหลือให้มาอยู่แถวรัชดากับวงพี่มั้ยโดยอัลบั้มแรกนั้นเงียบมากประมาณ 8-9 เดือนจนรู้สึกถอดใจเขาไม่มีกำไรเข้ามาเลยแล้วไม่คิดว่าจะดัง

สุดท้ายเขาก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆจนมาเป็นนักร้องที่สู่ความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นนักร้องติดดินที่เป็นตัวอย่างให้กับใครหลายๆคนได้จึงไม่แปลกที่เขานั้นจะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้กับประชาชนและนักร้องหลายๆคนรุ่นน้องที่เดินทางสายความพอดีและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ

ดีกรีไม่ธรรมดา ลูกสาว 3 ใบเถาที่ทั้งสวยและเก่งของ ‘ไมค์ ภิรมย์พร’

ทุกคนก็จะรู้จักกันดีสำหรับนักร้องขวัญใจคนใช้แรงงานกับไมค์ภิรมย์พรในสังกัดแกรมมี่โกลด์ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็จะรู้กันดีว่าเขานั้นมีลูกสาวคนสวยสามใบเถาที่ทั้งสวยทั้งเก่ง 3 คนอย่าง “น้องเมย์” น.ส.เมย์วดี พินทะปะกัง , “น้องแกรมมี่” น.ส. กาญจนา พินทะปะกัง และ “น้องมิ้ว” ด.ญ.พรพิมล พินทะปะกัง

เธอบอกว่าน้องเมย์และน้องแกรมมี่ ลูกสาวคนโตและลูกสาวคนรอง ของเขานั้นทั้งสวยทั้งเก่งแถมยังใช้ชีวิตแบบสู้ชีวิตเหมือนพ่อของเขาที่ผ่านจากลูกจ้างขายแรงงานสารพัดก่อนเข้ามาเป็นนักร้อง superstar ด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างเสิร์ฟอาหารและยาล้างจานเพื่อส่งตัวเองเรียนในมหาวิทยาลัยแคนาดาทำให้ผู้เป็นพ่อนั้นรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกสาวของเขาเป็นอย่างมาก

โดยลูกสาวทั้งสองคนโตและคนรองของคุณไมค์ได้ขอพ่อไปเรียนต่อประเทศแคนนาดา หลังจากที่เรียนจบ โดยอาสาทำงานหาเงินเลี้ยงตัว เอง ซึ่งแน่นอนความเป็นพ่อ ก็เสนอจะ่ายให้แต่ลูกก็ปฏิเสธก็ขอสู้เองและไม่เคยแบมือขอเงินแม้ต่บาทเดียวจนกระทั้งเรียนจบ โดยค่าใช้จ่ายกินอยู่ลูกทั้งสองไม่เคยขอ มีเพียงค่าเทอมที่ส่งไปให้ลูกเท่านั้น เป็นห่วงแต่ก็ดีใจและภูมิใจที่ลูกสู้จนประสบความสำเร็จ และความรู้ถือเป็นทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าคือลูก ร่ำเรียนมีความรู้กลับมาทำงาน สร้างประโยชน์ให้กับสังคมให้กับประเทศชาติ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

เรียกได้ว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยก็ว่าได้หน้าภาคภูมิใจ แทนคุณพ่อจริงๆที่มีลูกสาวสวยเก่งอย่างนี้

‘คีอานู รีฟส์’ ดาราพันล้าน ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายและจิตใจงดงาม

สำหรับใครหลายคนคงจะรู้จักกับคีอานู รีฟส์ นักแสดงดาราฮอลลีวูดที่โด่งดังและมีผลงานออกมาอย่างมากมาย ฝีมือการแสดงขั้นยอด หน้าตาก็ดีและนิสัยดีมากๆ เพราะเขานั้นเป็นคนดีมีน้ำใจและเป็นมิตรกับผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาซึ่งเรื่องราวของเขาน่าจะทำให้ทุกคนนั้นรักพระเอกคนนี้เป็นอย่างมาก

คีอานู รีฟส์ นั้นไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยหรืออบอุ่นอะไรมากนักเพราะถูกพ่อของเขาทิ้งไปตั้งแต่อายุเพียงแค่ 3 ขวบเท่านั้น ทำให้เขาต้องย้ายบ้านกับแม่ไปหลักหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นแคนาดาสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียรวมถึงการย้ายโรงเรียนบ่อยๆ จึงมีปัญหาในเรื่องของการปกพร่อง การอ่านการเขียนและการเรียนรู้ แย่ลง นอกจากนี้ในตอนเด็กนั้นเขายังใฝ่ฝันว่าเป็นนักกีฬา ฮอกกี้น้ำแข็ง แต่ก็มาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน

นอกจากนี้เขานั้นแต่ไม่รับเล่นบทละครที่รู้สึกว่าตัวละครนั้นมีนิสัยหรือพฤติกรรมอันแนวร้ายเกินไปไม่ว่าตัวละครนั้นจะสามารถเรียกค่าตัวได้สูงมากแค่ไหนก็ตามเขายัง ลดคุณค่าของตัวเองเพื่อให้สามารถรับนักแสดงคนอื่นเข้ามาเพิ่มได้ด้วยโดยน้องสาวของเขานะไม่ได้ป่วยเป็นโรคลูคีเมียซึ่งเขาก็ต้องรับผิดชอบค่ารักษาของเธอด้วยตัวเองทั้งหมดและยังนำเงินบริจาคส่วนตัวเองไปบริจาคให้กับมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคลูคีเมียเช่นเดียวกับน้องสาวเขาด้วยเช่นกัน

และในวันเกิดขณะที่คนอื่นๆที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็มาจัดงานวันเกิดอย่างหรูหราแต่เขากลับดึกแค่กาแฟนะครับเค้กก้อนเล็กๆให้เป็นของขวัญของตัวเองเท่านั้นใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่มีบอดี้การ์ดส่วนตัวและเดินทางด้วยรถไฟเป็นประจำจึงทำให้มีผู้คนมักพบเห็นเขาอยู่เสมอนะคะว่าจะสละที่หน้าของตัวเองให้กับเด็กคนชราและผู้พิการหรือผู้ที่ลำบากกว่าเขาอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากนี้ยังมีชายคนหนึ่งเคยวิ่งหนีตำรวจเข้ามาในสวนหลังบ้านของเขาหลังจากที่เข้าไปที่ป้ายฮอลลีวูดที่โด่งดังโดยไม่ได้รับอนุญาตและในครั้งนี้ก็มี คีอานู รีฟส์ ที่เข้าไปช่วยบอกทางหลบออกไปขึ้นแท็กซี่แล้วยังขอโทษที่ไม่สามารถส่งด้วยตัวเองเพราะเนื้อตัวของเขาเปื้อนจากการทำความสะอาดสระน้ำอยู่ และนี้ก็คือตัวตนของพระเอกคนนี้ ที่ใครได้รุ้ก็ต่างหลงรักกันเป็นจำนวนมาก

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ ’12 ราศี’ ควรบูชา เป็นศิริมงคล หนุนชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง

โดยในวันนี้เราจะขอรวบรวมสิ่งของบูชาสำหรับคน 12 ราศีที่จะทำให้รู้ว่าถ้าหากเรานั้นอยู่ในราศีอะไรจะเสียสละสิทธิ์อะไรที่ให้ความสมดุลกับราศีตัวเองได้บ้างและเพิ่มความสิริมงคลให้กับตัวเองซึ่งเรื่องนี้เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธาก็ได้โดยเฉพาะมีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกันเลย

ราศีมังกร

จะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ให้ดีมีหลายเรื่องหลายคิดเข้ามาให้ตัดสินใจอย่างต่อเนื่องมีหน้าที่การงานมากมายมีโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือความสามารถต่างๆมีผู้ใหญ่สนับสนุนส่งเสริมบารมีมีโชคมีลาภจากเพื่อนเรียกว่าเป็นราศีที่มีเรื่องงานดีโดยตลอด โดยชาวราศีนี้จะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่ายและอยากจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวไม่ค่อยฟังใครซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรานั้นพลาดโอกาสทางการเงินฉันนั้นควรจะใจเย็นๆ เข้าไว้ และคนชาวราศีนี้มีโอกาสที่คนรักเก่าจะกลับคืนมาฉะนั้นง่ายๆคนละสีนี้จะต้องมีการบริหารความคิดและการตัดสินใจให้ดีถ้ามีการลงทุนควบคุมอารมณ์จิตใจให้เย็นเข้าไว้เพราะปีนี้ถือเป็นปีที่ดีสำหรับท่าน

วัตถุเสริมมงคล คือ ท้าวเวสสุวัณ เน้น การเงินเรียกทรัพย์

ราศีกุมภ์

สำหรับคนชาวราศีนี้จะมีความโดดเด่นทางด้านการเงินเป็นพิเศษมีโอกาสได้เงินเพิ่มมากขึ้นมีโอกาสได้เดินทางไกลลงทุนไกลถึงต่างแดนและให้ผลตอบรับดีมีโอกาสที่ทำบุญมากยิ่งขึ้นแต่จะมีบุคลิกพี่จะชอบเป็นคนกวนๆฉะนั้นควรจะมีความใจเย็นอย่าไปกวนใครเขามากแล้วจะได้ทรัพย์สินเป็นที่ดินอสังหาริมทรัพย์ส่วนเรื่องความรักมีโอกาสที่จะโดนความรักที่หลอกลวงซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว และคนที่เกิดราศีนี้มีโอกาสที่จะขยับขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้นถือเป็นปีที่ดีอีกราศีนึง

วัตถุเสริมมงคล คือ ท้าวเวสสุวัณ เน้น การเงินเรียกทรัพย์

ราศีมีน

เป็นราศีที่เกิดความท้าทายมากสำหรับราศีนี้เลยก็ว่าได้มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการงานและการใช้ชีวิตวิธีคิดและวิธีการทำงานและจะต้องมีโอกาสไปอยู่ในงานที่จะคอยเป็นของการช่วยและช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาควบคุมการวางแผนต่างๆมีงานใหม่ท้าทายมาอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะมีข้างที่ซับซ้อนแต่ก็สามารถผ่านไปได้เราจะได้รับเงินก้อนใหญ่ซึ่งเงินก้อนใหญ่ที่ว่านี้สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเลยก็ว่าได้จุดเด่นในเรื่องของเงินก้อนงานที่ได้รับความสำเร็จแต่อาจจะมีความซับซ้อนนิดหน่อยแค่นั้น

วัตถุเสริมมงคล คือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เน้น การเงินเรียกทรัพย์

ราศีเมษ

ถือเป็นอีกหนึ่งราศีที่เปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างมีโอกาสที่จะได้ความรักที่ดีได้มีคนดีๆมีฐานะโอกาสความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีโอกาสได้ตำแหน่งหรืออะไรใหม่ๆมากยิ่งขึ้นมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าคนนายคนนะช่วงนี้หากใครกำลังศึกษาควรวางแผนดีดีเพราะอาจจะมีปัญหานิดหน่อย แต่ก็จะมีโอกาสพี่ได้งานที่ถูกใจหรือเกี่ยวข้องกับต่างประเทศมีโอกาสที่จะเจ็บป่วยบ้างเล็กน้อยเพราะทำงานหนักโดยเฉพาะในเรื่องของความเครียดและความกังวล

วัตถุเสริมมงคล คือ ท้าวเวสสุวรรณ

ราศีพฤษภ

ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ใครวะอาจจะมีเรื่องของความรักเรื่องหุ้นส่วนเรื่องคนรอบข้างที่จะทำให้เบื่อหน่ายแต่ก็จะมีโอกาสได้เจอคนดีๆ และเป็นปีที่จะต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอควรระมัด ระวังการวางตัวกับผู้หลักผู้ใหญ่สักหน่อยซึ่งถ้าหากเรารู้จักทำก็จะมีงานวิ่งเข้ามาหาเราอย่างเรื่อยๆหาก ทำงานกันเป็นทีมก็จะเป็นทีมเล็กๆแต่ก็จะมีงานเข้ามาให้เราทำมากขึ้นมีโอกาสที่จะได้พัฒนาฝีมือของตัวเองควรไปอบรมลงคอร์สเรียนระยะสั้นอะไรเพิ่มเติมก็ได้ทำให้เรานะสามารถมีพัฒนาทางการงานที่มากขึ้นโดยเฉพาะการฝึกภาษาใหม่ๆหรือว่าจำเป็นอย่างมากสำหรับในยุคปัจจุบัน

วัตถุเสริมมงคล คือ แหวนพญานาค เน้น การเงินเรียกทรัพย์ใส่นิ้ว

ราศีเมถุน

จะต้องรู้จักการวางแผนควบคุมใจให้ดีๆสำหรับคนดวงนี้มีโอกาสที่จะใช้เงินเยอะเป็นพิเศษในการซื้อบ้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ระวังเรื่องค่าใช้จ่ายบานหรือถูกชวนการลงทุนในรูปแบบแปลกๆควรระมัดระวังให้ดีควรจะใจเย็นๆอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เมื่อเกิดปัญหาส่วนชีวิตคู่ก็พยายามชวนไปเที่ยวหาสถานที่ใหม่ๆเพิ่มความหวานส่วนทางด้านการงานก็จะโดดเด่นมีโอกาสการทำงานมากยิ่งขึ้นมีโปรเจคใหม่ๆมีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องสุขภาพควรดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีอาจจะมีปัญหาในเรื่องของระบบช่องท้องถ้าหากปวดท้องหรือเป็นอะไรก็ควรรีบไปหาหมอในทันที

วัตถุเสริมมงคล คือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เน้น การเงินเรียกทรัพย์

ราศีกรกฎ

สำหรับชาวราศีนี้ถือเป็นคนที่ติดบ้านและรักครอบครัวเป็นอย่างมากให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นพิเศษชอบช่วยเหลือชอบบริการเป็นพวกมีจินตนาการสูงและเป็นราศีที่เอาแน่เอานอนกับอารมณ์ไม่ได้รูปลงอะไรง่ายๆแต่เป็นคนรักเพื่อนขี้งอนโกรธง่ายหายเร็วขี้สงสารใจอ่อนอยู่เสมอเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ในเรื่องของความรักนั้นมักจะได้คู่ครองที่แก่กว่ามีนิสัยโบราณแชร์จนคนหมั่นไส้แต่ก็เป็นคนที่มีความอดทนสูงเตือนไว้ว่าอย่าหลงอะไรง่ายๆ

วัตถุเสริมมงคล คือ หลวงปูทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เน้น การเงินเรียกทรัพย์ ป้องกันภัย

ราศีสิงห์

เป็นปีแห่งการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่ดีมีโอกาสที่จะได้เจอสังคมใหม่ๆพัฒนาเรื่องโครงการต่างๆมีโอกาสที่พัฒนาไปได้อย่างด้วยดีเรื่องความรักใครโสดก็ต้องดูยาวๆหน่อยมีความรักแต่ก็ไม่อาจจะเปิดเผยได้โดยเรื่องเด่นๆก็คือความสำเร็จความสุขของคนในบ้านและคนในครอบครัว

วัตถุเสริมมงคล คือ หลวงปูทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เน้น การเงินเรียกทรัพย์ ป้องกันภัย

ราศีกันย์

สำหรับราศีนี้ที่ยังมีความโชคดีเป็นอย่างมากในเรื่องของการงานมีโอกาสที่จะหาเงินได้มากขึ้นมีโอกาสที่จะได้ลงทุนอะไรใหม่ๆมีโอกาสที่จะได้พัฒนาการงานพัฒนาความสัมพันธ์การใช้ชีวิตกับเราได้มากยิ่งขึ้นคนโสดมีโอกาสที่จะได้เจอกับเนื้อคู่ที่มีคนใจดีมีโอกาสที่จะได้รากสร้างรากฐานให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นเด็กๆๆๆว่าจะมีแต่รวยกับรวยมีความรักดีมีเงินที่เรียกว่าเป็นปีตกสุขุมวิททรัพย์เลยก็ว่าได้

วัตถุเสริมมงคล คือ พระปิดตาทรงนาคราช “มะรุมมะลักษ์”

ราศีตุลย์

เป็นปีที่เกิดเรื่องราวดีๆโดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนกับชีวิตเรื่องการเงินมีโอกาสที่จะได้ลงทุนอะไรใหม่ๆมีโอกาสที่เราจะได้แก้ไขปัญหาบางอย่าง ส่วนความรักถ้าหากใครกำลังโสดก็มีโอกาสที่จะได้เจอเนื้อคู่อย่างฉับพลันจะมีเรื่องของการเงินที่ดีๆและควรพัฒนาตัวเองส่วนเรื่องความรักควรระมัดระวังอาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตัว

วัตถุเสริมมงคล คือ ท้าวเวสสุวัณ

ราศีพิจิก

สำหรับราศีนี้จะเสียหายในเรื่องของความรักความสัมพันธ์ในอาชีพการงานต่างๆเรียกว่าวุ่นวายพอสมควรจะเป็นราศีที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้นลองไปฝึกอบรมเรียนรู้อะไรต่างๆเพิ่มมากขึ้นเพื่อจะทำให้เรานั้นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นมีโอกาสที่ได้ทำเกี่ยวกับต่างแดนค้าขายกับประเทศต่างๆในเรื่องของความรักก็ค่อยๆคบหาดูใจกันใครมีครอบครัวอยู่แล้วก็จะมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเช่นเดิม

วัตถุเสริมมงคล คือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด เน้น การเงินเรียกทรัพย์

ราศีธนู

สำหรับราศีนี้แล้วนั้นจะต้องระมัดระวังในเรื่องของสุขภาพในเรื่องของการปวดหัวหรือกระดูกหรือฟันคุดต่างๆเป็นอย่างดีแต่การเงินการงานจะกลับมาดีมีเงินมีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาสนับสนุนมากยิ่งขึ้นแต่ควรระมัดระวังในเรื่องของอารมณ์และความคิดของตัวเองอย่าตามใจมากเกินไปแต่จะได้พบเจอสังคมใหม่ๆมากยิ่งขึ้นเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานานก็จะได้พบเจอกันอีกครั้งหนึ่งส่วนหน้าที่การงานก็จะดีมากยิ่งขึ้นถ้าหากไม่หมดไฟไปเสียก่อน

วัตถุเสริมมงคล คือ บูชาท้าวเวสสุวัณองค์ทอง เน้น การเงินเรียกทรัพย์

คน 10 ประเภท ที่ควรถอยห่าง ไม่น่าคบ แล้วชีวิตจะดีขึ้น

สำหรับใครนั้นที่มีนิสัยเข้าไข่ 10 ประเภทต่อไปนี้คุณควรเลิกคบซะเพราะมันจะทำให้ชีวิตของคุณนั้นมีอะไรดีขึ้นเยอะโดยคนและแต่ละประเภทที่เราไม่ควรจะคบหานะมีอะไรกันบ้างดูกันเลยดีกว่า

1.ดีแต่ปาก

สำหรับคนจำพวกนี้จะพูดอย่างใจอย่างปากบอกว่าจะดูแลเราอย่างใกล้ชิด แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่สามารถทำได้เลยต้องเจอเรื่องซ้ำซ้ำซากซากมาเป็นปีปีบอกเลยว่าน่าเบื่อและสัญญาอะไรก็ไม่เคยทำได้ตามสัญญาบอกเลยว่าคนแบบนี้คบไม่ได้

2.คนหน้าไหว้หลังหลอก

สำหรับคนประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปตาม สังคมถ้าหากพบเจอแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงให้ห่างเอาไว้

3.โกหกคนที่ชอบโกหกอยู่เป็นประจำ

ความจริงใจและถือว่าสำคัญแต่ถ้าหากใครไม่มีก็ควรเลิกไปเสียเถอะอย่าไปฝากชีวิตกับคนแบบนี้เลย

4.คนที่หลอกใช้

สำหรับคนประเภทนี้นั้นคิดจะเอาแต่ประโยชน์ต่อคนเท่านั้นเมื่อคุณหมดประโยชน์ก็จะเซย์บาย

5.ทัศนคติแย่หาเรื่องเครียดได้ทุกวี่ทุกวัน

สำหรับคนที่มีแต่เรื่องเครียดคอยหาเรื่องให้อยู่ตลอดเวลาหาทัศนคติแย่ๆมาใส่เราตลอดเวลาคนแบบนี้จะทำให้เรามีแต่เครียดมีแต่จะถูกดูถูกดีไม่ดีทำให้เราเครียดทั้งวี่ทั้งวัน

6.ไร้ความเคารพ

ถ้าหากเราศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวใครแต่เขาไม่เคยแสดงให้เราเห็นหรือให้เกียรติเราเลยสักครั้งฉะนั้นรีบหนีตีตัวออกห่างให้ไว

7.ทำให้เสียเวลาชีวิตแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

คนเหล่านี้ทำให้เรานั้นเสียเวลาชีวิตคอยล้างความเจริญอยู่ไปก็เสียเวลาเผลอเสียทรัพยากรอันมีค่าไปด้วย

8. ทำให้คุณไม่เป็นของตัวเอง

การที่ใครสักคนเข้ามาในชีวิตแล้วคุณเป็นตัวของตัวเองไม่ได้นั้นบอกเลยว่าคนแบบนี้อยู่ไปก็อึดอัดใจแสดงความคิดเห็นของตัวเองก็ไม่ได้และเครียดในที่สุด

9.ดึงขนกลับมายังโลกใบเก่า

โลกใบนี้มีคนบางประเภทที่คอยดึงให้คุณกลับไปอยู่โลกใบเก่าแถมยังไม่คอยให้กำลังใจคุณอีกด้วยทำให้คุณไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้

10.ทำให้คุณเจ็บซ้ำซากอยู่ตลอด

บางครั้งถ้าหากเราทำดีกับคนหนึ่งและแคร์เขามากเกินไปแต่คนเหล่านี้นั้นจะไม่เคยแคร์เราแถมทำให้เราเจ็บซ้ำซากอยู่ตลอดเวลาแล้วก็ควรทิ้งเมื่อฉันไปเดินหน้าเติมเต็มชีวิตตัวเองซะบ้าง

