สุดเจ๋ง เพาะถั่วงอกในโอ่งขาย สร้างรายได้เป็นอาชีพหลัก เดือนละกว่าครึ่งแสน

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านพระ เลขที่ 182 หมู่ 4 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขาย มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี จนได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพของชุมชนในปัจจุบัน นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณแห่งนี้ เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นครอบครัวของตนเคยมีอาชีพทำไร่ ทำนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติหลายอย่าง ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นครอบครัวของตนจึงได้ตัดสินใจขายที่นาไปเกือบหมด แล้วนำเงินที่ได้มาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้บริเวณใต้ถุนบ้านของตนเอง เป็นสถานที่เพาะถั่วงอกขาย ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูก ใช้หลายวิธีแต่ก็ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ต่อมาได้มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งดีกว่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แต่ยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพจริงจัง ตนจึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มได้ผลผลิตดี สามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดสดในตัวเมืองนครราชสีมาได้จำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันครอบครัวของตน

แม่บ้านสู้ชีวิต ลาออกจากงานเลี้ยงลูกป่วย ปลูกเมล่อนพันธุ์นำเข้า ขายรุ่งทางโซเชียล

แม่บ้านพลทหารในสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ซึ่งลาออกจากงานประจำมาดูแลลูกที่ป่วยหนัก ใช้เวลาว่างจากการดูแลลูกมาปลูกเมล่อนขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ไปที่แปลงเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ภายในกองพลทหารช่าง 202 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบนางเบญจมาศ สังฆมณี อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของ จ.ส.อ.นิกรกิจ สังฆมณี ข้าราชการทหารในสังกัดกองพลทหารช่าง 202 พบว่าบริเวณดังกล่าวได้มีการทำเป็นโรงเรือนปิด 1 โรง ภายในมีการปลูกเมล่อนในระบบน้ำหยดซึมนับร้อยต้น ซึ่งกำลังออกลูกใกล้ถึงเวลาเก็บผลผลิตอยู่เป็นจำนวนมาก จากการสอบถามนางเบญจมาศ สังฆมณี เจ้าของโรงปลูกเมล่อนแห่งนี้ ได้รับการเปิดเผยว่าก่อนหน้านั้นตนได้ลาออกจากงานประจำในโรงงาน เพื่อมาดูแลลูกสาวที่ป่วย ซึ่งทำให้ครอบครัวต้องขาดรายได้ เพราะลำพังเงินเดือนของสามีก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงใช้เวลาว่างจากการดูแลบุตรไปสมัครเข้าเรียนหนังสือที่ กศน.อำเภอเมืองนครราชสีมา ในระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งทางศูนย์ กศน.ก็ได้พาไปศึกษาดูงานที่ฟาร์มของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. และเกิดมีความสนใจเรื่องการปลูกเมล่อนขาย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก ต่อมาจึงได้ปรึกษาสามี คือ จ.ส.อ.นิกรกิจ สังฆมณี เพื่อขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ขอใช้พื้นที่บริเวณแปลงเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงของกองพลทหารช่าง 202

เกษตรกรชุมชนสงขลา หันปลูกพลู จนกลายเป็นอาชีพหลัก โกยวันละพันบ. ตลาดต้องการสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พลูหรือใบพลูพืชที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ใช้กินกับหมากหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกกันไว้บริเวณบ้านกินบ้างขายบ้าง ยังไม่มีการปลูจริงๆจังๆเป็นอาชีพ” ขณะที่ชาวบ้าน หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลูทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลัก ขณะนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่ม 26 คน และปลูกพลูส่งขายตลาดสงขลาและตลาดต่างประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากขณะนี้ใบพลูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศทั้งอินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งตลาดในพื้นที่ แม้จะเป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปแต่ยังมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและยังมีพื้นปลูกกันค่อนข้างน้อย “สมบูรณ์ ปัญจะ” อายุ 70 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลู เปิดเผยว่า สมาชิกแต่ละคนจะปลูกพลูในพื้นที่บริเวณบ้านของตัวเอง จะใช้พื้นที่หลังบ้าน ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพลูเต็มพื้นที่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนมาปลูกพลูอย่างเดียว หลังจากที่พลูเป็นที่ต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกำละ 7 บาท เป็นกำลัง 17-18 บาท แต่ละวันสามารถเก็บส่งขายได้60-70 กำ เฉลี่ยประมาณ 20 ใบต่อ1 กำ มีรายมากกว่า1,000 บาทต่อวัน เป็นรายได้ที่ดีมากและช่วยกันทำสองคนตายาย

ไม่ยอมแพ้! สาวเมืองคอนล้มละลายธุรกิจถมที่ เริ่มต้นใหม่ เช่าที่ปลูกกล้ายางล้างหนี้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นางสาวรัชทิพย์ ทองมีสี อายุ 44 ปี ชาว ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจรับถมดินทั่วทุกพื้นที่ กระทั่งครั้งสุดท้ายตนไปถมดินให้โครงการก่อสร้างศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงทุนไปนับสิบล้านบาท เช่ารถ จ้างคน น้ำมัน จิปาถะ ท้ายที่สุด บริษัทคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำผิดเงื่อนไข ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกสัญญา ตนพร้อมเพื่อน ซึ่งถมดินไปแล้วจึงไม่รู้ว่าจะไปขอเบิกจ่ายเงินกับใคร ส่งผลให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับลูกน้อง ค่าเช่ารถ และอื่นๆ เป็นบางส่วน เวลาเกือบ 2 ปี ที่ต่อสู้ขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะไร้ผล อนาคตดับวูบ “จึงตัดสินใจขายรถสิบล้อคันสุดท้าย ยุติอาชีพรับถมดิน รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง จ่ายหนี้เร่งด่วน ที่เหลือไว้เป็นทุน รับอาสาทำหน้าที่เฝ้าสวนยางให้เพื่อนใจดี แลกเปลี่ยนกับขอใช้ที่ว่างหลังสวนยางกว่า 5 ไร่ ปลูกถั่ว มัน

เกษตรกรหันปลูกกระจับราคาดีกิโลกรัมละ 40-50 บาทลูกค้าลาวรับถึงที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่จังหวัดหนองคายมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สภาพอากาศดี ฝนที่ตกยังสร้างความชุ่มชื่นให้กับพืชผลทางการเกษตร ส่งผลให้ออกผลผลิตดี เกษตรกรปลูกกระจับที่บ้านนาพิพาน ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย ก็ได้รับผลดีกับฝนที่ตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน คือกระจับที่ปลูกเจริญงอกงามและให้ผลผลิตสูง นายสุวพิษ ศรีวงษ์ อายุ 58 ปี เกษตรกรที่ปลูกกระจับในสระน้ำพื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษ บอกว่า กระจับเป็นพืชที่ปลูกกันมานาน หลังจากที่ตนสูบน้ำออกจากสระแล้ว จึงได้คิดจะปลูก เนื่องจากเห็นว่าที่ตลาดสดที่ตนไปขายผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่น ไม่มีกระจับขายในตลาด จึงได้ไปหาพันธุ์กระจับมาปลูก กระจับพันธุ์ที่นำมาปลูกเป็นกระจับเขาควายแบบเขาสั้นซึ่งเป็นกระจับที่นิยมปลูกกันในสมัยโบราณ และเป็นที่นิยมมากกว่าแบบเขายาว เนื่องจากมีรสชาติอร่อย ทานสดได้ และนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด นายสุวพิษกล่าวต่อไปอีกว่า ในเรื่องของการตลาดนั้นในจังหวัดหนองคาย ไม่มีปัญหา เนื่องจากยังมีคนปลูกน้อย ผลผลิตออกมาเท่าไหร่ขายได้หมด ลูกค้ามีทั้งมาซื้อถึงที่และนำไปขายที่ตลาดสด หากได้จำนวนมาก ๆ คือตั้งแต่ 50 กก.ขึ้นไปก็ติดต่อลูกค้าชาวลาวให้มารับถึงที่เลย ราคาขณะนี้ถือว่าดีมาก คือขายที่ตลาดกิโลกรัมละ 50 บาท หากมาซื้อถึงที่กิโลกรัมละ 40 บาท ในแต่ละวันจะเก็บได้ 20 –

ปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง” หน่อดก รสชาติหวาน กรอบ ทำหน่อนอกฤดูก็ได้ กินสดยังอร่อย

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีเลย นอกจากนั้น การปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด อย่างกรณีของ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่ ต่อมาได้ต่อยอดมาเปิดร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก คุณภัทรา เล่าย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานบนเส้นทางของข้าราชการครูมานานถึง 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ก็ได้รับการแนะนำจากน้องสาวให้ลองปลูกไผ่บงหวาน ก็ได้ศึกษาเรื่องไผ่บงหวานและก็ได้ตัดสินใจไปซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 กล้า เป็นเงิน 25,000 บาท และก็ได้นำมาปลูกและขยายมาเรื่อยๆ ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก

รองนายกเทศมนตรีปทุมฯ แนะเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เลี้ยงง่าย รายได้ดี ตลาดต้องการสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายพิภพ ปานแย้ม อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดเผยถึงการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเป็นรายได้เสริมครอบครัว ว่าปกติงานบริหารขององค์กรนั้น ผู้บริหารก็จะให้นโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ เพียงติดตามงานและความคืบหน้ามีปัญหาอย่างไรบ้างในการปฏิบัตินั้นๆ ซึ่งบางครั้งก็ลงไปรับฟังความคิดเห็น ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แต่ก็มีเวลาว่างบ้างในการที่จะหารายได้เสริมเข้ามาในครอบครัว ก็ใช้เวลาบางช่วงมาทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดง (Redclaw Crayfish) หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด เริ่มซื้อกุ้งก้ามแดงมา 30 ตัว ราคา 1,600 บาท มาเลี้ยงเพื่อความสวยงาม โดยมีถังซีเมนต์ที่เคยใช้เลี้ยงปลาทั่วไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยปกติแล้วชอบการเกษตรแบบปรัชญาเศรษฐกิจตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คืออยู่อย่างพอเพียง ซึ่งก็ได้ชักชวนพนักงานของเทศบาลรวมกลุ่มกัน โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านบางส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างบ่อซีเมนต์เล็กๆ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ใครไม่มีก็มาขอแบ่งปันกันไปศึกษาวิธีการเลี้ยงและดูแลให้กุ้งมีสุขภาพที่แข็งแรงและเจริญเติมโตเร็ว ซึ่งก็เริ่มกระจายกลุ่มในเทศบาลของเราเอง ตอนนี้ก็มีชาวบ้านเริ่มสนใจเข้ามาขอรายละเอียด ก็ให้คำแนะนำเขาไป ซึ่งตัวผมเองไม่ได้หวงความรู้ในเรื่องนี้ แต่ยากให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมให้กับครอบครัวของเขาเองมากกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงไม่ใช่เลี้ยงเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่กุ้งก้ามแดงยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมกัน แต่ถ้าใครเลี้ยงเป็นฟาร์มใหญ่ๆ ก็สามารถส่งต่างประเทศได้ สำหรับคนไทยเราที่ไม่มีทุนก็เริ่มจากเล็กไปก่อน แล้วค่อยๆ ขยาย ที่ผ่านมาผมมีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งมาเกือบทุกชนิด แต่มาพบว่ากุ้งก้ามแดงเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งอื่นๆ มาก และที่สำคัญมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อม และโรคที่มาจากเชื้อโรคตามธรรมชาติสูง

“หลุมพอเพียง” ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียว ลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ

หลุมพอเพียง คือ การปลูกพืชหลายอย่างในหลุมเดียว หลุมที่ว่านี้ไม่ได้สภาพเป็นหลุมลึก ๆ แต่เป็นการปลูกพืชเป็นกลุ่ม ขนาดที่น่าลองทำคือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร แต่สำหรับคนที่มีพื้นที่ว่าง เพื่อเตรียมปลูกพืช อาจจะทำหลายๆหลุม ขนาดที่กำลังพอแรง คือขนาดกว้าง 80 – 100 เซนติเมตร จะทำวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ระยะห่างระหว่างหลุม 4 x4 เมตร ถ้ามีพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรือถ้าไม่มีที่เป็นผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหัวไร่ปลายนา มุมบ้าน หลังครัว ขอบบ่อน้ำ ริมทางเดิน ได้หมด หลุมพอเพียง เป็นวิธีการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในหลุม เริ่มจากเตรียมพื้นที่ตามขนาดที่กำหนด แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรือเป็นล็อกสี่เหลี่ยม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4 – 5 ประเภทในหลุมเดียว เพื่อลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ และเกื้อต่อการกำจัดศัตรูพืชเพราะให้ทุกอย่างเกื้อกูลกันเอง ต้นไม้ที่จะปลูกในหลุมแบ่งเป็น 5 ประเภท 1.

เปิดชีวิตหนุ่มเลี้ยงวัว เริ่มต้นจากศูนย์ ปลดหนี้ให้พ่อแม่ มีเงินเก็บหลักล้าน

โดนใจเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนได้สำหรับใครหลายๆคนนั้นกำลังเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์แต่รู้สึกกำลังย่อท้อเรามาดูชีวิตคนนี้กันดีกว่าโดยคนๆนี้นั้นก็เริ่มชีวิตจากศูนย์ด้วยเช่นกันแต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อและต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเพื่อหาเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งนั่นก็ทำให้เขามีเงินเก็บหลักล้านด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นและวันนี้ก็สามารถทำให้เขานั้นสามารถปลดหนี้ให้กับพ่อแม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เสี่ยบูน ลูกพระโค. โดยตัวเขาก็ได้มีการโพสต์ข้อความว่า อาชีพนี้สำหรับผมถือว่าดีแต่บางคนก็ว่าบาปก็ช่างเขาเถิดบาปแล้วได้เงินแสนเงินล้านบาทแล้วก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสุขสบายบาปแล้วมีเงินเก็บไม่มีหนี้สินผมก็จะนัดทำแบบนี้ทุกวันและทุกวันนี้ผมก็ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไรมากมายแค่นั่งๆนอนๆอยู่ในป่าก็มีคนเอาเงินปึกๆมาทำให้คุณคิดว่าเลี้ยงไปแล้วเอาไปข้าถ้าบาทมันก็บาททั้งนั้นแหละ แล้วใครที่ว่าบาปนั้นจะคนเหล่านี้ก็ยังกินสิ่งมีชีวิตต่างๆซึ่งผมไม่สนหรอกว่าโลกจะเป็นอย่างไรผมส่งแค่ว่าครอบครัวนั้นจะอยู่สุขสบายอย่างไรทำให้ครอบครัวยิ้มได้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว นี่คือคำพูดของคนๆหนึ่งที่พูดถึงอาชีพของเขาและนอกจากนี้ยังมีการโพสต์คลิปสอนแยกคิดเกี่ยวกับอาชีพที่ใครหลายๆคนมักจะดูถูกตลอดเวลาถึงแม้อาชีพของเขาจะเป็นอาชีพที่ไม่มีชื่อเสียงแต่ก็มีรายได้เป็นหลักล้านโดยตัวเขานั้นเป็นคนหนุ่มอยู่ในจังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่อายุ 18 โดยเลี้ยงวัวที่ไล่ทุ่งและจบการศึกษาระดับชั้นม 3 เท่านั้นโดยในตอนนั้นเขาต้องตัดสินใจออกมาช่วยพ่อเลี้ยงวัวเพราะในขนาดนั้นพ่อแม่ได้กู้เงินมาทำนาทำไร่ประมาณแสนนึงแต่ทำไปก็มีแต่ขาดทุนจนทำให้มีหนี้สิน และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เขาสู้ชีวิตตัดสินใจเลี้ยงวัวชนทั้งหมดมีวัวประมาณ 285 ตัวและมีการจ้างคนนี้อีก 3 คนโดยในตอนแรกนะก็รู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมากแต่อาศัยใจรักก็สามารถทำงานและผ่านไปได้โดยรายได้สูงสุดที่เขาขายได้ก็อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทโดยเงินตรงนี้ที่จะนำมาหมุนเวียนซื้อตัวเพศเมียที่สมบูรณ์เอามาผลิตลูกรุ่นต่อไปและถ้ามีเงินเหลือประมาณ 20,000 บาทก็เอาไปซื้อทองขายแต่ถ้านำมาลงทุนซื้อไว้ให้ลูกเลี้ยงอีกประมาณ 6-7 เดือนก็สามารถขายได้รออีกหน่อยลูกกลัวก็จะกลายเป็นแม่วัวและสามารถออกลูกได้ซึ่งเป็นงานที่จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากแต่เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพนี้แม่ที่มีคนคอยดูถูกอยู่ตลอดเวลาก็ตามแต่อาชีพนี้นั่นก็ทำให้เขานั้นมีความสุขใจสุขใจสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ภรรยาและลูกสาวของตัวเองได้ โดยสารที่มีการบอกว่าอาชีพเลี้ยงวัวนะสามารถตอบแทนอะไรได้บ้างซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับเพื่อนร้ายก็จะเป็นจะต้องมีเงินซื้อปุ๋ยรอฝนแต่วันนั้นสามารถเดินกินหญ้าและหาน้ำกินเองได้ก็เปิดเหมือนว่าเป็นทองคำออกลูกทุกๆปีแต่ทองนั้นเก็บไว้ปีนึงก็ไม่ได้ลูกแถมยังซื้อขายแพงอีกต่างหากส่วนการเลี้ยงวัวนั้นยิ่งเล็กมาเท่าไหร่ก็จะมีผลผลิตมากยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าไม่อยากให้มองภาพอาชีพที่ติดดินเปื้อนขี้วัวชนตัวเหม็นอาจจะไม่แต่งตัวหรูหราเหมือนคล้ายๆแต่ก็มีเงินมีกินมีใช้พอเลี้ยงครอบครัวได้และที่สำคัญถึงแม้จะเหนื่อยมากแค่ไหนแต่ก็โค-ต-รมีความสุขและนั่นก็คือผม

