“มะละกอห่มผ้า”สวนนายปรุง คัดพันธุ์นานกว่า 20 ปี ผลโตเร็ว รสชาติหวาน ราคาหน้าสวนสูง

ถ้าจะพูดถึงแนวทางการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษแล้ว สิ่งที่สำคัญก็คือทัศนคติของเกษตรกรที่ต้องเน้นการทำการเกษตรเชิงป้องกันมากกว่า การรักษา ก็คือ การทำการเกษตรเราไม่ต้องรอให้เกิดโรคแมลงระบาดก่อย แล้วค่อยหาวิธีกำจัด แต่เราควรคิดวิธีป้องกันไว้ก่อน ตั้งแต่ยังไม่เกิดโรคหรือแมลงศัตรูพืชพืชระบาด และวิธีการห่มผ้าให้มะละกอนั้น หรือที่เรียกกันว่า “มะละกอห่มผ้า” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ระดับหนึ่ง และช่วยทำให้คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น ป้องกันแสงแดดที่ร้อนจัดทำลายผิวผล เรามาดูวิธีนี้ด้วยกันเลย คุณปรุง ปลูกมะละกอมานานกว่า 20 ปีแล้ว แรกเริ่มเดิมที แม่ค้าในตลาด มีมะละกอแขกดำรสชาติดี จึงนำผลให้คุณโสภา ภรรยานายปรุงเพื่อชิมเนื้อ แล้วก็ลองนำเมล็ดไปปลูก คุณปรุงและภรรยาชอบใจ จึงปลูกมะละกอที่แม่ค้าให้มา เมื่อมีผลผลิตเขาชิมดู ปรากฏว่าอร่อยมาก ผลผลิตที่ได้เจ้าของนำออกจำหน่าย แต่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น คุณปรุงไม่ย่อท้อ พยายามปลูกรุ่นใหม่ เมื่อมีผลผลิตก็นำออกทดลองตลาดอีก ระยะหลังๆ ราคากระเตื้องขึ้น ทุกวันนี้ เท่าที่ทราบ คุณปรุงขายมะละกอจากสวนได้ราคาดีที่สุดในประเทศไทย คือกิโลกรัมละ 25-30 บาท มีบวกลบบ้างเล็กน้อย มะละกอที่ปลูกอยู่เป็นสายพันธุ์แขกดำ เจ้าของได้คัดพันธุ์ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากดูที่ผลมีความยาวพอประมาณ โคนผลเล็ก ตรงกลางใหญ่ ปลายเรียว แต่ไม่แหลมจนเกินไป

“เลี้ยงผึ้งโพรง” สร้างรายได้จากป่าสู่บ้าน ดูแลง่าย ลงทุนต่ำ รายได้สูง!

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “น้ำผึ้ง” นั้นมีประโยชน์มากมาย ทั้งสามารถนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยา คุณค่าทางอาหารสูง แต่ปัจจุบันนั้นน้ำผึ้งป่าแท้ๆ นั้นหาค่อนข้างยาก และที่สำคัญ น้ำผึ้งแท้ๆ ที่ไม่มีการใส่ส่วนผสมอื่นเข้าไปเจือปนใยิ่งหายากเนื่องด้วยสาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง และผู้ที่รู้วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงป่ามีน้อย ซึ่งหากใครกำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก การเลี้ยงผึ้งโพรงป่านั้น ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เพราะวิธีเลี้ยง และดูแลไม่ยาก ที่สำคัญคือ ลงทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้คุ้มค่ากับที่ลงมือ คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำนวนกว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ดี เพราะมีพื้นฐานเรื่องปุ๋ยเยอะ ประกอบกับช่วงนั้นราคาข้าวยังดีอยู่ แต่ช่วงหลังๆ ราคาข้าวเริ่มตก จากตันละหมื่นกว่าบาทเหลือเพียงตันละสี่ถึงห้าพันบาท ช่วงนั้นก็เจ๊งเลย เป็นหนี้ล้านกว่าบาท เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็น “หนี้” หลังจากที่เลิกทำนา อาจารย์สยาม เป็นหนี้ธนาคารล้านกว่าบาท ถ้าจะดันทุรังทำเกษตรต่อไปคงไม่ไหว

อดีตจับกัง ป.3 พลิกชีวิตสู่ “ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์” สร้างรายได้หลักหมื่นต่อวัน

เรื่องราวของเกษตรกรอ่างทอง เลือกหันหลังให้กับเมืองใหญ่ สู้ชีวิต จนพลิกชีวิตจากจับกัง สะสมองค์ความรู้จาก กศน. และโครงการยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เป็นเกษตรกรมืออาชีพ ด้วนวุฒิการศึกษา จบแค่ ป.3 ไปสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาตัวเอง สู้ด้วยสองมือ และสมองของตัวเอง จนประสบความสำเร็จมาถึงวันนี้ คุณศุภชัย เณรมณี หรือ คุณกอล์ฟ อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 5 ตำบลมงคลธรรมนิมิตร อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง เกษตรกรผู้สู้ชีวิตไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เล่าว่า อดีตตนเองทำงานเป็นจับกังได้ค่าแรงวันละร้อยกว่าบาท แต่ก็ต้องยอมเพราะมีทางเลือกไม่มาก เรียนจบแค่ ป.3 ไปสมัครงานบริษัทเขาก็ไม่รับเพราะไม่มีคุณสมบัติที่เขาต้องการจึงต้องยอมลำบากทำงานรับจ้างได้ค่าแรงหลักสิบหลักร้อย แต่ต้องเลี้ยงคนที่บ้านอีก 7 ชีวิต พ่อแม่ก็ต้องช่วยกันเก็บผักจับปลามาเป็นอาหาร มีนาข้าวก็ทำได้ปีละครั้ง สมัยนั้นข้าวมีราคาเกวียนละแค่ 3,500 บาท ใช้จ่ายได้สามสี่เดือนก็หมดต้องไปเชื่อร้านค้ากินเป็นอาทิตย์ชนอาทิตย์ ภรรยาก็เพิ่งคลอดลูกจะมาอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว มีลูกเพิ่มมาอีกชีวิตต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง เลยหันมาสังเกตวิถีชีวิตที่ตัวเองอยู่ มีผักให้เก็บกิน แล้วถ้ากินจนอิ่มแล้วเปลี่ยนเป็นเงินจะดีไหม อาชีพเกษตรไม่ต้องใช้วุฒิน่าจะตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด เจ้าตัวเล่าว่า ตอนนั้นมีพื้นที่พอที่จะทำเกษตรอย่างอื่นได้ แต่ด้วยความที่ยังยึดติดวิถีชีวิตแบบเดิมๆ คือทำนา

มะนาว เปลือกผิวดำ เกิดจากอะไรกันนะแล้วจะแก้ และป้องกันแบบไหน

“มะนาว” ถือเป็นพืชสวนครัวที่อยู่คู่กับครัวไทยมาอย่างยาวนาน จึงขายได้ราคาดี ยิ่งช่วงหน้าแล้งแล้ว ราคายิ่งพุ่งสูงขึ้นมาก และยังสามารถปลูกมะนาวได้เองที่บ้าน พันธุ์มะนาวที่จะปลูก ควรเป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่าย ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี ที่นิยมปลูกก็ได้แก่ พันธุ์แป้นรำไพ แป้นพวง แป้นจริยา และ มะนาวเเป้นพันธุ์อื่นๆ และปัญหาที่พบในการปลูกมะนานนั้น หากปลูกแล้วผิวของเปลือกมะนาวเป็นสีน้ำตาลดำ ไม่เขียวเหมือนแต่ก่อน เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ อาการของผลมะนาวที่ผิวของเปลือกมะนาวเป็นสีน้ำตาลดำ เกิดจากการเข้าทำลายของ “ไรสนิม” ไรชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก มีวงจรชีวิตตั้งแต่ฟักออกจากไข่ถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 7-12 วัน การเข้าทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผลและใบ เข้าทำลายได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เพศเมียวางไข่ได้คราวละ 400-500 ฟอง การดูดกินที่ผลและใบ ภายใน 2 สัปดาห์ ผลมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมดำปรากฏให้เห็น หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แสดงว่าไรสนิมชนิดนี้ต้องการน้ำมันจากผิวเปลือกมะนาวนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันตัวไรสนิมอาจผลิตสารบางอย่างออกมาเปลี่ยนเปลือกสีเขียวให้เป็นสีน้ำตาลอมดำ นอกจากนี้ เปลือกมะนาวจะแข็งกระด้างและแห้ง ส่งผลทำให้มะนาวแคระแกร็น ปริมาณน้ำมะนาวลดลง การระบาดของไรชนิดนี้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดกับผลที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของทรงพุ่ม หรืออาจเป็นร่มเงาของต้นไม้ข้างเคียง หรือร่มเงาของอาคารที่อยู่อาศัย วิธีแก้ไข 
ต้องตัดแต่งทรงพุ่มให้แสงแดดส่องได้ทั่ว

ตลาดจีน รับซื้อทุเรียนหมอนทอง 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 2,000 ตัน! แนะเกษตรกรรักษาคุณภาพและมาตรฐาน

ตลาดจีน รับซื้อทุเรียนหมอนทอง 3 จังหวัดชายแดนใต้ กว่า 2,000 ตัน! แนะเกษตรกรรักษาคุณภาพและมาตรฐาน ป้องกันเวียดนาม-มาเลเซียแย่งตลาดส่งออก ทุเรียนหมอนทอง เป็นทุเรียนสายพันธุ์หนึ่งที่นิยมรับประทานกันมาก เป็นไม้ยืนต้น มีก้านขั้วแข็งผลเป็นผลเดี่ยว ผลมีขนาดใหญ่ลักษณะทรงกลมยาว รี ผิวเปลือกหนาแข็งหนามแหลมยาว ผลอ่อนมีสีเขียว หากสุกแล้วจะมีสีน้ำตาลปนเขียว มีเนื้อสีเหลืองอ่อน แยกเป็นพู มีเมล็ดภายในสีน้ำตาล ส่วนมากจะมีเมล็ดลีบ เนื้อหนาแห้ง รสชาติหวานมัน มีกลิ่นหอม เป็นที่นิยมปลูกมากในประเทศไทย นายเฉิน เว่ย ปิน (Shen Wei Bin) ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัท กวางโจว ยูฝู จำกัด (Guangzhou You Fu) บริษัทรับซื้อผลไม้จากทั่วโลกไปจำหน่ายในประเทศจีน กล่าวระหว่างการนำคณะผู้นำเข้าผลไม้เดินทางมาเยี่ยมชมและตรวจสอบคุณภาพการปลูกทุเรียนบาตามัส (ทุเรียนหมอนทอง) ภายใต้โครงการทุเรียนคุณภาพ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า บริษัทกวางโจว ยูฟู เป็นบริษัทนำเข้าผลไม้รายใหญ่อันดับต้นๆ

มะนาวโห่ เปรี้ยวจี๊ด มากด้วยประโยชน์ มาพร้อมสูตรยำมะนาวโห่ รสแซ่บจี๊ด

ม ะ ม่ ว ง ห า ว ม ะ น า ว โ ห่ เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อ "มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่" พันธุ์ไม้ชนิดนี้มีชื่อท้องถิ่น เช่น หนามขี้แฮด (เชียงใหม่), หนามแดง (กรุงเทพฯ), มะนาวไม่รู้โห่ (ภาคกลาง), มะนาวโห่ (ภาคใต้) เป็นต้น จัดเป็นผลไม้ประเภทรับประทานผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว มีผลเล็กสีแดง คล้ายกับมะเขือเทศราชินี เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 5-10 เมตร กิ่งก้านมีหนามยาว แหลม หากใครไม่เคยเห็น หรือรู้จัดคงหัก โค่นทิ้งเป็นแน่ วันนี้มาทำความรู้จัดกัน มะม่วงหาวมะนาวโห่ พบได้ตามท้องถิ่นทุกภาคของประเทศไทย ผลจะมีสีแดงเรียวเล็ก ให้รสเปรี้ยวมาก ฝาด และจะออกรสหวานเล็กน้อย หากผลสุดจักเป็นสีดำ แต่มีเนื้อสัมผัสที่ให้ความกรอบ ผลไม้ชนิดนี้ถือว่าเป็นยาสมุนไพรที่สรรพคุณหลากหลาย

ต้นผงชูรส “คะน้าเม็กซิกัน” ปลูกง่าย โตไว ความอร่อยมากคุณค่า สร้างรายได้งาม

หากพูดถึง ผักไชย ผักชายา ผักโขมต้น ต้นผงชูรส ต้นมะละกอกินใบ หรือต้นคะน้าเม็กซิโก เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยได้ยิน หรือรู้สึกคุ้นหูกับชื่อต่างๆ เหล่านี้ ไม่ชื่อใดก็ชื่อหนึ่ง หรือบางคนอาจจะเคยทานพืชชนิดนี้แล้ว และด้วยคำพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีรสชาติอร่อย เนื้อสัมผัสกรอบ ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ไม่ขม และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ข้อมูลดังกล่าวจะจริงเท็จแค่ไหนนั้น เรามาติดตามเรื่องราวของเจ้า “คะน้าเม็กซิโก ต้นผงชูรส” กันเลย เกษตรกรชาวบ้านผาทอง หมู่ 8 ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ หันมาปลูกพืชผักสวนผสมในพื้นที่แปลงเดียวกัน โดยนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ในการประกอบการเกษตรเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน โดย นางสมนึก บุญอยู่ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/1 บ้านผาทอง ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมด้วย นายอี๊ด บุญอยู่ อายุ

หนี้สินท่วมหัว! ‘ครูบัญชีอาสา’ ยึดหลักเกษตรพอเพียง สร้างอาชีพ ใช้พื้นที่ 53 ตารางวา แก้จน

ตามนโยบายรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี และความพอประมาณอย่างมีเหตุผลภายใต้ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” อันจะนำไปสู่ความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างศักยภาพของประชาชนในระดับรากแก้วให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สร้างแกนนำเกษตรกรให้เป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในโครงการเสริมสร้างภูมิปัญญาทางบัญชีแก่เกษตรกร จากการดำเนินการดังกล่าวพบว่าอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีสามารถพัฒนาเป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ในเรื่องการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีกลุ่มต้นทุนอาชีพ การสร้างเครือข่ายในชุมชน และการเก็บบันทึกข้อมูลทางบัญชีเป็นรายบุคคล ดังนั้น จึงต้องมีการเพิ่มศักยภาพโดยการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี จำนวน 14,822 คน เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานและทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้ง 76 จังหวัด คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือครูรุ่ง อายุ 43 ปี ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่พักอาศัยจำนวน 53 ตารางวา ผลิตอาหารปลอดภัยที่มั่นคงในครัวเรือนและขยายผลเป็นแนวทางในการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ครูรุ่ง เล่าถึงความเป็นมาก่อนจะมาเป็นครูบัญชีอาสาว่า เริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังถึง 3 คน โดยอาศัยรายได้จากสามีที่ทำงานส่งมาให้จากต่างประเทศ

เลี้ยงวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ในพื้นที่ขาดแคลนหญ้าและน้ำ แต่มีวัวขายได้ตลอดทั้งปี