ข้อคิดดีดี อย่าอิจฉาคนอื่นแต่จงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

ชีวิตของเรานั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและสิ่งต่างๆเข้ามาในชีวิตนั้นจำเป็นจะต้องพี่เรานั้นจะต้องมีการเตรียมรับมือและพร้อมเดินเข้าไปข้างหน้าอย่าได้คิดอิจฉาใครจนทำให้ชีวิตของเรานะแกเป็นที่จะให้สำหรับคนอื่นจะดีกว่าหรือในวันนี้เราก็จะมีสิ่งดีๆให้ทุกคนนั้นเนื้อลองคิดกันเดี๋ยวจะมีอะไรบ้างนะชมเลย

1.โดยทุกอย่างในโลกนั้นเป็นสิ่งชั่วคราวฉะนั้นเราควรจะทำให้ทุกอย่างนะมีความสุขไปกับมันเพราะความสุขนั้นเป็นสิ่งที่เราอยู่ได้ไม่นานอย่าไปกังวลกับมันมากนัก

2.สำหรับการสร้างความสุขทางเดียวสำหรับบนโลกนี้น่าจะเกิดการแบ่งปันความสุขให้กับคนอื่นนั่นเองซึ่งเราแบ่งปันมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น

3.คนที่น่าอิจฉาที่สุดก็คือคนที่ไม่เคยรู้สึกอิจฉาใครเลยซึ่งมันเป็นเพียงแค่ความสุขง่ายๆที่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีกัน

4.ทุกวินาทีคือการหายใจคือการมีโอกาสของชีวิตอย่ากลัวที่จะเริ่มต้นใหม่อย่าแคร์สายตาใครตราบใดที่เรานั้นยังมีลมหายใจอยู่

5.ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของคนอื่นไม่ต้องคิดแทนใครไม่ต้องอิจฉาคนอื่นอย่าดูถูกคำสอน 5 ข้อเพราะจะทำให้ทุกคนเลยไม่มีความสุข

6.อย่าอิจฉาคนอื่นจงใช้ชีวิตให้คนอื่นอิจฉา

7.ไม่ว่าสิ่งไหนหายไปมีเวลาเท่านั้นที่ยังคงเดินต่อไปกับเราและคอยสอนให้เรารู้จักการใช้ชีวิตฉะนั้นเมื่อเรามีเวลาอยู่ก็ควรดูแลตัวเองรักษาในสิ่งที่ตัวเองรักเพราะว่าหนึ่งเมื่อเราเสียไปเราจะไม่เสียใจและทำสิ่งที่ดีที่สุดไปแล้ว

8. ความสุขของเรานั้นมักจ ะอยู่กับเราได้ไม่นาน แต่ความทรงจำดีดี อยู่กับเรานานที่สุด

9. บางครั้งเราไม่ต้องคิดว่าสิ่งที่เราทำเราจะได้อะไรแต่ทำแล้วมันคือความสุขมันก็คือกำไรของชีวิตของเรา

10.จุดตกต่ำที่สุดเป็นได้ทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้น

สอนลูกให้ ‘ รู้จักหน้าที่’ อย่าเลี้ยงให้เอาแต่ ‘เรียนอย่างเดียว’

สำหรับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับพ่อแม่มือใหม่นั้นจำเป็นจะต้องที่จะต้องหาคู่มือในการเลี้ยงลูกอย่างรักร้ายและจะต้องมีเวลาที่ทุ่มเทให้ลูกได้อย่างเต็มที่แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจต่างๆก็ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องออกจากบ้านไปหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัวและอยากจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด จึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ลูกสามารถในโรงเรียนดีๆเพื่อมีผลการเรียนมาให้พ่อแม่ชื่นชมแต่บอกเลยว่าการเรียนนั้นถึงแม้จะสำคัญมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวที่สามารถตัดสินอนาคตของลูกได้สิ่งที่จำเป็นที่สุดนั่นก็คือการจัดการ IQ และ EQ โดยการทำให้ทั้งสองอย่างนี้มีผลพัฒนาไปด้วยกันจะทำให้เด็กนั้นสามารถเติบโตไปเป็นเด็กที่มีคุณภาพได้ และเรามาดูเทคนิคในการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพได้จะดีกว่าว่าจะมีวิธีไหนบ้างนั้นมาดูกันเลย

1.ให้ลูกไปพบปะเด็กคนอื่นๆบ้าง

ถ้าหากบ้านไหนมีลูกคนเดียวแล้วก็การพาลูกไปพบปะสังคมนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งเพราะจะทำให้ลูกสามารถรู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคมได้โดยอาจจะพาไปเล่นสนามเด็กเล่นหรือตามงานเทศกาลต่างๆซึ่งเมื่อเขาเข้าโรงเรียนจะทำให้เขาสามารถปรับตัวได้รวดเร็วไม่แปลกแยกจากคนอื่น

2. สอนให้รู้จักการวางตัวเอง

สำหรับลูกคนไหนนั้นที่เกิดมาเป็นลูกคนเดียวและถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ก็อาจจะกลายเป็นจอมบงการสูงสุด พร้อมที่จะก้าวล่วงมาในเรื่องส่วนตัวของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในอนาคต ซึ่งถ้าหากมีนิสัยแบบนี้ติดตัวไปก็คงจะไม่ดี ดังนั้นต้องให้ลูกรู้ว่าจุดไหนควรจุดไหนไม่ควรให้เขาเข้าใจว่าชีวิตของคนอื่นมีขอบเขตในของของตัวเองไม่ควรล่วงล้ำเข้าไป …

3.เด็กให้มีความรับผิดชอบ

เมื่อถึงวัยอันเหมาะสมก็ควรสอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง มอบหมายงานบ้านเล็กๆน้อยๆให้รับผิดชอบจะทำให้เด็กนั้นเรียนรู้การมีน้ำใจ และหลักความรับผิดชอบ

4.ไม่จับผิด

อย่าพยายามจับผิด ไม่อย่างนั้นลูกจะรู้สึกหัวเดียวกระเทียมลีบ เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ก็ให้จุดนั้นเป็นจุดที่ให้เด็กได้เรียนรู้อย่าพยายามกดดันเขาหรือวางกฎเกณฑ์ต่างๆมากจนเกินไปควรจะทำด้วยความรักและความเข้าใจไม่อย่างนั้นอะไรที่มากเกินไปจะทำให้ลูกสูญเสียความมั่นใจ

5.สอนให้ลูกรู้จักการประหยัดอย่าสปอย์ลูกมากจนเกินไป

การที่พ่อแม่ซื้อของทุกอย่างตามใจลูกนั้นอาจจะทำให้ลูกโตไปเป็นเด็กที่ไม่รู้จักพออยากได้ในสิ่งใหม่ๆตลอดเวลาฉะนั้นควรระมัดระวังให้ดีอย่าเลี้ยงลูกให้เสียคน

6.ฝึกให้ลูกอยู่ได้ด้วยตัวเอง

เมียเมื่อลูกไม่มีพี่น้องสิ่งที่พ่อแม่จะต้องสอนให้ลูกต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง ให้ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองเมื่อเติบโตขึ้น ให้เขาทำในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ให้เขาเรียนรู้ จากความผิดพลาดโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องลงไปช่วยในทุกๆครั้งจะช่วยก็ต่อเมื่อลูกร้องขอเท่านั้น

‘กล้วย’ กินให้ถูกต้อง สรรพคุณ ดีต่อตับ ความจำและช่วยเบาหวาน

สำหรับคนไทยนั้นมีความผูกพันกับต้นกล้วยมาอย่างช้านานมีการใช้ใบตองในการประกอบอาหารต่างๆทำเป็นวัสดุชามใส่อาหาร แต่ในปัจจุบันนั้นก็เริ่มมีคนใช้วัสดุตามธรรมชาติน้อยลงหันไปใช้พลาสติกหรือสิ่งแวดล้อมที่ทำลายธรรมชาติกันมากขึ้นซึ่งบอกเลยว่าแท้จริง แล้วสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวเรานั้นดีกว่า ที่ใครคิดและ นอกจากนี้ใบตองยังมีบทบาทสำคัญในการชนำมาทำพิธีต่างๆ อย่างเช่นขึ้นพิธีบ้านใหม่ขันหมากและอีกหลายพิธีต่างๆมากมายและกลายเป็นเครื่องบายศรีใหญ่ ลากราซพิธีจึงมีพิธีอัดสำคัญคือพิธีรีตอง


โดยในตำรับยานั้นกล้วยถือเป็นอาหารและยาที่ดำรงในวัฒนธรรมโภชนากา รและแพทย์พื้นบ้านมา ตั้งแต่สมัยโบราณโบราณและกล้วยที่ฮิตที่สุดในคือ … กล้วยน้ำว้าเพราะมีประโยชน์ในทางด้านอาหาร และมีคุณค่าในทางยา อีกทั้งหมอพื้นบ้านมีการใช้ใบตองอ่อนมา ประคบอาการปวดหน้าอกอาการอักเสบพุพองผิวหนังต่างๆและนำมาต้มดื่มแก้ท้องเสียได้

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาฤทธิ์ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหารซึ่งมีการพบว่ากล้วยน้ำจะสามารถไปกระตุ้นเซลล์ในเยื่อบุกระเพาะให้หลั่งสารเมือกออกมาเคลือบเพิ่มความหนาและความแข็งแรงในกระเพาะได้เป็นอย่างดีลดความเป็นกรดได้สามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและเร่งการสมานแผลในกระเพาะให้หายได้อย่างรวดเร็ว

แน่นอกจากนี้ในกล้วยดิบในที่มีเส้นใยอาหารจำพวก เฮมิเซลลูโลส อย่างมากมายและยังมี นิวตรอลดีเทอร์เจนต์ เป็นเส้นใหญ่ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้มีคุณสมบัติในการช่วยดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอลให้ขับออกมากับอุจจาระส่งผลให้ปริมาณร่างกายในไขมันลดลงได้และช่วยควบคุมความดันโลหิตสูงได้ให้มาอยู่ในปกติและยังเป็นยาช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการรักษาตับอีกด้วยหลังจากที่ได้มีการทดลองในหนูโดยการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของกล้วยเพียงแค่ 10% พบว่ากล้วยนั้นสามารถช่วยกระตุ้นสร้างเนื้อเยื่อใยของเซลล์สัตว์ที่ถูกทำลายจากพาราเซตามอลได้เป็นอย่างดี และยังมีการป้องกันเพิ่มขึ้นของสารสีเหลืองบิลิรูบิล ได้อีกด้วยนอกจากนี้กล้วยยังมีกลไกในการเพิ่มสารสื่อประสาทเกี่ยวกับความจำทำให้มีความจำที่ดีขึ้นและเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

และถูกจัดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงโดยมีวิธีรับประทานง่ายๆโดยการ ใช้กล้วยน้ำว้าห่ามสดครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล หรือผงกล้วยปั้นเม็ดลูกกลอนครั้งละ 4 เม็ด หรือใช้ผงกล้วยครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ รับประทานวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน และนอกจากนี้เรายังมี วิธีการกิน

กล้วย ในกล้วยแต่ละแบบ ดังนี้

1.กล้วยดิบ

สำหรับกล้วยดิบนั้นถือเป็นยาชั้นดีโดยการนำมาฝากเป็นแว่นๆในอุณหภูมิ 50 องศาที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคกระเพาะอาหารเมื่อนำมาบดเป็นผงและกินก่อนอาหารผสมกับน้ำผึ้งก็ได้และยังมีฤทธิ์ในการป้องกันรักษาโรคกระเพาะได้เป็นอย่างดีอีกด้วยสามารถช่วยป้องกันผนังของกระเพาะอาหารไม่ให้ติดเชื้อได้

2.กล้วยห่าม

ช่วยในเรื่องของอาการแก้ท้องเสียสร้างความหล่อลื่นในลำไส้เพิ่มกากใยเวลาขับถ่ายอีกทั้งยังมีโพแทสเซียมสูงมาก ซึ่งการกินกล้วยจะสามารถช่วยชดเชยค่าโพแทสเซียมที่ร่างกายสูญเสียไปได้เป็นอย่างดีและยังกระตุ้นผนังกระเพาะอาหารสร้างเมือกช่วยเคลือบกระเพาะอาหารได้

3.กล้วยสุก

เป็นยาระบายแก้ท้องผูกมีสาร เพคตินอยู่มาก ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มกากใยในลำไส้มีฤทธิ์ระบายสูงช่วยให้อุจจาระออกมาเป็นสีเหลืองไม่มีกลิ่นเหม็นและการกินกล้วยสุกนั้นจะต้องเคี้ยวให้ละเอียดเพราะมีผลไม้ที่มีแป้งอยู่ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ในเครือกล้วยจึงสามารถเป็นอาหารเสริมให้กับเด็กเล็กได้

4. กล้วยสุกงอม

สำหรับกลัวอย่างนี้จะเต็มไปด้วยสารที่เรียกว่า TNF (Tumor Necrosis Factor) ที่จะสามารถไปสู้กับเซลล์ที่ผิดปกติได้จะช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นมีภูมิต้านทานของร่างกายเพิ่มขึ้นและสร้างสารต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ชวนทำไก่ทอด ‘สูตรกรอบนอกนุ่มใน’ อร่อยเหมือน KFC

ซึ่งถ้าหากใครได้รอกินไก่ KFC ทุกคนก็จะนึกถึงความกรุบกรอบนอกนุ่มในของไก่ KFC ซึ่งจะทำให้คนหลายๆคนนะติดใจในรสชาติเป็นอย่างมากแต่บอกเลยว่าไก่ KFC แบบนี้นั้นสามารถทำกินเองได้ง่ายๆที่บ้านหรือจะเปิดร้านขายไก่ทอดได้แบบง่ายๆซึ่งวันนี้เราก็มีสูตรดีๆมาฝากกันด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างแนะนำมาดูกันเลย

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 มากด้วยผงรสดีพริกไทยป่นของกระเทียมสําเร็จรูปทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงอย่างต่ำจากนั้นก็ทำการเทแป้งอเนกประสงค์ลงไปในชามผสมตามด้วยแป้งข้าวโพด ผงมันบดสําเร็จรูป รสดี พริกไทยป่น ผงกระเทียมสำเร็จรูป เกลือ ผงปาปิก้า ตามลงไป

ขั้นตอนที่ 2 ทำการตอกไข่ลงไปใน ชามอีกใบเติมนมสดและตีลงไป ให้เข้ากันจากนั้นก็นำชิ้นไก่มาคลุกแป้งจุ่มไข่และไปทอดด้วยไฟกลางๆให้เหลืองกรอบ

‘หมูยอทำเอง’ ฉบับบ้าน ๆ เนื้อนุ่มเด้งอร่อย ไม่ต้องง้อร้าน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูสูตรหมูยอโฮมเมดที่ได้หมูแบบ 100% แท้ๆนุ่มเด้งและสามารถทำได้เองโดยสูตรนี้เป็นสูตรจากคุณตุ๊กตาแม่ครัวที่ได้มีการแชร์วิธีการทำหมูยออร่อยๆนี้ซึ่งหากใครสนใจก็ลองมาลองลงมือทำกันดูเลยโดยจะทำอย่างไรบ้างนั้นมาชมกัน

ส่วนผสม

+ หมูบด 1 กก.

+ น้ำปลา 3ชต.

+ น้ำตาลทราย 2ชต.

+ แป้งมัน 1 ชต.

+ ผงฟู 2 ชต.

+พริกไทย 1 ชต.

+ น้ำมันพืช 1 ชต.

ขั้นตอนการทำมีดังนี้ลองทำดูเลย

ขั้นตอนที่ 1 เอาเครื่องปรุงทั้งหมด มาเทผสมลงไปในถ้วยตวง

ขั้นตอนที่ 2 ตีผสมให้เข้ากันโดยใช้เครื่องตีถ้าหากใครไม่มีก็ใช้มือนวดโดยใช้เวลาระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที

ขั้นตอนที่ 3 นำมาปั่นอีกครั้งเพื่อให้มีรสสัมผัสที่เนียนเด้ง โดยระหว่างปั่นให้ใส่น้ำแข็งลงไปด้วยประมาณ 2 ก้อนปั่นให้ละเอียด


ขั้นตอนการห่อใบตอง

ขั้นตอนที่ 1 นำใบตองขนาด 14 นิ้วยาว 14 นิ้วเมื่อวางซ้อนกัน 3 แผ่นและทาน้ำมันพืชบางๆ

ขั้นตอนที่ 2 หมูมาวางไว้กลางใบตอง

ขั้นตอนที่ 3 และห่อให้เป็นทรงกลมหรือทรงกระบอกโดยการพับปลายด้านหนึ่ง จากนั้นก็ตั้งขึ้นขยับส่วนผสมให้แน่นและตัดส่วนเกินออกไปพับใบตองตรงไปเก็บ และนำมาห่อพลาสติกแค่นี้ก็เสร็จแล้ว

จากนั้นก็นำมานึ่งไฟแรงประมาณสัก 30 นาทีเพียงเท่านี้ก็จะได้หมูยอนุ่มเด้งไว้รับประทานกันเองถึงบอกไงว่ายิ่งกินตอนร้อนๆรสชาติอร่อยถึงใจอย่างแน่นอนและสามารถเก็บไว้ในช่องแช่แข็งได้ลองทำกันดูได้เลย

แบ่งปันสูตร ‘ไส้กรอกอีสาน’ เอาไปทำขาย เป็นอาชีพเสริมได้เลย

วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูการทำไส้กรอกอีสานกัน เพราะเรียกว่าไส้กรอกอีสานนั้นถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่มีคนนิยมรับประทานกันอย่างมากมายและทานง่ายอีกทั้งยังสามารถนำมาทำเป็นอาชีพเสริมได้แต่ละเจ้านั้นก็จะมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป และวันนี้เราก็นำสูตรดีๆจากคุณ tukata001 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากทุกคนกันโดยจะมีส่วนผสมวัตถุดิบในการทำอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

ส่วนผสมในการทำไส้กรอกอีสานมีดังนี้

+.หม 1 กก.

+.มันหมู 1 กก.

+.ข้าวสุก 2 ถ้วย

+ไส้หมูสำ 100 กรัม

+รากผักชี 3 ราก

+กระเทียม 20 กลีบ

+พริกไทยดำ 1 ชต.

+พริกไทยขาว 1 ชต.

+น้ำตาลทราย 1 ชต.

+เกลือ 1/2 ชต.

+ผงปรุงรส 2 ชต.

ขั้นตอนการทำไส้กรอกอีสาน

ขั้นตอนที่ 1 น้ำพริกไทยดำและขาวใส่ลงไปในครบและกระเทียมสดตำให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็แต่รากผักชีลงไปแล้วกล้าผักชีตำให้ละเอียดละเอียด

ขั้นตอนที่ 3 นำเนื้อหมูลงและเทส่วนผสมให้เข้ากันนวดทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นก็หันไปหุงข้าวและหันมานวดทีนึง จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดไปใส่ในไมโครเวฟชิมรสชาติให้พอดีก่อนที่จะยัดเข้าไปในไส้

>

ขั้นตอนที่ 4 สำหรับขั้นตอนนี้ถ้าหากใครมีที่ยัดไส้นั้นก็จะสบาย แต่ถ้าหากใครไม่มีก็ให้ใช้ขวดน้ำเปล่าตัดเหลือแค่ตรงก้นปากขวดและก็เอาไส้ใส่เข้าไปแล้วก็ยัดไส้พอหลวมเท่านั้นอย่าแน่นเกินไป

ขั้นตอนที่ 5 เอาเชือกมาผูกให้ได้ขนาดตามใจชอบ ทำเสร็จแล้วผึ่งลมทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน

ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นเมื่อครบแล้วก็นำมาย่างไฟอ่อนเพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว

รสดั้งเดิมแบบต้นฉบับ แบ่งปันสูตรก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา ไม่ต้องปรุงก็อร่อย

โดยในวันนี้เราจะมาแจกสูตรก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยากับดั้งเดิมบอกเลยว่าอร่อยแน่นอนและขั้นตอนการซุ้มโป่งน้ำซุปและมีกี่ขั้นตอนดังนี้

1. ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่กระดูกหมู

2. นำเครื่องปรุงน้ำซุปลงไปต้ม

3.ใส่เลือดกับกะทิลงไปต้ม

4.นำเครื่องเทศใบเตยรากผักชี ลงไปต้ม

เครื่องปรุงทำน้ำซุป

+กะทิสดแยกหัวกะทิ – หางกะทิ 1 กก.

+กระดูกสันหลังหรือกระดูกข้อขา 1/2กก.

