6 เทคนิคเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม สร้างรายได้มหาศาล เสริมรายได้ถึง 7 เท่า!

ซึ่งวันนี้เราก็นำ 6 เทคนิคดีๆมาฝากเช่นกันซึ่งแน่นอนว่าทุกคนก็จะทราบกันดีว่ามีชาวเกษตรสวนยางไม่น้อยที่กำลังอยู่ในภาวะของยางราคาตกจึงทำให้ชาวสวนยางหลายคนนั้นหวังที่จะหารายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นและมีจำนวนไม่น้อยที่หันมาทำเห็ดกองเตี้ยและเพราะแบบโรงเรือน ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรือนนั้นมีทุนอยู่ที่โรงเรือนละ 50,000 บาทอีกทั้งยังมีการต้องขุดบ่อน้ำสระน้ำซึ่งยังต้องลงทุนซื้อเตาอบฆ่าเชื้ออีกด้วยอีกทั้งยังมีเครื่องตัดหญ้าและเครื่องพ่นเชื้อและเครื่องสูบน้ำซึ่งบอกเลยว่านี่ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างข้นสูงอีกครั้งย่อมมีการลงทุนผลผลิตที่ดีได้ถึง 12 วันโดย 20 ถึง 35 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ในรอบ ของถัดไปแต่แม้จะลงทุนสูงแต่ก็สร้างรายได้ได้ถึงโรงเรียนละ 10,000 กว่า บาทต่อเดือนเลยทีเดียว นางศิรินทิพย์ เซ่งใจดี ซึ่งเป็นชาวเกษตรกรสวนยางและเจ้าของฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งในอำเภอ คีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานีและได้มีการทำฟาร์มเห็ดตั้งแต่ปี 2557 โดยเธอนั้นมีถึง5 โรงเรือนสามารถทำรายได้ ได้ 70,000 บาท เพิ่งกลับได้รายได้มากกว่ากรีดยางประมาณ 10 ไร่เลยทีเดียวอีกทางตัดยางนั้นมีการลงทุนสูงกว่าอีกด้วยเพราะช่างใช้ค่าแรงคนตัดแต่เห็ดฟางนั้นไม่จำเป็นต้องมีเลย ในมุมมองของการบ้านตลาดนั้นก็มีตลาดรองรับเป็นอย่างมากก็จะมีทั้งพ่อค้าแม่ค้านั้นหลากหลายในจังหวัดพื้นที่ต่างเข้ามาซื้อซึ่งก็ทำให้ความเหตุแห่งนี้นั้นมีรายได้ดีอยู่ตลอดเวลาและสามารถขายได้รอบละ 400 กิโลกรัมถึง 1000 กิโลกรัมโดยแต่ละกิโลกรัมนั้นขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาทเลยทีเดียวและราคานั้นก็จะขึ้นลงแต่ไม่เคยขาดทุนเลยสักครั้ง ต้องการเพาะเห็ดฟางนั้นสามารถเพาะได้ด้วยทะลายปาล์มซึ่งสามารถมีขั้นตอนและวิธีการเพาะดังนี้ 1.วัสดุเพาะที่สำคัญคือ ทะลายปาล์มน้ำมันซึ่งถือเป็นอาหารเสริมที่สามารถใช้มูลจากมาตากแห้งหรือย่อยสลายจนเจือจางได้โดยจะใช้มูลวัวหรือมูลควายหมูมูลไก่ก็ได้ 2.โดยการเตรียมวัสดุเพาะถ้าได้ปานนั้นจะต้องมีความจดหมายถึงค่อนข้างใหม่อยู่เสมอเมื่อนำมากองแล้วก็ทำมาลดน้ำด้วยน้ำปูนขาวโดยราดให้ชุ่มจากนั้นก็มานำกองสุมไว้ โดยใช้ความร้อนประมาณ 5-7 วัน 3.พื้นที่เพาะควรเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขังอย่างเด็ดขากและเป็นดินที่สามารถปลูกพืชได้อีกทั้งจะต้องไม่มีเชื้อโรคและสารเคมีปนอยู่ในดินอย่างเด็ดขาด 4.เชื้อเห็ดฟางในโคราชเชื้อเห็ดที่ไม่มีแมลงหรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีราดำราเขียวเป็นเด็ดขาดจะต้องเห็นเฉพาะเส้นใยสีขาว เท่านั้นและฉันนั้นก็จะต้องมีการเกาะกันเป็นก้อนไม่หลุดร่วงแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด 5.เวลาเพาะควรเพาะตอนช่วงเช้าเท่านั้นเพื่อจะได้สะสมความจากแสงอาทิตย์ในแต่ละวัน โดยการเพาะนั้นจะสามารถกระตุ้นการวัดการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดฟางได้เป็นอย่างดีซึ่งจะต้องมีอุณหภูมิสูงอยู่ในระยะแรกคือ 1 ถึง 5 วันเท่านั้น 6.รดน้ำบนแปลงเพาะที่ได้เตรียมดินไว้แล้ว และนำทลายปาล์มที่ได้ผ่านการหมักนั้นมาเรียงบนแปลงเพาะทั้งยังมีการหว่านเชื้อเห็ดลงไป โดยในแต่