การเลี้ยงวัว เป็นอาชีพหนึ่งของชาวเกษตรกร แต่ถ้าหากพื้นที่เลี้ยงนั้นขาดแคลนแหล่งอาหาร เช่น หญ้า น้ำ อาจทำให้วัวที่เลี้ยงนั้นขาดสารอาหารจนตายได้ วันนี้มีเกษตรกรรายย่อยที่คิดลงมือแก้ปัญหาการเลี้ยงวัวในพื้นที่ที่ค่อนข้างแร้นแค้น ขาดแคลนทั้งหญ้าและน้ำ แต่ก็ยังมีวัวขายทำรายได้กันตลอดทั้งปี เขาแก้ไขปัญหาสำคัญของการเลี้ยงวัวได้อย่างไร มีแนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาแบบนี้ได้อย่างไรบ้าง ตามไปชมกันเลย จากวัวลาน มาเป็นวัวเนื้อ  คุณทองสุข ประสบโชค กับเจ้าใหม่ คุณทองสุข ประสบโชค ที่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ที่ 4 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณทองสุข เล่าว่า เริ่มต้นจากเลี้ยงวัวลาน หรือวัวพันธุ์ไทยที่มีอยู่หลายตัวมาปรับให้เป็นวัวเนื้อลูกผสม “ตัวผมเลี้ยงวัวมา 10 กว่าปี เริ่มต้นจากเลี้ยงวัวลานเพราะใจชอบแล้วขยายฝูงมาเรื่อยๆ จนมาถึงวันหนึ่งที่วัวลานไปต่อได้ยาก เพราะทางราชการมองว่าการเล่นวัวลานเป็นการเล่นการพนัน การจัดแข่งวัวลานจึงทำได้ยากลำบากขึ้น คนเลี้ยงวัวลานอย่างเราก็ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางได้เอาวัวของเราไปวิ่งแข่งกันเหมือนเมื่อก่อน ราคาของวัวลานจึงตกลง เพราะเป็นวัวพันธุ์ไทยตัวเล็กจะขายเป็นเนื้อก็ลำบาก ผมเลยมาคิดว่าต้องปรับตัวให้การเลี้ยงวัวของเราไปรอด ผมเลยตั้งใจปรับพันธุ์ให้มีสายเลือดวัวเนื้อมากขึ้น” ปัญหาหญ้าน้อย น้ำเค็ม  แม่พันธุ์พื้นฐานมาจากวัวลูกผสมหลายพันธุ์ เมื่อตั้งใจจะปรับสายพันธุ์วัวที่มีให้มีสายเลือดวัวเนื้อมากขึ้น คุณทองสุขก็ต้องมานั่งคิดแก้ปัญหาที่มีในพื้นที่เลี้ยงวัวของตัวเอง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตนี้เป็นพื้นที่ที่มีน้ำเค็ม เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจืด ดังนั้น หญ้าตามธรรมชาติจึงมีน้อยโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่หญ้าแทบจะหายไปทั้งหมด คุณทองสุข เล่าว่า “ผมก็มานั่งคิดว่าจะเลี้ยงวัวเนื้อพันธุ์ไหนดี

เพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง มาตรฐานส่งออกทั่วโลก เคล็ดลับจากฟาร์มเลี้ยง

ปลาหางนกยูง ทุกคนคงรู้จักปลาชนิดนี้ว่าเป็นปลาสวยงาม นิยมนำมาเลี้ยงภายในอ่างบัว กะละมัง ถังน้ำ หรือในตู้ปลา เพราะปลาหางนกยูงเลี้ยงง่าย อยู่รวมกันเป็นฝูง ขยายพันธุ์ง่าย โดยตัวเมียสามารถให้ลูกได้ตลอดทั้งปี โดยไม่มีฤดูกาลออกลูก จึงจัดได้ว่า ปลาหางนกยูง เป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงง่ายไม่ว่าคนเลี้ยงจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถเลี้ยงได้ แต่ถ้าหากจะเลี้ยงเป็นอาชีพ วันนี้เรามีวิธีการเลี้ยงและแนวคิดการส่งออกมาให้ชมกัน คุณเดชา ฤทธิเดช ชาวมีนบุรี ก็เข้าใจเช่นนั้นมาตลอด ต่อเมื่อมาเริ่มลงมือเลี้ยงเอง และตั้งเป้าขยายพันธุ์ปลาหางนกยูงขาย ถึงได้รู้แจ่มแจ้งว่า การเลี้ยงปลาหางนกยูงที่ว่าง่าย ต้องเข้าใจวิธีการเลี้ยงด้วย จึงจะเรียกได้ว่าง่าย ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รอดเหมือนกัน แม้จะมีประสบการณ์จากการเลี้ยงปลามาก่อน ก็ไม่ได้ช่วยให้การเลี้ยงปลาหางนกยูงในระยะเริ่มแรกดำเนินไปด้วยดี เพราะเป็นการเลี้ยงปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาสวาย ซึ่งครอบครัวของคุณเดชาทำมานานก็จริง แต่ไม่ประสบความสำเร็จกับการเลี้ยงปลากินเนื้อกลุ่มนี้ การเลี้ยงปลาหางนกยูง จึงเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคุณเดชา แรงกระตุ้นให้เริ่มเลี้ยงปลาหางนกยูง อยู่ที่การเห็นปลาหางนกยูงวางขายที่ตลาดปลาในตลาดนัดจตุจักร นั่นหมายถึง ปลาหางนกยูงยังคงขายได้อยู่ตลอด แม้ว่าราคาขายค่อนข้างแพง “เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หางนกยูงสายพันธุ์จากต่างประเทศสวยๆ คู่ละ 1,500 บาท ถือว่าแพงมาก เพราะเป็นปลานำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ไม่มีในประเทศไทย ถึงราคาจะแพง

เกษตรผสม 2 ทาง ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ร่องสวนเลี้ยงหอยขม ปลอดสารพิษ จากหนองคาย

เรื่องราวของเกษตรกรต้นแบบ ผู้ที่นำการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ต้น 7 ปี สร้างรายได้ให้กับครอบครัวตลอดหลายปี ล่าสุดได้หันมาเลี้ยงหอยขม 2 สายพันธุ์เพิ่มในร่องสวนมะพร้าวน้ำหอม ทำให้มีรายรับในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่มีรายรับจากมะพร้าวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว “หอยขม” เป็นหอยฝาเดียวอาศัยในน้ำจืดมีขนาดเล็ก เปลือกเป็นเกลียวกลมยอดแหลม เปลือกหนาและแข็ง ผิวชั้นนอกเป็นสีเขียวแก่ ฝาปิดเปลือกเป็นแผ่นกลม ตีนใหญ่ จะงอยปากสั้นทู่ ตามีสีดำอยู่ตรงกลางระหว่างโคนหนวด ตัวผู้มีหนวดเส้นข้างขวาพองโตกว่าเส้นข้างซ้าย ลักษณะพิเศษของหอยชนิดนี้ จะมีอวัยวะเพศทั้งเพศผู้และเพศเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ออกลูกเป็นตัว และผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเองเมื่ออายุได้ 60 วัน และออกลูกเป็นตัวครั้งละประมาณ 40-50 ตัว โดยมากการเลี้ยงหอยขมมักเลี้ยงในกระชัง หรืออีกวิธีคือการเลี้ยงในร่องสวน นายสัญญา โยธวงษ์ อายุ 53 ปี เกษตรกรต้นแบบ ที่ศูนย์เรียนรู้บ้านสีกายเหนือ ตำบลสีกาย อ.เมือง จ.หนองคาย ที่ทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ต้น ปลูกมา 7 ปีมะพร้อมน้ำหอมที่ปลูกให้ผลผลิตสร้างรายได้ให้กับครอบครัวตลอดทั้งปีแล้ว ล่าสุดได้หันมาเลี้ยงหอยขมสองสายพันธุ์ คือสายพันธุ์แบบเปลือกแดงที่ได้มาจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหอยขมที่มีขนาดใหญ่เนื้อนุ่ม ส่วนหอยขมอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ

เผยเทคนิค เพาะพันธุ์ปลาทอง มาตรฐานส่งออก จากเกษตรกร จ.ราชบุรี

แม่..แม่..หนูอยากเลี้ยงปลาทอง เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวไม่น้อยเลยที่เด็กๆ ในบ้านอยากเลี้ยงสัตว์ไว้ภายในบ้าน ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่น้อยก็หลงไหลในความสวยงามของปลาทองแน่นอน มาทำความรู้จัก ปลาทอง คร่าวๆ กันก่อน ปลาทอง มีชื่อสามัญว่า Goldfish มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ ปลาทอง ที่ผลิตในประเทศไทยได้รับความนิยมในต่างประเทศ เพราะมีความสมบูรณ์สวยงาม สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ สิงห์ญี่ปุ่น สิงห์ลูกผสม สิงห์ตามิด (สายพันธุ์นี้พัฒนาในประเทศไทย จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า สิงห์สยาม) ริวกิ้น และ ออรันดา นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีความแปลกตาสวยงาม เช่น เกล็ดแก้ว สิงห์ตาลูกโป่ง สิงห์ตากลับ คุณกำพล สร้อยแสง อยู่บ้านเลขที่ 25/9 หมู่ที่ 3 ตำบลปากแรต อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี หันมายึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาทอง โดยก่อนหน้านี้อาชีพเกี่ยวกับการประมงไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาเลย แต่ด้วยสภาวะหลายๆ ด้าน จึงได้ตัดสินใจยึดเป็นอาชีพ เน้นเพาะลูกปลาทองส่งออกต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ปลาทองพันธุ์ริวกิ้น คุณกำพล เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ยังเด็กก็เห็นครอบครัวยึดอาชีพเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามมาตลอด แต่ช่วงนั้นเขาก็เพียงแต่ช่วยงาน และยังไม่ได้ยึดที่จะทำเป็นอาชีพ เมื่อจบการศึกษาได้ออกไปทำงานเกี่ยวกับด้านช่างกล เพราะเบื่อกับงานด้านเพาะพันธุ์ปลาสวยงาม มองว่าเห็นมาตั้งแต่เด็กจนโต จึงยังไม่อยากทำอาชีพนี้ ลูกปลาทอง

ทำนาสไตล์ญี่ปุ่น ทำปีละ 1 ครั้ง ได้ผลผลิตสูง 120 ถัง ต่อไร่

เคยสงสัยกันบ้างหรือไมว่าทำไม ญี่ปุ่น จึงสามารถปลูกข้าวและขายได้ราคาสูงในระดับต้นๆ ของโลก แต่ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่น เคยเป็นลูกค้า “ข้าวจากประเทศไทย” มาก่อน แต่ปัจจุบันญี่ปุ่น สามารถผลิตได้เกินความต้องการแล้ว ชาวนาญี่ปุ่นทำนาปีละครั้ง แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละ 8 ล้านเยน (เกือบ 3 ล้านบาท) หากเลือกปลูกข้าวพันธุ์ดีนั้นเอง ญี่ปุ่น เร่งพัฒนาระบบการทำนาอย่างจริงจัง หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในธรรมชาติ ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น ผลผลิตของพืชจะสูงกว่าในเขตร้อน สาเหตุจากอุณหภูมิกลางวันกับกลางคืนมีความแตกต่างกันหลายองศา ซึ่งในฤดูร้อนมีแสงแดดจ้า การสังเคราะห์แสงดำเนินไปเต็มประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลในอัตราที่สูง แต่พอตกกลางคืนอากาศเย็นลง การนำแป้งและน้ำตาลไปใช้ในขบวนการหายใจจึงอยู่ในอัตราที่ต่ำ ส่งผลให้ขบวนการสะสมอาหารได้มากกว่าในเขตร้อนตามที่กล่าวมาแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งรัฐบาลจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรถือครองที่ดิน รายละ 1 เฮกเตอร์ หรือ 6.25 ไร่ เท่านั้น การทำนาของญี่ปุ่นจึงประณีตมากเป็นพิเศษ เนื่องจากญี่ปุ่นมีอากาศร้อนเพียงระยะสั้นๆ เกษตรกรจึงเริ่มเพาะกล้าในกระบะเก็บไว้ในตู้อบที่อุณหภูมิ 32 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดงอกในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ระยะนี้อากาศยังคงหนาวเย็น  มีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส หลังจากเมล็ดงอกแล้วจึงนำกระบะต้นอ่อนเข้าเก็บในโรงเรือนพลาสติก ที่มีอุณหภูมิ

ปลูกขึ้นฉ่าย ใช้พื้นที่ 2 งาน แบบไร้ดิน ลงทุนครั้งเดียว เก็บขายได้ตลอดทั้งปี

แม่บ้าน ใช้พื้นที่ว่างข้างบ้าน ประมาณ 2 งาน คิดทดลองปลูกขึ้นฉ่ายจีน แบบไร้ดิน เป็นรายแรกใน อ.หาดสำราญ จ.ตรัง เพื่อส่งตลาด เพราะมองว่าขึ้นฉ่ายจีน มีราคาสูงช่วงฤดูฝน ใช้เวลาปลูกแค่ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ สร้างรายได้กว่า 5,000 บาท ต่อวันเลยทีเดียว โดยที่บ้านเลขที่ 49/3 หมู่ 5 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง นางภัชรวดี เจริญฤทธิ์ อายุ 43 ปี หันมาใช้พื้นที่ว่างข้างบ้าน ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกขึ้นฉ่ายจีนแบบไร้ดินจำนวนหลายพันต้น โดยใช้ระบบน้ำไหลเวียนให้ปุ๋ยอินทรีย์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นหน้าฝนขึ้นฉ่ายก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160-180

เตือนเกษตรกรและผู้ส่งออกผลมะม่วง เฝ้าระวัง “ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง” เกรงกระทบกรส่งออกต่างประเทศ

ศัตรูพืช จัดว่าเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรรม เพราะว่าการผลิตของผลผลิตพืชต้องลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการทำลายและการรบกวนพืช ทำให้เกษตรกรต้องหาหนทางและวิธีการต่างๆนาๆ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและกำจัด และล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรและผู้ส่งออกระวังศัตรูมะม่วง “ด้วงงวงเจาะเมล็ด” อีกและหากไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลกระทบต่อผลไม้ที่ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง เป็นแมลงศัตรูที่ทำลายและอาศัยในเมล็ด ชนิดที่พบมากในแหล่งปลูกมะม่วงในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย อินเดีย ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมทั้งฮาวายและประเทศแถบอินเดียตะวันตก นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ขณะนี้พบด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง : Sternochetus olivieri (Faust) ซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งที่เข้าทำลายกัดกินเมล็ดภายในผลมะม่วง และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกมะม่วงไปยังประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่ วันที่ 6 กันยายน 2561 – 26 มิถุนายน 2562 รวม 12 ครั้ง สร้างความเสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท                 โดยขณะนี้เกาหลีใต้ยังไม่

เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังหนอนกระทู้กล้าระบาด ภัยร้าย ข้าว-ข้าวโพด-มัน

หนอนกระทู้ เริ่มระบาดในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเริ่มทำนาปี โดยพบพื้นที่การระบาดในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กรมวิชาการเกษตรแนะกำจัดตามหลักวิชาการใช้ร่วมกันทั้งชีวภัณฑ์และสารเคมีชนิดและอัตราที่แนะนำ เตือนอย่าใช้สารเคมีที่ไม่อยู่ในคำแนะนำ ยันไม่ได้ผลแถมระบาดเพิ่มขึ้น หนอนกระทู้สายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดอย่างหนักในหลายพื้นที่ภาคเหนือและอีสานในช่วงที่ผ่านมา เกินกว่าจะแก้ไขเยียวยา บางรายต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ในขณะที่หน่วยงานรับผิดชอบก็ไม่สามารถทำอะไรมากนัก โดยเฉพาะ จ.ตาก แหล่งปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ ก่อนหน้านี้ต้องมาเจอหนอนกระทู้พันธุ์ใหม่ระบาดกัดกินไร่ข้าวโพดในหลายตำบลของ อ.พบพระ แม้เกษตรกรต้องพึ่งสารเคมีเพื่อกำจัดแต่ก็ยังไม่ได้ผล แต่กลับเพิ่มการระบาดอย่างต่อเนื่อง  “หนอนกระทู้พวกนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่พัฒนาตัวเองจนสามารถต้านทานสารเคมีชนิดเก่าได้ เกษตรกรที่ฉีดพ่นสารเคมีที่ผ่านมาไม่สามารถกำจัดได้ดี เพราะแมลงหรือหนอนกระทู้ดื้อยา” สมาน เทพารักษ์ หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดตาก ได้ระบุสาเหตุการระบาดของหนอนกระทู้ในข้าวโพดไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งยังแนะนำให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ที่กรมวิชาการเกษตรได้คิดค้นและต้องพ่นในช่วงหนอนกระทู้ออกหากินตั้งแต่เวลาช่วงเย็นเป็นต้นไป  พร้อมทั้งหมั่นดูแล  ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ภาคเหนือเท่านั้น แต่หนอนกระทู้ยังลามไปยังพื้นที่ภาคอีสานอีกด้วย อย่างกรณี ชัยสรรค์ อภัยนอก เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวยอมรับในเวทีสัมมนามหันตภัยร้ายหนอนลายจุดในข้าวโพด ว่าขณะนี้หนอนกระทู้ลายจุดได้เข้าโจมตีแปลงข้าวโพดที่ทำอยู่ จำนวน 500 ไร่ จึงต้องใช้สารเคมีกำจัดหนอนเข้ามาปราบ ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราวๆ เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5,000 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นไปอีก 1,500 บาทต่อไร่ เช่นเดียวกับ ดร.ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม หรือที่รู้จักในนามอาจารย์ทองก้อน เจ้าของ “ไร่ทองก้อน” ใน

เกษตรกรยุค 4.0 ใช้ “โดรน” ฉีดพ่นพืชแทนแรงคน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