+เลือดสด 3 กระบวย

+ใบเตย 1 กำ

+รากผักชี 4-5 ต้น

+ข่าแก่ 1 หัว

การปรุงน้ำซุป สามารถใส่ส่วนผสมทั้งลงในกระละมัง โดยปรุงตามดังต่อไปนี้… 1.ใส่ซีอิ้วดำ ½ กระบวย / ใส่เกลือแกง 1 ช้อนโต๊ะ / ใส่ซอสปรุงรส 2 กระบวย / ใส่ซีอิ้วขาว 1 กระบวย / ใส่เต้าหู้ยี้ 1+1/2 ก้อน 6. ใส่ผงชูรส 2 ช้อนโต๊ะ / ใส่คะนอ 2 ก้อน 8. ใส่น้ำกระเทียมดอง 2 กระบวย / ใส่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอ้อย 2 กระบวย 10 ใส่เต้าเจียว / ใส่น้ำตาลกรวด 3 ช้อนโต๊ะ / ใส่เหล้าเชียงชุน ½ กระบวย / ใส่หัวกะทิ-หางกะทิ 1 กิโลกรัม / ใส่เลือด 4 กระบวย / ใส่เครื่องเทศ มีทั้งห่อผ้าขาวและใส่นอก

การเติมน้ำซุป

-ตั้งไฟจนเดือดนำหมูหรือเนื้อประมาณ 1 กิโลกรัมแต่เครื่องตุ๋นใส่เครื่องยาจีนใส่เหล้าจีน 5 ช้อนโต๊ะรากผักชีใส่ขาแก่ใส่ซีอิ๊วลงไปขนาดต้องใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำซุป 14 ลิตร

วิธีทำพริกเผา

ตั้งน้ำมันจนร้อนแล้วหนีไฟลงค่อยๆเทพีกดลงไปและคนไปให้ทั่วจากนั้นใส่ผงชูรสลงไป

บอกฟรี ๆ ไม่หวง ‘สูตรหมักไก่ย่างวิเชียรบุรี’ เนื้อนุ่มหนังกรอบพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

ซึ่งถ้าหากพูดถึงไก่วิเชียรบุรีทุกคนก็จะรู้จักกันเพราะเป็นไก่ที่ขึ้นชื่อในจังหวัดจันทบุรีถ้าหากใครไปถึงถิ่นแล้วยังไม่ได้แวะถือว่ายังไปไม่ถึง และมีขั้นตอนวิธีที่ทำได้ไม่ยาก โดยในวันนี้เราก็จะมีการนำเสนอสูตรไก่ย่างวิเชียรบุรีมารองรับประทานการรับรองหอมนุ่มอร่อยถูกใจเป็นอย่างแน่นอนโดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

ส่วนผสม

+ไก่ (ขนาดประมาณ 1 กก) 1 ตัว

+ตะไคร้ 3 ต้น

+กระเทียมไทย 20 กลีบ

+รากผักชี 7 ราก

+พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ

+ใบเตย 2 ใบ

+ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ

+ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

+หอมแดง 4 หัว

+นมสด 1/4 ถ้วย

+เกลือ 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการทำ

เริ่มจากหั่นไก่ให้ขาดออกจากการระบายออกนำส่วนผสมน้ำซอสใส่ลงไปในโถปั่นและปั่นจนละเอียดเสร็จแล้วนำมาหมักกับตัวไก่อย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือข้ามคืนทิ้งไว้เมื่อเช้ามาแล้วก็นำไปเอามาอบในอุณหภูมิที่ 180 องศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 30 นาทีโดยระหว่างอบให้ใช้น้ำมันทาบริเวณผิวหนังไก่ด้วยให้ไก่มีสีเหลืองสวยงามเมื่อสุกแล้วก็นำมาหั่นมาเป็นชิ้นพร้อมเสิร์ฟกับน้ำจิ้มไก่ย่าง

ส่วนผสมของน้ำจิ้มไก่

+น้ำมะนาว 1-2 ชต.

+น้ำตาลปี๊บ 1 ชต.

+น้ำมะขามเปียกต้มสุก 2ชต.

+น้ำปลา 2-3 ชต.

+ ข้าวคั่ว 1 ชต. พริกป่น 1 ชต.

+ต้นหอมซอย

+ผักชีฝรั่ง

ขั้นตอนการทำ

ผสมน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา มะนาวให้เข้ากันนักชิมรสชาติให้ถูกใจจากนั้นก็ใส่ข้าวคั่วพริกป่นและโรยด้วยต้นหอมซอยผักชีเป็นอันเสร็จ

ชีวิตติดขัดมีปัญหา ‘ไหว้เจ้าที่กลางบ้าน’ ช่วยได้ เป็นศิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว

ใครหลายคนที่มีเจ้าที่ที่บ้านนั้นคงสงสัยกันไหมว่า ทำไมต้องไหว้เจ้าที่บ้าน โดยเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบ้านก็คือเจ้าที่เจ้าทางเจ้าของบ้านเรือนของเรา ซึ่งแตกต่างกับศาลพระภูมิ ซึ่งเป็นเจ้าที่ที่เราเชิญทางลงมาเพื่อปกปักรักษา และการไหว้ดังกล่าวนั้นเราควรจะไหว้ในทุก 3 เดือน – 6 เดือน/ครั้ง เป็นอย่างน้อยเพื่อขอขมาในบางสิ่งที่ล่วงเกินไปโดยสามารถไหว้ได้ทุกเวลาเที่ยงของวันอังคารและวันเสาร์เพราะถือเป็นวันโดยให้จัดอุปกรณ์ไหว้ดังกล่าวดังนี้…

1.ผลไม้ 9 อย่างเพื่อเพิ่มความศิริมงคล

2.หมากพลู 9 คำ

3.น้ำ 5 แก้ว

4.ดอกดาวเรือง 9 ดอก

5.เทียน 1 คู่ ธูป 5 ดอก

วิธีการจัดของให้ใช้ผ้าปูกลางบ้านโดยเป็นผ้าสีขาวหันหลังให้กับประตูหน้าบ้านเอาของทุกอย่างมาวางบนผ้าสีขาวจากนั้นจุดธูปเทียนและขอขมาว่า …

“ข้าแต่เเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าของที่เจ้าของทาง เจ้าของบ้านเจ้าของเรือนบ้านเลขที่…………. บ้านหลังนี้ วันนี้เป็นวันดี ข้าพเจ้า…..(ชื่อ-นามสกุล)….. นำเครื่องสักการะบูชามาตั้งถวาย เพื่อขอขมากรรม หากมีสิ่งใดก็ตามที่ข้าพเจ้าไได้ทำผิดไปทั้งตั้งใจก็ดีไม่ตั้งใจก็ดี ทั้งรู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมท่าน ขอท่านจงโปรดงดโทษ เว้นโทษและอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ และโปรดช่วย…. (อธิฐานขอตามปรารถนา)” จากนั้นให้รอจนธูปหมด (ภายในบ้าน) แล้วค่อยดับเทียน และลาผลไม้ โดยวิธีการก็คือให้จับที่ตัวพานหรือถาดผลไม้แล้วพูดว่า “ขอแดนขอชานให้ลูกให้หลานกิน เพื่อความเป็นศิริมงคล” จากนั้นก็นำไปทานได้เลย

ฝรั่งทำนา ‘มาร์ติน วีลเลอร์’ ใช้ชีวิตในเมืองไทย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งถ้าหากพูดถึงฝรั่งที่อยู่เมืองไทยและรักเมืองไทยทุกคนก็จะนึกถึงมาร์ตินวีลเลอร์ไปอีกหนึ่งบุคคลหนึ่งที่หลงรักความเป็นไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชาวอีสาน และคนไทยหลายคนก็อาจจะรู้จักเขาในรายการทีวีต่างๆ ซึ่งเขาเป็นคนอีสานหรือฝรั่งที่พูดภาษาอีสาน ได้อย่างคล่องแคล่วเป็นอย่างมากและรู้ความหมายได้เป็นอย่างดี โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาไปดูประวัติและสิ่งที่ทำให้เขานั้นรักเมืองไทย

โดยมาร์ตินวีลเลอร์เป็นชาวอังกฤษเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยการเบิกและย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอนโดยสำเร็จการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีเกียรตินิยมภาษาลาตินจาก london University และเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะพอสมควรหลังจากที่จบการศึกษาก็ได้ทำงานก่อสร้างแบบอีกแบบปรุงอยู่ที่

ลอนดอนนัดหรือ 10 ปีหลังจากที่แม่เสียเขาก็ได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังประเทศต่างๆและหนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยและย้อนไปเมื่อปี 2535 เขาก็ได้มาพบรักกับภรรยาที่อยู่กรุงเทพฯโดยภรรยาของเขานั้นเป็นคนจังหวัดขอนแก่นและมีลูกด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่ก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ในบ้านเกิดของภรรยาที่จังหวัดขอนแก่น และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขานั้นได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนอีสานและหันมาใช้ชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นตัว

โดยหลังจากที่กลับมาอยู่เมืองไทย ชีวิตของเขาก็เปลื่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาบอกว่าในวันนี้เขาไม่ได้ขนขวายและไม่ต้องการอะไรแล้วเพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความพอดีในการใช้ชีวิตโดยเขาได้มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 25 ไร่แบ่งปลูกอ้อย 8 ไร่แบ่งปลูกมันสำปะหลัง 9 ไร่ที่เหลือก็แบ่งมาปลูกข้าวทำนาปลูกพืชผักสวนครัวขุดบ่อเลี้ยงปลาและทำเป็นที่อยู่อาศัยโดยเขาทำอย่างนี้มานานถึง 25 ปี

และนอกจากนี้เขาก็บอกว่า คนไทยโชคดีเป็นอย่างมากที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์เป็นผู้ทรงทำงานหนักเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยซึ่งหากษัตริย์แบบนี้ได้ยากโดยในประเทศอื่นก็ไม่มีอีกแล้ว และคนไทยก็โชคดีเป็นอย่างมากที่เกิดมาในแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ต้องไปรบรากับใครไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่นเป็นประเทศที่กินอิ่ม มีเหลือก็แจก ถ้าหากไม่ได้คิดเรื่องเงินอะไรมากมาย อย่าลดคุณค่าของความเป็นไทย ในตัวเองลนเพราะคนไทยส่วนมากนิสัยดีมีน้ำใจ โดยพยายามรักษาสิ่งนี้เอาไว้ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไปคือชีวิตที่มีคุณภาพชาวบ้านทุกคนสามารถทำได้แต่คนไทยมักจะชอบดูถูกตัวเองว่าไอคิวต่ำไม่ฉลาด ซึ่งเขาคิดว่านั่นไม่ใช่ความจริงคนไทยเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีตรงนี้แหละสำคัญกว่า IQ .

และนอกจากนี้เขานั้นก็ไม่อยากให้คนไทยมาบูชาฝรั่งมากไม่ใช่เห็นว่าทำอะไรก็ดีไปเสียหมด ตัวเองทั้งๆที่ตัวเองก็มีของดีกว่าอยู่แล้วบางคนยังไม่เคยตัดสินใจไปเมืองนอกเลยสักครั้งก็ไม่รู้ว่ามันดีกว่าไทยอย่างไรและเขาก็ได้บอกเอาไว้ว่าหลังจากประสบการณ์ที่เขาเดินไปเที่ยวต่างประเทศหลายๆประเทศเขาก็เห็นว่า ไม่มีที่ไหนมีความสุขและอยู่สงบเท่ากับประเทศไทยเลย

โดยจุดแข็งของประเทศไทยนั้นก็คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แผ่นดิน ที่อุดมสมบูรณ์ที่ดินเยอะมากน้ำเยอะมากแต่แดดเยอะมากถ้าหากทำเกษตรอยู่รอดแน่นอน คุณไม่ต้องคิดอะไรมาก อาศัยแค่ว่าลงทุนลงแรงขยันขันแข็งคุณก็เป็นเกษตรกรที่อยู่บนลำแข้งของตัวเองได้

‘สมคิด ลวางกูร’ จากเด็กวัด แย่งข้าวหมากิน สู่นักเขียนยอดขาย 300 ล้านบาท

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายๆคนในคงจะรู้จักกับชายที่เป็นนักเขียนนักการเมืองนักคิดอีกทั้งยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ คนคิดดี ที่มียอดขายแบบถล่มทลายนั่นก็คือคุณสมคิด ลวางกูร นั้นเอง

เรียกได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่มีชีวิตผ่านมีบทบาทหลายหน้าที่จนกระทั่งมีเงินไหลเข้ามาเทมา และในบางครั้งเขานั้นก็เคยตกอับถึงขั้นไม่มีจะกินสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็มี โดยย้อนกลับไปในสมัยก่อนคุณสมคิดนั้นเป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีเพียงหน้าที่คอยหาเลี้ยง และไม่มีเวลาเลี้ยงเขาจนเขาจะต้องไปอยู่กับหลวงตาที่วัดตั้งแต่เด็ก ๆ อาศัยข้าววัดประทังชีวิตบางครั้งก็อดทนแย่งข้าวหมาเลยก็มี แต่ด้วยความลำบากนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องราวของการขนขวายหาความรู้สู้ทำทุกงานเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า โดยมีปรัชญาชีวิตที่ว่าอยากจะทำอะไรต้องมีเป้าหมาย

ถ้าโตขึ้นเขาก็ทำงานรับจ้างทุกอย่างและมีความรู้สึกอยากจะหนีชีวิตจะทรมานจึงได้ตัดสินใจไปถ้ำหลวงพ่อว่าถ้าหากอยากประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรโดยหลวงพ่อท่านก็แนะนำมาว่าจะต้องฉลาดและถ้าอยากจะฉลาดก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆด้วยความที่เขานั้นสามารถเพราะอ่านเขียนได้จึงได้ไปเจอข้อคิดของเดลคาร์เนกี้ที่บอกว่าการประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องมีเป้าหมายในชีวิตจึงทำให้เขาเริ่มตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าอยากจะมีเงินสัก 1 ล้าน อายุ 25 ปี พอเขาอายุ 11 เขาก็ไปชกมวย เพราะมวยเป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่มีความรู้ และสามารถหาเงินได้เยอะ

ซึ่งในตอนนั้นคุณสมคิดก็ได้มีการเรียนหนังสือไปด้วยและก็ชกไปด้วย อยู่ประมาณหลายปีและพ่อแม่ทราบก็อยากจะให้เลิกจึงทำให้เขานั้นได้ผันตัวเองไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารและสุดท้ายแม่ก็พาเขาไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาบอบนวดและตอนเช้าก็ไปเรียนส่วนตอนกลางคืนไปทำงานอีกทั้งยังรายได้ดีและได้ทิปเยอะแต่สุดท้ายเขาก็ต้องพบกับอาจารย์นะในครั้งแรกหลวงไปกับอบายมุขและการพนันจนกลายเป็นคนติดเหล้า

โดยบทเรียนในครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าอบายมุขมุขนั้นทำให้ชีวิต ตกต่ำจึงปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปยุ่งอีกเด็ดขาดแล้วจะต้องมีวินัยให้กับตัวเองจึงตัดสินใจมาสมัครเป็นทหาร เพื่อรับใช้ชาติจากนั้นก็ย้ายมาทำงานในแผนกครัวการบินของการบินไทยจ นกระทั่งถูกย้ายไปสายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ซึ่งถือเป็นระบบสายการบินที่มีการบริหารที่ดีที่สุดในโลกและเขาใช้เวลา 6 ปีในต่างแดนหดทนทำงานทุกอย่างแตกต่างจากพนักงานล้างห้องน้ำขึ้นสู่การบริหารของสายการบิน

และด้วยความขยันขันแข็งในครั้งนี้ก็ทำให้ภายในอายุ 25 ปีเขามีเงินสดอยู่ในธนาคารครบ 1 ล้านบาทพอดีและแถมมาด้วยบ้านอีก 1 หลังรถยนต์อีก 1 คันซึ่งเรียกได้ว่าเกินกว่าที่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นก็มีเป้าหมายที่อยากจะขอแฟนแต่งงานตามสัญญาจึงลาออกมาพอกลับมาเมืองไทย แม่แฟนบอกว่ายังไม่อยากให้แต่งตอนนี้เพราะยังเด็กกันอยู่ ซึ่งทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมากและรับไม่ได้กับคำปฏิเสธรู้สึกเคว้งคว้างไปหมดจึงหนีเข้าป่าทำอยู่อย่างนี้จน 3 ปี จนกระทั่งเงินหมดซึ่งถือว่าเป็นหายนะครั้งที่สองของชีวิต และมีการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมคือจะต้องมีเงิน 10 ล้านให้ได้

และเขาก็เอาประสบการณ์จากการที่ทำในสายการบินมาเป็นจุดขายในการให้งานบริการและรับจ้างกับบริษัทต่างๆที่กำลังประสบปัญหา โดยคราวนั้นสามารถเพิ่มผลงานยอดขายจากได้ปีละ 25 ล้านบาท เป็นร้อยกว่าล้านและจากกำไรเดือนละ 13 ล้านบาท ก็กลายเป็น 75 ล้านบาท จึงทำให้เขามีเงินเดือนเกือบแสนบาท ในขณะอายุเพียงแค่ 30 ต้นๆ จากนั้นก็ผ่านตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวโดยร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งเพื่อทำค่ายเพลงขึ้นมา

สุดท้ายปัญหาก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่งหลังจากการลอยตัวของค่าเงินทำให้วงการทอล์คโชว์ขาดทุน และทำให้เขาหมดตัวภายในชั่วข้ามคืน จึงทำให้รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่สามารถคืนเงินที่กู้ยืมมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ชื่อเสียงและเครดิตที่สั่งสมมานานหลายปีก็หายไป จนเกือบหมดสิ้นสุดท้ายเขาและภรรยาตัดสินใจขายสมบัติทุกชิ้น เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องออกจากบ้านก่อน 06:00 น เพราะกลัวเจ้าหนี้มาดักรอถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก

โดยในตอนนั้นเขาก็รื้อข้าวของทุกอย่างว่าจะเอาอะไรไปขายได้บ้างจนมาเจอ script ทอล์คโชว์ของ นพ.พงศักดิ์ที่เขียนเอาไว้พอเห็นแล้วก็เออตลกดีคิดว่าน่าจะทำเป็นหนังสือขายได้จึงมีการเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของสำนักพิมพ์ดอกหญ้าเสนอต้นฉบับให้เขาพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊คเขาก็มองว่าธรรมะขายยากใครจะซื้อเอางี้แล้วกันเขาจะซื้อในต้นฉบับราคา 50,000 บาท

โดยเงินแค่นี้ไม่พอใช้ซึ่งทำให้เขานั้นได้ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายเพราะเชื่อว่าถ้าหากขายได้อย่างน้อย 2 หมื่นเล่มอย่างแน่นอนซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็หัวเราะ เพราะปกติหนังสือแต่ละเล่มใช้เวลา 1 ปี ได้สัก 30,000 ก็สุดยอดแล้ว และถ้าเกิดอยากตีพิมพ์เองก็ต้องลงทุนเองเดี๋ยวเขาคุยกับญาติที่เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ และช่วยการันตีกับบริษัทขายกระดาษให้ก่อนได้ขายได้แล้วค่อยเอาเงินมาคืนปรากฏ ว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็สามารถมียอดขายไม่ถึง 50000 เล่ม และทำให้เขานั้นสามารถชำระหนี้จนหมดเรียกได้ว่าเป็นการพลิกชีวิตครั้งใหญ่

และหลังจากที่เขานั้น ประสบความสำเร็จเขาก็เปิดตัวอีกครั้งหนึ่งไว้ในวงการหนังสือและเรียกได้ว่าเป็นคนแรกในเมืองไทยที่สามารถทำหนังสือน้ำธรรมะอันแสนน่าเบื่อให้ สามารถกลายเป็นหนังสือขายดีในระดับ เบสท์เซลเลอร์ ได้ทั้งทั้งที่ไม่ได้จบทางด้านอักษรศาสตร์ แต่อย่างใดสัญญาณว่าเขาสามารถสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อด้วยยอดขายถล่มกว่า 31 ล้านเล่มจากปลายปากกาของเขาโดยบางเล่มนั้นขายได้ถึง 4-5 แสน เล่มเรียกได้ว่าสามารถสร้างยอดขายได้ถึงประมาณ 300 ล้านบาท

โดยปัจจุบันเขาเป็นทั้งนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์รวมถึงปรมาจารย์ทางด้านการปั้นนักเขียนอีกด้วยและเพียงเขาและไม่สอนวิธีการเขียนงานให้ดลใจแต่ก่อนกลยุทธ์ในการทำตลาดให้หนังสือและมีความโดดเด่นและมียอดขายถล่มทลายด้วยเช่นกันและถึงแม้ว่าเขาน่าจะประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจไว้อย่างมากมายจนกระทั่งการมีเงินมีชื่อเสียงและเป็นคนดังแต่เขานั้นก็ใฝ่หาความสงบจากการปฏิบัติธรรมและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและหาความสุขจากการแบ่งปันนั้นเอง

ชีวิตติดขัดมีปัญหา ขอขมากรรม ‘ล้างเท้าขอขมาพ่อแม่’ ทำให้ถูกวิธี ชีวิตดีขึ้น

บางครั้งการที่เรานั้น อาจจะทำบางสิ่งบางที่ไม่รู้ตัวไปล่วงเกินพ่อแม่แบบไม่รู้ตัวหรือทำให้พ่อแม่เสียใจร้องไห้โดยสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นกรรมหนักทำให้ชีวิตของเราไม่เจริญทำอะไรก็ติดขัดไม่ประสบความสำเร็จและสำหรับท่านไหนเคยกระทำดังกล่าวนี้ไว้ก็หาวิธีการขอขมาพ่อแม่กันดีกว่าโดยในวันนี้เราจะเอาวิธีการขอขมาพ่อแม่จากหลวงพ่อจรัญมาฝากกัน

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.พานธูปเทียนแพและพวงมาลัยที่มีดอกมะลิ

2.ซองใส่ปัจจัยให้พ่อแม่

3.ชุดใหม่ให้พ่อแม่ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อเป็นชุดนอนและอาหารที่พ่อแม่ชอบ

4.กะละมังใบใหญ่ใส่น้ำอุ่นและเอาดอกมะลิลอยไว้ในน้ำใส่หน้าอบเล็กน้อย

5.ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดเท้าผืนใหม่

6.ผ้าขาวดิบ

7.ถาดใส่ของ

ขั้นตอนการขอขมาพ่อแม่

เริ่มแรกให้ทำการตั้งจิตอธิษฐานจิตให้บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆดังนี้…องค์พระพุทธเจ้า ลูกชื่อ….วันนี้ลูกตั้งใจจะขอขมา ขอโอสิกรรมจาก คุณพ่อคุณ แม่ ขอองค์พระพุทธจงบันดาลให้ลูกทำสิ่งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ด้วยเทอญ แม่สื้อ เทพยดาทั้งหลาย เจ้าที่เจ้าทาง พระแม่ทรณี พระแม่คง พระแม่พระพาย พระแม่พระเพลิง วันนี้ เวลานี้ ลูกชื่อ….ได้ตั้งใจที่จะทำพิธีขอขมา ขออโหสิกรรมจาก คุณพ่อ คุณแม่ ขอจงเป็นพยานให้ลูกด้วยเทอญ

