สาวเทคนิค ปลูกผักหวานป่า สร้างรายได้300,000 บาทต่อเดือน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับสาวรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรสามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนโดยนั่นก็คือคุณ คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง อายุ 28 ปีนักเรียนจบชั้นปวชจากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้จังหวัดลพบุรีซึ่งเธอนั้นอยู่กับที่บ้านโดยที่บ้านมีสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์และเมื่อเรียนจบออกมาเธอก็ได้สานต่อธุรกิจของบ้าน

และผักหวานนี่เองสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับตระกูลของเธอซึ่งตระกูลของเธอนั้นขึ้นให้เป็นเศรษฐีชาวสวนผักหวานแล้วก็ว่าได้เพราะผักหวานนั้นเป็นอาหารที่ทุกคนนะนิยมนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูอีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชณาการสูงถึงแม้ว่าจะใช้เวลาปลูกนานแต่เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก

โดยคุณน้ำผึ้งนั้นได้มีการบอกเล่าว่าพ่อของเธอนะเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็กและหลังจากที่เรียนจบจากสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจในปีพ.ศ 2550 เธอก็ได้มีการผันตัวมาช่วยแม่ปลูกผักหวานและผักชนิดอื่นในส่วนของตัวเองซึ่งก็จะมีถั่วพูข้าวโพดและชะอมบนพื้นที่ 40 ไร่ในอำเภอบ้านหมอจังหวัดสระบุรีแต่ผักที่สามารถสร้างรายได้ดีมากที่สุดก็คือผักหวานเพราะเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 ถึง 80 บาทโดยในขณะที่ข้าวโพดนั้นขายได้ในราคากิโลกรัมละ 5-6 บาทเท่านั้นจึงเลือกที่จะมาหันมาปลูกเฉพาะแต่ผักหวานเพียงอย่างเดียวแทน

โดยคุณแม่ของคุณน้ำผึ้งนั้นได้มีการปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปีหลังจากที่มีลูกสาวมาช่วยบริหารมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มรูปแบบโดยมีการเป็นทั้งแม่ค้าและเกษตรกรซึ่งก็คือการปลูกเองส่งขายเองและรับซื้อจากเกษตรกรรายอื่นมาขายโดยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท

“ดิฉันปลูกผักหวาน บนพื้นที่ 40 ไร่ โดย 1 ไร่ จะปลูกผักหวานได้ประมาณ 600 – 800 ต้น ผลผลิตต่อไร่ ราว 100 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวผลผลิต 3 วันต่อครั้ง ขายราคากิโลกรัมละ 80 – 100 บาท ถ้าเป็นฤดูหนาวราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 150 บาท ขายเองทั้งหมดไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ราว 3 แสนบาท”

โดยวิธีการปลูกผักหวานนั้นมีดังนี้!

1.โดยผักหวานนั้นถือเป็นพระที่ไม่ชอบแสงแดดฉะนั้นควรเลือกพื้นที่ปลูกที่อยู่ใต้ร่มเงาอย่างโต๊ะใต้ต้นมะขามเทศซึ่งจะต้องมีการปลูกเว้นระยะห่างประมาณ 3 เมตรถ้าหากไม่ปลูกใต้ร่มเงาไม้ก็สามารถเอาเข่งมาครอบได้

2.โดยผักหวานสามารถนำมาปลูกได้ทั้งเมล็ดและกินตอนซึ่งการเพาะเมล็ดนั้นจะนานกว่ากิ่งตอนประมาณ 2-3 ปีกว่าจะได้ผลผลิตโดยขณะที่กิ่งตอนใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือน ถึงปีนึงเท่านั้นโดยผักหวานที่ใช้จะมี 2 สายพันนั่นก็คือ“พันธุ์ใบกลม” ก้านใหญ่ ใบกลมเขียว น้ำหนักดี และ “พันธุ์ใบรี” มีลักษณะสีออกเหลืองนิดๆ เป็นที่ต้องการของตลาด

3.และหลังจากที่ผักหวานโตขึ้นก็ให้นำไม้ไผ่ขนาด 40 cm มาปักลงไปในดินเพื่อทำการยึดไว้ให้ต้นขยับหลังจากนั้นก็รดน้ำ 3 วันต่อ 1 ครั้งและหลังจาก 6 เดือนขึ้นไปก็ให้ใส่น้ำอาทิตย์ละ 1 ครั้งเมื่อเข้าเดือนที่ 7 ก็ใส่ปุ๋ยมูลวัวแผนการใส่ปุ๋ยมูลไก่เพราะปุ๋ยมูลไก่อัดจะทำให้ต้นเน่าได้โดยผักหวานที่ปลูกจากการเพาะเมล็ดจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปีหรือเมื่ออายุได้ 2 ปีก็ให้ทำการตัดแต่งกิ่งละรูปใบออกเพื่อไม่ให้ผักหวานป่ามีแต่ใบและให้มันนั้นสามารถแตกยอดออกมาได้

โดยสำหรับระยะการเก็บเกี่ยวนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ตามช่วงอายุฤดูกาลโดยหน้าหนาวน้ำผักหวานจะสามารถขายได้ในราคาแพงกิโลกรัมละ 150 บาทส่วนหน้าร้อนก็จะขายได้กิโลกรัมละ 50-60 บาทส่วนหน้าฝนก็จะสามารถขายได้กิโลกรัมละ 70 ถึง 80 บาทโดยช่องทางการขายส่วนใหญ่นั้นจะมีการส่งออกขายตลาดใหญ่ๆเช่นตลาดไทยตลาดสี่มุมเมืองต่างๆโดยจะมีการเดินทางไปขายเองตามภาคต่างๆและมีการขายส่งออนไลน์ที่มีการส่งขั้นต่ำประมาณ 100 กิโลกรัม

สำหรับการลงทุนการปลูกผักหวานต่อ 1 ไร่นั้นจะต้องใช้ต้นผักหวานประมาณ 400 ถึง 600 ต้นและใช้เงินลงทุนประมาณต่อไร่ 35,000 บาท สำหรับการลงมือปลูกเอง แต่ถ้าจ้างคนงานปลูก ต้องใช้เงินลงทุน 50,000 บาท เพราะต้องจ่ายค่าแรงงาน ซึ่งผักหวานป่านั้นบอกเลยว่าเป็นทางที่ปลอดสารพิษถ้าหากใช้สารเคมีปู่ก็จะทำให้ต้นตายได้และสามารถนำมาประกอบเมนูได้อย่างไรจึงกลายเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