ฟาร์ม 1 ไร่ อยู่ได้สบาย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหาร แถมแบ่งปันปุ๋ยชุมชนที่อุบลราชธานี

ซึ่งวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนนั้นไปดูข่าวเกษตรการซึ่งวันนี้เราก็จะพาไปพบกับเกษตรนักสู้แห่งที่ราบสูงซึ่งนั่นก็คือนางกองสินสมจันทร์หรือแม่ต้อยนั่นเองโดยแม่ต้อยนั้นอาศัยอยู่ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์หมู่ 2 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยเธอนั้นก็ย้ายออกจากหมู่บ้านไปสร้างฟาร์มเกษตรอยู่กลางทุ่งนาด้วยตัวเอง โดยแม่ต้อยนั้นก็ใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่เท่านั้นในการเลี้ยงวัวเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่และมีการปลูกพืชผักสวนครัวและทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ขายอีกทั้งยังมีโรงสีข้าวที่อยู่ในที่เดียวกันอีกด้วย โดยฟาร์มแห่งนี้ก็ทำให้แม่ต้อยนั้นไม่ต้องออกไปใช้จ่ายที่ไหนเพราะอาหารนั้นสามารถหาได้จากในฟาร์มของตัวเองทั้งค่าอาหารเลิศรสเนื้อสัตว์และปุ๋ยต่างๆอีกทั้งยังมีรังไก่ไว้หลายรังซึ่งเอาไว้ให้ไข่ฟักอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหมูเลี้ยงวัวในพื้นที่เดียวกันโดยมีการเลี้ยงทั้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เอาไว้ผสมกันเองเพื่อเป็นการรวมต้นทุนอีกทั้งยังมีการขนหมูเลี้ยงไว้ถึง 50 ตัวเลยทีเดียวโดยมีพ่อพันธุ์ 7 ตัวและแม่พันธุ์ 6 ตัวซึ่งหมูนั้นสามารถสร้างรายได้ให้พออยู่พอกินได้เป็นอย่างดีด้วย สินค้าหูนั้นก็สามารถทำน้ำอีเอ็มไวรัสกับพืชผักได้ และยังช่วยให้แมลงนั้นไม่เข้าไปรบกวนอีกและขี้หมูก็สามารถนำมาทำปุ๋ยเหมือนขี้วัวได้ด้วยเช่นกันอีกครั้งบางส่วนนั้นก็นำมาทำเป็นแก๊สหุงต้มในครัวเรือนได้อีกด้วย โดยการปลูกข้าวเหนียวและข้าวเจ้าที่ฟาร์มแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมากและยังมีการเลี้ยงไก่ทำตามธรรมชาติเพื่อไม่ให้ไก่นั้นเครียดอีกทั้งยังมีโรงสีข้าวชุมชนขนาดกลางซึ่งรักสีข้าวให้กับชุมชนและเพื่อนบ้านในใกล้เคียงแบบไม่ต้องคิดตังและก็จะได้รำข้าวไว้เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ต่างๆอีกทั้งยังมีการรับบริการเอาข้าวมาสีให้ถึงบ้านเสร็จแล้วก็นำไปส่งซึ่งมีกระสือว่าเป็นหนึ่งทางที่สร้างความประทับใจให้กับชุมชนแห่งนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้มีการผลิตปุ๋ยเองที่ใช้ได้ในหมู่บ้านซึ่งประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากและมีสูตรผสมปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้มูลสัตว์กากน้ำตาลน้ำมันหอยนำข้าวแคลเซียมต่างๆ ซึ่งนำไปบรรจุลงกระสอบได้และเอาไปให้สมาชิกที่สั่งเอาไว้ซึ่งก็จะมีสมาชิกเหล่านั้นมารับถึงที่โดยสามารถขายได้ 500 กระสอบเลยขายกระสอบละ 350 บาทซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งบอกได้เลยว่าความของแม่ต้อยนั้นนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับฟาร์มของตัวเองแล้วยังเพิ่มมูลค่าให้กับคนในชุมชนอีกด้วยซึ่งบอกเลยว่าดีไม่น้อยเป็นการแบ่งปันน้ำใจซึ่งกันและกันได้ดีเป็นอย่างมาก