ปัจจุบันนั้นปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาไปมาก การใช้ “โดรน” นำมาปรับใช้ในการทำเกษตร สำหรับฉีดพ่นปุ๋ย และสารชีวภัณฑ์ สำหรับการเกษตร จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง เพื่อลดต้นทุนเเละเพิ่มผลผลิต ในยุคเกษตร 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชแบบเดิมๆ มาเป็นการทำเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ยุคที่มีแรงงานน้อย ค่าจ้างแพง และที่สำคัญสามารถประหยัดเวลาได้อีก นางสุดารัตน์ หงษ์สำริด อายุ 45 ปี ชาวบ้านวังจิก หมู่ 8 ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร มีอาชีพทำนา และทำนา 22 ไร่ อยู่ที่บริเวณ หมู่ 3 บ้านวังเทโพธิ์ ต.วังจิก เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตรรวมถึงค่าจ้างแรงงานที่จะจ้างคนงานเพื่อทำการฉีดพ่นสาร หรือฮอร์โมนบำรุงพืช ฉีดสารเคมีที่เป็นยาฆ่าแมลง, ฆ่าเชื้อรา นับวันจะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาตนเองจึงตัดสินใจใช้บริการว่าจ้างโดรนเพื่อมาทำการฉีดพ่นสารเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งได้ศึกษามาแล้วว่าการใช้โดรนฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือ ใช้ฮอร์โมนฉีดพ่นให้กับต้นข้าวเป็นการทำการเกษตรที่ได้ผลในยุคนี้ เนื่องจากการใช้โดรนสามารถควบคุมปริมาณการใช้ปุ๋ย ได้ด้วยระบบที่มีมาตรฐาน ซึ่งถ้าการใช้คนลงไปฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีในแปลงนา ซึ่งนอกจากจะหาคนรับจ้างได้ยากแล้วยังต้องเสี่ยงกับสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย อีกทั้งถ้าใช้แรงงานคนในการดำเนินการก็จะต้องลงไปเหยียบย่ำต้นข้าว เพราะว่าการปลูกข้าวในหนึ่งฤดูกาลต้องฉีดพ่น

ตัวอย่างวัยเกษียณ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ดีกว่านั่งๆ นอนๆ หันเลี้ยงปลา พร้อมปลูกไม้ผล

จากข้อมูลผู้สูงอายุไทยพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 6.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มผู้สูงอายุนั้นมีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และบางคนนั้นมีประสบการณ์ ที่สำคัญกว่า อายุ บางคนเลือกทำเกษตรหลังเกษีนณ แต่ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน บางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี มาดูแบบอย่างกันได้เลย คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโต “ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตรช่วงนั้น จะสำรวจก่อนว่าเราเหมาะสมกับการทำเกษตรแบบไหน ปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก

เลี้ยง ฮวก เลี้ยงง่าย ในบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้ ทำอาหาร รสชาติหอม อร่อย

การเลี้ยงกบและฮวก เป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากการดูแลง่าย แต่ก่อนลงมือเลี้ยงนั้นควรมีความเข้าใจถึงวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องก่อนเสมอ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยง วันนี้เรามีวิธีการเลี้ยงกบ มาฝาก สำหรับคนที่สนใจ หรือกำลังศึกษาข้อมูลในการเลี้ยงอยู่ ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก “เขื่อนน้ำอูน” สำหรับทำการเกษตร ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดสกลนคร จะพบพื้นที่เขียวชะอุ่มไปด้วยข้าวนาปรัง พืชฤดูแล้ง ตลอดจนบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกบ ห่างตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 12 กิโลกรัม มีหมู่บ้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองสกลนคร คือ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มีกลุ่มอาชีพหลากหลาย อาทิ กลุ่มทำหมอนขิด กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มเลี้ยงกบ โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีมากที่สุดของจังหวัดสกลนคร กว่า 10 ราย คุณรัตนา ศรีบุรมย์ และคุณกมลชัย ศรีบุรมย์ อยู่บ้านเลขที่ 218 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สองสามีภรรยา

ทฤษฎีพ่อและความรู้อิสราเอล ปลูกผัก 1 ไร่ คิดเป็น ทำเป็น ทำจริงได้กว่า 6 แสน

แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 วันนี้หนุ่มอีสานวัยเบญจเพส ได้กลายเป็นเจ้าของพืชผักอินทรีย์ถึง 3 แบรนด์ ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ โดยใช้องค์ความรู้จากอิสราเอลปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยเลยถูกนำมาประยุกต์ ด้วยเนื้อที่เพียง 1 ไร่ สามารถสร้างรายได้กว่า 6 แสนบาทลยทีเดียว มาดูแนวคิดและวิธีการกันเลย “เรียนจบเกษตรฯ ม.แม่โจ้ เพื่อนหลายคนมองว่า ผมบ้า ไม่ยอมทำงานบริษัทเหมือนคนอื่น แต่มาเป็นเกษตรกร แถมยังมาทำกินในพื้นที่แล้ง อย่างทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนหนึ่งผมเชื่อมั่นว่า ประสบการณ์ที่เรียนมา และความรู้ที่ได้จากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกับอิสราเอล ประกอบกับการทำเกษตรแบบผสมผสานของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะช่วยพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ให้กลับมาปลูกพืชได้ เลยใช้พื้นที่ 7 ไร่ที่มีลองปลูกพืชผัก” พงษ์พัฒน์ ยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 2559 บอกว่า พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่แห้งแล้ง ดินเค็ม ปลูกอะไรไม่ได้ เลยใช้เทคโนโลยีที่เรียนรู้มาจากอิสราเอล พลิกฟื้นดินทรายมาปลูกพืช... เริ่มจากพลิกหน้าดิน นำแกลบดิบ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อย่างละ 1 ส่วน

ชาวเกษตรกรเฮ! มีรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ก.เกษตรและสหกรณ์เผย เกษตรกรไทยเฮทุกครัวเรือนมีรรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐมนตรี "กฤษฏา"ปลื้มนโยบาย ทำรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรสำคัญ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และผลไม้ ผลผลิตมีคุณภาพและได้ราคาสูง ตอบโจทย์ชาวเกษตรกร นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรในปีเพาะปลูก 2560/2561 แตะระดับ 74,483 บาทต่อปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 58,975 บาทต่อปี ถึง 26.30% และเมื่อวิเคราะห์ตัวเลขเปรียบเทียบ 5 ปีย้อนหลัง พบว่าในปีเพาะปลูก 2560/2561 เกษตรกรมีรายได้ที่ก้าวกระโดดทั้งในเชิงตัวเลขรายได้และอัตราการเติบโต ทั้งนี้ กุญแจสำคัญที่ผลักดันให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นมาจากการบริหารอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) ให้เหมาะสม ภายใต้นโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ตัวอย่างเช่น ข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย ด้วยนโยบายดังกล่าว กระทรวงฯ ได้มีมาตรการส่งเสริมการผลิตข้าวให้พอดีกับความต้องการของตลาด เปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวบางส่วนไปเป็นพืชทางเลือกอื่นที่ตลาดต้องการ และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ราว 7,000-8,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าตันละ

ขายดิบขายดี อีกหนึ่งของดีเมืองลับแล ลูกค้าแห่จองเกลี้ยงสวน จนไม่เหลือวางขาย

หน้านี้ฤดูนี้ จะไม่พูดถึง “ทุเรียน” ก็คงไม่ได้เพราะเดือนนี้ถือเป็นหน้าทุเรียนที่หลายๆ คนรอคอย และหลายๆคน คงเคยเห็นข่าว ทุเรียนไร้หนามเมืองลับแล และเชื่อได้เลยว่าหลายๆคนคงอยากลิ้มชิมรสชาติดูซักครั้ง แต่คงยากมาก เพราะทุเรียนพันธ์นี้มีลูกค้าจองเกลี้ยงทุกลูกจนไม่เหลือขายในตลาด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนทุเรียนของนายเสรี สุกสา อายุ 46 ปี เกษตรกรชาวสวนทุเรียนลับแล บริเวณม่อนฤๅษี ดอยลับแล ตำบลแม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ “ทุเรียนไร้หนาม” กำลังให้ผลผลิต ซึ่งเคยสร้างกระแสและความฮือฮา เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา สำหรับปี 2562 ผลผลิตทุเรียนดังกล่าว ติดผลมากขึ้น แต่ทั้งนี้ผลผลิตถูกจองตั้งแต่ปีที่ผ่านหมดแล้ว นายเสรี กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ทดลองนวัตกรรมทางการเกษตรที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการตั้งโจทย์ให้ผู้ชื่นชอบรับประทานทุเรียน สะดวกมากขึ้นในการปลอกหรือแกะทุเรียน โดยไม่ต้องมีหนาม จึงกลายเป็น นวัตกรรมทางการเกษตร “ทุเรียนไร้หนาม” ซึ่งไม่ใช่การปรับเปลี่ยนสายพันธุ์แต่อย่างใด จึงยังคงรสชาติทุเรียนลับแลแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ การพัฒนาทุเรียนไร้หนามปีที่ 2

สร้างระบบน้ำหยด ปลูกผักใช้ได้ทั้งปี ได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูง

ภัยแล้ง นั้นไม่ว่าภูมิภาคไหนก็คงประสบปัญหานี้ ชาวเกษตรกรที่ปลูกพืชคงเกิดปัญหาขาดทุนอย่างแน่นอนหากพืชขาดน้ำ ซึ้งการติดตั้งระบบน้ำหยดนั้นราคาการติดตั้งสูง แต่วันนี้! จะมาแนะนำกับระบบน้ำหยดที่ใช้งบแค่ 3,000 บาทเท่านั้น!! เเละมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง เรามาดูวิธีกันเลย โดยคุณ ธราวุฒิ ไก่แก้ว วิศวกรการเกษตรชำนาญการ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อธิบายถึงข้อดีระบบสวนครัวน้ำหยด ทดลองแล้วในแปลงปลูกขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม. กว้าง 10 ม.×ยาว 20 ม. ปลูกพืชระยะห่างระหว่างแถว 50 ซม. ผลคือพืชได้น้ำสม่ำเสมอ เพราะเป็นระบบให้น้ำเฉพาะราก ประหยัดแรงงาน เวลา การเปิดให้น้ำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ทำให้ใช้น้ำน้อยแค่ 50 ลบ.ม. ต่อฤดูกาลผลิต (100 วัน) แถมประหยัดสุดๆ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ มีค่าน้ำ ค่าไฟสูบน้ำแค่ 200 บาท ต่อฤดูกาลผลิตเท่านั้นเอง กรรมวิธีติดตั้งและทำระบบไม่ยากเย็น คนไม่มีทักษะทางช่าง ทำได้สบายๆ…เริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสม เตรียมอุปกรณ์ ถังน้ำ

วิธีทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 7 วันก็ใช้ได้ และสูตรวิธีใช้อีกมากมาย

ปัจจุบันการเกษตรได้รับผลกระทบจากการซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงมากส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นประกอบกับคนไทยนิยมทำการเกษตรเคมีมากกว่ายึดรูปแบบตามธรรมชาติ การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตร มีแนวโน้มมากขึ้นแต่กำลังความสามารถในการผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการเกษตรนั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำปุ๋ยเคมีเข้าจากต่างประเทศทำให้ไทยเสียดุลการค้า ซึ่งการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากแทนธาตุอาหารที่เป็นอินทรียวัตถุและการใช้สารเคมีฆ่าแมลงแทนสมุนไพร เพื่อกำจัดศัตรูพืช ก่อให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ วันนี้เรามาทำความรู้จักหัวเชื้อจุลินทรีย์ และวิธีการนำไปใช้งานกัน หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM หรือเรียกสั้นๆ หัวเชื้อ EM เป็นกลุ่มของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับกระบวนการหมักอินทรีย์วัตถุ จนเกิดการปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้แก่พืชได้รวดเร็วขึ้น ประโยชน์หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM 1. ใช้รดโคนต้นไม้ และแปลงผัก ชึ่งจะช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ปลดปล่อยแร่ธาตุออกมาให้แก่พืชได้เร็วขึ้น 2. ใช้ในด้านการปศุสัตว์ – ใช้ทำความสะอาดลำตัวสัตว์ – ใช้ลดกลิ่นบริเวณคอกหรือลานเลี้ยงสัตว์ – ใช้หมักอาหารหยาบ เช่น ฟางข้าวหรือหญ้า เพื่อนำไปเลี้ยงโค กระบือ – ใช้ผสมในอาหารสัตว์ของโค กระบือ เพื่อเร่งการย่อยในกระเพาะอาหาร 3. ช่วยบำบัดน้ำเสีย และกำจัดกลิ่นน้ำเสีย 5. ช่วยแปรสภาพขยะให้เป็นปุ๋ย ด้วยการเทราดบนกองขยะ หรือ ใช้หมักขยะให้เป็นปุ๋ย 6. ช่วยป้องกันการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในดินบนแปลงเกษตร ด้วยการฉีดพ่นก่อนการไถพรวนดิน 7. ช่วยป้องกันแมลง และพาหะนำโรค ทั้งในแปลงเกษตร และในฟาร์มประศุสัตว์ #วิธีทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 7 วันก็ใช้ได้ 1. น้ำมะพร้าว 4 ลูก 2.

แจกสูตร “เพาะเห็ดโคน” (เห็ดปลวก) เพาะกิน-ขายได้ตลอดทั้งปี

เห็ดโคนหรือเห็ดปลวก นั้นถือว่าเป็นเห็ดที่เติบโตขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากการทิ้งรังของปลวกและเมื่อพื้นที่นั้นๆมีความชื้นและอุณหภูมิที่พอเหมาะสมจะเกิดเป็นดอกเห็ดที่มีคุณภาพและดูน่ากิน โดยปกติแล้วเห็ดปลวดหรือเห็นโคนนั้นจะจะมีราคาที่สูงมากเนื่องจากเป็นเห็นที่หาได้ยาก วันนี้เรานำสูตรในการปลูกเห็ดปลวกโคนไว้กินเองหรือขายแบบง่ายๆ เรามาดูกันเลย เตรียมส่วนประกอบ ดังนี้ 1.ข้าวเจ้าหุงสุกแล้ว 1 กก. 2.จาวปลวก (รังปลวก) เท่ากำปั้น 1 จาว 3.น้ำ 20 ลิตร วิธีเพาะเห็ดปลวก ขั้นตอนที่ 1: ผสมข้าวสุกกับจาวปลวก คลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จแล้วหมักใส่น้ำเปล่า 20 ลิตร ทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน ขั้นตอนที่ 2: เมื่อครบกำหนดตามขั้นตอนแรกแล้ว จะปรากฎเห็นผิวน้ำที่หมักเป็นลักษณะขึ้นฝ้าสีขาว ให้นำไปราดลงแปลงเพาะที่เตรียมไว้ หรือราดตรงจอมปลวก (ถ้ามี) คุมด้วยฟางหรือเศษหญ้าแห้ง รดน้ำให้ชุ่มเสมอ ทิ้งไว้ประมาณ 10 - 15 วัน เห็ดจะเริ่มโผล่ออกมาให้เก็บ เพียงเท่านี้เราก็จะได้เห็ดโคน ที่มีรสชาติหวานอร่อยกว่าเห็ดอื่นๆ และสามารถนำไปขายหรือประกอบอาหารได้ตามต้องการตลอดปี

ชาวเกษตกรใต้หันปลูก “เมล่อนอินทรีย์” หลังราคา “ปาล์ม” ตกต่ำหนัก

จากปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำหนักสุดในรอบ 20 ปี และมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ออกมา ล้วนแต่เอื้อผลประโยชน์เอกชน ไม่ถึงชาวสวน ทำให้ชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.กระบี่ หันไปรวมกลุ่มปลูกเมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต แบบอินทรีย์ผลผลิตล็อตแรก 400 ลูก กำลังจะออกสู่ตลาดและจำหน่ายกิโลกรัมละ 80-100 บาท สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพืชเกษตรอินทรีย์นวัตกรรมใหม่ ปลายพระยา ต.เขาเขน อ.ปลาพระยา จ.กระบี่ ปลูกเมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต แบบอินทรีย์ ในโรงเรือนระบบปิด ซึ่งกำลังจะครบกำหนดและเก็บไปขายได้ ล็อตแรก 400 ลูก น้ำหนักลูกละ 1.5 กิโลกรัม ประยุทธิ์ อ้นชู ตัวแทนกลุ่มปลูกพืชเกษตรอินทรีย์นวัตกรรมใหม่ปลายพระยาบอกว่า ได้รับการสนับสนุนงบประมาณกู้ยืมจากสหกรณ์นิคมปลายพระยา และสถานบันส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อปลูกพืชอินทรีย์ โดยสมาชิกจะช่วยกันดูแลผลผลิต

“ไม้หอมแก่นจันทน์” ไม้เศษฐกิจ ปลูกแล้วรวย ตันละ 300,000–400,000 บาท

ไม้หอมแก่นจันทน์ (Sandalwood) หรือหอมอินเดีย มีถิ่นกำเนิดในมาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย ปากีสถาน จีน เนปาล อินโดนีเซีย และติมอร์ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น อายุ 10 ปี เนื้อแก่นไม้จะมีกลิ่นหอม โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกระตุ้นเหมือนอย่างต้นกฤษณา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ เปลือกต้นชั้นนอกสีน้ำตาลเทาหรือน้ำตาลแดง ใบเดี่ยว รูปไข่แกมใบหอก เนื้อใบบาง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ เรียงตรงกันข้าม ดอกขนาดเล็ก สมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อที่ซอกใบหรือปลายยอด ผลสด ทรงกลมรี ขนาดเล็ก สุกสีม่วงแดง ภายในมีเมล็ดเดียว นำเนื้อไม้มาสกัดจะได้น้ำมันหอมมีกลิ่นคล้ายดอกกุหลาบ ในน้ำมันหอมยังมีสารแซลทารอล ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์

วิธีและเทคนิคการเลี้ยง “แมงดานา” ลงทุนน้อย สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือน !!!