ปฏิทินปลูกผัก พร้อมเทคนิคการปลูก ให้มีกินตลอดทั้งปี

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะนำสิ่งดีๆมาฝากสำหรับใครหลายๆคนนั้นที่คิดจะปลูกผักกันแต่ก็ปลูกไม่ได้สักทีบ้างก็ต้องเจอกับอุปสรรคหลายๆอย่าง แต่การปลูกผักไว้รับประทานเองนั้นก็ทำให้เรานั้นได้สามารถรับประทานผักสดที่ปลอดสารพิษได้ในทุกๆวันแต่การปลูกอย่างถูกวิธีจะต้องปลูกตามฤดูกาลถึงจะได้ผลมากที่สุดและในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการปลูกผักตามฤดูกาลการโดยสามารถปลูกตามเดือน 1 ปีได้ดังนี้ … โดยสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงมากที่สุดนั่นก็คือการปลูกผักฤดูกาลให้ปลูกตามฤดูกาลเพราะจะมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับภายในแต่ละชนิดจึงส่งเสริมทำให้ผักในแต่ละชนิดตามฤดูนั้นเติบโตได้เป็นอย่างดีและสวยงามโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตแต่อย่างใดโดยแต่ละฤดูนั้นก็สามารถปลูกได้ดังนี้ ฤดูร้อน เป็นฤดูที่พืชผักไม่สวยงามมากนะเพราะประกอบไปด้วยอากาศที่อบอ้าวผักที่ควรปลูกในช่วงนี้จึงต้องให้การสำคัญในเรื่องของการลดน้ำเป็นพิเศษและสามารถเลือกชนิดของผักมาปลูกได้ตามความเหมาะสมโดยผักที่จะต้องมาปลูกนั้นจะต้องมีอาการฤทธิ์เย็นและสามารถแก้ร้อนในร่างกายของคุณได้เป็นอย่างดีเช่นผักกาดขาว / ฟัก / ผักกาดฮ่องเต้ / แตงกวาและบวบ ผักไม้เลื้อยเป็นต้น ฤดูฝน ถือเป็นช่วงฤดูที่มีสภาวะความชื้นสูงเพราะมีฝนจากธรรมชาติที่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะตกมาเมื่อไหร่เมื่อเกิดการสะสมน้ำไปเรื่อยๆก็จะทำให้ผักเน่าได้โดยผ่านในฤดูนี้จะมีราคาค่อนข้างสูงและทำง่ายและภาคส่วนใหญ่ที่ควรจะปลูกมันก็จะมีพืชผักตระกูลขิงข่า / ผักปลั่งดอกขจร / ผักกูด /ขี้เหล็ก / ตำลึง / ผักบุ้ง / กวางตุ้ง / ถั่วฝักยาว / คะน้ากับมะเขือ ฤดูหนาว ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองของผักทั้งหลายจำพวกผักสลัดไม่ว่าจะเป็นผัก ผักคอส / กรีนโอ๊ค / เรดโอ๊ค ผักกะหล่ำต่างๆรวมถึงผักที่รับประทานหัวก็สามารถปลูกได้ดีดังเช่นแครอทและพืชผักสวนครัวทั่วไปก็สามารถปลูกได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นผักชี / ขึ้นฉ่าย / หอมแบ่ง / สะเดาและดอกแค โดยการปลูกพืชผักสวนครัวนั้นก็สามารถปลูกได้แบบง่ายๆพื้นที่น้อยก็สามารถปลูกได้หากรู้จักการจัดสรรพื้นที่ได้เป็นอย่างดีเพราะการที่เรามีผักสวนครัวไว้รับประทานเองในบ้านนั้นก็จะส่งเสริมทำให้ร่างกายและสุขภาพของคนในบ้านไม่ต้องรับสารเคมีอีกทั้งยังได้ผักสดดีๆที่เอาไว้กินเองและทำให้ประหยัดต้นทุนในการซื้อผักอีกด้วยซึ่งหากใครมีพื้นที่เหลือแล้วก็ลองปลูกผักตามฤดูกาลดูกันเลย

ชีวิตพลิกผัน พ่อป่วยเลยลาออกจากงาน เหลือเงิน 1,000 บาทสู่รายได้หลักล้าน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูอีก 1 คนที่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการทำเกษตรซึ่งเขานั้นได้ตัดสินใจลาออกจากงานและหันมาทำสารพัดอาชีพ พร้อมทั้งต้องคอยดูแลพ่อแม่ที่ป่วยไปพร้อมกันซึ่งชีวิตของเขานั้นก็ยากลำบากพอสมควรแต่สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จจนสามารถเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงปูนาโกยเงินล้านได้เป็นที่สำเร็จ… ซึ่งเรียกได้ว่าหลังจากที่ผู้เป็นพ่อป่วยตกจากต้นไผ่ที่มีความสูงเกือบ 2 เมตรอีกทั้งแม่ก็ป่วยทำให้คุณตูมตามหรือคุณปานศิริ ปาดกุล ที่เป็นลูกชายคนเดียวในบ้านต้องเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวโดยหลังจากที่เรียนจบในระดับปริญญาตรีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งการทำงานของเขานั้นก็ได้ไปทำงานที่แรกเป็นแผนกบัญชีในบริษัทแห่งหนึ่งจากนั้นก็ย้ายไปอยู่โรงงานอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานี โดยทำงานประจำได้เพียงแค่ 5 เดือนก็ต้องลาออกเพราะต้องกลับบ้านเกิดมาดูแลพ่อที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหักเดินไม่ได้ โดยรายได้ของเขาในตอนนั้นเขาได้รับเงินเดือนประมาณ 20,000 บาทประมาณ 5 เดือนพอรู้ว่าพ่อวัย 60 ปีประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่สูงกว่า 2 เมตรจึงเลือกที่จะลาออกจากงานแล้วกลับมาบ้านเพื่อดูแลและแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ซึ่งจะทำให้ตัวขาวนั้นกลายเป็นคนที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัว จึงได้นำเงินเก็บที่มีอยู่มาซื้อข้าวปลาอาหารที่จำเป็นแต่พอผ่านไปได้สักระยะเงินเก็บที่มีก็ร่อยหรอจึงจำเป็นจะต้องไปกู้ทั้งในและนอกระบบเพื่อมาใช้จ่ายจุนเจือคนในครอบครัวอีกครั้งก็ยังเดินไม่ได้ต้องกินอาหารผ่านสายยางถึง 5 เดือนและแม่ก็ป่วยในเวลาเดียวกันจนทำให้ช่วงนึงเงินทั้งบ้านเหลือเงินเพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นคนตูมตามก็ได้นำเงิน 1,000 บาทสุดท้ายไปลงทุนขายไก่ย่างและหมูปิ้งโดยในตอนนั้นก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นมาสักนิดนึงสามารถขายได้เป็นอย่างดี และพอมีรายได้เข้ามาจุนเจือเลี้ยงคนในครอบครัว แต่พอขายไปได้สักระยะหนึ่งก็เริ่มมีคู่แข่งจึงทำให้เขาต้องเลิกขายแล้วหันมาใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้าผ่านทาง facebook และกินกำไรส่วนต่างแทนโดย pre order สินค้าจำพวกผักสดปลาและเอากำไรกิโลกรัมละ 20-30 บาท โดยในตอนนั้นรายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดนั้นค่อนข้างดีจึงทำให้มีเงินหมุนเวียนในครอบครัวเดือนละเป็นหมื่นแต่นานวันก็อยากจะหาความมั่นคงให้กับในชีวิตจึงคิดอยากจะเลี้ยงปูนาขึ้นมาและประกอบกับที่ตัวเขานั้นเป็นคนชอบกินปูนาเป็นอย่างมากซึ่งเขาเคยประสบปัญหาในการเดินตามท้องนา 5-6 ชั่วโมงแต่ไม่สามารถหาปูนามารับประทานได้จนเกิดความคิดที่จะเลี้ยงเพื่อนำมาจำหน่ายด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาใช้เงินเก็บที่มีอยู่ประมาณ 20,000 บาทลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อปูนในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 44 ตารางวาโดยมีการสั่งปูนาคละไซส์มาจากหลายจังหวัดครั้งแรกประมาณ 4

เลี้ยงกุ้งฝอยกับหอมขม ใบบ่อซีเมนต์ รายได้ สองเท่า

โดยในวันนี้เราก็จะพาชาวเกษตรคนไหนอยากที่จะหารายได้เสริมก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยและหอยขมในบ่อกันโดยวิธีการนี้จะสามารถทำให้คนนั้นประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงได้เพราะสัตว์ 2 ชนิดนี้สามารถเลี้ยงด้วยกันในบ่อเดียวกันได้ด้วยหอยขมนั้นเมื่อเลี้ยงปลาในบ่อปูนก็มาก็อาศัยอยู่ตามขอบบ่อวงจึงทำให้มีพื้นที่น้ำอยู่ตรงกลางซึ่งน่าจะเกิดอะไรดีที่ว่าหากเอาสัตว์น้ำอื่นที่สามารถเลี้ยงรวมกันได้ก็จะสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างดีจึงมีการคิดที่จะเลี้ยงกุ้งฝอยรวมกันไว้ในบ่อนั้นเอง โดยเริ่มต้นจากการเตรียมบ่อและให้นำวงบ่อปูนมาต่อกับท่อระบายน้ำออกด้านล่างทำการฉาบปูนทับที่ก้นบ่อปล่อยทิ้งไว้ 3 วันรอให้ปูนเซ็ตตัวจนแห้งสนิทเมื่อปูนแห้งแล้วก็ให้ทำการเติมน้ำลงไปจนเต็มและใส่หยวกกล้วยลงไปแช่น้ำทิ้งไว้ 7-15 วัน โดยวิธีนี้จะช่วยกำจัดกลิ่นปูและน้ำฝนปูนที่เคลือบตามผิววงบ่อปูนออกให้หมด เมื่อแช่น้ำทิ้งไปแล้วทำให้ถ่ายน้ำและล้างความสะอาดอีกรอบจากนั้นค่อยเติมน้ำใหม่เข้าไปน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งฝอยและหอยขมควรจะเป็นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติถ้าใช้น้ำประปาควรจะพักน้ำไว้ให้คลอรีนตกตะกอนก่อนแล้วค่อยนำน้ำมาใช้ จากนั้นใส่โคลนหรือดินเหนียวไว้ที่ก้นบ่อหนาประมาณ 10 เซนติเมตรและทำการปลูกพืชน้ำผักตบชวาตอกน้ำเพื่อปรับสภาพน้ำและช่วยเพิ่มออกซิเจนในบ่อ ทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไป 5-6 และควรงดอาหารในช่วง 7 วันแรกเพื่อให้กุ้งปรับสภาพส่วนหอยขมใส่ลงไปประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อสามารถคละขนาดกันได้สำหรับอาหารให้ใช้ไข่แดงต้มสุกผสมกับรำอ่อน ปั้นเท่ากำปั้น และโยนลงบ่อ 3 ก้อน / อาหารที่ใช้เลี้ยงหอยขมก็ให้กินตะไคร่เกษตรเพื่อที่จะตามโคลนที่ก้นบอก เทคนิคที่ทำให้กุ้งวางขายก็คือน้ำสายยางต่อน้ำแล้วมาเปิดใส่เบาะแรงประมาณ 10 นาทีทำให้มีกระแสน้ำไหลส่วนหอยขมถ้าอยากให้แพร่พันธุ์ก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเหมาะกับการเจริญเติบโตโดยการรักษาสภาพน้ำให้สะอาดไม่เน่าเสียซึ่งหมายของ 1 ตัวสามารถออกลูกได้ประมาณ 40-50 ตัว สูตรกำจัดน้ำเสีย น้ำหมัก EM 2 ชต/ กากน้ำตาล 2 ชต. / น้ำ 1 ลิตร จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าร่วมกันทิ้งไว้ในร่ม 7 วันแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้โดยการไปใช้ก็นำไปผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วสายลากลงไปในบ่อประมาณครึ่งลิตรต่อบ่อ สำหรับราคาขายนั้นกุ้งฝอยสามารถขายได้ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาทส่วนหอยขมน่าจะอยู่ที่ในกิโลกรัมละ 40

ทำงานออฟฟิศไม่มีเงินเก็บ เลี้ยงเป็ดขายไข่ รายได้วันละพัน

โดยในวันนี้เขาเราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับคนคนหนึ่งที่ผ่านตัวเองจากนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือมากที่วันๆต้องคุกกี้อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรับค่าจ้างในอัตราที่สูงมาเป็นเกษตรกรไปตากแดดตากลมตากฝนทำอาชีพที่รักของตัวเองเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และเก็บไข่ได้เงินวันละ 1,000 บาทซึ่งเงินจำนวนนี้นะสามารถใช้ชีวิตแบบสบายสบายที่ต่างจังหวัดได้อย่างสบายๆ โดยบุคคลดังกล่าวนี้ก็คือคุณ จักรกรินทร์ ต้นตระกูลโฆษณา หรือคุณเอ็ม โดยตัวเขานั้นเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายไอทีบริษัทขายรถแท็กซี่แห่งหนึ่งได้รับเงินเดือน 60000 บาทแต่นอกจากนี้ตัวเขานั้นก็ยังได้สวมบทบาทเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ดไก่อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยตัวเขาเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตรก่อนที่จะมาเรียนในกรุงเทพฯตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายจนกระทั่งจบอาหารที่มีอะไรแต่ก็ยังทำงานอยู่ในเมืองหลวงและช่วยเหลือครอบครัวด้วยการส่งเงินกลับไปจุนเจือ จนกระทั่งเมื่อปี 55 ชายหนุ่มคนนี้ได้มีการซื้อไก่พันธุ์ โรดไอแลนด์ 200 ตัว ราคาตัวละ 185 บาท โดยมีแม่ที่ช่วยเลี้ยงอยู่ในจังหวัดชัยภูมิโดยเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติให้กินข้าวโพดข้าวเปลือกรำข้าวและไก่มันก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีและออกไข่ทุกวันเฉลี่ยวันละ 70 ถึง 80 ทองจนมีรายได้ในทุกๆวันและหลังจากที่เลี้ยงไก่ขายได้เป็น 3 ปีประมาณปี 58 คุณเองได้เกิดความสงสารมีการซื้อเป็ดปลดระวางมาละ 40 ตัวในราคาตัว 80 บาทโดยเป็ดปลดระวางนั้นคือเป็ดที่มีอายุเกิน 5 ปีโดยเป็นพวกนี้จะเตรียมส่งขายตลาดเพื่อนำไปเชือดแต่ใจหนุ่มคนนี้เลี้ยงกะไว้เอาเป็นบุญและเป็ดพวกนี้แดดออกไข่จึงทำให้เขานั้นเลี้ยงกลายเป็นเรื่องเป็นราว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขานั้นได้หันไปซื้อเป็ดสายพันธุ์กากีแคมเบโดยซื้อมาประมาณ 500 ตัวลงทุนเงินไปเกือบ 10,000 บาทเหลือเป็นเงินโบนัสจากการทำงานและสาเหตุที่เขาไม่ซื้อเป็ดเด็กก็เป็นเพราะว่าต้องเลี้ยงเกี่ยว 18 สัปดาห์ก็จะออกไข่และต้นทุนสูงกว่าจะได้ไข่จึงเลิกเลี้ยงเป็ดสาวที่ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ก็สามารถออกไข่สร้างกำไรได้แล้วและสาเหตุที่เขาเลิกเล่นเฟสขายแล้วก็เป็นเพราะว่าสภาพพื้นที่บ้านพี่อยู่กลางไร่อ้อยค่อนข้างเงียบเป็ดก็ชอบบรรยากาศแบบนี้จากการที่เลี้ยงไก่ไข่ก็พอมองเห็นว่าตลาดไข่เป็ดน่าจะมีโอกาสขายได้ดีด้วยเช่นกัน ด้วยอาหารที่นำมาเลี้ยงเป็ดมันก็ใช้รำข้าวปลายข้าวโพดข้าวเปลือกมาผสมกับอาหารสำเร็จรูปนิดหน่อยโดยวิธีนี้สามารถลดต้นทุนเยอะโดยเฉลี่ยค่าอาหารได้วันละ 300 บาทเท่านั้น โดยใช้เวลาเลี้ยงเป็ดแค่ 2 สัปดาห์เป็ดก็ออกไข่โดยจำนวน 8 500 ตัวก็ออกไข่มาแล้วประมาณเกือบ