จากนั้นก็ให้พ่อแม่นั่งบนเก้าอี้และโซฟาจากนั้นก็ยกเท้าท่านมาล้างน้ำในกะละมังน้ำอุ่นที่เตรียมเอาไว้จากนั้นก็พูดดังนี้

พ่อ/แม่สิ่งต่างๆ ในชีวิตลูกทั้งในอดีตที่ผ่านมาและในอนาคต ทั้งกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ลูกได้กระทำล่วงเกิน หรือทำให้พ่อ/แม่ไม่สบายใจ ลูกกราบขออโหสิกรรมในสิ่งเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้นก็นำเท้าพ่อแม่มาวางบนขาเช็ดเท้าด้วยผ้าผืนใหม่และตั้งจิตอธิษฐานบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า พระแม่ธรณีเจ้าขา พระแม่คงคาเจ้าขา พระแม่พระพายเจ้าขา พระแม่พระเพลิงเจ้าขา ลูกมาขอกราบขมาลาโทษ ขอเป็นทิพยญาณ นำความดีและกุศลผลบุญที่ลูกทำในครั้งนี้ ไปบอกปู่ยมราช และนายนิติยบาลให้ด้วย ให้ช่วยจดบันทึกคุณงามความดีครั้งนี้ ที่ผ่านมา ลูกจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ลูกขอรับใช้กรรม แต่หลังจากนี้ไป ลูกกราบขอชีวิตใหม่จากบุพการีจากนั้นก็นำเท้าของท่านมาวางไว้บนหัว

และมอบพานธูปเทียนแพให้กับท่านและพูดว่า พ่อคะ/แม่คะ ลูกขอขมา ขออโหสิกรรม ขอชีวิตใหม่ที่ดีให้ลูกด้วย โดยในขั้นตอนนี้ส่วนใหญ่พ่อแม่จะให้พรกับลูกสุดท้ายก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่า ขออนุโมธนาบุญ จากพระพุทธเจ้า ให้สำเร็จบุญนี้ให้ลูกด้วย ลูกขอนำกุศลบุญส่วนหนึ่ง อุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร ที่ติดตามลูกมาแต่อดีตชาติจนปัจจุบัน ให้รับกุศลของลูก ณ บัดนี้ เดี๋ยวนี้

25 ของเล่นวัยเด็กในตำนานในยุคที่ไม่มีสมาร์ทโฟน

ถ้าหากพูดถึงในวัยเด็กของเราแล้วก็ เรามักจะนึกถึงของเล่นหรือการเล่นต่าง ๆ และของเล่นในสมัยก่อนนั้นก็เริ่มหาได้ยากในปัจจุบันเรียกได้ว่า กลายเป็นของสะสมไปแล้วก็มีโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูกันว่าของเล่นในอดีตวันวานอดีตเก่าๆของเรานะมีอะไรกันบ้างและใครเคยเล่นอันไหนกันบ้างซึ่งเราไปชมกันเลย

1.ลูกโป่งวิทยาศาสตร์

2.บันได้งู

3.นกทรงตัวที่แถมมากับขนม

4.ไ-พ่ ยูกิ

5.โดดหนังยาง ของเล่นเบสิกสำหรับสาวๆ

6.แบงค์กาโม่ (เอาไปหลอกคนได้ด้วย)

7.พัซเซิลแบบง่ายๆ

8.ที่เป่าแล้วเป็นงูเลื่อยไปมา

9.ลูกเล่นของไม้บรรทัด

10.ถุงตด ไอเทมยอดเยี่ยม (แย่)ที่ไว้แกล้งเพื่อนน

11.ของเล่นเครื่องครัวพาสติก

12.เกมส์กดห่วง

13.ทายใจกระดาษ

14.เกมส์เศรษฐี

15.ทายใจลายมือ

16.ไข่มังกรเสี่ยงโชค

17.ปั้นดินน้ำมัน

18.ต้นคริสมาสจิ๋ว

19.หมากเก็บ

20.ดินน้ำมัน

21.เกมส์ตกปลา

22.โปรเกมอนดิส แถมมากับขนม เป็นของสะสมชั้นเยี่ยม

23.เมล็ดไมยราบ โดนน้ำแล้วเปาะแปะ

24.โรตีเสียงโชค

25.ตุ๊กตากระดาษ

พี่บิณฑ์ กลับจาก อุบลฯ แม้ดึกดื่นแค่ไหน มาหานางฟ้าที่ผมรักที่สุดในชีวิต

เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ทำเพื่อคนอื่นมาอย่างมากมาย ช่วยเหลอสังคมมาอย่างมากมาย อย่างอดีตพระเอกฮีโร่ขวัญใจประชาชน นั้นก็คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ที่ล่าสุดนี้ หลังจากที่ได้ช่วยเหลือประชาชนมาอย่างมากมายอย่างจังหวัดอุบลราชธานีเขาก็กลับมาหาคุณแม่สุดที่รักและมีการลงภาพในอิริยาบถต่างๆที่สุดแสนประทับใจพร้อมกับมีการระบุแคปชั่นเอาไว้ว่า …

โดยในวันที่ 4 ตุลาคม วันเกิดของผู้หญิงคนนี้ เป็นคนที่ผมรักที่สุดสวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกคนเมื่อคืน ผมกลับมาจากจังหวัดอุบลราชธานีกลับมาถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนมาหาผู้หญิงคนนี้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนางฟ้าของผม..

ซึ่งเป็นกำลังใจทุกวันนี้ทำให้ผมสามารถต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างอยากมีพลังอย่างมหาศาล เมื่อคืนได้เข้าไปนอนกอดแม่เพื่อเพิ่มพลัง เมื่อเช้าคุณแม่พาไปใส่บาตรเป็นที่เรียบร้อยผมอยากจะขอพรอันศักดิ์สิทธิ์จากเพื่อนๆช่วยอวยพรให้คุณแม่ผมด้วยนะครับ โดยปีนี้คุณแม่เป็นคนน่ารักอายุ 82 ปีเต็มแล้วไม่ได้จัดงานกราบขอบคุณทุกคำอวยพรและขอให้พรอันประเสริฐนั้นกลับไปหาทุกคนด้วยเทอญ

เรียกได้ว่างานนี้มีแฟนๆต่างเข้ามาคอมเม้นกันอย่างมากมายเลยทีเดียว

ไม่ยอมแพ้โชคชะตา! ชื่นชมเด็กกำพร้าสุดขยัน สอบชิงทุน หาเงินเลี้ยงตัวเองจนจบ

โดยวันนี้เราก็จะเอาอีกหนึ่งเรื่องราวที่สู้ชีวิต ของที่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่สามารถสู้ชีวิตจนสามารถตามความฝันของตัวเองได้ โดยนี่กำลังพูดถึงในโลกออนไลน์กันเป็นอย่างมากหลังจากที่มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Iman Mutiara ได้มีการโพสต์ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับการสู้ชีวิตขยันขันแข็งของตัวเองตั้งแต่เริ่ม จนกระทั่งตามความฝันตัวเองให้เป็นจริง จนทำเอาให้ใครหลายๆคนที่กำลังท้อแท้ต่างต้องมีกำลังใจคือสู้กันไม่น้อย

โดยได้มีการระบุข้อความ Facebook ไว้ว่าถ้าหากใครคิดว่าลำบากตรงมองดูคนที่ลำบากกว่ บางครั้งเราก็มักจะแพ้ใจตัวเองมากกว่าอุปสรรค ถ้าหากไม่เคยลำบาก ก็ไม่เคยรู้ว่ารสชาติของความสบายนั้นมันหอมหวานมากแค่ไหน โดยในวันนี้ผมนั้นก็อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนหนึ่งในชีวิตของผมที่ผ่านมาเอามาเป็นแรงผลักดันให้กำลังใจกับคนที่อ่านว่าคนเรานั้นไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหน แต่ถ้าหากรักที่จะวิ่งเข้าหาโอกาส และเชื่อว่าตนนั้นสามารถทำได้ ซึ่งใครหลายคนนั้นก็มักจะพูดว่าอยากจับปลาสองมืออย่าทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันแต่บอกเลยว่าผมคิดต่าง

คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ‘ลุงผวน’ ที่ถูกถ่ายคลิปประจาน ขโมยข้าวหมา มอบข้าวสารให้ 4 รร.

กลายเป็นหนึ่งกรณีที่โด่งดังไม่น้อยสำหรับลุงผวน ที่เกิดเป็นคลิปประเด็นทุกกลุ่มใหญ่ถ่ายประจานหลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยอาหารสุนัขในบริเวณบ่อขยะ ในจังหวัดเพชรบุรี จนกระทั่งเรื่องราวนั้นเผยแพร่ผ่านไปทางโลกออนไลน์ กระจายเป็นอย่างมากมาย ซึ่งจะทำให้มีผู้คนนั้นต่างเข้าไปค้นหาความจริงว่าลุงคนนี้นั้นคือใคร

หลังจากที่ได้ค้นหาความจริงแล้วก็ทราบว่า ชายชราผู้นี้นะชื่อลุงผวนอายุ 66 ปีและไม่ได้ไปแย่งข้าวสุนัขแต่อย่างใดเพียงแค่เอาข้าวที่เหลือนั้นไปให้สุนัขที่บ้านประมาณ 7-8 ตัวที่ตามมาจากบ่อขยะ ซึ่งก็รักเหมือนครอบครัวถึงขั้นยอมอดน้ำ อดข้าว เพื่อให้สัตว์เหล่านี้ได้กินอิ่มนอนหลับ และการไปขโมยข้าวสุนัขนั้นถือเป็นครั้งแรก แต่ก็มีผู้มาพบเห็นจนกระทั่งกลายเป็นเรื่องราวดังกล่าวขึ้นและลุงผวนก็ยังสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวนี้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้สังคมเข้าใจ ลุงผวนมากยิ่งขึ้นจนมีธารน้ำใจหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆและก็ซาบอีกอย่างคือว่าผู้ถ่ายคลิปประจานลุงผวน มีชื่อว่าลุงโด่งแต่เขาก็เป็นคนดี เพราะเป็นผู้ที่นำอาหารมาให้สุนัขแถวนี้เป็นประจำและทำแบบนี้มานานหลายปี โดยขับรถมาไกลหลายกิโลเพื่อมาเอาข้าวให้สุนัขเหล่านี้ ซึ่งในตอนนี้ทั้งคู่ได้มีการปรับความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และในล่าสุดนี้ลุงผวนพร้อมด้วยนายขจรศักดิ์ สมบูรณ์ ในอำเภอชะอำ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้นำข้าวสารจำนวน 12 กระสอบที่ได้รับจากการบริจาคมา ไปมอบต่อให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านหุบกะพง โรงเรียนบ้านหนองยาว โรงเรียนบ้านชาวไร่ และโรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการ ซ้ำซ้อนตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ ในจังหวัดเพชรบุรี

เพื่อนำเข้าสารเหล่านี้เป็นโครงการอาหารกลางวันให้กับเด็กๆรวม 4 โรงเรียนหลังจากที่ได้รับบริจาคเป็นจำนวนมากและลุงเบิ้มต้องการที่จะเป็นสะพานบุญส่งมอบให้แก่โรงเรียนในโครงการอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนต่อไป โดยลุงผวนนั้นจะไม่ขอรับบริจาคเงินสดแต่ถ้าเป็นข้าวสารอาหารแห้งก็จะมีการนำไปกระจายช่วยเหลือเด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆในพื้นที่เพื่อเป็นโครงการอาหารกลางวันแก่เด็ก ๆ ต่อไป

กราบสาธุ! คำสอนสมเด็จพระสังฆราชฯ ‘กินเจ’ ไม่ใช่การทำบุญ ‘กินเนื้อสัตว์’ ไม่ใช่การทำบาป

แน่นอนว่าในช่วงเทศกาลกินเจอย่างนี้ก็จะมีผู้คนมากมายต่างแหกงดรับประทานเนื้อสัตว์เป็นอย่างมากมาย เพื่อเข้าสู่เทศกาล บ้างก็ว่าเป็นการละเว้นการฆ่าสัตว์ในช่วงเทศกาลนี้ อีกทั้งยังเป็นการถือศีลชำระล้างจิตใจ ให้มีความสงบมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นของเรื่องบุญและบาทในการรับประทานเจซึ่งวันนี้เราก็จะนำคำสอนดี ๆ ของสมเด็จพระสังฆราชให้ทุกคนลองอ่านกัน

สำหรับการกินเจนั้นไม่ใช่การทำบุญการกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ใช่การทำบาปซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเคยปรารถนาเรื่องการกินเจกับพระราชินีว่าคนไทยนั้นเข้าใจในเรื่องการกินเจผิดเป็นอย่างมากจริงๆ แล้วการกินเจไม่ได้บุญแต่อย่างใด หรืออธิบายง่ายๆก็คือเรานั้นไม่ได้กินข้าวขาหมูแล้วคิดว่าหมูจะไม่ถูกฆ่า หรือเปรียบเสมือนกับการที่เราได้นั่งๆนอนๆอยู่ในบ้านแล้วก็คิดไปเองว่าเราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถาและบุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถาเหล่านั้นก็จะไม่มีไม่เกิดเพราะเรานึกคิดไปเองแต่ไม่ได้ทำ ซึ่งถ้าใครอยากได้บุญนั้นก็ต้องช่วยชีวิตสัตว์โดยมี 2 ข้อเช่นกันคือ

1.ช่วยชีวิตมันโดยการถ่ายชีวิตซื่อสัตย์ที่กำลังถูกฆ่ามาปล่อย

2. เมตตากรุณาต่อสัตว์ไม่ทำร้ายมัน

โดยทั้งสองอย่างนี้ถือเป็นบุญอย่างยิ่งฉะนั้นการกินเจก็ไม่ได้มีการบุญเกิดแต่อย่างใดเพราะเรานั้นไม่ได้ลงมือกระทำจริงๆเพียงแค่คิดไปเองซึ่งพระเทวทัตก็เคยมาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธพร้อมให้เหตุผลว่า …

1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็นอกุศลการต่างๆต่างหากที่เป็นของเหม็น

2.พระต้องเป็นผู้เลี้ยงง่าย

3.อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะตน

4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงไก่ไม่ให้ตายอย่าสนใจ

สำหรับการรับประทานอาหารมังสวิรัตินั้นถือเป็นบุญหรือไม่ฉะนั้นจะบุญหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการกระทำว่าทำเพื่ออะไรแต่ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่าด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 อย่างนั่นก็คือ

1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน

2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล

3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา

4. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่

5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ

6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ

7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ

8. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม

9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม

10.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง

เมื่อเทียบเคียงแล้วไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัตินั้นคือการรับประทานแต่เพิ่มเป็นวิธีการทำบุญข้อใดๆจึงไม่นับว่าเป็นการทำบุญในพระพุทธศาสนาแล้วการกินเนื้อสัตว์นั้นบาปหรือไม่นั้นก็มีการวินิจฉัยว่าไม่บาปเพราะว่าการกินเนื้อสัตว์ที่ตายไปแล้วเป็นการผิดศีลข้อ ปาณาติบาต หรือไม่ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ข้อนั้นก็คือ

1. ปาโณ สัตว์มีชีวิต

2. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

3. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

4. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า

5. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

อย่างไรก็ตามหากการกระทำสิ่งใดไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและตนเองทำและสบายใจให้ทำเต็มที่เอาเรื่ององค์บากมาเถียงกันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อันไหนหากแต่มันสร้างบุญสร้างกุศลเอาไว้มีจิตใจที่คิดดีงามเราก็จะสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุขได้ด้วยเช่นกัน

เทคนิคง่าย ๆ เปิดรถแอร์ให้ ‘เย็นฉ่ำ-ไม่เหม็นอับ’ แก้ได้ ไม่ต้องถึงมือช่าง

สำหรับรถยนต์นั้นถือเป็นพาหนะชั้นยอดสำหรับบ้านเราและมีรูปทรงที่แตกต่างกันไปมีความสวยงามที่แตกต่างกันไปแต่แม้ว่าจะมีราคาสูงแพงมากแค่ไหนเครื่องปรับอากาศมันก็สำคัญเป็นอย่างมากถ้าหากมีกลิ่นเหม็นก็ไม่ไหวโดยในวันนี้ทางทีมงานน้าก็จะมาเสนอ 8 เทคนิคที่จะทำให้แอร์รถยนต์เย็นและไร้กลิ่นอับในแบบไม่ง้อช่างกันโดยจะมีอะไรบ้างนะมาดูกันเลย

1.หลังจากที่สตาร์ทรถให้เปิดความเร็วพัดลมสูงและ warm up จนให้เครื่องอยู่ในอุณหภูมิที่พร้อมจะใช้งานอย่ารีบปรับอุณหภูมิและเปิดแอร์โดยใช้ความเร็วของพัดลมในรอบสูงก่อนทำแบบนี้เพื่อระบายความร้อนในระบบแอร์ออกไปให้หมดจากนั้นก็ค่อยๆเริ่มเปิดสวิตช์ และปรับแอร์ตามความต้องการ
2. ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องทุกครั้งจะต้องปิดสวิตช์ก่อนเสมอเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์คอมพิวเตอร์สุดในขณะที่กำลังสตาร์ทเครื่องยนต์
3. จะต้องทำการไล่ความร้อนออกทุกครั้งหลังจากที่รถจอดตากแดดนานๆควรเป่าลมระดับแรงแต่อย่าเพิ่งเปิดสวิตช์เปิดทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีจะช่วยและความร้อนที่พบอยู่ในระบบแอร์ได้เป็นอย่างดีจากนั้นค่อยเปิดสวิทช์แอร์ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดการทำงานหนักของแอร์ในรถได้และไม่มีกลิ่นอับอีกด้วย

4. อย่าใช้น้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ตู้แอร์ในรถยนต์ ผุกกร่อนเร็วมากขึ้น
5.อย่าเปิดกระจกบ่อยๆ เพราะเป็นการนำพาความร้อนเข้ามา อีกทั้งยังเป็นการนำพาฝุ่นละอองจากภายนอกเข้ามาอีกด้วยและฝุ่นละอองเหล่านี้ ทำให้อุดตันตู้แอร์ ได้
6.ถ้าหากวันไหนรู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นให้รีบทำการปิดน้ำยาแอร์หรือปิดสวิตช์ในทันทีแต่ยังสามารถใช้ลมได้อยู่ด้วยการทำแบบนี้จะทำให้คอมพิวเตอร์ลดการเสียหายไปได้จากนั้นก็นำรถไปตรวจเช็คตามปกติ

7. หากนั่งรถไปสักพักแล้วรู้สึกว่ามีอุณหภูมิที่เย็นจนเกินไปอย่าหันช่องแอร์นี้ออกไปจากตัวให้หาวิธีการปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นแทนโดยวิธีนี้จะทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงานหนักโดยที่ไม่จำเป็น
8.ก่อนที่จะถึงจุดหมายปลายทางสัก 5-10 นาทีให้ทำการปิดสวิตช์แอร์แล้วเปิดพัดลมความเร็วสูงวิธีนี้จะช่วยลดภาระในการทำงานของคอมเพรสเซอร์และไล่ความชื้นออกจากคอยล์เย็นซึ่งจะช่วยป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีซึ่งทำแบบนี้จะทำให้รถของคุณไม่มีกลิ่นอับอย่างแน่นอน

วิธีถนอมแอร์ในรถ
1.ถ้าหากเรานั้นปรับระดับความเย็นสูงมากแต่เปิดแอร์แค่เบอร์หนึ่งอาจจะทำให้น้ำแข็งเกาะในบริเวณที่แผงคอยล์เย็นได้ทำให้แอร์ไม่เย็นฉะนั้นควรปรับให้สมดุลมากที่สุด
2. ก่อนที่จะดับเครื่องควรปิดคอมแอร์แล้วเปิดพัดลมให้ทำงานเพื่อและความชื้นออกเปิดจนรู้สึกว่าไม่มีความเย็นออกมาแล้วจึงปิดเครื่องเพื่อไม่ให้มีน้ำแข็งเกาะที่แผงคอยล์ร้อน

เจ้าเดียวในโลก! ลุงจบแค่ ป.4 ไอเดียเจ๋ง คิดค้น ‘ไก่ย่างแสงอาทิตย์’ ขายกำไรวันละหมื่น

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูกันอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อยโดยไอเดียที่เราจะพาไปชมกันในวันนี้เป็นไอเดียของนายศิลา สุทารัต ซึ่งเป็นเจ้าของร้านไก่ย่างพลังแสงอาทิตย์วัย 60 ปี ที่มีการนำไอเดียแจ๋วๆโดยการเอาไก่มาปิ้งย่างด้วยแดดอาทิตย์ทำให้เนื้อนุ่มใครได้รับประทานก็ต่างติดใจกลับมาซื้อกันทุกราย

โดยร้านแห่งนี้นั้นมีไก่รสชาติที่อร่อยเป็นอย่างมากเพราะนำไก่ไปย่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งไม่เหมือนร้านอื่นที่ย่างด้วยเตาถ่านเพราะจะทำให้ได้ในไก่แข็งแต่ถ้าหากแยกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะได้เนื้อไก่ที่นุ่มอร่อยกำลังดีถ้าหากใครไม่เชื่อก็อยากจะพามาพิสูจน์ดู

นอกจากนี้เจ้าของร้านแห่งนี้ก็ได้มีการคิดค้นเครื่องมือในการรวมแสงอาทิตย์ โดยการนำกระจกเงาบานเล็กๆเป็นจำนวน 1,000 บาทมาติดตั้งโครงเหล็กขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับองศาแบบรอบทิศทางด้วยหลักการของการรวมแสงเอามาไว้ในจุดเดียว จนทำให้เกิดความร้อนสูงถึง 312 องศา และทำให้ไก่นั้นสามารถปลูกได้ในพร้อมกันโดยใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีในการย่างเท่านั้น

