สำเร็จครั้งแรก! ม.แม่โจ้ เพาะ ‘เห็ดเผาะ’ ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องเผาป่า ดอกใหญ่ รสชาติดี

ในไปกับใครล่าสุดนี้ก็ได้มีดร.เรืองชัย จูวัฒนสำราญ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตรพร้อมคณะและครีมศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมเห็ดปาดแม่โจ้ได้มีการดำเนินผลงานในโครงการ เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่น ที่อาคารรัตนโกสินทร์ 200 ปีในมหาวิทยาลัยแม่โจ้

โดยโครงการนี้เป็นโครงการของศูนย์วิจัยและพัฒนาวรรณกรรมเหตุของแม่โจ้ในการทำวิจัยและทดลองจนสามารถเพาะเห็ดเผาะได้เป็นที่สำเร็จจึงได้เห็กที่มีเที่มีคุณภาพ และมีรสชาติดี ขนาดใหญ่กว่าตามธรรมชาติและมีการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้กับชาวเกษตรกรและคนในชุมชนสร้างรายได้ต่อไปและช่วยในเรื่องของการลดการเผาลดฝุ่นควันส่งเสริมการดูแลรักษาไปอีกด้วยเป็นการสร้างทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

และนอกจากนี้ยังมีการนำเชื้อเห็ดต่างๆใส่เพิ่มเข้าไปจึงสามารถเก็บเห็ดได้มากถึง 7 เดือนโดยใน 1 ปีสามารถสร้างรายได้กับชาวบ้านอย่างมากมายโดยโครงการดังกล่าวนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงสภาหอการค้าเชียงใหม่และกลุ่มผู้เพาะเห็ดได้มีการร่วมการทดลองและวิจัยเพาะเห็ดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเห็ดเผาะหรือเห็ดป่าชนิดต่างๆโดยเป็นการค้นพบครั้งใหม่ในตอนนี้กำลังอยู่ขั้นตอนการสกัด DNA เพื่อตรวจสอบว่าจะเพาะเห็ดชนิดใหม่นี้ได้หรือไม่และในทางนี้การเพาะเห็ดป่านั้นถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเห็ดป่าไม้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเผาทำลายเพราะเป็นการสร้างหมอกควันและทำลายเส้นใยจึงทำให้เห็ดป่าน้อยลงอีกด้วย

โดยการเพาะเห็ดป่านั้นจะต้องนำเห็ดไปตากจากนั้นก็นับระยะสปอร์หรือเชื้อเอดส์และนำไปปั่นกับน้ำก่อนที่จะทิ้งไว้ 1 คืนจากนั้นก็นำเชื้อเห็ดไปใส่กับรากไม้ตระกูลยางเพื่อให้ใช้เหตุและเจริญเติบโตและสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถเก็บเห็ดไว้ขายหรือกินได้เกือบตลอดทั้งปีโดยนอกจากนี้การเพาะเห็ดป่ายังมีข้อดีในการเพิ่มเส้นใยของเห็ดเพาะเพราะจะไปเกาะอยู่ที่ปลายรากและทำให้การย่อยอาหารประเภท ฟอสฟอรัส ดีมากยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคต่างๆไม่ให้มาทำลายรากของต้นไม้และยังอาศัยพลังงานเอนไซม์จากพืชด้วยเช่นกัน

โดยคุณสมบัติของเหตุผลนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงผิวพรรณสมานแผลเรียนมีสารต้านเชื้อแบคทีเรียและสารพิษ ช่วยยับยั้งเนื้อร้ายและต้านเซลล์มะเร็งและมีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวเซลล์ที่ผิวทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เหตุนั้นยังช่วยลดอาการบวมลดอาการผิวหนังอักเสบและกระตุ้นหลังเอนไซม์ช่วยทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถช่วยลดรักษาอาการเบาหวานได้เป็นอย่างดีและมีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูแขนป่วยจากโรคเบาหวานช่วยฆ่าเชื้อโรคแก้ไข้แก้หวัดแก้อาการร้อนในบรรเทาอาการคันตามผิวหนังป้องกันวัณโรคต่างๆ และยังช่วยสมานแผลแก้อาการแพ้อักเสบช่วยห้ามเลือดทำให้เลือดหยุดไหลและยังมีวิตามินซีเกลือแร่ทำให้มีการช่วยในเรื่องของพลังงานบำรุงผิวพรรณให้สดใส และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายรักษาแผลพกช้ำในร่างกายและบำรุงเซลล์ต่างๆภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ซึ่งเห็ดเผาะนั้นจะถูกนำมานิยมทำเป็นอาหารและมีรสชาติอร่อยกรุบกรุบๆเคี้ยวเพลินโดยคนไทยนิยมนำมาทำเมนูต้มยำแกง ซึ่งเห็ดชนิดนี้นำไปทำอะไรก็จะรู้สึกอร่อยไปเสียหมดจึงไม่แปลกที่มีผู้คนนั้นยอมทุ่มเงินซื้อเห็ดนี้มารับประทาน กันอย่างมากมาย

สุดเจ๋ง ประดิษฐ์ ‘รถไถนามินิ’ ช่วยลดต้นทุน ใช้งานได้จริงเหมือนรถใหญ่

วันนี้เราจะเอาอีก 1 บทความดีๆมาฝากชาวเกษตรกันโดยเราจะไปพบกับเสียกรุงผู้ที่ประดิษฐ์รถไถมินิและอาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธรนอกจากการผลิตรถไถมินิแล้วนั้นเขาจะมีการปลูกข่าเหลืองและมันสำปะหลังเพื่อในการหารายได้เข้าครอบครัว และเดิมทีเสียค่าแรงงานในการกำจัดหญ้าในร่องมันสําปะหลังวันละ 3-4 ร้อยบาทจึงเกิดไอเดียที่จะพัฒนารถไถมินิเพื่อช่วยงานในไร่และสามารถประหยัดต้นทุนในการจ้างแรงงานได้

เสี่ยกรุง จึงใช้เวลาในการพัฒนารถไถมินิประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ปรับปรุงให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็กที่สามารถทำงานได้จริงในสไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว พอทำแล้วเพื่อนบ้านเห็นก็เกิดความประทับใจอยากจะสั่งซื้อรถไถมินิมาใช้งานในไร่ ของตัวเองในลักษณะกันแบบปากต่อปาก โดยผลงานและชื่อเสียงของรถไถไม่นี่นะบอกเลยว่าไปไกลเป็นอย่างมากจนเข้าตาหน่วยงานราชการในท้องถิ่นและมีการชักชวนให้เสียกรุงอุปกรณ์รถไถมินิไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเกษตรประจำจังหวัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ช่วงกลางปี 2559

และในยุคนี้เป็นยุคที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมากจึงมีการเปิดตลาดขายผ่านทาง facebook ที่ชื่อว่ารถไถมินิเสี่ยกรุงราคา 10,000 บาทโทร 094 2547 924 และมีการลงระบบ YouTube ทำให้มีชื่อเสียงรู้จักกันเป็นวงกว้างมีชาวเกษตรกรและผู้สนใจมากมายที่ตากเข้ามาทยอยซื้อรถไถมินิกันอย่างเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันรอคิวนานกว่า 1 อาทิตย์ก็เลยทีเดียว

และในปัจจุบันก็ได้มีการนำรถไถมินิไปจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย สามารถนำขายแลกเปลี่ยนมือกันได้แต่ห้ามทำซ้ำเนื่องจากรถไถมินิมีขนาดเล็กทำงานได้อย่างคล่องแคล่วคล่องตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก พื้นที่แคบ เพราะฐานล้อทั้งซ้ายและขวา กว่าเพียงแค่ 50 cm เท่านั้น และมีการทดสอบการใช้รถไถมินิในแปลงมันสำปะหลังในระยะเวลา 1 วันและพบว่าใน 1 วันสามารถทำงานได้ 3-4 ไร่ไถกลบดินในแปลงหญ้าไถสวนยกร่องปลูกพืชน้ำหนักเบาเด็กหรือผู้หญิงก็สามารถใช้งานได้

แต่รถไถมินิก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่นาข้าวเพราะมีขนาดหน้าร้อนแค่ผักนำไปใช้กับส่วนนางจะทำให้ล้อรถจมเหมาะสำหรับพวกแปลงผักแปลงไร่มากกว่าโดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook หรือติดต่อทาง Line ID pajerozind กันได้เลย

เพิ่มแร่ธาตุให้ดิน! กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทาน ‘สูตรปุ๋ยหมัก’ แก่ประชาชน

วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูปุ๋ยหมักพระราชทานที่เป็นปุ๋ยหมักจากสมเด็จพระเทพที่เอาใจใส่ประชาชนและพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนเลยแม้แต่น้อยทรงมีโครงการพระราชดําริพัฒนาให้ประชาชนมีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้

โดยปุ๋ยหมักที่เรานำเสนอในวันนี้คือปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานที่เกิดขึ้นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาทรงมีพระราชทานราชานุญาต ให้ดำเนินการเผยแพร่ สูตรปุ๋ยนี้ให้กับชาวเกษตรกร ซึ่งเป็นสูตรที่พระองค์ได้ทรงศึกษาในการทำปุ๋ยหมักพร้อมขั้นตอน รวมถึงวิธีการทำที่ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง

พระองค์ท่านได้มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าทำไมถึงต้องทำปุ๋ยหมักมีประโยชน์อย่างไรวัสดุที่การใช้จนถึงการนำไปใช้นั้นจะต้องทำอย่างไร โดยการใช้อย่างนี้ จะทำให้ช่วยประหยัดค่าปุ๋ยเคมีได้มากน้อยแค่ไหนที่ใช้จะมีการวาดภาพประกอบอย่างน่ารักๆ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจกัน ด้วยปุ๋ยมากพระราชทานนี้สามารถทำตามเองกันเองในบ้านหรือไร่สวนนาได้อย่างง่ายและประหยัดต้นทุนเมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีชนะแล้วการใช้ปุ๋ยหมักก็จะสามารถช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างน้อยถึงครึ่งหนึ่งและยังเป็นลดค่าต้นทุนทางด้านใช้จ่ายให้กับชาวเกษตรกรด้วย

โดยปุ๋ยพระราชทานจะต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

+ ซากพืชต่างๆ

+ปุ๋ยคอก (มูลสัตว์ต่างๆ)

+ปัสสาวะคนหรือสัตว์

+กากเมล็ดนุ่นกากถั่ว หรือซากต้นถั่ว

วิธีการกลับกองปุ๋ย

การกลับกองปุ๋ยในหลวงจะต้องขุดหลุมให้มีขนาดความกว้างประมาณ 1 เมตรยาว 1 เมตรลึก 1 เมตรและมีการระบายน้ำได้ดีโดยจะต้องมีการปรับหน้าดินในบริเวณทำการกองปุ๋ยหมั กโดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้ชนิดอื่น ที่สามารถทำได้ ใช้ความกว้างประมาณ 2 เมตรความยาว 4 เมตรสูง 1 เมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนส่วนหนึ่งไว้ใส่ปุ๋ยหมัก อีกส่วนหนึ่งไว้กับกองปุ๋ยจากนั้นก็ทำหลังคาจากใบมะพร้าวหรือใช้ถุงพลาสติกคลุมก็ได้เพื่อกันฝน

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน

ขั้นตอนที่ 1 ให้เอาซากพืชที่เตรียมไว้เกี่ยวข้องไปในหลวงเป็นชั้นๆเหยียบตามขอบให้แน่นๆ ประมาณ 1 คืบ

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วสูงอีกประมาณ 5 เซนติเมตรถ้ามีปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14 ก็ทักด้วยจากนั้นก็โรยด้วยดินละเอียดนะอีก 1 องคุลีสลับด้วยกับซากพืชและรดน้ำเป็นชั้นๆอย่างนี้จนปุ๋ยคอกเต็ม

ข้อระวังในการใช้

อย่าให้มีน้ำขังมากเกินไปการลดน้ำมากเกินไปจะทำให้มีการระบายอากาศที่ไม่ดีปุ๋ยกองใหญ่จะทำให้เกิดความร้อนสูงปุ๋ยจะเสียถ้าในกองปุ๋ยมีความร้อนสูงให้เติมน้ำลงไปบ้างปุ๋ยกองเล็กไปจะสลายตัวช้าอย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับการใส่ปูนขาวเพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว

วิธีการกลับปุ๋ย

ในทุกๆวันครบ 30 วันควรกลับกองปุ๋ยเลยเอาชั้นบนสุดของกลอนเกี่ยวเข้าไปอีกส่วนหนึ่งและเอาข้างล่างสุดกลับขึ้นมาเอาชั้นต่อเกียจพับและลดน้ำ กลับ ทุกๆ 30 วัน หรือทำแบบนี้จนกว่าซากพืชจะเปื่อยใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

ประโยชน์ที่ได้รับ

จะประหยัดในเรื่องของการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึงครึ่งนึงทำให้ดินร่วนซุยพืชผักอุดมสมบูรณ์และเพิ่มธาตุไนโตรเจนไม่เป็นอันตรายต่อพืชสัตว์และคนรักษาความชุ่มชื้นของดินได้เป็นอย่างดี

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่! ปลูกดาวเรือง 1 ไร่ ทำรายได้หลักแสนบาท

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับการปลูกดาวเรือง 1 ไร่ที่สามารถทำเงิน 1 แสนได้แบบง่ายๆซึ่งผู้ที่ทำแบบนั้นนั่นก็คือคุณวาสนา พุกเจริญ ด้วยคราวนั้นมีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรเพราะว่าในตอนเย็นปวสจบจากวิทยาลัยการเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จึงทำให้เขาได้มีความรู้ของตัวเองนำมาใช้ลองผิดลองถูกในการทำเกษตรจนกระทั่ง 4 5 ปีเขานั้นได้ตัดสินใจหันมาปลูกดอกดาวเรืองขาย

ในตอนแรกที่ทำให้มีผู้คน สั่งเข้ามาบอกว่าเสียสติเพราะว่าในพื้นที่แถวนั้นเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาไม่สามารถปลูกได้แต่ทั้งคู่นั้นก็เกิดความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีรายได้เข้ามาในทุกวัน จนสืบสอบพบว่าปากคลองตลา ดมีแหล่งรับซื้อดอกไม้เป็นจำนวนมาก และมีการมุ่งมั่นที่จะพบแผ่นดินแห้งแล้งด้วยการใส่ปุ๋ยบำรุงดินและให้น้ำแบบหยด

โดยพื้นที่ 1 ไร่ปลูกดอกดาวเรืองได้ประมาณ 5,000 ต้นและใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 60 วันจากนั้นในวันที่ 61 ถึง 120 วันก็สามารถเก็บดาวเรืองได้ประมาณ 15 ครั้ง โดยในการเก็บแต่ละครั้งก็จะได้ประมาณ 30,000 บาทมีทั้งเล็กและใหญ่ขายได้ในราคาตั้งแต่ 25 สตางค์จนถึง 1 บาทและทำให้ทุกๆ 3-4 วัน จะมีรายได้ประมาณ 2,000 ถึง 2,500 บาทเลยทีเดียว

1 ไร่ 1 รุ่นเก็บได้ประมาณ 15 ครั้งเฉลี่ยปลูกดาวเรือง 1 ไร่ในระยะ 120 วันจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 30000 บาทต่อไร่โดยในระยะ 1 ปีจะทำได้ 4 รุ่นและสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดปีละ 1.2 แสนบาทซื้อหากใครนั้น ต้องการดอกดาวเรืองหรือต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ก็สามารถติดต่อไปที่คุณวาสนาหรือนกหรือเบอร์โทร 093 877 463 ได้เลย

สูตรการทำ หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เพื่อเร่งราก เร่งโตให้พืช

วันนี้เดินทางวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูวิธีการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ให้เป็นประโยชน์โดยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆและในดินมีหน้าที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดินมาใช้และย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ให้เล็กลงและเร่งปฏิกิริยาการเกิดปุ๋ยได้มากยิ่งขึ้น และด้วยความสามารถของมันตรงนี้เราสามารถนำประโยชน์มาใช้ในการเกษตรได้อย่างเต็มที่จะช่วยทำให้ต้นไม้ดูดซึมปุ๋ยได้อย่างมากขึ้นและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยได้อีกข้างต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

โดยอุปกรณ์ที่จะต้องมีก็มีดังนี้

+ ผงชูรส 1 กก.

+น้ำปลาขวดใหญ่ 3 ขวด

+ กะปิ 2 กระปุกเล็ก

+ ไข่ไก่ 3 แผง

ขั้นตอนวิธีดารทำ

ขั้นตอนที่ 1 ตอกไข่ลงไป 2 ฟองตีไข่ขาวกับไข่แดงให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 ใส่ผงชูรสครึ่งช้อนโต๊ะน้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะกับปิดครึ่งช้อนโต๊ะช่วยเร่งจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงให้ติดได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วตักใส่ขวดน้ำในอัตราส่วน 3 ช้อนโต๊ะต่อขวดน้ำ 1.5 ลิตร

ขั้นตอนที่ 4 ใส่น้ำเปล่าลงไปจนเต็มและเขย่าให้เข้ากันตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน

ขั้นตอนที่ 5 เมื่อมันเริ่มเป็นสีแดงแปลว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงนั้นเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่แล้ว

วิธีการนำไปใช้

+ 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7 วัน

+100 ซีซีต่อน้ำ 10 ลิตรฉีดพ่นลงดินทุกๆ 7 วัน

ข้อดีของจุลินทรีย์นั้นคือเป็นแหล่งรวมของธาตุและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นช่วยเร่งการเจริญเติบโตปฏิกิริยาการย่อยสลายในดิน ทำให้พืชสามารถได้รับปุ๋ยมากยิ่งขึ้น ช่วยในการตรึงไนโตรเจนทำให้มีประสิทธิภาพลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยถึง 30% ทำให้เกิดกระบวนการรีไซเคิลคาร์บอนและสารจำพวก sunford เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของต้น ไม้ทำให้รากพืชแข็งแรง และสามารถหาอาหารได้ดูดซึมอาหารได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแรงต้านโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี

เปิดอาณาจักร 100 ไร่ของ ‘พี่เบิร์ด ธงไชย” กับวิถีเกษตรแบบพอเพียง

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปเปิดอาณาจักรของนักร้องที่จะขอแบ่งคนที่จะรู้จักกันดี และเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังอมตะตลอดกาลอย่าง พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งบอกเลยว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่แต่เขาก็ถูกจัดให้เป็นจะเป็นหมายเลข 1 อยู่เสมอ เพราะด้วยความสามารถพิเศษและการวางตัวจนทำให้กลายเป็นดาวค้างฟ้าและยังมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงในยุคปัจจุบัน

แต่บอกเลยว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเพราะพี่เบิร์ดนั้นถือเป็นศิลปินตัวอย่างคนหนึ่งที่ยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะครั้งหนึ่งเขาได้เคยมีโอกาสได้ไปถวายงานร้องเพลงต่อหน้าพระเนื่องจากวันราชพิธีราชาภิเษกสมรส 50 ปีหลังจากที่เราเสร็จก็เข้ารับเสด็จทรงเสด็จซึ่งพี่เบิร์ดก็ได้มีการเปิดเผยในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า …

“…เบิร์ดลงกราบพร้อมกับถือโอกาสจับพระบาทของทั้งสองพระองค์เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าฯมีรับสั่งว่า ‘ร้องเพลงไพเราะมาก’ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ ในหลวงรับสั่งว่า ‘ปลูกข้าวที่เชียงรายอยากให้ทําต่อไปนะ เบิร์ดเป็นคนดีที่หนึ่ง’

และพี่เบิร์ดได้มีไร่อุดมสุขที่จังหวัดเชียงรายที่ออกแบบร่วมกับพี่ชายที่เป็นสถาปนิกโดยหวังว่าจะให้สถานที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับคุณแม่โดยแรกแห่งนี้นั้นได้มีการนำหลักพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักแนวทางในการดำเนินชีวิต แล้วก็คิดตามพระราชดำริตลอด เพราะหลังจากที่ไปเจอภาพฝีพระหัตถ์ของในหลวง ซึ่งพระองค์ทรงวาดเอาไว้ในหนังสือสักเล่มหนึ่ง โดยกล่าวถึงเรื่องการทำโรงอบ ก็ได้มีการทำโรงอนี้ขึ้นเพื่อชุมชน จนกลายเป็นแหล่งรับผลิตเฉพาะของหมู่บ้าน โดยทางคุณเบิร์ดก็ได้มีการทำตลาดให้กับหมู่บ้านแห่งนี้และมีการรับซื้อในราคากลางที่เป็นราคาที่แคปปีให้กับคนในหมู่บ้านอย่างพริกที่มีราคาขึ้นลงอย่างกับตลาดหุ้นแต่คุณเบิร์ดก็มีการให้ราคาอย่างสมเหตุสมผลและมีการทดลองวิจัยปลูกขึ้นมาเสร็จแล้วมีการแจกน้ำให้กับชาวบ้านเมื่อเอามาผลิตส่งได้เงินกลับไปแล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้ามาช่วยทำวิจัยว่าจะปลูกอะไรได้บ้างสำหรับในพื้นที่แห่งนี้


โดยพี่เบิร์ดได้มีการการ และสัญญา..ว่าจะดูแลชาวบ้านเหมือนกับดูแลคนในครอบครัวมีการดูแลที่ดินกันเองแล้วพี่เบิร์ดจะมีการดูแลให้เขามีงานการทำมีปัญหาอะไรก็ให้มาพูดคุยกันอย่าถึงขนาดขายที่ดิน ไม่มีตังค์ก็มาบอกกันได้ และในช่วงที่สร้างบ้านเขาก็มีรายได้ประมาณกนึ่ง พอ มีโรงอบก็สามารถรับซื้อผลผลิตของชาวบ้านได้และนอกจากนี้ลูกหลานคนชาวบ้านจะต้องไม่ออกไปทำงานที่อื่นเพราะเขามีไร่นาที่สามารถสร้างรายได้อยู่กับบ้าน

และนอกจากนี้บ้านของคุณเบริ์ดจึงได้มีการ จะออกมาในหลังคาที่สูงโปร่งส่วนทะเลสาบทั้งบ้านมีรูปหัวใจไปก็จะเห็นปลาเยอะแยะมากมายตาม รอยพระราชดำริและราชโอวาทของพ่อหลวง ที่ให้ทำและปฏิบัติในสิ่งที่ปฏิบัติจริงๆ จึงกลายเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตที่สามารถสร้างประโยชน์ส่วนตนและสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวอื่นๆอีกด้วย

เลี้ยงกุ้งก้ามกรามใน ‘นาข้าว’ พร้อมสูตรอาหารและน้ำหมักปรับสภาพน้ำ

ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาแนะนำการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่ได้มีการเปิดเผยมากกันไม่นานคือ วิธีการเลี้ยงแบบนี้จะ สามารถช่วยลดต้นทุนในการขุดบ่อไปได้ อีกทั้งยังมีสูตรอาหารและน้ำหมักเพื่อปรับสภาพน้ำอีกด้วย โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาชมกันเลยดีกว่า

วิธีเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในอินทรีย์ในนาข้าวจะเป็นวิธีที่สามารถลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดีโดยมีขั้นตอนวิธีเลี้ยงได้

ก่อนการปลูกข้าวให้ทำการปรับพื้นที่ในนาข้าวโดยมีความลึกประมาณ 80 เซนติเมตรโดยให้มีการแต่งตั้งเป็นคณะลำไยประมาณ 60 70 80 90 cm ซึ่งง่ายต่อการไล่ระดับน้ำออกไปในแต่ละบ่เมื่อปรับพื้นที่เสร็จแล้วก็ให้ทำการวางหรือปากตำนานค่าได้ในทันที หลังจากนั้นก็ให้ทำการหวานและปากดำนาค่าประมาณ 2 สัปดาห์

เมื่อครบแล้วก็ให้นำกุ้งลงไปในนาข้าวพื้นที่นาข้าว 1 ไร่นั้นสามารถปล่อยกุ้งได้ประมาณ 2 หมื่นตัวโดยกุ้งที่ปล่อยนั้นจะต้องมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรและในทุกๆสัปดาห์จะต้องมีการเติมน้ำลงไปเป็นบอร์ดเพื่อเป็นการไล่น้ำเน่าเสียออกไป

สูตรอาหารเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีวัตถุดิบดังนี้

– รำละเอียด 1 กิโลกรัม

– ปลาป่น 2 ขีด

– น้ำมันพืช 1 ขวด

– กะละมังสำหรับผสมอาหาร 1 ใบ

วิธีการทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในกะละมังสำหรับผสมอาหารคลุกเข้าวัตถุดิบให้เข้ากันจากนั้นปั้นเป็นก้อนก็จะได้อาหารที่ไว้สำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแล้วโดยให้กุ้งกินวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเย็นจะทำให้กุ้งนะเจริญเติบโตแข็งแรงและช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้เป็นอย่างดี

สูตรน้ำหมักปรับสภาพเพื่อป้องกันโรคในกุ้ง วัตถุดิบมีดังนี้

– สารเร่ง พ.ด.2 1 ซอง

-ซากปลา ซากหอย 3 กก.