แนวคิดใหม่ ที่ดิน 2 ง านทำได้ทุกวั นปีละแ สน

โดยหากใครมีความคิดว่าการทำเกษตรนั้น จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะแยะ และต้นทุนมากมาย บอกเลยน๊ะจ๊ะว่าคิดผิด เพราะมีแค่พืื้นที่เล็กน้อยสัก 2 งาน กับต้นทุนอีกเล็กน้อยก็สามารถทำเกษตรได้แล้วโดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับคุณ ณรงค์ วิมา 1 ในเกษตรต้นแบบ ที่ทำเกษตรโดยใช้พื้นที่ 2 งานแต่สามารถสร้างเงินได้ทุกวัน ตกปีละ 1 แสนบาทเลยทีเดียว โดยพื้นที่สองงานนี้จะทำอะไรได้บ้างมาดดูกันเลย โดยคุณอะไรได้มีการใช้แนวคิดเกษตรผสมผสาน จากในหลวงราชการที่ 9 และปรับมาใช้ในพื้นที่ของตัวเอง โดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 งาน และขุดร่อง 15 น่องเพื่อปลูกต้นชะอม คลุมหน้าดิน ทั้งหมด 3000 กิ่ง และนำชะอมไปขายได้ไม่ค่ำกว่าวันละ 200 บาท ที่เหลือก็มีการชำกิ่งไว้ขายพันธุ์ไม้เป็นรายได้เสริม อีก 1 ช่องทางให้กับตัวเอง นอกจากแปลงชะอมแล้วก็มีบ่อเลี้ยงกุ้งฝอย และมีการปลูกผักน้ำรับประทานได้ และเมื่อกุ้งฝอยวางไข่ ก็จะเห็นอัตตราการรอดของลูกกุ้ง มากขึ้น โดยการป้องกันไม่ให้ตัวใหญ่กินตัวเล็ก คุณณนงค์ก็ได้มีการ สร้างทุ่นทำคลอดจากแกลลอนน้ำตัดข้าง และดจาพรูขนาดเล็กเพื่อให้ลูกกุ้งที่แข็งแรงลอดออกไปได้ด้วยตัวเอ ง และนอกจากนี้ยังมีการปลูกตะไคร้ไว้รอบบ่อ

ทำนา”เปียกสลับแห้ง”ได้ผลผลิตดี ช่วยลดต้นทุนผลิต

โดยวันนี้เราก็เอาสิ่งดีๆมาฝากต่างจากที่ได้มีนายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว และมีการเปิดเผยถึง ว่าในช่วงฤดูฝน มิ.ย.ถึงกลาง ก.ค. จะทำให้มีปริมาณฝนลดและอาจจะทำให้บางช่วงของประเทศไทยเกิดผลดีช่วงซึ่งสิ่งนี้ก็จะทำให้ทางรัฐบาลมีการหาแนวทางปฏิบัติงานในการจัดการทำน้ำเพื่อเตรียมรับมือกับฤดูน้ำหลากและในช่วงที่ฝนมีช่วงนี้ก็อาจจะเกิดการขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะกับชาวเกษตรที่อยู่ในนอกพื้นที่เขตชลประทาน และแน่นอนว่าปัญหานี้ก็อาจจะสร้างทำลำบากในการปลูกข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ได้มีงานวิจัยว่าการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งจะสามารถช่วยประหยัดน้ำได้ถึงร้อยละ 50 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่และยังช่วยลดต้นทุนในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้ ในพื้นที่ดินที่มีสภาพแห้งแล้งราคาได้รับอากาศก็สามารถแตกราดข้าวใหม่ได้เพิ่มเรื่อยๆอย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังสามารถดูดซึมอาหารได้อีกด้วยจึงทำให้ต้นข้าวและแข็งแรงมากยิ่งขึ้นทนต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวได้เป็นอย่างดีโดยขั้นตอนนั้นก็มีดังนี้ 1) เตรียมดิน 2) ปรับให้พื้นที่สม่ำเสมอ 3) ปลูกข้าว (หว่าน ปักดำ หรือหยอด) 4) ถ้าปลูกด้วยวิธีการหว่าน หลังหว่านระบายน้ำให้แห้งเพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ พ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืชหลังหว่าน 10 วัน และเอาน้ำเข้าแปลงหลังพ่นสารภายใน 2 วัน ประมาณครึ่งต้นข้าว รักษาระดับน้ำจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยรองพื้น 5) เมื่อข้าวอายุ 20-25 วันให้ใส่ปุ๋ยรองพื้น 6) หลังหว่านปุ๋ยปล่อยน้ำในนาให้แห้งไปโดยธรรมชาติจนน้ำอยู่ที่ระดับ 15 ซม.ใต้ผิวดิน สูบน้ำเข้าแปลงจนระดับน้ำสูง 5 ซม.เหนือผิวดิน จากนั้นปล่อยน้ำให้แห้งไปตามธรรมชาติ ทำสลับกันไปจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าระยะข้าวแต่งตัว

ชาวพังงาปลูกไม้ยืนต้นขายใบสร้างรายได้ฃาม

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูไอเดียในการหาเงินแบบชาวเกษตรอย่างคุณสมจิตรช่างทองอายุ 68 ปี ที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดพังงาโดยตัวขาวนั้นถือเป็นเกษตรวัยเกษียณซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ 1 ไร่ในการปลูกต้นมะม่วงหิมพานและต้นจิกนาและเอาใบมาขาย โดยมีการตัดแต่งกิ่งและวิธีการเก็บใบอ่อนเอาไปขายซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้วันละ 500 ถึง 2,000 บาท โดยในปัจจุบันมีคนนั้นต้องการเป็นอย่างมากและผลผลิตที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าในตลาดจึงมีการตกลงพ่อค้าคนกลางให้มีการมารับไปขายต่ออีกรอบนึงด้วย โดยคุณสมจิตรนะมีความสุขกับการทำเกษตรแบบนี้เป็นอย่างมากเพราะไม่จำเป็นต้องดูแลให้มากมายเพราะเขาเคยปลูกพืชล้มลุกทั่วไปซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลเป็นอย่างมากและยังไม่คุ้มทุนถ้าวันนี้อีกด้วยโดยต้นนี้ไม่ต้องดูแลมากมายนักก็สามารถมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้เรื่อยๆและสามารถสร้างรายได้ได้ในทุกวัน โดยมีการขายไปก่อนได้ในทุกๆวันโดยขายไม้ละ 5 บาทในบางช่วงก็สามารถขายได้ถึง 400 มัดโดยสามารถสร้างรายได้ในการเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดีและถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไทย

วิธีขยายพันธุ์มะนาวแบบง่ายๆลูกดกกำไรงาม

สำหรับการปลูกมะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่งนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับเกษตรมือใหม่พอสมควรแต่ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีการบอกเคล็ดลับดีๆอย่างหนึ่งนั่นก็คือการปักชำเพียงแค่เอากรรไกรตัดตับและปัจจัยที่ดินได้แต่มีเคล็ดลับผิวเด็กน้อยเพิ่มคุณภาพของต้นอ่อนที่จะสามารถทราบกำไรกำไรให้เราในอนาคตได้โดยมีวิธีการดังนี้ อุปกรณ์ กิ่งมะนาวพันธุ์ดี กรรไกร และคัตเตอร์ / น้ำยาเร่งรากโดยให้ใช้กะปิ 100 กรัมผสมกับมะพร้าวแก่ 1 ลูกขยำให้เข้ากัน / ทรายหยาบ / ภาชนะที่จะใช้ในการเพาะปลูก / ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ วิธีการปักชำกิ่งพันธุ์มะนาว 1. นำกิ่งพันธุ์มะนาวขนาดไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป มาตัดใบ และหนามออก โดยตัดให้ใบเหลืออยู่ประมาณครึ่งใบ ตัดทางด้านโคนเป็นปากฉลาม ใต้ตาดอกประมาณ 1 เซ็นติเมตร ใช้คัตเตอร์กรีดตรงปากฉลามให้เป็นรอย สี่ห้าแฉก 2. นำทรายไปล้างในน้ำโดยการคนแล้วเทน้ำสีขุ่นออก จากนั้นนำทรายไปใส่ในภาชนะเพาะชำที่เราเตรียมไว้ 3. นำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ไปแช่ในน้ำยาเร่งรากที่ผสมน้ำตามอัตราส่วนแล้ว ประมาณ 15-20 นาที โดยแช่เฉพาะด้านโคน 4. นำกิ่งพันธุ์ไปปักชำในกระบะ หรือภาชนะเพาะชำที่เตรียมไว้ 5. พรมด้วยน้ำให้ทั่ว 6. ปิดกระบะเพาะชำด้วยแผ่นกระจก หรือจะใช้ถุงพลาสติกใหญ่ห่อ แล้วมัดไม่ให้อากาศเข้า ทิ้งไว้ประมาณ 45 วัน รากก็เริ่มงอก

เปลี่ยนถังน้ำมันเก่าให้กลายเป็นเครื่องนวดข้าวลดค่าใช้จ่ายลดทุนแรงงาน

โดยในวันนี้เราจะพามาที่จังหวัดยโสธรโดยมีการพบว่าหลากหลายครัวเรือนหันมานวดข้าวด้วยถังน้ำมันเก่าขนาด 200 ลิตรโดยมีการผลิตขึ้นมาซึ่งสามารถใช้ในการเพิ่มแรงในการนวดข้าวนาปีและยังลดค่าใช้จ่ายด้วยซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไม่ต้องจ้างรถเข้ามาอัดฟางข้าว โดยเราจะพากันไปรู้จักกับนาย ภักดี และนางคำปุ่น ยินสัพ สองสามีภรรยา ที่ถือเป็นอีกหนึ่งชาวเกษตรกรที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเก่าให้กลายเป็นเครื่องนวดข้าวนั่นเอง โดยครอบครัวนี้มีการเอาถังน้ำมันเก่าขนาด 200 ลิตรมาประดิษฐ์ใช้งานสำหรับครอบครัวโดยสามารถทุ่นแรงในการนวดข้าวได้เป็นอย่างดีและลดรายจ่ายได้คำนวณสูงสุดถึงกระสอบละ 10-15 บาทจึงทำให้ชาวเกษตรนั้นมีรายได้เพิ่มเข้ามามากขึ้นและยังได้ฟังข้าวเก็บไว้เลี้ยงสัตว์ในยามหน้าแล้งตลอดทั้งปีด้วยอีกทั้งไม่ต้องไปจ้างรถเข้ามาอัดฟางข้าวเลี้ยงสัตว์ให้สิ้นเปลืองรายได้อีกต่อไป โดยขั้นตอนนั้นก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่นำถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใช้งานติดเข้ากับเครื่องยนต์ไถนาเดินตามหลังจากนั้นก็ทำการเดินเครื่องยนต์ให้หมุนปั่นถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรและเร่งเดินตามความเร็วที่ต้องการก่อนที่จะนำเข้ามามัดแล้วไปนวดกับตัวถังน้ำมันที่หมุนไปรอบๆด้วยความเร็วที่กำหนดเพียงแค่นี้ก็จะได้ข้าวหอมมะลิที่สวยงามและปราศจากวัชพืชมาปนเปื้อนอีกแล้ว และเนื่องจากตัวถังของเครื่องนวดถังน้ำมันนะจะมีใบพัดลมขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเชื่อมต่อกับเครื่องนวดข้าวเมื่อเอาไว้เป็นพัดลมคัดแยกวัชพืชออกจากเมล็ดข้าวให้หมดจึงใช้เวลาในการนวดเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็เสร็จโดยการนวดข้าวในแต่ละวันนั้นสามารถใช้ได้เพียงแค่ใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตรเท่านั้น

DIY เปลี่ยนแกลลอนเปล่ากลายเป็นกระถางต้นไม้ ง่ายนิดเดียว

โดยในวันนี้เราก็จะมีเคล็ดลับดีๆมาฝากกันซึ่งสำหรับใครนั้นกำลังหากระถางต้นไม้ในการมาปลูกพืชผักสวนครัวหรือต้นไม้ต่างๆนะบอกเลยว่าเราก็จะนำสิ่งเหลือใช้ที่หาได้ง่ายๆอย่างแกลลอนเก่าๆมาใช้เป็นกระถางกั้นโดยเรานั้นจะพาทุกคนมา DIY ให้เปลี่ยนแกลลอนเปล่ากลายเป็นกระถางต้นไม้ในแบบฉบับง่ายๆเพียงนิดเดียว อุปกรณ์ – ลวดสักหลาด – คัตเตอร์ – เชือกป่านใหญ่ – ดวงตาตกแต่ง – กรรไกร – เทปกาวตกแต่ง – แกลลอน ขั้นตอนการทำ -ตัดก้นแกลลอนออกและตกแต่งแกลลอนด้วยสติ๊กเกอร์เชือกสีเหลืองกระดุมแล้วแต่ตามความชอบ - เจาะรูไปที่แกลลอนและทำเป็นที่แขวนโดยใช้เชือกร้อย - ย้ายดินและต้นไม้หรือพืชผักที่เราต้องการจะปลูกลงไปในแกลลอนเพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย และนี่ก็คือการ DIY แกลลอนแบบง่ายๆที่ใครๆก็สามารถทำได้หากใครกำลังมองหาช่องทางในการปลูกพืชผักอยู่แล้วก็การทำแบบนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่น่าสนใจไม่น้อยด้วยเช่นกันฉะนั้นหากให้มีแกลลอนเหลืออยู่ที่บ้านแล้วกำลังต้องการอยากจะปลูกพืชผักสวนครัวอยู่แล้วล่ะก็เราใช้แกลลอนแบบนี้มาปลูกกันเลย

การปลูกผักให้มีขายใน 1 ปี

ฝนเป็นอีกฤดูหนึ่งที่เกษตรกรอย่างเราจะต้องมีการปลูกผักไว้กินไว้ขายเองแต่เราจะทำอย่างไรถึงจะได้พืชผลผลิตออกมาขายในทุกๆวันโดยไม่มีแมลงมากัดกินพืชของเราให้เสียหายสามารถสร้างรายได้ได้อย่างราคาดีว โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักเกษตรกรรุ่นใหม่จากมหาสารคามที่ได้มีการเปิดเผยว่ามีการแบ่งพื้นที่ปลูกผักออกเป็น 60 แปลงแปลงละครึ่งงานในเนื้อแปลงปลูกขึ้นงานจะมีการแบ่งซอยยกเป็น 7 แถวเพื่อปลูกพืชชนิดสลับกันมีทั้ง ขึ้นฉ่าย, ผักสลัด, หอมแบ่ง, ผักโขมแดง, ผักบุ้งจีน,กะเพรา, โหระพา น้ำผักเครื่องเคียงต่างๆผักพื้นบ้านที่สามารถหารับประทานได้ง่ายว โดยมีการนำพืชผักมาปลูกลงไปในแถวที่ 1 ของแฟน 60 แปลงจะทยอยปลูกห่างกันแปลงละ 1 วันและขั้นตอนต่อไปคือการปลูกพืชชนิด 7 แถวโดยแต่ละแปลงจะมีการแบ่งออกมาตามอายุของพืชนั้นๆโดยจะปลูกห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์โดยการปลูกนั้นจะมีอายุการเก็บเกี่ยวมากไปหาพืชน้อยอายุน้อยโดยมีดังนี้ ว สัปดาห์ที่ 1 ปลูกขึ้นฉ่าย มีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน ว สัปดาห์ที่ 2 ปลูกผักสลัด มีอายุเก็บเกี่ยว 50 วัน ว สัปดาห์ที่ 3 ปลูกหอมแบ่ง มีอายุเก็บเกี่ยว 45 วัน ว สัปดาห์ที่ 4 ปลูกผักโขมแดง

ไม่เกิน 20 บาทสูตรบำรุงปุ๋ยพืชผักทำให้ผักใบเขียวสวยงามมากยิ่งขึ้น

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำปุ๋ยกันเองแบบง่ายๆไม่เกิน 20 บาทก็สามารถทำได้ช่วยแก้อาการหักไม่สวยลดไม่หวานได้เป็นอย่างดีโดยสิง่ที่ต้องเตรียมนั้นก็มีดังนี้ นมจืด 1 กล่อง / เกลือ / ไข่ไก่ 1 ฟอง / ถ้วยสำหรับผสม วิธีการทำ 1 ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วตีให้แตก 2 ใส่นมจืดลงไป 1 กล่อง 3 ใส่เกลือ 1 ปลายช้อนโต๊ะ 4 ผสมให้เข้ากัน วิธีการ.ใช้ อัตราส่วนผสมการนำไปใช้ใส่ ครึ่งแก้ว ประมาณ 100 มิลลิลิตรต่อ 10 ลิตรนำไปรดผักและผลไม้ได้เลย