แนะนำอาชีพ 4 พืชเกษตรที่ลงทุนน้อย แต่สร้างกำไรเยอะ

โดยในช่วงนี้แน่นอนว่าชาวเกษตรหลายคนนั้นก็ต่างหาช่องทางในการเสริมสร้างรายได้ให้กับตัวเองจึงอยากจะหาอะไรเล็กๆน้อยๆทำที่ลงทุนไม่มากแต่สามารถให้ผลกำไรตอบแทนซึ่งแน่นอนว่าการที่ลงทุนอะไรมากไปนั้นผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้นไม่คุ้มค่าก็บอกเลยว่าทำไปก็เสียเปล่าซึ่งในวันนี้เราก็จะมารวบรวมทางออกให้กับทุกคนการโดยจะมีการพาไปดูสิอาชีพเกษตรที่บอกเลยว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรอย่างแน่นอนซึ่งเงินลงทุนนั้นใช้เพียงแค่เงินพันบาทก็สามารถทำได้แล้วโดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

1. ปลูกเห็ดฟางในตะกร้า

สำหรับการปลูกเห็ดฟางในตะกร้านั้นใช้งบประมาณไม่แพงเพราะตะกร้านั้นราคาเพียงแค่ใบละ 40 บาทหรือถ้าหาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 20 ก็มีได้หรือทมีที่บ้านเยอะ ก็สามารถเอามาใช้ได้ด้วยเช่นกันสำหรับเชื้อเห็ดฟางนั้นเพียงแค่ 15 บาทโดยสามารถแบ่งทำได้ 2 ตะกร้าฟางข้าวก็สามารถหาได้ตามไล่ตามนาเรียกว่าลงทุนน้อยมาก

วัสดุ

+ฟางข้าว

+หัวเชื้อเห็ดฟาง

+ขี้เลื่อย

+ตะกร้าพลาสติก

ขั้นตอนการปลูก

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำฟันเข้าไปแช่น้ำ 1 คืนจากนั้นก็เอามาผึ่งให้หมาดและเมื่อแห้งแล้วลองเอามาบีบน้ำค่ะไม่มีน้ำหยดแปลว่าใช้ได้

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำตะกร้ามาใส่ฟางที่มาลงไปในตะกร้าตามด้วยขี้เลื่อยและเชื้อเห็ดฟางตามลงไป

ขั้นตอนที่ 3 ทำไปเรื่อยๆจนเป็นตะกร้าโดยชั้นสุดท้ายให้มีการโรยขี้เลื่อยและหัวเชื้อให้เยอะๆแน่นๆจะทำให้เห็ดนั้นออกมาได้เต็มพื้นที่

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็ครอบได้ถุงพลาสติกรออีก 4-5 วันสังเกตดูว่าจะมีละอองน้ำมาเกาะถุงพลาสติกอยู่หรือไม่ถ้าหากไม่มีก็ให้รดน้ำเพิ่ม

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นรอพี่ประมาณ 12 วันเห็นก็จะเริ่มออกดอกและนับอีก 5 วันก็สามารถเก็บดอกมาขายได้ด้วยจะได้เห็ดประมาณ 2 กิโลกรัมต่อ 1 ตะกร้าโดยประมาณ

2. ปลูกถั่วงอกในขวดพลาสติก

วิธีนี้บอกเลยว่าไม่ต้องใช้วัสดุ อะไรมากมาย…. โดยวัสดุที่ใช้นั้นใช้เพียงแค่ขวดน้ำพลาสติกที่เหลือจากการใช้งานมาแล้วก็ได้และสามารถนำขวดเก่ามาใช้ได้และใช้ถั่วเขียวขนาดเพียงแค่ 1 กิโลกรัมในราคา 40 บาทเท่านั้น

วัสดุ

+ขวดพลาสติก

+ถั่วเขียว

ขั้นตอนการปลูก

ขั้นตอนที่ 1 เอาขวดพลาสติกมาเจาะรูด้านข้างไว้เป็นรูระบายน้ำ

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ประมาณ 5 ถึง 8 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 3 และเมื่อครบ 5 ถึง 8 ชั่วโมงแล้วก็นำถั่วเขียวมาใส่ในขวดและปิดด้วยกระดาษหรือแผ่นอะไรก็ได้ที่มีแสง

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็รดน้ำวันละ 3 รอบประมาณ 2 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวขายได้โดยถั่วเขียว 1 กิโลกรัมสามารถเพาะเป็นถั่วงอกได้ 7-8 กิโลกรัมซึ่งสามารถขายได้ในกิโลกรัมละ 10 บาท

3.เพาะต้นอ่อน

ด้วยการเพาะต้นอ่อนนั้นถือเป็นอีกหนึ่งชนิดหนึ่งที่สามารถขายได้ดีเพราะต้นอ่อนของพืชพันธุ์มีรสชาติอ่อนและอร่อยกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อีกครั้งเมล็ดพันธุ์นั้นยังมีราคาถูกโดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 บาทถึง 100 บาทวัสดุอุปกรณ์ก็ไม่แพงมากเพราะใช้ตะกร้าใบละ 40 บาทหรือจะใช้จากร้าน 20 บาททุกอย่างก็ได้และตะแกรงอีก 20 บาทซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่เยอะโดยเมล็ดพันธุ์ที่ส่วนใหญ่นิยมเอามาทำการเพาะต้นอ่อนนั้นก็จะมี บล็อกโคลี่ กะหล่ำปลี คะน้า ทานตะวัน เป็นต้นซึ่งต้นอ่อนนั้นปัจจุบันกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเพราะมีพนักงานออฟฟิศนิยมชอบซื้อไว้รับประทานกัน

วัสดุ

+เมล็ดพันธุ์

+ตะกร้าพลาสติก

+กาบมะพร้าว

+ตะแกรง

ขั้นตอนการปลูก

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเตรียมเมล็ดพันธุ์มาแช่ในน้ำสะอาด 8-12 ชั่วโมง ในโหลแก้วพร้อมปิดตะแกรง แล้วเทน้ำออก ทำแบบนี้ 3-7 วัน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาเมล็ดมาเพาะลงในตะกร้าพลาสติกและใส่กาบมะพร้าวและรดน้ำ 1-2 ครั้งเป็นเวลา 15 วันเพลงเท่านี้ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