– กากน้ำตาล 1 ลิตร

– น้ำ 2 ลิตร

– ถังพลาสติกสำหรับหมัก 1 ใบ

วิธีการทำ

ส่วนผสมเทลงไปในถังสำหรับหมาควรส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจากนั้นก็ปิดฝาบาตรทิ้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก็จะได้นำมาปรับสภาพน้ำเพื่อป้องกันโรคในกุ้งก้ามกรามได้เป็นอย่างดีโดยใช้ในอัตรา 10 ต่อ 1 ไร่และสัปดาห์ละ 1 ครั้งจะสามารถช่วยป้องกันโรคให้กับกุ้งก้ามกรามและจะได้การเจริญเติบโตอยู่ที่ 3 กรัมต่อ 1 ตัว

‘เล้าไม้ไผ่’ ทนฝนทนแดด แสนถูก ทั้งหมดจบที่ 500

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูเล้าไก่แบบประหยัดงบประมาณ โดยเป็นแบบแปลนที่ทาง ศูนย์วิจัยและการบำรุงสัตว์กบินทร์บุรีได้มีการออกแบบเอาไว้ โดยเป็นโรงเรียนขนาด 6 คูณ 6 เมตรสามารถเลี้ยงไก่ได้ 20 โดยใช้วัสดุในการก่อสร้างจากธรรมชาติเป็นหลักหาได้ตามชนบทต่างๆอย่างเช่นไม้ไผ่และใบจากที่สามารถลดต้นทุนในการสร้างได้โดยใช้ต้นทุนในการสร้างไม่เกิน 500 บาทโดยแบ่งเป็นดังนี้

-ไม้ไผ่ 0

-ตะข่ายล้อมเล้า 200

-ตะปู ลวด 100

-หลังคามุงหญ่า ตับละ 50 บาท

โดยเล้าไก่นั้นแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่ 1 คือโรงเรือนในร่มที่ไว้สำหรับให้ไก่ พักผ่อน ออกไข่ มีที่ร่มให้ไก่ ะหลบแดดร้อน ได้ เนื่องจากออกแบบนั้นโดยใช้ ไม้ไผ่วัสดุตามธรรมชา ติจะสามารถช่วยทำให้อุณหภูมิเย็นขึ้นได้

ส่วนที่ 2 คือลานกว้างไว้สำหรับให้ไก่สามารถเดินเล่นออกกำลังกายและพักผ่อนได้ อีกทั้งยังเป็นที่พื้นที่เขี่ยหากินสำหรับอาหารเสริมเพราะไก่จะชอบหาแมลงและเศษเมล็ดต่างๆตามพื้นและล้อมด้วยตาข่ายอีกทีเพื่อป้องกันสัตว์อื่นบุกเข้ามารุกราน

และข้อดีสำหรับโรงเรือนนี้สามารถประหยัดงบเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นในการเลี้ยงไก่ได้แบบไม่ต้องลงทุนเพราะใช้วัสดุท้องถิ่นจากธรรมชาติแต่ข้อเสียคือไม้ไผ่เมื่อใช้ไปนานๆอาจจะผุพังเร็วกว่าวัสดุอื่น

เลี้ยงไก่ไข่ 27 วันแบบขำ ๆ กลับทำกำไรทุกวัน แบ่งปันวิธีพร้อมสูตรอาหาร

โดยล่าสุดนี้ได้มี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า คุณกำธร มณีศรี ได้มีการโพสต์ข้อความระบุไว้ว่าไก่ไข่เลี้ยงไป 27 ตัวสามารถให้ขายเฉลี่ยต่อวันได้ประมาณ 20-30 ฟอง 5 วันได้ขายร้อยกรองเศษโดยใช้อาหารเสริมต้นน้ำว้ากล้วย สับ หยาบ ให้อาหารวันละ 5 กิโลกรัมดูแลเล้าให้สะอาดทุกวันและดูแลน้ำให้สะอาดให้ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรง

โดยเจ้าของ Facebook ได้ดีที่มีการอธิบายว่าเดี๋ยวนี้ผมมีลูกค้ามาเลือกซื้อขายทุกวันจ๊ะพี่ว่าจะเลียให้พ่อกินไข่ได้โดยมีการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติมีการออกใครดีกว่าเลี้ยงง่ายโดยใช้เพียงแค่ไอ้สัสไม่น่าเชื่อว่าตอนแรกที่ตั้งใจจะเรียนแค่พอกินจากนั้นก็กลายเป็นการต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวตัวอยู่ในช่องทางจดทำให้ลูกค้าในชุมชนได้รับประทานไข่สดและติดใจกันทุกวัน

อาหารนั้นด้วยอาหารไก่นะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ไก่ไข่มีกำไรหรือขาดทุนโดยมีต้นทุนการผลิตทั้งหมด 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนทั้งหมดโดยไก่ไข่นั้นนอกจากจะต้องการอาหารในการดำรงชีพแล้ว ก็ยังต้องการอาหารเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและยังต้องนำไปใช้ในการผลิตผลิตด้วย

ส่วนผสม

-หนวกกล้วยสับ 20 กก.

-กากน้ำตาล 1 กก

-เกลือเม็ด ½ กก.

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาหยวกกล้วยมาสับจากนั้นก็เทลงในถังหมักซะเลย

ขั้นตอนที่ 2 เติมเกลือและกากน้ำตาลลงไป

ขั้นตอนที่ 3 คลุกทุกอย่างให้เข้ากันและหมักทิ้งไว้ 7 วัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ได้แล้ว

คิดต่างพารวย! ‘ปลูกผักแขยงในนาข้าว ‘โตไวใช้น้ำน้อย ทำเงินวันละ 2,000 บาท

ถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาแนวทางในการทำเกษตรแต่ไม่รู้จะมีวิธีขั้นตอนการทำอย่างไรในวันนี้เราก็มีตัวช่วยดีๆสำหรับในหน้าแล้งให้กับชาวเกษตรกรรม ซึ่งในหน้าแล้งนั้นมีจำนวนชาวเกษตรไม่น้อยจะต้องพบปัญหากับภัยแล้งต่างๆ มีน้ำไม่เพียงพอต่อกันการปลูกพืชผัก และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านชาวนาได้อย่างไม่น้อย ไม่แน่นอนว่าก็ยังมีชาวนาหัวไสที่สามารถปรับหาลู่ทางในการปลูกพืชชีวิตอื่นๆเพื่อดำรงชีวิตและสามารถสร้างรายได้แม้ยามน้ำน้อยได้

ซึ่งชาวเกษตรกรที่เราจะพาไปรู้จักกันในวันนี้อยู่ที่ตำบลบุ่งหวายอำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานีโดยผู้เขาแหน่เด้อรับแนวทางจากภาครัฐที่มี การนำเสนอแนะให้ชาวบ้านได้ปลูกผักพืชผักสมุนไพรหรือผักแขยงโดยมีคุณสมบัติที่ปลูกได้ง่ายและใช้น้ำน้อย

อีกครั้งอายุสั้นปลูกแป๊บเดียวก็สามารถเก็บสร้างรายได้แบบวันต่อวัน โดยชาวบ้านนั้นมักจะใช้เวลาหลังจากการทำเก็บเกี่ยวกับนามาปลูกแทนโดยในบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ ก็จะมีความแตกต่างกับหมู่บ้านอื่นเพราะในหมู่บ้านนี้มีการรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปลูกผักแขยงและยังมีการแนะนำวิธีการปลูกต่างๆให้กันและกันอีกครั้งที่มีการจัดจำหน่ายสามารถสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครอบครัวแต่ละครัวเรือนได้เป็นอย่างมาก

โดยหมู่บ้านแห่งนี้นั้นกลายเป็นหมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าหมู่บ้านพัทยาเงินล้านโดยคุณ แพร พรหมวิจิตร หนึ่งในชาวบ้านที่มีการปลูกผักแขยงในบริเวณ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการปลูกนอกจากนี้ยังมีการปลูกใบบัวบกสามารถสร้างรายได้ให้เธอมานานกว่า 10 ปีและหลังจากที่เธอนั้นก็ได้มีการเปิดเผยว่าเมื่อเห็นช่องทางจะได้มีการมาปลูกดูบ้าง โดยในเริ่มแรกปลูกเพียงแค่ประมาณ 2 ไร่จากนั้นก็แบ่งออกเป็น 2 งาน โดยปลูกข้าว นาปรัง ไว้บริโภคในครัวเรือน 1 ไร่และปลูกผักแขยง ซึ่งก็ทำการปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเริ่มจากการปรับพื้นที่และพรวนดิน จากนั้นก็นำต้นกล้าไปปลูกและมีการเว้นระยะประมาณซัก 1 คืบโดยในตอนแรกนั้นยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย

จากนั้นก็จะปล่อยน้ำเข้าไปประมาณสัก 2 ข้อนิ้วรอประมาณ 1 สัปดาห์ก็สามารถใส่ปุ๋ยได้ซึ่งปุ๋ยที่จะใช้ก็จะเป็นปุ๋ยสูตร 16-16-16 ใช้ปริมาณ 1 ครั้งต่อ 1 พื้นที่งานระหว่างปุ๋ยอีกครั้งเมื่อสังเกตว่าใบเริ่มเหลืองสวนน้ำพยายามปล่อยไม่ให้แห้งควรเติมไปเรื่อยๆไม่มีระดับน้ำลง

และสำหรับวิธีการเก็บนั้นใช้วิธีเพียงแค่ดึงออกมาจากทางกองทัพปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 ต้นเพื่อทำการขยายพันธุ์ใส่ปุ๋ยจำนวนหนึ่งประมาณสัก 2 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวรุ่นต่อไปได้โดยผลผลิตในแต่ละครั้งนะจะให้ประมาณ 200 ถุงต่อครั้งโดยน้ำหนักประมาณ 100 กรัมสามารถขายได้ในราคา 60 บาทยิ่งหน้าร้อนมีราคาสูงเป็นอย่างมากเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดสูง

ฉันไม่ได้บ้า แค่กล้าทำตามฝัน จากชีวิตมนุษย์เงินเดือนสู่เกษตรกรเต็มตัว

วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูอีกหนึ่งไอเดียดีดีในการทำเกษตรกร สำหรับชาวพันทิปคนหนึ่งที่มีการลงกระทู้เอาไว้ ซึ่งเขาได้มีการเปิดเผยว่าเขารักสามีนั้นเคยทำงานอยู่ที่บริษัททำการสินค้าขนาดใหญ่หลายสาขาโดยเป็น Supervisor แผนกขนส่งส่วนสามีก็เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกปฏิบัติการสี่เหลี่ยมทุกวันของการทำงานนั้นก็จะทำงานหนักเข้างานเช้าเลิกงานOT ก็ช้าแต่เงินเดือน 2 คนรวมกันแล้วก็ประมาณเกินครึ่งแสงเดือนขยันมากๆก็เกือบแสนและใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ประมาณ 5 ปี

แล้ววันหนึ่งเจ้าของกระทู้ก็เกิดความสนใจที่จะทำเกษตรอยากทำสวนผักเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่จะมีหนังสือไปหาซื้อหนังสือนิตยสารการเกษตรมาอ่านแทนในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์บริโภคข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทุกสิ่งทุกอย่างมาจากที่ซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่างๆมาซื้อพันธุ์ไม้เมล็ดพันธุ์พืชมาสมไว้แทน

จากนั้นเมื่อตัดสินใจได้ก็ยื่นใบลาออกจากบริษัทและมาทำศูนย์การเรียนรู้การเกษตรพอเพียงที่จังหวัดขอนแก่นตัวเองในตอนแรกคนนั้นก็ต่างหาว่าเป็นบ้าบ้าแบบกู่ไม่กลับแล้วก็ทำให้ครอบครัวนั้นเป็นห่วงและรู้ว่าทั้งคู่นั้นไม่เคยลำบากเพราะเคยทำงานอยู่ในห้องแอร์สบายวันๆจากปากกาเซ็นเอกสารหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่ทั้งคู่ก็ไม่เปลี่ยนใจมีความตั้งใจเกินร้อยและมีการสร้างโลโก้มาด้วยตัวเองด้วยความมุ่งมั่นและข้ออ้างก็คือข้อดีของการอ้างเรื่องสุขภาพเพราะป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันทั้งคู่ ..และเกิดความเครียกขึเนมาอย่างมากมาย ให้เรื่องของความไม่เข้าใจในงาน

และนี่ก็คือเหตุผลที่จะสามารถอ้างกับครอบครัวได้ในเรื่องของการรักษาสุขภาพให้ได้มากยิ่งขึ้นและมีความเค็มเปลี่ยนในการทำเกษตร จากนั้นทั้งคู่ก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยกลับมาใช้พื้นที่ที่ได้เหลือจากการรับมรดก โดยพิมพ์ที่เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งและมีการตั้งชื่อว่าบ้านสวนเบญจะมงคลชุดมีความหมายดีๆว่า 5 อย่างที่ดีคืออยู่ดีกินดีสุขภาพดีสุขภาพจิตดีมีความสุขดีและมีชีวิตที่พอเพียงหลังจากที่เก็บหอมรอมริบได้เงินจำนวนหนึ่งมาก็จะนำเงินไปซื้ออุปกรณ์การทำเกษตรบางส่วนและยังไม่มีรายได้อย่างแน่นอนในช่วง 2 -3 เดือนแรก

แล้วยังไม่มั่นใจด้วยว่าผักที่เล็กจะโตหรือรอดตายหรือไม่เช่นนั้นก็จะมีการวางแผนและกลุ่มโดยใช้พื้นที่ 100 ตารางวาในการปลูกบ้านและหาแหล่งน้ำโดยการเจาะน้ำบาดาบมาใข้ว่ร เสียค่าเจาะและปั้มน้ำไปประมาณ 30000 บาท จากนั้นก็ทำการทำบ่อปลา เอาไว้เลี้ยงปลาโดมีการซือปลาหมอแปลงเพศถุงละ 100 มาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแห่นมา 5 ถุง / ถุงละ 50 ตัว

และทั้งคู่ก็ลงมือทำงานกันอย่างเต็มที่ มีการขุดบ่อขนาด 2 คุณ 2 เมตร และใส่ปลาดุกลงไปประมาณ 200 ตัส แบละซื้อไก่ไข่ กับไข่เป็มาอย่างละ 15 ตัวเป็นเป็ด / ไก่สาว โดยตั้งใจเลี้ยงให้แข็งแรงไว้ก่อน และทำเล้าไก่ในแน่นหนาเข้าไว้จากนั้นก็มีการทำค้างขวบเอาไว้ โดนคั้งชื่อว่าอุโมงค์พันล้านมีการปลูกพื้นผักหลากหลายชนิด โดยการนำท้อพีสีซีมาใช้งานปทน สามารถทำได้ง่ายและวัสดุคงทนมาก

จากนั้นทั้งคุ๋ก็ช่วยกันตกแต่งบ้านด้วยสองมือของตัวเอง ค่อยๆทำไปโดยในแต่ละวันตื่นมาก็จะมาคุยกันว่า จะทำอะไรกันบ้าง พรุ่งนี้ทำอะไร ในแต่ละเดีอนจะทำอะไร แบ่งหน้าที่ตามความสามารถของทั่งคู่ไปและนีก็คือความมุ่งมั่นของทั่งคู่ที่สามารถสร้างสวนเกษตรให้กับตัวเองได้สำเร็จ…

ชีวิตเรียบง่าย! ของพระเอก ‘ชาคริต’ ทิ้งชีวิตหรูหรา สู่ชาวสวนเต็มตัว

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพระเอกชื่อดังที่สามารถสร้างความสุขให้กับแฟนละครมาอย่างมากมาย สำหรับชาคริตแย้มนาม ล่าสุดนี้เจ้าตัวนั้นได้มีการโพสต์ภาพพร้อมครอบครัวจากภรรยาสาวคนสวย ภัทธิราและลูกชายสุดน่ารักอย่างน้องโพธิ์ ที่ในตอนนี้ได้ผันตัวมาเป็นชาวสวนปลูกต้นทุเรียนพันธุ์ดัง ขายและใช้ชีวิตเรียบง่ายในจังหวัดจันทบุรี

แต่ถึงอย่างไรหนุ่มชาคริตก็ยังรับงานในวงการบันเทิงอยู่แต่ว่าถ้าหากช่วงไหนไม่มีงานก็จะพาครอบครัวกลับไปยังเมืองจันทบุรีเข้าสวนทุเรียนและลุยงานเองตั้งแต่ขุดดินโดยมีลูกชายขอให้ช่วยงานและตั้งใจช่วยพ่อแม่อย่างเต็มที่ทำให้เราเห็นภาพน่ารักๆของครอบครัวนี้

ส่วนในทางเลือกของทางด้านธุรกิจทุเรียนตอนนี้รวมถึงอาหารทะเลที่มีแค่หมึกแดดเดียวโดยใช้ชื่อว่าเขยจันทร์แต่ตอนนี้มีหอยจ๊อดราก้อนบอลที่กำลังขายดีและกำลังได้คำรับชมกันปากต่อปากทำเอาชาคริตเหมือนกับปลื้มปริ่มจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อตาแม่ยายถึงรักลูกเขยคนนี้เป็นอย่างมาก

แบ่งปัน! วิธีทำเตาเผาถ่านไร้ควัน จากบ่อซีเมนต์

โดยในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะมีเคล็ดลับดีๆในการทำเตาเผาถ่านกันกับวงบ่อซีเมนต์บอกได้ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำได้เองแบบง่ายๆและได้ผลดีและถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาช่องทางในการสร้างรายได้อยู่นะเราก็บอกเลยว่าวิธีนี้ดีอย่างแน่นอนซึ่งเป็นวิธีมาจากเพจดังคือเพจแนวทางเกษตรเกร็ดความรู้ที่ได้ออกมาเผยแพร่ภาพพร้อมข้อมูลโดยจะทำอย่างไรได้บ้างนั้นมาดูกันเลย

เอาบ่อปูนซีเมนต์เมื่อวางซ้อนกันสองวง

จากนั้นปั้นดินครอบเอาไว้

เอาไม้มากั้น

ใส่ไม้ลงไปใน และทำการปิดฝาพร้อมจุดไฟ

รอจนไม่มีควันและปิดปากเตา

จากนั้นก็รอให้เย็นก็เป็นอันเสร็จ

และนี่ก็คือสาระดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากนำไม้มาแปรรูปเป็นถ่านเพื่อนำไปขายหรือนำไปใช้เองซึ่งสามารถทำได้เองง่ายๆไม่ยากอย่างที่คิดลองทำดูกันได้เลย

‘ห่มดิน’ ฟื้นดินให้มีชีวิต ตามศาสตร์พระราชา ปลูกอะไรก็งาม

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกันวิธีห่มดิน ในการคลุมดินโดยการใช้หางและเศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและเป็นการให้อาหารแก่ดินด้วยโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไปเพื่อเพิ่มอาหารให้กับดิน

ประโยชน์ของการห่มดิน

-เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดินเช่นไส้เดือนกิ้งกือที่สามารถช่วยพรวนดินได้และถ่ายมูลให้กลายเป็นปุ๋ยกับพืช

-เก็บรักษาความชื้น

-ย่อยสลายก็จะกลายเป็นฮิวมัสซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืชตามธรรมชาติ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์

-ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศซึ่งในอากาศมีก๊าซไนโตรเจนมีอยู่ถึง 70%

-สามารถช่วยย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์

-ช่วยย่อยสลายแร่ธาตุที่อยู่ใน หิน ลูกรัง ทราย

-ช่วยผลิตฮอร์โมนให้กับพืช

-ช่วยผลิตสารป้องกันโรคกับพืช

วิธีการห่มดิน

ซึ่งการห่มดินด้วยฟางหรือเศษใบไม้นั้นสามารถทำได้โดยการโรยเศษใบไม้หรือฟางไว้รอบโคนต้นไม้ประเทศประเภทไม้ยืนต้นโดยมีการเว้นระยะห่างจากคนประมาณ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ–1 ฟุต ทำเป็นวงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 50-100

การห่มดินในพื้นที่ใหม่นั้นจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนที่จะเริ่มเพาะปลูกด้วยการห่มฟาง หรือ เศษหญ้าให้หนาประมาณ 1 ฟุต ทั้งแปลงโรยด้วยปุ๋ยคอกและราดด้วยน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้นในอัตราส่วน1 : 10 ซึ่งวิธีนี้เป็นกรระเบิดดินให้แห้งแข็ง และมีความชุ่มชิ้น โดยวิธีนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยที่ยังไม่ปลูกพืชอะไรทั้งนั้น