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อน แมลงดา, แมลงดานา หรือที่นิยมเรียกว่า แมงดา (นา) จัดเป็นแมลงจำพวกมวนน้ำชนิดหนึ่ง พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในภูมิประเทศลักษณะเป็นท้องทุ่งหรือท้องนาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รวมถึงเอเชียตะวันออก แมลงดา หรือ แมงดา เป็นแมลงที่นิยมบริโภคกันในหลายวัฒนธรรมของชนชาติในแถบเอเชียอาคเนย์ ในอาหารไทยสามารถนำไปย่าง ทอดกรอบ หรือปรุงเป็นน้ำพริกก็อร่อย (โดยเฉพาะตัวผู้ที่มีกลิ่นหอม) เรียก "น้ำพริกแมลงดา" หรือ "น้ำพริกแมงดา" ปัจจุบันเป็นแมลงที่มีการส่งเสริมให้เลี้ยงกันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ราคาต่อ 1 ตัว ประมาณ 7-12 บาท โดยตัวผู้ที่มีกลิ่นหอม ราคาประมาณ 10-12 บาท ส่วนตัวเมียราคาประมาณ 7-10 บาท ระยะเวลาจากแรกเกิดจนถึงส่งขายใช้เวลา 30-45 วันเท่านั้นเอง ซึ้งหากเลี้ยง 2,500 ตัวและขาย

เพาะเห็ดฟางในตะกร้า ด้วย 8 ขั้นตอนง่าย ๆ ทุนน้อยกำไรดีมาก

ในยุคสมัยนี้การทำเกษตรเป็นทางเลือกในการหารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นปลูกผัก เลี้ยงปลา เพาะเห็ดเป็นต้น วันนี้เราจะพาไปพบกับวิธีการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ใช้ทุนไม่เยอะ สำหรับคนมีพื้นที่น้อยก็ทำได้ ไปดูกันเลย เริ่มจากการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม นั้นคือก้อนเชื้อเห็ดฟาง ฟางข้าว ตะกร้าพลาสติก สุ่มไก่หรือโครงโรงเรือน พลาสติก วัสดุพลางแสง อาหารเสริมของเห็ดเช่นแป้งสาลี หรือผักตบชวา เมื่อเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยก็ทำการเพาะได้เลย 1. ทุบก้อนเชื้อเห็ดฟางในถุงให้แตกพอประมาณ แต่ไม่ต้องให้ถึงกับละเอียด นำมาผสมกับแป้งสาลี 1 ช้อนชา จากนั้นแบ่งก้อนเชื้อเห็ดฟางออกเป็น 2 กอง กองละเท่าๆกัน (เชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กองสามารถและเพาะเห็ดฟางได้ ประมาณ 2 ตะกร้า) 2. ให้ใส่ฟางข้าวที่ผ่านการแช่น้ำไว้แล้ว 1 คืน ลงไปในตะกร้า ให้ฟางข้าวมีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว กดให้พอแน่น โรยอาหารเสริมลงไป จะเป็นผักตบชวาที่หั่นไว้หรือรำละเอียดก็ได้เช่นกัน 3. โรยอาหารเสริมลงไปรอบๆ บนฟางข้าว แต่อย่าใส่อาหารเสริมมากจนเกินไป

ปลูกมะนาวในเข่งให้ลูกดก หนีน้ำท่วม ปลูกกินเอง สร้างรายได้ในครัวเรือน

การปลูกมะนาวลงเข่ง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปลูกผักช่วงฤดูฝน ยามเกิดน้ำท่วมก็สามารถเคลื่อนย้ายหนีได้ทันที ไม่ต้องปล่อยให้ยืนต้นตาย แถมให้ผลดกเหมือนปลูกในดิน หรือบ้านใครไม่มีที่รับแสงได้ตลอดทั้งวัน ก็สามารถย้ายเข่งออกไปรับแสงที่หน้าหรือหลังบ้านได้ ตอนเย็นกลับมาก็ย้ายเข้าที่เดิมได้อย่างสะดวก สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ง่ายๆอีกด้วย ทำอย่างไรไปติดตามกันเลย การเตรียมอุปกรณ์ 1. เข่งพลาสติก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร 2. ถังรดน้ำ 3. ไม้ค้ำยันลำต้น 4. เชือก 5. จอบ 6. กิ่งพันธ์มะนาว 7. ดินปลูกต้นไม้ 8. ปุ๋ยคอกหมัก (ปุ๋ยคอกควรหมักไว้อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ก๊าซในมูลสัตว์หมดเพื่อป้องกันรากมีปัญหา) 9. ขุยมะพร้าว 10. เปลือกถั่วเขียว ขั้นตอนการปลูก 1. ผสมดิน โดยใช้อัตราส่วนผสม 3 : 1 : 1 : 1 คือ ดินปลูก 3 ส่วน + ขุยมะพร้าว 1 ส่วน + ปุ๋ยคอกหมัก 1 ส่วน + เปลือกถั่วเขียว

เดินตามรอยเท้าพ่อ สวนผสมผสาน สร้างรายได้ ถึงเดือนละ 50,000 บาท

ซึ่งทุกคนนั้นก็มาสิเคยได้ยินการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยเป็นแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกเลยว่าก็มีเกษตรหลายคนได้เดินทางตามรอยเท้าพ่อมาแต่ละอย่างมากมายและหลายคนก็ประสบความสำเร็จกันอย่างเช่นคุณ เชาวลิต พระชนะ ที่เป็น บุรุษพยาบาล รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลสีสุก อ.จักราช จ.นครราชสีมา ก็ถือเป็นเกษตรอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเดินตามรอยเท้าพ่อนี้ ในตัวเขานั้นได้มีการกล่าวว่าการทำเกษตรเชิงเบียร์นั้นต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีเงินเก็บและไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆถึงทางภาครัฐจะมีการรณรงค์อย่างไรและถ้าหากชาวบ้านก็ยังคงดำเนินชีวิตอย่างแบบละหลังมีการปลูกพืชผักให้มีคุณภาพก็หนีไม่พ้นที่พ่อค้าโครงการจะกำหนดราคารับซื้อและกดขี่เกษตรกรเป็นอย่างมากมายโดยตัวเขานั้นก็เห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆจึงเกิดความคิดที่อยากจะเป็นตัวกำหนดราคาขึ้นมาเองบ้าง ในปี 2549 นั้นก็ทำให้เขาตัดสินใจไปดูงานทางด้านเกษตรในวังสวนจิตรลดาและในแต่ละย่างก้าวที่ได้เข้าไปในนั้นก็ได้เห็นในสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นทำแล้วก็คิดว่าทั้งๆที่พระองค์เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์ก็ยังมีสวนเกษตรอยู่ในบ้านมากมายทั้งมีแปลงนาเกษตรผสมผสานเลี้ยงสัตว์ต่างๆเห็นแล้วจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองทำตามอย่างพระองค์บ้าง จากที่กลับมาในครั้งนั้น จึงทำให้เขานั้นเดินเข้ามาพูดคุยกับพ่อแม่ให้พ่อแม่นั้นหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลจนทำให้ต้องยุติความคิดทักไปประมาณ 1-2 ปีจนตัวเขานั้นสามารถเรียนจบและรับราชการเป็นบุรุษพยาบาลแต่ตัวเขาก็ยังไม่ทิ้งความฝันจึงได้มีการขอที่ดิน 2 ไร่จากพ่อเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างที่ตัวเขานั้นตั้งใจปฏิธานเอาไว้ โดยในช่วงแรกเขาก็ได้สัมผัสถึงความท้อแท้เพราะสภาพที่ดินที่ได้นั้นทั้งแข็งและไม่มีอินทรีย์วัตถุเรียกว่าเป็นทะเลทราลงจอบขุดแต่ละครั้งละที ด้ามจอบกระดอนขึ้นมา จึงได้มีการตัดสินใจเอากล้วยมาปลูกก่อนเพราะกล้วยนั้นเป็นพืชที่อมน้ำและสามารถช่วยปรับสภาพดินได้จึงมีการปลูกกล้วยประมาณ 50 ต้นและระบบน้ำหยดโดยใช้เวลานับเดือนจนกระทั่ง 1 ปีกล้วยเริ่มออกเครือ มีหน่อ ต้นหญ้าอ่อนๆขึ้นให้เห็นมากินขึ้นซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าดินแห่งนี้เริ่มมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้นจึงมีการขุดหน่อมาปลูกในบริเวณพื้นที่ที่ยังว่างและมีการปลูกพืชอายุสั้นเข้ามาด้วย พรุ่งนี้ก็ทำให้สวนเกษตรแบบผสมผสานแปลงร่างนั้นได้ผลสำเร็จจึงมีการขอพื้นที่จะเพิ่มเป็น 7 ไร่นอกจากนั้นจึงไม่ปฏิเสธและเข้ามาช่วยดูแลในครั้งนี้ โดยในครั้งนี้เขานั้นก็ได้เข้าร่วมกับโครงการ ทายาทเกษตรกรมืออาชีพ ธ.ก.ส. ได้มีการเข้าไปดูการทำปุ๋ย ปลูกผักปลอดสารพิษ หลังจากนั้นก็ได้กลับมาในพื้นที่แปลงปลูกของตัวเองและปลูกดอกขจรปลูกเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 4 ปีโดยในช่วงฤดูฝนนะจะทำต้นขายและได้รายได้ดีกว่าการเก็บดอกซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางที่สร้างรายได้เลยก็ว่าได้ แหล่งใดที่พืชผักต่างๆในไร่นั้นสามารถขายได้มากยิ่งขึ้นจึงมีการสร้างซุ้มบนบริเวณหัวไร่ริมถนนและนำผลผลิตอย่างเช่น กล้วย ดอกขจร มะเขือพวง พืชผักในไร่มาวางขาย และเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าผลผลิตของเขานั้นปลอดสารพิษจึงได้มีการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการสินค้าเกษตรปลอดภัยจึงทำให้เขานั้นหารายได้ในแต่ละวันประมาณถึงละ 500-1,000 บาท. อีกทั้งยังมีการโน้มน้าวให้พ่อเลิกปลูก อ้อยและมันฯและหันมาใช้พื้นที่ที่มีอยู่ประมาณ 20 ไร่มาทำเกษตรแบบผสมผสานแทนโดยมี

ปลูกมะเขือเทศ ผลผลิต 2-3 ต้น สร้างรายได่้75,000 บาทต่อรอบ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่โครงการหลวงปังค่า ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา โดยทางโครงการหลวงแห่งนี้ได้มีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรในพื้นที่มีการปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์โทมัสซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดีจึงทำให้ชาวเกษตรกรที่นี่นั้นมีรายได้และมีอาชีพอย่างมั่นคง โดยมะเขือเทศสายพันธุ์นี้สามารถจำหน่ายได้แบบที่ไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาและในแต่ละโรงเรียนนั้นสามารถจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาลจนสามารถสร้างผลผลิตถึง 75,000 บาทได้เลยทีเดยว โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบล ผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา จะมีการปลูกมะเขือเทศ สายพันธุ์นี้จะมีการปลูกไว้ในอาคารกลางมุ้ง หลังโครงการหลวงปังค่า โดยโครงการนี้ก็จะมีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรได้เข้ามาปลูกกันเพื่อจำหน่ายซื้อมะเขือเทศดังกล่าวนี้สามารถขายผลผลิตได้ดีเพราะมีลักษณะขนาดใหญ่สีสันสวยงามจึงไม่แปลกที่ทำให้มะเขือเทศนั้นกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก มะเขือเทศสายพันธุ์โทมัสนั้นสามารถให้ผลผลิตและสามารถเก็บขายได้ประมาณ 2 เดือนต่อ 1 ครั้งจนไปถึงระยะเวลา 6 เดือนซึ่งในแต่ละรอบของการปลูกนั้นจะให้ผลผลิตประมาณ 2-3 ตันต่อรอบการผลิตหลังจากที่ได้ผลผลิตแล้วก็จะทำการส่งขายให้กับโครงการหลวงปังค่าในราคา 25 บาท ซึ่งทางโครงการหลวงมันก็จะได้มีการดูแลตลอด และหลังจากที่ชาวเกษตรกรนั้นได้หันมาปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์ดังกล่าวนี้ก็ทำให้มีรายได้ดีที่มากขึ้นอีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ต่อฤดูกาลผลิตได้เป็นอย่างมากประมาณถึง 75,000 บาทต่อรอบการผลิตซึ่งถือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านพอใจเป็นอย่างมากกับผลผลิตที่ได้ออกมานั้นเอง

ขายดีมาก! ทุเรียนสาลิกาพังงา ขายดีจนต้องเร่ขยายพันธุ์

ซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนแน่นอนว่าทุเรียนนั้นก็จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นทุเรียน พันธุ์สาลิกา ที่มีรสชาติหอมหวานมันอันเป็นเอกลักษณ์ถึงขั้นที่มีการกล่าวหาว่าถ้าหากมาทำงานแล้วไม่ได้ชิมทุเรียนสาลิกาก็เหมือนมาไม่ถึงที่เมืองพังงาเลยก็ว่าได้!! โดยทางนาย นิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา ก็ได้มีการเปิดเผยว่าหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเรียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อไหร่ปี 2561 นี้ก็ทำให้ทุเรียนสาลิกานั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะพันธุ์ทุเรียนและธัญพืช พื้นบ้าน บ้านกะปง อ.กะปง จ.พังงา ก็ได้มีการเร่งการขยายพันธุ์เพื่อออกจำหน่ายรวมทั้งยังมีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งการติดตาทาบกิ่งเสียบยอดเพื่อเร่งผลการจำหน่ายให้ทันทอดตลาดตามที่ตลาดต้องการ แต่สำหรับกล้าพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่ดีที่สุดนั้นซึ่งทางชาวเกษตรจังหวัดพังงาก็ได้แนะนำให้เลือกต้นพันธุ์ที่มีการเสียบยอดหรือเสียบข้างเพราะมีการปลูกด้วยเมล็ดมักจะเกิดการกลายพันธุ์โดยวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทำให้ได้ทุเรียนที่มียอดพันที่ดีตามความต้องการของตลาดอีกทั้งยังให้ผลผลิตได้เร็วและยังมีรากแก้วคอยช่วยยันลำต้นอีกด้วย ในเมื่อชาวเกษตรกรนั้นได้มีการลองปลูกทุเรียนสาลิกาได้ 5 ปีก็จะมีการออกผลผลิตในครั้งแรก โดยการดูแลรักษาและง่ายเป็นอย่างมากอีกทั้งยังได้ผลผลิตไวหลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรุ่นแรกก็มีการบำรุงรักษาต้นทุเรียนให้พร้อมที่จะออกผลผลิตในปีถัดมาโดยให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนประมาณ 4-5 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์นี้จะมีการออกดอกในช่วงมีนาคมและให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปี โดยทหารทุเรียนสาลิกานั้นมีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปต่อ 1 ไร่หรือประมาณ 25 ต้นก็สามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 1 ตัน ในส่วนของทางด้านการกำจัดวัชพืชต่างๆของสวนทุเรียนแห่งนี้ก็ไม่ควรใช้สารเคมีแต่อย่างใดเพราะจะทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายจุลินทรีย์ในประเทศต่างๆส่งผลยังทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ฉะนั้นควรตัดหญ้าด้วยมือเพื่อลดกันเสียหายและต้นทุนป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาโรคระบาดต่างๆได้กับทุเรียนที่ปลูกนั่นเอง สำหรับทุเรียนสายพันธุ์นี้ทางตลาดก็มีราคาที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 200-300 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนของเกษตรกรและมีการสั่งจองผลผลิตไปล่วงหน้าแล้วไปวางขายตามแผงเป็นถนนสายหลักแต่ถึงอย่างไรผลผลิตนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคเลย

เทคนิคเพิ่มผลผลิตแตงกวา ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขายดี เป็นที่นิยมในท้องตลาดมาก!