โดยเจ้าของร้านไม่มีการกล่าวว่าตัวเขานั้นจบเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ก็อยากจะลืมตาอ้าปากได้จนมาเกิดอัยการปิ๊งย่างไก่ด้วยแสงอาทิตย์ซึ่งจะได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีจากผลงานการประดิษฐ์เตาย่างไก่ด้วยกระจกสะท้อนแสงจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งจะทำให้มีชาวต่างชาติต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นคนจีนฮ่องกงไต้หวันเกาหลีและคนญี่ปุ่นต่างเข้ามาซื้อกันอย่างมากมาย

และรายได้นั้นก็สามารถขายได้ตกวันละ 10000 กว่าบาท โดยในบางครั้งก็มีลูกค้าโทรเข้ามาสั่งก็จะย่างให้ในทันที ซึ่งคนต่างประเทศก็ชอบกันโดย ถ้าหากวันไหนไม่มีแดดหรือมีฝนนั้น ก็จะทำให้ไม่สามารถย่างไก่ได้ แต่ก็จะไม่มีการย่างไก่ด้วยเตาถ่านให้ลูกค้าอย่างเด็ดขาด เพราะต้องการไปตามคอนเซ็ปร้านนั่นก็คือการย่างไก่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้นถ้าหากวันไหนย่างไม่ได้ก็จะบอกลูกค้าไปตรงๆว่าไม่มี

ปิดถังไอเดียการย่างไก่ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากเพราะไม่เป็นการสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมแล้วไม่ต้องไปซื้อที่ไหนและสามารถใช้ได้ไม่มีวันหมดต้นทุนต่ำและที่สำคัญไม่สร้างปัญหาต่อสุขภาพของลูกค้าอีกด้วยราคาของไก่ย่างนั้นก็จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักของไก่แต่ละตัวโดยเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง 300 บาท

ลอตเตอรี่มีค่าไม่ถูกรางวัลอย่าทิ้ง! นำมาบริจาคได้บุญ รายได้ช่วยเด็กพิเศษ

แน่นอนด้วยแน่นอนว่าวันนี้ก็เป็นวันที่ ชาวเซียนห-วยทั้งหลายก็จะทราบกันดีว่าเลขเด็ดของ ถูกรางวัลหรือไม่ซึ่งถ้าหากใครนั้นไม่ถูกรางวัลบอกเลยว่าอย่าเพิ่งทิ้งใบห-วยเด็ดขาด เพราะใบหวยที่ไม่ถูกรางวัลของคุณนั้นจะสามารถนำไปสร้างบุญได้ โดยในล่าสุดนี้ทางเจ้า อาวาสวัดห้วยหมูได้มีการบอกกล่าวญาติโยมที่มีลอตเตอรี่เก่าที่ไม่ถูกรางวัลให้นำลอตเตอรี่เหล่านั้นนำมาบริจาคเพื่อทำดอกไม้จันทน์โดยรายได้นั้นจะมอบให้กับศูนย์ช่วยเหลือพัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

โดยศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูแห่งนี้ได้มีการรับเด็กพิเศษเข้ามาฟื้นฟูและเพิ่มพัฒนาการ แต่ก็ยังขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในศูนย์เพื่อพัฒนาเด็กเนื่องจากศูนย์แห่งนี้เปิดได้เพียงแค่ 1 ปีกว่าเท่านั้น โดยศูนย์และอาคารเรียนสำหรับเด็กพิเศษนั้นจะมีการเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นการขยายโอกาสการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้

โดยปัจจุบันที่โรงเรียนแห่งนี้ก็มีเด็กพิเศษศึกษาจำนวน 50 คนและจบการศึกษาใน

ระดับชั้นประถมศึกษา 10 คนแต่ก็ยังประสบปัญหาในเรื่องที่ไม่มีที่เรียนต่อจึงทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองหลายๆ คน ได้รับความเดือดร้อนจึงได้มีการรับเด็กเหล่านี้ไว้ด้วยการก่อสร้างศูนย์ ดังกล่าวขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้เด็กพิเศษนั้นมีที่เรียนต่อหลังจากที่จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปิดโรงเรียนสอนอาชีพสอนการพัฒนาอาชีพโดยจะมีครูพิเศษจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจากสมาคมผู้ปกครองเด็กและจิตอาสาเข้ามาช่วยสอนเพื่อทำให้เด็กเหล่านี้มีอาชีพติดตัวและสามารถนำไปช่วยเหลือตัวเองได้

โดยทางศูนย์นี้ก็มีรายจ่ายอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีรายได้จึงได้คิดค้นหาแนวทางที่จะทำให้มีรายได้เข้ามาพัฒนาและเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆจึงได้ขอลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลนำมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้จันทน์พวงหรีดเพื่อนำไปจำหน่ายขายให้กับผู้ที่ต้องการไปใช้ในการ ฌาปนกิจ โดยเจ้าอาวาสก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ญาติโยมให้มาทำบุญว่าตอนนี้ทางวัดขอรับบิณฑบาตใบลอตเตอรี่ด้วย

และในทางด้านนางปริศนา จันทคัต อดีตข้าราชการครูบำนาญชำนาญการพิเศษ จากมหาวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ก็ได้มีการเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากที่ได้มีการเกษียณอายุราชการ โดยรวมเป็นจิตอาสาช่วยเหลือ ที่งานศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมู เพราะสงสารเด็กพิเศษเหล่านี้ และต้องการที่จะใช้เวลาว่างของตัวเอง ให้เป็นประโยชน์ และเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสมีเมตตาจัดตั้งศูนย์ขึ้นมา แต่ก็ไม่มีงบประมาณในการบริหารแต่หลังจากที่จะเอาว่าได้นำตัวอย่างดอกไม้จันทน์ลอตเตอรี่มาให้ ก็ได้มีการนำมาประดิษฐ์กันจนสำเร็จ และมีการแบ่งงานให้กับเด็กพิเศษมีส่วนช่วยกันทำโดยราคาพวงหรีดนั้นเริ่มต้นที่ 300 ถึง 800 บาทและดอกไม้จันทน์ นั้นเริ่มต้นที่ดอกไม่ถึง 1 บาท โดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถเดินทางมาซื้อที่ศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมูได้

โดยสามารถติดต่อเพื่อมอบลอตเตอรี่ที่ไม่ถูกรางวัลได้ที่วัดห้วยหมูตำบลดอนตะโกอำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี

หลวงปู่ให้โชค! หนุ่มเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง ได้ 3 ตัวกลับบ้าน

มาอีกแล้วกลับวันที่ชาวหวยทั้งหลายจะต้องลุ้นตัวโก่งสำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้แน่นอนว่าก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นอย่างมากสำหรับนักเสี่ยงโชคทั้งหลายที่ต่างแสวงหาเลขเด็ดการจัดตู้แสงอาทิตย์มาเสี่ยงโชคในครั้งนี้ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนนั้นก็อาจจะไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆตามสถานที่แปลกๆที่โด่งดัง หรือคอยเฝ้าไปกราบไหว้ขอพรเพื่อให้ได้โชคลาภถูกหวยเบอร์ทองรับรองว่ายิ่งใกล้วันนั้น แหล่งสถานที่เหล่านี้ก็มีผู้คนมากมายต่างเข้าไปกราบไหว้กันเป็นพิเศษอย่างแน่นอน

โดยล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่ากมล แก่นทิพย์ ออกมาเผยแพร่เหตุการณ์หลังจากที่ได้มีการเดินทางไปกราบสังขารหลวงปู่สรวง ลงในกลุ่มเลขปลดหนี้โดยมีการระบุข้อความไว้ดังนี้ ไปสักการะสังขารไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่ทรวง จังหวัดศรีสะเกษมาครับสาธุสาธุสาธุ

ซึ่งจะทำให้มีผู้ใช้ Facebook หลายรายเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมายพร้อมกับมองเลขรูปภาพเก่าๆเห็นเป็นเลข 145 533 567 แล้วแต่ดวงนั้นแล้ว แต่ตามความเชื่อของนักเสี่ยงโชคแต่ละท่าน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมากด้วยค่ะเห็นเป็นเลขอะไรนั้นก็ลองเสี่ยงโชคดูเลย

รวมไอเดีย ‘ซุ้มไม้ไผ่’ มุมสำหรับพักผ่อน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาดูไอเดียดีๆในการทำซุ้มไม้ไผ่ไว้ทำเป็นมุมพักผ่อนกันโดยในวันนี้เราก็จะพาไปพบกับป้าเลียบวัย 63 ปีที่ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรมทำซุ้มทำแค่บันไดชั้นวางของจากไม้ไผ่ขายเป็นอาชีพเลี้ยงตัวโดยป้านั้นอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และได้รับฝืมือทางด้านหัตถกรรมจากสามีที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปี โดยการทำซุ้มไม้ไผ่ บันไดเ คาน์เตอร์ ชั้นวางของขาย เป็นอาชีพหลัก เพราะไม่ต้องการจะเป็นภาระให้กับลูกหลาน

นอกจากนี้ป้านั้นก็ยังมีการส่งมอบความรู้ให้กับนายกล้า ด่านต้องประโทน อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเพื่อให้นำความรู้เหล่านี้ไปสามารถเลี้ยงชีพครอบครัวของตัวเองได้ และเหตุนี้นี่เองทำให้ในปัจจุบัน ป้าและลูกชายช่วยกันทำซุ้มไม้ไผ่ แคร่ บันไดและเคาน์เตอร์จ ส่งขายที่จังหวัดยโสธรที่มีการสั่งมาโดยมีการตั้งขายอยู่ในบริเวณหน้าบ้านเช่าถนนสายบุรีรัมย์- ประโคนชัยโดยที่มีการเผยขั้นตอนการทำซุ้มไม้ไผ่ไว้ดังนี้

โดยการทำซุ้มไม้ไผ่น่าจะต้องเริ่มจากการวัดขนาดไม้ไผ่ก่อน จากนั้นก็นำไปตัดให้ได้ขนาดและเจาะรูตาม จากนั้นก็ขึ้นโครงประกอบเป็นซุ้มเมื่อประกอบเสร็จแล้วก็จะทาแลคเกอร์ให้เกิดความเงางามสวยงาม อีกทั้งยังกันมอดได้อีกด้วย ซึ่งลูกค้าคนไหนอยากจะได้รวดลายเพิ่มเติมก็จะมีการใช้แก๊สพ่นลวดลายต่างๆตามที่ลูกค้าสั่งเอาไว้เลยจะคิดเพิ่มอีกตัวละ 150 บาท

แม้ว่าการทำแคร่ไม้ไผ่นี้จะดูไม่ยุ่งยาก แต่ต้องใช้แรงและความอดทนสู งอีกทั้งจะต้องมีความปราณีตมากพอสมคว รเพราะในแต่ละวันนั้นทำเพียงได้แค่ 2-3 ตัวเท่านั้น โดยจะมีราคาตั้งแต่ละ 2,000 ถึง 2,500 บาทตามออเดอร์ที่ลูกค้าจะสั่งโดยเคาน์เตอร์นั้นจะอยู่ที่ตัวละ 1,500- 2,500 บาทน่าจะอยู่ที่ตัวละ 500 ถึง 2,000 บาทส่วนบันไดจะอยู่เมตรละ 80 บาทโดยปัจจุบันรายได้จากการทำซุ้มไม้ไผ่ขายนั้นก็เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 70000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ถึงป้าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีแรงพอที่จะสามารถทำงานได้ก็อยากจะทำ เพราะไม่อยากจะเป็นภาระให้ลูกหลานอีกทางอยากจะนำความรู้ประสบการณ์ที่เคยทำมากับสามีตอนสมัยที่สามียังมีชีวิตอยู่นั้นนำมาเกิดเป็นอาชีพจนเกิดความชำนาญและถ่ายทอดให้แก่ลูกชายของตัวเองซึ่งการขายนั้นก็สามารถตอบรับจากลูกค้าได้เป็นอย่างดีและการเป็นที่ต้องการของร้านอาหารต่างๆ ที่จะเป็นการนำไปจัดเป็นซุ้มไว้เป็นสถานที่นั่งรับประทานอาหารไว้สำหรับลูกค้าซึ่งบางคนนั้นก็ นำไปใช้ในบ้านก็มีโดยส่วนใหญ่ก็จะมีรับมาซื้อถึงที่ บางครั้งมีบางคนก็สั่งครั้งละ 20-30 หลังจนแทบทำไม่ทันเลยทีเดียว โดยป้านั้นบอกว่าจะทำจนกว่าจะไม่มีแรง

และนอกจากนี้เรามาดูไอเดียดีๆในการทำซุ้มไม้ไผ่กันดีกว่าโดยซุ้มไม้ไผ่นั้นสามารถนำมาทำเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจไว้สำหรับคนในบ้านก็ได้และวันนี้เราก็มีการรวบรวมอะไรดีๆมาฝากกันโดยจะมีซุ้มไม้ไผ่แบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

ทนายบอกกฏหมายระบุชัด ‘ทำงานวันหยุด’ต้องได้ OT 3 เท่า

เรียกได้ว่ากลายเป็นเสียงวิพาทวิจารณ์ในทางโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้มีแฟนเพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่าสายตรงกฎหมายซึ่งเป็นเพจ Facebook ของทนายรัชพลศิริสาครประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ซึ่งเขานั้นก็ได้มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ลูกจ้างควรอ่าน

โดยมีการระบุไว้ถึงการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดที่มีการกำหนดไว้ว่า.. ให้ได้รับ 3 เท่า โดยคำว่าล่วงเวลานั้นก็จะหมายถึงการทำงานนอกเวลาการทำงานปกติ สมมุติเวลาทำงานปกติคือ 08:00 น. ถึง 17:00 น. หลังจากนั้นก็จะเป็นเวลาล่วงเวลาถ้าสมมุติทำงานต่อจนถึง 21:00 น. ก็เรียกว่าหลังจาก 17:00 น. จนถึง 21:00 น. ก็เป็นการทำงานล่วงเวลา โดยใน ตรงนี้จะต้องได้รับค่าชดเชยหรือโอที

โดยในวันหยุดถ้าทำงานนอกเวลาที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นเวลางานนั้นถือเป็นการทำงานล่วงเวลาลูกจ้างจะต้องได้รับค่าชดเชยเป็น 3 เท่า และลูกจ้างจะต้องดูเวลาการทำงานที่เราทำในวันธรรมดาด้วย ถ้าหากทำงานนอก จากวันเวลาทำงานก็จะได้ 3 เท่า ฉะนั้นนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ถูกต้อง โดยเริ่มพรุ่งนี้ไม่จำเป็นต้องรอตำรวจมาจับซึ่งนายจ้างหาคู่แล้วก็ควรไม่ทำให้ผิดกฎหมาย

โดยจะอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ. ศ. 2541 มาตรา 36 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุดให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ลูกจ้างในอัตราที่ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ …

ชีวิตไม่ยอมแพ้! มุ่งมั่นเรียน กศน. จนสอบติดแพทย์คนแรกของประเทศไทย

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับบุคคลที่สามารถเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่นตั้งใจได้ แม้ว่าชีวิตของคนเรานั้นจะไม่เท่ากันแต่ถ้าหากรู้จักความพยายามรู้จัก ใฝ่หา การเรียนรู้ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จดั่งที่ใจเราต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนตามสูตรไหน เพียงแค่เข้าใจในฉบับตัวเอง และในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาพบกับน้องวิทย์หรือในวรวิทย์คงบางบ่อหนุ่มวัยที่ 23 ปีว่าที่คุณหมอจากวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าที่เขานัดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถสอบติดหมอได้อย่างที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้

ซึ่งแน่นอนว่าเด็กทุกคนนั้นมักจะเกิดมาและถูกคาดหวังจากคนในครอบครัวซึ่งแน่นอนเช่นเดียวกับพ่อของมิตรที่อยากจะให้ลูกรับราชการ เพื่อที่วันหนึ่งวันที่ตนไม่อยู่บนโลกก็หวังที่จะให้ลูกชายคอยดูแลครอบครัวแทนผู้เป็นพ่อประกอบกับผู้เป็นพ่อนั้นไม่ได้เรียนหนังสือจึงอยากให้ลูกชายนั้นได้เรียนสูงกว่าตน

โดยน้องวิทย์ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย พ่อแม่ไม่ได้เรียนสูงประกอบเพียงแค่อาชีพแพปลา ในจังหวัดระนอง โดยหากย้อนกลับไปในวัยเด็กช่วงที่เรียนอยู่ใช่มัทยมศึกษาปีที่ 3 พ่อของวิทย์ก็ให้มีการไปสอบโรงเรียนนายร้อย และต้องไปติวหลังเลิกเรียนเป็นประจำทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นไม่อยากจะเป็นทหาร แต่ก็ไม่อยากขัดใจพ่ อโดยตัวเขาได้บอกไว้ว่าไม่ชอบการฝึกร่างกาย ไม่ชอบเล่นกีฬา เลิกเรียนก็ไปอยู่บ้านเพื่อนซึ่ง 1 อาทิตย์นั้นเพียงแค่ 1-2 วันเท่านั้น และพอไปสอบติดในร้อยก็สอบไม่ติด พอขึ้นม 4 ก็อัดความรู้ที่จะใช้สอบนายร้อยเพียงอย่างเดียว เพราะอายุยังไม่เกิน 17 สามารถสอบได้อีกครั้งแต่ก็สอบไม่ติด

ด้วยความที่สนิทกับคุณครูที่ไปเรียนพิเศษ โดยครูนั้นได้ย้ายเป็นครูในระบบที่กรุงเทพฯจึงได้มีการชวนลูกศิษย์หลายๆคนมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯด้วยกันพอไปเรียนชั้นม 5 ได้ครึ่งเทอมกูก็มีเหตุที่ต้องย้ายกลับไปในจังหวัดระยองอีกครั้งครั้งจะอยู่ต่อก็ไม่มีญาติอยู่ที่นี่จึงย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันทั้งหมด โดยในระหว่างนั้น ก็ได้มีการไปช่วยเหลืองานสังคม ต่าง ๆ ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ช่วยเหลือคนยาก จนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชอบงานที่ช่วยเหลือสังคมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่จบปีการศึกษาจึงได้นำเอกสารไปสมัครที่โรงเรียนเดิมแต่ว่าโรงเรียนได้ปฏิเสธการรับเข้าเรียนให้เหตุผลว่าขาดไป 1 หน่วยกิตนั่นก็คือวิชาประวัติศาสตร์เพราะตอนที่เรียนอยู่ชั้นม 4 ไม่มีวิชานี้ในขณะที่เพื่อนๆที่มาจากจังหวัดอื่น ๆ ก็ขาดหลายหน่วยกิต แต่โรงเรียนกลับรับ ก็สร้างความมึนงงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาพูดว่าถ้าไม่รู้จะไปเรียนไหนก็ไปเรียน กศน. ไม่เห็นจะเป็นอะไร โดยในตอนนั้น พี่สาวก็ร้องไห้เพราะว่าเหมือนน้องชายของเธอ ไม่มีที่ไป เพราะจังหวัดระนองเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆมีโรงเรียนประจำจังหวัดเพียงแค่ 2 โรงเรียนเท่านั้นและอีกโรงเรียนจะต้องตามอีก 20 หน่วยกิจซึ่งก็ไม่ไหวจึงทำให้เขาตัดสินใจไปเรียนกศนในทันที..

โดยหลังจากที่ได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้นเขาก็รู้สึกว่าเหมือนอาจารย์ท้าทายให้ไปเรียน กศน.จึงได้ไปสมัครแบบไม่บอกใครในบ้านแต่ หลังจากที่สมัครเสร็จก็กลับมาบอกพ่อแม่ แม่ก็แทบลมจับ เพราะผิดหวังที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นม 5 และต้องไกลไปเรียนที่กศนแทนจนแม่ร้องไห้เครียดเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะถ้าหาก พูดถึงกศนทุกคนก็จะนึกถึงเด็ก เด็กเกเรไม่ใฝ่เรียนไปเรียนกันที่นั่นบางคนก็เรียนแค่เอาวุฒิเท่านั้นจึงทำให้เกิดทัศนคติลบกับที่นี่กัน ..