หนุ่มเชียงใหม่ ใช้เวลาว่างค้นคว้าวิธี ‘เพาะด้วงกว่าง’ ขาย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูกับอีกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นั้นก็คือการเลี้ยงด้วงกวางนั่นเอง โดยด้วงกวางถือเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนทางภาคเหนือ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการละเล่นสมัยก่อนของเด็กนั้น จะนำตัวด้วงกวางมาประลองฝีมือกันด้วย การต่อสู้แต่เมื่อถึงช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี และเป็นฤดูที่ด้วงกวางจะเจริญเติบโตนโดยแต่เดิมการจัดด้วงหหวางนั้นสามารถจับได้จากธรรมชาติ และสามารถจับได้ตามป่าขาวแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีผู้ที่ประสบความสำเร็จ

โดยบุคคลที่สามารถเพาะด้วงกว่างได้นั่นก็คือนายณัฐพลจันทรัตน์อายุ 42 ปีซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลแห่งหนึ่งในอำเภอสันกำแพงซึ่งเขาได้มีการเปิดเผยว่าสามารถทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ด้วงกว่าง มาได้กว่า 2 ปี โดยเริ่มจากความชอบส่วนตัวของตัวเองเป็นการใช้เวลาว่างจากการทำงาน ในช่วงหลังเลิกงานและวันหยุดทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน เพราะมีผู้ที่เคยทำมาก่อนตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ได้มีการทดลองปฏิบัติ โดยการใช้พื้นที่ว่างในบริเวณบ้านของตัวเองเป็นโรงเรือนขนาดเล็กในการเพาะขยายพันธุ์จนสามารถประสบความสำเร็จ

โดยวิธีนี้จะเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่ทานและคิดว่าได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาผสมพันธุ์ จากนั้นก็ปล่อยให้วางไข่ในวัสดุที่ทำจากเชือกและเศษวัสดุธรรมชาติ ซึ่งจะทำด้วยกรรมวิธีการหมักบ่มจนมีคุณภาพคุณสมบัติที่ดีและลักษณะให้มีลักษณะเหมือนที่วางไข่ตามธรรมชาติ โดยแม่พันธุ์ตัวหนึ่งนั้นจะสามารถวางไข่ได้ประมาณ 200 ฟอง และทิ้งไว้ จนกระทั่งไข่มีการเจริญเติบโตเป็นหนอนประมาณ 3 เดือน จึงจะสามารถทำการแยกเพศได้โดยจะเลือกเฉพาะตัวผู้ที่เลี้ยงไว้ให้โตเต็มวัยเพื่อนำไปขายหรือไปประกวดแข่งขันส่วนตัวเมียรวมถึงตัวผู้จำนวนหนึ่งก็จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์และการเพิ่มจำนวนให้กับดวงตาในธรรมชาติ

โดยสำหรับการเพาะเลี้ยงด้วงกวางนั้นมีเหตุผลใดอย่างหนึ่งคือในปัจจุบันร่วมกว่าในธรรมชาติลดจำนวนลงเป็นอย่างมากและหาจับได้ยากมาก แต่ก็ยังมีผู้คนชื่นชอบการเลี้ยงด้วงกวางอยู่จำนวนหนึ่ง จึงคิดค้นหาวิธีในการเพาะพันธุ์นี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันผ่านโลกโซเชียลจึงทำให้มีความสนใจศึกษากันอย่างมากมายและมีการตั้งกลุ่ม Facebook ในเพจที่มีชื่อว่ากวางชนสายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับผู้ที่สนใจโดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมสมาชิกแล้วเกือบหมื่นคน

ส่วนด้วงกวางที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์นั้นจะมีตัวผู้ทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 200 ตัวโดยเวลาส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นดักแด้และจะโตเต็มวัยนี้ช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนเมื่อโตเต็มวัยแล้วก็จะมีการคัดเลือก โดยจะมีผู้มาซื้อถึงที่บ้านหรือมีการส่งรูปให้ดูซึ่งสามารถขายได้ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันขึ้นอยู่กับลักษณะสีรูปร่างขนาดตัวของด้วงกวางแต่ละตัว แต่อย่างไรก็ตามก็มีผู้ที่ชื่นชอบด้วงกว่างบางตัวก็จะมาเลือกซื้อกันตั้งแต่ช่วงที่เป็นดักแด้ เนื่องจากไม่ต้องการแยกเลือกซื้อกับใครโดยพิจารณาจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพราะการผสมนั้นจะมีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสายพันธุ์ทิ้งไว้เอาไว้ด้วย

ด้วยข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้นั้น จึงทำให้มีด้วงกวางที่มีลักษณะดีสวยงามตามต้องการและสามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดีแต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการสามารถเพาะพันธุ์ด้วงกวางได้นั้น จะสามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้เป็นจำนวนหนึ่ง เนื่องจากงานประจำของตัวเองแต่มันก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด เพราะด้วงกวางนั้นสามารถขยายพันธุ์ไ ด้ทั้งหมดแต่ก็ไม่สามารถขายได้ทั้งหมดจะต้องมีการเลือกเก็บเองไว้ด้วยบางส่วนเพื่อนำไปประกวดแข่งขันรวมถึงเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สำหรับปีต่อไป และนี่เป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัวซึ่งมหาชัยมีความสนใจอยากจะเพาะขยายพันธุ์ก็ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ ..

โดยอาชีพการเลี้ยงด้วงกว่างนั้นสามารถสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีและมีคนเลี้ยงด้วงกวางกันเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ที่มีการขายด้วงกว่างนั้นมีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาทแล้วก็ว่าได้ โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเรียนหรือวัยรุ่น โดยจะนำไปเลี้ยงและนำมาชนกันเป็นกีฬาพื้นบ้าน สามารถขายได้รายได้วันละไม่ต่ำกว่า 1000 ถึง 3,000 ด้วงกวางน้ำเป็นแมลงปีกแข็งที่มีลักษณะพิเศษต่างๆกันไปคือตัวผู้จะดูขนาดใหญ่ดูบึกบึนมีปีกที่พัฒนาเป็นปีกแข็ง และคนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาตัวผู้มาทำการแข่งขันกันโดยจะมีการเปรียบเทียบลำตัวเมื่อมีความเท่ากันก็จะนำไปสู้กัน

เทคนิคเพาะเห็ดปลวก ออกดอกนอกฤดู มีกินทั้งปี

เห็ดปลวกนั้นถือเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและต้องมีความชื้นกับอุณหภูมิที่เหมาะสม เพราะว่าจอมปลวกนั้นถือเป็นแหล่งที่มีความชื้นที่เหมาะสม และเมื่อฝนตกจะทำให้จอมปลวก ก็จะอพยพออกจากรังเดิม และเมื่อกลายเป็นรังร้าง ก็จะปรากฏตุ่มดอกเห็ดขนาดเล็กขึ้นมาโดยดอกเห็ดนี้จะมีคุณภาพและความชุ่มชื้นสูง..3 โดยล่าสุดศาสตราจารย์ดร. ถาวร วินิจสานันท์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการทำการศึกษาเกี่ยวกับเห็ดโคนจนกลายเป็นผลสำเร็จด้วยการหลอกปลวกด้วยการจำลองสภาพอากาศที่เหมาะสมจึงทำให้เห็ดโคนนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

ด้วยสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดเหตุนั้นจะต้องมีระบบนิเวศ ที่สมบูรณ์และดี ตามธรรมชาติมีความหลากหลายของสายพันธุ์ไม้และมีสัตว์นานาชนิด รวมถึงเห็ดและรา ที่สามารถพบได้ตามขอนไม้ ป่าไผ่แม่น้ำริมธาร หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับถมกัน เป็นเวลานานจนเกิดเป็นสภาวะอันเหมาะสมที่ทำให้เห็ดเกิดขึ้นมา

และเห็ดโคนถือเป็นเหตุที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์จำพวกแมลงอย่างปลวกเป็นอย่างมากโดยเห็ดพวกนี้จะอาศัยอยู่ในอุณหภูมิที่มีความพอดีของปริมาณแก๊สในโพรงรังปลวกที่เรียกว่าตรวจเห็ดราโดยจะมีสภาวะอันเหมาะสมที่จะทำให้สปอร์ของรางอกและเจริญเติบโตขึ้นสร้างเส้นใยแต่เป็นเห็ดและค่อย ๆ โผล่พ้นดินขึ้นมา…

โดยเริ่มแรกที่เราจะต้องทำนั้นก็คือหาแหล่งที่โคนเคยขึ้นมาก่อนโดยแหล่งตรงนั้นจัดเป็นแหล่งที่ปลวกอยู่เยอะขึ้นเป็นจำนวนมากจากนั้นก็ทำการปักเสาเพื่อทำหลักสำหรับถุงพลาสติกสีดำให้มีระยะห่างระหว่างพื้นดินและพลาสติกประมาณ 30 cm เพื่อให้อากาศมีความชื้นและต่อระบบน้ำแบบสปริงเกอร์เอาไว้

จากนั้นก็ทำการโรยเชื้อเห็ดนางฟ้าที่เปิดออกดอกแล้วจำนวน 20 ถุงไปในพื้นที่บริเวณที่ต้องการให้เห็ดโคนขึ้นและรดน้ำด้วยสปริงเกอร์ใน 30 นาที จากนั้นก็ปิดด้วยพลาสติกสีดำและเอาไม้ทับชายพลาสติกทิ้งไว้เพื่อสร้างความชื้นให้มีสภาพแวดล้อมที่สลับกันระหว่างร้อนกับชื้นโดยปิดไปเลยระยะเวลานาน 2 วัน

หลังจากผ่านพ้นไป 2 วันก็ให้รดน้ำในตอนเย็น 30 นาทีและให้พลาสติกใสคลุมหน้าดินอยู่ประมาณ 5 วันจากนั้นก็ให้สังเกตว่าจะมีปลวกเดินหาอาหารบนหน้าดินและรดน้ำตอนเช้าอีก 30 นาทีครูเหมือนเดิม 2 วันและให้รดน้ำตอนเย็นและใช้พลาสติกคลุมหน้าดินเช่นเดิมนาน 5 วันหลังจากนั้นก็นำพลาสติกออก และงดรดน้ำ 2 วัน สลับกับรดน้ำ 1 วัน ร่วมเป็น 15วัน วันละ 5 รอบ ทำจนกว่าเห็ดจะออกดอก

วิธีนี้จะยากไปสักเล็กน้อยแต่ก็มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงๆ นอกจากนี้เรายังเพิ่มเติม โดยเอารังปลวกมาทำได้ โดยเอาในส่วนของรังปลวกหรือจวกปลวก 1 กำมือ มาผสมกับข้าวเหนียวสุก 1 กิโลกรัม จากนั้นเอาเห็ดโคนที่เราไม่เอาหรือแก่มาแช่น้ำ

จากนั้นทำการเติมน้ำ 20 ลิตรน้ำหมักไว้ในถังวางไว้ในที่โล่งประมาณ 7-10 วันครบ 7 วันก็นำเอาน้ำจุลินทรีย์ไปร้านในบริเวณที่จอมปลวกจากนั้นกลุ่มด้วยเศษฟางข้าวหรือใบไม้แห้งและรดน้ำให้ชุ่มชื้นทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็จะมีเห็ดโคนโผล่ขึ้นมาให้เรารับประทานกัน นั้นเอง

สรรพคุณของเห็ดฌคน

มีสรรพคุณทางยาทำให้มีรสชาติที่ถูกปากทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพละกำลัง / แก้ในเรื่องของแก้เจ็บคอช่วยละลายขับเสมหะอยู่ในลำคอ / มีคุณสมบัติในเรื่องของการย่อยระบบอาหารสามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้เป็นอย่างดี / มีวิตามินซีสูงไม่น้อยกว่าเห็ดประเภทอื่น / มีประโยชน์ต่อการรักษาแผลต่างๆเช่นแผลไฟไหม้หรือแผลสด / สรรพคุณช่วยในเรื่องของการแก้วิงเวียนศีรษะคลื่นไส้อาเจียนอุดมไปด้วยวิตามิน B1 หรือไทอะมีนดีต่อระบบประสาทและบำรุงสมองทำให้มีความจำดีขึ้น / เป็นแหล่งรวมของวิตามินบีที่มันสำคัญต่อร่างกาย / ยับยั้งเชื้อโรคบางชนิดได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีปราศจากไขมันมีน้ำตาลต่ำมีเส้นใยอาหารสูง

ของดีจริง! ประดิษฐ์ ‘เตาผัวนึ่ง’ ขายดิบขายดี จนเลิกทำไร่ข้าวโพด

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นไอเดียของหนุ่มชาวเผ่าม้งที่อยู่ในจังหวัดน่านนั่นก็คือ นายอนุรักษ์ ย่านสากล ที่เขานั้นได้มีการรวบรวมไอเดียของตัวเองทำเตานึ่งข้าวขนาดต่างๆเพื่อนำออกจำหน่าย

โดยเตานึ่งข้าวนี้เป็นการประดิษฐ์โดยใช้เศษเหล็กจากร้านรับซื้อของเก่ามาประดิษฐ์ให้กลายเป็นเตานึ่งข้าวที่ใช้ในครัวเรือนเมื่อเพื่อนบ้านมาเห็นจึงมีการขอสั่งซื้อและสั่งทำและรู้สึกว่าใช้งานได้ดีก่อนที่จะมีผลิตออกขายตามตลาดนัดและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นตามขนาดต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทโดยราคาที่จำหน่ายนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 1,000 บาท

โดยแต่ก่อนนั้นครอบครัวของนายอนุรัตน์มีหน้าที่มีอาชีพทำเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายมาตั้งแต่ รุ่นปู่รุ่นย่า แต่หลังๆไม่ค่อยมีเงินเก็บและมีการขาดทุนจากค่าปุ๋ย ค่ายา ต่างๆ ในการปลูกและผลผลิตตกต่ำ จึงมีการมองหาอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้และในทุกวันนี้คนในครอบครัวก็ต่างเลิกปลูกข้าวโพดและมาช่วยกันทำเตาผัวนึ่งข้าวไปขายตามตลาดเฉลี่ยเดือนละ 100 เตาสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาทและยิ่งในช่วงหน้าเทศกาลปีใหม่จะขายได้ดีเป็นอย่างมาก

แบ่งปันสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไข่ดก ฟองใหญ่ บอกละเอียดทำได้เอง

สำหรับชาวเกษตรกรนั้นก็มีหลายคนที่เลี้ยงไก่กันโดยในบางครั้งก็นำไข่จากไก่จะสร้างรายได้ได้อีกทางนึงและสามารถนำมารับประทานได้เองแต่มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นรู้สูตรอาหารไก่ที่ประหยัดต้นทุนและสามารถเพิ่มผลผลิตอันดีงามให้กับเราให้ได้ไข่ใบใหญ่และดกกัน

โดยอาหารของไก่นั้นถือเป็นองค์ประกอบอันสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงไก่มีกำไรหรือขาดทุนเนื่องจากต้นทุน 70% ของต้นทุนทั้งหมดในการเลี้ยงไก่นั้นจะอยู่กับค่าอาหารช่วยในการเจริญเติบโตและดำรงชีพของพวกมัน และยังนำไปใช้ในการผลผลิตไข่อีกด้ว ยฉะนั้นผู้เลี้ยง จะต้องลงทุน ในเรื่องของอาหารไก่เป็นพิเศษฉะนั้นการที่จะทำให้ได้อาหารไก่ที่ดีและประหยัดต้นทุนลงก็สามารถทำได้ โดยการประกอบสูตรอาหารที่มีราคาถูกและมีคุณภาพดีเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกต้องตามฤดูกาลและให้อาหารไก่อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ขายที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด …ในต้นทุนที่ต่ำ

โดยสิ่งที่เราจะแนะนำนะนั่นก็คือการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรซึ่งเป็นการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะอะไรในการเร่งการเจริญเติบโตของไก่โดยชาวเกษตรกรส่วนใหญ่นะก็ไม่เข้าใจผิดว่าในการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรนั้นคือการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยหากินเองตามธรรมชาติซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ผิดมากนะแต่มันอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพผลผลิตอย่างที่ควรจะเป็นเพราะถ้าหากกายขาดสารอาหารไม่เพียงพอก็จะทำให้ผลผลิตออกมาผิดเพี้ยน ได้ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นการเดินที่ถูกต้องก็คือการดูแลการจัดทำพื้นที่ทั้งระบบให้พวกคุณไก่ให้สามารถผลิตผลผลิตขายดอกไม้ที่ไหนตามธรรมชาติ โดยในวันนี้ก็ได้มีการเอามาจาก Admin เพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่าวิชาชีวิตที่ได้มีการศึกษาหาข้อมูลและมีการพบว่าลดต้นทุนค่าอาหารไปได้อย่างง่ายและวิธีลดต้นทุนนั้นก็สามารถทำได้ดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-หยวกกล้วย 3 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-M100 1 ขวด

-นมเปรี๊ยว 1 ขวด

การทำ

เอาอาหารหมักที่เหมาะกับเกษตรกรอย่างหยวกกล้วยมาหันเป็นแผ่นเล็กๆและใส่ลงไปในถังหมักเอาส่วนผสมใส่ลงไปให้หมด หมักทิ้ง 1 อาทิตย์จากนั้นนำไปผสมอาหารให้ไก่กินได้เลย

สูตรที่ 2

ส่วนผสม

-แกลบ 5 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-รำ 1 / 2 กิโล

การทำ

เริ่มจากเอาส่วนผสมมาหมักทิ้งไว้ 5 วัยจนกว่ามีหนอนสีขาว โดยหมักแบบปิดใ่เอาไว้

สำหรับในกรณีที่ช่วงไหนถ้าหากมีไก่ป่วยจำเป็นจะต้องใช้ทหารอีกสูตรเพื่อช่วยในเรื่องของการหยุดระบาดของโรค เพราะไก่อยู่ด้วยกันเป็นฝูงห่านตัวนึงป่วยก็จะมีการแพร่พันธุ์ได้ไวมากฉะนั้นการ กินอาหารนั้นก็สำคัญด้วยเช่นกันที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างป้องกันให้ไก่ไม่ให้ตัวอื่นป่วยตายเช่นกัน โดยสูตรอาหารนั้นมีดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-บอระเพ็ด 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-กระเทียม 1 / 2 กิโล

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

เอาน้ำตาลทรายแดงมาเคี่ยวและมาหมักกับส่วนผสมอื่นประมาณ 30 วัน เมื่อครบแล้วเอาให้ไก่กินประมาณ 1 ช้อน หรือผสมกับน้ำ ก็ได้

ส่วนที่ 2

ส่วนผสม

-โทงเทง 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-น้ำเปล่า

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

ทำหารหมักน้ำตาลทรายในอัตตรา 1 : 1 : 1 หมักไว้ประมาณ 1 เดือนจากนั้นก็นำส่วนผสมมาหมักเข้าด้วยกันและเติมน้ำให้พอท่วมใส่ภาชนะ ที่มีฝาและหมักทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ในการผสมอาหารให้ไก่กินได้

ตู้เย็นเก่ามีค่าอย่าทิ้ง! นำมาเพาะเห็ดได้ โตไว ออกเยอะ ดอกใหญ่

โดยใครนั้นมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นเก่าอยู่ที่บ้านและไม่สามารถใช้งานได้ครั้นจะซ่อมใหม่ก็ราคาแพงบอกเลยว่าบางทีตู้เย็นเก่าๆเหล่านี้นั้นสามารถนำมาทำใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกันโดยวันนี้เราจะมาชี้แนะแนวทางหนึ่งในการนำประโยชน์จากตู้เย็นเก่ามาใช้โดยนำเป็นที่เพาะเห็ดเพื่อสร้างรายได้ โดยไอเดียดีๆเหล่านี้นั้นเป็นไอเดียจากคุณเอกพารวยแห่งศูนย์วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ศรีเจริญธรรมค่ะ

ซึ่งข้อดีของการเพาะเห็ดในตู้เย็นนั้นก็คือจะสามารถรักษาเนื้อเรื่องของอุณหภูมิและกักเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดีและมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของตู้เย็นอยู่แล้วจึงไม่ยุ่งยากในเรื่องของการรักษาความชื้นเหมือนโรงเรือน ไม่ต้องใช้โรงเรือนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรอีกมากมาย สำหรับวิธีการเพาะก็ง่ายแสนง่ายและได้ผลผลิตผลิตเยอะมีคุณภาพอย่างแน่นอน

โดยตู้เย็น 1 ตู้นั้นจะสามารถบรรจุเห็ดได้ประมาณ 30 ก้อน ซึ่งก้อนเชื้อของเห็ดและจะออกดอกเห็ดให้เก็บเกี่ยวได้นานถึง 3-4 เดือน โดยก้อนเชื้อเห็ด 30 ก้อนนี้ จะให้ผลผลิตน้ำหนักประมาณรอบละ 4-6 กิโลกรัม แล้วแต่สภาพอากาศและความชื้นในขนาดนั้น โดยสามารถนำเห็ดมาขายได้ในกิโลกรัมละ 40 บาท เท่ากับว่าเก็บเกี่ยว 1 รอบ สามารถขายได้ประมาณ 160 บาท ถึง 240 บาทเลยทีเดียว และยิ่งถ้าหากเป็นเห็ดนางฟ้าภูฐาน จะมีราคาขายที่ดีเป็นอย่างมากขายได้กิโลกรัมละ 100 ถึง 120 บาท โดยการลงทุนก้อนเห็ดที่ไว้ใช้ในตู้เย็นต่อตู้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท เก็บเกี่ยวเห็ด 3 รอบก็คืนทุนแล้ว

เห็ดที่แนะนำ และเหมาะสำหรับการนำมาเพาะปลูกในตู้เย็นนั่นก็คือเห็ดนางฟ้าภูฐานเพราะกำลังเป็นที่ต้องในตลาดเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีรสชาติอร่อยและปลูกง่ายเพราะง่าย และขายได้ราคาสูง

ขั้นตอนการเพาะเห็ด

ขั้นตอนที่ 1 นำตู้เย็นเก่าๆซัก 3 4 ตู้มาไว้ใช้ในการเพาะปลูก จากนั้นก็นำเชื้อเห็ดมาเปิดหน้าก้อนเชื้อออกแล้วนำไปเรียงใส่ในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 2 ทำการเอาขวดสเปรย์ฉีดน้ำโดยฉีดครั้งเช้ากลางวันเย็นฉีดไปบนก้อนเห็ดเชื้ออย่าให้มีน้ำเข้าไปในก้อนเห็ด

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กระสอบป่านมาคุมปิดบริเวณปากตู้เย็นเพื่อเป็นการรักษาความชื้นภายในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4 เพียงแค่ไม่กี่วันก็จะมีดอกเห็ดขึ้นมาให้เห็นและไม่กี่สัปดาห์ก็สามารถเก็บเกี่ยวและนำไปรับประทานหรือนำไปขายได้

และนี่ก็คือไอเดียการนำสิ่งเหลือใช้ มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างตู้เย็นที่เหลือใช้ หรือ ใช้งานไม่ได้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้ หรือไว้รับประทานเอง เพราะปลูกกินเองแบบง่ายๆอีกทั้งยังลงทุนไม่มากก็สามารถได้ผลผลิตมากมายได้เช่นเดียวกัน…

เตาประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนสูง ต้นทุนต่ำ ทำได้เองง่าย ๆ

โดยในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาดูวิธีการทำเตาประหยัดพลังงานความร้อนสูง ซึ่งสามารถทำเองได้แบบง่าย ๆ และสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้อย่างสะดวกสบายและประหยัด อีกด้วย เหมาะสำหรับหลายๆคนที่ไม่ต้องการใช้แก๊สอย่างสิ้นเปลือง ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ เพราะให้พลังงานที่แรงเหมือนกัน โดยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้นั้นก็จะเป็นวัสดุเก่า ๆ ที่เหลือใช้นำมาประกอบกัน โดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูสิ่งที่ต้องเตรียมกันเลย…

1.ปี๊บเก่าเหลือใช้

2.ท่อPVC 3 นิ้ว

3.แกลบดิน

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาเอาปี๊บเก่ามาทำการเปิดช่องว่างฝาด้านบนออก และเจาะรูตรงกลางด้านล่างปี๊บให้มีพอดีกับท่อ PVC

ขั้นตอนที่ 2 นำท่อ PVC 3 นิ้วเตรียมมาสวมปิดรูเจาะเอาไว้

ขั้นตอนที่ 3 เทแกลบดินและใส่ให้เต็มจากนั้นอัดให้แน่น

ขั้นตอนที่ 4 ถอดท่อ PVC ออกแล้วยกปี๊บไปไว้บนแท่นก้อนอิฐมอญแดงเพื่อให้ด้านล่างมีช่องว่างให้ลงยอดผ่านใต้เตาได้

ขั้นตอนที่ 5 รองหม้อแล้วจุดไฟเป็นอันเสร็จ

บ่อนี้ไม่กลัวแล้ง! ขุดบ่อแบบไหนให้มีน้ำใช้ตลอดปี

ซึ่งสำหรับชาวเกษตรกรนั้นแหล่งน้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก สำหรับการทำเกษตร เช่นนั้น มันจะดีกว่าไหมถ้าหากชาวเกษตรกรทุกท่านนั้น มีแหล่งน้ำที่ใช้ไว้ในยามหน้าแล้งกัน เพราะบ่อน้ำถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ว่าถ้าหากเราขุดแบบผิด ๆ นั้นก็จะทำให้เราเปลืองทรัพยากรทางธรรมชาติ และไม่มีบ่อน้ำที่มีประสิทธิภาพด้วยซ้ำ

โดยในวันนี้เรานั้นจะพาไปดูวิธีการขุดบ่อน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจากรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ บัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มีการนำเสนอเอาไว้โดยมีหลักการดังนี้…

1.พื้นที่จะขุดจะต้องเป็นบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ

2.ความลึกของสารที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เมตร เพราะถ้าหากลึกน้อยกว่านี้จะไม่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอเพราะน้ำจะระเหยจากบอกทุกๆวันละ 3 มิลลิเมตร

3.ดินที่ขุดขึ้นมานั้นนำมาวางกองไว้บริเวณรอบรอบขอบสระโดยกองให้อยู่ห่างจากขอบสระประมาณ 1-2 เมตรเพื่อให้เป็นที่สำหรับกันดินไหลลงบ่อ

4.กองดินนั้นอยากลองปิดขอบสระจนหมดให้มีพื้นที่พอที่ทำให้น้ำสามารถไหลเข้าบ่อได้ง่ายๆ

5. ควรมีความลาดเอียงในระดับหนึ่งต่อหนึ่งถ้ามีความลึกประมาณ 4 เมตรขึ้นไปต้องมีการขุดตะพักเพื่อป้องกันตลิ่งทรุด ในช่วงที่มีน้ำน้อยในบ่อด้วย

ตัวอย่างบ่อน้ำในแบบต่างๆมาลองดูกันเลย…

ได้ผลดีทั้งสวน! สูตรกาแฟ + ยาคูลท์ ไล่แมลง ผักงาม ได้ราคาดี

หากคนไหนกำลังประสบปัญหาเนื้อเรื่องของแมลงเข้ามารบกวนพืชผลการผลิตของเราแต่การใช้สารเคมีและยากำจัด แมลงมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ผลผลิตของเรานั้นมีคุณค่าน้อยลง และยังต้องใช้ต้นทุนสูงในการกำจัดด้วย

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเทคนิคง่ายๆเพื่อจะสามารถประหยัดเงิน ในการกำจัดแมลง อีกทั้งยังเป็นภูมิปัญญาที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย ๆ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย นั่นก็คือการทำสูตรไล่แมลงโดยการใช้กาแฟและนม ทเปรี่ยวเท่านั้นโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเข้ามาดูกันเลย

ส่วนผสม

-กาแฟ 2 ช้อน

-นมเปรียว 1 ขวด

การผสม

เพียงแค่นำกาแฟที่เตรียมไว้มาละลายกับน้ำร้อน 1 ใน 4 ของถ้วยแก้ว จากนั้นก็นำมาคนให้กาแฟละลาย และนำมาส่งน้ำสะอาดที่เย็น ให้ได้ประมาณ สักครึ่งแก้ว จากนั้นก็แค่นมเปรี้ยวใส่ ลงไปแล้วต้องการคนให้เข้ากันก่อนที่ จะเทใส่รองเท้าพ่นเติมน้ำให้เต็ม แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็นำไปพ่นฉีดให้ทั่วบริเวณเพื่อผลผลิตได้

โดยทางที่ดีนั้นควรฉีดล้าง 16:00 นเป็นต้นไป เป็นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และทำให้สามารถดูดซึมกาแฟได้ดีมากยิ่งขึ้นและฉีดเป็นจำนวน 2 ข้างหลังปลูกผักหรือ 10 วันจากนั้นก็สามารถฉีดได้อีกครั้งหลังประมาณ 15 วันรวมแล้วประมาณ 25 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

โดยสูตรนี้สามารถช่วยในเรื่องของการกำจัดแมลงได้เป็นอย่างดีและทำให้ผักหวานกรอบอร่อยถูกใจผู้ที่ซื้อมากยิ่งขึ้น และสาเหตุที่นำเอากาแฟมาเป็นส่วนผสมนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่ากาแฟมีกรดของคลอโรจีนิก คาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่อันตรายต่อแมลง แต่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและยังเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายราคาถูกอีกด้วย

จากเด็กเกเร มาปลูกสมุนไพร สร้างรายได้แบบยั่งยืน

ทุกคนอาจจะมีช่วงเวลาในช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เรานั้นเดินทางที่ผิดแต่ในบางครั้งทางที่ผิดนั้นก็อาจจะสอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเราจนให้เรานั้นหันมามองในทางที่ถูกและเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาพบกับแรงบันดาลใจดีๆให้กับใครหลายๆคนที่คิดว่าตัวเองนั้นเลือกทางผิดแล้วจะต้องผิดไปตลอดชีวิตแต่บอกเลยว่านั่นมันไม่ใช่ เพราะชีวิตของคนเราสามารถเลือกทางเดินได้อยู่เสมอ

โดยในวันนี้เราจะพาคนทุกคนมารู้จักกับคนที่สามารถกลับตัวกลับใจให้ตัวเองมาเลือกทางเดินที่ถูกอย่างคุณ ศรายุทธ คูณสุข วัย 24 ปี ที่พลิกผันตัวเองจากเส้นทางเด็กเกเรเรียนจบเพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนสามารถกลับตัวกลับใจมุ่งมั่นทำตัวให้เป็นประโยชน์จนสามารถเป็นเจ้าของสวนสมุนไพรส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆมากมายโดยเรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

โดยคุณศรายุทธนั้นถือเป็นอีกหนึ่งคนหนึ่งที่เคยเดินทางผิดและเลือกทางเดินที่จะเป็นเด็กเกเรมาก่อนแต่สุดท้ายเขาก็ผ่านตัวเองมาช่วยเหลืองานที่บ้านโดยช่วยพ่อทำสวนสมุนไพรเพื่อส่งขายไปตามโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนอกจากนี้ก็ยังมีการปลูกพืชผักสมุนไพรเป็นจำนวนมากและจำหน่ายให้กับหลายๆพื้นที่และเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมสวนสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดพื้นที่ทำโฮมสเตย์ไว้ ให้คนที่สนใจมาพักผ่อนได้ซึ่งเป็นการสร้างเสริมรายได้ให้กับครอบครัวในระยะยาวโดยคุณศรายุทธต้องการที่จะต่อยอดงานต่างๆของครอบครัวให้ได้อย่างยั่งยืน

โดยส่วนสมุนไพรของคุณศรายุทธที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนั้นเป็นการเข้าร่วมหลังจากที่พ่อของเขานั้นได้เปิดทางให้คุณศรายุทธได้เข้าทำกิจกรรมกิจการด้วยตัวเองจนทำให้เขานั้นหาช่องทางในการเพิ่มรายได้และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้คนสนใจในสมุนไพรของเขาและเข้ามาเยี่ยมเยียนชมสมุนไพรที่บ้านเป็นอยู่บ่อยๆและก็สามารถขายสมุนไพรเหล่านี้ได้จึงได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมาก

นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ขายสมุนไพรเท่านั้นแต่ยังมีการเลี้ยงไก่ชนและจับมือกับกรมปศุสัตว์ทำไก่อินทรีย์ด้วยการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติโดยใช้สมุนไพรแบบธรรมชาติที่มีอยู่ภายในสวนมาเลี้ยงไก่และยังมีการทำโครงการ ไข่ไก่อินทรีย์เกษตรให้ไก่หันมากินสมุนไพร เรียกได้ว่าผู้บริโภคนั้นได้รับคุณประโยชน์ที่ดีเข้าสู่ร่างกายอย่างแน่นอนโดยนอกจากนี้เขายังต้องการเป็นเจ้าของกิจการอาหารไก่ออร์แกนิคที่มีทั้งอาหารและยารักษาโรคแบบพื้นบ้านจัดจำหน่ายด้วย

จึงเรียกได้ว่าคุณศรายุทธนั้นแม้จะสามารถประสบความสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งแต่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและตัวเองจึงเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับชาวเกษตรกรที่มุ่งมั่นและกลับตัวกลับใจได้อีก 1 คน

ชมคลิป


พลิกชีวิตด้วยเกษตรพอเพียง ปลูกที่กิน เหลือไว้ขาย ปลดหนี้ได้ ใน 2 ปี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับชาวเกษตรที่สามารถใช้ชีวิตจากการทำเกษตรแบบพอเพียงได้อย่างสบายๆนั่นก็คือคุณ คุณสมสี อุ่นคำ เกษตรกรชาวไร่อ้อย อาศัยอยู่ที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีวัย 57 ปีโดยคุณสมสี เริ่มทำไร่ในเมื่อปี 2563 โดยเริ่มต้นประมาณ 24 ไร่โดยการปลูกอ้อยซึ่งมีการขยายพื้นที่และเช่าพื้นที่เพิ่มเติมจนในปัจจุบันนั้นมีพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นจำนวน 250 ไร่ ส่งอ้อยให้กับโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง กลุ่มวังขนาย

โดยในช่วงแรกของการปลูกอ้อยในปี 2536 นั้นเป็นการปลูกใช้แรงงานคนต้องจ้างคนในทุกขั้นตอนของการปลูกดวงถึงขั้นตอนก่อนการเก็บเอาไปขายโดยจะทำให้หมดเงินไปกับการใช้จ่ายแรงงานคนในบางครั้งผลผลิตก็ไม่ค่อยดีได้ประมาณ 8-9 ตันต่อไร่จากนั้นเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็พยายามหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนต่างๆเริ่มจากการซื้อรถไถเดินตามเพื่อเปิดร่องอ้อยจากนั้นก็มีรถ รถไถเล็ก B 24 ใช้ปั่นดิน และรถไถใหญ่ ใช้ปลูกอ้อย คีบอ้อย ล่าสุด เพิ่งซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีรถบรรทุกอีก 2 คัน ไว้บรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงานโดยการให้น้ำอ้อยนั้นก็จะใช้ระบบน้ำหยดและมีการขุดบ่อบาดาลด้วยตัวเอง 6 บ่อและหลังจากนั้นก็จะมีการนำเครื่องจักรมาปลูกอ้อยจึงทำให้สามารถลดการใช้แรงงานคนได้เป็นอย่างดีลดต้นทุนและผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็น 11-12 ตัน ต่อไร่

แต่แล้วคุณสมสีก็ได้เกิดจุดประกายแนวคิดที่อยากมาใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงหลังจากที่ได้นั่งดูโทรทัศน์และได้ฟังพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ส้มพูดถึงการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งการทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะทำให้เราและมีความสุขในชีวิตโดยมีการปลูกพืชส่วนผสมและทำอย่างไรให้มีรายได้เข้าบ้านในทุกวันเมื่อได้ฟังพระองค์ท่านพูดจบได้พูดกับภรรยาในทันทีว่าอยากจะทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกไว้จะทำเศรษฐกิจพอเพียงโดยในตอนแรกภรรยานั้นยังห้ามไว้เพราะคิดว่าทำอย่างไรไม่สำเร็จแต่ด้วยความมุ่งมั่นและคิดว่ามันจะต้องสำเร็จถ้าหากมันไม่สำเร็จในหลวงรัชกาลที่ 9 คงไม่บอกให้ประชาชนทำอย่างแน่นอน

จึงตัดสินใจโดยเริ่มจากการไปซื้อเมล็ด มะเขือเปราะ ผักบุ้ง พริกขี้หนู และถั่วฝักยาวมาปลูกพร้อมกับการหักดิบเลิกกินเห-ล้าเลิกเล่นการพ-นันโดยทำมาในระยะตลอดเวลา 2 ปีตั้งหน้าตั้งตากับการปลูกพืชผักผลไม้และดูแลไร่อ้อยอย่างจริงจันทร์จนสุดท้ายเขานั้นก็สามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ได้จนหมดเพราะการเลิกเห-ล้าเลิกพ-นัน ทำให้เขานั้นมีเงินเหลือเข้าบ้านแล้วพอทำเศรษฐกิจพอเพียงก็มีรายได้จากการขายผักผลไม้ในทุกๆวัน

โดยมีความคิดอยู่เสมอว่าจะต้องมีรายได้เข้าบ้านวันละ 100 บาทซึ่งในวันนี้เขากล้าพูดได้เลยว่าหลังจากที่เป็นหนี้มาหลายปีแต่เขาสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีในการปลดหนี้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง โดยเมื่อคุณสมสี ไปเล่าให้ใครฟังก็มีแต่คนไม่ค่อยเชื่อหาว่าบ้าจะทำอะไรได้ถึงขนาดนั้นแต่คุณสมสีก็ยืนยันว่าสามารถทำได้จริงๆโดยคราวนั้นตื่น 3:00 นนอน 11:00 นในทุกๆวันโดยในทุกๆวันจะมาเก็บผักบุ้งถั่วฝักยาวพอถึง 06:00 นก็จะขับรถส่งนักเรียนหลังจากนั้นก็จะมาเก็บ บวบ ถอนหัวหอมแดง พอตอนบ่าย 3 ก็ไปขับรถรับนักเรียน ช่วงเย็นก็จะมากินข้าวดูข่าวและเข้าไร่ตอน 19:00 นเพื่อดูแลถั่วฝักยาวเก็บหญ้าที่ขึ้นรถในไร่จนถึง 5 ทุ่มก็เข้านอนโดยมีชีวิตประจำวันแบบนี้วนไปในทุกๆวันเพราะเขาไม่ได้ไปไหนเพราะต้องคอยดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้

โดยคุณสมสี ปลูกทุกอย่างที่กินได้เหลือก็เอาไว้ขายโดยจะมีคนนั้นมารับซื้อพืชผักถึงบ้านโดยพืชผักผลไม้ที่ปลูกนั้นจะไม่มีการใช้สารเคมีเป็นเด็ดขาดและจะใช้ปุ๋ยหมักเองโดยใช้พื้นที่ในการปลูก 2 ไร่และปลูกผักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีพืชผักสวนครัวที่สามารถรับประทานได้ก็จะมี ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง โหระพา กะเพรา มะนาว หัวหอม กระเทียม ผลไม้ที่ปลูก ได้แก่ ลองกอง มะยงชิด ทุเรียน มะปราง ส้มโอ ส้มโชกุน ขนุน น้อยหน่า กระท้อน เงาะ มังคุด ละมุด กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า องุ่น มะละกอ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ เป็ด ปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน

โดยนอกจากนี้เขายังเล่าถึงเหตุการณ์ในวันแรกที่สามารถเก็บมะเขือเปราะขายได้เงินโดยทำให้เขานะรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่พืชผักสวนครัวจากเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับเขาโดยเริ่มจาก 40 บาทวันต่อมาก็เพิ่มเป็น 100 บาทและเป็นถึง 200 บาทเคยขายได้มากสูงสุดคือ 1000 บาทโดยจะเก็บวันละ 100 เป็นเหมือนการออมและทยอยใช้หนี้สินไปเรื่อยๆจะสามารถปลดหนี้ได้เป็นที่สำเร็จ

และด้วยความมานะมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงของเขานั้นก็ทำให้เขาได้รับรางวัลชนะเลิศ ชาวไร่อ้อยดีเด่น ประจำปี 2561 ประเภทชาวไร่อ้อยพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชาซึ่งทำให้เขารู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัลนี้และต้องขอขอบคุณ ลุ่มวังขนาย โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง ที่เอาใจใส่ น้าสนับสนุนชาวไร่มาตลอดโดยในทุกวันนี้คุณสมสีนั้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขปลดหนี้ปลดสินได้ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป

“ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ชาวไร่อ้อยทุกคนว่า ถ้าเราฟังอย่างเดียว ไม่ลงมือทำ ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ก็ไม่สำเร็จ วันนี้ ผมฟังพระองค์ท่าน ผมลงมือทำ ผมเอาใจใส่ดูแลอย่างจริงจัง ผมจึงสำเร็จครับ อยากให้ลองทำเศรษฐกิจพอเพียง ได้เงินเข้าบ้านวันละ 100 บาท เพียงเท่านี้ ก็มีความสุขแล้วครับ สามารถทำควบคู่ไปกับการปลูกอ้อยได้อย่างสบายๆ ครับ”

ปลูก! ดอกขจร 1 ไร่ สร้างรายได้ในทุกวัน วันละ 3,000 – 4,000 เก็บขายได้นาน ถึง 4 ปี

ใครหลายคนคงจะรู้จักกับดอกสลิดดอกขจรกันเป็นอย่างดีซึ่งดอกชนิดนี้ถือว่าเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยในบ้านเรานั้นมีดอกขจรอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือขจรพันธุ์พื้นบ้านซึ่งจะมีดอกขนาดเล็กจะออกในช่วงหน้าฝนกับขจรพันธุ์ดอกที่มีการคคัดดอกสายพันธุ์พื้นบ้านจ นได้ดอกที่มีใหญ่ขึ้น และดอกขจรนี้ถือได้รับความนิยมเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริโภคจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณปรมินทร์ ประทุมมา เกษตรกรผู้ปลูกขจร ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจัน ถือเป็นอีกหนึ่งาวเกษตรกรที่สามารถหารายได้จากการปลูกดอกขจร 1 ไร่ โดยดอกขจรนี้เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่าย ชอบแดดทนแล้งเป็นอย่างดีและมีอายุอยู่ได้ยาวนานในสภาพดินที่สมบูรณ์และมีน้ำตลอดทั้งปีและที่สำคัญลงทุนน้อยต่อไร่แต่สามารถกลับให้ผลผลิตได้ในทั้งปี และในช่วงฤดูหนาวก็จะมีดอกออกมาอยู่และสามารถขายได้ในราคาแพงอีกด้วย

โดยดอกขจร นั้นเป็นดอกเป็นไม้เลื้อยที่ชอบความโปร่งซึ่งพื้นที่ที่จะปลูกนั้นจะเป็นพื้นที่ที่จะต้องส่องแสงแดกถึงอยู่ตลอดเวลา โดยแปลงปลูกจะใช้ไม้ไผ่สูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร ปักต่อกันเป็นเส้นตรง แต่ละเสาห่างกัน 1 เมตร และขึงตาข่ายเป็นแนวยาวอย่างที่เห็น โดยแต่ละแถวจะห่างกัน 50 เซนติเมตร และมีหลุมปลูกที่ขนาดพอดีกับตุ้มดินของต้นกล้า ระยะห่างระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จากนั้นก็จะนำต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน ลงปลูกหลุมละ 2 ต้น

และหลังจากที่ปลูกต้นกล้าลงดินแล้วก็ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นและบำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 สลับ 25-7-7 เดือนละ 2 ครั้ง และใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียงแค่ 3 เดือนก็สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้วโดยเทคนิคในการเก็บดอกขจร หลังจากเก็บดอกแล้ว จะต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งเมื่อพุ่มเริ่มหนา ให้ทรงพุ่มโปร่ง เท่านี้ต้นขจรก็จะแตกยอดออกมาใหม่พร้อมกับมีดอกตามมาเรื่อยๆ ยิ่งตัดก็จะยิ่งแตก นั้นเอง

โดยผลผลิตนั้นสามารถเก็บได้รายวันจะอยู่ในวันละ 30 ถึง 40 กิโลเมตรบางวันก็ถึง 100 กิโลกรัมเฉลี่ยแล้ว 60 กิโลต่อวันจำหน่ายในกิโลกรัมละ 50-100 บาทและในช่วงฤดูหนาวนะสามารถจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 120 ถึง 130 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ดอกขจรถือเป็นพืชที่ติดช้ำง่ายเวลาตัดแต่งกิ่งก็จะสามารถนำเสาที่มีอายุเกิน 1 ปีมาตัดแต่งกิ่งและไปผสมกับดิน 1 ส่วนกับขุยมะพร้าวอีก 1 ส่วนปักท่อนพันธุ์ลงไปหรือประมาณ 2 นิ้ว ถุงละ 2 ท่อน จากนั้นนำไปอนุบาลต่อในเรือนเพาะชำที่มีแสงผ่านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ รดน้ำทุกวันประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาปลูกหรือแบ่งจำหน่ายต้นพันธุ์สร้างรายได้อีกทางหนุ่งด้วยเช่นกัน

ซึ่งถ้าหากใครสนใจนั้นสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณปรมินทร์ ประทุมมา 193 หมู่2 ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจัน จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์. 08-3858-1686 กันได้เลย

เคล็ดลับ! เพียงแค่โรยเกลือ ไว้โคนต้นมะพร้าวน้ำหอม ก็ได้หวาน หอม อร่อย

หลายๆคนคงเคยได้ทานน้ำมะพร้าวหอมน้ำหอมที่มีรสชาติหอมอร่อยซึ่งบอกเลยว่าแน่นอนถ้าหากใครได้รับประทานก็มันจะติดใจกันและยอมซื้อแม้ว่าจะต้องจ่ายแพงแค่ไหนโดยในวันนี้เราก็มีเคล็ดลับดีๆจากพ่อค้าเกษตรการว่าทำอย่างไรมะพร้าวน้ำหอมนี้ถึงจะมีรสหวานหอมอร่อยถูกใจคนได้โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์ พึ่งพเดช เจ้าของสวนมะพร้าวอำเภอบ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาคร

โดยส่วนมะพร้าวของเขานี้มีวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้สำหรับผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพสามารถวางใจว่ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนน้ำจะมีความปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารพิษอย่างแน่นอนจึงมีการปรับเปลี่ยนการจัดการภายในส่วนให้ได้มาตรฐานของ GMP ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

โดยจากเดิมที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีแต่หลังจากที่เข้าอบรมจึงมีการเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ทุกเดือนเดือนละครึ่งกระสอบหรือประมาณ 10-12 กิโลกรัมแนะนำให้ต้นมะพร้าวมีความสมบูรณ์และทำให้มีกลิ่นหอมและมีรสชาติหวาน

โดยปกติ โดยปกติเราจะได้อานิสงส์จากน้ำกร่อยที่หนุน เข้ามา เลยทำให้พื้นที่อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, ราชบุรีและชลบุรี ปลูกมะพร้าวแล้วมีกลิ่นรสชาติที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ แต่พื้นที่สวนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลน้ำกร่อยเข้ามาไม่ถึง จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นเข้ามาช่วยเสริม นั่นคือใชเกลือสมุทร เกลือทะเล มาหว่านโรยโดนตัน

โดยวิธีใส่เกลือทะเลเพื่อกระตุ้นให้มะพร้าวนั้นมีกลิ่นหอมและรสชาติหวานนั้นแนะนำให้รวยเกลือสมุทรในบริเวณรอบต้นมะพร้าวเป็นวงกลมห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตรในอัตรา 500 กรัมหรือครึ่งกิโลกรัมต่อต้นควรทำในช่วงฤดูฝนเพราะน้ำจะสามารถช่วยละลายเกลือลงสู่ผิวดินได้อย่างรวดเร็วและนำไปอีกประมาณครึ่งปีหรือ 6 เดือนก็โรยเกลืออีกครั้งหนึ่งแต่อย่าให้ตรงกับฤดูแล้งเพราะจะทำให้ต้นมะพร้าวเจอกับความเค็มและคายน้ำในทันทีทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ จั่นร่วงง่าย และผลไม่ติด ฉะนั้นควรระวัง

โดยหลังจากที่ได้รับรองจาก gsp ก็ทำให้มีการออกขายตามร้านงานต่างๆทุกๆวันจันทร์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรในกรุงเทพฯและมะพร้าว 1 ลูกก็สามารถขายได้หมดภายในช่วงเวลาครึ่งวันเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ขายทั้งวันได้เพียงแค่ 40 ลูก ทำให้ไม่คุ้มค่าและเวลาและน้ำมันรถเพราะลูกค้านั้นไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ แต่ในปัจจุบันก็มีลูกค้าเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นและเป็นสินค้าที่ชาวสวนปลูกเองจึงทำให้ปัจจุบันมะพร้าวจำนวน 350 ต้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่จำนวน 7 ไร่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวปีละ 480000 บาท

ฟรี!สูตรกำจัดหญ้า ปลอดภัยไร้เคมี เห็นผลใน 2 วัน

ชาวเกษตรคนไหน กำลังพบกับปัญหาในเรื่องของหญ้าที่รกขึ้นอย่างมากมาย ทำให้หญ้าขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้เสียเวลาในการกำจัดซึ่งใครหลายคนนั้นก็มักจะใช้วิธีในการสื่อสารเคมีมาฉีดพ่นหญ้าในการกำจัดหญ้าบอกเลยว่าวิธีเหล่านี้นั้นทำให้เกิดภาระหน้าดินทำให้ดินนั้นไม่อุดมสมบูรณ์อีกทั้งพื้นที่ดินยังได้รับสารเคมีไปแบบเต็มๆ ซึ่งในปัจจุบันทางองค์กรอนามัยโลกได้มีการออกมาเตือนแล้วว่า สูตรกำจัดหญ้า 2,4-D ที่กำลังใช้กัน อันตรายต่อมนุษยเป็นอย่างมาก และยังมีสารก่อมะเร็งอีกด้วย โดยในตอนนี้กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทยก็มีการออกมาต่อต้านในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการกำจัดหญ้ากันโดยการกำจัดหญ้าที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรที่ไร้สารเคมีไร้สารที่สามารถต่ออันตรายต่อร่างกายของเราอีกครั้งจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยเป็นอย่างมากซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 สูตรดังนี้

สูตรที่ 1 : สูดรน้ำหัวผักกาดและหัวไชเท้า

สิ่งที่ใช้

+น้ำหัวผักกาด 1 ส่วน

+น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ส่วน

+ผงกลูโคส 1 ส่วน

การทำ : เอาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ทำไปหมักทิ้งไว้เป็น เวลา 1 คืน

การทำใช้งาน : โดยใช้ในระยะ 7 วันในอัตราตอน 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ต่อ 1 ครั้ง โดยสูตรนี้สามารถใช้กับในนาข้าวในตอนที่ข้าวยังเล็กได้ซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมการเจริญเติบโตของหญ้าหรือสามารถนำไปฉีดพ่นมะนาวหรือส้มโอให้ใบร่วงได้

สูตรที่ 2 : สูดรเกลือ

สิ่งที่ใช้

+เกลือ 2 กก.

+ปุ๋ยยูเรีย 21-0-0 2 กก.

+น้ำ 20 ลิตร

การทำ : เอาเกลือมาผสมกับยูเรีย จากนั้นก็เอาไปผสมในน้ำ 20 ลิตร

การทำใช้งาน : สามารถนำไปฉีดในนาข้าวในขณะที่ต้นข้าวนั้นกำลังมีความสูงประมาณเหนือเข่า โดยใช้ระยะเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ต้นหญ้าหรือวัชพืชที่เกษตรกรไม่ต้องการก็จะแห้งเหี่ยวไปเองกลายเป็น ปุ๋ย ชั้นดีในนาข้าวได้ดีอีกด้วย

สูตรที่ 3 : สูดรน้ำส้มสายชู

สิ่งที่ใช้

+น้ำส้มสายชู 3 ลิตร

+เกลือแกง 2 ถ้วย

+น้ำยาล้างจาน 1 ถ้วย

การทำ : เอาส่วนผสมทุกอย่างมาละลายผสมเข้าด้วยกัน

การทำใช้งาน : เมื่อผสมเข้าด้วยกันแล้วก็สามารถนำมาใส่ขวดสเปรย์หรือถังฉีดพ้น เพื่อนำไปกำจัดหญ้าได้เลย 2 วันเห็นผลแน่นอน และเลือกทำำในวันแดดจัดได้ยิ่งดี แต่ควรหลักเลี่ยงในวันฝนตก

ผักชีในกระถาง ปลูกไว้รับประทานเองแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อกิน!

สำหรับผักชีนั้นถือเป็นผักที่สามารถนำมาใช้รับประทานหรือตกแต่งอาหารได้ ที่ทำให้ครัวหลายๆบ้านนั้นจำเป็นจะต้องมีผักชีติดบ้านกัน เพราะผักชีนั้นมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารได้อย่างเป็นอย่างมากและสามารถกินได้ง่ายและอร่อยด้วย

แต่ในปัจจุบันเราจะทราบได้อย่างไรว่าผักชีที่เราซื้อมานั้นปลอดภัยไร้สารพิษและยิ่งถ้าหากใครรักสุขภาพมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นปลูกผักชีไว้รับประทานเองที่บ้านในกระถางเล็กๆอยากกินเมื่อไหร่ก็สามารถเด็ดรับประทานเอาได้เลย โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการปลูกผักชีในกระถาง ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ปลูกเล็กๆได้ เหมาะอย่างมากสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือคนที่อยู่ตามคอนโดซึ่งคุณนั้นก็สามารถปลูกผักชีไว้รับประทานเองได้ด้วยเช่นกันโดยจะมีวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

วัสดุที่ต้องเตรียม

+เมล็ดผักชี

+ดิน

+ปุ๋ยคอก

+ทรายและขี้เถา

+ฟางข้าว

+กระถางปลูกผัก

ขั้นตอนในการปลูกผักชีในกระถาง

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำเมล็ดผักชีมาบด โดยใช้ขวดบดให้แตกออกเป็น 2 ซีก

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วก็หันมาเตรียมดินโดยการพรวนดินให้ร่วนและผสมรวมกับปุ๋ยคอกและใส่ในกระถาง

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นนำเมล็ดที่แช่น้ำครบแล้ว มาผสมกับทรายและขี้เถาและรอให้เมล็ดคอก

ขั้นตอนที่ 4 และเมื่อเห็นรากอ่อนงอกออกมาจากเมล็ดก็ค่อยๆโรยลงบนดินปลูกในกระถางจากนั้นก็นำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นหน้าดินเอาไว้และไปตั้งในบริเวณที่มีแดดส่องรำไร

ขั้นตอนที่ 5 ทำการรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เป็นประขำทุกวัน ทำไปเป็นระยะเวลา 30-50 วัน ก็เริ่มเก็บแล้ว

เพียงเท่านี้เราก็มีผักชีไว้รับประทานกินเองในบ้าน แถมเป็นผักชีที่ปลอดสารพิษอย่างแน่นอน อยู่ในคอนโดก็ปลูกได้ ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะและไม่ต้องออกไปเสียเงินซื้อผักที่ตลาดกันแล้วละคะ ! แจ่มใช่ไหมละ!

เลี้ยงไส้เดือนทำปุ๋ย ใช้พื้นที่นิดเดียว! แต่รับเงินได้หลักแสน!

ไส้เดือนเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในดิน ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรมาอย่างมากมายแล้วนับไม่ถ้วนโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับคุณขจรเกียรติ บรรเลงจิตเจ้าของฟาร์มไส้เดือน ที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยข่าวนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงไส้เดือนเลยก็ว่าได้

โดยกล่าวนั้นได้มีการนำพื้นที่เพียงแค่ 2 งาน จากที่เคยทำบ่อปูนปลาถูกปรับใช้มาเป็นเบาะขยายพันธุ์ไส้เดือนเบอเริ่มต้นมาจากการซื้อไส้เดือน โดยซื้อพ่อและแม่ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกา 4 กิโลกรัมในราคา 3200 บาท สาเหตุที่ใช้สายพันธุ์นี้ก็เป็นเพราะว่าเป็นพันธุ์ที่มีขนาดตัวใหญ่และก้อนมูลโตและเป็นสายพันธุ์เดียวที่อยู่บนดินชั้นบน กินซะตัดซากพืชอินทรีย์วัสดุบนพื้นผิวดินและถ่ายมูลลงไปในผิวดินทำให้เกิดการแยกปุ๋ยได้ง่ายโดยจะมีการนำมาเลี้ยงในบ่อประมาณ 2 คูณ 4 เมตรและใส่มูลโค 40 กระกอบ

โดยไส้เดือน 40 กก. เลี้ยงไป60วัน จะทีก่ีเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีก 22 กก. ซึ่งนี้ก็เพียงพอต่อการ ทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อค้าขายภายใน 3 อาทิตย์ โดยปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ผลิตออกมานั้นจะมีแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับต้นไม้เป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้องใช้มูลวัวและมูลไก่มาผสมซึ่งถ้าหาก โดยถ้าหากใช้มูลวัวอย่างเดียวก็นำให้โครงดินไม่ร่วน อันแน่นเกินไป ทำให้ไส้เดือนชอนไชไม่ได้ โดยจะนำมาผสมกันในอัตราส่วนมูลโค 5 ส่วน / มูลไก่ 1 ส่วนและก้อนเห็นเก่า 1 ส่วน จากนั้นก็พักนาน 2 อาทิตย์เพื่อใ้อุณหภูมิเย็นลง โดยจะทำก่อนที่จะนำไปเลี้ยงไส้เดือนซึ่งจะต้องนำส่วนผสมดังกล่าวนี้ไปผสมกับรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งในอัตราส่วนรำ 1 กิโลกรัมต่อส่วนผสม 200 กิโลกรัม จากนั้นก็ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากันและบรรจุใส่ถุงพลาสติกกระสอบปุ๋ยจำนวน 10 กิโลกรัมต่อถุงพร้อมกับใส่ใส้เดือน 2 ขีดอ่อน 1 กระสอบและไปวางไว้ในโรงเรือนที่ ลม โกร่ก

และเพื่อไม่ให้อุณหภูมิร้อนจนเกินไปควรจะมีการติดตั้งสปริงเกอร์และปล่อยน้ำด้านบนหลังคาเพื่อกระตุ้นให้ไส้เดือนชอนไชหากินอาหารในกระสอบปุ๋ยซึ่งก็จะได้ปุ๋ยมูลไส้เดือน จำนวน 160กก. ขายได้กก.ละ 10 บาท และขายไส้เดือนได้อีก 22 กก. ขายให้บ่อปลาอีก กก.ละ 500 บาท

การเลี้ยงไส้เดือนสูตรนี้ จะใช้พื้นที่ประมาณ 25 ตารางวา ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 3,800 บาท เท่านั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 3 อาทิตย์ก็สร้างรายได้ 27,000 บาท โดยในบ้างครั้งก็สามารถสร้างรายให้ครอบครัวเดือนละ 120,000 บาท (ยังไม่หักต้นทุน) เพราะมีชาวสวนเกษตรอินทรีย์และบ่อกุ้งติดต่อขอซื้อมาอย่างต่อเนื่อง สนใจจะเรียนรู้ดูงานสอบถามได้ที่ 09-2258-6598 กันเลย

เจาะน้ำในต้นไผ่ ใส่ขวดขาย สร้างรายได้งาม แบบยั่งยืน!

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับการสร้างอาชีพอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยซึ่งเราจะพาทุกคนไปพบกับเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ลืมแล้ง ที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านส้มเฟี้ยง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง โดยจะพาไปรู้จักกับคุณสมศักดิ์ สุนทรนนท์ ที่ออกมาเผยหนทางการสร้างรายได้ จากต้นไผ่และยังได้หน่อเป็นของแถม

โดยคุณสมศักดิ์ สามารถนำน้ำออกมาจากต้นไผ่ได้และนำมาใส่ขวดและวางจำหน่ายในราคาขวดละ 20 บาทในปริมาณ 500 CC โดยต้นไผ่ที่ปลูกไว้เป็นจำนวน 100 ต้นบนพื้นที่ 1 ไร่ที่มีอายุประมาณ 2-3 ปีก็จะนำมาถูกเจาะโดยการใช้สว่านเจาะรูไปในป่องจากนั้นก็ใช้หลอดกาแฟเสียบเข้าไปและทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงก็จะมีน้ำไหลออกมาจากต้นไผ่ซึ่งได้ต้นประมาณ 1.5 ถึง 2.0 ลิตร

และในวันถัดไปก็ยังเอาหลอดกาแฟมาใส่เพื่อนำน้ำออกได้โดยจะเป็นข้อต่อด้านบนหรือข้อต่อด้านล่างก็ได้ก็จะได้ด้วยเช่นกันในต้นเดียวกันแต่ควรมีการเว้นระยะห่างที่ต่างออกไปประมาณ 1.5 เซนติเมตร โดยน้ำที่ได้จากต้นไผ่นี้จะเป็นน้ำที่บริสุทธิ์และดีต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถนำมาขายได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไรอย่างมากสำหรับใครที่ปลูกต้นไผ่อยู่แล้วและต้องการอะไรได้เสริมและถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้กับเกษตรกร

โดยน้ำจากต้นไผ่นี้จะมีกลิ่นหอมมันอ่อนรสชาติเหมือนน้ำเปล่าแต่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนที่รักสุขภาพเพราะมีสรรพคุณในเรื่องของการขับสารพิษออกจากร่างกายและทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งยังนำไปล้างผักผลไม้ได้ให้ผักผลไม้ปลอดสารพิษต่างๆได้นอกจากนี้ยังสามารถเก็บได้นานถึง 7 วัน โดยสรรพคุณของมันนั้นได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้การปลูกต้นไผ่ก็ยังได้หน่อไม้ซึ่งยังขายได้ถึงกิโลกรัมละ 20-30 บาทถ้าหากนำมาแปรรูปก็สามารถปรับขายมีราคาที่สูงขึ้น จึงทำให้ต้นไผ่นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้ทั้งปี เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่าพันบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์โดยถ้าหากใครสนใจที่จะไปดูงานเพราะสามารถไปศึกษาดูงานได้ฟรีที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านซ่อมเฟืองหรือสอบถามไปยังเบอร์โทร 089 059 0 5 4 9

เพาะถั่วงอกในโอ่ง สร้างรายได้งาม เดือนละไม่ต่อกว่าครึ่งแสน!!

วันนี้ทางทีมงานก็เอาสิ่งดีๆมาฝากอีกแล้วสำหรับใครนั้นที่กำลังสนใจหารายได้เสริมให้กับตัวเองบอกเลยว่าวันนี้เราจะพาไปสถานที่แห่งหนึ่งนั่นก็คืออำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาซึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งได้ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขายแต่บอกเลยว่าการเพาะถั่วงอกแบบโบราณนั้นสามารถสร้างรายได้ได้ยาวนานถึง 40 ปีจนกลายเป็นรายได้หลักจนสามารถได้รับคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ได้อีกด้วยโดยเจ้าของนั้นก็คือ… นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี โดยคุณศรีนวลนั้นก็ได้มีการบอกขั้นตอนวิธีการทำดังนี้

ขั้นตอนการปลูกถั่วงอกแบบโบราณในโอ่ง

ขั้นตอนที่ 1 ต้องมีโอ่งที่มีขนาดความสูงประมาณ 1.5 ฟุตกว้าง 1 ฟุตและนำมาเจาะรูขนาดนิ้วก้อย 2 รูที่ก้นเพื่อให้น้ำสามารถซึมออกไปได้

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ให้ซื้อเมล็ดถั่วเขียวเกรด A ซึ่งในปัจจุบันขายในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่ไว้ในกะละมัง 5 ชั่วโมงเมื่อครบแล้วก็นำมาใส่ในโอ่งโดยใส่โอ่งละ 2 กิโลกรัมแล้วคุมด้วยกระสอบทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้รากงอก

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นให้เอาใบสะแกสดมาคุมไว้ด้านบนของเมล็ดถั่วและเอาไม้ไผ่มาขัดไว้ด้านบน

ขั้นตอนที่ 5 ขยันรดน้ำใส่โอ่งวันละ 4 เวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 วัน

ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็ดึงไม้ไผ่ที่ขัดออกและเอาใบสะแกออกเพียงเท่านี้ก็จะได้ถั่วงอกขาวอวบพร้อมที่จะขาดแล้ว

และวิธีการคัดเอาเปลือกถั่วออกจากถั่วงอกนั้นก็ใช้เพียงแค่พัดลมขนาดใหญ่เป่าและนำผ้ามุ้งมาปู นำถั่วงอกมาใส่กระด้งและร่อนเพื่อให้เปลือกถั่วเขียวออกมาจากถั่วงอกจากนั้นก็เก็บใส่ถุงเพื่อชั่งกิโลพร้อมนำไปขาย

นอกจากนี้นางศรีนวลก็ยังมีการบอกอีกว่าในอดีตของตัวเองนั้นครอบครัวมีอาชีพทำไร่และนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆก็ประสบปัญหากับภัยธรรมชาติหลายๆอย่าง จึงตัดสินใจขายที่นาเกือบทั้งหมดและนำเงินมาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้พื้นที่บริเวณใต้ถุนบ้านในการเป็นพื้นที่เพาะถั่วงอก ซึ่งมีช่วงแรกต้องมีการลองถูกลองผิดไปเรื่อยและก็อาจจะไม่ได้ผลผลิตที่ดีในเท่าที่ควร

แต่ต่อมาก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ให้คำแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งเพราะถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณและยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพอย่างจริงจัง จึงมีความสนใจและเข้าไปศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นมาอย่างจริงจัง จนในเมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมาก็สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างดีและสามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดในตัวได้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งในปัจจุบันครอบครัวของคุณศรีนวลนั้นก็ได้มีการเพาะถั่วงอกในโอ่งทั้งหมด 40 ใบและสามารถเก็บถั่วงอกขายได้สัปดาห์ละประมาณ 800 กิโลกรัมโดยมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่และขายในกิโลกรัมละ 18 บาทเฉลี่ยมีรายได้สัปดาห์ละ 14000 บาทหรือตกเดือนละ57600 บาทเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้จนถึงปัจจุบัน

ไอเดียค้างผักให้เหมาะกับพื้นที่ในแบบต่างๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้!