4. ปลูกโหระพา-กะเพรา

โดยใโหระพา-กะเพรานั้นถือเป็นพืชที่ คนไทยนิยมนำมาทำเป็นอาหารกันและเป็นพืชที่สามารถปลูกง่ายเติบโตง่ายและเก็บขายได้ง่ายทั้งปีโดยจะสามารถทำกำไรได้หลากหลายบาทและยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมากสำหรับการปลูกนั้นอาจจะต้องใช้พื้นที่ดินเยอะหน่อยแต่บอกเลยว่าคุ้มค่า

ขั้นตอนการปลูก

สำหรับขั้นตอนการปลูกนั้นก็จะมีการเพาะเมล็ดพืชต้นเติบโตก็นำต้นกล้าไม้มาปลูกลงดินและคอยรดน้ำทุกวันโดยมีการบำรุงจะใส่ปุ๋ยสูตร46-0-0 ทุก ๆ 20 วัน ซึ่งเพลงแค่นี้ก็สามารถมีผลผลิตเก็บขายได้เรื่อยๆโดยขั้นตอนการเก็บเกี่ยวในเมื่อตัดมาก็ทำการล้างน้ำเด็ดใบ ใส่ฝาชีแล้วหายให้สะเด็ดน้ำ โดยราคา กะเพราะและโหระพา จะรับซื้อในกิโลกรัมละ 40 บาทโดย 1 ไร่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 8 กิโลกรัมซึ่งจะทำให้การสร้างรายได้ถึง 320 บาท

และนี่ก็คืออาชีพทางการเกษตรที่เรานำมาเสนอทุกคนกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากเกษตรคนไหนนั้นต้องการที่จะหาอาชีพเสริมสร้างรายได้เล็กๆน้อยๆให้กับตัวเองบอกเลยว่านี่ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะพืชแต่ละชนิดนั้นถือเป็นผู้ที่สามารถปลูกได้ง่ายๆใช้อุปกรณ์วัสดุต่างๆเมล็ดพันธุ์ก็ไม่แพงอีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ผู้คนนั้นนิยมบริโภคในทุกๆครั้งและใช้งบแค่ 1000 บาทเท่านั้นเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นในการทำเกษตรอีกด้วย

ทำเกษตรแบบผสมผสานฉบับคนรุ่นใหม่ รายได้40,000บาท/เดือน และสร้างความสุขให้ตัวเอง

วันนี้เราจะพาทุกคน มารู้จักกับคุณจอยที่เรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศและเป็นคนที่ไม่เคยจากงานทางด้านเกษตรมาก่อนแต่ด้วยความที่ตั้งใจและเห็นพื้นที่ว่าอันเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่มีถึง 45 ไร่จึงได้มีการสนใจในการเกษตรและเรียนรู้และสนศึกษาในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้เวลาในการศึกษานานกว่า 2 ปีจึงทำให้เกิดความที่มีชื่อว่าธำรงฟาร์มขึ้นมา เป็นที่สำเร็จ

โดยในช่วงเริ่มต้นของการทำเกษตรใหม่ๆนั้นในตอนแรกทางครอบครัวก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอที่เจอจะทำเกษตรพอเพียงคนเดียวยกเว้นคุณพ่อของเธอเกิดทุกคนนั้นไม่อยากจะให้เธอนั้นทำงานหนักแต่เธอก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอสามารถทำได้โดยเกษตรผสมผสานในฟาร์มของเธอนั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกมาเป็นอย่างสัดส่วนและทำเกษตรพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปีและยังมีการแบ่งบ่อกักน้ำไว้เก็บน้ำต่างๆ

จากนี้ จะมี ปลงเพาะปลูก สวนผลไม้ ศูนย์การเรียนรู้ และโรงเรือนต่างๆ ทำให้ธำรงฟาร์มมีสินค้าเกษตรออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งก็จะมีผักคะน้าผักออแกนิครวมถึงผลไม้ต่างๆโดยการทำเกษตรที่สวนแห่งนี้นั้นไม่มีการใช้สารเคมีอะไรทั้งสิ้น

และนอกจากการขายผลิตภัณฑ์แบบสดแล้วก็ยังมีการเห็นโอกาสการต่อยอดผลผลิตจำนวนมากมายโดยมีการนำผลผลิตต่างๆมาแปรรูปไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้าอบน้ำสลัดออแกนิคหรือผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานจากมะนาวและน้ำยาอเนกประสงค์จากผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆจึงสามารถเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อีกหนึ่งทางมีเพียงเท่านี้ที่ฟาร์มแห่งนี้นั้นยังมีการเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจในการเกษตรแบบผสมผสานเข้าไปศึกษาและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่สวนเกษตรของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน

โดยถ้าหากใครนั้นสนใจผลิตภัณฑ์ ของทำโรงฟาร์มโดยในตอนนี้มีวางจำหน่ายทั้งสดและแปรรูปและมีการขายในหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้าฟาร์มต่างๆและจะมีการจำหน่ายในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตลาดเกษตรจังหวัดนครนายกและร้านค้าสุขภาพในกรุงเทพ Double t coffee, จามจุรีสแควร์ รวมถึงบริการส่งแบบโฮมเดลิเวอร์รี่

โดยคุณจอยก็ดึงมีการบอกอีกว่าการทำเกษตรนะแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าหากเราสามารถหาความรู้และมีความตั้งใจก็เชื่อว่าทุกอย่างนั้นก็สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะความสำเร็จนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อมโดยทุกวันนี้ฟาร์มแห่งนี้นั้นก็สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาทและทำให้ครอบครัวนั้นสามารถอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้นและสามารถได้สัมผัสกับความสุขที่เรียบง่ายที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันโดยถ้าหากใครสนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสานก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ตามแฟนเพจที่ hamrongfarm หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 089-979-9791

ทำเกษตรแบบผสมผสานฉบับคนรุ่นใหม่ รายได้40,000บาท/เดือน และสร้างความสุขให้ตัวเอง

วันนี้เราจะพาทุกคน มารู้จักกับคุณจอยที่เรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศและเป็นคนที่ไม่เคยจากงานทางด้านเกษตรมาก่อนแต่ด้วยความที่ตั้งใจและเห็นพื้นที่ว่าอันเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่มีถึง 45 ไร่จึงได้มีการสนใจในการเกษตรและเรียนรู้และสนศึกษาในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้เวลาในการศึกษานานกว่า 2 ปีจึงทำให้เกิดความที่มีชื่อว่าธำรงฟาร์มขึ้นมา เป็นที่สำเร็จ