แจก 5 ผสมสูตรดิน ปลูกผักโตไว

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีสิ่งดีๆมาฝากทุกคนกันในบางครั้งใครหลายๆคนเวลาปลูกพืชผักก็มักจะถอยการกับการที่ปลูกไม่ขึ้นบอกเลยว่าการปลูกผักนั้นความจริงแล้วดินก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งด้วยเช่นกันและในวันนี้ทางทีมงานก็จะเอาวิธีการผสมดินแบบฟรีจากปุ๋ยธรรมชาติหรืออะไรที่หาได้จากท้องถิ่นซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตและยังสามารถบำรุงได้เป็นอย่างดีอีกด้วยโดยจะมีสูตรไหนบ้างนะมาดู สูตรที่ 1 นำใบมะขาม ใบกระถิน ใบขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบโสนและใบแค ที่ร่วงแล้วมากองรวมกัน และรดน้ำให้ชื้นภายใน 7-10 วัน จะเปื่อยยุ่ย สามารถนำมาผสมกับดินปลูกในกระถาง หรือนำไปหว่านโรยรอบต้นพืชที่ปลูก ถือเป็นการกำจัดเศษใบไม้ใต้ต้นได้ดี กรณีต้องการให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้กองรวมกับปุ๋ยคอก โดยใช้อัตราส่วน เช่น ใบจามจุรี 4 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1ส่วน เป็นต้น สูตรที่ 2 นำใบมะขาม ใบชมวง ใบมะกอกไทย และใบชมพู่ โดยนำมาหมักให้เน่าเปื่อย หรือเก็บรวมใส่ถุงขยะสีดำปิดปากถุงทิ้งไว้ 7 วันเพื่อให้เน่าเปื่อย ใบไม้หมักเหล่านี้จะมีความเป็นกรด เหมาะสำหรับดินปลูกไม้ประดับหรือใบไม้ที่มีสี เช่น โกสน บอนสี และช่วยให้ใบและดอกสีเข้มขึ้น สูตรที่ 3 นำต้น ใบ และรากของผักตบชวา มาสับให้เป็นท่อน ๆ

เด็กรุ่นใหม่ ได้ดีเพราะเลี้ยงวัว

ในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมาพบกับหนูเมืองกาญที่มีความคิดที่ดีโดยมีการยึดอาชีพเกษตรกรเลี้ยงวัวชนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเลี้ยงวัวจึงทำให้คิดของเขานั้นกลายเป็นคลิปที่ถูกแชร์มาอย่างโรคอะไรเป็นจำนวนมากถึง 10000 ครั้งเลยทีเดียว โดยชายคนนี้นั้นได้มีการเผยภาพคลิปดของตัวเอง มีการระบุว่า ตัวเองนั้นสามารถสร้างรายได้จากการเลี้ยงวัวได้มีการพูดชักชวนให้คนมาลองเลี้ยงวัวดูกันถึงแม้จะไม่ได้แต่งตัวหรูหราแต่ก็มีกินมีใช้และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายโดยคลิปดังกล่าวนี้ถูกโพสต์ลงใน Facebook เสี่ยบูน ลูกพระโค ซึ่งก็ได้มีการระบุพูดไว้ว่า “วันนี้จะมาบอกถึงการเลี้ยงวัวครับ ว่าวัวตอบแทนอะไรเรามาบ้าง ผลตอบแทนครับ” จากนั้นเขาหยิบเงินธนบัตรเป็นปึกๆขึ้นมาจำนวนหลายปึกให้ดู ก่อนจะพูดต่อว่า“วัวตอบแทนเราหลายอย่างครับ ตังค์ก็ได้ แล้วทำไมต้องเลี้ยงวัว ถ้าเปรียบกับพืชไร่ มันก็เดินไปหาหญ้าหาน้ำกินเองได้ แต่พืชไร่ต้องรอปุ๋ยรอฝน เกี่ยวกับทอง วัวออกลูกทุกปี แต่ทองเก็บเอาไว้ปีนึงก็ไม่ได้ลูก ส่วนมากจะมีแต่ราคาลดลง ซื้อมาขายถูก แต่วัมันก็ออกลูกให้เราได้ทุกปี ผลตอบแทนมันก็ดีครับ แล้วมันก็เป็นอะไรที่เรากำหนดราคาเองได้ พอใจก็ขายไม่พอใจก็ไม่ขาย ยื่งเลี้ยงนานก็ยิ่งได้ลูก ยิ่งเยอะ ยิ่งเพิ่มพูนให้เราอีกก็ไม่อยากให้มองข้าม อยากลองให้หันมาทำอาชีพนี้ ลองดูซักตัวสองตัวก่อนก็ได้ ว่ามันดียังไง มันทำให้เราได้ยังไง เดี๋ยวก็รู้ครับ อยากให้ลองทำครัว ถึงจะไม่ได้แต่งตัวหรูหรา จะไม่ได้แต่งตัวเท่ ไปเบิกตังค์ในทหารก็แต่งตัวแบบนี้ครับ แต่เราไปเบิกตังค์ก็มีตังค์ไม่น้อยไปกว่าเขาหรอกครับ บางทีมีมากกว่าคนที่เขาทำอาชีพอื่นด้วยซ้ำ แม้ว่าเราไม่เท่ ไม่หรูหรา แต่เราก็มีกินมีใช้ มีเลี้ยงครอบครัว ผลตอบแทนก็ดีครับ”

ปุ๋ยเคมี VS ปุ๋ยอินทรีย์ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร

วันนี้โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมารู้จักกันว่าปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรและมันคืออะไรโดยเรานั้นจะพาทุกคนไปรู้จักกันก่อนว่าปุ๋ยคือสิ่งที่ได้จากสิ่งที่ไม่มีชีวิตเช่นหินและเหมืองแร่ต่างๆหรือเกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นทางวิทยาศาสตร์เช่นปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย และสำหรับปุ๋ยอินทรีย์นั้นคือผู้ที่ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและสามารถสร้างธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อพืชได้หรือเรียกอีกอย่างกันว่าปุ๋ยจุลินทรีย์นั้นเอง ข้อดีและข้อเสียของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ข้อดีของปุ๋ยเคมี มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่อน้ำหนักปุ๋ยสูง / ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้เร็ว / ราคาต่อน้ำหนักของธาตุอาหารพืชมีราคาต่ำ / สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา/หาซื้อง่าย ข้อด้อยของปุ๋ยเคมี ไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน/ ปุ๋ยเคมีบางชนิด เช่น ปุ๋ยแอมโมเนีย ถ้าใช้ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้น /การใช้ปุ๋ยเคมีต้องระมัดระวัง / ถ้าใส่มากหรือใส่ติดโคนต้นพืชจะเป็นอันตรายต่อต้นพืชและการงอกของเมล็ด / ผู้ใช้ปุ๋ยเคมีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปุ๋ยพอสมควร ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นจึงทำให้ดีมีคุณภาพทางฟิสิกส์มีความรู้และซึมน้ำได้เป็นอย่างดี / สามารถอยู่ในดินได้นานรับสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารได้อย่างช้าๆส่งเสริมให้จุลินทรีย์เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดิน / หากใช้คู่กับปุ๋ยเคมีจะส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีเป็นประโยชน์แก่พืชมากยิ่งขึ้น ข้อด้อยของปุ๋ยอินทรีย์ จำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมาก

ลาออกจากงานกลับบ้านปลูกมะนาวไร้เมล็ดส่งขายแม็คโครสร้างรายได้ได้งาม

ในวันนี้เราจะพาทุกคนมาพบกับอีกหนึ่งเกษตรวัยรุ่นที่สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและมีใจรักงานด้านเกษตรโดยเธอคนนี้นะชื่อ รัตติกานต์ เกตุแก้ว หรือ ตั๊ก เป็นสาววัย 25 ปีซึ่งตัวเธอเคยเป็นอดีตสาวแบงค์ที่เรียนจบจาก ม ธรรมศาสตร์ โดยเธอนะหลังจากที่เรียนจบระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยก็ได้ไปทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่งเป็นระยะระยะสั้นๆในระหว่างการทำงานนั้นก็ได้มีการนำมะนาวไร้เม็ดมาปลูกเองเพื่อหารายได้พิเศษและมีการขายไม้ผลรสเปรี้ยวจัดชนิดจึงทำให้รู้ว่าตัวเองนั้นละการทำเกษตรมากกว่าการทำงานประจำและเลือกหนทางในการลาออกกลับบ้านเกิดไปปลูกมะนาวขายเป็นเรื่องเป็นราว ในพื้นที่ในการปลูกนั้นก็เป็นพื้นที่ของครอบครัวที่มีราวประมาณ 50 ไร่มีการเลี้ยงหมูปลูกกล้วยปลูกมะนาวไร้เมล็ดพันธุ์ตาฮิติปลอดสารพิษโดยสายพันธุ์นี้นะทนทานต่อโลกเฉลี่ยต่อไร่ก็จะปลูกมะนาวได้ประมาณ 90 ต้นลงทุนไร่ละ 5,000 บาททำปุ๋ยเองโดยใช้ขี้หมูรดผลปรากฏว่า ลูกดกเป็นอย่างดีโดยปุ๋ยที่ทำเองนั่นก็คือ ฮอร์โมนจานด่วน ที่เป็นสุดยอดสารอาหารของต้นมะนาวซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตร สูตรที่ 1 ประกอบด้วย นมสด กากน้ำตาล หมัก 7วัน สูตรที่ 2 มี หน่อกล้วยสับ กากน้ำตาลหมัก 7 วัน สูตรที่ 3 มีไข่ไก่ดิบ น้ำมันมะพร้าว ลูกแป้งข้าวหมาก กะปิ เครื่องดื่มชูกำลัง M150 หมัก 14 วัน โดยในปัจจุบันเธอปลูกมะนาวมาแล้วกว่า 5 ปีโดย

หอยเชอรี่สร้างรายได้ตันละ 70000 บาท

ใครหลายคนคงจะรู้จักหอยเชอรี่กันเป็นอย่างดีซึ่งของเชอรี่นั้นถือเป็นศัตรูตัวร้ายสำหรับพืชทางน้ำต่างๆแต่แน่นอนว่าคนเรานั้นก็สามารถหาหนทางได้ซึ่งบอกเลยว่าของเชอรี่ต้มสุกนั้นจะสามารถขายได้ไปกิโลกรัมละ 40 บาทหากถ่ายเป็นตันก็สามารถขายได้ในราคา 7-8 หมื่นบาม โดยก็ได้มีชาวบ้านหนองแคนอำเภอเมืองได้มีวิกฤตให้เป็นโอกาสขายหอยเชอรี่ต้มสุกที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว โดยสาเหตุก่อนหน้านี้ที่มีการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสนั้นก็เพราะว่าชาวนาเผชิญกับปัญหาของเชอรี่กับต้นข้าวและทุกๆปากตำนานทุกปีและพบว่าในแต่ละปีของเชอรี่ทำลายต้นข้าวไปนับพันจึงเกิดความคิดที่ช่วยกันจ้ะและนำมาสร้างรายได้เข้าสู่บ้านโดยสามารถสร้างรายได้รับจากบาทต่อเดือนอีกครั้งเนื้อหอยเชอรี่มีโปรตีนสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์สามารถใช้ประกอบอาหารอย่างหลากหลายไม่ว่าจะทำน้ำปลาหรือใช้เป็นอาหารสัตว์ก็ได้ก็ได้ อีกครั้งเปลือกของมันยังสามารถปรับสภาพความด่างของดินได้เป็นอย่างดีตัวหายและเปลือกสามารถนำไปฝังไว้บริเวณทรงพุ่มไม้ผลมันก็จะกลายเป็นปุ๋ยทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วยฉะนั้นจึงได้ว่าเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างแท้จริงเพราะยังสามารถกำจัดหอยเชอรี่ได้แล้วก็ยังสามารถนำเม็ดเงินเข้าสู่หมู่บ้านได้อีกด้วยซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินเข้าสู่หมู่บ้านหนองแคนได้หลายล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

ชาวนาหัวใส ไอเดียบังแดดทำนา แบบน่ารัก

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่เหมาะสำหรับคนทำนาเป็นอย่างมากแน่นอนว่าอาชีพทำนาเป็นอาชีพที่คนนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นอาชีพหลักของชาติและคนที่อาจทำอาชีพนี้จำเป็นจะต้องอยู่กลางแดดจ้าเป็นเวลานานหลายชั่วโมงโดยคนเหล่านี้เขาก็จะมีชาวนาหัวใสได้นำสิ่งประดิษฐ์มากมายมากันแดดให้กับตัวเองอย่างเช่นวันนี้ที่เรานำมาฝากกัน ไอเดียที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นั้นก็คือการเอาใบกล้วยมาทำเป็นที่บังแดดออกเลยว่าที่น่ารักและดีเป็นอย่างมาก โดยเพียงแค่ตัดใบกล้วยแล้วเอาใบตองมาทางใบและใช้เชือกผูกไว้ที่หลังก้มหน้าก็จะทำหน้าที่บังแดดให้ดูอัตโนมัติและไม่เกะกะขวางระหว่างการทำงานอีกด้วยบอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่ารักมากๆ

เลี้ยงไก่อารมณ์ดีขาย ผลผลิตดีมาก จนผลิตไม่ทันขาย

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับไข่ไก่อารมณ์ดีของคุณกชกร ช่วยณรงค์ ที่เธอนั้นได้มีการเลี้ยงไก่แบบอิสระจนทำให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพสูงและมีปริมาณการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยทีเดียวซึ่งเธอเรียนจบจาก สาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน รายได้นำความรู้มาช่วยเหลือกิจการครอบครัวและต่อยอดการเลี้ยงไก่อารมณ์ดีโดยใช้พื้นที่ว่าเพิ่มมูลค่าในการผลิต โดยทั้งครอบครัวของเธอประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์มานานมองเห็นว่ามีโอกาสที่จะนำความรู้สามารถมาพัฒนาและช่วยเหลืองานที่บ้านได้โดยขั้นตอนของการเลี้ยงไก่อารมณ์ดีก็จะมีการแบ่งพื้นที่เป็นชัดเจนโดยมีทั้งพื้นที่ลงเรือมาสำหรับหลบแดดหลบฝนและพื้นที่เดินเล่นสำหรับให้ไก่เขี่ยไปเขี่ยหากินจึงทำให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรงมากยิ่งขึ้นและไก่ที่ได้นำมาเลี้ยงในพื้นที่นั้นก็มีอายุประมาณ 16 สัปดาห์จากนั้นเลี้ยงต่ออีก 4 สัปดาห์ไก่ก็จะเริ่มออกไข่ให้เก็บ สำหรับสูตรอาหารไก่นั้นก็จะเป็นสูตรที่คิดมาเองโดยมีส่วนผสม ของข้าวโพด กากถั่วเหลือง ธัญพืชอื่นๆ และที่มากไปกว่านั้นในสูตรอาหารมีส่วนผสมของ ซีลีเนียมยีสต์ (Selenium Yeast) ซึ่งเป็นซีลีเนียมอินทรีย์สำหรับสัตว์ ทำให้แม่ไก่มีการเพิ่มและสะสมซีลีเนียมในไข่แดงมากกว่าไข่ไก่ทั่วไปเกือบสองเท่า โดยภายในอาหารจะไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์เข้ามาให้ไก่กิน ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าการผลิตใส่ใจทุกขั้นตอนของการผลิตเพื่อให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพ ด้วยใกล้ทุกตัวในฟาร์มและมีสุขภาพดีเป็นอย่างมากมีพื้นที่แห้งแล้งจึงทำให้แม่ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรงต้านทางโลกอีกทั้งยังมีการเปิดวิทยุให้ไก่ไปในโรงเรียนจึงทำให้ไก่ไม่รู้สึกเครียดและสามารถสร้างผลผลิตได้ดีโดยผลผลิตนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1000 ตัวมากสุดประมาณ 800 บาทต่อวันโดยขายในราคาแพ็คละ 50 บาทเท่านั้น