โดยแน่นอนว่ามีชาวเกษตรกรหลายคนนั้นต่างปลูกผักไม้เลื้อยกันอยู่และแน่นอนว่าค้างผักนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างผลผลิตให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และในแต่ละรูปแบบของค้างผัก ก็จะให้ผลผลิตที่แตกต่างกันออกไปบางก็ทำให้ผลผลิตสูงขึ้นและจะมีการดูแลที่ง่ายขึ้นและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวนานขึ้นและนอกจากนี้ยังสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชที่มาจากทางอื่นได้อีกด้วยซึ่งออกหรือว่าประโยชน์ของมันและยังมีอีกมากมาย

และในวันนี้นี่เองทางทีมงานก็จะพาทุกคนนั้นมาดูค้างผัก ในแบบต่างๆกันโดยค้างผักจะมีแบบไหนบ้างนั้นเราก็มาดูกันเลยดีกว่า

1. แบบเสารั้ว

เป็นแบบที่ทำได้ง่ายมากที่สุดและสามารถพบเห็นได้ตามทั่วไปเป็นค้างผักที่สามารถทำเองก็ได้และให้ผลผลิตที่ดีอีกด้วย

2. แบบตัว A

เป็นคางผักอีกแบบที่สามารถทำได้แบบง่ายๆลงทุนไม่มากและให้ผลผลิตที่ดีในช่วงแรกๆแต่นานๆไปนั้น การจัดการในเรื่องของการจัดแต่ง เก็บผลผลิตได้ยากลำบากมากกว่าแบบอื่น

3. แบบกระโจม

คล้ายกับแบบตัว A คือจะให้ผลดีในแบบช่วงแรกๆ แต่สามารถจัดการการจัดแต่งได้ดีกว่าแบบ A มากกว่า

4. แบบตัว T

เหมาะสำหรับพื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่เชิงเขาไม่ราบเรียบซึ่งสามารถนำมาปรับประยุกต์ในพื้นที่ราบเรียบได้ด้วยเช่นกันข้อดีก็คือสามารถจัดการได้ง่ายสะดวกในเรื่องของการจัดเก็บผลผลิตและตกแต่งโคนต้นได้เป็นอย่างดี และอาจเพิ่มจำนวนเส้นแบบลวดได้

5. แบบตัว H

มักจะพบในแปลงเพาะปลูกที่มีการลงทุนสูงมีการจัดการที่ดีเพราะมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นเสาปูนหรือโลหะซึ่งสามารถใช้งานได้นานและสามารถเก็บผลผลิตได้มากและเก็บได้นานอีกด้วย

6. แบบเสาคู่

ซึ่งสามารถให้ผลผลิตที่สูงและสามารถเก็บผลผลิตได้ง่ายจัดการจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดีสะดวกสบายและสามารถสร้างความสมดุล ไม่หนักข้างใดข้างหนึ่งมากจนเกินไปจนทำให้เสาล้มได้แต่คนที่ คิดจะใช้ค้างผัก แบบนี้ควรตั้งอยู่ในแนวทิศตะวันออกและตะวันตกเพราะจะสามารถรับแดดได้อย่างทั่วถึง

7.แบบตารางหมากฮอส

เป็นค้างผักที่สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างแต่การใช้ค้างผักแบบนี้นั้นควรจะมีการตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีผลหรือเล็กรีบออกอยู่เสมอเพื่อทำให้มีความโปร่งโล่งและมีแสงแดดส่องถึงเพื่อฆ่าเชื้อโรคเชื้อราต่างๆ

และนี่ก็คือค้างผักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งหากพื้นที่ของใครนั้นสะดวกแบบไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตัวเองได้ซึ่งค้างผักในแต่ละแบบนั้นก็จะมี ผลที่แตกต่างกันออกไปด้วย

เลี้ยงเป็ด 40,000 ตัว ขายไข่ส่งยี่ปั๊ว รับเต็ม ๆ วันละแสน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมอีกหนึ่งอาชีพเกษตรกรที่น่าสนใจไม่น้อยโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่จังหวัดนครปฐม อำเภอบางเลน ถือเป็นอีกหนึ่งอำเภอหนึ่งที่สามารถผลิตไข่เป็ดออกมาได้อย่างมากมายและมีฟาร์มขนาดใหญ่งั้นก็คือฟาร์มเป็ดโชคอำนวย โดยฟาร์มแห่งนี้ได้มีการเลี้ยงเป็ดมากกว่า 4 หมื่นตัวและเลี้ยงด้วยระบบฟาร์มแม่เป็ดสามารถออกไข่ได้ใหญ่และดกขายได้ราคาดีโดยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อหน้าฟาร์มถึงฟองละ 4 บาทเลยทีเดียว

โดยเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ก็คือคุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ด้วยในปัจจุบัน รับราชการเป็นอบต.ตำบลบางเลนจังหวัดนครปฐม โดยตัวเขาได้มีการเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปีพศ 2536 โดยมีแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมดโดยในตอนแรกเลี้ยงเป็ดอยู่เพียงแค่ 4 พันตัวในพื้นที่กว้าง 7 วาและยาว 12 วาจนในปัจจุบันก็สามารถมีเป็ดเพิ่มถึง 40000 ตัวโดยเป็ด 1 ตัวจะใช้พื้นที่ประมาณ 7 ตารางเมตร ซึ่งสายพันธุ์เป็ดที่เลี้ยงนั้นก็จะมี เป็ดกากีโดยเป็ดสายพันธุ์นี้ราคาตัวละ 10 ถึง 21 บาท สำหรับราคาลูกเป็ดและเลี้ยงเป็ดพันธุ์ต่างประเทศซึ่งราคาตัวละ 21-24 บาทโดยเทคนิคที่ได้ไข่ดกฟองใหญ่นั้นก็ต้องมีการเตรียมการตั้งแต่ลูกเป็ดอย่างเล็กๆโดยการขนอาหารให้มีร่างกายสมบูรณ์และตัวโต

โดยเมื่อลูกเป็ดอายุได้ 30 วันจะถูกนำไปปล่อยไว้ที่ทุ่งนาหรือเป็ดไล่ทุ่งเพื่อให้หาอาหารกินจากนาข้าวจะสามารถช่วยในเรื่องของการประหยัดค่าอาหารได้จนกระทั่งเป็ดอายุได้ประมาณ 5 เดือนครึ่งก็ค่อยเอาเข้าฟาร์มและขุ่นอาหารให้สามารถออกขายได้โดยเป็ด 40000 ตัวนั้นจะสามารถเก็บไข่ไก่ได้ประมาณ 32000 ฟอง / วัน และขายหน้าฟาร์มฟองละ 3-4 บาท

โดยอาหารของมันนั้นก็สามารถกินได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นกุ้งหอยปูปลา แต่วนใหญ่มีชาวเกษตรชอบให้กินอาหารสำเร็จรูปแต่ระยะการให้ไข่จะสั้นลงและเปลือกบาง ทางที่ดีเลี้ยงเป็ดกลางทุ่งจะดีกว่าแต่อย่างไรก็ตามจากการขายขายของคุณอำนวย นั้นสามารถขายได้ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยวันละแสนกว่าบาทแต่ก็มีปัจจัยในรเรื่องของอาหาร ถือว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญไม่น้อย

โดยคุณอำนวยสามารถขายไข่เป็ดได้วันละ 32000 ฟอง จึงสามารถสร้างรายได้วันละแสนกว่าบาทซึ่งเป็นรายได้ที่ยังไม่รวมค่าอาหารเป็ดแต่อย่างใดโดยรวมแล้วถ้ารวมเป็นสัปดาห์ก็จะได้ประมาณ 7-8 แสนบาทแต่หักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้วก็จะมีรายได้ตกสัปดาห์ละแสนกว่าบาทเท่านั้นก็ถือว่าเป็นอีก 1 รายได้ที่มากพอสมควรต่อสัปดาห์เลยทีเดียวโดยในปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับไข่เป็ดไปขายต่อในหลายจังหวัดและยังมีออเดอร์สั่งซื้อจากต่างประเทศอีกด้วย

คุณลุงวัย 70 ปลูกสัปปะรดฉีกตา ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง ขายในโซเชียลออเดอร์เพียบ!

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับชาวเกษตรกรคนหนึ่งนั่นก็คือคุณลุงเยี่ยม ตาเห็นอายุ 70 ปี เป็นชาวเกษตรกรที่อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลกที่ได้มีการแบ่งพื้นที่นาปลูกข้าวหันมาทำไร่นาสวนผสมตามแบบแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียงโดยมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองที่บ้านส่วนที่เหลือก็จะนำไปขายและอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของคุณลุงนั้นก็คือสับปะรดฉีกตาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

โดยคุณลุงเยี่ยมได้มีการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองว่าได้ทำนาและปลูกพืชผักสวนครัวตามแนวพระราชดำริแต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดลองปลูกสับปะรดที่มาจากภาคใต้ 100 ต้นมาปลูกในไร่นาสวนผสมของตัวเองโดย สับปะรด พันธุ์นี้ มีความหอมหวานไม่กัดลิ้นและสามารถผ่าครึ่งลูกฉีกตานำมารับประทานได้ง่ายไม่ต้องปอกเปลือกให้ยุ่งยากเหมือนสับปะรดทั่วไป

ลุงเยี่ยมก็ได้มีการปลูกสับปะรดโดยใช้ระยะเวลาในครั้งแรก 1 ปีสับปะรดจึงจะออกดอกออกผลหลังจากนั้นก็ได้ลูกสาวมีการนำไปทดลองให้เพื่อนๆไปลองรับประทานดูปรากฏ ว่าหลายคนนั้นชื่นชอบในรสชาติ และต่างถูกใจกันใหญ่จนกระทั่งสั่งออเดอร์ซื้อ จึงมีการนำไปลองหาช่องทางในการขายขายผ่านโซเชียลอินเทอร์เน็ตปรากฏว่าได้รับผลลัพธ์เป็นอย่างดี มีผู้คนแห่จองกันอย่างมากมายเป็นจำนวนมาก

โดยในตอนนี้ลุงเยี่ยมนั้นบอกว่าไม่สามารถผลิตสับปะรดได้เพียงพอต่อความต้องการของคนในอินเทอร์เน็ตแล้วเพราะตอนนี้มียอดจองนานมาก โดยจะขายในกิโลกรัมละ 60 ถึง 90 บาทเท่านั้น ซึ่งหากใครอยากลองชิมและรับประทานสับปะรดของตา เยี่ยมก็สามารถไปจองกันได้ที่ https://www.facebook.com/nudada.club หรือเบอร์โทร 080 1164 140 / 093 1717 228 ได้เลย

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ใช้ต้นทุนต่ำ ปลูกแค่ 3 เดือนก็เก็บขายได้!!

ซึ่งแน่นอนใครหลายคนนั้นก็จะต้องรู้จักกับหน่อไม้ฝรั่งกันเป็นอย่างดีโดยหน่อไม้ฝรั่งนั้นสามารถนำมาทำเป็นอาหารจานเด็ดได้เพราะหน่อไม้ฝรั่งถือเป็นผักชนิดหนึ่งที่สามารถอร่อยทานเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อแต่หน่อไม้ฝรั่งนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงในตามท้องตลาดและหารับประทานได้ค่อนข้างยากจะได้ราคาสูงนี้นี่เองจึงทำให้ชาวเกษตรกรหลายคนนั้นต่างสนใจที่จะปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาเผยวิธีในการเพาะหน่อไม้ฝรั่งทุกขั้นตอนเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเกษตรกรที่กำลังหาช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

โดยวิธีการปลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ได้มีการเผยแพร่จากเกษตรผู้ชำนาญการในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเรื่องคือคุณสมหมายสอนฮั้วเจ้าของสวนหน่อไม้ที่ประสบประสบความสำเร็จอย่างมากมายโดยวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งนั้นก็มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี

1.การทำแปลงเพาะเมล็ดโดยการเพาะกล้าหน่อไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเพาะในถุงดินใส่ถุงปลูกขนาดประมาณ 3 นิ้วและหยอดเมล็ดลงไปจากนั้นก็เอาดินกลบเบาๆและรดน้ำตามเมื่อผ่านไป 10 วันก็จะเห็นน้องออกมาและถูกทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลา 2 เดือนจากนั้นค่อยนำมาลงในแปลง

2. คือการใช้เมล็ดปลูกโดยตรงโดยการขุดหลุมให้ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตรและนำเมล็ดใส่ลงไป 7 เมล็ดต่อหลงมาลดน้ำดูแลใส่ปุ๋ยเมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 วันก็จะมีหน่อพ้นออกมาทำการฉีดพ่นกันเชื้อราและเพิ่มฮอร์โมนเร่งรากจากนั้นก็สวมกรวยพลาสติกว่าไม่ให้ยอดหน่อฝรั่งบาน

สำหรับในการเตรียมแปลงปลูกนั้นก็จะต้องมีการพรวนดินยกร่องก่อนในทุกๆครั้งและบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 10 ตันต่อไร่โดยใส่ไว้ในบริเวณกลางร่องจากนั้นก็หายโกรธอีกครั้งหนึ่งโดยมูลสัตว์ที่นำมาใช้นั้นก็จะต้องมีการพักไว้ก่อนเป็นเวลา 3 เดือนโดยจะใช้วัวมูลเพจและแกลบผสมกัน.

สำหรับการให้น้ำนั้นก็จะใช้เป็นระบบน้ำหยดโดยระบบน้ำหยดนั้นก็สามารถทำเองได้ง่ายและถ้าหากอยากได้ดีๆก็จะมีการลงทุนที่สูงแต่ทำเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอดชีพและก็ว่าได้และในส่วนของการดูแลนั้นก็ควรจะระมัดระวังในเรื่องของศัตรูพืชและเชื้อราต้องดูแลเรื่องการให้น้ำให้พอดีเพราะให้มากไปไม่อย่างนั้นจะทำให้เมล็ดเน่า และใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วันและผลผลิตน้ำสามารถเก็บครั้งแรกได้ในเวลา 2 เดือนหลังจากนั้นก็ต้องพักต้นไว้ 1 เดือนและสามารถเก็บได้อีกซึ่งสามารถเรียกว่าในตลอดระยะเวลาในการปลูกสามารถเก็บได้ 2-3 ครั้งแล้วค่อยภาค 1 เดือนต่อไปเรื่อยๆ

ราคาของหน่อไม้ฝรั่งนั้นแบบตูมก็จะเป็นหน่อไม้ยอดตูมซึ่งสามารถขายได้ในกิโลกรัมละ 50 บาทส่วนแบบบ้านก็จะมีราคาหน่อไม้ที่สามารถขายไดขายได้ตามขนาดของมันโดยรายได้ในแต่ละวันนั้นสามารถสร้างรายได้ประมาณ 600 ถึงพันบาทต่อวันต่อสีไร่เลยทีเดียวซึ่งบอกได้ว่าเป็นอีก 1 รายได้ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับเกษตรกรที่กำลังต้องการหารายได้ให้กับตัวเอง

และนี่ก็คือวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซื้อมาหากใครสนใจก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากช่องทางอินเทอร์เน็ตต่างๆได้เพราะคิดว่าหน่อไม้ฝรั่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

เทคนิคเร่งมะนาวดก ด้วยการคลุมถุงดำ ทำได้ง่ายๆผลผลิตบานแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะต้องรู้จักกับมะนาวกันเป็นอย่างดีโดยมะนาวนั้นถือเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มามักจะถูกนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารรสจัดอย่างรสเปรี้ยวและถูกนิยมมาใช้ในครัวเรือนบ้านเราเป็นอย่างมากฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทำให้มะนาวนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มาแรงในบ้านเราอีกทั้งยังมีราคาที่สูงเพราะเป็นพืชที่ใช้กันในทุกๆบ้าน

ฉะนั้นจึงมีชาวเกษตรกรและแม่บ้านต่างๆนั้นต่างเลี้ยงปลูกต้นมะนาวกันเพื่อหวังผลผลิตมาไว้รับประทานหรือนำมาขายแต่ใครหลายคนนั้นอาจจะลำพบปัญหาที่ว่าทำอย่างไรปลูกอย่างไรมะนาวก็ไม่ดกเสียทีโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีเคล็ดลับดีๆมาฝากกับชาวเกษตรทุกคนกันโดยเคล็ดลับที่เรานำมาในวันนี้นั้นเป็นเคล็ดลับที่มีนักวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนได้มีการทดลองบังคับให้มะนาวออกลูกด้วยการคลุมถุงปรากฏว่าสามารถได้ผลผลิตดีและออกดอกออกผลไม่ ไม่แพ้มะนาวในฤดูกาลเลยทีเดียว วิธีจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

อุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมก็จะมี

+ต้นมะนาวที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป

+แผ่นพลาสติกสีดำแบบหนาหรือถุงดำแบบหนา

+เชือก

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการผลิตดอกและผลของมะนาวที่ติดอยู่ออกให้หมดและงดให้น้ำให้ปุ๋ยทำการเอาถุงดำมาคุมปิดให้มิดชิด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นคลุมทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 30 วันเมื่อครบแล้วก็เปิดถุงออกและสังเกตว่ามะนาวนั้นจะเริ่มโทรม

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตราส่วน 100 ถึง150 กรรมตอนต้น

ขั้นตอนที่ 4 ทิ้งไว้ซักระยะหนึ่งจะเห็นได้ว่ามะนาวเริ่มแตกยอดออกละออกดอกออกผลอย่างรวดเร็วโดยในช่วงระหว่างนี้ก็ให้ทำการรดน้ำมะนาวอย่างสม่ำเสมอ

เพียงเท่านี้แล้วก็จะได้ต้นมะนาวนอกฤดูกาลที่มีขายในตลอดทั้งปีและมีเนื้อน้ำดีอีกทั้งยังมีผล

นี่ก็คือสูตรดีๆที่เรานำเสนอ ในวันนี้ซึ่งถ้าหากชาวเกษตรกรคนไหนนั้นกำลังหาวิธีทานในการทําให้มะนาวนะสามารถออกดอกออกผลได้อย่างมากมายแม้กระทั่งในนอกฤดูกาลวิธีนี้ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกันลองดูกันได้เลย

น้ำสับปะรด!! กำจัดเพลี้ยในนาข้าว แบบง่ายๆทำเองได้ ไม่ต้องง้อสารเคมี

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย

นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม

+ข่าแก่

+ตะไคร้

+แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี

+น้ำส้มสายชู

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย

อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด

และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงกุ้งฝอนในบ่อพลาสติก ทำไม่ยาก ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ….

สำหรับชาวเกษตรกรคนไหนหากมีพื้นที่เหลือจากการทำสวนในวันนี้เราก็มีไอเดียดีๆในการสร้างเสริมรายได้ซึ่งที่ว่านี้สามารถลงทุนได้น้อยและสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมที่มีรายได้หลักหมื่นได้โดยเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ จันทร์ ชัยภา ประธานศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ อำเภอสีคิ้วซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยววชาญในการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ต่างๆ โดเรม่อนวันนี้นานก็จะมาแนะนำการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกที่สามารถลงทุนน้อยแต่สร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการเตรียมบ่อกุ้ง

ขั้นตอนที่ 1 ทำการขุดบ่อขนาด 2 เมตรยาว 8 เมตรและใช้ความลึกประมาณ 70 เมตร

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาบ่อพลาสติกสีดำมาปูที่ก้นบอกและนำดินมาเททับถมในบริเวณทั่วก้นบ่อพลาสติกประมาณ 7 เซนติเมตร

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อครบแล้วก็ให้นำสาหร่ายผักตบชวาหญ้าขนที่หาได้จากตามธรรมชาติมาทิ้งไว้ในบ่อเป็น ฟ่อนๆเเราประมาณ 4-5 ฟ่อนๆเอาไว้

ขั้นตอนการปล่อยกุ้ง

ทำการรวบรวมกุ้งฝอยจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้ได้ประมาณ 5-6 ให้ได้ตัวเมียเยอะๆจะดีมากโดยสังเกตได้จากไข่สีเขียวที่อยู่ใต้ท้องจากนั้นก็ปล่อยกุ้งสอนลงไปในบ่อซึ่งในช่วง 7 วันแรกยังไม่ต้องให้อาหารกุ้งเพื่อปรับสภาพดีบ่อ จากนั้นก็ให้อาหารตามปกติ

สูตรการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อและทำให้กุ้งฝอยโตไว

+ EM 2 ช้อนแกง

+ กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง

+น้ำ 1 ลิตร

จากนั้นก็เอาส่วนผสมทุกอย่างมาหมักไว้ในที่ร่มประมาณ 1 อาทิตย์โดยอัตราส่วนในการใช้ก็ใช้น้ำ EM 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรโดยใช้ฝักบัวราดให้ทั่วบอกและหลังจากที่เติมน้ำลงไปจากนั้นก็ค่อยปล่อยกุ้งฝอยซึ่งวิธีนี้จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคในบ่อกุ้งได้และทำให้กุ้งเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

อาหารของกุ้งฝอย

สำหรับอาหารของกุ้งฝอยนั้นก็จะใช้เป็นไข่แดงต้มสุกจำนวน 2 ซองและมานะผสมกับรำข้าวอ่อน 3 ขีดคร่อมให้เข้ากันและปั้นเป็นก้อนๆเท่ากำปั้นโยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อนในทุกๆวันจากนั้นหลัง 1 เดือนกุ้งก็จะเริ่มวางไข่โดยสามารถดูได้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องว่ากุ้งวางไข่หรือไม่

และเทคนิคในการเร่งกุ้งให้วางไข่นั้นก็สามารถทำได้ด้วยเอาสายยางมามาเป็นน้ำประปาลงบอร์ดเปิดน้ำด้านในทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาทีซึ่งกุ้งฝอยในชอบเล่นน้ำไหลมันจะทำให้ดีดตัวและทำให้ไข่ตกลงมาเลยตามธรรมชาตินั้นกูจะไม่วางไข่ในน้ำนิ่งโดยเลี้ยงต่อไปประมาณ 1-2 เดือนก็จะโตเต็มที่และสามารถนำจะไปขายได้โดยนับเวลาก็จะเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่ใช้การลงบอกหรือใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน

โดยหลังจากที่จับกุ้งได้ก็จะได้คุ้มครองทั้งหมดประมาณ 30-40 กิโลกรัมซึ่งจะขับได้ 1 กิโลกรัมราคาละ 100-200 บาทหรือจะขายเป็นกองตามตลาดก็กล่องละ 20 บาทซึ่งกองยังไม่ถึงขีดด้วยซ้ำบอกเลยว่าเป็นอีก 1 รายได้ที่ดีโดยสามารถมีเป็นรายได้ในราคากิโลกรัมละ 200 บาทถ้าหาก 1 บ่อได้กุ้ง 30 กิโลกรัมก็ดีเงินเป็น 6,000 บาทเลยทีเดียว

การเลี้ยงกุ้งฝอย


แจกสูตรน้ำหมักสมุนไพร ขับไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวน ทำได้ไม่ยาก!