โดยในช่วงเริ่มต้นของการทำเกษตรใหม่ๆนั้นในตอนแรกทางครอบครัวก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอที่เจอจะทำเกษตรพอเพียงคนเดียวยกเว้นคุณพ่อของเธอเกิดทุกคนนั้นไม่อยากจะให้เธอนั้นทำงานหนักแต่เธอก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอสามารถทำได้โดยเกษตรผสมผสานในฟาร์มของเธอนั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกมาเป็นอย่างสัดส่วนและทำเกษตรพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปีและยังมีการแบ่งบ่อกักน้ำไว้เก็บน้ำต่างๆ

จากนี้ จะมี ปลงเพาะปลูก สวนผลไม้ ศูนย์การเรียนรู้ และโรงเรือนต่างๆ ทำให้ธำรงฟาร์มมีสินค้าเกษตรออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งก็จะมีผักคะน้าผักออแกนิครวมถึงผลไม้ต่างๆโดยการทำเกษตรที่สวนแห่งนี้นั้นไม่มีการใช้สารเคมีอะไรทั้งสิ้น

และนอกจากการขายผลิตภัณฑ์แบบสดแล้วก็ยังมีการเห็นโอกาสการต่อยอดผลผลิตจำนวนมากมายโดยมีการนำผลผลิตต่างๆมาแปรรูปไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้าอบน้ำสลัดออแกนิคหรือผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานจากมะนาวและน้ำยาอเนกประสงค์จากผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆจึงสามารถเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อีกหนึ่งทางมีเพียงเท่านี้ที่ฟาร์มแห่งนี้นั้นยังมีการเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจในการเกษตรแบบผสมผสานเข้าไปศึกษาและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่สวนเกษตรของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน

โดยถ้าหากใครนั้นสนใจผลิตภัณฑ์ ของทำโรงฟาร์มโดยในตอนนี้มีวางจำหน่ายทั้งสดและแปรรูปและมีการขายในหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้าฟาร์มต่างๆและจะมีการจำหน่ายในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตลาดเกษตรจังหวัดนครนายกและร้านค้าสุขภาพในกรุงเทพ Double t coffee, จามจุรีสแควร์ รวมถึงบริการส่งแบบโฮมเดลิเวอร์รี่

โดยคุณจอยก็ดึงมีการบอกอีกว่าการทำเกษตรนะแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าหากเราสามารถหาความรู้และมีความตั้งใจก็เชื่อว่าทุกอย่างนั้นก็สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะความสำเร็จนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อมโดยทุกวันนี้ฟาร์มแห่งนี้นั้นก็สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาทและทำให้ครอบครัวนั้นสามารถอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้นและสามารถได้สัมผัสกับความสุขที่เรียบง่ายที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันโดยถ้าหากใครสนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสานก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ตามแฟนเพจที่ hamrongfarm หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 089-979-9791

ปลูกผักข้างบ้าน เก็บกินก็ได้ เก็บขายได้ทุกวัน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับคุณสะอาด ทำทรายซึ่งบอกเลยว่าคุณสะอาดนั้นเป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถใช้พื้นที่ที่เหลือของตัวเองมาก่อเกิดให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการทำเกษตรซึ่งคุณสะอาดนั้นเป็นอดีตข้าราชการพนักงานส่งเสริมการเกษตรแนทมีการเกษียณก่อนกำหนดเพราะว่ามีปัญหาทางด้านสุขภาพแต่ด้วยอาชีพและวิถีชีวิตที่อยู่กับการเกษตรมาโดยตลอดจึงได้มีการทำเกษตร หลังจากที่เกษียณมาโดยใช้พื้นที่ด้านหลังบ้านของตัวเองทำแปลงปลูกขึ้นมา

โดยในตอนแรกมันก็จะมีการปลูกและเมื่อได้ผลผลิตก็จะมีการแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านให้เป็นการพูดกันแบบต่างกับปากว่าผักของลุงสะอาดน้ำสดสะอาดและปลอดสารพิษอีกครั้งที่มีคุณภาพมากเหลือจึงทำให้คนที่ได้รับทราบข่าวเข้ามาซื้อกันโดยส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาลไม่ต้องพึ่งสารเคมีเพราะปล่อยให้เติบโตตามฤดูกาลตามธรรมชาติโดยเลี้ยงแบบไม่ต้องเป็นเรื่องอะไรมากนัก

และนอกจากนี้ในส่วนของลุงสะอาดจะใช้สารสกัดจากธรรมชาติอย่างเช่นน้ำส้มควันไม้กะเพราล่อแมลงวันทองหรือการปลูกดอกดาวเรืองเพื่อขับไล่ไส้เดือนฝอยมีการใช้น้ำหมักชีวภาพและปลูกพืชผักตามฤดูกาลต่างๆเช่น พริก/ผักบุ้ง/กุยช่าย/โหระพา/หอม/กระเทียม/กะหล่ำปลีเป็นต้น โดยค่ะที่เรียกได้ว่าดึงจุดเด่นของสวนลุงสะอาดมากที่สุดนั่นก็คือกะหล่ำปลีเพราะสามารถปลูกได้น้ำหนักถึง 6 กิโลกรัมโดยเป็นหัวพันธุ์จากหัวกลม จากประเทศญี่ปุ่น

แน่นอกจากนี้ผักบุ้งนั้นก็ยังถือเป็นผักที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างนี้เพราะปลูกเพียงแค่ 20 วันก็สามารถไปจอดขายได้โดยจะมีการเตรียมแปลงปลูกผักบุ้งกับผักแปลงผักโดยเริ่มต้นในก็จะมีการเอาเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ 1 คืนจากนั้นก็พึ่งให้แห้งแล้วหวานไปในแปลงปลูกผักจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 คลุกเคล้ากับเมล็ดลงดินกับปุ๋ยก่อนเก็บ 1 สัปดาห์และลดด้วยปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ซึ่งสูตรนี้ก็จะได้ผักบุ้งต้นใหญ่ยาวและกรอบแต่ไม่ควรปลูกซ้ำในแปลงเดิมซ้ำกัน 3 ครั้งว่าจะทำให้เกิด ใบด่างใบลายจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนไปปลูกถ่ายพืชชนิดอื่นแทนและกลับมาปลูกหมุนเวียนอีกซ้ำนึง

และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะมีการปลูกกะหล่ำปลีไว้โดยจะปลูกกะหล่ำไว้ 1000 หลุม ด้วยการเพาะเมล็ดในถาดหลุมเพาะเมล็ดเมื่ออายุได้ 30 วันจึงย้ายมาปลูกลงดินโดยมีการคลุกเคล้ากับสินแร่ธรรมชาติหรือธาตุอาหารพืชซีลฟอร์ซชนิดผงไปผสมกับแกลบส่วนแปลงร่องปลูกก้นหลุมนั้นจะมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนแกงเมื่ออายุได้ 15 วันจะมีการลดปุ๋ยยูเรียและปักแผ่นพลาสติกทากาวดักจับแมลงลงไปเป็นระยะระยะโดยเมื่อเจริญเติบโตนั้นก็จะมีร้านขายอาหารในพื้นที่ใกล้เคียงมาซื้อกันเป็นประจำเพราะมากมายในคุณภาพของที่นี่ว่าปลอดสารเคมีจึงทำให้ลูกค้า สามารถรับประทานผักสดได้อย่างสนิทใจ

แล้วเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะมีการปลูกใบโหระพาและพริกซึ่งพริกจะปลูกในพันธุ์ซุปเปอร์ฮอต โดยมีลำต้นถึง 70 80 cm มีลำต้นที่แข็งแรงและแตกแขนงกิ่งมากและมีทรงพุ่มกว้างปานกลางติดผลดกมากโดยมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 80 ถึง 90 วันและสามารถขายได้ในราคาดีจึงกลายเป็นที่ต้องการตลาดเป็นอย่างมาก

สำหรับกุยช่ายนั้นถือเป็นผักที่สามารถทำเงินได้อีกชนิดหนึ่งเพราะเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากสุโขทัย มีลำต้นที่ยาวและไม่แข็งเกี๊ยวง่ายกลิ่นหอมและสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและสด ใช้เวลาปลูกเพียงแค่ 2 เดือนก็สามารถตัดขายได้หรือจะตัดขายได้ในทุกๆ 15 วันโดยกลายเป็นที่ต้องการของแม่ค้าขายขนมกุยช่ายเป็นอย่างมากโดยให้ผลผลิตน้อยเพราะปลูกไว้เพียงแค่ 2 แปลง

โดยรายได้จากการปลูกผักนั้นถึงแม้ว่าจะไม่มากแต่ก็สามารถทำให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ขัดสนโดยในแต่ละเดือนนะมีรายได้ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและฤดูกาลเฉลี่ยแล้วก็ตกเดือนละเกือบแสนจะเป็นรายได้ที่พอเพียงเพราะการปลูกผักนั้นนอกจากจะสร้างรายได้แล้วก็สามารถนำมารับประทานอาหารกินเองในแต่ละมื้อจึงทำให้ตัดปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายค่ากับข้าวไปได้เยอะพอสมควร

และนี่ก็คืออีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับใครนะที่มีพื้นที่เหลือข้างบ้านและไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไรการปลูกผักแล้วก็ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะเอามารับประทานเองได้แล้วก็ยังสามารถนำเอาไปขายได้อีกด้วยและยิ่งใช้ด้วยวิถีชีวิตแบบเกษตรพอเพียงแล้วนั้นก็จะทำให้เราได้ผักที่มีคุณภาพใครรู้ก็อยากจะรับประทานกันอย่างแน่นอน

ข่าพารวย ปลูกครั้งเดียว สร้างรายได้งาม นานตลอดชีวิต!

ข่าถือ เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนั้นนิยมเอามาทำอาหารกันเรียกได้ว่าข่านั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนานเลยก็ว่าได้เพราะขาดหรือเป็นพืชเครื่องเทศที่ใช้มาปรุงแต่งอาหารและกลิ่นของรสชาติทำให้มีอาหารที่มีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้นจึงนิยมนำมาทำเป็นเมนูได้อย่างหลากหลายมากมายเลยทีเดียว

แต่บอกเลยว่าข่านั้นนอกจากจะเป็น ผักเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารเท่านั้น บอกเลยว่ามันนั้น ยังมีคุณประโยชน์มากมายและมีคนอีกหลายอย่างทั้งช่วยในเรื่องของการแก้ท้องอืดท้องเฟ้อขับเสมหะขับเหงื่อจึงไม่แปลกที่ข่านั้นกลายเป็นสมุนไพรในประเทศไทยอีกชิ้นหนึ่ง และก็มีผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

จึงไม่แปลกที่มีชาวเกษตรกรในหลายพื้นที่มีการนิยมปลูกค่ะการเพื่อป้อนตลาดเพราะข่าถือเป็นพืชผักที่มีความต้องการสูงและข้อดีของข่านั้นก็ยังมีอีกอย่างนึงนั่นก็คือสามารถดูแลง่ายและปลูกง่าย โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับ คุณเบียร์ (ราชพฤกษ์ รักษาการ) ถือเป็นชาวเกษตรอีกคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องของคาเหลืองเป็นอย่างมากเพราะว่าขาวเหลืองนั้นเป็นผักที่สามารถปลูกได้ง่ายไม่ต้องดูแลมากและมีการทำฟาร์มเลี้ยงกบเลี้ยงปลาเป็นหลักอยู่แล้วจึงได้มีการปลูกข่าเหลืองเพิ่มขึ้นมาอีก โดยคุณเบียร์นั้นได้มีการบอกกล่าวว่าจากการทำฟาร์มปลาและฟาร์มกบนั้นก็ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อส่งรูปมาแล้วลูกกบให้กับลูกค้าทั่วประเทศจึงทำให้เขานั้นได้พบกับประสบการณ์ดีๆและมีการพบกับพืชผักหลากหลายชนิดที่มีการปลูกในเชิงการค้าในบ้านเรา

และเมื่อเขานั้นได้รู้จักกับข่าเหลือง จึงรู้สึกเกิดความสนใจและได้มีการศึกษาหาข้อมูลในการปลูกและประโยชน์ของข่าเหลืองอีกทั้งมีการเตรียมแปลงปลูกจริงในแหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อในแทบทุกที่ทั้งจังหวัดระนอง จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสมุทรปราการก่อนที่จะมีการตัดสินใจซื้อขายเหลืองมาปลูกโดยปลูกในพื้นที่มากกว่า 50 ไร่ในเขตฟาร์มของตัวเอง