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการแจกแจงถึงระบบอันแตกต่างกันจากการเรียนกศนและการเรียนปกติเพราะจากเด็กมปลายที่จะต้องตื่นแต่เช้าเข้าเรียนแต่ 8:00 นจนถึง 16:00 น อัดความรู้กิจกรรมต่างๆอย่างมากมายในโรงเรียน แตกต่างจากกศนที่เพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งจะต้องไปเรียนส่งรายงานแต่ไม่ได้มีการเลคเชอร์นั่งสอนฟังบรรยายและไม่มีการกลายว่าจะต้องเรียนอะไรและไม่มีอาจารย์ที่คอยแนะนำและมีข้อดีอย่างเดียวคือทำให้มีเวลาเยอะ

โดยในตอนนั้นเขาก็รู้สึกเครียดและรู้สึกกดดันและยิ่งเป็นเด็กที่ไม่สนใจเรียนกศนก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก โดยตัวเขานั้นได้บอกว่ารู้สึกแย่ที่ทำให้แม่เสียใจจึงทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงนี้ให้พ้นจากคำดูถูกๆให้พ้นจากความเสียใจของคนในครอบครัวแม้ไม่มีใครจะเชื่อว่าเราจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เขาก็จะต้องทำให้ทุกคนเห็นและออกจากตรงนี้ไปให้ได้…

ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและจะต้องเรียนความรู้เนื้อหาทั้งหมดของม 4 และมอ 6 โดยจะต้องเรียนให้จบภายใน 1 ปีเพื่อเตรียมตัวสอบอีกครึ่งปี โดยในตอนนั้นเลือกไว้ 2 ทางคือนิติและหมอซึ่งมันก็ดูแทบจะเพ้อเจ้อสำหรับเด็กกศน. คนหนึ่งที่มานั่งคิดว่าจะสอนนิติศาสตร์หรือหมอดีแต่ในตอนนั้นใจมันมาทางนี้ว่าอะไรที่จะสามารถไปช่วยเหลือสังคมได้ก็อยากจะทำอะไรที่เราสนใจจะดีกว่าถ้าหากมันมี 2 อย่างนี้ก็สามารถรักษาได้และคิดว่าจะเรียนหมอแต่ก็ไม่มีความรู้อะไร

และในตอนนั้นเขาก็ไปหาข้อมูลเก่าๆเพื่อดูว่าการเรียนหมอน่าจะต้องเรียนอะไรและสอบอะไรและต้องเสริมความรู้ที่ขาดหายไปซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีของกศนที่ทำให้เขามีเวลาว่างพอที่จะหาความรู้ต่างๆให้กับตัวเองและเขานั้นก็ติวโดยการนั่งรถไปที่สุราษฎร์ธานี 3 ชั่วโมงและนั่งกับอีก 3 ชั่วโมง เรียนอีก 1 ชั่วโมง ด้วยเขานั้นต้องอ่านเองทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ทั้งไทยสังคมอะไรไม่เข้าใจอย่างคณิตวิทยาศาสตร์ก็จะมีการ search หาทางอินเทอร์เน็ตถ้าไม่เข้าใจอีกก็จะไปโรงเรียนโดยจะติวเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์กลับมาบ้านก็จะตะลุยโจทย์เองและเมื่อรู้เป้าหมายอย่างชัดเจนว่าอยากจะเป็นหมอจึงมีการเตรียมวางแผนแบบรายวันรายสัปดาห์และรายปีโดยใน 1 วันจะต้องอ่านหนังสืออย่างน้อย 3 วิชาตกและวิชาละ 2 ชั่วโมงพร้อมกับทำโจทย์อีก 50 ข้อ สำหรับรายสัปดาห์จะต้องอ่านหนังสือให้ได้ 3-4 บทและมีการตั้งเป้าหมายว่าเดือนนี้จะต้องทำให้ได้เท่านี้เท่านี้และ 3 เดือนก่อนจะต้องจบเนื้อหาทั้งหมดและเริ่มทบทวนอีกรอบ…

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการลงเรียนวิชาที่เลือกไว้สำหรับแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย 4 อันดับโดยมี อันดับ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สุดท้ายน้องเมย์ก็ได้อันดับ 1 คือวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 7 และเป็นโรงเรียนแพทย์ทหารแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย

โดยสาเหตุที่น้องเลิกเรียนมันก็เป็นเพราะว่าพ่อของน้องนั้นอยากจะให้เป็นอาหารไปด้วยและมีการซึมซับจากคอร์สติวตอนมต้นที่มีการฝึกร่างกายฝึกวินัยกับเพื่อนๆจึงทำให้รู้สึกว่าชอบสังคมแบบนี้และเมื่อเข้ามาในพระมงกุฎเกล้าก็ได้เจอกับสังคมที่ตัวเองชอบนั่นเองโดยหลังจากที่รู้ว่าตัวเองตอบติดนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมากแล้วก็รู้สึกดีที่ว่านี่คือสิ่งที่ตอบแทนหลังจากที่พยายามมาโดยตลอดตอบแทนที่ไม่เคยนอกลู่นอกทางตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่รู้สึกตื้นตันใจส่วนพ่อแม่ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากโดยในตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสอบติดหมอเพราะไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีเด็กเรียนกศนแล้วไปสอบติดหมอและเหมือนว่าความหวังมันหายไปหมดแล้วแต่น้องวิทย์ก็สามารถทำให้เป็นที่สำเร็จจนได้

สำหรับใครที่มองว่าการเรียนกศนนั้นมันแยกน้องวิทย์ก็ได้มีการเปิดเผยว่าค่านิยมของสังคมชอบมองว่ากศนเป็นทางเลือกของเด็กที่ไม่มีทางไปและน้องวิทย์ก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเด็กที่เรียนกสนเป็นเด็กไม่ดีและเด็กเกเรทั้งหมด…และมีไม่น้อยที่ระบบการศึกษาไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนการสอนได้จึงทำให้มีใครหลายคนเริ่มมะเร็งกศนเพื่อให้ได้วุฒิและไปเรียนต่อในทางที่ต้องการ

โดยน้องนิดไม่มีการกล่าวทิ้งท้ายพร้อมว่า “ผมอยากจะบอกว่าชีวิตของทุกคนนั้นก็มีปัญหาเหมือนกันหมดคำว่าเล็กหรือใหญ่ของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันสำหรับเรานั้นปัญหาอาจจะเล็กสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็อาจจะใหญ่สำหรับเรา แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ เราจะต้องเลือกสู้ และไม่ยอมแพ้ เมื่อเราเลิกสู้แล้วก็จะต้องค่อย ๆ ใช้สติปัญญา แก้ไขปัญหาเหล่านั้น มีคนรอบสนับสนุนหรือไม่มีแล้วก็ต้องพยายามสนับสนุนตัวเองให้ได้ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นสามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้เพียงแค่เราเชื่อในตัวเองแค่มีความมั่นใจมีความตั้งใจในตัวเองแล้วก็จะสามารถผ่านมันไปได้เพราะทุกปัญหานั้นมีทางออกอยู่เสมอ “

เรื่องจริง จากสาวโรงงาน-คนรับจ้างปรบมือ พลิกชีวิตสู่ ผู้พิพากษาหญิง

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนได้มาดูเรื่องจริงของสาวคนหนึ่งที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคของตัวเองไปพบกับความฝันได้เป็นที่สำเร็จจากสาวโรงงาน ที่ผ่านการทำงานมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นพนักงานเซเว่นหรือคนรับจ้างตบมือแต่เธอนั้นก็ไม่ยอมแพ้เดินทางต่อไปในความฝันที่จะเป็นผู้พิพากษาด้วยความอุตสาหะจนเธอนั้นสามารถพาตัวเองไปสู่ความฝันของตัวเองได้ โดยบุคคลที่เราจะพารู้จักกันในวันนี้นะก็คือคุณ ลัดดาวรรณ หลวงอาจ ผู้พิพากษาสาววัย 37 ปีคนนี้ …

โดยเธอนั้นเป็นเด็กสาวจากทางภาคอีสานเป็นเด็กขี้อาย ไม่สุงสิง กับใคร และติดคุณยาย เป็นอย่างมากเวลาไปไหนมาไหนก็มักจะมีคุณยาย ไปอยู่ด้วยในทุก ๆ ที่ โดยในช่วงของวัยเรียนประถมเธอเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ และมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียน อ่านทุกเล่ม เล่มละหลาย ๆ รอบ โดยชีวิตของเธอนั้นเรียกว่าติดลบ เพราะครอบครัวของเธอไม่มีเงินทองมากมายที่จะส่งเสีย ให้เธอเรียนสูงสูงได้ และหลังจากที่เธอเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ทำให้เธอนั้นไม่มีโอกาสจะเรียนต่อ เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนในชั้นมัธยมศึกษา จนทำให้เธอต้องหยุดเรียน และไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ซึ่งสวนกับความต้องการของเธอเป็นอย่างมาก

และด้วยความที่เธอนั้นถูกคุณยายเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมไม่เคยปล่อยให้ทำงานเธอจึงโตมาทำแบบอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างเรียกได้ว่าถูกเลี้ยงมาเป็นอย่างดีทำกับข้าวไม่เป็น ให้ไปตากแดดตากฝน ก็ทำได้ไม่นาน โดยในตอนนั้นเธอมีความคิดเพียงอย่างเดียวในหัวว่า “ฉันไม่ชอบทำงานเกษตรกรรมเพราะมันเหนื่อยแต่ฉันชอบทำอ่านหนังสืออยากจะเรียนหนังสือสูง ๆ ทำงานดี ๆ ส่งเงินมาให้พ่อแม่” และเมื่อเกิดความคิดเหล่านี้ก็ทำให้เธอค้นขวายที่จะเรียนหนังสือให้ได้โดยเริ่มจากการไปสมัครเรียนกศนทางไกลที่จังหวัดข้างเคียงโดยห่างจากหมู่บ้านของเธอประมาณ 30 กิโลเมตร

และภาพที่ทุกคนมาแต่เห็นคือเด็กหญิงรักหญิงชราคนหนึ่งเดินกันขึ้นเขาทุกวันอาทิตย์ในตอนเย็นและตอนเช้าเธอต้องเดินออกจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตรเพื่อไปขึ้นรถเมล์เพื่อไปเรียนหนังสือทุกๆวันอาทิตย์ส่วนวันอื่นที่เหลือจะกลับมาอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองเธอทำอย่างนี้โดยใช้ระยะเวลานานถึง 1 ปีจนกระทั่งจบวุฒิมัธยมต้นหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นสำเร็จเรียกได้ว่าหนทางการเดินทางไปเรียนนั้นก็ยากลำบากใช่เรื่อง

และเมื่อเธออายุก้าวย่าง 15 ก็คิดการ์ณใหญ่ว่าจะต้องเรียนหนังสือให้ได้ จึงได้ตัดสินใจของพ่อแม่เข้าไปยังกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินเรียนต่อ โดยการทำงาน โดยมีเงื่อนไขว่าจะส่งเงินนั้นกลับมาให้ที่บ้านทุกๆเดือน โดยงานแรกที่เธอทำคือเป็นพนักงานโรงงานกระป๋องทูน่า ที่อยู่ในจังหวัดนครปฐม เธอนั้นจำเป็นจะต้องทนกับกลิ่นคาวปลาจนคลื่นไส้ แต่ก็ต้องกัดฟันสู้ เพราะคิดเสมอว่าเป้าหมายของเธอที่มาที่การเรียน และจะสานฝันเหล่านี้ให้สำเร็จ ไปทำงาน 6 วันได้ หยุดแค่วันอาทิตย์ 1 วัน โดยวันหยุดวันอาทิตย์นั้น เธอก็จะไปเรียนกศน.และการไปเรียนของเธอในวันอาทิตย์เธอก็ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะว่านั่นคือการพักผ่อนชั้นยอดของเธอ ….

และเมื่อถึงสิ้นเดือนก็จะส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ ซึ่งเธอก็จะมีความสุขมากเพราะเธอได้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าเล่าเรียนกับค่ากับข้าวเพียงอย่างเดียว จากนั้นเธอก็ย้ายไปทำงานในโรงงานผลไม้กระป๋องและโรงงานทอผ้าแม่ว่าจะทำงานโรงงานแต่ฉันก็ได้เรียนรู้อะไรต่าง ๆ มากมายจากงานเหล่านี้ได้ฝึกความอดทนความไม่ย่อท้อต่อการทำงานหนักและกลายเป็นพื้นฐานอันเข้มแข็ง จึงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆทั้งหลายไปได้แต่การทำงานเหล่านี้นั้นก็ทำให้เธอเห็นอนาคตที่จะเรียนต่อได้สักเท่าไหร่ จึงมีการกลับบ้านไปตั้งหลักและกลับมาสมัครงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์แถวจังหวัดสมุทรปราการแทน…

โดยเธอเริ่มต้นสมัครเรียนที่คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่โชคร้ายที่โรงงานแห่งนี้มีนโยบายจ้างพนักงานเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น เธอจึงอยู่ในสถานะคนตกงาน และจำเป็นจะต้องพักในเรื่องของการเรียนเอาไว้ก่อนจนต่อมาเธอได้เป็นสาวโรงงานเครื่องแฟกซ์ ที่อยู่แถวบางปะกง แม้ว่าเงินเดือน จะไม่ได้ดีเท่าเดิม แต่ก็ไม่มีวันหยุดเยอะ ทำให้เธอนั้นมีเวลาที่จะวางแผนในการสมัครเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ในครั้งนี้เธอจะสมัครเรียนในคณะนิติศาสตร์ เพราะวิชาพื้นฐานน้อยวิชาหลักในการสอนในชั้นมัธยมศึกษา ก็ไม่มีนักศึกษาทุกคนนั้น จะต้องเริ่มใหม่เท่ากันหมด ดังนั้นจึงตัดสินใจเรียนเข้าคณะนี้…

เธอนั้นรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่เห็นอาจารย์สอนอยู่หน้าห้อง และตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก และจะจดจำทุกอย่างที่อาจารย์สอนและเธอก็ได้อะไรจากที่อาจารย์สอนเยอะมาก แต่ในตอนนั้นเธอก็ต้องประสบปัญหากับการทำงานที่อยู่ไกลกับที่เรียน และทำงานหนักเกินไป ไม่เหมาะแก่การเรียนหนังสือ จึงทำให้เธอตัดสินใจลาออกและสมัครเป็นพนักงานเซเว่นใกล้กับมหาวิทยาลัยแทน และมุ่งมั่นทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และการเรียน โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีก็สามารถจบจากคณะนิติศาสตร์ได้เป็นที่สำเร็จจากนั้นก็เข้าเรียนเนติบัณฑิตต่ออีก 1 ปีจนสามารถสอบเป็นผู้พิพากษาได้…

โดยอาชีพพิพากษาสำหรับเธอนั้นเป็นเหมือนชีวิตที่เคยฝันไว้และรู้สึกเหมือนฝันไปที่ได้มาทำเพราะเป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจโดยสิ่งที่ทำให้มีในวันนี้ ก็คือความรักแบบไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ยายและน้องสาว โดยตอนแรกทุกคนจะไม่เข้าใจว่าจะเรียนไปมากมายเพื่ออะไร แต่เมื่อรู้ว่าชอบก็สนับสนุนเท่าที่จะทำได้และในวันนี้ก็มีโอกาสที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวถวายสัตย์ปฏิญาณได้รับโปรดเกล้าให้เป็นผู้พิพากษาชั้นต้นจึ งเหมือนว่าชีวิตนี้มีเกินกว่าที่เคยวาดฝันเอาไว้เป็นอย่างมาก และทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปในเวลาเก่า ๆ ก็รู้สึกไม่น่าเชื่อเลยว่า เด็กบนดอยคนหนึ่งจะสามารถยืนในจุด ๆ นี้ได้ และจากนี้ไปเธอนั้นก็คิดอยากจะอุทิศชีวิตทั้งหมดทำงานเพื่อให้ประชาชนตลอดไปและดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอย่างเป็นเกียรติและทำหน้าที่การงานด้วยความตั้งใจและเป็นความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล …

โดยจากเรื่องราวการใช้ชีวิตที่ฝ่าฟันอุปสรรคของท่านผู้พิพากษาลัดดาวรรณหลวงอาจนั้นเราเชื่อว่านี่สามารถไปอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่กำลังเดินตามความฝันอย่างยากลำบาก ซึ่งท่านก็เป็นตัวอย่างแห่งความอดทนให้กับสำหรับใครหลายๆคนและคิดว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นจะสามารถทำได้ ถ้าหากเรารู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองมีความพยายามอย่าท้อแท้กับอุปสรรคระหว่างทางรู้จักอดทนฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบข้างมันก็จะทำให้สิ่งเหล่านี้นั้นพาเราไปสู่จุดหมายที่เราวาดฝันเอาไว้ได้

ฉะนั้นความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็จะอยู่ที่นั่น …

เปิดใจลุงผวน หลังถูกประจาน ขโมยข้าวหมา เรื่องจริงที่ลุงไม่มีโอกาสพูด

ซึ่งต่างจากที่ผ่านมาไม่นานนั้นบนโลกออนไลน์ก็มีกระแสเดือด ดาลเป็นอบย่างมากบนโลกออนไลน์หลังจากที่ได้มีFacebook รายหนึ่งได้มีการโพสต์ข้อความว่ามีลุงวัย 66 มาขโมยข้าวหมาที่บริเวณบ่อขยะอำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีซึ่งได้มีผู้โพสต์ได้นำข้าวไปให้หมาในบริเวณบ่อขยะในวันศุกร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมาจนเกิดกระแสดราม่าขึ้นในโลกบนโลกออนไลน์เป็นอย่างกว้างขวาง

โดยล่าสุดนี้ก็ได้มีการสืบข่าวเข้าไปที่อำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีไปหาโรงที่ถูกกล่าวหาใน Facebook เพื่อสอบถามหาความจริงโดยได้มีพลตำรวจโท กฤษฎา บุญศิริ และ สัตวแพทย์หญิงขนิษฐา ธิติดิลกรัตน์ จากปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีได้มีการเข้าลงตรวจสอบพื้นที่ด้วย ..

โดยคุณลุงวัย 66 ปีมีชื่อว่านายผวน ซึ่งได้มีการเปิดเผยว่าตัวเองนั้นได้อยู่อาศัยในบริเวณที่ดิ นแห่งนี้ เพราะเจ้าของที่ให้มาเฝ้าที่ จึงมีการมาอาศัยเผาถ่าน ทำแค่พอกิน โดยวันที่เกิดเหตุนั้นจะกลับมาที่บ้านลูกสาวเพราะว่าเผาถ่านทิ้งไว้ แต่เมื่อมาถึงก็ปรากฏว่าลืมข้าวสารนะคนไกลที่จะนำมาเลี้ยงหมาที่เลี้ยงไว้ 8 ตัวและแมวอีก 3 ตัวซึ่งมาแถวนี้นั้นก็เป็นหมาที่มาจากบ่อขยะที่เข้ากลุ่มไม่ได้วิ่งตามมาตนจึงเลี้ยงเอาไว้

เมื่อคิดได้ก็จะเดินทางกลับมายังบ้านลูกสาว แต่ผ่านมาทางบ่อขยะ เจอข้าวหมาที่มีคนปลูกข้าวทิ้งไว้ ซึ่งก็เห็นว่าไม่มีหมาตัวไหนกิน และจะกลับไปที่บ้านลูกสาวก็ไกลจึงเอากรอบข้าวหมาที่เหลือข้างทาง เพื่อ จะนำไปเลี้ยงหมาที่บ้านของตัวเอง และจังหวะนั้นก็เจอผู้ชายคนหนึ่ง พรวดพราดเข้ามาต่อว่า ตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งนายผวนก็ไม่ได้ ตอบโต้อะไร เพราะคิดว่าคนที่นำมาเลี้ยงก็นำมาเลี้ยงหมาและหมาก็เหลือกินแล้วเราก็จะนำไปเลี้ยงหมาต่อเขาคงไม่ว่าอะไรแต่พอเจอเข้าจริงๆก็เอาคลิปไปประจาน

ต่อมาสัตวแพทย์หญิงก็ได้มีการนำเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ และทีมปศุสัตว์ชะอำ ที่มาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และทำหมันให้กับ สุนัขและแมวนายผวน เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการแพร่พันธุ์และ ได้มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพูดคุยกับลุง เพื่อสอบถามปัญหาว่าในตอนนี้ลุงอยู่อย่างไร ? และพบว่าลุงวันนั้นยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและทางทีมงานต้องการที่จะช่วยเหลือคุณลุงต่อไป…

ครูปล่อยโฮสงสารศิษย์ ‘ไม่มีเงินเรียนต่อ’ แถมต้องดูแลพ่อไม่สบายหนักเพียงลำพัง

แน่นอนว่าทุกคนนั้น ถ้าหากเลือกเกิดได้ก็อยากเกิดมามีชีวิตที่สมบูรณ์ มีสติปัญญา มีร่างกาย มีฐานะและ มีครอบครัว อันแสนอบอุ่นมีคนที่รักเรา อยู่รอบกาย แต่บอกเลยว่าชีวิตของคนเรานั้น จะเป็นอย่างที่คิดไม่ได้ เพราะคนเราเลือกเกิดไม่ได้และต้นทุนชีวิตของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันทางเลือกของต้นทุนทางด้านรูปร่างกายและต้นทุนทางสติปัญญา และฐานะ

และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูชีวิตอันแสนน่าสงสารอีกครอบครัวหนึ่ง ในจังหวัดนครพนม จะพาไปรู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าน้องฟ้า หรือเด็กหญิงหนึ่งฤทัย แซ่ซิ้ม ซึ่งเป็นสาวน้อยกว่า 15 ปี โดยเธอนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยทางบ้านนั้นเธออาศัยอยู่กับพ่อ 2 คน ซึ่งพ่อของเธอนั้นโชคร้ายป่วยเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกระยะสุดท้าย และเธอกำลังหมดอนาคตไม่มีเงินเรียนต่อ จึงวานขอให้คนไทยช่วยกันมอบโอกาสและแสงสว่างให้กับชีวิตของน้องคนนี้

โดยในล่าสุดนี้ทางเพจดังอย่างบุญ… ไม่จำกัดและคณะครูจากศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดนครพนมและเจ้าหน้าที่ได้มีการเข้าไปช่วยเหลือ 2 พ่อลูกโดยน้องฟ้านั้นได้มีการบอกกล่าวกับทีมงานว่าถ้าหากวันไหนอาการอาการมะเร็งกำเริบหน้าของพ่อก็จะบวกไปด้วยหนองและพ่อก็จะปวดและทรมานเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ไม่มีเงินไปหาหมอก็จะใช้วิธีเอาเข็มเย็บผ้ามาเจาะหนอง ที่หน้าออก ซึ่งก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการความเจ็บปวดไม่ได้บ้าง

และนอกจากนี้พ่อเธอซ้ำร้าย มีอาการหูอื้อเวลาจะคุยก็ต้องตะโกนดังๆหน่อยจะได้ยิน แม้ว่าตอนนี้สองพ่อลูกน่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากเพราะพ่อป่วยหนัก แต่ก็ต้องสู้และอดทนไปหางานรับจ้าง ก็จะได้เงินตอบแทนมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็พอทำเพื่อที่จะให้มีเงินกินในแต่ละวัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีเงินกินข้าวเลยในตอนนี้ทำงานไม่ได้มาเกือบ 2 อาทิตย์ และทำให้บางวันสองพ่อลูกต้องหาซื้อมาม่า มาแบ่งกัน เพื่อกินประทังชีวิต โดยในตอนนี้น้องฟ้าเรียนอยู่ชั้นม 3 ซึ่งน้องนั้นต้องการจะเลี้ยงต่อในระดับที่สูงกว่านี้ แต่ดูแล้วเหมือนทางด้านการศึกษานั้นมืดมน