เลี้ยงวัวพันธุ์ผสม สร้างเล่ส์เลือดสูง ทำเงินดี

ในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนมาที่ณรงค์ฟาร์มของคุณณรงค์ หอยทองที่อยู่ใน ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยตัวคุณณรงค์นั้นได้มีการเลี้ยงวัวมานานกว่า 20 ปีและรักวัวมาตั้งแต่เด็กเพราะโตขึ้นก็ได้ซื้อวัวไทยมาเลี้ยงจากประสบการณ์ที่เลี้ยงวัวมาตั้งแต่เด็กก็เห็นว่าวัวสามารถทำรายได้ได้เป็นอย่างดีจึงมีการคิดวัวเลี้ยงวัวให้จริงจังมากยิ่งขึ้น โดยมีการเริ่มปรับจากการเลี้ยงวัวไทยตัวเล็กๆมาเปลี่ยนเลี้ยงวัวลูกผสมและลองมาหลากหลายสายพันธุ์ฮินดู บราห์มัน จนมาถึงชาร์โรเล่ส์ แล้วก็ได้พบว่าลูกวัวผสมพันธุ์ ชาร์โรเล่ส์ ก็ไม่ได้เลี้ยงยากอย่างที่คิดอีกทั้งยังสามารถทำงานได้มากกว่าลูกวัว พันธุ์ผสม พันอื่นอีกด้วย โดยในตอนนี้จะมีวัวทั้งหมด 15 ตัวแบ่งเป็นแม่พันธุ์สำหรับการสร้างปุ่มรูปผสม ชาร์โรเล่ส์ 6-7 ตัว วัวทั้งหมดเลี้ยงเอาไว้ในสวนมะพร้าวที่มีหญ้าธรรมชาติเป็นหลัก วัวทั้งหมดผมเลี้ยงเอาไว้ในสวนมะพร้าวจะปล่อยให้กินหญ้าทั้งวันและมีเนเปียร์ที่ผมปลูกไว้เอามาโม่ให้เสริมตอนที่วัวกลับเข้าคอกในตอนเย็น นอกจากนั้น ในช่วงหน้าแล้งหากเห็นว่าวัวตัวไหนซูบผอมไป หรือแม่วัวตัวไหนมีลูกอ่อนก็จะมีอาหารข้นเสริมให้บ้าง โดยในปัจจุบันณรงค์ฟาร์มจดทะเบียนฟาร์มกับสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงโคบราห์มัน แต่ด้วยกระแสราคาวัวลูกผสมมาแรงและคุณณรงค์มีแม่พันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์สวยๆ อยู่หลายตัวในช่วงนี้ณรงค์ฟาร์มจึงตั้งเป้าผลิตวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ป้อนสู่ตลาดพ่อแม่พันธุ์

จากลูกชาวนา มีพื้นที่ 1 งาน ปลูกผักขาย จนมีรายได้ครึ่งล้านต่อเดือน

วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูชาวเกษตรที่เคยเป็นลูกชาวนานะเคยเป็นอดีตมนุษย์เงินเดือนซึ่งได้ผ่านตัวเองมาทำเกษตรแบบเต็มตัวโดยตัวขาวได้เปลี่ยนมานับเป็นคนปรับปรุงพันธุ์สลัดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์เกษตรและเป็นเจ้าของฟาร์มผักดอกไม้อินทรีย์ที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีการใช้ช่องทางผ่านทางออนไลน์สร้างรายได้เดือนละเกือบครึ่งล้านบาท จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงมีบ้านมีรถมีที่ดินในวัยเพียงแค่ 35 ปีโดยความสำเร็จอย่างนี้เป็นของนายเอนก โดยสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความมุ่งมั่นที่เขาได้พูดอยู่เสมอซึ่งนั่นเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของตัวเองโดยตอนเรียนชั้นปตรีที่เรียนจบก็ได้มีการขอพื้นที่ 1 ไร่เพื่อปลูกผักยังชีพแต่พ่อไม่อยากให้เพราะว่าจะให้รับราชการเป็นครูจึงทำให้เขาตัดสินใจมาทำงานในกทมทางด้านการพัฒนาพันธุ์พืชแต่ทำอยู่ 3 ปีก็ตัดสินใจลาออกมากลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ในบ้านเกิดและระหว่างนี้ก็ได้ทำงานเกี่ยวกับการวิจัยปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชในม. แม่โจ้พร้อมกับเรียนปริญญาโททางด้านปรับปรุงพันธุกรรมพืชและเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคมปี 2519 เขาได้เรียนจบปริญญาตรีสาขาพันธุ์พืชผักและเติบโตในครอบครัวลูกชาวนามีพ่อและแม่ทำอาชีพเกษตรกรรมขายและตัวเขาก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองและอยากเป็นนักพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์ปลัดและเมล็ดพันธุ์พืชผักอินทรีย์อย่างเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีและเริ่มลงมือสร้างความผ่านของตัวเองที่อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่โดยเริ่มแค่พื้นที่ที่มีพื้นที่ประมาณ 1 งานและลูกน้อง 1 คน โดยกล่าวนั้นมีหลักการของการทำเกษตรไม่ใช่แค่ปล่อยให้โตแต่ต้องดูแลรักษาจนกว่าจะถึงจำหน่ายอีกครั้งต้องแก้ไขปัญหารายวันไม่มีอะไรตายตัวและต้องปรับทุกอย่างให้เข้ากับสภาพแวดล้อมให้ทำและในประเทศไทยนั้นยังไม่มีใครทำธุรกิจเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์อินทรีย์อย่างชัดเจนเพราะมีใครหลายคนมองว่ามันไม่คุ้มทุนเม็ดเงินที่ได้ก็น้อยซึ่งหลังจากที่ตัดสินใจลาออกจากงานที่กทมกลับมายังเชียงใหม่ก็ได้มีงานวิจัยและก็หันตัดสินใจมาทำธุรกิจของตัวเองเลยลาออกจากงานมหาวิทยาลัยแม่โจ้โดยในตอนนั้นพ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย โดยในช่วงแรกของการเบิกเงินก็ยังมีตลาดรองรับมากแม้จะต้องเครียดจนไม่พูดจากับใครเพราะไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่จะนำไปขายให้ใครจนกระทั่งพบว่าตัวเองนะชอบโพสต์สิ่งต่างๆลงบนโลกโซเชียลจะมีการขยายแนวคิดตลาดด้วยการลงรูปแล้วลงคลิปเล่าเรื่องราวการปลูกผักใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายผ่านทาง Social Media ของตัวเองและในช่อง Facebook และ YouTube ที่มีชื่อว่า Anek Kayankhai โดยตัวเขานั้นมีความเชื่อที่ว่าหากมีเมล็ดพันธุ์ที่ดีควรจะมี feedback กลับมาเองจนกระทั่งมีคนเริ่มสนใจที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์ไปใช้และมีการแจกเน็ตฟรีจนกระทั่งเกิดความบังเอิญแจกเมล็ดพันธุ์ฟรีให้กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของฟาร์มผักสดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและหลังจากที่ใช้ไปแล้วก็เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศรหัสหนังสือกับนายอเนกแทน เมื่อธุรกิจรู้จักมากที่สุดในโลกออนไลน์ ก็ทำให้เกิดความยั่งยืนและเห็นผลอย่างรวดเร็วจนมีลูกค้าประจำทั้งออนไลน์และหน้างานจากพื้นที่ 1 ไร่มีคนงาน 1 คนได้เงิน 500 บาทต่อเดือนเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าจำนวนมากก็มีการเช่าพื้นที่เพิ่มเป็น 1 ไร่และขอยืมเงินพ่อ 500 บาทซื้อที่ดินเลยบอกว่า 5-6 เดือนจะชดใช้เงินและด้วยพลังของ

ลาออกจากงานประจำ ทำเกษตร พื้นที่ 1 ไร่ อยู่ได้ รายได้ดี

โดยในวันนี้เราจะมาพบกับเรื่องราวของคนๆหนึ่งจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีชื่อว่า Anek Kayankhai โดยตัวขาวได้ออกมาโพสต์เรื่องราวชีวิตของตัวเองหลังจากที่ได้ลาออกจากงานประจำมาเป็นเกษตรบนพื้นที่ 1 ไร่โดยในตอนแรกไม่มีอะไรเลยซึ่งเขาได้มีการบอกไว้ว่า ผมทำได้คุณก็ทำได้ โดยตัวผงตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อ 3 ปีก่อนและมีที่ดินแค่ 1 งานกับลูกน้อง 2 คนมาทำเกษตรแบบที่ชอบและมีการคิดทบทวนหลายๆครั้งจนสามารถทานได้จาก 1 งานก็เพิ่มเป็น 1 ไร่และก็พยายามพิสูจน์ตัวเองเรื่อยมาแล้วก็พบปัญหาต่างๆเช่นไม่มีน้ำดีไม่ดีและก็มีการปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างจึงจะผ่านไป 3 ปีแล้วผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมประสบความสำเร็จและมีความสุขและเกษตรตัวเองตั้งแต่อายุ 34 ปี หลักการคิดของผมคือมีน้อยแต่เน้นคุณภาพเก่งแล้วก็ขยันปลูกในสิ่งที่ชอบรับประทานยาตามกระแสโดยย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อนที่ไม่มีเงินก็เติบโตมาเช่นใด ก็ให้อยากมองตรงนั้นมากกว่า เริ่มต้นจากพื้นที่ 1 งานได้เงินมา 5,000 เดือน จนตอนนี้พื้นที่ 1 ไร่ได้เงินประมาณ 30000 บาทต่อเดือน

ยางเก่ามีประโยชน์ ใช้เลี้ยง ‘กบคอนโด’ ลงทุนน้ำย กำไรดี

โดยกบภูเขานั้นปัจจุบันเริ่มน้อยลงเพราะถูกชาวบ้านไร่ละมาทำเป็นเมนูอาหารกันเองในครอบครัวหรือนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้และล่าสุดนี้ก็มีชาวบ้านและทางด้านมูลนิธิกลัวว่าอาจจะสูญพันธุ์จึงมีการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกบคอนโดเพื่อให้ชาวบ้านเลี้ยงแทนอาหาร จากการไล่ล่า เอาไว้รับประทานอีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างอาชีพเสริมให้กับตัวเองและครอบครัวได้อีกด้วย ทางเลขาธิการมูลนิธินิธิพัฒนรักษ์ ได้มีการกล่าวถึงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงกบคอนโดจากยางรถยนต์ให้กับชาวบ้านชุมชน เวียคะดี้และพื้นที่ใกล้เคียง เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ง่ายๆต้นทุนน้อยและมีกำไรงามและวิธีการคัดเลือกจากการขุดหลุมให้ลึกประมาณสักครึ่งเมตรมีขนาดกว้างยาวไม่เกินเท่ากับวงล้อจากนั้นก็ลองด้วยผ้ายางพลาสติกและนำยางรถยนต์เก่าเมื่อวานซ้อมกัน 3-4 ขวบขึ้นไปขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยงเสร็จแล้วก็ใส่น้ำลงไปเต็มหลุมจากนั้นก็นำลูกกบที่เตรียมไว้แต่ลงไป โดย 1 บ๋ฮ จะใส่ได้ประมาณ 30-40 ตัว สำหรับการให้อาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นก็จะใช้อาหารสำเร็จรูปเช่นอาหารไก่อาหารปลาหรือไม่ก็เป็นอาหารจากธรรมชาติต่างๆเช่นไส้เดือนเป็นต้นซึ่งช่วยสามารถลดต้นทุนในการใช้จ่ายได้เสร็จแล้วก็ตาข่ายหรือ สแลนปิดครอบยางรถยนต์ เพื่อการกระโดดออกมาและยังป้องกันศัตรูจำพวกงูเข้าไปกินอีกด้วยโดยระยะเวลาในการเลี้ยงนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 60 ถึง 90 วัน ส่วนต้นทุนนั้นก็ใช้ไม่มากไม่รวมค่าอาหารก็ตกบ่อละไม่เกิน 200 ถึง 300 บาทโดยซื้อยางรถเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วเส้นละ 20 บาท 3 เส้นก็ 60 บาทค่ายางผืนละ 40-50 บาทส่วนลูกกบซื้อมาตัวละ 2-3 บาทสวนอาหาร ถ้าหากเลี้ยงไก่อยู่แล้วก็สามารถ นำอาหารไก่แบ่งมาให้ได้นะพอเลี้ยงไปได้ประมาณ 30 วันก็ให้คัดแยกลูกกบมาอีกบ่เลยให้เหลือลูกกบบ่อละ 15 ถึง 20 ตัวเพื่อจะได้มีขนาดตัวที่โตตามเท่าที่ต้องการ

ขายดีมาก ปาท่องโก๋สูตรเก่าแก่จากเมืองจีน ขายได้วันละหมื่น

ซึ่งถ้าหากพูดถึงอาหารให้ตอนเช้าหรือขนมหวานใครหลายๆคนก็มาถึงปาท่องโก๋ร้อนที่กินคู่กับน้ำเต้าหู้หรือโจ๊กในตอนเช้ากัน โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาที่ร้านปาท่องโก๋เสวยซึ่งเป็นร้านปาท่องโก๋เก่าแก่ที่เราอยากจะแนะนำโดยมีคุณ คุณธนกร เจริญพิมลกุล ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 เป็นเจ้าของร้านปัจจุบันในสาขาเยาวราชโดยตัวขาวก็ได้มีการเปิดเผยว่าที่ร้านปาท่องโก๋เสวยนี้ ก่อตั้งเมื่อประมาณปี 2519 หลังจากที่อากงอาม่าได้มาจากเมืองจีน และนำความรู้มาเปิดร้านขายปาท่องโก๋ อยู่ในบริเวณตรอกมะยม แถวๆบางลำพู ซึ่งแต่เดิมชื่อร้านแห่งนี้คือร้านปาท่องโก๋โทษรุ่งเพราะทำการตั้งแต่เช้ามืดก่อนที่จะเปลี่ยนร้านชื่อร้านมาประมาณ 50 ปีก่อนโดยในสมัยก่อนย่านบางลำพู เป็นเขตพระราชวัง คนในวังมาซื้อกันเยอะ จึงเรียกกันติดปากว่าปาท่องโก๋ทรงเสวยแต่ในปัจจุบันเหลือเพียงแค่คำว่าปาท่องโก๋เสวยเท่านั้น และเมนูที่ไม่ควรพลาดนะก็คือเมนูปลาท่องโก๋กับสังขยาปาท่องโก๋ที่นี่นั่นให้รสสัมผัสที่น่ากินเป็นอย่างมากกรอบนอกนุ่มในไม่เติมน้ำมันแป้งบางกรอบทานคู่กับสังขยาที่มีรสหวานกลมกล่อมเนื้อไม่เหลวเกินเกินไปบอกเลยว่าเข้ากันดี อย่างมากซึ่งเป็นเมนูที่เราอยากจะแนะนำแต่นอกจากเมนูนี้ก็ยังมีเมนูหลายๆอย่างที่ให้ทุกคนลองกินกันเพราะมีท็อปปิ้งหลากหลายไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต แยมสตอเบอรี่คาราเมล แยมส้มหรือนมข้น โดยจุดเด่นของร้านแห่งนี้นั้นก็คือจะทำสดใหม่ในทุกๆวันและมีการโชว์นวดแป้งให้เห็นกันจะจะให้เห็นถึงความสะอาดและเปลี่ยนน้ำมันทอดวันละ 2 ครั้งและร้านแห่งนี้มีสูตรสังขยาในฉบับตัวเองโดยเฉพาะที่ไม่เหมือนกับคนอื่นจึงทำให้สังขยามีคุณภาพไม่เสียง่าย และด้วยความอร่อยอย่างนี้นี่เองจึงได้รับรางวัลมิชลินไกด์ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อนในปี 2018 และ 2019 ซึ่งถือเป็นการสร้างความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งให้กับทางร้านเป็นอย่างมากเพราะเราการันตีว่าร้านมีคุณภาพอย่างแน่นอน และหลังจากที่ได้รับรางวัลนี้จากตอนที่จัดก่อนขายหมดประมาณ 01:00 นทุกวันนี้ 22:00 นก็เก็บร้านซึ่งในทุกๆวันสามารถสร้างรายได้ตกวันละเกือบหมื่นบาทเลยทีเดียวและหัวใจสำคัญในการขายดีมานานกว่า 5 ทศวรรษนี้ก็เพราะที่ร้านแห่งนี้นั้นเน้นเรื่องของความสะอาดเรื่องคุณภาพและวัตถุดิบที่ต้องจดใหม่และพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกค้านั่นเอง และถ้าหากใครนั้นอยากจะลิ้มลองปาท่องโก๋ของพี่นี่นั้นบอกเลยว่าในตอนนี้มีการเปิดถึง 5 สาขาด้วยกันมีทั้งสาขาเทเวศน์สาขาพัฒนาการสาขาศาลเจ้าพ่อเสือสาขาบางลำพูซึ่งทุกคนนั้นสามารถลิ้มลองกันได้โดยร้านนั้นจะเปิดทุกวันเวลา 18:00 นจนถึง 24:00 น

จากมนุษย์เงินเดือน วันดีคืนดีถูกเลิกจ้าง หันมาทำเกษตร เพาะเห็ดรายได้หลักแสนต่อเดือน