โดยข่านั้นมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข่าเหลืองหรือข่าแดงหรือข่าหยวก โดยในบรรดาข่าทั้งหมดนั้นข่าเหลืองถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นขาที่มีรสชาติอร่อยมีสีเหลืองสวยเมื่อทำเครื่องแกงก็จะได้สีสวยกินอะไรบ้างและหอมไม่มีเสี้ยนจึงทำให้ขาดเหลืออะไรเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในทางภาคใต้และภาคอีสานที่มีตลาดความต้องการสูงและสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าชนิดอื่นอีกด้วย

ที่ได้มีการปลูกข่าเหลืองโดยสิ่งแรกที่ต้องทำนั่นก็คือการหาซื้อพันธุ์ค่ะโดยในพื้นที่ 1 ไร่จะมีการปลูกข่าทั้งหมดประมาณ 500 กิโลกรัมราคาต้นขาจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาทเท่ากับว่าต้นทุนค่าพันจะอยู่สูงถึงประมาณ 15,000 บาท/ไร่เลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้นี่คือเป็นเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ลงทุนปลูกข่าเหลืองเพราะมีค่าลงทุนที่สูงแต่เมื่อคุณเบียร์ปลูก 50 ไร่เท่ากับว่าเขาต้องได้ต้นข่า ข่ามากกว่า 25000 กก.จึงกลายเป็นปริมาณต้นพันธุ์ที่มีราคาค่อนข้างมากจึงต้องมีการสั่งซื้อจากหลายพื้นที่

โดย พันธุ์ข่าที่ดีที่ดีจะต้องมีอายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไปจึงจะเหมาะสำหรับการทำพันธุ์ โดยการปลูกขานั้นก็เหมือนกับการปลูกผักทั่วไปซึ่งใช้ระยะในการปลูกประมาณ 70×70 ซม. 1 หลุมจะปลูก 2 ต้นหรือ 2 แง่ง การให้น้ำจะปล่อยน้ำเข้าร่องอาทิตย์ละครั้ง ส่วนการให้ปุ๋ยใส่เดือนละครั้ง โดยใช้ยูเรียในช่วงแรก เดือนถัดมาใส่สูตรเสมอ และเร่งหัวข่าให้ใหญ่ด้วยสูตรตัวท้ายสูงอย่าง 0-0-60 อัตราปุ๋ย 1 กระสอบ/ไร่ โดยประมาณ

โดยจะมีการขายครั้งแรกในช่วงอายุ 6 เดือนโดยในช่วงนี้จะเป็นข่าอ่อนซึ่งเป็นข่าที่รับประทานเป็นอยู่ในทุกๆวันแต่ถ้าปลูกเกิน 8 เดือนขึ้นไปจะเป็นข่าแก่ความอร่อยจะน้อยลง โดยข่า 1 กจะได้มาประมาณ 25 ต้น เวลาขุดออกเหลือ กอละ 5 ต้นเพื่อให้ข่าเติบโตและให้ผลผลิตรุ่นต่อไป สำหรับราคาข่าเหลืองที่ขายกันอยู่ทั่วไปนั้นจะเหมาอยู่ในไร่ตันละ 40000 บาท ราคาหน้าตลาดจะอยู่ที่ตลาด 60,000 บาทต่อ 1 ไร่ซึ่งจะให้ผลผลิตประมาณ 3.5-4 ตัน

สำหรับตลาดของข่าเหลืองนั้นบอกเลยว่ามีตลาดรองรับที่ค่อนข้างกว้างและกลายเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเขตทางภาคใต้และภาคอีสานรวมถึงโรงงานผลิตเครื่องแกงต่างๆก็จะมีการรับมาทำผลิตสินค้าออกมาโดยจะมีแม่ค้าเข้ามาซื้อสิ่งที่สวนเพื่อซื้อเข้าไปที่โรงงานโดยจะมีการขายส่งทางโรงงานพริกแกง โรงงานบะหมี่สำเร็จรูปหรือมาม่า รวมทั้งส่งออกต่างประเทศด้วย ฉะนั้นจึงทำให้ขากลายเป็นพืชที่มีตลาดรองรับอย่างแน่นอน

ปลูกสะตอแค่ 27 ต้น สร้างรายได้ 8 หมื่นบาท ต่อ เดือน

โดยในปัจจุบันนี้บอกเลยว่าเป็นเรื่องที่หน้าโชคดีเพราะว่าในปัจจุบันมีเกษตรไทยนั้นเริ่มหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานกันมากขึ้นและการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งที่สามารถเสริมสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นเช่นเดียวกับพืชสวนยืนต้นก็เป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นนายจรูญ หวังคู่กลาง อายุ 63 ปี

โดยนายจรูญ เป็นชาวเกษตรคนหนึ่งที่มีการเคยปลูกมันสำปะหลังในบริเวณหลังบ้านที่อยู่ในอำเภอ ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเขาก็เกิดความคิดที่มีการทดลองปลูกต้นสะตอในบริเวณหัวไร่มันสำปะหลังโดยปลูกไม่ถึง 30 ต้นซึ่งหวังเพียงแค่ให้ต้นสะตอนั้นเป็นที่ร่มเงาให้สามารถหลบแดดในช่วงที่อาศัยทำไร่มันสำปะหลัง แต่เมื่อต้นนี้โตขึ้นนั้นกลับกลายเป็นว่าต้นสะตอไม่กี่ต้นแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับนายจรูญได้ถึงปีเกือบละ 100000 บาทเลยทีเดียว

โดยการปลูกสะตอของนายจรูญนั้นเริ่มเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วโดยมีญาติของทางภรรยาได้นำฝากสะตอจากจังหวัดชุมพรมาเป็นของฝาก 1 กระสอบป่านซึ่งในตอนนั้นก็คิดว่าในครอบครัวนั้นกินไม่ทันอย่างแน่นอนจนสะตอฝักเห*่ยวเป็นสีดำจึงได้มีการทดลองนำมาเพาะเมล็ด

และเมื่อลองมาเพาะเมล็ดก็ได้ต้นกล้ามาประมาณ 50 ต้นจึงนำมาปลูกในบริเวณพื้นที่แนวเขตไร่มันสำปะหลังของตัวเองโดยหวังให้ต้นจะเติบโตมาให้ร่มเงาหลบแดดหลบฝนในยามที่ต้องการไปทำไร่มันสำปะหลังเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 ปีต้นสะตอเติบโตขึ้นจาก 50 ต้นเหลือเพียงอยู่ 27 ต้นโดย 27 ต้นนี้ก็ให้ผลผลิตทยอยออกฝากมาเรื่อยๆอย่างมากมายเพราะว่าคุณจรูญคอยดูแลต้นสะตอเหล่านี้เป็นอย่างดีและไม่ให้ต้นสะตอเข้าใกล้สารเคมีจึงทำให้ต้นสะตอเหล่านี้เติบโตขึ้นได้อย่างสวยงามโดยในปีแรกนั้นฝากค่อนข้างน้อยแต่ในปีต่อมาก็มีผลผลิตเริ่มต้นเริ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น จากจำนวน 100 ฝักก็มากลายเป็นพันฝักในเวลาต่อมา