แตงกวานั้นก็ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเพราะแตงกวานั้นสามารถนำมาประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลายอีกทั้งยังเป็นผักที่ไว้ประดับจานตามร้านอาหารตามสั่งหรือแม้กระทั่งตามร้านภัตตาคารต่างๆทั่วไปก็มีการนำแตงกวามาใช้กันเป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แตงกวานั้นกลายเป็นที่ต้องการทางตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก และยิ่งถ้าหากแตงกวานั้นใหญ่มีผลที่สมบูรณ์ก็จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอีกทั้งยังสามารถขายได้ในราคาดีอีกด้วย โดยในวันนี้เราก็มีวิธีการเพิ่มขนาดแตงกวามาฝากกันซื้อเป็นวิธีจากคุณ ยา แซมะ สมาชิกจังหวัดปัตตานี ได้เป็นเทคนิคในการตัดแต่งไม้และยอดซึ่งใช้วิธีแบบง่ายแสนง่ายแต่จะเป็นแบบไหนบ้างนะเรามารู้วิธีกันเลย ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 ให้สังเกตแตงกวาที่ดอกของมันว่า 1 ต้นมีดอกออกมากี่ต้น ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นทำการตัดใบออกให้เหลือเท่ากับจำนวนของดอกแตงกวาที่มีอยู่ในแต่ละต้นเช่นต้นหนึ่งมีแตงกวาออกดอก 10 ดอก ถ้าทำการตัดใบเหลือเพียงแค่ 10 ใบเท่านั้น ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นมีการบำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เกษตรและรดน้ำทุกเช้าเย็น เพียงเท่านี้ก็จะออกผลแตงกวาที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ซึ่งการตัดยอดและใบนั้นจะสามารถช่วยในเรื่องของการลดสารอาหารไปเลี้ยงต้นแตงกวาลงและส่งผลไปให้สารอาหารนั้นสามารถเลี้ยงให้ผลผลิตมีการเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น และนี่ก็เป็นเทคนิคง่ายๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ซึ่งถ้าหากใครมีแนวความคิดที่อยากจะปลูกแตงกวากันอยู่นั้นก็อย่าลืมลองใช้วิธีนี้กันดูเลยบอกเลยว่าได้ผลเป็นอย่างดีและเห็นได้ชัดอีกด้วยและยังได้ผลผลิตดีๆนำไปขายได้อีกด้วยนะอย่าลืมลองทำกันดูล่ะ

เทคนิคการเพาะเห็ดฟางสร้างรายได้แบบง่ายๆ แบบ ประหยัดทุน และ เวลา

โดยเห็ดฟางนั้นถือเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่กลายเป็นที่ต้องการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะเห็ดฟางนั้นสามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นผักต้มนึ่งย่างทุกอย่างก็สามารถใช้เห็ดฟางในการทำได้ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นฟ้านั้นแต่เป็นเหตุสามัญประจำบ้านเลยก็ว่าได้ โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาลองเพาะเห็ดฟางกันดูซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถทำได้อีกครั้งได้ผลดีอีกด้วยซึ่งถ้าหากได้ฟังมาก็สามารถนำไปขายตามท้องตลาดได้เพราะเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ทางตลาดและผู้คนนั้นต้องการเป็นอย่างมากรับรองว่ามีเท่าไหร่ก็ขายหมดโดยเฉพาะปลูกอย่างไรได้บ้างนั้นลองมาดูกันเลย วัสดุอุปกรณ์ -เชื้อเห็ดฟาง 1-2 ก้อนก้อนละ 15 บาท - สุ่มไก่เก่า - ต้นกล้วยสับหยาบครึ่ง กะละมัง - น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย - ฟางแช่น้ำที่เปียกชุ่ม - ปุ๋ยคอก 1-2 กิโลกรัม - ผ้ายางขนาดคลุมสุ่มไก่ ขั้นตอนการปลูกเห็ดฟางด้วยตัวเองมีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ทำการเอาฟางวางลงไปที่พื้นในบริเวณที่จะต้องการปลูกจากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่มเพิ่มความชุ่มชื้นในฟางมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกวางทับลงไปและรดน้ำให้ชุ่ม ขั้นตอนที่ 3 วางต้นกล้วยสับทับลงไปและเกลี่ยให้เป็นชั้นทั่วๆ ขั้นตอนที่ 4 ผสมน้ำซาวข้าวและปุ๋ยคอกขี้วัวลงไปเชื้อเห็ดครึ่งก้อนจากนั้นก็ขยำให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นนำมารวมไว้บริเวณต้นกล้วยสับอีก 1 ชั้นและรดน้ำลงไป ขั้นตอนที่ 6 เอาฟางมาวางทับบนสุดอีกชั้นบนสุดและทำกสน รดน้ำอีกรอบก่อนที่จะนำสุ่มไก่มาครอบไว้ ขั้นตอนที่ 7 เอาถุงพลาสติกมาคุมสุ่มไก่ จากนั้นเอาฟางมาวางทับบริเวณรอบซุ้มและด้านบนซุ้มแล้วมัดด้วยเชือกฟางเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดหรือลมพัดปลิวไป เพียงเท่านี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นและนี่ก็คือวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบง่ายๆอีกทั้งยังประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนเพราะว่าหลังจากนี้ประมาณ 4 วันก็ให้ทำการระบายอากาศประมาณซัก 15 นาที จากนั้นก็ปิดไว้เหมือนเดิมที่ว่าอีก

เคล็ดไม่ลับการทำเกษตร! บำบัดน้ำเสียด้วย EM BALL ทำเองได้ประหยัดมาก

สำหรับการทำเกษตรนั้น บ่อน้ำก็ถือเป็นปัจจัยของชาวการทำเกษตรมากด้วยเช่นกันแต่ว่าการปล่อยๆนะไว้นานๆโดยที่ไม่ดูแลอะไรนั้นก็อาจจะทำให้บ่อน้ำนั้นเสียได้ฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าหากรู้จักการทำบำบัดน้ำเสียได้โดยในวันนี้เราจะมาทุกคนพากันมารู้จักจุลินทรีย์ EM กัน โดยเจ้าจุลินทรีย์ EM นั้นถือว่าเป็นจุลินทรีย์ที่ดีและสามารถย่อยสลายวัสดุอินทรีย์เกษตรหรือสามารถช่วยกันเป็นหัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้อีกด้วยอีกทั้งยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการขจัดกลิ่นและบำบัดน้ำเสียได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นห้องน้ำถ้าหากมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็ให้นำน้ำ EM ประมาณ 1 แก้วไปผสมกับถังน้ำใหญ่และเทลงในชักโครกหรือในบริเวณที่เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ EM นั้นก็สามารถช่วยได้และยังสามารถบำบัดของเสียให้ออกจากท่อไปได้อีกด้วย และสาเหตุหลักที่นำ EM กำจัดกลิ่นนั้นก็เป็นเพราะว่า EM มีจุลินทรีย์ย่อยที่สามารถช่วยย่อยสลายเสียได้เป็นอย่างดีทั้งปฏิกูลต่างๆและขจัดกลิ่นได้อย่างชะงัดอีกด้วยซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราหมักมูลสัตว์ก็จะมีกลิ่นเหม็นและหากเดิม EM ลงไปกลิ่นเหม็นเหล่านั้นก็จะหายไปในเวลาอันไม่นานและนี้ก็คือประโยชน์ดีๆจากEM M นั่นเอง และในบางครั้งบริเวณที่เกิดน้ำเน่าเสียนั้นเป็นบริเวณที่ไม่สามารถเทน้ำลงไปได้เช่น กลางหนองน้ำ กลางห้วย หนอง คลอง บึง แต่เราก็สามารถทำสิ่งประดิษฐ์หนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ในการบำบัดน้ำได้ด้วยเช่นกันนั่นก็คือ EM ball นั่นเองซึ่งเรานั้นสามารถนำ EM ball ไปอยู่ในบริเวณที่เรานั้นต้องการบำบัดได้ ซึ่งน่าจะเป็นการเติมจุลินทรีย์ที่ดีและประโยชน์สลายอินทรีย์วัสดุที่อยู่ในนั้นได้เป็นอย่างดีด้วยอีกทั้งยังจำนำเจ้าก้อน EM นี้ไปอยู่ในนาข้าวหรือสวนผลไม้หรือไปวางไว้ต้นไม้ที่เราต้องการปุ๋ย วัตถุอินทรีย์ลงดินไปด้วยเช่นกันซึ่งบอกเลยว่าคุณประโยชน์นั้นมีมากจริงๆ และในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนนั้นมาทำ EM Ball บำบัดน้ำเสียกันซึ่งจะทำอย่างไรได้บ้างนะลองมาดูกันเลยดีกว่าแล้วมาทำไปพร้อมๆกันเลย วัตถุดิบ - รำ 1 ส่วน - แกลบดิบ 1

เก่งมาก!! เกษตรกรหัวใสหันมาปลูก ข้าวในน้ำ ปรับตัวหนีดินฟ้าที่แปรปรวน

บอกเลยว่าอากาศปัจจุบันนั้นเราแทบจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร ฉะนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรและรู้จักปรับตัวให้กับเข้ากับธรรมชาติในทุกๆวันได้ เพราะในปัจจุบันนี้อาชีพเกษตรกรนั้น ถือว่าเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนต่างๆและนั่นอาจจะทำให้ผลผลิตต่างๆหลังเสียได้ ซึ่งมันก็เท่ากับว่ารายได้จากการดำรงชีวิตก็จะขาดหายไปซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกษตรกรนั้นจะต้องรู้จักการปรับตัวและหาวิธีเพื่อมาเพาะปลูกเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ชายคนหนึ่งนั่นก็คือคุณ นายสุพรรณ เมธสาร ผู้เป็นเกษตรกร อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งทางคุณสุพรรณนั้นก็ได้มีการปรับตัวเองให้เข้ากับพื้นที่อากาศสภาพอากาศที่แปรปรวนโดยมีการปลูกข้าวในน้ำแทนปลูกข้าวในดินซึ่งสามารถสร้างรายได้และได้ผลในการผลิตและไม่ได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งการปลูกข้าวนั้นเป็นการปลูกข้าวลอยน้ำแบบอินทรีย์เกษตรถือเป็น ทางเลือกใหม่ในการปลูกข้าวบนพื้นที่น้ำ แล้วก็ว่าได้เพราะหลังจากที่เขานั้นได้พบกับมหาอุทกภัยในช่วงปีพ.ศ 2554 ซึ่งจะทำให้พื้นที่การทำนาของชาวเกษตรกรนั้นถือว่าได้รับความเสียหายหนักเป็นอย่างมาก ทั้งต่อชีวิตมนุษย์ ทั้งชีวิต และสิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินต่างๆก็สูญหายไปอย่างมากมายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเกษตรกรถือว่าได้รับผลกระทบเยอะที่สุดเพราะว่าน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน จึงทำให้ไม่สามารถทำผลผลิตได้นั่นเองและนั่น ก็ทำให้ชาวเกษตรกรนั้นจะต้องรู้แต่การตั้งรับและปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ โดยวิธีนี้บอกเลยว่าได้ผลเป็นอย่างมากอีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนและก่อเกิดรายได้มากดีอีกด้วยเพราะนี่คือการผลิตข้าวที่ไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใดถือว่าเป็นกลายเป็นสินค้าที่ปลอดสารพิษเลยก็ว่าได้อย่างมากสำหรับเกษตรกรที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือไม่มีพื้นที่ดินเป็นของตัวเองแต่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์น้ำขังน้ำท่วมได้อยู่ตลอดเวลา โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะปลูกก็มี -กล่องโฟมเก่า. -กระถางพลาสติกสำหรับปลูก - ดินเลน -เมล็ดพันธุ์ข้าว -ลำไม้ไผ่สำหรับทำแพไว้ปลูกข้าว -เชือกฟาง ขั้นตอนการปลูกข้าวลอยน้ำอินทรีย์เกษตร ขั้นตอนที่ 1 เอาเมล็ดข้าวไปเพราะฃในแปลงเพาะ เหมือนกับการเตรียมต้นกล้าดำนาทั่วไป ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำตาไม้ไผ่มาทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อทำเป็นแผลในพื้นที่ที่จะปลูกข้าวลอยน้ำ ขั้นตอนที่ 3 นำเอาฝากล่องผลไม้มาเจาะรูมีขนาดเท่ากับกระถางพลาสติกให้อุ้มตัวกระถางไว้ ขั้นตอนที่ 4 นำดินเลนมาใส่ในกระถางให้เต็ม ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็จะได้ต้นกล้าและนำมาแยกปลูกไว้ในกระถางที่เตรียมไว้ประมาณ 4-5 กอ 1 กระถาง ขั้นตอนที่

แนะนำเกษตร มือใหม่ ไก่พันธุ์ผสม คอล่อน อารมณ์ดีเนื้อแน่นอกใหญ่ทาง เลือกไก่เนื้อของชาวเกษตร

โดยในสมัยก่อนนั้นในการเลี้ยงไก่ก็ส่วนใหญ่จะมีการเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับสมาชิกในครัวเรือนโดยจะมีการเก็บไข่ไก่จะกินและกินเนื้อตามบ้านเรือนต่อมาในปัจจุบันก็ได้มีทางภาครัฐนั้นได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ในการเลี้ยงไก่เข้ามาเลี้ยงลูกไก่ผสมมากยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ได้ขายที่ดกและทนทานต่อสภาพอากาศโดยสายพันธุ์ที่ถูกแนะนำนะนั่นก็คือลูกผสมคอล่อนนั่นเอง โดยรูปผสมคอท่อนั้นถือเป็นหนึ่งในจำนวนที่ทางนายสัตวแพทย์ ทฤษดี ชาวสวนเจริญ ผู้เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการบอกไว้ว่า ไก่คอล่อน เกิดเป็นไก่พื้นเมืองที่พบกันมากที่สุดในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสายพันธุ์นี้ได้เข้ามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการนำไก่สายพันธุ์นี้มาจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาเป็นอาหาร จากนั้นไก่พันธุ์ดังกล่าวนี้ได้มีการถูกไปผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองของจังหวัดพัทลุงจึงได้มีการแพร่พันธุ์เรื่อยมา ครึ่งลูกผสมของไก่พันธุ์นี้นั้นก็จะเป็นไก่ประเภทเนื้อที่จะมีลักษณะคล้ายๆไก่ชนแต่บริเวณกระเพาะพักถึงปากก็จะไม่มีขนหรือมีขนน้อยโดยสีขนนั้นจะมีสีเขียวจนถึงดำ เดี๋ยวจะมีหงอนถั่วสีดวงตาและขนจะมีสีเดียวกันในส่วนบริเวณคอก็จะไม่มีขนและรูขุมขนอีกทั้งบริเวณแนวสันหลังนั้นจะเปลือยร่อนและมีลักษณะอกใหญ่เนื้อมากไหล่กว้างผิวหนังสีดำหรือสีขาวและขนน้องในเพศผู้นั้นแทบจะไม่มีเลย โดยตัวผู้ที่โตเต็มวัยนั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3-4 15 กิโลเมตรและสามารถนำไปทำพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือนส่วนเพศเมียจะมีน้ำหนัก 2 ถึง 2.8 กิโลกรัมสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 5 เดือนครึ่งและสำหรับไข่ที่เฉลี่ยอยู่ที่ต่อปีประมาณ 4-5 ชุดโดยคิดเป็นชุดละ 12-15 ฟองทั้งนี้ลักษณะเด่นของไก่พันธุ์นี้นั่นก็คือสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังมีน้ำหนักดีและทนทานต่อทุกโรคอีกด้วยจึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงไก่เนื้อไว้ขายนั้นเอง นอกจากนี้กลายพันธุ์นี้นั้นยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและเลี้ยงลูกเก่งอารมณ์ดีไม่ดุร้ายบ่อย เหมาะมากที่จะเลี้ยงกันเป็นฝูงในพื้นที่โล่งกว้างและสามารถผสมพันธุ์กับไก่อื่นได้โดยคุณภาพนั้นจะเนื้อนุ่มกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไปเนื้อร่อนไม่ติดกระดูกเหมาะอย่างมากสำหรับนำไปบริโภค โดยในปัจจุบันไก่พันคอล่อนนั้นได้มีการนำไปทดลองเรียนที่ฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถบ้านครองชีพตำบล าปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อทำการส่งเสริมอนาคตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ให้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้เป็นอาชีพเสริมและสามารถทำเป็นอาหารหลักให้กับครอบครัวได้ซึ่งถือได้ว่าไก่พันธุ์นี้นั้นน่าสนใจไม่น้อยสำหรับเกษตรกรที่กำลังคิดอยากจะเลี้ยงไก่ไว้ขายเนื้อนั่นเองลองดูไก่นี้อีก พันธุ์ ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวคุณได้นั่นเอง

ด้วงจั๊กจั่น อาหารชั้นเลิศขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท มีเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น !!