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย

นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม

+ข่าแก่

+ตะไคร้

+แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี

+น้ำส้มสายชู

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย

อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด

และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงปลาไหนในถัง สร้างรายได้งาม ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก

สำหรับใครหลายๆคนนั้นก็มักจะรู้จักปลาไหลกันเป็นอย่างดีซึ่งมาหลายนัดสามารถนำมาประกอบอาหารได้โดยปลาไหลส่วนใหญ่มันจะเป็นสัตว์น้ำจืดที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆอย่างเช่นคอและหนองบึงโดยปลาไหลนั้นสามารถหาพบได้ในทุกๆภูมิภาคของประเทศไทยและยังนำมาบริโภคโดยส่วนใหญ่ที่นำมาบริโภคกันนั้นก็จะเป็นปลาไหลนาและปลาไหลบึงจึงไม่แปลกที่ปลาไหลนั้นไก่เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาตลาดได้เพราะมีความต้องการสูง

และแน่นอนก็ทำให้มีชาวเกษตรกรหมายคนต่างหาวิธีในการเลี้ยงปลาไหลให้สามารถเจริญเติบโตและจำหน่ายขายได้ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีด้วยเช่นกันแต่ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูการเลี้ยงปลาไหลที่สามารถประหยัดเนื้อที่ในการเรียงได้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเลี้ยงซึ่งนั่นก็คือการเลี้ยงปลาไหลในถังนั้นเอง โดยวิธีการเลี้ยงนี้น้ำจะสามารถเลี้ยงได้ง่ายใช้พื้นที่น้อยและทำให้ปลาไหลนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วยโดยที่คนนั้นแทบจะไม่ต้องทนอะไรไม่จำเป็นต้องขุดบ่อให้ยุ่งยากวุ่นวายด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

ขั้นตอนการเตรียมถังไว้เลี้ยง

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากเอาถังพลาสติกขนาดใหญ่มาตั้งเป็นแนวนอนจะช่องตรงกลางให้มีขนาดใหญ่

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำหญ้าแห้งและใส่ลงไปในถัง

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำหยกกล้วยสับใส่ลงไปตาม

ขั้นตอนที่ 4 และทำการใส่อาหารเลี้ยงมูลสัตว์ทำตามลงไปสลับกันเป็นชั้นๆจนเต็มถัง

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็ใส่น้ำลงไปให้มีความสูงประมาณ 15 cm และนำเศษผัก ต่างๆใส่ลงไปเพื่อเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุดและใส่ด้วยน้ำหมัก EM ลงไป

ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็มีส่วนผสมทิ้งไว้ 15 วันเมื่อครบแล้วก็สามารถนำปลาไหลมาปล่อยได้โดยใช้ระยะในการเลี้ยงประมาณเพียงแค่ 4 เดือน

ด้วยการเลี้ยงปลาไหลนั้นเมื่อเราใส่ปลาไหลลงไปในถังควรใส่ปลาไหลที่มีขนาดความยาวประมาณ 3-4 cm และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยวประมาณ 4-5 เดือนจึงจะสามารถนำมาบริโภคไว้ขายได้ และสำหรับการให้อาหารนั้นลูกปลาไหลประมาณ 3-5 วันควรให้อาหาร โดยการให้ไข่ต้มบดหรือไรแดงประมาณ 2 ครั้งต่อวัน และในช่วงระยะเวลา 15 วันเมื่อปลาไหลเริ่มโตก็ให้เปลี่ยนอาหารเป็นไส้เดือนเล็ก ในเมื่อโตเต็มวัยก็สามารถให้เป็นไส้หมูหรือหอยเป็นต้นได้

สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาไหลนั้นสามารถทำได้ดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

+กากน้ำตาล 5 ลิตร

+เศษผัก 10 กิโลกรัม

+น้ำสะอาด 20 ลิตร

+ถังพลาสติกพร้อมฝาปิดอีก 40 ลิตร

สูตรที่ 2

+กากน้ำตาล 5 ลิตร

+น้ำมะพร้าว 2 ลูก

+น้ำสะอาด 25 ลิตร

+สับปะรดสุก 5 หัว

เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วก็นำมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ปิดฝาหมักไว้ที่อยู่ในร่มประมาณ 1 สัปดาห์เพียงเท่านี้เราก็สามารถได้จุลินทรีย์ที่มาไว้ใช้ในการเลี้ยงปลาไหลแล้ว

ซึ่งวิธีในการเลี้ยงปลาไหลบอกเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดโดยถ้าหากใครสนใจนั้นก็สามารถเอามาเลี้ยงได้และวิธีนี้จะทำให้คุณนะสามารถประหยัดเนื้อที่ได้อย่างเหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นโดยเลี้ยงง่ายโตไวใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือนก็สามารถจัดจำหน่ายได้แล้วบอกเลยว่าไม่มีขาดทุนอย่างแน่นอน

แปลงผักหมักปุ๋ย ทำที่เดียวได้ถึงสอง หมักปุ๋ย ปลูกผักไปพร้อมกัน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอาอีก 1 ปีเดียดีๆในการปลูกผักมาให้ทุกการคนกันซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นค่ะกำลังหาวิธีในการปลูกผักไว้ด้วยและก็ต้องการทำกองปุ๋ยหมักไปด้วยแต่บอกเลยว่าการทำกองปุ๋ยหมักนั้นบางทีก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแถมต้องทำยอดจัดการปลูกผักก็ทำให้มีการสร้างงานให้กับตัวเองขึ้นเป็น 2 เท่าแต่วิธีที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้นั้นบอกเลยว่านี้เป็นอย่างมากโดยเป็นไอดีๆจากครอบครัวหนึ่งในประเทศแอฟริกาที่ได้มีการปลูกผักแบบแปลงผักหมักปุ๋ยหรือ Keyhole โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

โดยการทำแปลง Keyhole ของครอบครัวที่ประเทศแอฟริกานี้มีการปลูกไว้ประมาณ 3 แปลงซึ่งจะมีการปลูกผักไว้รับประทานได้อย่างพอเพียงสำหรับคนในครอบครัวที่มีสมาชิกทั้งหมด 10 คนโดยที่แทบจะไม่ต้องไปพึ่งพากันซื้อผักที่ตลาดเลยแม้แต่น้อยซึ่งในปกติแล้วการปลูกพืชผักสวนครัวและการทำปุ๋ยหมักนั้นคนเราก็มาทำแยกจากกันแต่ครอบครัวนี้นั้นมีการทำแปลงผักและนำเอามารวมการหมักปุ๋ยด้วยการนำ 2 ขั้นตอนมาทำไปพร้อมๆกันจึงทำให้มีการแบ่งปันพื้นที่ในการปลูกละหมาดด้วยเศษอินทรีย์วัตถุตรงกลางเลยมีตะแกรงกั้นและมีช่องว่างขนาดเล็กที่ให้สามารถใส่ปุ๋ยลงไปได้โดยปุ๋ยนั้นจะหมักไว้และแจ้งเข้าไปในชั้นผ่านดินเข้าไปใต้รากของพืชจึงกลายเป็นอาหารของพืชได้โดยแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว

นอกจากนี้ก็ยังมีการวางแผนผังแปลงผักโดยการทำแบบวงกลมและมีการเว้นช่องว่างไว้ตรงกลางเพื่อทำทางเดินเข้าไปหาหลุมตรงกลางและมีการก่อดินให้ลาดออกด้านข้างลักษณะเหมือนกับการผ่าเค้กและโดนตัดออกไปชิ้นนึง โดยหลักการทำงานนั้นก็คือเมื่อเราทิ้งพวกเศษอาหารเศษผักผลไม้และใบไม้ใบหญ้าต่างๆก็จะเกิดการทับถมและบัตรจนกลายเป็นปุ๋ยและเมื่อเราลดน้ำหนักไปในตรงกลางก็จะมีการก่อดินลาดต่ำออกด้านข้างจากนั้นก็ให้นำน้ำไหลออกไปทางด้านข้างพร้อมกับนำพาปุ๋ยเอามาไว้ใต้ดิน

โดยในรูปนั้นจะมีการบอกการลำดับการประกอบภายในแปลงผักซึ่งสามารถดูได้จากในรูปนี้…

โดยการทำแปลงผักที่เหมาะสมสำหรับครัวเรือนนั้นถือว่าจำเป็นอย่างมากเพราะว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักและใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหินบินไม้ต่างๆหรือใช้เป็นดินเหนียว

และเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ใหม่สำหรับเมืองไทยก็จริงแต่บอกเลยว่าในตอนนี้ต่างประเทศนั้นต่างให้ความสนใจกับวิธีนี้เป็นอย่างมากเพราะนี่เป็นการปลูกผักที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแต่อย่างใดใช้พื้นที่น้อยก็สามารถทำการปลูกผักและมาคุยกันทุกวันได้ในที่เดียวหรือว่าตอบโจทย์สำหรับการใช้งานในครัวเรือนเป็นอย่างมากและนอกจากนี้การทำแบบนี้น่าจะสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตและแข็งแรงแบบธรรมชาติได้อีกด้วยและยังปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อนจึงเหมาะอย่างมากสำหรับยุคนี้ที่มีผู้คนนั้นหันมาสนใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้นและนี่ก็คือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

ผู้พิพากษาใช้เวลาว่างมาปลูกผัก บนเนื้อที่ 4 ไร่ แต่กลายเป็นสร้างรายได้ในทุกวัน

โดยในวันนี้เราก็จะเอาอีก 1 ตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยที่สามารถใช้เวลาว่างของตัวเองนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์และสร้างรายได้แบบยั่งยืนได้ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็จะรู้จักกันทำเพื่อเขาสมควรเป็นอย่างดีและคุณก็จะมีพื้นฐานการทำเกษตรอยู่บ้างแต่น่า เสียใจที่ในปัจจุบันคนไทยนั้นมาส่งลูกหลานเข้าตัวเมืองทำงานเข้าออฟฟิศและถ้าจะให้หลงลืมการทำเกษตร และไปทำงานหน้าคอมอยู่ในเมือง ทำเกษตรนั้นถ้าหากรู้จักทำก็จะกลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้

และในวันนี้เราก็จะพาทุกคน มารู้จักกับ ท่านสำเริง เกษรศิริ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดรัตนบุรี ถือเป็นบุคคลที่ดี ที่เขาไม่เคยลืมว่า ชีวิตของตัวเองนั้นมีพื้นฐานของเกษตรกร และเป็นลูกของชาวนาอากาศแม้ว่าในปัจจุบันนั้นจะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแล้วก็ตาม

โดยท่านนั้นได้มีการนำพื้นที่ 4 ไร่ของตัวเองมาทำเกษตรโดยมีแนวคิดที่หลากหลายและมีการทำเกษตรด้วยน้ำมือของตัวเองโดยจะใช้เวลาว่างนะจากงานและหน้าที่ของตัวเองนั้นมากกว่าเกิดประโยชน์ในการทำเกษตรและมีการใช้เวลาค่อยๆปลูกพืชผักสวนครัวและมีการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติจึงทำให้สวนแห่งนี้มีการผลิตดอกออกผลเจริญเติบโตเป็นอย่างมากมาย

โดยการทำสวนเกษตรของท่านนั้นก็ยังสามารถสร้างงานให้กับบุคคลอื่นได้และสามารถมีพืชที่สร้างรายได้เป็นอย่างนั้นก็คือมะนาวและนอกจากนี้ยังมีพื้นฐานอีกหลายชนิดอย่างเช่นกระเพราโหระพาสะระแหน่ผักชีซึ่งสามารถสร้างรายได้ในทุกๆวัน

สำหรับการปลูกผักนั้นท่านก็จะมีการลงกระสอบปุ๋ยแทนการลงกระถางดินเมื่อต้นนั้นเจริญเติบโตพอที่จะบีบดอกออกผลก็จะมีผู้คนหรือลูกค้าในละแวกนั้นเข้ามาซื้อในสวนซึ่งจะได้ผลผลิตที่มีราคาไม่แพงโดยมีพืชบางชนิดก็จะมีผู้ซื้อต้นพันธุ์ไปนำปลุกตอนจึงกลายเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย

นอกจากนี้ในสวนของท่านนั้นไม่ว่าจะเป็นผักชียี่หร่าสะระแหน่จะมีการปลูกแซมในท่อซีเมนต์และมีการปลูกต้นมะละกอเอาไว้เพื่อไม่ให้พื้นเปลืองพื้นที่ในสวนโดยสิ้นเชิงโดยสิ่งเหล่านี้นั้นสามารถดูแลได้ง่ายและสามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและยังมีฝากที่ดีต่อสุขภาพป 3 ปีอีกด้วยจึงกลายเป็นรายได้ที่นำเข้ามาอยู่เสมอซึ่งแน่นอนว่าท่านไม่ได้คาดหวังแต่เงินส่วนเท่าไหร่และก็เรียกได้ว่าเงินส่วนนี้นั้นก็ถือว่าทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมาก

โดยถ้าหากใครสนใจนั้นก็เข้าไปศึกษาดูงาน านโนนขวาง เลขที่ 66 หมู่ที่ 8 ตำบลโนนขวาง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (085) 393-1432 ในวันหยุดหรือในเวลาที่ไม่ใช่เวลาราชการ กันได้เลย

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบัน ก็มีผู้คนมากมายหันมาใส่ใจดูแลตัวเองรักสุขภาพกันมากขึ้นจึงไม่แปลกที่ใครหลายคนนี่นมองหาพื้นที่ว่างของตัวเองเพื่อทำสวนครัวเกตรด้วยตัวเอง แต่แน่นอนว่าการทำเกษตรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเพราะจำเป็นจะต้องมีพื้นที่อีกทั้งต้องมีเวลาในการหาปุ๋ยมาดูแล ซึ่งแน่นอนว่าการทำปุ๋ยน้ำเพื่อจะให้ได้แบบเฉพาะธรรมชาติก็จะต้องใช้ปุ๋ยหมัก แต่บอกเลยว่าการทำปุ๋ยหมักก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรเพราะใช้พื้นที่เยอะอีกครั้งต้องคอยดูแลพลิกกอง รดน้ำอยู่ตลอดเวลาจึงจะได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ

และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้มีใครหลายคนนิยมไปหาซื้อปุ๋ยจากร้านค้ามาใส่กับพืชผักแต่ว่าปุ๋ยตามร้านนั้นก็จะได้สารอาหารไม่เพียงพอถ้าเทียบกับปุ๋ยหมักที่ลงมือทำเองแล้วจะทำให้พืชผักของเรานั้นไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าไหร่นะโดยในวันนี้ทางทีมงานนานก็จะมาขอเสนอไอเดียดีๆในการทำปุ๋ยหมักนิ่งๆๆใช้พื้นที่ไม่เยอะอีกทำไมต้องพลิกก็อีกด้วยแล้วก็ยังได้สารอาหารครบถ้วนอย่างแน่นอนซึ่งปุ๋ยที่ว่านั้นก็คือปุ๋ยหมักกะละมังนี่เองโดยจะมีอะไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม

+ใบไม้แห้ง 3 ส่วน

+มูลสัตว์ 1 ส่วน

+น้ำสะอาด

+กะละมัง

+น้ำหมักชีวภาพถ้ามี

ขั้นตอนการหมัก

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นด้วยการเอาใบไม้แห้งใส่ลงไปในกะละมังและกดให้ใบไม้แห้งยุบตัวลง

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ใส่มูลสัตว์ตามลงไปและเกลี่ยให้ทั่วกะละมังทำการเติมน้ำใส่ลงไปเล็กน้อยอย่าให้แฉะมากและคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันและมีการวัดความชื้นโดยวิธีวัดนั้นก็คือเอามือกำปุ๋ยซึ่งถ้าหากไม่มีน้ำไหลออกมาตามซอกนิ้วก็ถือว่าเป็นการใช้ได้

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำกะละมังไปตั้งไว้ในที่ร่มห่างไกลแสงแดดทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วันก็สามารถนำมาใช้ได้เลย

วิธีการใช้

โดยก่อนที่จะนำปุ๋ยหมักมาใช้นั้นจำเป็นจะต้องนำไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งการทำให้แห้งนั้นจะทำช่วยให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยสงบตัวและทำให้ปุ๋ยนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุดจากนั้นก็นำไปโรยรอบๆโคนต้นไม้และผักได้ซึ่งสูตรนี้นั่งสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด

และนี่ก็คือวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบง่ายๆที่ไม่ยากอย่างที่ใครคิดและไม่จำเป็นต้องคอยพลิกกองต่อไปอีกทั้งยังได้ธาตุอาหารสำหรับพืชผักเต็มที่อีกด้วยบอกเลยว่าเหมาะอย่างมากสำหรับใครนะที่มีพืชผักสวนครัวเป็นของตัวเองได้อยากจะได้ผักสวนครัวที่มีคุณภาพอร่อยกรอบหวานก็สามารถใช้สูตรปุ๋ยหมักนี้กันได้เลย

มีงบแค่ 600 บาท ก็สามารถขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วยตัวเองได้แบบง่ายๆ!

ซึ่งแน่นอนว่ามีชาวเกษตรไม่น้อยเมื่อมีพื้นที่เหลือก็อยากจะทำบ่อเลี้ยงปลาหรืออยากจะทำอะไรสักอย่างแต่บอกเลยว่าการทำบ่อเลี้ยงปลาแต่ละทีนั้นก็ใช้งบประมาณสูงต้องใช้รถมาขุดบ้างใช้ช่างมาขุดบ้างแต่บอกเลยว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเสมอไปเพราะวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองขุดบ่อเลี้ยงปลาในงบจำกัดด้วยตัวเองโดยบ่อเลี้ยงปลานี้มีขนาดประมาณ 11 เมตรซึ่งเป็นไอเดียจาก YouTube Channel Sivakorn Channel โดยใช้งบประมาณเพียงแค่ 600 บาทเท่านั้นซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า

โดยบ่อเลี้ยงปลาแห่งนี้นั้นได้มีการขุดด้วยตัวเองล้วนและมีการขุดในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพราะว่าได้ของคุณ Sivakorn นั้นอยู่ในบริเวณพื้นที่สูงฉะนั้นการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นจึงจำเป็นอย่างมากเพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการขาดน้ำในยามหน้าร้อนอีกด้วยโดยบ่อเลี้ยงปลาบ่อนี้มีขนาดฐานกว้างประมาณ 1 เมตรและสูงประมาณ 70 กิโลเมตรและมีความยาวประมาณ 11 เมตรซึ่งใช้ระยะเวลาในการขุดบ่อเพียงแค่ 1 วันครึ่งเท่านั้น

และนอกจากนี้ในส่วนของบ่อนั้นจะมีการรองพื้นบ่อโดยการใช้ผ้ายางแบบหนาโดยผ้ายางแบบนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ทางการเกษตรทั่วไปหรือแม้กระทั่งร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปก็มีซึ่งจะมีขายในราคาทั่วไปก็ประมาณเมตรละ 50 บาทและหลังจากที่มีการลองบอกก็ให้มีการเติมน้ำเข้าไปในบ่อซึ่งจำเป็นจะต้องมีการทำน้ำไม่เกี่ยวก่อนเพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา

โดยการน้ำทำน้ำให้เขียวนั้นก็ให้นำน้ำประปาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันมาทำให้ปราศจากคลอรีนหรือเอาน้ำฝนก็ได้แต่ในก็มาปล่อยน้ำลงในบ่อโดยทิ้งเอาไว้กับธรรมชาติประมาณ 7-14 วันพอน้ำเริ่มเขียวก็เท่ากับว่าเรานั้นก็สามารถเริ่มเลี้ยงปลาได้แล้ว

โดยการนำปลาลงมาเลี้ยงนั้นเริ่มจากอย่ารีบนำปลาลงทันทีให้นำถุงปลาแช่ในบ่อก่อนประมาณสัก 30 นาทีเพื่อให้น้ำในถุงมีการปรับอุณหภูมิเท่ากับน้ำในบ่อจากนั้นก็ค่อยๆเปิดปากถุงและเทพาลงไปในบ่ออย่างเบามือจากนั้นก็เลี้ยงตามปกติกันได้เลย

และข้อดีของการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นบอกเลยว่ามีดีเยอะเป็นอย่างมากทั้งสามารถมีปลาไว้รับประทานกินเองได้นอกจากนี้ปานนั้นก็สามารถถ้าหากเหลือก็สามารถนำไปขายได้และนอกจากนี้ยังมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งได้อีกด้วยจึงบอกได้เลยว่าการมีบ่อเลี้ยงปลานั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะมันเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครนั้นก็สามารถทำได้

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

และในตอนนี้ชาวเกษตรนั้นเลยหลายคนในช่วงหน้าฝนก็อาจกำลังพบเจอกับปัญหาต่างๆในการปลูกพืชผักของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักไว้ทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหรือปลูกไว้ขายซึ่งแน่นอนว่าทางที่ดีนั้นเทรนสมัยนี้คนดูแลกันนั่นก็คือการดูแลตัวเองแน่นอนว่าควรจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆกันแต่ว่าการที่ห่างเหินจากสารเคมีแล้วจะได้ผักงามๆนั้นก็บอกเลยว่าเป็นไปได้ยากจริงๆ

แต่บอกเลยว่าการที่จะได้ผักงามนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเสมอไปโดยในวันนี้เราก็จะขอนำมาเสมอน้ำหมักสูตรเด็ดจากธรรมชาติที่สามารถนอกจากจะทำให้พืชผักสวยงามและยังสามารถและศัตรูพืชได้อย่างดีและปลอดภัยไร้สารพิษอย่างแน่นอนซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะบอกเลยว่าต้องตามมาอ่านกันดูเลย

วัสดุที่ต้องเตรียม

+ ขี้เถ้า 3 ช้อนโต๊ะ

+ กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ

+ กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ

+ มะกรูด 2 ลูก

+ แก้ว 4 ใบ

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำแก้วน้ำมาใส่น้ำสะอาดประมาณ 3 ส่วน 4 ของแก้ว

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เตรียมไว้แล้วก็ใส่ขี้เถ้าลงไปในแก้วที่ 1

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำมะกรูดหั่นเป็นแว่นขนาดบางๆใส่ลงไปในแก้วที่ 2 และนำกาแฟมาใส่ลงไปในแก้วที่ 3

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็คนกาแฟละลายไปกับน้ำจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

ขั้นตอนที่ 5 และในแก้วที่ 4 ก็ให้นำกระเทียมมาบุปผาละเอียดและใส่ลงไปในแก้ว

ขั้นตอนที่ 5 สุดท้ายจากนั้นก็นำแก้วทั้ง 4 ใบมาหมักไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 1 วัน

ขั้นตอนที่ 6 และเมื่อครบแล้วก็นำน้ำหมักทั้ง 4 แก้วมากรองเอาแต่น้ำรวมกันจากนั้นก็นำไปใช้ได้

ขั้นตอนการใช้งานบอกเลยว่าง่ายมากเพียงแค่เอาน้ำมาฉีดพ่นตามต้นพืชให้ทั่วโดยระยะเวลาในการฉีดพ่นให้พ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วันซึ่งสูตรนี้จะสามารถช่วยปราบศัตรูพืชและสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตงอกงามและยังสามารถช่วยบำรุงให้ดอกไม้และผลงอกงามสวยงามอีกด้วย

และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้บอกเลยว่าเป็นสูตรดีๆที่ไม่ต้องใช้การตวงวัดอะไรให้ยุ่งยากอีกทั้งยังสามารถใช้วัสดุได้ง่ายๆจากในครัวและปลอดสารพิษอย่างแน่นอนซึ่งถ้าหากใครทำสวนทำไร่อยู่ก็อย่าลืมใช้สูตรนี้กันนะคะบอกด้วยว่าเอาอยู่แน่นอน

ไม่ต้องเปลืองน้ำ!ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียวประหยัด ประหยัดเนื้อที่ แถมพืชโต!