โดยแน่นอนว่าทุกคนก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแต่ถ้าหากธุรกิจนั้นสามารถสร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดีคนหลายคนก็ยอมลาออกจากงานมาเพื่อทำอาชีพที่ตัวเองฝันหรือบางคนยังไม่มั่นใจก็จะหาเป็นงานรอเป็นอาทิตย์ที่ 2 เพื่อเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้กับครอบครัวแต่ถ้าหากตรงตามความเป็นจริงแล้วจะมีสักกี่คนที่สามารถทำได้หลายคนคิดหลายคนพูดแต่ไม่เคยลงมือทำก็มี และในวันนี้เราจะพาทุกคนรู้จักสองสาวแบงค์ที่รู้จักการลงมือทำขยันขันแข็งจนสามารถทำกระท่อมเห็ดฟาร์มอยู่ในบริเวณย่านบางบัวทองโดยกระท่อมเห็ดฟางนี้จะสามารถทำงานเสริมสร้างเม็ดเงินเสริมให้กับพวกเธอได้โดย 2 คนนั้นมีชื่อว่า คุณนัยนา ยังเกิด - คุณจุ๊บ และ คุณกุ๊ก-ปรียนันท์ แสงดี โดยทั้งคู่นั้นเป็นพนักงานประจำแผนกประชาสัมพันธ์ของธนาคารแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงซึ่งทั้งคู่ได้ลงมือช่วยกันสร้างหรือกระท่อมเห็ดฟาร์ม โดยย้อนไปเมื่อประมาณปี 2554 ซึ่งเป็นการเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มีคนและคนถูกเลิกจ้างและใครหลายคนก็กลัวที่จะโดยซองขาว และถึงแม้ตัวเธอนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความไม่มั่นคงเพราะรู้สึกว่าถ้าหากวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไรจึงมองหาอาชีพเสริมสำรองเอาไว้และมีการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจหลายตัวไม่ว่าจะเป็นร้านเบเกอรี่ร้านอาหารร้านกาแฟและสปาแต่รู้สึกว่าร้านเหล่านี้นั้นมีอยู่ทั่วเต็มไปหมดทุกซอกทุกมุมของโลก และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอนั้นหันมามองอาชีพที่เกี่ยวกับการทำเกษตรทั้งๆที่ตัวเธอไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อนแต่มีคุณยายและคุณน้าที่อยู่เชียงใหม่ได้มีการแนะนำให้รู้จักการทำฟาร์มเห็ดและรู้สึกว่ามีความน่าสนใจสามารถเก็บขายได้ในทุกๆวัน อีกทั้งยังนำผลผลิตมาเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย โดยคุณจุ๊บได้มีการค้นหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตศึกษาหาข้อมูลต่างๆพอมีความรู้เข้าขั้นลึกซึ้งจึงได้พาตัวเองไปดูฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งในตัวเมืองพัทยาและมีการเจรจาซื้อก้อนเห็ดมาปลูกทดลองบริเวณรั้วบ้านประมาณ 10 ก้อนก่อน โดยเธอนั้นก็ได้รับคำแนะนำและสามารถปลูกเห็ดได้จึงเกิดเป็นบันดาลใจให้กับตัวเองว่าจะต้องเดินหน้าศึกษาอย่างจริงจังจนกระทั่งทราบข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการเปิดอบรมหลักสูตรเฉพาะการเพาะเห็ดทุกชนิดให้กับประชาชนโดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเธอจึงเอาเวลาวันลาพักร้อนมาเข้าร่วมอบรมแบบในทันทีโดยสรุปแล้วเธอนั้นใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้ประมาณ 6 เดือนเศษจึงตัดสินใจลงทุนและชักชวนเพื่อนร่วมงานอย่างคุณกุ๊กลงมือทำด้วยโดยลงขันคนละ 400000 บาท จากนั้นก็มีการพากันหาสถานที่เช่าที่ดินโดยได้ที่ดินย่านบางบัวทองประมาณ 300 ตารางวาและลงมือก่อสร้างกระท่อมเห็ดหลังใหญ่จำนวน 3 หลังบรรจุเห็ดหลังละ 500 ก้อนซึ่งประกอบไปด้วยเหตุ 3 สายพันธุ์ได้แก่ นางนวลฮังการี นางนวลชมพู และเห็ดเป๋าฮื้อ และนางฟ้าภูฐานซึ่งมีการจ้างแรงงานไว้ 1 คนด้วย และหลังจากนั้นไม่นานเห็ดที่เธอปลุกอันนั้นก็ออกผลผลิตมาอย่างมากมายแต่ต้องเจอปัญหาใหม่

ปราชญ์ชาวบ้านผู้คิดค้นแนวคิด ‘เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น’ ทำเงินทั้งปี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับคุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิลพี่ตอนนี้มีอายุ Siri แล้วประมาณ 66 ปีและเขาเป็นถือเป็นหนึ่งชาวเกษตรกรต้น แบบ ที่ อาศัยอยู่ ใน ตำ บ ลช่ องไ ม้แก้วจังหวัดชุมพรโดยพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่น่า จะเป็นทุเรียนซึ่งมีมากกว่า 700 ต้นและเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก และนอกจากทุเรียนที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนได้แล้วนั้นลุงนี้ก็ยังเป็นเกษตรผู้ที่คิดค้นเกษตรคอนโด 9 ชั้น จึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของคุณลุงนิดที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานและทฤษฎีใหม่โดยมีการใช้พื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆและพืชแซมพร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัวและนอกจากนี้ก็ยังมีการทำสวนแล้วก็ยังเป็นหนึ่งผู้ที่ดูแลธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรด้วย โดยลุงนิล เผยว่าการทําเกษตรผสมผสาน 9 ชั้นนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าในแต่ก่อนเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานานและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและต้องมีรายได้และมีความเป็นอยู่และอยากรวยจึงมีความคิดที่จะสร้างรายได้เพิ่มด้วยการปลูกทุเรียน เพราะเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยในช่วงแรกมีการลงทุนทุเรียนทั้งหมด 700 ต้นแต่ด้วยความที่ยลุงนิลนั้นยังขาดประสบการณ์ในการจัดสรรพื้นที่ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ปลูกต้นทุเรียนเกิดจากภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินติดตัวรวมทั้งหมด 2 ล้านบาทโดยเหตุการณ์วันนั้นก็สร้างความท้อแท้ให้กับยลุงนิลเป็นอย่างมาก จนคิดอยากตัดชี-วิ-ตเลยก็มี แต่ในวันที่ 4 ธันวาคมในขณะที่เขากำลังท้อแท้เขาก็ได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในโทรทัศน์ซึ่งทำให้เขานั้นคิดได้น้ำตานองหน้าถึงกับก้มลงกราบพื้นและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และพร้อมกับจุดประกายแห่งความหวังจนทำให้ลุงนิลมีสติและคิดว่าหากตนจาก และครอบครัวจะอยู่อย่างไรและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าด้วยหัวใจและความหวังจึงมีการเริ่มต้นการทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อดำเนินตามรอยเท้าพ่อ โดยเกษตรคอนโด 9 ชั้นนั้นเป็นการผสมผสานโดยมีการเลี้ยงปลาเลี้ยงหมูเลี้ยง พืชคอนโดโดยมีการสร้างรายละเอียดดังนี้ ชั้ 1จะอยู่ในบริเวณด้านล่างสุดข อง พื้นจะทำบ่อเลี้ยงปลาและพืชผักต่างๆรวมถึง ผักที่สามารถอยู่ในน้ำได้เช่นผักกระเฉด

ถาดไข่ใช้แล้วอย่าทิ้ง ใช้ปลูกต้นหอม ปลูกง่าย โตไว ใช้พื้นที่น้อย

วันนี้เราก็จะพาทุกคนมาลองปลูกหอมแดงในถาดไข่กันซึ่งสามารถปลูกได้ง่ายๆเอาไว้รับประทานกินเองที่บ้านอีกทั้งยังสามารถประหยัดเนื้อที่อีกด้วยเพราะถาดไข่นั้นมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีโดยนำมาซ้ำกันอย่างน้อย 5 ใบจะทำให้สามารถปลูกต้นหอมแดงได้เป็นอย่างดี วัสดุอุปกรณ์ +ถาดไข่กระดาษ +หอมแดง +ปุ๋ยน้ำ การปลูก 1.เตรียมถาดไข่ที่ไม่ได้ใช้แล้วมาประมาณ 5 ชิ้นมาซ้อนกัน 5 ชั้น 2.เตรียมหอมแดงมาตัดหัวออกเล็กน้อยเพื่อให้ลากออกมาได้ง่ายๆประมาณ 15 ถึง 30 หัว 3.วางหอมแดงลงไปในถาดหลุมหลุมละหัว 4.ทำการรดน้ำเช้าเย็นโดยน้ำที่ลดอาจจะผสมปุ๋ยลงไปเพื่อเสริมการเจริญเติบโต และนี่ก็คือวิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆที่ใครๆนั้นก็สามารถทำได้ อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ก็ยังหาง่ายไม่ต้องดูแลมากมาย เพียงแค่นี้คุณก็จะมีหอมแดงที่ไว้รับประทานกันเองในบ้าน โดยที่คุณนั้นไม่จำเป็นต้องไปซื้อที่ไหนเผลอถ้าหากให้ลองทำก็อาจจะสร้างเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วยลองดูกันเลย

‘พญาแร้งให้น้ำ’ สูบน้ำได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ใช้ไฟฟ้า กับภูมิปัญญาแบบบ้าน ๆ

ชาวเกษตรคนไทยสำหรับใครหลายๆคนคงกำลังประสบปัญหากับการขาดแคลนไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนและกิจกรรมทางภาคการเกษตรซึ่งบางท้องถิ่นนั้นก็ห่างไกลจากแหล่งชลประทานจึงไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดูแลเพาะปลูกโดยในวันนี้เราก็จะมานำเสนอการผลิตพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานทางเลือกให้กับชาวเกษตรกรทำให้ชาวเกษตรกรนั้นสามารถหาช่องทางในการพึ่งพาดูแลตัวเองได้หลากหลายรูปแบบโดยเลือกจากการผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ดินกันก่อน โดยแบตเตอรี่ดินที่ว่านี้เป็นแบตเตอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วกว่า 2000 ปีโดยครั้งแรกพบในนครแบกแดดประเทศอิรัก โดยใช้เป็นไหดิน มีท่อทองแดงล้อมแท่งเหล็กอยู่ภายในหายสันนิษฐานว่าอิเล็กโทรไลต์เป็นกรดจากธรรมชาติเช่น น้ำผลไม้ หรือน้ำส้มสายชู และการทำแบตเตอรี่ดินนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆและใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้จริงๆเพียงแค่นำขวดน้ำขนาดเล็กมาตัดขึ้นและเอาแผ่นสังกะสีใส่ลงไปให้พอดีกับขวดจากนั้นก็เติมให้เต็มแล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไป 2-3 หยดรวมถึงน้ำเปล่า จากนั้นก็ปั่นแห้งทองแดงขนาดเล็กลงไปในดินต่อขั้วกระแสตรงเข้ากับหลอดไฟไฟก็จะสว่างขึ้นซึ่งกระบะดิน 4 ใบจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1 โวลต์สามารถให้แสงสว่างในห้องน้ำทางเดินหรือสวนหย่อมได้ฐานหลอดไฟ LED สว่างสูงสุดหรือหากต้องการมากกว่านี้ก็สามารถเพิ่มจำนวนของกระบะดึงไฟฟ้าได้มากขึ้น ผันน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีชาวเกษตรไม่น้อยกำลังประสบปัญหากับภาวะแห้งแล้งในยามหน้าแล้งและมีใครหลายคนก็ไม่สามารถหาน้ำมาทดแทนได้โดยในวันนี้ก็มีเทคนิคดีดีจากชาวบ้าน กาบอัก อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อใช้สำหรับการทำปัญหาภัยแล้ง โดยชาวบ้านนั้นได้มีการนำงบประมาณดังกล่าวก่อสร้างระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีการดึงน้ำจากลำน้ำชีซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนมาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรพร้อมขุดวางท่อส่งน้ำจากลงสู่ไปยังพื้นที่การเกษตรบ้านหัวช้างโดยใช้ระยะทางทั้งหมด 700 60 เมตรและมีการขุดลอกคลองส่งน้ำสาธารณะเพื่อขยายพื้นที่ในการส่งน้ำกว้างประมาณ 1 เมตรและลึกประมาณ 1 เมตรรวมระยะทาง 920 เมตร โดยมีการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ค่าวัสดุจำนวนทั้งหมด 684,812 บาท ค่าแรงงาน 307,400 บาท จ้างแรงงานในชุมชน 103 คน ในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์พร้อมจำนวนทั้งหมด 28 แผลขนาด 300 วัตต์และชุดอินเวอร์เตอร์ปั๊มขนาด 5.5 แรงและปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด

สุดเจ๋ง ประดิษฐ์ ‘รถไถนามินิ’ ช่วยลดต้นทุน ใช้งานได้จริงเหมือนรถใหญ่

วันนี้เราจะเอาอีก 1 บทความดีๆมาฝากชาวเกษตรกันโดยเราจะไปพบกับเสียกรุงผู้ที่ประดิษฐ์รถไถมินิและอาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธรนอกจากการผลิตรถไถมินิแล้วนั้นเขาจะมีการปลูกข่าเหลืองและมันสำปะหลังเพื่อในการหารายได้เข้าครอบครัว และเดิมทีเสียค่าแรงงานในการกำจัดหญ้าในร่องมันสําปะหลังวันละ 3-4 ร้อยบาทจึงเกิดไอเดียที่จะพัฒนารถไถมินิเพื่อช่วยงานในไร่และสามารถประหยัดต้นทุนในการจ้างแรงงานได้ เสี่ยกรุง จึงใช้เวลาในการพัฒนารถไถมินิประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ปรับปรุงให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็กที่สามารถทำงานได้จริงในสไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว พอทำแล้วเพื่อนบ้านเห็นก็เกิดความประทับใจอยากจะสั่งซื้อรถไถมินิมาใช้งานในไร่ ของตัวเองในลักษณะกันแบบปากต่อปาก โดยผลงานและชื่อเสียงของรถไถไม่นี่นะบอกเลยว่าไปไกลเป็นอย่างมากจนเข้าตาหน่วยงานราชการในท้องถิ่นและมีการชักชวนให้เสียกรุงอุปกรณ์รถไถมินิไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเกษตรประจำจังหวัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ช่วงกลางปี 2559 และในยุคนี้เป็นยุคที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมากจึงมีการเปิดตลาดขายผ่านทาง facebook ที่ชื่อว่ารถไถมินิเสี่ยกรุงราคา 10,000 บาทโทร 094 2547 924 และมีการลงระบบ YouTube ทำให้มีชื่อเสียงรู้จักกันเป็นวงกว้างมีชาวเกษตรกรและผู้สนใจมากมายที่ตากเข้ามาทยอยซื้อรถไถมินิกันอย่างเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันรอคิวนานกว่า 1 อาทิตย์ก็เลยทีเดียว และในปัจจุบันก็ได้มีการนำรถไถมินิไปจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย สามารถนำขายแลกเปลี่ยนมือกันได้แต่ห้ามทำซ้ำเนื่องจากรถไถมินิมีขนาดเล็กทำงานได้อย่างคล่องแคล่วคล่องตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก พื้นที่แคบ เพราะฐานล้อทั้งซ้ายและขวา กว่าเพียงแค่ 50 cm เท่านั้น และมีการทดสอบการใช้รถไถมินิในแปลงมันสำปะหลังในระยะเวลา 1 วันและพบว่าใน 1 วันสามารถทำงานได้ 3-4 ไร่ไถกลบดินในแปลงหญ้าไถสวนยกร่องปลูกพืชน้ำหนักเบาเด็กหรือผู้หญิงก็สามารถใช้งานได้ แต่รถไถมินิก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่นาข้าวเพราะมีขนาดหน้าร้อนแค่ผักนำไปใช้กับส่วนนางจะทำให้ล้อรถจมเหมาะสำหรับพวกแปลงผักแปลงไร่มากกว่าโดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook หรือติดต่อทาง Line ID pajerozind กันได้เลย

เทคนิคเร่งมะนาวดก ด้วยการคลุมถุงดำ ทำได้ง่ายๆผลผลิตบานแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะต้องรู้จักกับมะนาวกันเป็นอย่างดีโดยมะนาวนั้นถือเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มามักจะถูกนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารรสจัดอย่างรสเปรี้ยวและถูกนิยมมาใช้ในครัวเรือนบ้านเราเป็นอย่างมากฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทำให้มะนาวนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มาแรงในบ้านเราอีกทั้งยังมีราคาที่สูงเพราะเป็นพืชที่ใช้กันในทุกๆบ้าน ฉะนั้นจึงมีชาวเกษตรกรและแม่บ้านต่างๆนั้นต่างเลี้ยงปลูกต้นมะนาวกันเพื่อหวังผลผลิตมาไว้รับประทานหรือนำมาขายแต่ใครหลายคนนั้นอาจจะลำพบปัญหาที่ว่าทำอย่างไรปลูกอย่างไรมะนาวก็ไม่ดกเสียทีโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีเคล็ดลับดีๆมาฝากกับชาวเกษตรทุกคนกันโดยเคล็ดลับที่เรานำมาในวันนี้นั้นเป็นเคล็ดลับที่มีนักวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนได้มีการทดลองบังคับให้มะนาวออกลูกด้วยการคลุมถุงปรากฏว่าสามารถได้ผลผลิตดีและออกดอกออกผลไม่ ไม่แพ้มะนาวในฤดูกาลเลยทีเดียว วิธีจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย อุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมก็จะมี +ต้นมะนาวที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป +แผ่นพลาสติกสีดำแบบหนาหรือถุงดำแบบหนา +เชือก ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการผลิตดอกและผลของมะนาวที่ติดอยู่ออกให้หมดและงดให้น้ำให้ปุ๋ยทำการเอาถุงดำมาคุมปิดให้มิดชิด ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นคลุมทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 30 วันเมื่อครบแล้วก็เปิดถุงออกและสังเกตว่ามะนาวนั้นจะเริ่มโทรม ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตราส่วน 100 ถึง150 กรรมตอนต้น ขั้นตอนที่ 4 ทิ้งไว้ซักระยะหนึ่งจะเห็นได้ว่ามะนาวเริ่มแตกยอดออกละออกดอกออกผลอย่างรวดเร็วโดยในช่วงระหว่างนี้ก็ให้ทำการรดน้ำมะนาวอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้แล้วก็จะได้ต้นมะนาวนอกฤดูกาลที่มีขายในตลอดทั้งปีและมีเนื้อน้ำดีอีกทั้งยังมีผล นี่ก็คือสูตรดีๆที่เรานำเสนอ ในวันนี้ซึ่งถ้าหากชาวเกษตรกรคนไหนนั้นกำลังหาวิธีทานในการทําให้มะนาวนะสามารถออกดอกออกผลได้อย่างมากมายแม้กระทั่งในนอกฤดูกาลวิธีนี้ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกันลองดูกันได้เลย

น้ำสับปะรด!! กำจัดเพลี้ยในนาข้าว แบบง่ายๆทำเองได้ ไม่ต้องง้อสารเคมี

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ข่าแก่ +ตะไคร้ +แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี +น้ำส้มสายชู ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงกุ้งฝอนในบ่อพลาสติก ทำไม่ยาก ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ….