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับอีกหนึ่งอาชีพที่บอกเลยว่าสามารถสร้างรายได้ช่วงไหนให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีโดยเราจะพาเป็นกันไปที่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตรกันซึ่งนั่นก็มีชาวบ้านที่รวมตัวกันออกมาขุดด้วงจักจั่นในสวนส้มโอนั่นเอง โดยด้วงจักจั่นนั้นสามารถหาได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้นโดยสามารถสร้างรายได้ได้ถึงกิโลกรัมละ 500 บาทเลยทีเดียวซึ่งอุปกรณ์ในการจัดนั้นก็จะประกอบไปด้วยช้อนแกงแก้วพลาสติกจอดหน้าสั้นโดยจะมีการออกตะเวนตามสวนส้มโอต่างๆเพื่อไปหาด้วงจักจั่นกันโดยจุดประสงค์หลักๆก็คือนำไปรับประทานและจำหน่ายกันนั่นเอง สำหรับวิธีขุดของชาวบ้านนั้นซึ่งชาวบ้านก็จะมีการสังเกตดูรู้ขนาดเล็กต่างๆที่อยู่บริเวณโคนต้นส้มโอ โดยจุดเหล่านี้จะกลายเป็นที่ซ่อนของด้วงจักจั่น ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็จะทำการใช้จอบค่อยๆขุดลึกลงไปประมาณ 20 cm ก็จะพบดวงจักจั่นซ่อนตัวอยู่ในดินจากนั้นก็เอาช้อนที่เตรียมมาแคะดวงจักจั่นออกมาใส่แก้วพลาสติกที่เตรียมเอาไว้นั่นเอง เมื่อจับได้แล้วก็สามารถเอาไปทำความสะอาดล้างน้ำและไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 500 บาทสำหรับราคาที่ว่าทำไมถึงมีราคาแพงมากกว่าที่อื่นนะนั่นก็เป็นเพราะว่าดวงจักจั่นนั้นในปีนึงมันจะออกมาให้รับประทานได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้นโดยช่วงของมันก็คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็นนาทีทองหรือเดือนทองสำหรับกลุ่มชาวบ้านอำเภอโพธิ์ประทับช้างจริงๆ

พระเทพฯ ทรงพระราชทาน สูตรปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักให้แก่พสกนิกรชาวไทย

คนไทยนั้นถือว่าโชคดีเป็นอย่างมากเพราะประเทศไทยได้มีโครงการพระราชดำริที่พ่อหลวงคอยดูแลและเอาใจใส่คนไทยเป็นพิเศษซึ่งท่านก็ให้ทั้งความรู้ในเรื่องหลายๆเรื่องรวมถึงทางด้านเกษตรให้กับคนไทยได้อย่างมากมายซึ่งนั่นก็ถือเป็นโชคดีของคนไทยที่ได้เกิดมาในบนแผ่นดินที่อยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของทุกพระองค์ท่าน เช่นเดียวกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาซึ่งพระองค์นั้นก็ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนคอยหาโครงการดีๆเพื่อทำโครงการพระราชดำริเพื่อพัฒนาให้ประชาชนของพระองค์สามารถเลี้ยงตนบนแผ่นดินไทยได้ และในวันนี้ทางทีมงานนั้นจะพาทุกคนไปดูปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานซึ่งเป็นปุ๋ยที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาได้ทรงมีพระราชานุญาตให้มีการเผยแพร่สูตรปุ๋ยหมักดังกล่าวนี้ให้กับประชาชนและชาวเกษตรกร โดยปุ๋ยสูตรนี้เป็นสูตรที่พระองค์ท่านได้ทรงศึกษาและทำการศึกษาเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักโดยเฉพาะซึ่งก็มีการเผยแพร่พร้อมทั้งเขียนขั้นตอนวิธีการทำด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกทั้งยังมีการวาดตัวการ์ตูนเพื่อให้ดูน่าอ่านมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งท่านก็ได้มีการอธิบายได้อย่างละเอียดว่าทำไมต้องใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยหมักนั้นมีประโยชน์อะไรและวัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมักนั้นจะมีอะไรโดยจุดประสงค์หลักที่ท่านนั้นต้องการเผยแพร่ให้กับประชาชนนั้นนั่นก็เป็นเพราะว่าท่านต้องการให้เกษตรกรสามารถประหยัดต้นทุนในการทำเกษตรได้นั่นเอง โดยปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานสามารถทำกันเองได้ที่บ้านอีกทั้งยังทำได้ง่ายและประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีต่างๆที่จะต้องซื้อเป็นจำนวนมากและมีราคาแพงโดยการใช้ปุ๋ยหมักนั้นจะลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้เกือบถึงครึ่งนึงอีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางกรมเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินมีการเผยแพร่ปุ๋ยสูตรพระราชทานนี้ให้กับชาวเกษตรกรตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 โดยทางกรมพัฒนาที่ดินนั้นก็มีการตั้งเป้าหมายในการเผยแพร่ปุ๋ยสูตรพระราชทานสู่พี่น้องชาวเกษตรกรนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 ตันอีกทั้งยังมีการสนับสนุนในเรื่องของทางด้านวัสดุให้กับชาวเกษตรกรอีกด้วยเพื่อนำร่องให้สามารถทำการในพื้นที่ด้วยตัวเอง วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมในการทำปุ๋ยหมัก 1.ซากพืชต่างๆเช่นหญ้าแห้งผักตบชวาใบไม้ลำต้นข้าวโพดใบต้นมันสำปะหลังเอามาสับเป็นท่อน 2.ปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้ค้างคาว ขี้วัว ขี้ควาย ซึ่งจะใช้ชนิดใดก็ได้ 3.ปัสสาวะคนหรือสัตว์ 4.กากเมล็ดนุ่นกากถั่วต้นถั่วต่างๆหรือพืชตระกูลถั่ว 5.ดินร่วน โดยวิธีการกรองปุ๋ยนั้นก็มีอยู่ 2 แบบซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มีเขียนกำกับไว้ว่า แบบที่ 1 โดยเป็นการกรองในหลุมโดยทำการขุดหลุมให้มีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรและยาว 1 เมตรซึ่งจะต้องมีความลึก 1 เมตรเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดีมากยิ่งขึ้น แบบที่ 2 ทำการขุดหลุมแบบข้อ 1 และทำการปรับหน้าดินบริเวณที่จะทำกองปุ๋ยหมักให้แน่นโดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้ชนิดอื่นใดๆก็ได้ธรรมะการเป็นข้อๆโดยมีความกว้างประมาณ 2 เมตรและยาว 4 เมตรโดยความสูงนั้นจะต้องมี 1 เมตรซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครึ่งนึงไว้ใส่ปุ๋ยใหม่อีกเครื่องไว้กับกองปุ๋ยจากนั้นก็จะใช้ใบจากใบมะพร้าวคลุมหลังคาหรือใช้ถุงพลาสติกคลุมก็ได้ ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ขั้นตอนที่ 1 เอาซากพืชที่เตรียมไว้มาเกลี่ยในคอกให้เป็นชั้นๆและเหยียบให้มันแน่นๆโดยชั้นที่ 1

ปั้มน้ำไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำมัน สูบน้ำได้ตลอดโดยไม่เสียเงิน งบน้อย ใช้ได้ดี

ในทุกๆวันนี้ก็มีเทคโนโลยีหลายๆอย่างเข้ามาช่วยในการเกษตรมากมายแต่บางอย่างนั้นเราก็สามารถประดิษฐ์นักศึกษาค้นคว้าเองได้ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยเงินรุ่นเงินและแรงงานในการทำเกษตรไปได้และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาลองอ่านวิธีการทำปั๊มน้ำที่สามารถใช้งบน้อยอีกทั้งยังช่วยเหลือในงานด้านเกษตรได้เป็นอย่างมากซึ่งบอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อทางด้านเกษตรเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยปั๊ม น้ำที่เราจะพาไปชมนั้นก็คือเป็นการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ในทางการเกษตรโดยจะมีการนำน้ำไปใช้บนพื้นที่ เกษตรที่สูงกว่าซึ่งถ้าหากเป็นแบบปกติก็จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อสูบน้ำขึ้นมา แต่นั่นก็สามารถทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย แต่ทว่าชาวเกษตรกรก็สามารถลดต้นทุนได้โดยใช้พลังงานน้ำดังกล่าวที่เรียกว่าพญาแร้งให้น้ํานั้นเอง ซึ่งพญาแร้งให้น้ำนั้นจะเป็นเครื่องสูบน้ำแรงดันสุญญากาศโดยเป็นนวัตกรรมในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรแบบยั่งยืนและปีนี้มีการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรบนพื้นที่สูงได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งชาวเกษตรนั้นอาจจะต้องใช้ต้นทุนในเรื่องของเครื่องจักรต่างๆแต่สามารถตัดต้นทุนเหล่านั้นออกไปเมื่อใช้พญาแล้งน้ำมีได้เพราะว่านี่คือเครื่องสูบแรงดันน้ำที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับคุณธงชัย ก้อนทอง ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มไส้เดือนมาตรฐานและศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางด้านการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงบ้านสนามชัย ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคุณธงชัยนั้นก็ได้มีการกล่าวถึงหลักการทำงานของพญาแล้งน้ำซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายๆกับกาลักน้ำแบบทั่วไปโดยการรักน้ำนั้นจะเป็นการนำน้ำจากที่สูงลงมาใช้ในพื้นที่ต่ำกว่าแต่ว่าการทำงานของพญาแร้งให้น้ำนั้นจะเป็นการนำน้ำจากพื้นที่ที่ต่ำกว่ามาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรที่สูงกว่าด้วยการสูบน้ำจากระบบแรงอัดสูญญากาศซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานอะไรทั้งสิ้น โดยการวางระบบของพญาแร้งน้ำนั้น สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์ได้ดังนี้ 1.ถังเหล็ก ขนาด 200 ลิตร 2. ท่อเหล็กและข้องอ 3. ท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว 4. ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว และ 1 นิ้ว 5. วาล์วเปิด-ปิด 6. ท่อพักลม ขนาด 4 นิ้ว ลด 2 นิ้ว ความยาว 50 ซม. 7. ฐานสำหรับวางถังน้ำ 200 ลิตร

แจกฟรี! วิธีการเพาะเห็ดเผาะ ไว้กิน-ไว้ขาย ปลูกเองได้ไม่ต้องไปซื้อกินราคาแพง

เห็ดเผาะคือเป็นเห็ดที่มีราคาที่ค่อนข้างสูงและกลายเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นอย่างมากเพราะจะมีขายในช่วงบางฤดูกาลเท่านั้นอย่างเช่นหน้าฝนซึ่ง 1 ปีก็จะมีโอกาสได้กินเพียงแค่ 1 ครั้งโดยเห็ดเผาะเป็นเหตุที่จะเกิดในช่วงปลายฤดูฝน และผู้คนก็จะนิยมกินกันแม้ว่ามันจะมีราคาสูงก็ตามทีแต่นั่นก็ไม่ได้ลดความอยากของคนที่อยากจะลิ้มลองรสอร่อยของมันเลยแม้แต่น้อยเพราะว่า 1 ปีได้มีโอกาสแค่ครั้งเดียว ถ้าถามว่าทำไมเห็ดเพาะถึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนชอบรับประทานกันเป็นอย่างมากนั่นก็เป็นเพราะว่าเห็ดเผาะนั้นมีรสชาติที่กรอบอร่อยสามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรจึงไม่แปลกใจที่คนไทยจะนิยมรับประทานกันอย่างมากมายถึงขั้นยอมควักกระเป๋าหลายพันเพื่อซื้อเห็ดราคาแพงเหล่านี้ไปรับประทานกันที่บ้านบ้างจะซื้อเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้องของตัวเองซึ่งนั่นก็ทำให้ชาวเกษตรนั้นต่างหาวิธีการปลูกเห็ดเผาะกันซึมอันนั้นก็สามารถปลูกได้เอนเหมือนกับเห็ดธรรมชาติทั่วไปที่คนไทยนิยมรับประทานกันซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นวันนี้เราก็จะมาแถลงไขให้ทุกคนฟัง โดยข้อมูลของการเพาะเห็ดเพาะนั้นก็มาจากด็อกเตอร์เอื้อตระกูล ซึ่งเป็นผู้เชี่ยววชาญในเรื่องของการเพาะเห็ดโดยเฉพาะ โดยเฉพาะเป็นผู้เเชี่ยววชาญองค์กรสหประชาชาติประจำปี 2524 จนถึงปี 2548 โดยตรนั้นก็ได้มีการกล่าวว่าเห็ดเผาะนั้นมีอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือเห็ดเผาะหนังซึ่งจะเป็นสีดำรสชาติกรอบและเห็ดเผาะฝ้ายซึ่งเป็นเนื้ออ่อน โดยเห็ดเผาะนั้นมักจะเกิดอยู่ในช่วงฤดูฝนไม่มีรากและเป็นก้อนกลม อีกทั้งยังมีเปลือกแข็งโดยเมสปออยู่ด้านนอกซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมนำมารับประทานการตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นต้นอ่อนๆกันอยู่นั้นเอง ซึ่งเห็ดเผาะนั้นก็มีรสชาติดีแล้วคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกทั้งยังมีคุณสมบัติทางด้านยาจึงไม่แปลกใจที่มีผู้คนมากมายต่างต้องการรับประทานเห็ดเผาะการซึ่งได้มีการวิจัยสำรวจมาว่าคนไทยนั้นสามารถกินเห็ดชนิดนี้ได้ถึง 10,000 กรัมต่อคนต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันคนไทยนั้นก็สามารถเพาะเห็ดเพาะได้แล้วโดยการนำเชื้อเห็ดเผาะเข้าไปในรากของต้นตระกูลเช่นต้นพลวง เต็งลั้ง ต้นยางนา ซึ่งต้นไม้เหล่านี้เมื่อถ้าหากมีเชื้อเห็ดเผาะเข้าไปก็จะทำให้เห็ดเผาะนั้นโตไวเป็นอย่างมากเพราะสิ้นใจของเผ็ดจะเข้าไปเกาะอยู่ที่ปลายรากและย่อยอาหารจำพวกความรักซึ่งจะทำให้รากพืชนั้นมีความแข็งแรงอีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆไม่ให้มาทำลายรากต้นไม้อีกด้วย เพิ่งต้นไม้ตามที่เราเห็นกันทุกวันนะนอกจากจะเจริญเติบโตด้วยการสังเคราะห์แสงนั้นก็ยังมีอีกถึง 95 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถย่อยสารอาหารที่อยู่ปลายรากได้ฉะนั้นต้องพึ่งเชื้อราอย่างซึ่งเป็นรากชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามใต้ดินตามรากพืชต้นไม้มาช่วยในเรื่องของการย่อยสารอาหารที่อยู่ไปร้านนั้นเองนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของเห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตับเต่า ขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็จะมีการอาศัยพลังงานจากเอนไซม์ที่มีประโยชน์จากพืชคอยช่วยเหลือรากต้นไม้ซึ่งเรียกว่าเห็ดเผาะกับต้นไม้นั้นสามารถเพิ่มประโยชน์ซึ่งกันและกันได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยของมันแต่ก็ยังมีความเชื่อผิดๆของชาวบ้านที่ว่าถ้าหากยิ่งเผาเคลียร์พื้นที่มากเท่าไหร่ก็จะสามารถเก็บเห็ดได้มากขึ้นบอกเลยว่าเป็นความเชื่อที่ผิดเป็นอย่างมากเพราะนั่นจะทำให้ต้นไม้ได้รับบาดเจ็บและเห็ดก็จะไม่ขึ้นอีกเลย ขั้นตอนการปลูกเห็ดเผาะแบบที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 นำเห็ดเผาะที่แก่จัดมาเอาสปอร์ข้างในออก ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำไปผสมน้ำให้เข้ากันแล้วก็จะกลายเป็นน้ำสีดำ ขั้นตอนที่ 3 นำน้ำไปราดบริเวณที่โคนต้นไม้ ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นปีถัดมาก็จะเห็นเห็ดเผาะเกิดขึ้นตามรากไม้เมื่อต้นไม้นั้นเติบโตได้ประมาณสัก 2 ปีก็จะสามารถเก็บเชื้อเห็ดพอแล้วนำไปทำอาหารได้และเห็ดเผาะก็จะเกิดกับต้นไม้เหล่านี้ในทุกๆปี ขั้นตอนการปลูกเห็ดเผาะแบบที่ 2 ขั้นตอนที่ 1 นำเห็ดเผาะที่แก่จัดมาเอาสปอร์ข้างในออก