‘สะพานห้วยตอง’ สะพานเชื่อมต่อเหนือ อีสานที่สวยที่สุด

ถือเป็นอีกหนึ่งสะพาน ที่บอกเลยว่าสวยงามเป็นอย่างมากสำหรับสะพานห้วยตอง ที่ถ้าหากใครลองมามอง ก็ไม่คิดว่าจะมีสะพานที่มีวิวสวยงามแห่งนี้อยู่ในประเทศไทย โดยสะพานแห่งนี้นั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการที่ว่าสะพานพ่อขุนผาเมือง โดยเป็นสะพานที่เชื่อมต่อทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับ ภาคเหนือ เข้าด้วยกันโดยมีระยะทางทั้งหมด 103.4 เมตร โดยสะพานแห่งนี้นั้นมีการก่อสร้างใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 6 ปีโดยเส้นทางตลอดเส้นทางจะมีการลาดยางมีผิวลาดยางกว้างกว่า 7 เมตรหลายทางกว้างประมาณ 1.50 เมตรและวิเคราะห์สะพานมีการเสริมความงามฉีดเหล็กมีตอม่อที่สูงที่สุดในประเทศไทยสูงถึง 60 เมตรละทีเดียว

โดยสะพานเชื่อมแผ่นโลกไปสะพานรัศมีโค้งที่มีการเชื่อมต่อระหว่างภูเขากับพื้นที่ราบและเป็นแนวต่อระยะระหว่างแนวต่อระหว่าง แผ่นอนุทวีปชาน-ไทย และแผ่นอนุทวีปอินโดไชน่าที่บริเวณ หลักกิโลเมตรที่ 39 ที่อยู่บนทางหลวงแผ่นดินสายหล่มสัก -ชุมแพ ถือว่าเป็นสะพานที่มีตอม่อสูงที่สุดในประเทศไทย โดยบริเวณการสะพานสามารถเห็นทางน้ำ ที่อยู่ข้างใต้ได้อย่างชัดเจน และมีจุดชมวิวที่สามารถเดินเท้าขึ้นชมวิวได้เป็นระยะทาง 200 เมตร สามารถชมภูมิประเทศที่โรงเรียนจัดการส่วนของเปลือกแผ่นโลกได้ นอกจากนี้ในบริเวณแห่งนั้นยังเป็นพื้นที่ป่าบนภูเขา และ ยังพบว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค่อนข้างมงกุฎมาร์เชล ที่หาดูได้ยากในปัจจุบันคือว่า

บอกเลยว่าเป็รอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจในประเทศไทยของเราอีกที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ถ้าหากใครนั้น มีความสนใจกำลังมองหาสถานที่เที่ยวหรือผ่านเส้นทางนั้นก็อย่าลืมลองแวะชมวิวสวยๆบนสะพาน กันนะคะ

หัวใจไม่ยอมแพ้! นักเรียนช่างครึ่งท่อน สู้ชีวิต ขอโอกาสได้ฝึกงาน โซเชียลเเห่ให้กำลังใจ

หากในตอนนี้ใครกำลังท้อแท้ในชีวิตหาหนทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาพบกับบุคคลสู้ชีวิตอีกคนหนึ่งซึ่งบุคคลสู้ชีวิตคนนี้ก็คือนักศึกษาในระดับชั้นปวชปีที่ 2 โดยตัวเขานั้นได้ออกมาโพสต์บนโลกโซเชียลขอโอกาสฝึกงานช่างยนต์ในอู่หรือศูนย์ซ่อมต่างๆและทำให้มีชาวโซเชียลต่างเข้ามาให้กำลังใจเป็นอย่างมาก

พอจะมีร่างกายไม่ครบสมบูรณ์เหมือนคนอื่นมีเพียงแค่ครึ่งท่อนแต่เขาก็ไม่ย่อท้อหาหนทางเดินให้กับตัวเองจึงทำให้มีผู้คนต่างเข้ามาอวยพรให้พบประสบความสำเร็จและในส่วนทางด้านของอาจารย์ฝึกงานก็ได้มีการระบุถึงบุคคลนี้ว่านายชาตรีเป็นเด็กที่ขยันอดทนแม้ร่างกายจะไม่ครบ 32 แต่กำเนิดแต่ก็มีความตั้งใจในเรื่องของการใฝ่เรียนใฝ่รู้เป็นอย่างมาก

โดยเขาได้มีการโพสต์ผ่านข้อความผ่านทางกลุ่มหางานเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการระบุข้อความไว้ว่า “สวัสดีครับผมชื่อต๊อด ตอนนี้ผมเรียนอยู่ช่างยนต์แล้วเดือนตุลาคมนี้ต้องไปฝึกงานตามอู่หรือศูนย์บริการซ่อมล่ะครับ แต่ผมอาจจะไม่เหมือนช่างซ่อมทั่วๆไปเพราะมีเพียงแค่ครึ่งท่อ นไม่ทราบว่าพอจะมีอู่หรือศูนย์บริการซ่อมที่ไหนสามารถรับผมไปฝึกงานได้มั่งขอเป็นอู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ แฮ็กแท็กตามหาที่ฝึกงาน


โดย ต๊อด เรียนอยู่ที่วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่และหลังจากที่ข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีผู้คนต่างแห่เข้ามาให้กำลังใจและอวยพรให้ประสบความสำเร็จโดยในก่อนหน้านี้ทางอาจารย์นั้นก็ได้มีการพยายามหาสถานที่ฝึกงานให้กับน้องแต่ด้วยร่างกายที่ไม่เหมือนคนอื่นจึง ทำให้บริษัทต่างๆ ต่างกังวลในเรื่องของอุบัติเหตุเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าเขานั้นจะไม่ครบ 32 เหมือนคนอื่นแต่ก็เป็นคนที่ดีและเรียนดีเลือกซื้อเผื่อแผ่ขยันขันแข็งพออยู่บ้านก็ช่วยแม่ขายของในวันหยุดที่ตลาดนัด

โดยปกติแล้วต๊อด มักจะมีรถพับคันเล็กๆเป็นรถเข็นให้ตัวเองได้สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้สะดวกและจะพับเก็บใส่มอเตอร์ไซค์ดัดแปลงของตัวเอง โดยทางวิทยาลัยได้มีการจัดหาที่พักเพื่อลดการเดินทางและลดความเสี่ยงที่จะต้องเดินทางกลับบ้านในระยะไกลนอกจากนี้ต๊อดยังเป็นเด็กที่สนใจในเรื่องของงานช่างยนต์ และถนัดในเรื่องของการซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นอย่างมาก ส่วนรถยนต์นั้นอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความสูงและความยาวของตัวรถแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเรียนรู้และจะพยายามทำงานทุกอย่างให้ได้เป็นอย่างดี

ชื่นชม! ‘เหริน เจิ้งเฟย’ เจ้าของหัวเว่ย แม้รวยแค่ไหนแต่ใช้ชีวิตสุดติดดิน

แน่นอนว่าใครหลายๆคนนั้น จะต้องรู้จักกับมือถือ Huawei กันเป็นอย่างดีซึ่ง Huawei นั้นเป็นบริษัทที่ผลิตอุปกรณ์มือถือ และสิ่งต่างๆ สัญชาติจีนโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่เมืองเซินเจิ้นโดยในปัจจุบัน ถือเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ติดตั้งงานโครงสร้างพื้นฐานของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในปีค. ศ. 2012

โดยเจ้าของบริษัท Huawei นั้นมีชื่อว่า หยิ่มเจี๊ยฮุย โดยถึงแม้ว่าตัวเขานั้นจะร่ำรวยแต่เขาก็ยังใช้ชีวิตติดดิน เพราะในปี 2017 เมื่อตอนที่เขาอายุ 72 ปีได้มีการเข้าแถวรอขึ้นรถแท็กซี่กลางดึกเพียงคนเดียวที่บริเวณสนามบินหงเฉียวในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยได้มีคนแอบถ่ายรูปเอาไว้ โดยหลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็ทำให้เสี่ยงต่อปลั๊กผ่านทางโลกโซเชียลนั้นต่างชื่นชมกันเป็นจำนวนมาก

และนี่ก็ไม่ใช่เพียงครั้งแรกที่แสดงถึงความติดดินเพราะในปี 2012 ก็มีคนถ่ายรูปในขณะที่ท่านกำลังขึ้นรถโดยสารขึ้นเครื่อง โดยใส่เพียงแค่เสื้อเก่า ๆ และหิ้วกระเป๋าเก่า ๆ จนเป็นสีเหลืองพร้อมแสดงความนอบน้อมถ่อมตน ที่เป็นถึงมารยาทอันงดงาม ทั้งๆที่ตัวเองนั้นเป็นถึงนักธุรกิจระดับโลก แต่ก็ไม่ใช้สิทธิ์อภิสิทธิ์มากกว่าใครคนอื่นจนทุกวันนี้เขาก็ไม่มีรถประจำตำแหน่งแต่อย่างใด

ด้วยคำพูดติดปากที่เขามาจะพูดอยู่เสมอว่า 1 ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 2 การแข่งขันคือคือต้นทุนอย่างนึง 3 ต้องอุดหนุนคนที่ทำงานได้อย่างยากลำบาก โดยเขาได้มีการห้ามให้ลูกน้องนั้นอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับตัวเอง

โดยในปัจจุบันเทคโนโลยีระบบ 4G ของยุโรป Huawei ก็มีสัดส่วนในการลงทุนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมานี้ภายใน 15 ปีบริษัท Huawei เพื่อทำเงินจากทั่วโลกเข้าบริษัทได้ถึง 2.3 ล้านหยวนหรือได้รับเงินจากต่างชาติมากถึง 70% และทำให้ในปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ได้มีการผลิตโทรศัพท์มือถือที่โดนใจ กับผู้ใช้หลาย ๆ คน และมีผลประกอบการเพิ่มมากขึ้นในขณะหลายๆยี่ห้อนั้นก็เริ่มตกต่ำลงด้วยเขานั้นไม่เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แต่เป็นการกระจายหุ้นของบริษัท 98.5 เปอร์เซ็นต์ให้กับพนักงานของตัวเองและตัวเองมีเพียงหุ้นแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

เพราะเขาได้เล็งเห็นว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นการที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลก็เกิดจากการปั่นตัวเลขเท่านั้น เพราะในความจริงแล้วมนุษย์นั้นต้องเริ่มธุรกิจบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงเพราะการปั่นเงินจากตลาดหุ้นไม่ช่วยในเรื่องของการพัฒนา อะไร ฉะนั้นเขาจึงไม่ยอมให้บริษัทของเขาเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์อย่างเด็ดขาดจึงทำให้พนักงาน Huawei ทุกคนนั้นมีส่วนร่วมกับบริษัทโดยเงินทุกๆอย่างที่เข้าบริษัทเปรียบเสมือนทุกคนได้ส่วนแบ่งไปและทำให้เขามีเกราะคุ้มกันสำหรับข้างหน้าและมีแรงหนุนสำหรับข้างหลัง

แม้จะเป็นถึงมหาเศรษฐีแต่เขาก็ทำตัวธรรมดาสามัญชนเป็นอย่างมากเพราะในวัย 72 ปีนี้เขาไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุรกิจไม่เข้าหานักการเมืองและปฏิเสธการเข้าร่วมกิจการข้าราชการทุกระดับแม้จะรวยมหาศาลแต่ก็ขับรถแค่มือสองราคาไม่เกิน 100,000 บาทหรือราคาไม่เกิน 5 แสน บาทไทยใช้ส่วนลดนานสตาร์ทไม่ติดจึงได้เปรียบไปซื้อ BMW 730i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 5 ล้านบาทไทย เพราะเขาคิดว่านี่เป็นการลงทุนที่สิ้นเปลืองที่สุดของเขาแล้ว

นอกจากนี้เขานั้นยังสามารถนำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศจีนได้อย่างมหาศาลถึง 6.6 ล้านล้านบาทเสียภาษีให้กับรัฐบาลจีนแบบเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวทำให้ประเทศจีนได้รับค่าภาษีถึง1.6 ล้านบาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ชีวิตของเขานั้นก็ยังมีการให้บทเรียนในการใช้ชีวิตถึงการก้าวย่างของการเป็นมหาเศรษฐีแสนล้านบาทโดยมีบทเรียนดังนี้

1. ใช้ระบบการเป็นเจ้าของร่วมกัน

ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทใหญ่ๆนั้นมักจะใช้อำนาจและห่วงแหนอำนาจของตัวเองเอาไว้ให้อยู่ในมือของตัวเองเป็นซะส่วนใหญ่แต่ตรงข้ามกับบริษัทแห่งนี้เขาใช้ระบบให้พนักงานทุกคนสามารถเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของร่วมกันได้โดยทั้งๆที่เจ้าของเองนั้นมีผู้สวมเพียงแค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นและเปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ถูกแจกจ่ายให้กับพนักงานภายในบริษัทซึ่งถือหุ้นบริษัทเอาไว้ทั้งหมด 64 เปอร์เซ็นต์

2.ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ

บริษัท Huawei นั้นมีนโยบายในการการเงินจำนวน 80% ของทุกๆปีเพื่อนำไปลงทุนในส่วนของ r&d ในปี 2017 ก็ได้มีการรายงานว่าทางบริษัท Huawei ได้มีการลงทุนในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆโดยใช้เงินจำนวนทั้งหมด 13.8 พันล้านเหรียญฯ และเหตุนี้เองทำให้บริษัทแห่งนี้มีสิทธิบัตรในการครอบครองอยู่ในมือนับพันรายการ

3.ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด

ด้วยหลังจากที่ก่อตั้งบริษัท Huawei นั้นเจ้าของบริษัทไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออะไรเลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Production หรือเซลล์หรือ Profitหรือแม้กระทั่งประวัติความเป็นมาของตัวเองหรือว่าประวัติความเป็นมาของบริษัทก็ตามโดย มีการยึดหลักการที่ว่าพูดน้อยแต่ทำเยอะจึงทำให้เขานั้นมุ่งมั่นในเรื่องของการทำงานอย่างหนักมากกว่าจะมาคอยกังวลในการหาคำตอบที่จะตอบสื่อ

4.การเริ่มต้นธุรกิจด้วยความไร้เดียงสา

ก่อนหน้าที่ทางบริษัท Huawei จะทำมาทำธุรกิจเกี่ยวกับคนอาคมนะจะได้ทำมาค้าขายหลายอย่างมากเพื่อทำให้บริษัทนั้นสามารถอยู่รอดได้ขนาดขายยาลดความอ้วนก็เคยขายมาแล้วและได้มีการเล็งเห็นถึงโอกาสและอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจนี้แน่นอนว่าพวกเขาไม่รอช้าจึงได้ก้าวกระโดดเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ และถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นเพราะในตอนนี้อุตส่าห์กรรมนี้นั้นมีคู่แข่งรายใหญ่ๆ นักหนาทุนเยอะเป็นจำนวนมาก แต่ในเมื่อเข้ามาแล้วเขาก็ลุยไปข้างหน้าอยากตั้งใจ

5. คิดใหม่ทำใหม่

โดยบริษัทของ Huawei นั้นได้มีการตัดสินใจเข้าสู่อุตสาหกรรมคมนาคมอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังเลือกได้ว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายระบบตู้สาขาโทรศัพท์ที่เรียกกันว่า pbx ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์ภายในองค์กร โดยจะมีหมายเลขประจำสำนักงานของตัวเองเพื่อเอาไว้ติดต่องานภายในและภายนอกองค์กรอย่างเป็นระบบและระเบียบ จึงได้มีการเข้าไปเจรจากับบริษัทของฮองกง ซึ่งมีคุณภาพที่ดีและราคาถูกกว่าเจ้าอื่นและด้วยความที่ Huawei นั้นจับธุรกิจนขายมาอย่างสารพัด ทีมงานจึงมีความเชั้ยววชาญและมั่นใจเป็นอย่างมากในเรื่องของการขายจึงทำให้คนในทีมจัดตั้งทีมขายเพื่อมาบุกตลาด โดยใช้เวลาเพียงแค่ปีแรกเท่านั้นก็สามารถสร้างยอดขายได้แล้วมากกว่า 1 ล้านบาทจนต้องเพิ่มพนักงานเข้ามาบริษัทกว่า 100 คนขายดีถึงขนาดที่ว่าบริษัทแม่ของฮ่องกง ผลิตส่งของให้ไม่ทันกันเลยทีเดียว และนอกจากนี้เขาให้ความสำคัญของการบริการหลังการขายเป็นอย่างมากเพราะเขารู้ดีว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายเยอะลูกค้าเยอะนั้นไม่สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอนฉะนั้นในขณะที่ Huawei นั้นเป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆแต่ก็สามารถดูแลลูกค้าหลังการขายได้เป็นอย่างดี

6.ปรับปรุงแผนธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

โดยบริษัท Huawei นั้นไม่ได้เป็นบริษัทเกิดมาเพื่อบริษัทสำหรับโทรคมมนาคมตั้งแต่แรกแล้วแต่ว่าทางเจ้าของบริษัทเองนั้นได้มองหาช่องทางและโอกาสเมื่อพบเขาก็จะลุยในทันทีโดยรูปแบบของบริษัท Huawei นั้นเปลี่ยนไปตามโอกาสและกาลเวลา

7.เป็นบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนเจ้าแรกที่สามารถ Go Inter ไปยังต่างประเทศได้

โดยเรียกว่ายอดขาย 2 ใน 3 ของบริษัท Huawei นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลักหากเปรียบเทียบกับบริษัทระดับโลกจาก Amazon Google หรือไม่ Alibaba ก็เรียกว่า Huawei นั้นเป็นบริษัทที่เข้าถึงต่างประเทศใดมากที่สุด

8.ลูกค้าคือคนที่สามารถทำให้ธุรกิจนั้นเดินต่อไปได้

จะเรียกว่าลูกค้าคือพระเจ้าก็คงไม่ผิดมากนักเพราะทางบริษัทหัวเว่ยหน้าใส่ใจในเรื่องของการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะเขาคิดว่าถ้าหากไม่มีรูปเขาทำให้พวกเขานั้นไม่สามารถเดินมาได้จนถึงทุกวันนี้ซึ่งจะตรงข้ามกับทางบริษัทแอปเปิ้ลที่ยึดตัวกับบริษัทของตัวเองเป็นศูนย์กลางในขณะ Huawei ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

9. เทคโนโลยีทันสมัยและเป็นมาตรฐานระดับสากลโลก

ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ทางบริษัท Huawei นั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนเพราะทางบริษัทได้กลายเป็นบริษัทเจ้าแรกที่สามารถสร้าง ชิฟเซ็ตระบบ 5G ได้ก่อนใครในโลกภายใต้ชื่อของ Balong 5G01 โดยข้อดีของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้กอดใครนะทำให้พวกเขาสามารถแจ้งจดสิทธิบัตรในเทคโนโลยีต่างๆเหล่านั้น

10.ใส่ใจและเข้าใจคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

โดยบริษัท Huawei สามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้ถึงมากกว่า 170 ประเทศ ทั่วโลก และเขานั้นก็ได้เข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้าในพื้นที่แต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยได้มีการเข้าไปคุยกับลูกค้าในท้องถิ่นจริงว่าพวกเขานั้นกำลังประสบปัญหากับอะไร เมื่อทราบก็จะมีการปรับระบบ สร้างระบบ ในปริมาณที่ลูกค้านั้นสามารถจ่ายไหว จึงทำให้สินค้าของ Huawei ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทั่วโลกและทำให้บริษัทนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากชีวิตติดหนี้ 2 ล้าน เหลือเงิน 700 บาท พลิกชีวิตสู่เศรษฐีเงินล้าน เจ้าของร้านบ้านแกะปู

ในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาดูวัยรุ่นคนหนึ่งที่สามารถสร้างตัวเป็นที่สำเร็จได้จากการประยุกต์เอาสิ่งรอบข้างมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยชายคนนี้นั่นก็คือคุณกอล์ฟหรือ สราวุธิ ก๊อใจ วัย 28 ปีซึ่งในอดีตนั้นครอบครัวเขายากจนมาก่อนโดยเขาได้มีการเปิดเผยว่า

ครอบครัวของเขานั้นไม่ได้สมบูรณ์เพราะพ่อแม่แยกทางกันจึงทำให้แม่นะกลายเป็นเสาหลักของบ้านคอยทำงานเลี้ยงลูกอยู่เสมอรวมถึงตาและยายที่คอยเลี้ยงดูหลาน และแน่นอนเมื่อมีปากท้องก็ทำให้แม่นั้นมีหนี้สินจำนวนกว่าล้านบาท จึงทำให้ชีวิตครอบครัวนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องคอยหลบหนีเจ้าหนี้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลังจากเคลียร์ไม่ได้เพียงแค่ 1 เทอมเขาก็รู้สึกได้ว่าแม่เขานั้นไม่สามารถไหวในเรื่องของการ support เงินทองได้อีกต่อไปและทำให้แม่นั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่เพราะมีสภาวะหนี้สินล้นตัวจึงทำให้เขานั้นตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยและหาเงินมาช่วยให้แม่ปลดหนี้ให้ได้

โดยกอล์ฟนั้นเรียกว่าทำแทบทุกอย่างที่จะสามารถรับจ้างทำได้ไม่ว่าจะเป็นรับจ้างเก็บร้านรับจ้างขนน้ำรับจ้างทั่วไปรับจ้างวิ่งรถแต่แน่นอนว่ารายได้จากการรับจ้างนั้นก็ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้จนกระทั่งวันหนึ่งเขานั้นเกิดความคิดว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้นจึงมีการวางแผนขายของในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ขายดีที่สุดจึงนำของทุกอย่างในบ้านของใช้จำเป็นต่างๆไปจำนำและยืมเงินมาได้เป็นจำนวนทั้งหมด 170000 บาท จากนั้นก็นำเงินไปซื้อปลาหมึกมาขายแต่ความโชคร้ายปลาหมึกที่ซื้อมานั้นไม่สด จึงทำให้เขาหาวิธีโดยการนำเกลือและน้ำแข็งมาประคบทำให้ปลาหมึก แข็ง จากนั้นขายไม่เกินชั่วโมงก็ขายหมด เพราะเทศกาลปีใหม่นั้นสามารถขายได้กำไรดี ซึ่งสามารถสร้างรายได้เกือบ 500,000 จึงนำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือแม่ในการปลดหนี้บางส่วนออกไปได้

แต่ก่อนที่เขาจะมาขายนะที่เขาก็คิดจะ ซื้อแฟรนไชส์มาขายมันฝรั่งทอด แต่เงินก็ไม่พอจึงทำได้เพียงแค่หาทำเลดีๆในการขาย เพราะในช่วงนั้นมันเกลียว ฮิตมากในตอนนั้น จีงเอาไปขายตามหลังมหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีนักศึกษาก็ชอบมาซื้อกัน โดยรายได้วันนึงนั้นสามารถได้ประมาณ 800 บาทและวิ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างรับจ้างเก็บร้านอะไรหลายๆอย่าง

พอเข้าสู่ช่วงหน้าเทศกาลอย่างสงกรานต์อีกครั้งหนึ่งเขาก็นำของทะเลมาขายโดยครั้งนี้เขาก็สามารถปลดหนี้ได้เป็นทั้งหมดและเรียกว่าจากความมานะในการทำงานบวกกับที่แม่ยังขายของอยู่จนทำให้เขานัดสามารถปลดหนี้ในระยะเวลา 1 ปี และกลับไปเรียนหนังสือทันพร้อมเพื่อนและสามารถเรียนจบและรับปริญญาพร้อมเพื่อนได้ด้วยเช่นกัน

เรียกได้ว่าการปลดหนี้หลักล้านในครั้งนี้และการควว้าปริญญาให้แม่นั้นทำให้เขานั้นโล่งเหมือนได้ชีวิตใหม่ และหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาเขาก็ต้องการที่จะสร้างอนาคตของตัวเองและครอบครัวจึงได้มีการตั้งต้นประกอบธุรกิจ โดยต่อยอดจากสิ่งที่ครอบครัวเคยทำไว้ สิ่งนั้นก็คือการขายอาหารทะเล โดยจับปัญหาของคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลอย่างปูที่สามารถแกะได้ยากและมีใครหลายคนก็แกะเนื้อปูไม่เป็นจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งธุรกิจเนื้อปูแกะพร้อมรับประทานแต่ควรจะตั้งหลักได้นั้นก็อยากกอด

โดยเริ่มแรกเขานั้นได้ไปเจอเจ้าหนึ่งที่ขายเนื้อปูแกะจึงได้มีการหาข้อมูลว่าเจ้านี้รับเนื้อปูมาจากใคร จนกระทั่งได้เบอร์โทรสอบถามเจ้าของโดยตรงว่าอยากรับปูมาขาย จึงมีการตกลงต่อรองราคากันแต่ต่อรองได้เพียงแค่ 10 บาทเขาก็วางสายไปจากนั้นจึงมาหาเรือประมงขอซื้อปูจำนวน 1 กิโลกรัมจากนั้นก็เอามานึ่งและแกะขายโดยการเปิดดูผ่านทาง YouTube ถึงการวิธีแกะเมื่อแกะเสร็จแล้วก็นำจัดเรียงใส่กล่องให้ได้ดูเยอะโดยในครั้งแรกที่ขายนั้นใช้เวลากว่าครึ่งวันถึงจะขายได้แต่ก็กลับได้กำไรดี

และอีกครั้งนึงเขาก็สามารถไปซื้อเนื้อปูที่เรือ 3 กิโลกรัมและเอามานั่งแกะเรียงตามเดิมมีการใส่น้ำจิ้มเพิ่มและถ่ายรูปลงโซเชียลซึ่งทำให้มีคนสั่งปูเขาผ่านทางออนไลน์ จนเป็นจุดตั้งมั่นว่าเขานั้นจะขายปู โดยมีการตั้งจุดเริ่มต้นสั่งปูมาประมาณ 80 กิโลเมตรทำบ่อพักปูหมดเงินลงทุนประมาณ 40,000 บาท แต่แล้วก็คว้าน้ำเหลวเพราะเลี้ยงไม่ถูกวิธีปูตายหมด

ไม่ย่อท้อเขาก็ได้มีการ search หาข้อมูลว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถดูแลปู ได้ จึงสามารถหาที่มาของการเลี้ยงปู ได้ไปที่สำเร็จและสั่งปู มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะมีปูเนื้อแน่น โดยช่องทางการขายนั้นก็จะมี 4 ช่องทางคือ ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ ขายส่งให้กับร้านค้าชื่อดังในบางแสนและขายอยู่หน้าร้านบริเวณอ่างศิลา เขานั้นโดยกว่าที่เขานั้นจะสามารถขายได้ทุกวันนี้เขานั้นต้องลงทุนทุกอย่างไปอย่างมากมายและต้องลงทุนขายโดยไปขายตามร้านต่างๆจนสามารถเปลี่ยนจากความท้อแท้ให้กลายเป็นกำไรได้ประมาณ 24,000 บาท

และในช่วงที่ทำในช่วงแรกนั้นเขาว่าตั้งมั่นว่าจะนำปูของเขาไปขายตามร้านอาหารให้ได้เมื่อเขาลองปรากฏว่าทั้ง 10 ล้านมีรับเพียงแค่ 2 ร้านแต่ทุกวันนี้ที่ 20 ร้านในบางแสน ใช้ปูของเขาหมดเลยโดยตอนนี้เขาสามารถขายได้ต่อเดือนประมาณ 7 หลัก แล้ว

แล้วเมื่อเขามี เขาก็มีการมอบช่วยเหลือให้กับผู้อื่น โดยเขามีการตั้งปณิธานกับตัวเองว่าถ้าหากวันไหนตัวเองนั้นลืมตาอ้าปากได้เขาก็จะช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยเขามีการหักเงินหลังจากที่จ่ายให้กับพนักงานก็นำเงินส่วนหนึ่งไปช่วยสังคมไปช่วยเหลือต่างๆด้วยทำอย่างนี้มานานกว่า 10 ปีอันนี้ก็คือเรื่องราวของกอล์ฟเจ้าของธุรกิจ ร้าน บ้านแกะปู ที่เรียกว่าที่เรียกได้ว่ากว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้นั้นก็ต้องใช้ความพยายามมากเลยทีเดียว

ชีวิตพลิกผัน จากเด็กเลี้ยงควาย สู่มหาเศรษฐีหมื่นล้าน

โดยวันนี้เรานั้นจะพาทุกคนไปดูชีวประวัติของมหาเศรษฐีหมื่นล้านหรือผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทตะวันออกโปลีเมอร์อุตสาหกรรมธุรกิจผลิตยางฉนวนกันความร้อน คอร์กเทป พลาสติกแผ่นและพลาสติกขึ้นรูป รวมถึงอุปกรณ์ประดับยนต์ ซึ่งนั่นก็คือชีวประวัติของ ซิวซี แซ่ตั้ง

โดยจุดเริ่มต้นของเขานั้นเริ่มต้นมาจากการที่เป็นเด็กชายชาวจีนเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่ยากจนและเขาต้องใช้ชีวิตด้วยการเลี้ยงวัวควายและคอยตักอุตตระขายซึ่งชีวิตของเขานั้นในตอนเด็กก็ถือว่ายากลำบากเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเคยตาบอดจนคิดสั้นอยากจะฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ราวกับเกิดปฏิหาร ก่อนที่จะได้มีโอกาสอพยพมายังประเทศไทย โดยตอนมาประเทศไทยนั้นมีเพียงแค่เสื้อกางเกงตัวเดียวเพียงชุดเดียวเท่านั้นแต่เมื่อมาถึงแผ่นดินไทยก็ตั้งหน้าทำมาหากินอย่างสุจริตขยันอดออมจนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จในที่สุดเรียกได้ว่าชีวิตยิ่งกว่านิยาย

โดยซิวซี แซ่ตั้ง เกิดในปีพศ. 2468 ที่หมู่บ้านซักฝู จังหวัด เหมยจิว มณฑลกวางตุ้ง หรือย้อนกลับไปประมาณ 90 ปีที่ แล้ว โดยเขานั้นเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 10 คนเกิดมาในครอบครัวชาวนาอันยากจน และเต็มไปด้วยความแร้นแค้น โดยตัวเขาเติบโตมาในห้องแถวๆและแคบอับชื้น ในห้องแถวนั้นได้กลิ่นทั้งขี้วัวขี้ควาย เนื่องจากต้องนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันขโมย จำได้ว่าตอนนั้นที่บ้านมีเพียงแค่ลูกควายตัวเล็กๆ ซื้อมาถูกๆ มาเลี้ยง เพราะไม่มีเงินที่จะซื้อตัวใหญ่เลยต้องเอาลูกควายมาเลี้ยงจนโตและนั่นก็คือหน้าที่หลักของเขา โดยการพาควายไปกินน้ำกินหญ้าโตมาหน่อยก็ใช้ควายไถนาแต่แน่นอนควายยังเด็กคนทำก็เด็กก็ทุลักทุเลเหลือเกิน

การเรียนหนังสือไหมมันก็บอกว่ายากมากเพราะในสมัยก่อนนั้นไม่ได้จ่ายค่าเทอมเป็นเงินแต่เป็นการตกลงกับครูโดยการใช้ข้าวสาร 5 กิโลกรัมในการมอบเป็นค่าเทอมต่อครึ่งปีเพราะข้าวสารในสมัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่หายากเป็นอย่างมากลำพังถ้าจะกินกันในครอบครัวก็ยังไม่พอเลยแต่ละมื้อนั้นก็จะมีการเอาแป้งมันผสมลงไปและเติมน้ำเยอะๆเพื่อให้ปริมาณเพียงพอต่อคนในครอบครัวและอิ่มท้อง

ชีวิตในวัยเด็กนั้นจะเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนแล้วเขานั้นก็ยังพบลิขิตร้ายแรงตอนอายุ 13 หลังจากที่เขานั้นมีอาการผิดปกติบริเวณดวงตารู้สึกระคายเคืองตาฝ้าฟางมองเห็นภาพเบลอไปหมดหยิบอะไรก็ตกลงเหมือนมีเนื้อลำไยติดอยู่ที่ตา เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีการพาไปหาหมอ และจะต้องรักษาเองตามยถากรรม โดยการยักไย่หรือใยแมงมุมใส่ลงไปในดวงตา เพราะในตอนนั้นมีความเชื่อที่ว่าการทำอย่างนี้จะสามารถช่วยให้สิ่งสกปรกออกไป บ้างก็เอาหมึกกับซอสจิ๊กโฉ่วมาหยดใส่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลเพราะนั่นทำให้เขาตาบอดสนิท จึงทำให้เขารู้เสียใจเป็นอย่างมากที่เขาตาบอดและเป็นภาระให้กับคนอื่นทำให้คนอื่นต้องมาดูแลและมองเห็นทางถ้าในอนาคตก็ไม่ได้ จึงเกิดความคิดสั้นคว้าปังตอเพื่อคิดปลดชีวิตของตน แต่โชคดีที่พี่สะใภ้มาเห็นก่อนจึงสามารถช่วยเหลือได้แต่คนที่สองก็ยังมีอีกโดยการเอาเชือกหมายที่จะผูกคอแต่ก็มีคนมาพบเจออีกจนทำให้เขาเลิกคิดสั้นไป

แต่แล้วเขานั้นในวันหนึ่งก็ได้พบว่ามีบรรพบุรุษของตนเข้าฝันให้รีบไปหาหมอตาคนหนึ่งจนสามารถได้ยารักษามาทานที่บ้านและควบคู่กับการดูแลรักษาของผู้เป็นแม่ที่ทำดีที่สุด ได้เพียงแค่เอาปลายลิ้นเลียไปยังฝ้าขาว ที่ติดอยู่ตรงตาดำ โดยทำแบบนี้เป็นระยะเวลานานถึง 8 เดือน จนมีอาการทุเลาลงและสามารถกลับมามองเห็นได้ในที่สุดโดยหลังจากที่เขามองเห็นนั้นเขาก็ตั้งมั่นปฏิญาณว่าจะตอบแทนพระคุณครั้งนี้กับพ่อแม่ให้ได้อย่างเต็มที่

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานยังไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยทำทุกอย่างเพื่อทดเวลา 5 ปีที่หายไปและหลังจากที่ได้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกได้ว่าเป็นความหวังของคนทั้งโลกผู้คนเฝ้ารอโอกาส ใหม่ ในการทำมาหากินจึงทำให้เขานั้นตัดสินใจที่จะจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมายังเมืองไทยเพราะได้ยินว่าอาซิ่มข้างบ้าน ผู้ที่เคยไปยังประเทศไทยชอบพูดให้ฟังทุกวันว่าเมืองไทย นั้นอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าวมีข้าวสวยและปลาทูตัวใหญ่ๆกินทุกมื้อบ้านเมืองก็สงบสุขถ้าหากขยันขันแข็งก็สามารถรวยจนเป็นเถ้าแก่ได้ทุกคน

ซึ่งเมื่อเห็นอย่างนี้ญาติพี่น้องทุกคน จึงได้มีการรวบรวมเงินขายทุกอย่างกูเงินเพื่อเป็นค่าเรือให้กับเขาเลยวันที่ไปนั้นเขามีเพียงแค่ชุดติดตัวไปเพียงแค่ 1 ชุดและเมื่อถึงแผ่นดินไทยเขาก็ถูกจับเพราะไม่มีญาติมารับรองต้องติดคุกนานถึง 4 วัน 4 คืนกว่าจะมีพี่ชายมารับประกันตัวและหลังจากที่เข้าไปถึงเมืองไทยเขาก็ได้รู้ว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้สุขสบายกินอิ่มนอนหลับอย่างที่เคยได้ฟังมาเขาต้องไปอาศัยกับพี่ชายแถววัดชุมชนวัดดวงแขโดยสภาพความเป็นอยู่ในตอนนั้นก็ขัดสน ภาษาไทยก็ยังไม่รู้เรื่อง โดยในตอนแรกเขาก็อยู่กับพี่ชายทำรองเท้าขาย โดยตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาประกอบรองเท้าและหิ้วขายตามร้านต่างๆ ซึ่งก็ โดนดูถูกบ้าง โดนกดราคาบ้างและรู้สึกว่าเหมือนตัวเองเป็นขอทาน ทั้งที่เป็นพ่อค้าพอกลับมาก็ได้รับการกดดันจากพี่สะใภ้อีก จนสุดท้ายก็แยกตัวออกมาและต่อสู้เพียงลำพัง

และหลังจากที่เขานั้นออกมาเขาก็ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกินอยู่อย่างประหยัดโดยทำงานที่โรงงานฟอกหนัง ฟอฮับฮัด เงินเดือน 80 บาท ไปในตอนนั้นล่ะคะแค่เขียวชามละ 10 สตางค์เท่านั้นเมื่อวานก็ทำงานเสริมรับจ้างแบกข้าวสารโดยเงินส่วนหนึ่งก็ส่งไปให้ครอบครัวที่เมืองจีนอีกส่วนหนึ่งเก็บหอมรอมริบหวังสร้างธุรกิจของตัวเองในอนาคตและแน่นอนด้วยความขยันในครั้งนี้จะทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโรงงานและสามารถได้ใจเถ้าแก่ได้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์หนึ่งนั่นก็คือส้วมเต็มซึ่งแน่นอนว่านั่นก็ไม่มีพนักงานคนไหนยอมตักสิ่ง ปฏิกูลไปทิ้ง

ซึ่งมีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่อาสาทำเพราะในตอนอยู่เมืองจีนเขาก็เคยทำมาแล้วและด้วยความเป็นคนสู้ชีวิตไม่เลือกงานไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่ไม่เล่นการพนันจึงทำให้เถ้าแก่นั้นรักเป็นอย่างมากและอีกอย่างเขานั้นอยากเป็นคนช่างสังเกตและฝ่ายรู้อยู่เสมอพยายามจดจำทุกสิ่งทุกอย่างในโรงงาน จนที่เรียกว่า ทำเป็นและอยากจะสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วก็เรียนรู้การเจรจาเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆการขายจนสามารถสะสมประสบการณ์และตัดสินใจลาออกมาทำโรงงานของตัวเองในช่วงที่ว่า แซ่ฮิ้นลี่

ด้วยคราวนั้นได้เป็นเถ้าแก่ครั้งแรกในวัย 22 ปีก่อนที่จะประสบภาวะซบเซาหลังรัฐบาลประกาศห้ามส่งออกเครื่องนั้นไปยังต่างประเทศจึงเป็นเข็มไปยังที่ใต้รับจ้างกรีดยางในบริเวณจังหวัดยะลา จากนั้นก็ได้มีโอกาสกลับมายังกรุงเทพฯและเปิดบ้านเช่ารับเหมาประตู- หน้าต่างไม้และทำธุรกิจ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต ก่อนที่จะหันมาจากธุรกิจผลิตยางสังเคราะห์ ห่วงติดอวน ฉนวนกันความร้อน คอร์กเทป จนถึงประดับยนต์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพัฒนาตัวตนจนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เรียกได้ว่าอุปสรรคของเขานั้นเต็มไปด้วยขวากหนามต่างๆมากมายเกินกว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้เรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็นดั่งคำสุภาษิตไทยที่ได้กล่าวไว้ว่าจะรู้ว่าช้างม้าตัวไหนดีจะต้องลองขี่ซึ่งก็เช่นเดียวกับการทืำธุรกิจ ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเรียนรู้ที่จะลงมือทำและเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆตอนทำเป็นลูกจ้างนั้นว่าเหนื่อยแล้วตอนเป็นเจ้านายนั้นเหนื่อยกว่าเพราะต้องใช้ทั้งแรงกายสมองต่างๆมากมายต้องคอยคุมรายจ่ายต้องคอยวางแผนการผลิตซึ่งถือว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นเป็นงานที่หนักพอสมควร

และสิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าแถวนั้นประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือการเป็นคนซื่อสัตย์เป็นคนดีและใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ไม่เล่นการพนันสร้างพลังใจให้กับตัวเองอยู่เสมอขยันอดทนอดออมมีตลอดเวลาโดยเบื้องหลังความสำเร็จนั้นก็คงหนีไม่พ้นครอบครัวของเขาอันประกอบไปด้วย ภรรยา 2 คน ชิวบ๊วย และ วราพิณ รวมถึงบุตรอีก 11 คน โดยเขาก็ได้มีการเน้นย้ำลูกๆทุกคนอยู่เสมอว่าให้เรียนหนังสือยังตั้งใจห้ามทิ้งกันอย่างเด็ดขาดเพราะเขาเคยยากจนมากและไม่เคยมีโอกาสได้เรียนเลยบอกไปว่าแม่ไม่มีเงิน แต่ก็จะหาเงินส่งเสียลูกให้ทุกคนสามารถได้เรียนสูงๆเพราะการศึกษาจะทำให้เราเป็นคนฉลาดฉลาดทันโลกทันเหตุการณ์คิดอย่างมีเหตุผลมีจริยธรรมไม่มีใครนั้นจะสามารถมาดูถูกเรา

โดยในปัจจุบันอุตสาหกรรมตะวันออก โปลีเมอร์อุตสาหกรรมได้มีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภทส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวน 100 ประเทศทั่วโลกและยางแตกแขนงออกไปเป็นบริษัทร่วมทุนอีก 10 บริษัทซึ่งมีพนักงานมากกว่า 5000 คนรวมมูลค่าทั้งหมดนับแสนล้านบาทเลยทีเดียว

และเขานั้นก็ยังเล่าถึงความน่าปลาบปลื้มของตัวเองเพราะเขาหลังจากที่มีเงินทองร่ำรวยเขาก็ไปสร้างความเจริญให้กับบ้านเกิดตัวเองที่ประเทศจีนสร้างถนนสร้างโรงอาบน้ำสร้างศาลาพักสร้างอาคารผ่าตัดของโรงพยาบาลต่างๆรวมถึงสนามกีฬาและในส่วนของทางเมืองไทยนั้นก็ได้มีการบริจาคมอบทุนการศึกษาซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นบริจาคสิ่งของให้กับวัดรวมถึงช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีเหตุภัยพิบัติต่างๆและมีการบริจาคเงินจำนวนมากกว่า 300 ล้านบาทเพื่อเป็นการกุศลและอีกหนึ่งความปรับเรื่องของเขานั้นก็คือการที่เขาได้มีโอกาสรับเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมมาลีที่พระองค์ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิด อาคารวิทูรปกรณ์ ของมูลนิธิพระดาบส ซึ่งทรงพระเมตตาตั้งชื่ออาคารตามชื่อสกุลของตระกูลวิทูรปกรณ์

โดยเขานั้นรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกรำลึกถึงพระคุณของแผ่นดินไทยที่ทำให้เขามีโอกาสลืมตาอ้าปากสามารถร่ำรวยได้ทุกวันนี้ เขาไม่มีวันลืมในวันแรกที่มายังเมืองไทยและเขาก็สอนให้ลูกๆคนสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทยและรักเมืองไทยมากๆให้ลูกสำนึกในแผ่นดินเพราะแผ่นดินแห่งนี้ทำให้ครอบครัวมีความสุขสุขสบายถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนจีนแต่ก็มีความจงรักภักดีและสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณของในหลวงไม่น้อยกว่าใคร