สำหรับชาวเกษตรกรคนไหนหากมีพื้นที่เหลือจากการทำสวนในวันนี้เราก็มีไอเดียดีๆในการสร้างเสริมรายได้ซึ่งที่ว่านี้สามารถลงทุนได้น้อยและสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมที่มีรายได้หลักหมื่นได้โดยเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ จันทร์ ชัยภา ประธานศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ อำเภอสีคิ้วซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยววชาญในการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ต่างๆ โดเรม่อนวันนี้นานก็จะมาแนะนำการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกที่สามารถลงทุนน้อยแต่สร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนการเตรียมบ่อกุ้ง ขั้นตอนที่ 1 ทำการขุดบ่อขนาด 2 เมตรยาว 8 เมตรและใช้ความลึกประมาณ 70 เมตร ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาบ่อพลาสติกสีดำมาปูที่ก้นบอกและนำดินมาเททับถมในบริเวณทั่วก้นบ่อพลาสติกประมาณ 7 เซนติเมตร ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ขั้นตอนที่ 4 เมื่อครบแล้วก็ให้นำสาหร่ายผักตบชวาหญ้าขนที่หาได้จากตามธรรมชาติมาทิ้งไว้ในบ่อเป็น ฟ่อนๆเเราประมาณ 4-5 ฟ่อนๆเอาไว้ ขั้นตอนการปล่อยกุ้ง ทำการรวบรวมกุ้งฝอยจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้ได้ประมาณ 5-6 ให้ได้ตัวเมียเยอะๆจะดีมากโดยสังเกตได้จากไข่สีเขียวที่อยู่ใต้ท้องจากนั้นก็ปล่อยกุ้งสอนลงไปในบ่อซึ่งในช่วง 7 วันแรกยังไม่ต้องให้อาหารกุ้งเพื่อปรับสภาพดีบ่อ จากนั้นก็ให้อาหารตามปกติ สูตรการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อและทำให้กุ้งฝอยโตไว + EM 2 ช้อนแกง + กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง +น้ำ 1 ลิตร จากนั้นก็เอาส่วนผสมทุกอย่างมาหมักไว้ในที่ร่มประมาณ 1 อาทิตย์โดยอัตราส่วนในการใช้ก็ใช้น้ำ EM

แจกสูตรน้ำหมักสมุนไพร ขับไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวน ทำได้ไม่ยาก!

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ข่าแก่ +ตะไคร้ +แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี +น้ำส้มสายชู ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงปลาไหนในถัง สร้างรายได้งาม ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก

สำหรับใครหลายๆคนนั้นก็มักจะรู้จักปลาไหลกันเป็นอย่างดีซึ่งมาหลายนัดสามารถนำมาประกอบอาหารได้โดยปลาไหลส่วนใหญ่มันจะเป็นสัตว์น้ำจืดที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆอย่างเช่นคอและหนองบึงโดยปลาไหลนั้นสามารถหาพบได้ในทุกๆภูมิภาคของประเทศไทยและยังนำมาบริโภคโดยส่วนใหญ่ที่นำมาบริโภคกันนั้นก็จะเป็นปลาไหลนาและปลาไหลบึงจึงไม่แปลกที่ปลาไหลนั้นไก่เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาตลาดได้เพราะมีความต้องการสูง และแน่นอนก็ทำให้มีชาวเกษตรกรหมายคนต่างหาวิธีในการเลี้ยงปลาไหลให้สามารถเจริญเติบโตและจำหน่ายขายได้ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีด้วยเช่นกันแต่ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูการเลี้ยงปลาไหลที่สามารถประหยัดเนื้อที่ในการเรียงได้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเลี้ยงซึ่งนั่นก็คือการเลี้ยงปลาไหลในถังนั้นเอง โดยวิธีการเลี้ยงนี้น้ำจะสามารถเลี้ยงได้ง่ายใช้พื้นที่น้อยและทำให้ปลาไหลนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วยโดยที่คนนั้นแทบจะไม่ต้องทนอะไรไม่จำเป็นต้องขุดบ่อให้ยุ่งยากวุ่นวายด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ขั้นตอนการเตรียมถังไว้เลี้ยง ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากเอาถังพลาสติกขนาดใหญ่มาตั้งเป็นแนวนอนจะช่องตรงกลางให้มีขนาดใหญ่ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำหญ้าแห้งและใส่ลงไปในถัง ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำหยกกล้วยสับใส่ลงไปตาม ขั้นตอนที่ 4 และทำการใส่อาหารเลี้ยงมูลสัตว์ทำตามลงไปสลับกันเป็นชั้นๆจนเต็มถัง ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็ใส่น้ำลงไปให้มีความสูงประมาณ 15 cm และนำเศษผัก ต่างๆใส่ลงไปเพื่อเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุดและใส่ด้วยน้ำหมัก EM ลงไป ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็มีส่วนผสมทิ้งไว้ 15 วันเมื่อครบแล้วก็สามารถนำปลาไหลมาปล่อยได้โดยใช้ระยะในการเลี้ยงประมาณเพียงแค่ 4 เดือน ด้วยการเลี้ยงปลาไหลนั้นเมื่อเราใส่ปลาไหลลงไปในถังควรใส่ปลาไหลที่มีขนาดความยาวประมาณ 3-4 cm และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยวประมาณ 4-5 เดือนจึงจะสามารถนำมาบริโภคไว้ขายได้ และสำหรับการให้อาหารนั้นลูกปลาไหลประมาณ 3-5 วันควรให้อาหาร โดยการให้ไข่ต้มบดหรือไรแดงประมาณ 2 ครั้งต่อวัน และในช่วงระยะเวลา 15 วันเมื่อปลาไหลเริ่มโตก็ให้เปลี่ยนอาหารเป็นไส้เดือนเล็ก ในเมื่อโตเต็มวัยก็สามารถให้เป็นไส้หมูหรือหอยเป็นต้นได้ สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาไหลนั้นสามารถทำได้ดังนี้ สูตรที่ 1 ส่วนผสม +กากน้ำตาล 5 ลิตร +เศษผัก 10

แปลงผักหมักปุ๋ย ทำที่เดียวได้ถึงสอง หมักปุ๋ย ปลูกผักไปพร้อมกัน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอาอีก 1 ปีเดียดีๆในการปลูกผักมาให้ทุกการคนกันซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นค่ะกำลังหาวิธีในการปลูกผักไว้ด้วยและก็ต้องการทำกองปุ๋ยหมักไปด้วยแต่บอกเลยว่าการทำกองปุ๋ยหมักนั้นบางทีก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแถมต้องทำยอดจัดการปลูกผักก็ทำให้มีการสร้างงานให้กับตัวเองขึ้นเป็น 2 เท่าแต่วิธีที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้นั้นบอกเลยว่านี้เป็นอย่างมากโดยเป็นไอดีๆจากครอบครัวหนึ่งในประเทศแอฟริกาที่ได้มีการปลูกผักแบบแปลงผักหมักปุ๋ยหรือ Keyhole โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า โดยการทำแปลง Keyhole ของครอบครัวที่ประเทศแอฟริกานี้มีการปลูกไว้ประมาณ 3 แปลงซึ่งจะมีการปลูกผักไว้รับประทานได้อย่างพอเพียงสำหรับคนในครอบครัวที่มีสมาชิกทั้งหมด 10 คนโดยที่แทบจะไม่ต้องไปพึ่งพากันซื้อผักที่ตลาดเลยแม้แต่น้อยซึ่งในปกติแล้วการปลูกพืชผักสวนครัวและการทำปุ๋ยหมักนั้นคนเราก็มาทำแยกจากกันแต่ครอบครัวนี้นั้นมีการทำแปลงผักและนำเอามารวมการหมักปุ๋ยด้วยการนำ 2 ขั้นตอนมาทำไปพร้อมๆกันจึงทำให้มีการแบ่งปันพื้นที่ในการปลูกละหมาดด้วยเศษอินทรีย์วัตถุตรงกลางเลยมีตะแกรงกั้นและมีช่องว่างขนาดเล็กที่ให้สามารถใส่ปุ๋ยลงไปได้โดยปุ๋ยนั้นจะหมักไว้และแจ้งเข้าไปในชั้นผ่านดินเข้าไปใต้รากของพืชจึงกลายเป็นอาหารของพืชได้โดยแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีการวางแผนผังแปลงผักโดยการทำแบบวงกลมและมีการเว้นช่องว่างไว้ตรงกลางเพื่อทำทางเดินเข้าไปหาหลุมตรงกลางและมีการก่อดินให้ลาดออกด้านข้างลักษณะเหมือนกับการผ่าเค้กและโดนตัดออกไปชิ้นนึง โดยหลักการทำงานนั้นก็คือเมื่อเราทิ้งพวกเศษอาหารเศษผักผลไม้และใบไม้ใบหญ้าต่างๆก็จะเกิดการทับถมและบัตรจนกลายเป็นปุ๋ยและเมื่อเราลดน้ำหนักไปในตรงกลางก็จะมีการก่อดินลาดต่ำออกด้านข้างจากนั้นก็ให้นำน้ำไหลออกไปทางด้านข้างพร้อมกับนำพาปุ๋ยเอามาไว้ใต้ดิน โดยในรูปนั้นจะมีการบอกการลำดับการประกอบภายในแปลงผักซึ่งสามารถดูได้จากในรูปนี้… โดยการทำแปลงผักที่เหมาะสมสำหรับครัวเรือนนั้นถือว่าจำเป็นอย่างมากเพราะว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักและใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหินบินไม้ต่างๆหรือใช้เป็นดินเหนียว และเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ใหม่สำหรับเมืองไทยก็จริงแต่บอกเลยว่าในตอนนี้ต่างประเทศนั้นต่างให้ความสนใจกับวิธีนี้เป็นอย่างมากเพราะนี่เป็นการปลูกผักที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแต่อย่างใดใช้พื้นที่น้อยก็สามารถทำการปลูกผักและมาคุยกันทุกวันได้ในที่เดียวหรือว่าตอบโจทย์สำหรับการใช้งานในครัวเรือนเป็นอย่างมากและนอกจากนี้การทำแบบนี้น่าจะสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตและแข็งแรงแบบธรรมชาติได้อีกด้วยและยังปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อนจึงเหมาะอย่างมากสำหรับยุคนี้ที่มีผู้คนนั้นหันมาสนใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้นและนี่ก็คือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

ผู้พิพากษาใช้เวลาว่างมาปลูกผัก บนเนื้อที่ 4 ไร่ แต่กลายเป็นสร้างรายได้ในทุกวัน

โดยในวันนี้เราก็จะเอาอีก 1 ตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยที่สามารถใช้เวลาว่างของตัวเองนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์และสร้างรายได้แบบยั่งยืนได้ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็จะรู้จักกันทำเพื่อเขาสมควรเป็นอย่างดีและคุณก็จะมีพื้นฐานการทำเกษตรอยู่บ้างแต่น่า เสียใจที่ในปัจจุบันคนไทยนั้นมาส่งลูกหลานเข้าตัวเมืองทำงานเข้าออฟฟิศและถ้าจะให้หลงลืมการทำเกษตร และไปทำงานหน้าคอมอยู่ในเมือง ทำเกษตรนั้นถ้าหากรู้จักทำก็จะกลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ และในวันนี้เราก็จะพาทุกคน มารู้จักกับ ท่านสำเริง เกษรศิริ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดรัตนบุรี ถือเป็นบุคคลที่ดี ที่เขาไม่เคยลืมว่า ชีวิตของตัวเองนั้นมีพื้นฐานของเกษตรกร และเป็นลูกของชาวนาอากาศแม้ว่าในปัจจุบันนั้นจะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแล้วก็ตาม โดยท่านนั้นได้มีการนำพื้นที่ 4 ไร่ของตัวเองมาทำเกษตรโดยมีแนวคิดที่หลากหลายและมีการทำเกษตรด้วยน้ำมือของตัวเองโดยจะใช้เวลาว่างนะจากงานและหน้าที่ของตัวเองนั้นมากกว่าเกิดประโยชน์ในการทำเกษตรและมีการใช้เวลาค่อยๆปลูกพืชผักสวนครัวและมีการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติจึงทำให้สวนแห่งนี้มีการผลิตดอกออกผลเจริญเติบโตเป็นอย่างมากมาย โดยการทำสวนเกษตรของท่านนั้นก็ยังสามารถสร้างงานให้กับบุคคลอื่นได้และสามารถมีพืชที่สร้างรายได้เป็นอย่างนั้นก็คือมะนาวและนอกจากนี้ยังมีพื้นฐานอีกหลายชนิดอย่างเช่นกระเพราโหระพาสะระแหน่ผักชีซึ่งสามารถสร้างรายได้ในทุกๆวัน สำหรับการปลูกผักนั้นท่านก็จะมีการลงกระสอบปุ๋ยแทนการลงกระถางดินเมื่อต้นนั้นเจริญเติบโตพอที่จะบีบดอกออกผลก็จะมีผู้คนหรือลูกค้าในละแวกนั้นเข้ามาซื้อในสวนซึ่งจะได้ผลผลิตที่มีราคาไม่แพงโดยมีพืชบางชนิดก็จะมีผู้ซื้อต้นพันธุ์ไปนำปลุกตอนจึงกลายเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ในสวนของท่านนั้นไม่ว่าจะเป็นผักชียี่หร่าสะระแหน่จะมีการปลูกแซมในท่อซีเมนต์และมีการปลูกต้นมะละกอเอาไว้เพื่อไม่ให้พื้นเปลืองพื้นที่ในสวนโดยสิ้นเชิงโดยสิ่งเหล่านี้นั้นสามารถดูแลได้ง่ายและสามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและยังมีฝากที่ดีต่อสุขภาพป 3 ปีอีกด้วยจึงกลายเป็นรายได้ที่นำเข้ามาอยู่เสมอซึ่งแน่นอนว่าท่านไม่ได้คาดหวังแต่เงินส่วนเท่าไหร่และก็เรียกได้ว่าเงินส่วนนี้นั้นก็ถือว่าทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมาก โดยถ้าหากใครสนใจนั้นก็เข้าไปศึกษาดูงาน านโนนขวาง เลขที่ 66 หมู่ที่ 8 ตำบลโนนขวาง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (085) 393-1432 ในวันหยุดหรือในเวลาที่ไม่ใช่เวลาราชการ กันได้เลย