โดยหลังจากที่มีผลผลิตจากสะตอของตัวเองนั้นก็ได้มีการนำมาแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอได้ทดลองชิมโดยส่วนใหญ่นั้นชื่นชอบในรสชาติเป็นอย่างมากและมีกลิ่นฉุนมากกว่าจะต่อจากภาคอื่นอีกทั้งยังกินได้ทั้งเปลือกอีกด้วยจึงทำให้สะตอที่นี่แกเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจนมีชาวบ้านหลายรายเข้ามาติดต่อขอซื้อพันธุ์ไปปลูกตามไร่นาของตัวเองนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 30 กว่าปีก็เริ่มมีสะตอในหมู่บ้านและของตำบลมากยิ่งขึ้นจึงกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย


เรียกได้ว่าในช่วงหลังนี้มีพ่อค้าแม่ขายเข้ามาติดต่อซื้อกันถึงบ้านเลยก็มีโดยราคารับซื้อก็จะอยู่กันที่ฝักต่อฝัก ซึ่งถ้าฝักไหนมีราคาสมบูรณ์หรือมีเมล็ดสะตอ 9 เม็ดขึ้นไปจะให้ไปฝักละ 5 ถึง 7 บาทแล้วแต่ความต้องการของตลาด จึงทำให้สะตอที่นี่นั้นสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 7-8 หมื่นบาทเลยทีเดียวผักรวมต้นอื่นที่ปลูกอยู่ด้วยก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมาก

และนี่ก็คืออีกตัวอย่างหนึ่งในการทำเกษตรแบบผสมผสานซึ่งนอกจากจะสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับสวนผักของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างเสริมรายได้ให้กับชาวไร่ชาวนาได้เป็นอย่างดีจึงเรียกได้ว่าทุกวันนี้ที่ตำบล ลำเพียกก็เริ่มมีผู้หันมาปลูกสะตอในที่ว่างกันมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นไม้ประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว.

การทำจุลินทรีย์จาวปลวก บำรุงดิน เร่งดอก ใช้เวลาแค่ 3 นาที!

ไปในปัจจุบันนั้นก็มีการนำปุ๋ยเคมีมาใช้ในการเกษตรกันอย่างมากมายซึ่งการใช้ปุ๋ยเคมีมากๆก็จะทำให้ดินที่ทำได้รับหมูอย่างนี้นั้นจะมีการขาดความอุดมสมบูรณ์และมีการทำไรดีให้มีความเสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้นจึงส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตรที่มีปริมาณน้อยลงและด้อยคุณภาพซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีทางเลือกมากมายที่ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใดโดยจะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพราะว่าสามารถลดต้นทุนประหยัดในการทําผลผลิตและสามารถเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ก็ในวันนี้นี่เองทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำจุลินทรีย์จาวปลวกซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการบำรุงดินและเร่งดอกได้บอกเลยว่าทำแล้วมีผลผลิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนและสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยและยังช่วยประหยัดในการซื้อปุ๋ยได้อย่างมากมายเลยทีเดียว โดยจะมีวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

+จาวปลวก1ลิตร(0.5กิโลกรัม)

+ข้าวสุก5-6 กิโลกรัม

+น้ำสะอาด 200 ลิตร

ขั้นตอนในการทำ

ขั้นตอนที่ 1 นำจาวปลวกมาบดให้ละเอียดและคลุกเข้ากับข้าวสุก

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปเทผสมในน้ำสะอาดประมาณ 200 ลิตร

ขั้นตอนที่ 3 กวนให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 4 แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 7 วันซึ่งเมื่อครบ 7 วันแล้วจะมีน้ำสีขาวออกมาเพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น

อัตราการใช้

โดยวิธีการใช้นั้นก็เอาน้ำหมัก จาวปลวก 1 ลิตร มาผสมใช้กับน้ำเปล่า 10 ลิตรและสามารถนำไปฉีดในแปลงนาแปลงผักหรือพืชผักผลไม้ในส่วนของตัวเองได้ด้วยวิธีนี้นั้นบอกเลยว่าได้ผลดีเป็นอย่างมากเพราะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์และช่วยในเรื่องของการย่อยสลายพดพื่นทำให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำหมักชนิดนี้ก็จะมีพวกโปรโตซัว ที่จะไปช่วยย่อยสลายในเรื่องของเศษซากอินทรีย์หรือพวกเศษหญ้าใบไม้ต่างๆอีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการย่อยสลายให้เป็สปุ๋ย เร็วมากยิ่งขึ้น เพราะที่สุดของการย่อยสลายคือ ฮิวมัส ฮิวมัสก็จะช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นพืชทำให้พืชเจริญเติบโตดีช่วยเพิ่มผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง

ชมคลิป

และนี่ก็คือสิ่งดีๆที่เรานำมาเสนอชาวเกษตรกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครนั้นอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีแล้วแล้วก็ลองหันมาทำน้ำหมักชีวภาพมันดูบอกเลยว่าน้ำหมักชนิดนี้ก็สามารถช่วยในเรื่องของผลผลิตและบำรุงดินได้ด้วยเช่นกันนอกจากนี้ยังมีน้ำมันอีกหลายสูตรด้วยเช่นกันซึ่งทุกคนนั้นก็สามารถหาได้หรือติดตามกันได้ที่ เว็บนี้เพราะทางทีมงานนั้นจะหาสิ่งดีๆมาให้กับชาวเกษตรทุกคนอย่างแน่นอน

ระบบน้ำหยด จบในงบ 3,000 บาท ผักโตไว ให้ผลผลิตตลอดปี

สำหรับการปลูกผักบอกเลยว่าในทุกพื้นที่นั้นก็ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถปลูกผักได้เพราะว่าการปลูกผักนั้นในบางพื้นที่ก็มีสภาพที่แห้งแล้งจึงเรียกว่าไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพืชอย่างแน่นอนซึ่งถ้าหากมีพื้นที่ที่ดินแห้งแล้งแล้วจะสามารถปลูกอะไรได้แน่นอนว่ามันก็ปลูกอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมันฉะนั้นมันก็มีวิธีเหมือนกันที่สามารถปลูกได้โดยสามารถเพาะปลูกโดยใช้ระบบน้ําหยดในการให้น้ำแทนการให้น้ำแบบปกตินั่นเอง