ทางทีมงานนั้นก็จะมาเผยการทำเกษตรที่บอกเลยว่าเป็นการทำเกษตรที่ชาญฉลาดเป็นอย่างมากนั่นก็คือการทำหลุมพอเพียงนั่นเองโดยหลุมพอเพียงนั้นก็คือการนำพืชหลากหลายชนิดมาปลูกรวมกันอยู่ในหลุมเดียวเพื่อให้พืชแต่ละชนิดนั้นคอยดูแลซึ่งกันและกันและเกื้อกูลให้กันและกันจึงทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตตามธรรมชาติของมันตามวัฏจักรการใช้ชีวิตของมันนั่นเอง

โดยหลุมที่ปลูกพืชนั้น ไม่ใช่ปลูกเพื่อให้พืชนั้นแย่งกันโตแต่หลวงพ่อเพียงนั้นจะมีลักษณะเป็นหลุมตื้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตรโดยจะมีการทำพื้นที่เตรียมปลูกและพรวนดินในบริเวณปากหลุมจากนั้นก็ทำการปลูกหญ้าแฝกเป็นทรงกลมหรือรอบหลุมจากนั้นก็ทำเป็นปลูกพืชลงในหลุมโดยนัยหนึ่งกลุ่มนั้นสามารถปลูกพืชได้ถึง 4-5 ชนิด โดยในแต่ละหลุมนั้นจะมีการปลูกพืชที่ให้ความเกื้อกูลกันและกันโดยสามารถแบ่งออกเป็นชนิดได้ตามนี้

1. ไม้ฉลาด จะเป็นไม้ที่สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีและสามารถเก็บผลผลิตได้นาน ยกตัวอย่างเช่นผักหวาน ชะอม มะละกอ เป็นต้นพืชชนิดนี้จะสามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีหรือตั้งแต่ที่เริ่มปลูก 1 เดือนขึ้นไป

2. ไม้พี่เลี้ยง ไม้ประเภทนี้จะเป็นไม้ที่คอยให้ร่มเงาและจะมีกิ่งก้านสาขาเยอะแยะและสามารถเก็บความชื้นในดินในช่วงหน้าและได้เป็นอย่างดีโดยไม่พี่เลี้ยงนี้จะให้ดีต้องปลูกไปในทิศทางตะวันตกเพราะจะสามารถช่วยฟังแสงแดดในช่วงเที่ยงหรือในวันที่มีแดดร้อนจะได้เป็นอย่างดีโดยจะมีการบังแดดให้กับพืชประเภทอื่นที่ไม่ค่อยชอบแสงแดด

3. ไม้รายวัน โดยไม้ชนิดนี้จะเป็นไม้พืชล้มลุกที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลาไม่นานโดยไม้รายวันที่นิยมปลูกกันก็จะมีกระเพรา โหระพา แตงกวา คะน้า แตงไทยเป็นต้น

4.ไม้บำนาญเป็นไม้ยืนต้นที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 2-3 ปีโดยผลผลิตนั้นสามารถเก็บกินเก็บขายได้ตลอดโดยไม้บำนาญที่นิยมปลูกกันก็จะมีมะม่วงมังคุดยางพาราเต็มเป็นต้นแนะนำให้ปลูก 1 ต้นต่อ 1 หลุม

ประโยชน์ของการทำหลุมพอเพียง

ซึ่งบอกเลยว่าคุณนะประโยชน์นั้นมีมากมายทั้งในเรื่องของการจะทำให้มีผลผลิตในตลอดทั้งปีเพราะมีการปลูกไม้หลายวันละไม้บํานาญหมายมรดกจึงมีผลเก็บได้ในทุกๆวันและสามารถลดการให้น้ำให้ปุ๋ยได้เพราะต้นไม้ในการปลูกหลุมเดียวกันนี้จะสามารถดูแลเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้และทำให้ชาวเกษตรกรและสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

และนี่ก็คือไอเดียดีๆในการทำเกษตรที่เรานำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครและมีพื้นที่จำกัดและต้องการปลูกพืชไม้หลายชนิดก็สามารถนำเอาหลุมพอเพียงไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้เพราะว่านอกจากจะใช้พื้นที่ประหยัดแล้วยังสามารถประหยัดประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เพาะเห็ดมิลค์กี้ในถุงพลาสติก สามารถทำเงินได้หลักหมื่น / เดือน

และในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนไปดูกับอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยโดยอาชีพดีสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวเกษตรกรได้ใจมากจริงๆนั่นก็คือการปลูกเห็ดมิลค์กี้นั่นเองโดยเห็ดมิลค์กี้นั้นถือเป็นที่สายพันธุ์ขนาดใหญ่ สายพันธุ์หนุ่ง โดยสามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทย โดยรสสัมผัสก็คล้ายๆเนื้อไก่มีควันหวานหอมหนุ่มๆไม่เหนียวติดฟันอีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารและไฟเบอร์สูงโดยปกติของการเพาะเห็ดชนิดนี้นะ 1 ก้อนจะต้องมีโรงเรือนและแน่นอนว่าการมีโรงเรียนนั้นค่อนข้างที่จะทำได้ยากและต้องใช้พื้นที่เป็นอย่างมากแต่บอกเลยว่าวันนี้เราก็จะมีอีกหนึ่งเทคนิคที่บอกเลยว่าไม่ซับซ้อนและสามารถลงมือทำเองได้ด้วย

โดยได้มี พยางค์แสนกมลเกษตรผู้เพาะเห็ดที่อยู่ในอำเภอโพธิ์ทองจังหวัดอ่างทองโดยเป็นอดีตผู้นำเกษตรยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนในปี 2556 ได้มีการอธิบายถึงการพัฒนาการเพาะเห็ดมิลค์กี้ทำให้ได้ง่ายในระดับครัวเรือนซึ่งก็ได้มีการทำตั้งแต่ในปี 2557 เริ่มต้นจากการเพาะเห็ดในครัวเรือนเห็ดทั่วไปต่อมาก็มีการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ขาดความรู้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องหมายในการเพาะเห็ดทำครัวเรือนในบ้านของตัวเองได้และสามารถกลายเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านจึงได้มีการทดลองถูกมาเรื่อยๆจนสามารถหาวิธีในการเพาะปลูกเห็ดในถุงพลาสติกโดยไม่ต้องใช้การนึ่งก้อนเชื้อแต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนก็สามารถปลูกได้

อุปกรณ์หลักๆนั้นก็มี

+ฟางข้าว 3 ฟ่อน

+ถังน้ำ 200 ลิตร

+ขี้เถ้า 2 กก.

+ปูนขาว 2 กก.

+น้ำหมักชีวภาพ 2 ฝา

+ถุงพลาสติก ขนาด 24X36นิ้ว

+หัวเชื้อเห็ดมิลค์กี้

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนแรกนั้นก็เพียงแค่ใส่น้ำให้เต็มถังจากนั้นก็มีการเติมขี้เถ้า และปูนขาวลงไปและเอาน้ำหมักผสมเข้าด้วยกัน โดยขี้เถ้า และปูนขาวมีฤทธิ์เป็นด่างจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคแทนการนึ่ง แบบเดิมๆ

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาฟางข้าวแช่น้ำ ไว้ 1 คืน

ขั้นตอนที่ 3 และเอาฟางข้าวมาผึ่งน้ำ

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เอาฟางข้าวมาอัดฟางใส่ถุงพลาสติกให้สูงประมาณ 10-15 เซ็นติเมตร

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็โหลดเชื้อเห็ดฟางๆแล้วเอาฟางทับไว้เป็นอีกชั้นหนึ่งทำทับทับอย่างนี้ไปเรื่อยๆให้เป็น 4-5 ชั้น

ขั้นตอนที่ 6 มัดถุงทิ้งไว้ในที่ร่มในบริเวณที่ไม่มีแดดส่องถึงและทิ้งไว้เป็นเวลา 7 วัน

ขั้นตอนที่ 7 จากนั้นในเช้าวันที่ 7 ก็ให้ใช้ไม้แหลม มาจิ้มๆด้านบนของถุง เพื่อให้เป็นการเปิดรูระบายอากาศจิ้มไปไม่เกิน 20 รู

ขั้นตอนที่ 8 และเมื่อครบ 30 วันเชื่อก็จะเดินเต็มที่ทำการเปิดปากถุงและใช้ดินกลบเล็กน้อย

ขั้นตอนที่ 9 จากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่มถ้าเห็นน้ำแห้งจะต้องรดน้ำให้ชุ่มในทันทีแต่พอมีดอกก็ห้ามรดที่ดอกโดยตรงมาทำให้เห็ดเหลืองและเน่า

จากนั้นก็ทิ้งไปประมาณ 15 วันเห็ดจะออกดอกแล้วรอไปอีก 10 วันก็สามารถเก็บผลผลิตมาขายได้แล้วค่ะบอกเลยว่าเห็ดชนิดนั้นมีรสชาติดีเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีคนที่ผลิตกันไม่มากโดยสามารถขายหน้าฟาร์มได้ที่กิโลกรัมละ 150 บาทถึง 250 บาทหนึ่งก็สามารถให้ผลเฉลี่ยครั้งละ 5 กิโลกรัม และตลอดหรืออายุก้อนเชื้อนั้นสามารถเก็บเห็ดได้ประมาณ 5-6 ครั้งต่อ 3-4 เดือนเท่ากับเห็ดแค่ก้อนเดียวสามารถสร้างมูลค่าได้กว่า 5,000 บาทและยังลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างมากเพราะแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนในการผลิตอย่างใดอีกด้วย

โดยในปัจจุบันเหตุแห่งนี้นั้นได้รับการสนับสนุนทางด้านตลาดจากผู้ว่าราชการอ่างทองและประชารัฐอ่างทองตามโครงการครัวสุขภาพเพื่อมหานคร สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เบอร์โทร 091-860-9324 ได้เลย

กระถางแก้มลิง เพียงรดน้ำแค่หนเดียว ก็อยู่ได้หลายวัน

ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนรู้จักกับไอเดียดีๆที่จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำของเกษตรกรในช่วงฤดูร้อนนี้ได้ แล้วนั้นก็คือกระถางแก้มลิงนี้เองในกระถางแก้มลิงนี้น้ำจะสามารถใช้ได้นานถึง 1-2 สัปดาห์จึงทำให้ชาวเกษตรกรนะไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องของการลดน้ำต้นไม้แต่อย่างใดซึ่งปักกระถางนี้ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำได้ในปริมาณมากถ้าหากเกิดฝนตกหนักน้ำก็สามารถระบายรู้ออกทางด้านข้างกระถางได้จึงทำให้น้ำนั้นไม่สามารถร่วมในกระถางต้นไม้ได้

โดยในการประดิษฐ์กระถางนี้ขึ้นมาในได้มีการอ้างอิงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งจะต้องมีการศึกษาระดับน้ำใต้ดินโดยที่เห็นได้ว่าบางพื้นที่นั้นไม่ว่าจะแรงแค่ไหนแต่ต้นไม้ก็สามารถยืนต้นได้หรือไม่ตายเพราะว่าในบริเวณแห่งนั้นมีแหล่งน้ำใต้ดินจึงทำให้ต้นไม้นั้นสามารถอยู่ได้ฉะนั้นมีการนำกระบวนการเหล่านี้มาทำเรียนแบบธรรมชาติจึงทำให้เกิดระดับน้ำในใต้ดินในกระถางต้นไม้ด้วยกันจะมีการเจาะรูด้านข้างของกระถางนอกจากนี้ยังมีหินภูเขาไฟที่ใส่ลงไปในกระทะจึงจะช่วยสามารถดูดซับน้ำป้องกันให้รากเน่าแล้วทำให้รากของต้นไม้ใช้ได้ดีมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

+กระถางต้นไม้

+ตระกล้าพลาสติก

+หินถูเขาไฟหรือถ่านไม้ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือน

+ท่อพีวีซี

+ดินปลูกต้นไม้

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 รับจากการทำกระถางต้นไม้พลาสติกมาเจาะรูข้างๆกระถางและวัดระยะสูงจากก้นกระทะประมาณ 4-5 นิ้ว

ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็นำตะกร้าพลาสติกที่มีลักษณะเป็นตะแกรงคว่ำหน้าลงไปในกระถาง

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำท่อ PVC เสียบลงไปในบริเวณก้นตะแกรงโดยมีความยาวท่อให้พ้นจากผิวดิน

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็นำหินภูเขาไฟหรือถ่านไม้ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือนเทลงไปในกระถางซึ่งในส่วนนี้จะช่วยในเรื่องของการดูดซับน้ำขึ้นมาบนผิวหน้าดิน

ขั้นตอนที่ 5 เอาดินที่ใส่ตามลงไปนั้นก็สามารถใส่ได้จากนั้นก็มีการใส่ลงไปพอประมาณและนำต้นไม้ที่เตรียมไว้มาปลูก

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็มีการเติมน้ำใส่ลงไปในท่อ PVC เพื่อให้น้ำไหลไปตามท่อลงดินซึ่งก็จะมีชั้นหินภูเขาไฟหรือถ่านคอยดูดซับน้ำจึงทำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาและทำให้ต้นไม้นั้นไม่ขาดน้ำตายโดยสามารถปล่อยทิ้งไว้ไม่ลดน้ำได้นานสูงสุด 20 วัน

โดยเจ้ากระถางแก้มลิงนี้บอกเลยว่าดีเป็นอย่างมากเพราะเป็นรีวิวนวัตกรรมสามารถประยุกต์นำไปใช้กับพืชได้อย่างไรชนิดและอาศัยการหลักการของน้ำใต้ดินโดยนำสถานที่ออกแบบนั้นให้มีช่องด้านข้างมีการเจาะสูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตรเพื่อมีการระบายน้ำออกและนำกระถางที่มีขนาดเล็กคว่ำลงไปในกระถางใบแรกและมีการติดตั้งท่อขณะที่สูงกว่ากระถางใบแรกไว้คอยดูดน้ำหรือใส่น้ำออกจากนั้นก็มีการใส่หินปิดก้นกระถางใบที่คว่ำเพื่อไม่ให้มีวัสดุแปลกปลอมร่วงลงไปในก้นกระถางและใส่วัสดุปลูกลงไปจนมิดจากนั้นหินที่ใช้แนะนำจะเป็นหินก่อสร้างหินภูเขาไฟหรือถ่านก็ได้ โดยเสร็จแล้วก็สามารถนำมาปลูกต้นไม้ได้อย่างง่ายๆแล้วไม่จำเป็นต้องรดน้ำในทุกๆวันเพราะว่าผิวดินนั้นจะดูดความชื้นจากน้ำด้านล่างขึ้นมาใช้ได้

จึงเรียกได้ว่านวัตกรรมนี้นั้นสามารถได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับชาวเกษตรกรผู้ปลูกพืชทั่วไปและยังเหมาะกับชีวิตมีคนมาอีกด้วยที่ต้องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้ในเองในรั้วบ้านบอกด้วยว่าวิธีนี้นะไม่จำเป็นที่ทำให้คุณนั้นจะต้องกังวลเกี่ยวกับการรดน้ำต่อไป บอกเลยว่าน่าสนใจไม ่น้อยจริงๆ ประหยัดเวลาได้เยอะและพืชของเราก็สวยเติบโตงดงามอีกด้่วย

ใบขี้เหล็ก สรรพคุณมากมาย ช่วยให้ผักสวยงาม

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นก็จะรู้จักใบขี้เหล็กกันเป็นอย่างดีซึ่งใบขี้เหล็กนั้นมาจะถูกนำมาทำเป็นอาหารเพราะมีสรรพคุณอย่างไรอย่างในเรื่องของการดูแลร่างกายของเราซึ่งไม่ว่าจะเป็น ใบขี้เหล็กมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูงช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันบำรุงธาตุช่วยเจริญธาตุไฟ รักษาอาการตัวเหลือง รักษาโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิตลด รักษาโรควัณโรค ยับยั้งชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง รักษามะเร็งปอด ปอดอักเสบ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะ และยังช่วยแก้อาการชักในเด็กได้อีกด้วย

ซึ่งบอกได้เลยว่าใบขี้เหล็กไหนมีคุณประโยชน์มากมายเลยจริงๆกับร่างกายของมนุษย์เราซึ่งแม้แต่ที่เมนูนี้ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทำอาหารได้ ให้ได้รับประทานกันซึ่งก็ถูกนำมารังสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลายและแน่นอนว่านอกจากที่จะสามารถช่วยดูแลร่างกายของมนุษย์แล้วใบขี้เหล็กนั้นก็ยังสามารถช่วยดูแลพืชด้วยกันได้ด้วยเช่นกัน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคน มาลอง ทำน้ำใบขี้เหล็กที่จะสามารถช่วยบำรุงดูแลพืชของเราให้สามารถสวยดกได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใดอีกทั้งยังใช้งบประหยัดและสามารถทำง่ายและได้ผลจริงโดยมีวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

ส่่วนผสม

+ใบขี้เหล็ก500 กรัม

+ซันไล

+ผ้าขาวบาง

+ภาชนะผสม

+น้ำเปล่า

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาใบขี้เหล็กมาตำให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นค่อยผสมน้ำเข้าไปทีเล็กน้อย

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อตำจนละเอียดแล้วก็นำมาบีบขันกรองเอาแต่น้ำด้วยผ้าขาวบาง

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็นำมาผสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 1 ต่อ 1

ขั้นตอนที่ 5 และเอาซันไลต์ผสมเข้าไปสัก 1 ช้อนชาเพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว

วิธีการใช้งาน

โดยเริ่มจากการนำใบขี้เหล็กเหมาะสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 1 ต่อ 1 จากนั้นก็นำไปฉีดพ่นพืชทุกชนิดทุกๆ 3 วันในเวลาเช้าและเย็นสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับหรือไม้ผลต่างๆรวมถึงพืชผักสวนครัวก็จะทำให้พืชผักและสวยงามได้ด้วยเช่นกันสามารถลองทำกันได้เลย

เลี้ยงไก้ในตระกล้า บนต้นไม้ ได้ประโยชน์เยอะทั้งปุ๋ย และไข่ที่มีคุณภาพ

สำหรับไข่นั้นถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายครอบครัวนั้นจำเป็นจะต้องมีอยู่ในบ้านเพราะไข่สามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นต้มตุ๋นผักต่างๆและมักจะไปอยู่ตามร้านอาหารเพราะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทำอาหารเลยก็ว่าได้ชนะในการเพาะเลี้ยงไก่ไข่ถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างหนึ่งแต่การเพาะไก่ไข่นั้นในบางครั้งจะเป็นต้ องใช้ต้นทุนที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มีผู้เพาะเลี้ยงต่างย่อท้อในการเลี้ยงและถอดใจที่จะเพาะไข่ขาย

ซึ่งถ้าหากคิดเป็นปริมาณที่ไก่นั้นจะต้องได้รับสารอาหารต่อวันแล้วแม่ไก่จะต้องได้รับสะอาดประมาณ 100-110 กรัมต่อวันซึ่งมีสารอาหารจะต้องประกอบไปด้วยโปรตีนกรดอะมิโนต่างๆที่จะทำให้ไข่นั้นมีเปลือกไข่ที่แข็งแรงและไข่ดกซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะต้องมีในไก่พันธุ์ไข่แบบสำเร็จรูปต่างๆที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปถ้าต้องการให้อาหารครบถ้วนก็จะต้องให้ใครเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนและผู้บริโภคแน่นอนว่าต้นทุนในการเลี้ยงในก็ค่อนข้างที่จะสูงและจะทำให้ผลกำไรลดลงน้อยด้วยเช่นกัน

วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเทคนิคดีๆเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้ผลผลิตที่ดีและเปลือกไข่ที่แข็งแรงอีกทั้งไข่ดกได้ใบใหญ่ซึ่งเคล็ดลับนี้จะช่วยเรื่องในการลดต้นทุนในการเลี้ยงได้เป็นอย่างมากอีกทั้งแม่ไก่ย่างได้รับสารอาหารครบถ้วนอีกด้วยโดยเทคนิคการเลี้ยงนี้คือการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรและใช้วิถีชีวิตพอเพียงก็สามารถให้ได้ผลผลิตที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยเช่นกันซึ่งนั่นก็คือวิธีการเลี้ยงไก่ในตะกร้านี่เอง

โดยวิธีการเลี้ยงนั้นก็จะนำตะกร้าไปผูกกับต้นไม้แล้วใส่ไก่เอาไว้ในตระกร้าซึ่งวิธีนี้จะสามารถได้ทำประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมและยังประหยัดได้หลายอย่างได้อย่างเช่นปุ๋ยที่สามารถให้กับต้นไม้ได้โดยตรงอีกด้วยโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่ใช้เป็นมูลไก่ที่ไก่ แทนซึ่งจะสามารถให้คุณนะประโยชน์ต่อต้นไม้ได้เป็นอย่างมากอีกทั้งยังทำให้ดินแน่นและการเลี้ยงไก่ในตะกร้านี้ยังทำให้ไก่และสามารถออกขายได้ตลอดด้วย

โดยสามารถเลี้ยงได้ต้นละตะกร้าหรือ 2 ตะกร้าก็ได้เพราะการเลี้ยงไก่ในตะกร้านั้นจะทำให้ไก่ไม่เกิดความเครียดและสามารถรับประทานอาหารได้ดีจึงทำให้ไก่สามารถผลิตขายได้เป็นอย่างดีซึ่งวิธีการเลี้ยงมันก็สามารถนำมาทำได้เป็นดังนี้

วิธีทำตะกร้าเลี้ยงไก่ไข่

เนื่องจากการนำปากกาที่ไม่ได้ใช้จำนวน 2 อันมาคว่ำปิดการละหมาดด้วยลูกหรือเชือกให้แน่นๆและมติกับต้นไม้โดยใช้ลวดมัดติดกับต้นไม้หรือใช้ไม้น้ำที่มีขนาดพอวางตะกร้าเจาะกับต้นไม้หรือเปล่าด้วยตะปูให้ตะกร้านะสามารถยึดกับต้นไม้ได้จากนั้นก็จะมีการเอาแผ่นพลาสติกมาคลุมบริเวณด้านบนของตะกร้าเสื้อกันฝนกันแดดให้ไก่และมีการเจาะรูรอบตะกร้าผูกกระบอกน้ำและใส่อาหารไว้ให้ไก่ได้กินและสามารถเรียนได้ 1 ต้นตัวหรือ 2 ตัวก็ได้ต่อ 1 ตะกร้าโดยความสูงนั้นก็มาให้ห่างจากคนประมาณสัก 1 หรือ 1เมตร ครึ่ง ซึ่งจะทำให้ไก่และสามารถอยู่ได้สบายแล้วไม่เครียด

เทคนิคในการให้อาหารไก่ไข่และดูแลเวลารักษาในวันอาทิตย์ไก่ป่วย

โดยสามารถนำเมล็ดข้าวลีบ มาเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับไก่ไข่ได้และนำผลไม้มาเป็นอาหารเสริมได้ดังเช่นกล้วยและมะละกอซึ่งจะทำให้ไก่มีความแข็งแรงและต้านทานโรคมากยิ่งขึ้นและสามารถนำใบกระเพราหรือพริกมาให้ไก่กินจะสามารถช่วยในเรื่องของการต้านทานโรคกรวดและทรายจะทำให้เปลือกไข่น้ำแข็งแรงและการรักษาไก่ที่ป่วยนั้นจะต้องรักษาด้วยน้ำหมักจากผลไม้ด้วยการผสมน้ำในอัตราส่วน 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรให้ไก่ได้กินประมาณ 7 วันก็จะสามารถช่วยรักษาอาการป่วยของไก่ได้ด้วยเช่นกัน

สูตรอาหารหมักสำหรับไก่ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนในการให้อาหารไก่ได้เป็นอย่างดี

+ เหยือกกล้วยห่านนำมาตำให้นุ่ม 30 กก.

+ข้าวลีบ

รำข้าวละเอียด

+ปลายข้าว

+น้ำตาลทรายแดง

+เกลือ

+ขี้วัวแห้งป่น

+ดินแดงรวน

วิธีการทำนั้นก็เพียงแค่เอาส่วนผสมทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากันและนำน้ำหมักจุลินทรีย์ 40 cc และกากน้ำตาล 40 ซีซีน้ำ 20 ลิตรมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ทำให้วัตถุดิบจับกันเป็นก้อนและนำไปในถังปิดทิ้งไว้ 7 วันจากนั้นก็นำมาให้ไก่กินเป็นอาหารเช้าและเย็น