ปลดหนี้ 20 ล้านใน4ปี! ด้วยการปลูกต้นหอมส่งยี่ปั๊ววันละ 9 ตันรับเต็มๆเดือนละ 3 แสน

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะต้องรู้จักต้นหอมกันเป็นอย่างดีเพราะต้นหอมได้มาก็ถูกมาทำเป็นอาหารได้อย่างหลากหลายอีกทั้งนำมาใส่เป็นเครื่องเคียงซะส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่ต้นหอมนั้นแกเป็นของคู่ครัวเรือนทุกหลังเลยก็ว่าได้ ดจีงไม่แปลกที่ต้นหอมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ต้องการทางตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็ทำให้มีชาวเกษตรกรมากมายหันมาปลูกต้นหอมการเพาะต้นหอมนั้นเป็นพืชที่มีอายุในการเพาะปลูกสั้นใช้เพียงแค่ 45 วันก็สามารถมีผลผลิตเก็บไปขายได้อีกทั้งยังสามารถปลูกขายทำรายได้ดีตลอดทั้งปีและปลูกได้ในดินทุกประเภท และในวันนี้ทางทีมงานนั้นจะพาทุกคนมาพร้อมกับที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกต้นหอมขายซึ่งนั่นก็คือคุณโสภณวิชญ์ แซ่ลิ้ม หรือคุณวัน เกษตรกรหนุ่มวัย 37 ปีที่เป็นคนจังหวัดราชบุรี โดยคุณวันนั้นเคยเติบโตมาในครอบครัวที่ปลูกอ้อยจนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ 2540 ก็ได้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจจึงทำให้ไม่สามารถขายอ้อยได้เนื่องจากโรงงานน้ำตาลปิดตัวลงและทำให้ทางบ้านนั้นตัดสินใจลดปริมาณในการปลูกอ้อยลงและหันมาปลูกพืชผักสวนครัวในการขายแทนซึ่งก็จะมีทั้ง มันสำปะหลังคะน้า หัวไชเท้า รวมถึงต้นหอม ด้วยโดยมีการนำผลผลิตเหล่านี้มาขายทดแทนกับรายได้ที่หายไป ซึ่งมีการใช้พื้นที่ในการปลูกนั้นเพียง 500 ไร่และในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในช่วงนั้นคุณวันอยู่เพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและยังไม่ได้มาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัวจนกระทั่งเมื่อปี 2546 ก็รู้ว่าคุณพ่อของคุณวันนั้นเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบรวมกันทั้งหมด 20 ล้านจึงได้มีการตั้งปณิธานว่าในฐานะที่ตัวเองนั้นเป็นลูกชายคนที่ 2 จึงจะต้องการปลดหนี้ 20 ล้านของต้องครอบครัวให้ได้ เป็นคนวันนั้นได้เรียนจบในสาขาวิชาการตลาดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยในช่วงแรกตัวเขาก็ปฏิเสธการทำเกษตรมาตลอดและเลือกที่จะทำงานกินเงินเดือนแทนเกิดการค้าขายตรงและขายประกันซึ่งในตอนนั้นการค้าขายของเขากำลังเป็นไปได้ดีแต่เราก็เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้เขานั้นต้องกลับกลายเป็นเกษตรกรเพราะว่าปัญหาที่บ้านนั่นเอง นั้นโดยในตอนนั้นเขาถูกที่บ้านเรียกตัวไปช่วยขายผักเพราะพี่สะใภ้แพ้ท้องจึงทำให้เขาตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดราชบุรีและในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่เขานั้นได้ทราบถึงหนี้สินของครอบครัวและมีความตั้งใจที่จะช่วยครอบครัวปลดหนี้ โดยตัวเขาได้มีการวางแผนจากการขายต้นหอมซึ่งมาช่วยจัดการในเรื่องของการบริหารในลักษณะที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและขายส่งไปยังตลาดเองซึ่งในปีแรกนั้นสามารถขายต้นหอมได้ถึงวันละ 3 ตันปีที่ 3 เพิ่มเป็นวันละ 10 ตันและปีที่ 4 ก็เกือบเป็น 15 ตันต่อวันแต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 9 ตันเพราะเนื่องจากปริมาณเยอะเกินจึงทำให้เกิดปัญหาดูแลไม่ทั่วถึงบ้างก็ถูกเสียหายบ้างก็ถูกขโมย แต่ในปัจจุบันพื้นที่การปลูกต้นหอมของคุณวันนั้นมีทั้งหมดประมาณ 300 ได้และมีเครือข่ายทางด้านเกษตรกรอีกทั้งยังมีการปลูกพืชสลับหมุนเวียนโดยมีการปลูกต้นหอม 1 ไร่ก็จะให้ผลผลิตต่อวันประมาณ 2 ตันและส่งขายตลาดให้ได้ประมาณ 29 ตันจึงจะทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000

น่าทำตาม! ผักบุ้งกระป๋องแบบไร้ดิน โตไว 12 วันก็ ตัดกินได้

ซึ่งในปัจจุบันก็มีทุกคนใครหลายคนนั้นหันมารักสุขภาพและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นโดยจะเน้นการออกกำลังกายและการเลือกรับประทานอาหารเพื่อนำสิ่งที่ดีที่สุดเข้าสู่ร่างกายของตัวเองและแน่นอนว่าทุกคนจะใส่ใจในรื่องของผักปลอดสารพิษ กันแต่ว่าราคาผักปลอดสารพิษนั้นก็แพงมากกว่าผักที่อยู่ตามท้องตลาดปกติ จึงทำให้ใครหลายคนนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับประทานผักที่มีสารพิษได้เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าหากที่ขายตามตลาดนั้นมีสารพิษปนอยู่หรือไม่ ฉะนั้นมันจะดีกว่าไหม ถ้าหากเรานั้นสามารถปลูกผักกินเองในแบบฉบับผักออแกนิค ซึ่งถ้าหากเราปลูกผักกินเองนั้นนอกจากจะทำให้ได้กินผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายปลอดสารพิษนั้นยังจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยซึ่งในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมไอเดียดีๆสำหรับแม่บ้านที่อยากจะปลูกผักปลอดสารพิษแบบ Organic กัน บอกเลยว่าถึงจะมีพื้นที่น้อย แต่ก็สามารถปลูกได้โดยผักที่เราจะพาทุกคนไปปลูกกันในวันนี้นะคะ ก็คือผักบุ้งในเองซึ่งหากใครสงสัยว่าทำไมจะต้องเป็นผักบุ้งนั่นก็เป็นเพราะว่าผักบุ้งเป็นผักที่โตไวปลูกง่ายใช้พื้นที่อย่างเช่นกระป๋องเล็กๆก็สามารถปลูกได้โดยจะปลูกอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย อุปกรณ์ -กระป๋องขนาดเล็ก -เมล็ดผักบุ้ง -ใยสังเคราะห์ ขั้นตอนในการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเอาเมล็ดผักบุ้งมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้บ่มเมล็ดประมาณ 1-2 วัน ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาใยสังเคราะห์มาล้างให้สะอาดและมารองที่ก้นกระป๋อง ขั้นตอนที่ 4 ทำการโรยเมล็ดผักบุ้งที่บ่มเอาไว้ให้กระจายทั่วกระป๋องและทำการรดน้ำให้ชุ่ม ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นทิ้งไว้เป็นเวลา 2 วันก็จะเห็นว่าผักบุ้งเริ่มงอก ขั้นตอนที่ 6 ทำการรดน้ำทุกเช้าและเย็น รดไปเรื่อยๆจนกระทั่งครบ 6 ถึง 7 วันผักบุ้งก็จะโตเป็นยอดยอดอ่อนซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะสามารถตัดผักบุ้งอ่อนมารับประทานได้แล้ว เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักบุ้งอ่อนมาไว้รับประทานกันซึ่งสามารถนำมาทำเมนูอาหารได้อย่างไรๆอีกทั้งยังมีรสชาติที่กรอบอร่อยยิ่งทำเมนูผักบุ้งน้ำมันหอยก็บอกเลยว่าอร่อยเป็นอย่างมากอีกทั้งยังใช้พื้นที่ปลูกไม่เยอะและยังได้รับประทานผักออแกนิกที่ปลอดสารพิษอีกต่างหากซึ่งบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจมากๆหากใครอยากลองทานผักออแกนิกอร่อยๆแล้วเราก็ลองใช้วิธีนี้กันดูเลย

อยากกินเด้! ผลไม้ป่าอีสานหายาก บางอย่างไม่มีให้กินแล้ว

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับผลไม้พื้นบ้านทางภาคอีสานซึ่งอย่างไรว่าในปัจจุบันนี้เริ่มหารับประทานได้ยากในทุกๆวันและแน่นอนว่าบางคนอาจจะไม่รู้จักหรือบางคนอาจจะเคยได้รับประทานตอนเด็กๆโดยจะมีอะไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า 1.หมากแงว เป็นลูกสีแดงคล้ายๆกับลิ้นจี่แต่เรียวแหลมกว่ามีรสชาติเปรี้ยวแต่บางต้นก็หวาน ดูวิธีการกินที่ถูกต้องคือการแกะใส่ถ้วยใบใหญ่และใส่เครื่องจัดเต็ม 2.หมากตูม ซึ่งลักษณะของรูปเมื่อแก่นั้นจะเป็นสีเหลือง การรับประทานคือ ครึ่งตักส่วนยางเหนียวและเมล็ดออก ใช้ช้อนคว้านเนื้อวนรอบ นำข้าวเหนียวลงคลุกนวด กลิ่นหอมเย็นมาก รสหวานอร่อย สุดๆไปเลย 3.หมากม่วงป่า มีลักษณะลูกเหมือนมะม่วงบ้างแต่กลมเล็กโดยวิธีการก็คือจะต้องผ่าครึ่งและแช่น้ำ 10 นาทีจากนั้นนำมากินคู่กับน้ำปลาหวานก็อร่อยเป็นอย่างมาก 4.หมากโกนา มีผลคล้ายๆกับรูปภาพแต่มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอมฝาด 5.หมากเม็ก มักจะชอบขึ้นอยู่ตามท้องนาหรืออุ้มใกล้แหล่งน้ำเมื่อผลแก่จะมีผลสีขาวสวยงามมีกลิ่นหอมเย็นๆรสชาติหวานปนฝาด 6.หมากหวาย จะมีลักษณะลูกกลมขนาดเล็กเปลือกร้ายสวยงามเมื่อสุกก็จะเป็นสีน้ำตาลมีรสชาติเปรี้ยวหวานอมฝาดแต่วิธีการนั้นยากเพราะต้องใช้มือหยิบเพื่อเอาเปลือกไปทิ้งก่อน 7.หมากยาง เป็นพืชไม้เลื้อยเมื่อลูกสีเหลืองสวยงามจะมีน้ำยางสีขาวตามเปลือกแต่มีรสชาติกลิ่นหอมรสหวานอมเปรี้ยว 8.หมากบก เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เมื่อลูกกลมจะร่วงแก่ การกินคือเก็บเมล็ดมาผ่าตามร่องกลางด้านในมีเนื้อสีขาว นำไปเผาหรือคั่ว กลิ่นหอม รสหวานมัน 9.หมากก่อ มันจะพบอยู่ตามหัวไร่ปลายนาโดยจะเป็นการเก็บเมล็ดที่หล่นลงมาเผาต้มทุบกินเนื้อข้างในซึ่งจะมีรสชาติหอมหวานคล้ายกับเมล็ดเกาลัด 10.หมากเค็ง เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่จะขึ้นอยู่ในดงลึกโดยลูกของมันนะจะนำมาต้มกินเป็นของว่างรสเปรี้ยวส่วนลูกสุกสีดำจะมีรสชาติหวานฝาดแต่เวลากินต้องคายทิ้ง 11.หมากก้นครก เป็นไม้พุ่มเตี้ยคล้ายกับหมาต้องแรงแต่มีลูกขนาดใหญ่สีเขียว ผลสุกจะมีรสชาติหวานฉ่ำกลิ่นหอมเย็น 12.หมากหว้า มันจะอยู่ขึ้นตามท้องนาหรือหลุมใกล้ขึ้นแม่น้ำเมื่อผลสุกก็จะเป็นสีแดงดำมีรสชาติหวานเปรี้ยวอมฝาด 13.หมากหวดข่า มันจะชอบขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนารสชาติฝาดแต่เมื่อผลสุกสีดำจะมีรสชาติหวานอมฝาด 14.หมากเบน,หมากเบ็น มีลักษณะเป็นต้นพุ่มกิ่งเลื้อยไม่สูญผลดิบจะมีรสฝาดผลสุกจะมีรสชาติหวานนุ่มอร่อย 15.หมากเหลี่ยม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีผลเดียวเหลืองวิธีกินก็เพียงแค่ใช้มีดขาขึ้นด้านขวาจากนั้นก็ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปในไส้ซึ่งจะมีเนื้อสีขาวติดออกมาโดยเนื้อตรงนั้นจะมีรสชาติหวานมัน 16.หมากเล็บแมว มีลำต้นเป็นพุ่มเรือยาวผลดิบจะมีรสชาติเปรี้ยวผลสุดจะมีรสชาติหวานจะคายหรือไม่คายก็ได้ 17.หมากหาด รูปร่างของรูปผลไม้น่าจะเป็นบิดเบี้ยวในรูปร่างผลดิบรสชาติเปรี้ยวฝาดมียางเยอะแต่ผลสุกจะมีรสชาติอ่อนหวานอมเปรี้ยว 18.หมากขามป้อม เป็นไม้กึ่งยาสมุนไพรมีลักษณะคล้ายกับใบมะขามมีรสชาติเปรี้ยวเอามาจิ้มเกลือจิ้มแจ่วก็อร่อยไม่น้อย 19.หมากผีผ่วน ลักษณะเป็นลูกสีแดงบางพันธุ์มีสีเหลืองมีกลิ่นหอมอ่อนคล้ายๆกับกล้วยรสหวานอมฝาด 20.หมากต้องแล่ง โดยตอนนี้จะมีอยู่ทั่วไปตามไร่ปลายนาขึ้นเป็นพุ่มเล็กๆกระจายเป็นหย่อมเป็นรูปพวงขนาดเท่ากับมะเขือเทศมะแว้งเมื่อสุกก็จะเป็นสีแดงรสหวานรับประทานง่าย และนี้ก็คือผลไม้ทางภาคอีสานที่บอกเลยว่ากลายเป็นที่นิยมสมัยก่อนเด็กบางคนก็นำมารับประทานเป็นขนมซึ่งบอกอะไรว่าผลไม้เหล่านี้อร่อยและเริ่มหาทานยากในปัจจุบันแต่ถ้าแถวบ้านใครยังมีน้ำบอกเลยว่าลาภปากมากๆ!! ขอบอก!!