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบัน ก็มีผู้คนมากมายหันมาใส่ใจดูแลตัวเองรักสุขภาพกันมากขึ้นจึงไม่แปลกที่ใครหลายคนนี่นมองหาพื้นที่ว่างของตัวเองเพื่อทำสวนครัวเกตรด้วยตัวเอง แต่แน่นอนว่าการทำเกษตรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเพราะจำเป็นจะต้องมีพื้นที่อีกทั้งต้องมีเวลาในการหาปุ๋ยมาดูแล ซึ่งแน่นอนว่าการทำปุ๋ยน้ำเพื่อจะให้ได้แบบเฉพาะธรรมชาติก็จะต้องใช้ปุ๋ยหมัก แต่บอกเลยว่าการทำปุ๋ยหมักก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรเพราะใช้พื้นที่เยอะอีกครั้งต้องคอยดูแลพลิกกอง รดน้ำอยู่ตลอดเวลาจึงจะได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้มีใครหลายคนนิยมไปหาซื้อปุ๋ยจากร้านค้ามาใส่กับพืชผักแต่ว่าปุ๋ยตามร้านนั้นก็จะได้สารอาหารไม่เพียงพอถ้าเทียบกับปุ๋ยหมักที่ลงมือทำเองแล้วจะทำให้พืชผักของเรานั้นไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าไหร่นะโดยในวันนี้ทางทีมงานนานก็จะมาขอเสนอไอเดียดีๆในการทำปุ๋ยหมักนิ่งๆๆใช้พื้นที่ไม่เยอะอีกทำไมต้องพลิกก็อีกด้วยแล้วก็ยังได้สารอาหารครบถ้วนอย่างแน่นอนซึ่งปุ๋ยที่ว่านั้นก็คือปุ๋ยหมักกะละมังนี่เองโดยจะมีอะไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ใบไม้แห้ง 3 ส่วน +มูลสัตว์ 1 ส่วน +น้ำสะอาด +กะละมัง +น้ำหมักชีวภาพถ้ามี ขั้นตอนการหมัก ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นด้วยการเอาใบไม้แห้งใส่ลงไปในกะละมังและกดให้ใบไม้แห้งยุบตัวลง ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ใส่มูลสัตว์ตามลงไปและเกลี่ยให้ทั่วกะละมังทำการเติมน้ำใส่ลงไปเล็กน้อยอย่าให้แฉะมากและคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันและมีการวัดความชื้นโดยวิธีวัดนั้นก็คือเอามือกำปุ๋ยซึ่งถ้าหากไม่มีน้ำไหลออกมาตามซอกนิ้วก็ถือว่าเป็นการใช้ได้ ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำกะละมังไปตั้งไว้ในที่ร่มห่างไกลแสงแดดทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วันก็สามารถนำมาใช้ได้เลย วิธีการใช้ โดยก่อนที่จะนำปุ๋ยหมักมาใช้นั้นจำเป็นจะต้องนำไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งการทำให้แห้งนั้นจะทำช่วยให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยสงบตัวและทำให้ปุ๋ยนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุดจากนั้นก็นำไปโรยรอบๆโคนต้นไม้และผักได้ซึ่งสูตรนี้นั่งสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด และนี่ก็คือวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบง่ายๆที่ไม่ยากอย่างที่ใครคิดและไม่จำเป็นต้องคอยพลิกกองต่อไปอีกทั้งยังได้ธาตุอาหารสำหรับพืชผักเต็มที่อีกด้วยบอกเลยว่าเหมาะอย่างมากสำหรับใครนะที่มีพืชผักสวนครัวเป็นของตัวเองได้อยากจะได้ผักสวนครัวที่มีคุณภาพอร่อยกรอบหวานก็สามารถใช้สูตรปุ๋ยหมักนี้กันได้เลย

มีงบแค่ 600 บาท ก็สามารถขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วยตัวเองได้แบบง่ายๆ!

ซึ่งแน่นอนว่ามีชาวเกษตรไม่น้อยเมื่อมีพื้นที่เหลือก็อยากจะทำบ่อเลี้ยงปลาหรืออยากจะทำอะไรสักอย่างแต่บอกเลยว่าการทำบ่อเลี้ยงปลาแต่ละทีนั้นก็ใช้งบประมาณสูงต้องใช้รถมาขุดบ้างใช้ช่างมาขุดบ้างแต่บอกเลยว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเสมอไปเพราะวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองขุดบ่อเลี้ยงปลาในงบจำกัดด้วยตัวเองโดยบ่อเลี้ยงปลานี้มีขนาดประมาณ 11 เมตรซึ่งเป็นไอเดียจาก YouTube Channel Sivakorn Channel โดยใช้งบประมาณเพียงแค่ 600 บาทเท่านั้นซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า โดยบ่อเลี้ยงปลาแห่งนี้นั้นได้มีการขุดด้วยตัวเองล้วนและมีการขุดในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพราะว่าได้ของคุณ Sivakorn นั้นอยู่ในบริเวณพื้นที่สูงฉะนั้นการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นจึงจำเป็นอย่างมากเพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการขาดน้ำในยามหน้าร้อนอีกด้วยโดยบ่อเลี้ยงปลาบ่อนี้มีขนาดฐานกว้างประมาณ 1 เมตรและสูงประมาณ 70 กิโลเมตรและมีความยาวประมาณ 11 เมตรซึ่งใช้ระยะเวลาในการขุดบ่อเพียงแค่ 1 วันครึ่งเท่านั้น และนอกจากนี้ในส่วนของบ่อนั้นจะมีการรองพื้นบ่อโดยการใช้ผ้ายางแบบหนาโดยผ้ายางแบบนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ทางการเกษตรทั่วไปหรือแม้กระทั่งร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปก็มีซึ่งจะมีขายในราคาทั่วไปก็ประมาณเมตรละ 50 บาทและหลังจากที่มีการลองบอกก็ให้มีการเติมน้ำเข้าไปในบ่อซึ่งจำเป็นจะต้องมีการทำน้ำไม่เกี่ยวก่อนเพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา โดยการน้ำทำน้ำให้เขียวนั้นก็ให้นำน้ำประปาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันมาทำให้ปราศจากคลอรีนหรือเอาน้ำฝนก็ได้แต่ในก็มาปล่อยน้ำลงในบ่อโดยทิ้งเอาไว้กับธรรมชาติประมาณ 7-14 วันพอน้ำเริ่มเขียวก็เท่ากับว่าเรานั้นก็สามารถเริ่มเลี้ยงปลาได้แล้ว โดยการนำปลาลงมาเลี้ยงนั้นเริ่มจากอย่ารีบนำปลาลงทันทีให้นำถุงปลาแช่ในบ่อก่อนประมาณสัก 30 นาทีเพื่อให้น้ำในถุงมีการปรับอุณหภูมิเท่ากับน้ำในบ่อจากนั้นก็ค่อยๆเปิดปากถุงและเทพาลงไปในบ่ออย่างเบามือจากนั้นก็เลี้ยงตามปกติกันได้เลย และข้อดีของการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นบอกเลยว่ามีดีเยอะเป็นอย่างมากทั้งสามารถมีปลาไว้รับประทานกินเองได้นอกจากนี้ปานนั้นก็สามารถถ้าหากเหลือก็สามารถนำไปขายได้และนอกจากนี้ยังมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งได้อีกด้วยจึงบอกได้เลยว่าการมีบ่อเลี้ยงปลานั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะมันเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครนั้นก็สามารถทำได้

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

และในตอนนี้ชาวเกษตรนั้นเลยหลายคนในช่วงหน้าฝนก็อาจกำลังพบเจอกับปัญหาต่างๆในการปลูกพืชผักของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักไว้ทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหรือปลูกไว้ขายซึ่งแน่นอนว่าทางที่ดีนั้นเทรนสมัยนี้คนดูแลกันนั่นก็คือการดูแลตัวเองแน่นอนว่าควรจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆกันแต่ว่าการที่ห่างเหินจากสารเคมีแล้วจะได้ผักงามๆนั้นก็บอกเลยว่าเป็นไปได้ยากจริงๆ แต่บอกเลยว่าการที่จะได้ผักงามนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเสมอไปโดยในวันนี้เราก็จะขอนำมาเสมอน้ำหมักสูตรเด็ดจากธรรมชาติที่สามารถนอกจากจะทำให้พืชผักสวยงามและยังสามารถและศัตรูพืชได้อย่างดีและปลอดภัยไร้สารพิษอย่างแน่นอนซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะบอกเลยว่าต้องตามมาอ่านกันดูเลย วัสดุที่ต้องเตรียม + ขี้เถ้า 3 ช้อนโต๊ะ + กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ + กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ + มะกรูด 2 ลูก + แก้ว 4 ใบ ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำแก้วน้ำมาใส่น้ำสะอาดประมาณ 3 ส่วน 4 ของแก้ว ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เตรียมไว้แล้วก็ใส่ขี้เถ้าลงไปในแก้วที่ 1 ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำมะกรูดหั่นเป็นแว่นขนาดบางๆใส่ลงไปในแก้วที่ 2 และนำกาแฟมาใส่ลงไปในแก้วที่ 3 ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็คนกาแฟละลายไปกับน้ำจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนที่ 5 และในแก้วที่ 4 ก็ให้นำกระเทียมมาบุปผาละเอียดและใส่ลงไปในแก้ว ขั้นตอนที่ 5 สุดท้ายจากนั้นก็นำแก้วทั้ง 4 ใบมาหมักไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 1 วัน ขั้นตอนที่ 6 และเมื่อครบแล้วก็นำน้ำหมักทั้ง 4 แก้วมากรองเอาแต่น้ำรวมกันจากนั้นก็นำไปใช้ได้ ขั้นตอนการใช้งานบอกเลยว่าง่ายมากเพียงแค่เอาน้ำมาฉีดพ่นตามต้นพืชให้ทั่วโดยระยะเวลาในการฉีดพ่นให้พ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 7

ไม่ต้องเปลืองน้ำ!ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียวประหยัด ประหยัดเนื้อที่ แถมพืชโต!

ทางทีมงานนั้นก็จะมาเผยการทำเกษตรที่บอกเลยว่าเป็นการทำเกษตรที่ชาญฉลาดเป็นอย่างมากนั่นก็คือการทำหลุมพอเพียงนั่นเองโดยหลุมพอเพียงนั้นก็คือการนำพืชหลากหลายชนิดมาปลูกรวมกันอยู่ในหลุมเดียวเพื่อให้พืชแต่ละชนิดนั้นคอยดูแลซึ่งกันและกันและเกื้อกูลให้กันและกันจึงทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตตามธรรมชาติของมันตามวัฏจักรการใช้ชีวิตของมันนั่นเอง โดยหลุมที่ปลูกพืชนั้น ไม่ใช่ปลูกเพื่อให้พืชนั้นแย่งกันโตแต่หลวงพ่อเพียงนั้นจะมีลักษณะเป็นหลุมตื้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตรโดยจะมีการทำพื้นที่เตรียมปลูกและพรวนดินในบริเวณปากหลุมจากนั้นก็ทำการปลูกหญ้าแฝกเป็นทรงกลมหรือรอบหลุมจากนั้นก็ทำเป็นปลูกพืชลงในหลุมโดยนัยหนึ่งกลุ่มนั้นสามารถปลูกพืชได้ถึง 4-5 ชนิด โดยในแต่ละหลุมนั้นจะมีการปลูกพืชที่ให้ความเกื้อกูลกันและกันโดยสามารถแบ่งออกเป็นชนิดได้ตามนี้ 1. ไม้ฉลาด จะเป็นไม้ที่สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีและสามารถเก็บผลผลิตได้นาน ยกตัวอย่างเช่นผักหวาน ชะอม มะละกอ เป็นต้นพืชชนิดนี้จะสามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีหรือตั้งแต่ที่เริ่มปลูก 1 เดือนขึ้นไป 2. ไม้พี่เลี้ยง ไม้ประเภทนี้จะเป็นไม้ที่คอยให้ร่มเงาและจะมีกิ่งก้านสาขาเยอะแยะและสามารถเก็บความชื้นในดินในช่วงหน้าและได้เป็นอย่างดีโดยไม่พี่เลี้ยงนี้จะให้ดีต้องปลูกไปในทิศทางตะวันตกเพราะจะสามารถช่วยฟังแสงแดดในช่วงเที่ยงหรือในวันที่มีแดดร้อนจะได้เป็นอย่างดีโดยจะมีการบังแดดให้กับพืชประเภทอื่นที่ไม่ค่อยชอบแสงแดด 3. ไม้รายวัน โดยไม้ชนิดนี้จะเป็นไม้พืชล้มลุกที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลาไม่นานโดยไม้รายวันที่นิยมปลูกกันก็จะมีกระเพรา โหระพา แตงกวา คะน้า แตงไทยเป็นต้น 4.ไม้บำนาญเป็นไม้ยืนต้นที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 2-3 ปีโดยผลผลิตนั้นสามารถเก็บกินเก็บขายได้ตลอดโดยไม้บำนาญที่นิยมปลูกกันก็จะมีมะม่วงมังคุดยางพาราเต็มเป็นต้นแนะนำให้ปลูก 1 ต้นต่อ 1 หลุม ประโยชน์ของการทำหลุมพอเพียง ซึ่งบอกเลยว่าคุณนะประโยชน์นั้นมีมากมายทั้งในเรื่องของการจะทำให้มีผลผลิตในตลอดทั้งปีเพราะมีการปลูกไม้หลายวันละไม้บํานาญหมายมรดกจึงมีผลเก็บได้ในทุกๆวันและสามารถลดการให้น้ำให้ปุ๋ยได้เพราะต้นไม้ในการปลูกหลุมเดียวกันนี้จะสามารถดูแลเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้และทำให้ชาวเกษตรกรและสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และนี่ก็คือไอเดียดีๆในการทำเกษตรที่เรานำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครและมีพื้นที่จำกัดและต้องการปลูกพืชไม้หลายชนิดก็สามารถนำเอาหลุมพอเพียงไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้เพราะว่านอกจากจะใช้พื้นที่ประหยัดแล้วยังสามารถประหยัดประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เพาะเห็ดมิลค์กี้ในถุงพลาสติก สามารถทำเงินได้หลักหมื่น / เดือน

และในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนไปดูกับอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยโดยอาชีพดีสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวเกษตรกรได้ใจมากจริงๆนั่นก็คือการปลูกเห็ดมิลค์กี้นั่นเองโดยเห็ดมิลค์กี้นั้นถือเป็นที่สายพันธุ์ขนาดใหญ่ สายพันธุ์หนุ่ง โดยสามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทย โดยรสสัมผัสก็คล้ายๆเนื้อไก่มีควันหวานหอมหนุ่มๆไม่เหนียวติดฟันอีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารและไฟเบอร์สูงโดยปกติของการเพาะเห็ดชนิดนี้นะ 1 ก้อนจะต้องมีโรงเรือนและแน่นอนว่าการมีโรงเรียนนั้นค่อนข้างที่จะทำได้ยากและต้องใช้พื้นที่เป็นอย่างมากแต่บอกเลยว่าวันนี้เราก็จะมีอีกหนึ่งเทคนิคที่บอกเลยว่าไม่ซับซ้อนและสามารถลงมือทำเองได้ด้วย โดยได้มี พยางค์แสนกมลเกษตรผู้เพาะเห็ดที่อยู่ในอำเภอโพธิ์ทองจังหวัดอ่างทองโดยเป็นอดีตผู้นำเกษตรยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนในปี 2556 ได้มีการอธิบายถึงการพัฒนาการเพาะเห็ดมิลค์กี้ทำให้ได้ง่ายในระดับครัวเรือนซึ่งก็ได้มีการทำตั้งแต่ในปี 2557 เริ่มต้นจากการเพาะเห็ดในครัวเรือนเห็ดทั่วไปต่อมาก็มีการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ขาดความรู้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องหมายในการเพาะเห็ดทำครัวเรือนในบ้านของตัวเองได้และสามารถกลายเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านจึงได้มีการทดลองถูกมาเรื่อยๆจนสามารถหาวิธีในการเพาะปลูกเห็ดในถุงพลาสติกโดยไม่ต้องใช้การนึ่งก้อนเชื้อแต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนก็สามารถปลูกได้ อุปกรณ์หลักๆนั้นก็มี +ฟางข้าว 3 ฟ่อน +ถังน้ำ 200 ลิตร +ขี้เถ้า 2 กก. +ปูนขาว 2 กก. +น้ำหมักชีวภาพ 2 ฝา +ถุงพลาสติก ขนาด 24X36นิ้ว +หัวเชื้อเห็ดมิลค์กี้ ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนแรกนั้นก็เพียงแค่ใส่น้ำให้เต็มถังจากนั้นก็มีการเติมขี้เถ้า และปูนขาวลงไปและเอาน้ำหมักผสมเข้าด้วยกัน โดยขี้เถ้า และปูนขาวมีฤทธิ์เป็นด่างจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคแทนการนึ่ง แบบเดิมๆ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาฟางข้าวแช่น้ำ ไว้ 1 คืน ขั้นตอนที่ 3 และเอาฟางข้าวมาผึ่งน้ำ ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เอาฟางข้าวมาอัดฟางใส่ถุงพลาสติกให้สูงประมาณ 10-15 เซ็นติเมตร ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็โหลดเชื้อเห็ดฟางๆแล้วเอาฟางทับไว้เป็นอีกชั้นหนึ่งทำทับทับอย่างนี้ไปเรื่อยๆให้เป็น 4-5 ชั้น ขั้นตอนที่ 6 มัดถุงทิ้งไว้ในที่ร่มในบริเวณที่ไม่มีแดดส่องถึงและทิ้งไว้เป็นเวลา