หลายคนคงกำลังคิดว่าระบบน้ำหยดนั้นบอกเลยว่ามันคงจะมีราคาแพงใช่ไหมแต่บอกเลยว่าในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาขอนำเสนอข้อมูลในการทำระบบน้ำหยดที่ใช้งบประมาณเพียงแค่ 3,000 บาทเท่านั้นเป็นยังไงน่าสนใจใช่ไหม ซึ่งสาเหตุที่คิดค้นระบบน้ำหยดนี้ขึ้นมานั้นเพราะตามพื้นที่นั้นอยู่บนพื้นที่สูงน้ำไม่ไหลผ่านตามธรรมชาติและพอถึงเวลาฝนตกพื้นดินก็ไม่อุ้มน้ำและเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งก็มาจะทำให้ขาดน้ำเป็นประจำและทำให้พื้นที่ดินแห่งนั้นปลูกอะไรได้ยากและระบบนี้นั้นจะสามารถช่วยทำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลานั่นเอง.

สาเหตุที่ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาเพราะเรานั้นมีการต่อท่อไปตามแนวแปลงปู่ได้หยดน้ำลงสู่หน้าดินโดยตรงซึ่งเรานะสามารถวางระบบน้ำหยดโดยการกำหนดจุดที่จะหยดน้ำให้ตรงกับจุดที่พืชเจริญเติบโตได้จึงทำให้ดินในบริเวณที่ปลูกนั้นมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาอีกครั้งเวลาเราใส่ปุ๋ยนั้นก็สามารถใส่ลงไปในระบบน้ำหยดได้เลยไม่จำเป็นต้องฉีดตามแปลงแต่อย่างใดเพราะน้ำที่เราจดไปนั้นจะนำพาปุ๋ยประโยชน์ลงบนพืชและดินเองซึ่งวิธีนี้นั้นจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดินแห้งแล้งและเพิ่มความสะดวกสบายในการให้ปุ๋ยได้เป็นอย่างมากเลยละ

“ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัดที่เราคิดกันขึ้นมานี้ เกิดจากแนวคิดให้เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม ตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าได้ผลออกมาดีมาก ที่สำคัญสามารถประยุกต์ใช้ได้กับการปลูกพืชผักในแปลงทุกขนาด ทุกพื้นที่ ใช้น้ำน้อย ประหยัดต้นทุน การบำรุงรักษาง่าย อุปกรณ์หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 3,000 บาท”

โดยคุณศราวุธ ไก่แก้ว นักวิศวะการการเกษตรชำนาญการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมก็ได้มีการอธิบายถึงข้อดีของระบบสวนน้ำหยดโดยได้มีการทดลองแล้วในแปลงขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตรกว้าง 10 เมตรยาว 20 เมตรโดยการปลูกพืชระยะห่างประมาณระหว่างแถว 50 cm ผลที่ได้คือพืชเหล่านั้นกับได้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพราะเป็นการให้ระบบแบบน้ำเฉพาะลากอีกทั้งยังสามารถประหยัดแรงงานเวลาในการเปิดน้ำแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงแค่ 10 1 30 นาทีเท่านั้นและใช้น้ำน้อยแค่เพียง 50 ลูกบาศก์เมตรต่อฤดูกาลเท่านั้นหรือในระยะเวลา 100 วันบอกเลยว่าประหยัดมากๆโดยค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จนั้นมีค่าน้ำค่าไฟสูตรน้ำเพียงแค่ 200 บาทต่อฤดูกาลเท่านั้นเองบอกเลยว่าคุ้มสุด

สำหรับการติดตั้งนั้นบอกเลยว่าไม่ได้ยากแต่อย่างใดสำหรับใครที่ไม่มีทักษะการช่างก็บอกหน่อยว่าสามารถทำได้แบบสบายๆเริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสมเตรียมอุปกรณ์ถังน้ำ 200 ลิตรท่อ PVC และวาล์วน้ำข้อต่อต่างๆรวมถึงเทปน้ำหยดและอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วย

จากนั้นก็เอาถังน้ำขนาด 200 ลิตรมาเจาะรูที่ก้นถังประมาณ 5 เซนติเมตรและติดตั้งทำน้ำออกโดยการนำท่อ PVC เกลียวนอกพันด้วยเทปพันเกลียวเข้าขันดูให้แน่นเสร็จแล้วก็ล็อคข้อ จากนั้นก็นำท่อ PVC เกลียวนอกมาติดตั้งการติดตั้งวาล์วท่อ PVC โดยติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตรซึ่งให้หัวลูกศรหันตัวกรองไปทางทิศใดที่เกี่ยวกับการไหลของน้ำจากนั้นก็ติดตั้งท่อ PVC ตามความกว้างของหัวแปลงและนำถังไปตั้งบนที่สูงโดยให้สูงกว่าแปรงประมาณ 1-2 เมตรจากนั้นก็ทำการเจาะท่อ PVC ในตำแหน่งที่ต้องการวางสายเทปน้ำหยดและใส่ลูกยางกันรั่วในรูที่เจาะ

และให้ทำการติดตั้งข้อต่อเทปน้ำหยด เปิดน้ำไล่เศษตะกอนต่างๆออก ก่อนครอบฝาพีวีซีปิดปลายทั้งสองข้าง แล้วเสียบเทปน้ำหยดเข้ากับข้อต่อล็อกเทปให้แน่นโดยให้รูน้ำหยดหงายขึ้น ลองเปิดวาล์วทดสอบระบบ ขั้นตอนสุดท้ายพันปลายสายเทปน้ำหยดให้แน่น เพียงเท่านี้ชาวเกษตรกรก็จะได้ระบบสวนน้ำหยดในราคาประหยัดไว้ใช้ในส่วนของตัวเองกันแล้วบอกเลยว่าง่ายๆใช่ไหม ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนมากมายแต่ก็สามารถสร้างระบบน้ำหยดได้ด้วยตัวเองซึ่งจะสามารถช่วยประหยัดทั้งแรงงานและเวลาในการให้ปุ๋ยอีกด้วยบอกเลยว่าทูอินวันเลย