ไอเดียดี ‘ปลูกผักไว้กิน’ สำหรับคนพื้นที่น้อย 3 เดือนมีผักกินมากกว่า 50 ชนิด

ซึ่งในตอนนี้เทรนการทานผักแบบปลอดสารพิษก็ถือว่ามาแรงเป็นอย่างมากเพราะว่ามีผู้คนนั้นหันมาสนใจและรักสุขภาพกันมากขึ้นจึงไม่แปลกว่ามีแม่บ้านหลายๆคนนั้นต่างหากวิธีในการปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองในรั้วบ้านซึ่งถือเป็นไอเดียที่ดีเป็นอย่างมากเพราะสามารถทำให้พื้นที่ว่างบริเวณในรอบบ้านของเรานั้นก่อเกิดประโยชน์สูงสุดอีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักและการทำอาหารในแต่ละมื้อและก็ยังได้รับประทานผักที่สดใหม่และปลอดสารพิษในทุกๆวันด้วย แต่ว่าหลายคนนั้น ก็ต่างสงสัยและพยายามหาวิธีการและไม่รู้ว่าจะเริ่มปลูกอย่างไรดีโดยในวันนี้เราก็มีเทคนิคดีๆในการปลูกผักที่น่าสนใจมาฝากซึ่งเป็นไอเดียที่น่าสนใจจากผู้ใช้ Facebook ท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า คุณ จารุณี เกิดสวัสดิ์ เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองมาชมกันเลยดีกว่า เดินทางคุณจารุณีก็ได้กล่าวว่าในตอนนี้เธอนั้นได้ทำสวนเล็กๆอยู่ในบริเวณข้างบ้านโดยมีการปลูกผักกินเองและใช้เวลาเพียง 3 เดือนสามารถปลูกผักได้ถึง 50 ชนิดด้วยกันโดยในระยะเวลา 3 เดือนนี้ที่ได้มีการเริ่มต้นปลูกผักทำให้เห็นผลผลิตที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างโดยตัวเธอนั้นยังบอกอีกว่าถ้าไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองนั้นจะทำให้พื้นที่เล็กๆบริเวณบ้านของเธอมาทำเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์เป็นสวนผักขนาดเล็กและมีผักเกือบ 50 ชนิดให้ได้กินกัน “แค่นี้เอง ความสุขเล็กๆของเรา” ซึ่งบอกเลยว่าการจัดแบ่งส่วนของเธอนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเธอมีการทำการปลูกผักขนาดเล็กไว้เป็นซุ้มซึ่งดูแล้วไม่เหมือนสวนผักเลยเหมือนสวยๆไว้พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าซึ่งบอกเลยว่าไอเดียการจัดสวนของคุณจารุณีนั้นสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ได้อย่างมากมายมีการจัดแต่งแปลงผักให้กลายเป็นศูนย์สวยที่น่าอยู่เป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีการปลูกพืชหลากหลายชนิดถึง 50 ชนิดผสมผสานกันไปเพื่อเพิ่มความหลากหลาย ที่บริเวณส่วนของค้างไม้เลื้อยก็มีการทำไว้เพื่อให้มายรายได้เติบโตทั้งหากเกิดโตขึ้นมาเรื่อยๆตรงนี้ก็แก่เป็นซุ้มไม้เลื้อยอุโมงค์ที่สามารถรับประทานได้และสวยงามเป็นอย่างมากอีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อผักที่ตลาดอีกเลยลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านได้อย่างมากมายเลยทีเดียว ในส่วนของเธอจะสวยแค่ไหนนะเรามาชมภาพที่เหลือกันเลยดีกว่า ….

สุดคุ้ม ‘ระบบน้ำหยด’ ผักโตไว ให้ผลผลิตตลอดปี ลงทุนแค่หลักพัน

และในวันนี้เราก็เอาไอเดียที่น่าสนใจมาฝากกับชาวเกษตรกร ซึ่งชาวเกษตรกรบางคนนั้นอาจกำลังพบปัญหาของดินไม่ดีหรือภัยแล้ง จนต้องเครียดและหาวิธีรับมือกันอย่างแน่นอน และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปชมระบบน้ำ ที่บอกเลยว่าสำคัญเป็นอย่างมากซึ่งระบบน้ำที่เราจะไปทำหันในวันนี้นั้นก็คือ การทำระบบน้ำหยกบอกเลยว่ามีราคาไม่แพงสามารถจบได้ภายในงบ 3,000 บาทและนำมาใช้หากินได้ตลอดทั้งปีจะสามารถวางระบบเองได้แบบง่ายๆ… โดยก่อนอื่นต้องบอกว่าระบบน้ำหยดนี้เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นในประเทศแถบที่ทำการเพาะปลูกบนพื้นที่แห้งแล้งอธิเช่นพื้นที่ทะเลทรายตรวจระบบน้ำหยดนี้ก็สามารถทำให้ปลูกพืชผักไดโนเช่นกันไม่ว่าดินนั้นจะอมน้ำหรือไม่อุ้มน้ำแต่พืชที่ปลูกนั้นก็สามารถได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่และยังนำมาประยุกต์กลับพืชผักสวนครัวได้ทุกชนิดเลยก็ว่าได้อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆนั้นสามารถหาได้ง่ายตามร้านทั่วไปอีกด้วย โดยแนวคิดระบบน้ำหยดนี้ได้มาจากการต่อยอดของคุณธราวุฒิ ไก่แก้ว โดยตัวคุณศราวุธนั้นเป็นวิศวกรการเกษตรที่ชำนาญการมีการเริ่มต้นทดลองปลูกและพื้นที่ปลูกที่มีดินแห้งแล้งอุ้มน้ำขนาด 200 ตารางเมตร โดยมีการปลูกพืชเป็นแนวเส้นตรงและมีระยะห่างระหว่างแถวประมาณครึ่งเมตร ด้วยกัน จากนั้นก็มีการทดลองปรากฏว่าพืชที่ได้รับน้ำจากระบบน้ำหยดนั้นสามารถเติบโตได้โดย มีการเปิดน้ำครั้งละประมาณ 30 นาทีโดยใช้น้ำเป็นเพียงแค่ 50 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ในการทำเกษตรที่มีพื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้โดยหักคิดเป็นค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อฤดูการผลิตเท่านั้นเองซึ่งขั้นตอนการผลิตจะมีอุปกรณ์อะไรบ้างนะลองมาดูกันเลยดีกว่า อุปกรณ์ -ถังน้ำ 200 ลิตร -ท่อพีวีซี -วาล์วน้ำ -เทปพันข้อต่อ -ข้อต่อแบบต่างๆ -อุปกรณ์ต่อพ่วง ขั้นตอนการติดตั้งระบบน้ำหยด ขั้นตอนที่ 1 ทำการเจาะรูที่ก้นถังประมาณ 5 เซนติเมตรจากนั้นก็ติดตั้งถังน้ำออกและนำข้อต่อ PVC เกลียวนอกมาพันด้วยเทปพันเกลียวขันให้เข้ารูให้แน่นจากนั้นก็นำท่อ PVC เกลียวนอกแปะไว้ ขั้นตอนที่ 2 ทำการติดตั้งวาล์ว PVC และติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตรด้วยให้หัวลูกศรตัวกรองหันไปทางทิศเดียวการกลับทิศทางการไหลของน้ำจากนั้นก็มีการติดตั้งติดตั้งท่อ PVC ตามความกว้างของหัวแปลง ขั้นตอนที่ 3 ติดตั้งถังในพื้นที่สูงกว่าการประมาณ 1-2 เมตรและนำท่อ PVC มาเจาะลงไปในตำแหน่งที่ต้องการวางสายน้ำหยดและใส่สายยางกันรั่วลงไปในรูที่เจาะเอาไว้ด้วย ขั้นตอนที่ 4 หลังจากที่ติดตั้งเสร็จแล้วก็ทำการเปิดน้ำเพื่อให้เศษตะกอนออกไปให้หมดก่อนที่จะปิดฝาครอบ PVC

ต้นไม้มีค่า! เปิดต้นไม้ 58 ชนิด ใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้ ไม่ต้องง้อคนค้ำ

ซึ่งก็มีการออกแบบกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่มีภายใต้พ.ร.บ. หลักประกันธุรกิจในปี 2558 ซึ่งบอกเลยว่ากฎกระทรวงนี้ถือเป็นใบเบิกทางอันล้ำค่าที่สำคัญเป็นอย่างมาก พี่มีกดเปิดทางให้ต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่างๆให้เข้ามาเป็นไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมากมายจากที่แต่เดิมนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่ต้นเท่านั้น โดยต้นไม้ที่สามารถสร้างมูลค่าซื้อขายในท้องถิ่นต่างๆที่เพิ่มเข้ามาก็มีไม้ยืนต้นด้วยการ 58 ชนิดเลยทีเดียวและมีแต่ละชนิดนั้นอยู่ท้ายบัญชีที่มีข้อกำหนดจะได้รับความน่าสนใจที่มากขึ้นซึ่งบางชนิดเป็นไม้ยืนต้นที่นิยมปลูกในสวนรอบบ้านของเราอีกด้วย ซึ่งจะมีไม้มูลค่าทางเศรษฐกิจพี่มีทั้งหมดถึง 58 ชนิดนั้นจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า 1.ไม้สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15. รัง 16.พะยอม 17.ตะเทียนทอง 18.ตะเทียนหิน 19.ตะเทียนชันตาแมว 20. ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียน 23. ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม 26.นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์ 31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33. เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45. หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กะทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53. เทพทาโร 54. ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56. ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน 58.มะขาม นอกจากนี้มีการแบ่งกลุ่มผู้นำรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันนั่นก็คือ 1. พืชในระยะสั้น จะเป็นพืชจำนวนพืชผักสวนครัวต่างๆที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกสร้างจะให้ผลผลิตขายได้ในทุกๆวันสร้างเม็ดเงินในทุกๆวัน 2.พืชในระยะกลาง เป็นผักผลไม้ต่างๆที่สามารถออกผลผลิตในแต่ละปีมาขายได้ 3.พืชในระยะยาว เป็นพวกไม้ยืนต้นต่างๆที่ใช้ระยะเวลานานในการปลูกหลายปีแต่ว่าเมื่อปลูกได้ก็จะสามารถในขายได้ในราคาที่แพง ซึ่งในกลุ่มผลไม้กินได้และสมุนไพรพื้นบ้านต่างๆที่มีสรรพคุณทางยานักเรียนว่าเป็นพืชทางเศรษฐกิจทั้งสิ้นและกลายเป็นที่ต้องการในตลาดอาหารเป็นอย่างมากซึ่งอย่างเช่นไม้ผลที่นิยมปลูกกันอาทิเช่นมะม่วงก็ถือเป็นไม้ผลที่นับเป็นราชาผลไม้ต่างๆโดยเฉพาะอย่าทุเรียนก็ถือว่ากำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของโลกอีกทั้งยังมีต้นไผ่ มะขามป้อม สะเดา และ พลับพลาที่สามารถกลายเป็นผลผลิตสร้างเศรษฐกิจได้ อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าในการซื้อขายในท้องตลาดเพื่อใช้ในการประดับส่วนนั้นไม่ว่าจะเป็นต้นตีนเป็ด ตะแบกและไม้สกุลจำปี ซึ่งเป็นไม้ที่หอมและสามารถใช้สกัดทำน้ำมันหอมระเหยได้และเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ดอกสวยงามและความต้องสวยต่างๆที่สามารถตกแต่งทำให้ส่วนนั้นมีความร่มเงาก็ไม่ว่าจะเป็นราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ตีนเป็ดทะเล ตะแบงเสลา สุพรรณิการ์ นางพญาเสือโคร่ง ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ก็ถือเป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าสูงพอสมควร

‘ซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านนา’ ราคา 5 บาท ของสด ของถูก คุณภาพดี จนต้องแวะซื้อ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ซึ่งได้มีการรวมตัวของชาวบ้านจากการหมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้กว่า 20 รายการรวมกลุ่มกันเพื่อนำเข้าของตัวเองที่หาได้จากท้องทุ่งนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมาวางขายข้างทางกันแบบเรียบง่ายซึ่งเป็นระยะทางตรงระหว่างบ้านหนองใหญ่จนถึงบ้านสวายตาพึง ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างอำเภอปราสาท อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ นั่นเอง โดยสถานที่แห่งนี้จะเตรียมเต็มไปด้วยผักผลไม้ต่างๆพืชผลทางการเกษตรรวมถึงอาหารพื้นบ้านอาหารสดต่างๆที่มีทั้งกุ้งฝอยเต้นสด ปลาซิว ปลาสร้อย ปลากระดี่ ปลาไหลตัวใหญ่ๆ ปลาช่อนปลาดุกนา กบ หนูนา ซึ่งเป็นของพื้นบ้านจากท้องถิ่นมาวางขายกันดีอยู่เต็มถนนเลยจะมีลูกค้าที่เป็นพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมาและเดินทางด้วยรถยนต์แวะซื้อกันอยู่ริมข้างทางเป็นอย่างมากมายซึ่งตรงนี้ก็สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่มีการเว้นว่างจากการทำไร่นาได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นการสะท้อนวิถีชีวิตแบบตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้มีการสอนผสมนิกรของพระองค์ไว้นั่นเอง โดยในครั้งนี้สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีกลุ่มพ่อค้าแม่ขายมาวางขายกันอย่างมากมายและเลือกซื้อกันอย่างไรโดยราคาเริ่มต้นนั้นมีเพียงแค่ 5 บาทเท่านั้น และราคาที่แพงที่สุดนั้นไม่เกิน 150 บาท ซึ่งก็จะมีพืชผักต่างๆนานาเช่น ผักอีออม ผักบุ้งนา ถั่วพลู ซึ่งจะขายในกำร 5 บาท กล้วยหวีละ 20 บาท ปลาจ่อม-ปลาร้าถุงละ 20 บาท นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกหลายอย่าง เช่นปลาช่อนแดดเดียว ผักป่า ผักพื้นบ้านต่างๆ ถั่วฝักยาว รวมถึงทั้งมะพร้าวและข้าวต้มมัด และอีกมากมายที่นำมาขายกันจนทำให้คนที่มาซื้อนั้นแทบจะเลือกซื้อไม่ถูกเลยจริงๆ แต่เมนูเด็กที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากลูกค้าที่สัญจรไปมานั่นก็คือปลาช่อนที่ขายเพียงแค่กิโลกรัมละ 80 บาทและหนูนาที่ขายตัวละ 100-150 บาทนอกจากนี้ยังมีกุ้งฝอยสดแก้วละ

รวมไอเดีย ‘ซุ้มไม้ไผ่’ เอาไว้ทำเป็นมุมพักผ่อน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะรู้จักไม้ไผ่กันอย่างแน่นอน ซึ่งไม้ไผ่ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุจากธรรมชาติที่สามารถ นำมาปรับแต่งเป็นของใช้ต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะมีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งสามารถทำได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นรางน้ำไม้ไผ่ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆประดับบ้านหรือ แม้กระทั่งหลังคาบ้าน ไม้ไผ่ก็สามารถนำมาใช้ได้ด้วยเช่นกัน และไม้ไผ่นั้นนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้แล้วความสวยงามก็มีไม่แพ้กันเลยอีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นไม้ไผ่จึงเป็นวัสดุอย่างหนึ่งที่เหมาะมสำหรับช่วงโลกร้อนในสมัยนี้ และในวันนี้นี่เองทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมา ดูไอเดียดีๆจากไม้ไผ่เช่นกันซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากใครมีพื้นที่บ้านเหลือก็อยากจะมีซุ้มนั่งเล่นเป็นศาลาพักผ่อนอยู่บริเวณรอบบ้านซึ่งบอกเลยว่าไม้ไผ่นั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่น่าสนใจไม่น้อยซึ้งไม้ไผ่น้ำสามารถนำมาสร้างเป็นซุ้มนั่งเล่นได้ด้วยเช่นกันอีกทั้งยังใช้ได้ยาวนานและประหยัดอีกด้วยโดยในวันนี้เราจะมาชมไอเดียซุ้มไม้ไผ่สวยๆกันซึ่งจะมีแบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า และนี่ก็คือไอเดียซุ้มไม้ไผ่ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งบอกเลยว่าถ้าหากมีในบ้านซุ้มก็ทำให้บ้านดูโมเดิร์นไม่น้อยเพราะตามรีสอร์ทชอบใช้ไม้ไผ่ในการทำซุ้มสวยๆกัน และนี่ก็คืออีกหนึ่งไอเดียในการตกแต่งบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านของคุณนั้นมีความน่าสนใจอีกทั้งซุ้มเหล่านี้ยังสร้างความเก๋ไก๋ให้กับตัวบ้านอีกด้วย ถือเป็นของตกแต่งบ้านที่มีความแข็งแรงทนทานสามารถใช้งานได้จริงและมีความสวยงามน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆซึ่งหากใครชมแล้วชอบก็อย่าลืมกด like กด Share และนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับแต่งใช้ให้เข้ากับบ้านของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน