เดินตามรอยเท้าพ่อ สวนผสมผสาน สร้างรายได้ ถึงเดือนละ 50,000 บาท

ซึ่งทุกคนนั้นก็มาสิเคยได้ยินการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยเป็นแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกเลยว่าก็มีเกษตรหลายคนได้เดินทางตามรอยเท้าพ่อมาแต่ละอย่างมากมายและหลายคนก็ประสบความสำเร็จกันอย่างเช่นคุณ เชาวลิต พระชนะ ที่เป็น บุรุษพยาบาล รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลสีสุก อ.จักราช จ.นครราชสีมา ก็ถือเป็นเกษตรอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการเดินตามรอยเท้าพ่อนี้

ในตัวเขานั้นได้มีการกล่าวว่าการทำเกษตรเชิงเบียร์นั้นต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไม่มีเงินเก็บและไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่างๆถึงทางภาครัฐจะมีการรณรงค์อย่างไรและถ้าหากชาวบ้านก็ยังคงดำเนินชีวิตอย่างแบบละหลังมีการปลูกพืชผักให้มีคุณภาพก็หนีไม่พ้นที่พ่อค้าโครงการจะกำหนดราคารับซื้อและกดขี่เกษตรกรเป็นอย่างมากมายโดยตัวเขานั้นก็เห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆจึงเกิดความคิดที่อยากจะเป็นตัวกำหนดราคาขึ้นมาเองบ้าง

ในปี 2549 นั้นก็ทำให้เขาตัดสินใจไปดูงานทางด้านเกษตรในวังสวนจิตรลดาและในแต่ละย่างก้าวที่ได้เข้าไปในนั้นก็ได้เห็นในสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นทำแล้วก็คิดว่าทั้งๆที่พระองค์เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแต่พระองค์ก็ยังมีสวนเกษตรอยู่ในบ้านมากมายทั้งมีแปลงนาเกษตรผสมผสานเลี้ยงสัตว์ต่างๆเห็นแล้วจึงเกิดความคิดที่อยากจะลองทำตามอย่างพระองค์บ้าง

จากที่กลับมาในครั้งนั้น จึงทำให้เขานั้นเดินเข้ามาพูดคุยกับพ่อแม่ให้พ่อแม่นั้นหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลจนทำให้ต้องยุติความคิดทักไปประมาณ 1-2 ปีจนตัวเขานั้นสามารถเรียนจบและรับราชการเป็นบุรุษพยาบาลแต่ตัวเขาก็ยังไม่ทิ้งความฝันจึงได้มีการขอที่ดิน 2 ไร่จากพ่อเพื่อทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างที่ตัวเขานั้นตั้งใจปฏิธานเอาไว้

โดยในช่วงแรกเขาก็ได้สัมผัสถึงความท้อแท้เพราะสภาพที่ดินที่ได้นั้นทั้งแข็งและไม่มีอินทรีย์วัตถุเรียกว่าเป็นทะเลทราลงจอบขุดแต่ละครั้งละที ด้ามจอบกระดอนขึ้นมา จึงได้มีการตัดสินใจเอากล้วยมาปลูกก่อนเพราะกล้วยนั้นเป็นพืชที่อมน้ำและสามารถช่วยปรับสภาพดินได้จึงมีการปลูกกล้วยประมาณ 50 ต้นและระบบน้ำหยดโดยใช้เวลานับเดือนจนกระทั่ง 1 ปีกล้วยเริ่มออกเครือ มีหน่อ ต้นหญ้าอ่อนๆขึ้นให้เห็นมากินขึ้นซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าดินแห่งนี้เริ่มมีความชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้นจึงมีการขุดหน่อมาปลูกในบริเวณพื้นที่ที่ยังว่างและมีการปลูกพืชอายุสั้นเข้ามาด้วย

พรุ่งนี้ก็ทำให้สวนเกษตรแบบผสมผสานแปลงร่างนั้นได้ผลสำเร็จจึงมีการขอพื้นที่จะเพิ่มเป็น 7 ไร่นอกจากนั้นจึงไม่ปฏิเสธและเข้ามาช่วยดูแลในครั้งนี้ โดยในครั้งนี้เขานั้นก็ได้เข้าร่วมกับโครงการ ทายาทเกษตรกรมืออาชีพ ธ.ก.ส. ได้มีการเข้าไปดูการทำปุ๋ย ปลูกผักปลอดสารพิษ หลังจากนั้นก็ได้กลับมาในพื้นที่แปลงปลูกของตัวเองและปลูกดอกขจรปลูกเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถเก็บรักษาได้นานถึง 4 ปีโดยในช่วงฤดูฝนนะจะทำต้นขายและได้รายได้ดีกว่าการเก็บดอกซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางที่สร้างรายได้เลยก็ว่าได้

แหล่งใดที่พืชผักต่างๆในไร่นั้นสามารถขายได้มากยิ่งขึ้นจึงมีการสร้างซุ้มบนบริเวณหัวไร่ริมถนนและนำผลผลิตอย่างเช่น กล้วย ดอกขจร มะเขือพวง พืชผักในไร่มาวางขาย และเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจว่าผลผลิตของเขานั้นปลอดสารพิษจึงได้มีการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการสินค้าเกษตรปลอดภัยจึงทำให้เขานั้นหารายได้ในแต่ละวันประมาณถึงละ 500-1,000 บาท. อีกทั้งยังมีการโน้มน้าวให้พ่อเลิกปลูก อ้อยและมันฯและหันมาใช้พื้นที่ที่มีอยู่ประมาณ 20 ไร่มาทำเกษตรแบบผสมผสานแทนโดยมี นาข้าว 10 ไร่ แคนตาลูปอินทรีย์ 5 ไร่ กล้วยแซมผัก 2 ไร่ ดอกขจร 3 ไร่นั้นเอง

ซึ่งเรียกได้ว่าหลังจากที่เดินตามรอยเท้าพ่อในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นก็ส่งผลให้ชีวิตครอบครัวของเขาและมีรายได้ถึงประมาณ 50,000 บาท เลยทีเดียวในต่อเดือนทั้งๆที่รายได้นี้สามารถเครียดเท่ากับรายได้ทั้งปีที่เคยปลูกอ้อยกับมันเลยก็ว่าได้ซึ่งบอกเลยว่าแตกต่างกันเป็นอย่างมากและสามารถสร้างชีวิตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ปลูกมะเขือเทศ ผลผลิต 2-3 ต้น สร้างรายได่้75,000 บาทต่อรอบ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่โครงการหลวงปังค่า ตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา โดยทางโครงการหลวงแห่งนี้ได้มีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรในพื้นที่มีการปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์โทมัสซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดีจึงทำให้ชาวเกษตรกรที่นี่นั้นมีรายได้และมีอาชีพอย่างมั่นคง


โดยมะเขือเทศสายพันธุ์นี้สามารถจำหน่ายได้แบบที่ไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาและในแต่ละโรงเรียนนั้นสามารถจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาลจนสามารถสร้างผลผลิตถึง 75,000 บาทได้เลยทีเดยว

โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ในตำบล ผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา จะมีการปลูกมะเขือเทศ สายพันธุ์นี้จะมีการปลูกไว้ในอาคารกลางมุ้ง หลังโครงการหลวงปังค่า โดยโครงการนี้ก็จะมีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรได้เข้ามาปลูกกันเพื่อจำหน่ายซื้อมะเขือเทศดังกล่าวนี้สามารถขายผลผลิตได้ดีเพราะมีลักษณะขนาดใหญ่สีสันสวยงามจึงไม่แปลกที่ทำให้มะเขือเทศนั้นกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก


มะเขือเทศสายพันธุ์โทมัสนั้นสามารถให้ผลผลิตและสามารถเก็บขายได้ประมาณ 2 เดือนต่อ 1 ครั้งจนไปถึงระยะเวลา 6 เดือนซึ่งในแต่ละรอบของการปลูกนั้นจะให้ผลผลิตประมาณ 2-3 ตันต่อรอบการผลิตหลังจากที่ได้ผลผลิตแล้วก็จะทำการส่งขายให้กับโครงการหลวงปังค่าในราคา 25 บาท ซึ่งทางโครงการหลวงมันก็จะได้มีการดูแลตลอด


และหลังจากที่ชาวเกษตรกรนั้นได้หันมาปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์ดังกล่าวนี้ก็ทำให้มีรายได้ดีที่มากขึ้นอีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ต่อฤดูกาลผลิตได้เป็นอย่างมากประมาณถึง 75,000 บาทต่อรอบการผลิตซึ่งถือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านพอใจเป็นอย่างมากกับผลผลิตที่ได้ออกมานั้นเอง

ขายดีมาก! ทุเรียนสาลิกาพังงา ขายดีจนต้องเร่ขยายพันธุ์

ซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนแน่นอนว่าทุเรียนนั้นก็จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นทุเรียน พันธุ์สาลิกา ที่มีรสชาติหอมหวานมันอันเป็นเอกลักษณ์ถึงขั้นที่มีการกล่าวหาว่าถ้าหากมาทำงานแล้วไม่ได้ชิมทุเรียนสาลิกาก็เหมือนมาไม่ถึงที่เมืองพังงาเลยก็ว่าได้!!

โดยทางนาย นิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา ก็ได้มีการเปิดเผยว่าหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเรียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อไหร่ปี 2561 นี้ก็ทำให้ทุเรียนสาลิกานั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะพันธุ์ทุเรียนและธัญพืช พื้นบ้าน บ้านกะปง อ.กะปง จ.พังงา ก็ได้มีการเร่งการขยายพันธุ์เพื่อออกจำหน่ายรวมทั้งยังมีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งการติดตาทาบกิ่งเสียบยอดเพื่อเร่งผลการจำหน่ายให้ทันทอดตลาดตามที่ตลาดต้องการ


แต่สำหรับกล้าพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่ดีที่สุดนั้นซึ่งทางชาวเกษตรจังหวัดพังงาก็ได้แนะนำให้เลือกต้นพันธุ์ที่มีการเสียบยอดหรือเสียบข้างเพราะมีการปลูกด้วยเมล็ดมักจะเกิดการกลายพันธุ์โดยวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทำให้ได้ทุเรียนที่มียอดพันที่ดีตามความต้องการของตลาดอีกทั้งยังให้ผลผลิตได้เร็วและยังมีรากแก้วคอยช่วยยันลำต้นอีกด้วย

ในเมื่อชาวเกษตรกรนั้นได้มีการลองปลูกทุเรียนสาลิกาได้ 5 ปีก็จะมีการออกผลผลิตในครั้งแรก โดยการดูแลรักษาและง่ายเป็นอย่างมากอีกทั้งยังได้ผลผลิตไวหลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรุ่นแรกก็มีการบำรุงรักษาต้นทุเรียนให้พร้อมที่จะออกผลผลิตในปีถัดมาโดยให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนประมาณ 4-5 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์นี้จะมีการออกดอกในช่วงมีนาคมและให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปี โดยทหารทุเรียนสาลิกานั้นมีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปต่อ 1 ไร่หรือประมาณ 25 ต้นก็สามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 1 ตัน


ในส่วนของทางด้านการกำจัดวัชพืชต่างๆของสวนทุเรียนแห่งนี้ก็ไม่ควรใช้สารเคมีแต่อย่างใดเพราะจะทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายจุลินทรีย์ในประเทศต่างๆส่งผลยังทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ฉะนั้นควรตัดหญ้าด้วยมือเพื่อลดกันเสียหายและต้นทุนป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาโรคระบาดต่างๆได้กับทุเรียนที่ปลูกนั่นเอง
สำหรับทุเรียนสายพันธุ์นี้ทางตลาดก็มีราคาที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 200-300 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนของเกษตรกรและมีการสั่งจองผลผลิตไปล่วงหน้าแล้วไปวางขายตามแผงเป็นถนนสายหลักแต่ถึงอย่างไรผลผลิตนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคเลย

เทคนิคเพิ่มผลผลิตแตงกวา ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขายดี เป็นที่นิยมในท้องตลาดมาก!

แตงกวานั้นก็ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเพราะแตงกวานั้นสามารถนำมาประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลายอีกทั้งยังเป็นผักที่ไว้ประดับจานตามร้านอาหารตามสั่งหรือแม้กระทั่งตามร้านภัตตาคารต่างๆทั่วไปก็มีการนำแตงกวามาใช้กันเป็นอย่างดี

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แตงกวานั้นกลายเป็นที่ต้องการทางตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างมาก และยิ่งถ้าหากแตงกวานั้นใหญ่มีผลที่สมบูรณ์ก็จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอีกทั้งยังสามารถขายได้ในราคาดีอีกด้วย

โดยในวันนี้เราก็มีวิธีการเพิ่มขนาดแตงกวามาฝากกันซื้อเป็นวิธีจากคุณ ยา แซมะ สมาชิกจังหวัดปัตตานี ได้เป็นเทคนิคในการตัดแต่งไม้และยอดซึ่งใช้วิธีแบบง่ายแสนง่ายแต่จะเป็นแบบไหนบ้างนะเรามารู้วิธีกันเลย

ขั้นตอนการทำ
ขั้นตอนที่ 1 ให้สังเกตแตงกวาที่ดอกของมันว่า 1 ต้นมีดอกออกมากี่ต้น
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นทำการตัดใบออกให้เหลือเท่ากับจำนวนของดอกแตงกวาที่มีอยู่ในแต่ละต้นเช่นต้นหนึ่งมีแตงกวาออกดอก 10 ดอก ถ้าทำการตัดใบเหลือเพียงแค่ 10 ใบเท่านั้น
ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นมีการบำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เกษตรและรดน้ำทุกเช้าเย็น

เพียงเท่านี้ก็จะออกผลแตงกวาที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์ซึ่งการตัดยอดและใบนั้นจะสามารถช่วยในเรื่องของการลดสารอาหารไปเลี้ยงต้นแตงกวาลงและส่งผลไปให้สารอาหารนั้นสามารถเลี้ยงให้ผลผลิตมีการเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

และนี่ก็เป็นเทคนิคง่ายๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ซึ่งถ้าหากใครมีแนวความคิดที่อยากจะปลูกแตงกวากันอยู่นั้นก็อย่าลืมลองใช้วิธีนี้กันดูเลยบอกเลยว่าได้ผลเป็นอย่างดีและเห็นได้ชัดอีกด้วยและยังได้ผลผลิตดีๆนำไปขายได้อีกด้วยนะอย่าลืมลองทำกันดูล่ะ

เทคนิคการเพาะเห็ดฟางสร้างรายได้แบบง่ายๆ แบบ ประหยัดทุน และ เวลา

โดยเห็ดฟางนั้นถือเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่กลายเป็นที่ต้องการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะเห็ดฟางนั้นสามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นผักต้มนึ่งย่างทุกอย่างก็สามารถใช้เห็ดฟางในการทำได้ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นฟ้านั้นแต่เป็นเหตุสามัญประจำบ้านเลยก็ว่าได้

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาลองเพาะเห็ดฟางกันดูซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถทำได้อีกครั้งได้ผลดีอีกด้วยซึ่งถ้าหากได้ฟังมาก็สามารถนำไปขายตามท้องตลาดได้เพราะเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ทางตลาดและผู้คนนั้นต้องการเป็นอย่างมากรับรองว่ามีเท่าไหร่ก็ขายหมดโดยเฉพาะปลูกอย่างไรได้บ้างนั้นลองมาดูกันเลย

วัสดุอุปกรณ์
-เชื้อเห็ดฟาง 1-2 ก้อนก้อนละ 15 บาท
– สุ่มไก่เก่า
– ต้นกล้วยสับหยาบครึ่ง กะละมัง
– น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย
– ฟางแช่น้ำที่เปียกชุ่ม
– ปุ๋ยคอก 1-2 กิโลกรัม
– ผ้ายางขนาดคลุมสุ่มไก่

ขั้นตอนการปลูกเห็ดฟางด้วยตัวเองมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ทำการเอาฟางวางลงไปที่พื้นในบริเวณที่จะต้องการปลูกจากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่มเพิ่มความชุ่มชื้นในฟางมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกวางทับลงไปและรดน้ำให้ชุ่ม

ขั้นตอนที่ 3 วางต้นกล้วยสับทับลงไปและเกลี่ยให้เป็นชั้นทั่วๆ

ขั้นตอนที่ 4 ผสมน้ำซาวข้าวและปุ๋ยคอกขี้วัวลงไปเชื้อเห็ดครึ่งก้อนจากนั้นก็ขยำให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นนำมารวมไว้บริเวณต้นกล้วยสับอีก 1 ชั้นและรดน้ำลงไป

ขั้นตอนที่ 6 เอาฟางมาวางทับบนสุดอีกชั้นบนสุดและทำกสน รดน้ำอีกรอบก่อนที่จะนำสุ่มไก่มาครอบไว้

ขั้นตอนที่ 7 เอาถุงพลาสติกมาคุมสุ่มไก่ จากนั้นเอาฟางมาวางทับบริเวณรอบซุ้มและด้านบนซุ้มแล้วมัดด้วยเชือกฟางเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดหรือลมพัดปลิวไป

เพียงเท่านี้ก็เป็นการเสร็จสิ้นและนี่ก็คือวิธีการเพาะเห็ดฟางแบบง่ายๆอีกทั้งยังประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนเพราะว่าหลังจากนี้ประมาณ 4 วันก็ให้ทำการระบายอากาศประมาณซัก 15 นาที จากนั้นก็ปิดไว้เหมือนเดิมที่ว่าอีก 7-10 วันเพียงเท่านี้ก็จะได้เห็ดฟางมารับประทานกันเองได้แล้วหรือจะเอาไปขายก็ได้เรียกว่าวิธีนั้นสามารถช่วยท่านประหยัดต้นทุนและสามารถได้ผลผลิตนำไปขายอีกด้วยซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางวิธีในการเพิ่มรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดีอีกทางนึงเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็อย่าลองทำกันดูนะคะ

เคล็ดไม่ลับการทำเกษตร! บำบัดน้ำเสียด้วย EM BALL ทำเองได้ประหยัดมาก

สำหรับการทำเกษตรนั้น บ่อน้ำก็ถือเป็นปัจจัยของชาวการทำเกษตรมากด้วยเช่นกันแต่ว่าการปล่อยๆนะไว้นานๆโดยที่ไม่ดูแลอะไรนั้นก็อาจจะทำให้บ่อน้ำนั้นเสียได้ฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าหากรู้จักการทำบำบัดน้ำเสียได้โดยในวันนี้เราจะมาทุกคนพากันมารู้จักจุลินทรีย์ EM กัน

โดยเจ้าจุลินทรีย์ EM นั้นถือว่าเป็นจุลินทรีย์ที่ดีและสามารถย่อยสลายวัสดุอินทรีย์เกษตรหรือสามารถช่วยกันเป็นหัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพได้อีกด้วยอีกทั้งยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการขจัดกลิ่นและบำบัดน้ำเสียได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นห้องน้ำถ้าหากมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็ให้นำน้ำ EM ประมาณ 1 แก้วไปผสมกับถังน้ำใหญ่และเทลงในชักโครกหรือในบริเวณที่เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ EM นั้นก็สามารถช่วยได้และยังสามารถบำบัดของเสียให้ออกจากท่อไปได้อีกด้วย

และสาเหตุหลักที่นำ EM กำจัดกลิ่นนั้นก็เป็นเพราะว่า EM มีจุลินทรีย์ย่อยที่สามารถช่วยย่อยสลายเสียได้เป็นอย่างดีทั้งปฏิกูลต่างๆและขจัดกลิ่นได้อย่างชะงัดอีกด้วยซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราหมักมูลสัตว์ก็จะมีกลิ่นเหม็นและหากเดิม EM ลงไปกลิ่นเหม็นเหล่านั้นก็จะหายไปในเวลาอันไม่นานและนี้ก็คือประโยชน์ดีๆจากEM M นั่นเอง

และในบางครั้งบริเวณที่เกิดน้ำเน่าเสียนั้นเป็นบริเวณที่ไม่สามารถเทน้ำลงไปได้เช่น กลางหนองน้ำ กลางห้วย หนอง คลอง บึง แต่เราก็สามารถทำสิ่งประดิษฐ์หนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้ในการบำบัดน้ำได้ด้วยเช่นกันนั่นก็คือ EM ball นั่นเองซึ่งเรานั้นสามารถนำ EM ball ไปอยู่ในบริเวณที่เรานั้นต้องการบำบัดได้ ซึ่งน่าจะเป็นการเติมจุลินทรีย์ที่ดีและประโยชน์สลายอินทรีย์วัสดุที่อยู่ในนั้นได้เป็นอย่างดีด้วยอีกทั้งยังจำนำเจ้าก้อน EM นี้ไปอยู่ในนาข้าวหรือสวนผลไม้หรือไปวางไว้ต้นไม้ที่เราต้องการปุ๋ย วัตถุอินทรีย์ลงดินไปด้วยเช่นกันซึ่งบอกเลยว่าคุณประโยชน์นั้นมีมากจริงๆ

และในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนนั้นมาทำ EM Ball บำบัดน้ำเสียกันซึ่งจะทำอย่างไรได้บ้างนะลองมาดูกันเลยดีกว่าแล้วมาทำไปพร้อมๆกันเลย

วัตถุดิบ
– รำ 1 ส่วน
– แกลบดิบ 1 ส่วน
– ดินร่วนหรือ 1 ส่วน
– หัวเชื้อ 10 ช้อน
– กากน้ำตาล 10 ช้อน
– น้ำ 2 ลิตร

ขั้นตอนการืทำ EM Ball
ขั้นตอนที่ 1 นำส่วนผสมอย่างรำ ดินร่วน แกลบดิบมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำ หัวเชื้อ กากน้ำตาล น้ำมาผสมเข้าร่วมกันและคนจนกว่าน้ำตาลละลายและค่อยๆเทส่วนผสมลงไปในดินที่เตรียมเอาไว้อย่าให้แฉะ

ขั้นตอนที่ 3 และคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นก็เราใช้มือปั้น หากปั้นได้แปลว่าใช้ได้

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อปั่นเสร็จแล้วก็นำไปทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 3 ถึง 5 วันก็สามารถนำไปใช้ได้

โดยวิธีการใช้งานก็ง่ายแสนง่ายสามารถนำไปโยนตามแหล่งน้ำที่ต้องการได้หรือนำไปไว้ในต้นไม้ที่มีการลงจุลินทีรย์ต่างๆด้วยเช่นกัน และนี่ก็คืออีกหนึ่งบทความดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็ลองทำกันดูได้เลย
https://youtu.be/fNq39aA0-XY
https://youtu.be/XlkFNDxYD8E

ขอขอบคุณข้อมูล organicfarmthailand.com

เก่งมาก!! เกษตรกรหัวใสหันมาปลูก ข้าวในน้ำ ปรับตัวหนีดินฟ้าที่แปรปรวน

บอกเลยว่าอากาศปัจจุบันนั้นเราแทบจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร ฉะนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรและรู้จักปรับตัวให้กับเข้ากับธรรมชาติในทุกๆวันได้ เพราะในปัจจุบันนี้อาชีพเกษตรกรนั้น ถือว่าเป็นอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนต่างๆและนั่นอาจจะทำให้ผลผลิตต่างๆหลังเสียได้ ซึ่งมันก็เท่ากับว่ารายได้จากการดำรงชีวิตก็จะขาดหายไปซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกษตรกรนั้นจะต้องรู้จักการปรับตัวและหาวิธีเพื่อมาเพาะปลูกเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

ชายคนหนึ่งนั่นก็คือคุณ นายสุพรรณ เมธสาร ผู้เป็นเกษตรกร อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งทางคุณสุพรรณนั้นก็ได้มีการปรับตัวเองให้เข้ากับพื้นที่อากาศสภาพอากาศที่แปรปรวนโดยมีการปลูกข้าวในน้ำแทนปลูกข้าวในดินซึ่งสามารถสร้างรายได้และได้ผลในการผลิตและไม่ได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศอีกด้วย

ซึ่งการปลูกข้าวนั้นเป็นการปลูกข้าวลอยน้ำแบบอินทรีย์เกษตรถือเป็น ทางเลือกใหม่ในการปลูกข้าวบนพื้นที่น้ำ แล้วก็ว่าได้เพราะหลังจากที่เขานั้นได้พบกับมหาอุทกภัยในช่วงปีพ.ศ 2554 ซึ่งจะทำให้พื้นที่การทำนาของชาวเกษตรกรนั้นถือว่าได้รับความเสียหายหนักเป็นอย่างมาก ทั้งต่อชีวิตมนุษย์ ทั้งชีวิต และสิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินต่างๆก็สูญหายไปอย่างมากมายด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเกษตรกรถือว่าได้รับผลกระทบเยอะที่สุดเพราะว่าน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน จึงทำให้ไม่สามารถทำผลผลิตได้นั่นเองและนั่น ก็ทำให้ชาวเกษตรกรนั้นจะต้องรู้แต่การตั้งรับและปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

โดยวิธีนี้บอกเลยว่าได้ผลเป็นอย่างมากอีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนและก่อเกิดรายได้มากดีอีกด้วยเพราะนี่คือการผลิตข้าวที่ไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใดถือว่าเป็นกลายเป็นสินค้าที่ปลอดสารพิษเลยก็ว่าได้อย่างมากสำหรับเกษตรกรที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือไม่มีพื้นที่ดินเป็นของตัวเองแต่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์น้ำขังน้ำท่วมได้อยู่ตลอดเวลา

โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะปลูกก็มี
-กล่องโฟมเก่า.
-กระถางพลาสติกสำหรับปลูก
– ดินเลน
-เมล็ดพันธุ์ข้าว
-ลำไม้ไผ่สำหรับทำแพไว้ปลูกข้าว
-เชือกฟาง

ขั้นตอนการปลูกข้าวลอยน้ำอินทรีย์เกษตร
ขั้นตอนที่ 1 เอาเมล็ดข้าวไปเพราะฃในแปลงเพาะ เหมือนกับการเตรียมต้นกล้าดำนาทั่วไป
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำตาไม้ไผ่มาทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเพื่อทำเป็นแผลในพื้นที่ที่จะปลูกข้าวลอยน้ำ
ขั้นตอนที่ 3 นำเอาฝากล่องผลไม้มาเจาะรูมีขนาดเท่ากับกระถางพลาสติกให้อุ้มตัวกระถางไว้
ขั้นตอนที่ 4 นำดินเลนมาใส่ในกระถางให้เต็ม
ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็จะได้ต้นกล้าและนำมาแยกปลูกไว้ในกระถางที่เตรียมไว้ประมาณ 4-5 กอ 1 กระถาง
ขั้นตอนที่ 6 นำกระถางใส่ฝาโฟมเพื่อนำไปลอยน้ำแล้วไปวางในกรอบไม้ไผ่ที่เตรียมเอาไว้
ขั้นตอนที่ 7 ใช้เชือกผูกกับฝากกล่องโฟมและแพไม้ไผ่ให้แน่นเพื่อป้องกันการพัดพาของน้ำไม่ให้มันไหลไปที่อื่น

สำหรับการดูแลนั้นก็จะใช้ปุ๋ยชีวภาพบำรุงข้าวตั้งแต่อายุ 30 ถึง 50 วันและหลังจากนั้นก็จะมีการใส่ปุ๋ยเกษตรในอัตรา 1 กำมือต่อ 1 กระถางละ 1 ครั้งซึ่งถ้าหากมีแมลงศัตรูพืชก็ให้ใช้น้ำหมักสมุนไพรฉีดพ่นไร่โดยวิธีการปลูกแบบนี้จะไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดูแลเรื่องน้ำเลยเพราะข้าจะได้รับน้ำอยู่ตลอดเวลาในช่วงระยะการปลูกนั่นเอง.

สำหรับผลผลิตที่ได้นั้นชาวเกษตรจะสามารถช่วยลดต้นทุนเนื้อเรื่องของการเตรียมดินน้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆอีกทั้งยังลดปัญหาในการดูแลเรื่องน้ำได้อีกด้วยเพราะในการทำแผลปลูกข้าวในพื้นที่ 1 ไร่ผลผลิตที่ได้ก็จะอยู่ประมาณ 70 ถังต่อไร่ซึ่งถือว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจากการเผาและลดการใช้สารเคมีไปได้เป็นอย่างมากจึงทำให้ชาวเกษตรกรที่ปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ลดต้นทุนได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยรักษาโรคโดยการนำวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้กลับมาใช้ใหม่ได้นั่นเอง

โดยทางคุณสุพรรณนั้นถือเป็นชาวเกษตรกรที่ได้มีการปลูกข้าวปลูกผักและดำรงชีวิตในภาวะน้ำท่วมได้เป็นอย่างดีโดยมีการสังเกตเห็นผักตบชวาเต็มแม่น้ำจึงได้มีความคิดที่ว่าผักตบมันเป็นพืชมันก็เอามาทำปุ๋ยได้แล้วพอดีกับที่บ้านมีการปลูกไผ่ไว้ก็นำมาต่อเป็นกันเป็นแพ และลองปลูกข้าวในน้ำซึ่งผลปรากฏว่าสามารถออกผลผลิตได้จริงอีกทั้งยังประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างดีอีกด้วยและไม่ทำลายต่อสิ่งแวดล้อมเพราะไม่มีการเผาและวัสดุอุปกรณ์และสามารถนำมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ

แนะนำเกษตร มือใหม่ ไก่พันธุ์ผสม คอล่อน อารมณ์ดีเนื้อแน่นอกใหญ่ทาง เลือกไก่เนื้อของชาวเกษตร

โดยในสมัยก่อนนั้นในการเลี้ยงไก่ก็ส่วนใหญ่จะมีการเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับสมาชิกในครัวเรือนโดยจะมีการเก็บไข่ไก่จะกินและกินเนื้อตามบ้านเรือนต่อมาในปัจจุบันก็ได้มีทางภาครัฐนั้นได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีพื้นที่ในการเลี้ยงไก่เข้ามาเลี้ยงลูกไก่ผสมมากยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ได้ขายที่ดกและทนทานต่อสภาพอากาศโดยสายพันธุ์ที่ถูกแนะนำนะนั่นก็คือลูกผสมคอล่อนนั่นเอง

โดยรูปผสมคอท่อนั้นถือเป็นหนึ่งในจำนวนที่ทางนายสัตวแพทย์ ทฤษดี ชาวสวนเจริญ ผู้เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้มีการบอกไว้ว่า ไก่คอล่อน เกิดเป็นไก่พื้นเมืองที่พบกันมากที่สุดในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยสายพันธุ์นี้ได้เข้ามาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการนำไก่สายพันธุ์นี้มาจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาเป็นอาหาร จากนั้นไก่พันธุ์ดังกล่าวนี้ได้มีการถูกไปผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมืองของจังหวัดพัทลุงจึงได้มีการแพร่พันธุ์เรื่อยมา

ครึ่งลูกผสมของไก่พันธุ์นี้นั้นก็จะเป็นไก่ประเภทเนื้อที่จะมีลักษณะคล้ายๆไก่ชนแต่บริเวณกระเพาะพักถึงปากก็จะไม่มีขนหรือมีขนน้อยโดยสีขนนั้นจะมีสีเขียวจนถึงดำ เดี๋ยวจะมีหงอนถั่วสีดวงตาและขนจะมีสีเดียวกันในส่วนบริเวณคอก็จะไม่มีขนและรูขุมขนอีกทั้งบริเวณแนวสันหลังนั้นจะเปลือยร่อนและมีลักษณะอกใหญ่เนื้อมากไหล่กว้างผิวหนังสีดำหรือสีขาวและขนน้องในเพศผู้นั้นแทบจะไม่มีเลย

โดยตัวผู้ที่โตเต็มวัยนั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3-4 15 กิโลเมตรและสามารถนำไปทำพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 7-8 เดือนส่วนเพศเมียจะมีน้ำหนัก 2 ถึง 2.8 กิโลกรัมสามารถนำมาผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 5 เดือนครึ่งและสำหรับไข่ที่เฉลี่ยอยู่ที่ต่อปีประมาณ 4-5 ชุดโดยคิดเป็นชุดละ 12-15 ฟองทั้งนี้ลักษณะเด่นของไก่พันธุ์นี้นั่นก็คือสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังมีน้ำหนักดีและทนทานต่อทุกโรคอีกด้วยจึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงไก่เนื้อไว้ขายนั้นเอง

นอกจากนี้กลายพันธุ์นี้นั้นยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและเลี้ยงลูกเก่งอารมณ์ดีไม่ดุร้ายบ่อย เหมาะมากที่จะเลี้ยงกันเป็นฝูงในพื้นที่โล่งกว้างและสามารถผสมพันธุ์กับไก่อื่นได้โดยคุณภาพนั้นจะเนื้อนุ่มกว่าไก่พื้นเมืองทั่วไปเนื้อร่อนไม่ติดกระดูกเหมาะอย่างมากสำหรับนำไปบริโภค

โดยในปัจจุบันไก่พันคอล่อนนั้นได้มีการนำไปทดลองเรียนที่ฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถบ้านครองชีพตำบล าปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อทำการส่งเสริมอนาคตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ให้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้เป็นอาชีพเสริมและสามารถทำเป็นอาหารหลักให้กับครอบครัวได้ซึ่งถือได้ว่าไก่พันธุ์นี้นั้นน่าสนใจไม่น้อยสำหรับเกษตรกรที่กำลังคิดอยากจะเลี้ยงไก่ไว้ขายเนื้อนั่นเองลองดูไก่นี้อีก พันธุ์ ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวคุณได้นั่นเอง

ด้วงจั๊กจั่น อาหารชั้นเลิศขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท มีเพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น !!

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับอีกหนึ่งอาชีพที่บอกเลยว่าสามารถสร้างรายได้ช่วงไหนให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีโดยเราจะพาเป็นกันไปที่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตรกันซึ่งนั่นก็มีชาวบ้านที่รวมตัวกันออกมาขุดด้วงจักจั่นในสวนส้มโอนั่นเอง

โดยด้วงจักจั่นนั้นสามารถหาได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้นโดยสามารถสร้างรายได้ได้ถึงกิโลกรัมละ 500 บาทเลยทีเดียวซึ่งอุปกรณ์ในการจัดนั้นก็จะประกอบไปด้วยช้อนแกงแก้วพลาสติกจอดหน้าสั้นโดยจะมีการออกตะเวนตามสวนส้มโอต่างๆเพื่อไปหาด้วงจักจั่นกันโดยจุดประสงค์หลักๆก็คือนำไปรับประทานและจำหน่ายกันนั่นเอง


สำหรับวิธีขุดของชาวบ้านนั้นซึ่งชาวบ้านก็จะมีการสังเกตดูรู้ขนาดเล็กต่างๆที่อยู่บริเวณโคนต้นส้มโอ โดยจุดเหล่านี้จะกลายเป็นที่ซ่อนของด้วงจักจั่น ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็จะทำการใช้จอบค่อยๆขุดลึกลงไปประมาณ 20 cm ก็จะพบดวงจักจั่นซ่อนตัวอยู่ในดินจากนั้นก็เอาช้อนที่เตรียมมาแคะดวงจักจั่นออกมาใส่แก้วพลาสติกที่เตรียมเอาไว้นั่นเอง


เมื่อจับได้แล้วก็สามารถเอาไปทำความสะอาดล้างน้ำและไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 500 บาทสำหรับราคาที่ว่าทำไมถึงมีราคาแพงมากกว่าที่อื่นนะนั่นก็เป็นเพราะว่าดวงจักจั่นนั้นในปีนึงมันจะออกมาให้รับประทานได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้นโดยช่วงของมันก็คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็นนาทีทองหรือเดือนทองสำหรับกลุ่มชาวบ้านอำเภอโพธิ์ประทับช้างจริงๆ

พระเทพฯ ทรงพระราชทาน สูตรปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมักให้แก่พสกนิกรชาวไทย

คนไทยนั้นถือว่าโชคดีเป็นอย่างมากเพราะประเทศไทยได้มีโครงการพระราชดำริที่พ่อหลวงคอยดูแลและเอาใจใส่คนไทยเป็นพิเศษซึ่งท่านก็ให้ทั้งความรู้ในเรื่องหลายๆเรื่องรวมถึงทางด้านเกษตรให้กับคนไทยได้อย่างมากมายซึ่งนั่นก็ถือเป็นโชคดีของคนไทยที่ได้เกิดมาในบนแผ่นดินที่อยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของทุกพระองค์ท่าน

เช่นเดียวกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาซึ่งพระองค์นั้นก็ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนคอยหาโครงการดีๆเพื่อทำโครงการพระราชดำริเพื่อพัฒนาให้ประชาชนของพระองค์สามารถเลี้ยงตนบนแผ่นดินไทยได้

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นจะพาทุกคนไปดูปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานซึ่งเป็นปุ๋ยที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาได้ทรงมีพระราชานุญาตให้มีการเผยแพร่สูตรปุ๋ยหมักดังกล่าวนี้ให้กับประชาชนและชาวเกษตรกร โดยปุ๋ยสูตรนี้เป็นสูตรที่พระองค์ท่านได้ทรงศึกษาและทำการศึกษาเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักโดยเฉพาะซึ่งก็มีการเผยแพร่พร้อมทั้งเขียนขั้นตอนวิธีการทำด้วยลายพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกทั้งยังมีการวาดตัวการ์ตูนเพื่อให้ดูน่าอ่านมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ซึ่งท่านก็ได้มีการอธิบายได้อย่างละเอียดว่าทำไมต้องใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยหมักนั้นมีประโยชน์อะไรและวัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมักนั้นจะมีอะไรโดยจุดประสงค์หลักที่ท่านนั้นต้องการเผยแพร่ให้กับประชาชนนั้นนั่นก็เป็นเพราะว่าท่านต้องการให้เกษตรกรสามารถประหยัดต้นทุนในการทำเกษตรได้นั่นเอง

โดยปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานสามารถทำกันเองได้ที่บ้านอีกทั้งยังทำได้ง่ายและประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีต่างๆที่จะต้องซื้อเป็นจำนวนมากและมีราคาแพงโดยการใช้ปุ๋ยหมักนั้นจะลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้เกือบถึงครึ่งนึงอีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งทางกรมเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินมีการเผยแพร่ปุ๋ยสูตรพระราชทานนี้ให้กับชาวเกษตรกรตั้งแต่ปีพ.ศ 2557 โดยทางกรมพัฒนาที่ดินนั้นก็มีการตั้งเป้าหมายในการเผยแพร่ปุ๋ยสูตรพระราชทานสู่พี่น้องชาวเกษตรกรนั้นอยู่ที่ประมาณ 1,000 ตันอีกทั้งยังมีการสนับสนุนในเรื่องของทางด้านวัสดุให้กับชาวเกษตรกรอีกด้วยเพื่อนำร่องให้สามารถทำการในพื้นที่ด้วยตัวเอง

วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมในการทำปุ๋ยหมัก
1.ซากพืชต่างๆเช่นหญ้าแห้งผักตบชวาใบไม้ลำต้นข้าวโพดใบต้นมันสำปะหลังเอามาสับเป็นท่อน
2.ปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้ค้างคาว ขี้วัว ขี้ควาย ซึ่งจะใช้ชนิดใดก็ได้
3.ปัสสาวะคนหรือสัตว์
4.กากเมล็ดนุ่นกากถั่วต้นถั่วต่างๆหรือพืชตระกูลถั่ว
5.ดินร่วน

โดยวิธีการกรองปุ๋ยนั้นก็มีอยู่ 2 แบบซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มีเขียนกำกับไว้ว่า
แบบที่ 1
โดยเป็นการกรองในหลุมโดยทำการขุดหลุมให้มีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรและยาว 1 เมตรซึ่งจะต้องมีความลึก 1 เมตรเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดีมากยิ่งขึ้น

แบบที่ 2
ทำการขุดหลุมแบบข้อ 1 และทำการปรับหน้าดินบริเวณที่จะทำกองปุ๋ยหมักให้แน่นโดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้ชนิดอื่นใดๆก็ได้ธรรมะการเป็นข้อๆโดยมีความกว้างประมาณ 2 เมตรและยาว 4 เมตรโดยความสูงนั้นจะต้องมี 1 เมตรซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครึ่งนึงไว้ใส่ปุ๋ยใหม่อีกเครื่องไว้กับกองปุ๋ยจากนั้นก็จะใช้ใบจากใบมะพร้าวคลุมหลังคาหรือใช้ถุงพลาสติกคลุมก็ได้

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน
ขั้นตอนที่ 1 เอาซากพืชที่เตรียมไว้มาเกลี่ยในคอกให้เป็นชั้นๆและเหยียบให้มันแน่นๆโดยชั้นที่ 1 จะสูงราวประมาณ 1 คืบ
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่มนะเอาปุ๋ยคอกโรยไปให้ทั่วและใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16 20 0 หรือ 14 14 14 โดยบางๆให้ทั่วเพื่อให้ได้ดินที่ละเอียดหนาจากนั้นก็มีการขุดสระด้วยซากพืชและรดน้ำให้เป็นชั้นๆจนปุ๋ยเต็มข้อ

ข้อควรระวังในการทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน
1.ระวังนั้นก็คืออย่าให้มีน้ำขังมากเกินไปและจะต้องอย่าให้มีน้ำน้อยมากจนเกินไปเพราะจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเท
2. หากปุ๋ยกองใหญ่มากเกินไปจะทำให้เกิดความร้อนสูงและปุ๋ยอาจจะเสียได้
3.หากกล่องเล็กมากเกินไปจะทำให้เกิดการสลายตัวช้าจนเกินไป
4.อย่าใช้ปุ๋ยเคมีพร้อมกับปูนเพราะจะทำให้เกิดธาตุไนโตรเจนสลายตัวขึ้นมา

วิธีการจับปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน
ซึ่งในทุกๆ 30 วันนั้นควรจะมีการกลับกองปุ๋ยหมักโดยการเอาชั้นบนสุดของกอง ไปไว้อีกส่วนหนึ่งของข้อที่เป็นชั้นล่างสุดและเอาชั้น 2 มาเกลี่ยทับและรดน้ำ โดยทำแบบนี้ทุกๆ 30 วันจนกว่าซากพืชจะเปื่อยหมด และถ้าหากการสังเกตว่าปุ๋ยจะใช้ได้หรือยังก็ให้สังเกตจากความร้อนของปุ๋ยว่ามันกลายเป็นสีน้ำตาลแก่หรือยังจากนั้นก็เอาตะแกรงร่อนปุ๋ยหมักเพื่อเก็บเอาไว้

ประโยชน์ที่ได้รับจากปุ๋ยหมักพระราชทาน
ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดใช้สารเคมีลงไปได้ถึงครึ่งนึงอีกทั้งยังจะทำให้ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกและมีความรวนซุยมากยิ่งขึ้น และจะทำให้พืชผักในอุดมสมบูรณ์อีกทั้งยังสามารถเพิ่มธาตุไนโตรเจนที่ไม่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์ได้อีกด้วยและสามารถสร้างความชุ่มชื้นให้กับดินของเราได้เป็นอย่างดี
https://www.youtube.com/watch?v=vRmfwginFaU
และนี่ก็คือสูตรปุ๋ยพระราชทานที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีพระองค์ที่ทรงเผยแพร่ทิ้งไว้ให้กับประชาชนชาวไทยเพื่อให้ประชาชนชาวไทยนั้นได้หันกลับมาเพิ่มตัวเองและรู้จักลดค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ปั้มน้ำไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำมัน สูบน้ำได้ตลอดโดยไม่เสียเงิน งบน้อย ใช้ได้ดี

ในทุกๆวันนี้ก็มีเทคโนโลยีหลายๆอย่างเข้ามาช่วยในการเกษตรมากมายแต่บางอย่างนั้นเราก็สามารถประดิษฐ์นักศึกษาค้นคว้าเองได้ซึ่งสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยเงินรุ่นเงินและแรงงานในการทำเกษตรไปได้และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาลองอ่านวิธีการทำปั๊มน้ำที่สามารถใช้งบน้อยอีกทั้งยังช่วยเหลือในงานด้านเกษตรได้เป็นอย่างมากซึ่งบอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อทางด้านเกษตรเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดยปั๊ม น้ำที่เราจะพาไปชมนั้นก็คือเป็นการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ในทางการเกษตรโดยจะมีการนำน้ำไปใช้บนพื้นที่ เกษตรที่สูงกว่าซึ่งถ้าหากเป็นแบบปกติก็จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อสูบน้ำขึ้นมา แต่นั่นก็สามารถทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย แต่ทว่าชาวเกษตรกรก็สามารถลดต้นทุนได้โดยใช้พลังงานน้ำดังกล่าวที่เรียกว่าพญาแร้งให้น้ํานั้นเอง

ซึ่งพญาแร้งให้น้ำนั้นจะเป็นเครื่องสูบน้ำแรงดันสุญญากาศโดยเป็นนวัตกรรมในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรแบบยั่งยืนและปีนี้มีการนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรบนพื้นที่สูงได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งชาวเกษตรนั้นอาจจะต้องใช้ต้นทุนในเรื่องของเครื่องจักรต่างๆแต่สามารถตัดต้นทุนเหล่านั้นออกไปเมื่อใช้พญาแล้งน้ำมีได้เพราะว่านี่คือเครื่องสูบแรงดันน้ำที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าหรือน้ำมันเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งเราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับคุณธงชัย ก้อนทอง ซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มไส้เดือนมาตรฐานและศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางด้านการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงบ้านสนามชัย ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคุณธงชัยนั้นก็ได้มีการกล่าวถึงหลักการทำงานของพญาแล้งน้ำซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายๆกับกาลักน้ำแบบทั่วไปโดยการรักน้ำนั้นจะเป็นการนำน้ำจากที่สูงลงมาใช้ในพื้นที่ต่ำกว่าแต่ว่าการทำงานของพญาแร้งให้น้ำนั้นจะเป็นการนำน้ำจากพื้นที่ที่ต่ำกว่ามาใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรที่สูงกว่าด้วยการสูบน้ำจากระบบแรงอัดสูญญากาศซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานอะไรทั้งสิ้น
โดยการวางระบบของพญาแร้งน้ำนั้น สามารถใช้วัสดุอุปกรณ์ได้ดังนี้

1.ถังเหล็ก ขนาด 200 ลิตร
2. ท่อเหล็กและข้องอ
3. ท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว
4. ท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว และ 1 นิ้ว
5. วาล์วเปิด-ปิด
6. ท่อพักลม ขนาด 4 นิ้ว ลด 2 นิ้ว ความยาว 50 ซม.
7. ฐานสำหรับวางถังน้ำ 200 ลิตร ความสูงประมาณ 1.20 เมตร
8. น้ำยาประสานท่อ ,กาวสำหรับอุดรอยรั่ว ฯลฯ

การเชื่อมต่อถังพญาแร้งให้น้ำ
ส่วนที่ 1 : ด้านที่ใช้สำหรับสูบน้ำมาใช้ประโยชน์
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการวางถังเหล็ก 200 ลิตรไว้บนฐานรองตามแนวนอนใกล้ๆกับแหล่งน้ำธรรมชาติให้มากที่สุด
ขั้นตอนที่ 2 ทำการเชื่อมต่อท่อเหล็กกับตัวถังด้านบนโดยหย่อนท่อลงไปในถัง ประมาณ 20 ซม
ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ให้โผล่ขึ้นมาจากตัวถัง ประมาณ 10 ซม. พร้อมข้องอต่อเชื่อมกับท่อ PVC ขนาด 3/4 นิ้ว
ขั้นตอนที่ 4 เชื่อมต่อกับท่อเติมน้ำพร้อมวาล์วเปิด-ปิด และปลายสายให้ต่อวาล์วหัวกะโหลก
ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็นำไปจุ่มในแหล่งน้ำให้เลือกตามความเหมาะสม

ส่วนที่ 2 : ด้านที่ใช้สำหรับนำน้ำไปใช้ประโยชน์
ขั้นตอนที่ 1 โดยให้ด้านบนของฐานต่อกับท่อ PVC ลอยขึ้นมาเพื่อเป็นข้าราชการพร้อมวาล์วสำหรับเปิดปิด
ขั้นตอนที่ 2 โดยในส่วนด้านล่างของฉันนั้นทำการเชื่อมต่อกับท่อเหล็ก เข้ากับตัวถัง และต่อท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว
ขั้นตอนที่ 3 โดยมีการเชื่อมต่อในทุกระยะประมาณ 30 เมตรเพื่อให้ท่อพักลมไว้ ใช้เป็นตัวช่วยส่งแรงดันน้ำไปที่ปลายสาย
ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นลดขนาดท่อลงเหลือ 1 นิ้ว เพื่อให้น้ำไหลได้แรงขึ้น
ซึ่งในทางภายในระบบส่งน้ำจะต้องจำเป็นอุดรอยรั่วทั้งหมดเพื่อไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไปข้างใน

สำหรับขั้นตอนการใช้งานพญาแร้งให้น้ำมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ทำการเชื่อมต่อระบบท่อเข้าด้วยกัน แล้วให้ปิดวาล์วจ่ายน้ำทั้งหมด
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปในระบบท่อจนน้ำเต็มถัง
ขั้นตอนที่ 3 ปิดวาล์วทั้งหมดเพื่อไม่ให้อากาศจากภายนอกเข้าไป
ขั้นตอนที่ 4 ทดลองเปิดน้ำที่ปลายท่อด้านที่ใช้งาน ในช่วงแรกจะเป็นการไล่อากาศออกจากระบบท่อ น้ำอาจจะไหลได้ไม่สม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่ 5 เมื่อระบบน้ำทั้งหมดเข้าสู่สภาวะสุญญากาศแบบสมดุลแล้ว จะสามารถดูดเอาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในที่ลุ่มมาใช้ประโยชน์บนที่สูงได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานใดๆเพิ่มเติม


หมายเหตุ : ตัวอย่างที่นำเสนอนี้ทดลองใช้ในระยะทางที่ห่างจากแหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 100 เมตร ซึ่งถังเหล็ก 200 ลิตรจะมีความทนทานต่อแรงอัดอากาศได้ดีกว่าถังน้ำพลาสติก หากต้องการเพิ่มกำลังส่งน้ำให้มากกว่าขึ้นสามารถนำถัง 200 ลิตรมาต่อเพิ่มเติมได้อีกเพื่อเพิ่มแรงอัดอากาศให้มากขึ้น และปิดน้ำทุกครั้งภายหลังจากเลิกใช้งานเพื่อความคงทนของอุปกรณ์ใช้งาน
และนี่ก็คือการใช้งานและการทำพญาแร้งให้น้ําซึ่งบอกเลยว่าเครื่องนี้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันแต่อย่างใดและยังสามารถช่วยประหยัดต้นทุนในการทำเกษตรไปได้อีกมากซึ่งเข้าสู่หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้อีกด้วยถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องที่ชาวเกษตรควรจะมีไว้ติดสวนกัน

แจกฟรี! วิธีการเพาะเห็ดเผาะ ไว้กิน-ไว้ขาย ปลูกเองได้ไม่ต้องไปซื้อกินราคาแพง

เห็ดเผาะคือเป็นเห็ดที่มีราคาที่ค่อนข้างสูงและกลายเป็นที่ต้องการในตลาดเป็นอย่างมากเพราะจะมีขายในช่วงบางฤดูกาลเท่านั้นอย่างเช่นหน้าฝนซึ่ง 1 ปีก็จะมีโอกาสได้กินเพียงแค่ 1 ครั้งโดยเห็ดเผาะเป็นเหตุที่จะเกิดในช่วงปลายฤดูฝน และผู้คนก็จะนิยมกินกันแม้ว่ามันจะมีราคาสูงก็ตามทีแต่นั่นก็ไม่ได้ลดความอยากของคนที่อยากจะลิ้มลองรสอร่อยของมันเลยแม้แต่น้อยเพราะว่า 1 ปีได้มีโอกาสแค่ครั้งเดียว

ถ้าถามว่าทำไมเห็ดเพาะถึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนชอบรับประทานกันเป็นอย่างมากนั่นก็เป็นเพราะว่าเห็ดเผาะนั้นมีรสชาติที่กรอบอร่อยสามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรจึงไม่แปลกใจที่คนไทยจะนิยมรับประทานกันอย่างมากมายถึงขั้นยอมควักกระเป๋าหลายพันเพื่อซื้อเห็ดราคาแพงเหล่านี้ไปรับประทานกันที่บ้านบ้างจะซื้อเป็นของฝากให้กับญาติพี่น้องของตัวเองซึ่งนั่นก็ทำให้ชาวเกษตรนั้นต่างหาวิธีการปลูกเห็ดเผาะกันซึมอันนั้นก็สามารถปลูกได้เอนเหมือนกับเห็ดธรรมชาติทั่วไปที่คนไทยนิยมรับประทานกันซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นวันนี้เราก็จะมาแถลงไขให้ทุกคนฟัง

โดยข้อมูลของการเพาะเห็ดเพาะนั้นก็มาจากด็อกเตอร์เอื้อตระกูล ซึ่งเป็นผู้เชี่ยววชาญในเรื่องของการเพาะเห็ดโดยเฉพาะ โดยเฉพาะเป็นผู้เเชี่ยววชาญองค์กรสหประชาชาติประจำปี 2524 จนถึงปี 2548 โดยตรนั้นก็ได้มีการกล่าวว่าเห็ดเผาะนั้นมีอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือเห็ดเผาะหนังซึ่งจะเป็นสีดำรสชาติกรอบและเห็ดเผาะฝ้ายซึ่งเป็นเนื้ออ่อน โดยเห็ดเผาะนั้นมักจะเกิดอยู่ในช่วงฤดูฝนไม่มีรากและเป็นก้อนกลม อีกทั้งยังมีเปลือกแข็งโดยเมสปออยู่ด้านนอกซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมนำมารับประทานการตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นต้นอ่อนๆกันอยู่นั้นเอง

ซึ่งเห็ดเผาะนั้นก็มีรสชาติดีแล้วคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกทั้งยังมีคุณสมบัติทางด้านยาจึงไม่แปลกใจที่มีผู้คนมากมายต่างต้องการรับประทานเห็ดเผาะการซึ่งได้มีการวิจัยสำรวจมาว่าคนไทยนั้นสามารถกินเห็ดชนิดนี้ได้ถึง 10,000 กรัมต่อคนต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันคนไทยนั้นก็สามารถเพาะเห็ดเพาะได้แล้วโดยการนำเชื้อเห็ดเผาะเข้าไปในรากของต้นตระกูลเช่นต้นพลวง เต็งลั้ง ต้นยางนา ซึ่งต้นไม้เหล่านี้เมื่อถ้าหากมีเชื้อเห็ดเผาะเข้าไปก็จะทำให้เห็ดเผาะนั้นโตไวเป็นอย่างมากเพราะสิ้นใจของเผ็ดจะเข้าไปเกาะอยู่ที่ปลายรากและย่อยอาหารจำพวกความรักซึ่งจะทำให้รากพืชนั้นมีความแข็งแรงอีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆไม่ให้มาทำลายรากต้นไม้อีกด้วย

เพิ่งต้นไม้ตามที่เราเห็นกันทุกวันนะนอกจากจะเจริญเติบโตด้วยการสังเคราะห์แสงนั้นก็ยังมีอีกถึง 95 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถย่อยสารอาหารที่อยู่ปลายรากได้ฉะนั้นต้องพึ่งเชื้อราอย่างซึ่งเป็นรากชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามใต้ดินตามรากพืชต้นไม้มาช่วยในเรื่องของการย่อยสารอาหารที่อยู่ไปร้านนั้นเองนั่นก็เป็นจุดกำเนิดของเห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตับเต่า ขึ้นมา

ในขณะเดียวกันก็จะมีการอาศัยพลังงานจากเอนไซม์ที่มีประโยชน์จากพืชคอยช่วยเหลือรากต้นไม้ซึ่งเรียกว่าเห็ดเผาะกับต้นไม้นั้นสามารถเพิ่มประโยชน์ซึ่งกันและกันได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัยของมันแต่ก็ยังมีความเชื่อผิดๆของชาวบ้านที่ว่าถ้าหากยิ่งเผาเคลียร์พื้นที่มากเท่าไหร่ก็จะสามารถเก็บเห็ดได้มากขึ้นบอกเลยว่าเป็นความเชื่อที่ผิดเป็นอย่างมากเพราะนั่นจะทำให้ต้นไม้ได้รับบาดเจ็บและเห็ดก็จะไม่ขึ้นอีกเลย

ขั้นตอนการปลูกเห็ดเผาะแบบที่ 1
ขั้นตอนที่ 1 นำเห็ดเผาะที่แก่จัดมาเอาสปอร์ข้างในออก
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำไปผสมน้ำให้เข้ากันแล้วก็จะกลายเป็นน้ำสีดำ
ขั้นตอนที่ 3 นำน้ำไปราดบริเวณที่โคนต้นไม้
ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นปีถัดมาก็จะเห็นเห็ดเผาะเกิดขึ้นตามรากไม้เมื่อต้นไม้นั้นเติบโตได้ประมาณสัก 2 ปีก็จะสามารถเก็บเชื้อเห็ดพอแล้วนำไปทำอาหารได้และเห็ดเผาะก็จะเกิดกับต้นไม้เหล่านี้ในทุกๆปี

ขั้นตอนการปลูกเห็ดเผาะแบบที่ 2
ขั้นตอนที่ 1 นำเห็ดเผาะที่แก่จัดมาเอาสปอร์ข้างในออก
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำไปผสมน้ำให้เข้ากันแล้วก็จะกลายเป็นน้ำสีดำ
ขั้นตอนที่ 3 นำน้ำไปราดบริเวณที่โคนต้นไม้ ในทุกสัปดาห์สัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วสังเกตดูว่าถ้าหากต้นกล้ามีเนื้อเยื่อเห็ดเผาะเจริญเติบโตและสามารถนำไปปลูกได้

ขั้นตอนการปลูกเห็ดเผาะแบบที่ 3
ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 1 นำเห็ดเผาะที่แก่จัดมาเอาสปอร์ข้างในออก
ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำไปผสมน้ำให้เข้ากันแล้วก็จะกลายเป็นน้ำสีดำ
ขั้นตอนที่ 3 นำน้ำไปราดบริเวณที่โคนต้นไม้ ในทุกสัปดาห์สัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วสังเกตดูว่าถ้าหากต้นกล้ามีเนื้อเยื่อเห็ดเผาะเจริญเติบโต
ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เอาต้นกล้าไปไว้ที่ใต้ต้นไม้ยางนาสะสัก 1 ระยะก็จะได้ต้นกล้าที่ติดเชื้อเห็ดซึ่งในปีถัดไปก็จะมีเหตุเกิดขึ้นแต่ก็ยังไม่ควรเก็บต้องรอปีถัดๆไปเสียก่อนถึงจะเก็บได้เพราะต้นไม้ยังไม่แข็งแรง

ปลดหนี้ 20 ล้านใน4ปี! ด้วยการปลูกต้นหอมส่งยี่ปั๊ววันละ 9 ตันรับเต็มๆเดือนละ 3 แสน

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะต้องรู้จักต้นหอมกันเป็นอย่างดีเพราะต้นหอมได้มาก็ถูกมาทำเป็นอาหารได้อย่างหลากหลายอีกทั้งนำมาใส่เป็นเครื่องเคียงซะส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่ต้นหอมนั้นแกเป็นของคู่ครัวเรือนทุกหลังเลยก็ว่าได้ ดจีงไม่แปลกที่ต้นหอมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ต้องการทางตลาดเป็นอย่างมาก

ซึ่งนั่นก็ทำให้มีชาวเกษตรกรมากมายหันมาปลูกต้นหอมการเพาะต้นหอมนั้นเป็นพืชที่มีอายุในการเพาะปลูกสั้นใช้เพียงแค่ 45 วันก็สามารถมีผลผลิตเก็บไปขายได้อีกทั้งยังสามารถปลูกขายทำรายได้ดีตลอดทั้งปีและปลูกได้ในดินทุกประเภท และในวันนี้ทางทีมงานนั้นจะพาทุกคนมาพร้อมกับที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกต้นหอมขายซึ่งนั่นก็คือคุณโสภณวิชญ์ แซ่ลิ้ม หรือคุณวัน เกษตรกรหนุ่มวัย 37 ปีที่เป็นคนจังหวัดราชบุรี

โดยคุณวันนั้นเคยเติบโตมาในครอบครัวที่ปลูกอ้อยจนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ 2540 ก็ได้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจจึงทำให้ไม่สามารถขายอ้อยได้เนื่องจากโรงงานน้ำตาลปิดตัวลงและทำให้ทางบ้านนั้นตัดสินใจลดปริมาณในการปลูกอ้อยลงและหันมาปลูกพืชผักสวนครัวในการขายแทนซึ่งก็จะมีทั้ง มันสำปะหลังคะน้า หัวไชเท้า รวมถึงต้นหอม ด้วยโดยมีการนำผลผลิตเหล่านี้มาขายทดแทนกับรายได้ที่หายไป

ซึ่งมีการใช้พื้นที่ในการปลูกนั้นเพียง 500 ไร่และในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในช่วงนั้นคุณวันอยู่เพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและยังไม่ได้มาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัวจนกระทั่งเมื่อปี 2546 ก็รู้ว่าคุณพ่อของคุณวันนั้นเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบรวมกันทั้งหมด 20 ล้านจึงได้มีการตั้งปณิธานว่าในฐานะที่ตัวเองนั้นเป็นลูกชายคนที่ 2 จึงจะต้องการปลดหนี้ 20 ล้านของต้องครอบครัวให้ได้

เป็นคนวันนั้นได้เรียนจบในสาขาวิชาการตลาดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยในช่วงแรกตัวเขาก็ปฏิเสธการทำเกษตรมาตลอดและเลือกที่จะทำงานกินเงินเดือนแทนเกิดการค้าขายตรงและขายประกันซึ่งในตอนนั้นการค้าขายของเขากำลังเป็นไปได้ดีแต่เราก็เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้เขานั้นต้องกลับกลายเป็นเกษตรกรเพราะว่าปัญหาที่บ้านนั่นเอง นั้นโดยในตอนนั้นเขาถูกที่บ้านเรียกตัวไปช่วยขายผักเพราะพี่สะใภ้แพ้ท้องจึงทำให้เขาตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดราชบุรีและในช่วงนั้นก็เป็นช่วงเดียวกับที่เขานั้นได้ทราบถึงหนี้สินของครอบครัวและมีความตั้งใจที่จะช่วยครอบครัวปลดหนี้

โดยตัวเขาได้มีการวางแผนจากการขายต้นหอมซึ่งมาช่วยจัดการในเรื่องของการบริหารในลักษณะที่ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางและขายส่งไปยังตลาดเองซึ่งในปีแรกนั้นสามารถขายต้นหอมได้ถึงวันละ 3 ตันปีที่ 3 เพิ่มเป็นวันละ 10 ตันและปีที่ 4 ก็เกือบเป็น 15 ตันต่อวันแต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 9 ตันเพราะเนื่องจากปริมาณเยอะเกินจึงทำให้เกิดปัญหาดูแลไม่ทั่วถึงบ้างก็ถูกเสียหายบ้างก็ถูกขโมย

แต่ในปัจจุบันพื้นที่การปลูกต้นหอมของคุณวันนั้นมีทั้งหมดประมาณ 300 ได้และมีเครือข่ายทางด้านเกษตรกรอีกทั้งยังมีการปลูกพืชสลับหมุนเวียนโดยมีการปลูกต้นหอม 1 ไร่ก็จะให้ผลผลิตต่อวันประมาณ 2 ตันและส่งขายตลาดให้ได้ประมาณ 29 ตันจึงจะทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 บาทนับเป็นเดือนก็ตกเดือนละ 300 บาทหากเป็นปีก็ตกปีละ 3 ล้านบาท

สำหรับต้นทุนในการปลูกต้นหอมนั้นก็จะมีประมาณ 20,000 บาทไอ้ตัวราคาต้นหอมนั้นจะขึ้นอยู่ตามฤดูกาลและตลาดหน้าร้อนโดยในหน้าร้อนต้นหอมจะมีราคาแพงขึ้นซึ่งขายได้ในกิโลกรัมละ 100-150 บาทแต่ในหน้าฝนจะมีราคาที่ตกลงจะขายได้อยู่ในกิโลกรัมละ 50-60 บาทส่วนหน้าหนาวจะขายได้เพียงแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาทเท่านั้น

ในส่วนของการเก็บนั้นก็จะมีการจ้างแรงงานชาวบ้านมาช่วยกันเก็บต้นหอมและแยกเป็นมัดมัดละ 1 กิโลกรัมเพื่อส่งขายให้กับสินค้าทางเกษตรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเดี๋ยวจะมีการขายส่งตามลักษณะตัวแทนจำหน่ายที่ขายออกไปตามต่างประเทศบ้าง
โดยกระบวนการการปลูกต้นหอมในก็จะมีดังนี้

1.การเลือกสายพันธุ์
เราจะใช้หัวพันธุ์จากอุตรดิตถ์ ที่เป็นพันธุ์เขียวให้ผลผลิตสูงขึ้นจะตกกิโลกรัมละ 50-100 บาทโดย 1 ไร่จะใช้หัวพันประมาณ 60 ถึง 80 กิโลกรัมและก่อนที่จะลงปลุกฉันจะมีการตัดจุกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นใบเหลียงด้านในและมีการปรับดินลงไปประมาณ 3-4 จากนั้นก็นำพามาคุมไว้และรดน้ำให้ชุ่มชื้น
2.การเตรียมดิน
สำหรับการเตรียมแปลงปลูกมันก็จะมีการยกแปลงปลูกประมาณ 1 เมตรโดยมีระยะห่างกันต่อต้นประมาณ 15 เซนติเมตรโดยต้นหอมนั้นเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยซึ่งจะได้ผลต่อการให้ผลผลิตมากที่สุดและก็จะมีการรดน้ำวันละ 2 ครั้งสำหรับการบำรุงดูแลรักษาก็จะมีการใส่ปุ๋ยบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยคอกผสมกับปุ๋ยเคมีซึ่งปุ๋ยเคมีจะใช้สูตร 16 10 10 แต่ให้ทั่วเฉลี่ย 50 กิโลกรัมต่อไร่หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 25 วันก็จะมีใส่ปุ๋ยธรรมดาสูตร 16-16-16 โดยใช้ประมาณ 50 กิโลกรัมต่อได้ด้วยเช่นกัน

เริ่มต้นหอมนั้นจะต้องมีอายุประมาณ 40 ถึง 45 วันจะสามารถเก็บเกี่ยวได้เพราะต้นหอมโตเต็มวัยก็จะได้ใบสีเขียวสดซึ่งสามารถขายได้ซึ่งการขายต้นหอมนั้นใช้เวลาเพียงแค่ 45 วัน สามารถทำผลผลิตจากต้นหอมได้ถึง 2000 กิโลกรัมซึ่งเข้ากับบ้าน 15 วันนั้นหากขายได้ 50 บาทต่อกิโลกรัมก็จะเฉลี่ยทั้งหมดรายได้อยู่ที่ 1 แสนบาทซึ่งในระยะเวลา 4 ปีหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างผู้ชายคนนี้ก็สามารถขายต้นหอมจนสามารถปลดหนี้ให้กับที่บ้านจนหมด

น่าทำตาม! ผักบุ้งกระป๋องแบบไร้ดิน โตไว 12 วันก็ ตัดกินได้

ซึ่งในปัจจุบันก็มีทุกคนใครหลายคนนั้นหันมารักสุขภาพและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นโดยจะเน้นการออกกำลังกายและการเลือกรับประทานอาหารเพื่อนำสิ่งที่ดีที่สุดเข้าสู่ร่างกายของตัวเองและแน่นอนว่าทุกคนจะใส่ใจในรื่องของผักปลอดสารพิษ กันแต่ว่าราคาผักปลอดสารพิษนั้นก็แพงมากกว่าผักที่อยู่ตามท้องตลาดปกติ จึงทำให้ใครหลายคนนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับประทานผักที่มีสารพิษได้เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าหากที่ขายตามตลาดนั้นมีสารพิษปนอยู่หรือไม่

ฉะนั้นมันจะดีกว่าไหม ถ้าหากเรานั้นสามารถปลูกผักกินเองในแบบฉบับผักออแกนิค ซึ่งถ้าหากเราปลูกผักกินเองนั้นนอกจากจะทำให้ได้กินผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายปลอดสารพิษนั้นยังจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยซึ่งในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมไอเดียดีๆสำหรับแม่บ้านที่อยากจะปลูกผักปลอดสารพิษแบบ Organic กัน บอกเลยว่าถึงจะมีพื้นที่น้อย แต่ก็สามารถปลูกได้โดยผักที่เราจะพาทุกคนไปปลูกกันในวันนี้นะคะ ก็คือผักบุ้งในเองซึ่งหากใครสงสัยว่าทำไมจะต้องเป็นผักบุ้งนั่นก็เป็นเพราะว่าผักบุ้งเป็นผักที่โตไวปลูกง่ายใช้พื้นที่อย่างเช่นกระป๋องเล็กๆก็สามารถปลูกได้โดยจะปลูกอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

อุปกรณ์
-กระป๋องขนาดเล็ก
-เมล็ดผักบุ้ง
-ใยสังเคราะห์

ขั้นตอนในการทำ
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเอาเมล็ดผักบุ้งมาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้นก็ทิ้งไว้บ่มเมล็ดประมาณ 1-2 วัน
ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาใยสังเคราะห์มาล้างให้สะอาดและมารองที่ก้นกระป๋อง
ขั้นตอนที่ 4 ทำการโรยเมล็ดผักบุ้งที่บ่มเอาไว้ให้กระจายทั่วกระป๋องและทำการรดน้ำให้ชุ่ม
ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นทิ้งไว้เป็นเวลา 2 วันก็จะเห็นว่าผักบุ้งเริ่มงอก
ขั้นตอนที่ 6 ทำการรดน้ำทุกเช้าและเย็น รดไปเรื่อยๆจนกระทั่งครบ 6 ถึง 7 วันผักบุ้งก็จะโตเป็นยอดยอดอ่อนซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะสามารถตัดผักบุ้งอ่อนมารับประทานได้แล้ว


เพียงเท่านี้เราก็จะได้ผักบุ้งอ่อนมาไว้รับประทานกันซึ่งสามารถนำมาทำเมนูอาหารได้อย่างไรๆอีกทั้งยังมีรสชาติที่กรอบอร่อยยิ่งทำเมนูผักบุ้งน้ำมันหอยก็บอกเลยว่าอร่อยเป็นอย่างมากอีกทั้งยังใช้พื้นที่ปลูกไม่เยอะและยังได้รับประทานผักออแกนิกที่ปลอดสารพิษอีกต่างหากซึ่งบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจมากๆหากใครอยากลองทานผักออแกนิกอร่อยๆแล้วเราก็ลองใช้วิธีนี้กันดูเลย

อยากกินเด้! ผลไม้ป่าอีสานหายาก บางอย่างไม่มีให้กินแล้ว

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับผลไม้พื้นบ้านทางภาคอีสานซึ่งอย่างไรว่าในปัจจุบันนี้เริ่มหารับประทานได้ยากในทุกๆวันและแน่นอนว่าบางคนอาจจะไม่รู้จักหรือบางคนอาจจะเคยได้รับประทานตอนเด็กๆโดยจะมีอะไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

1.หมากแงว
เป็นลูกสีแดงคล้ายๆกับลิ้นจี่แต่เรียวแหลมกว่ามีรสชาติเปรี้ยวแต่บางต้นก็หวาน ดูวิธีการกินที่ถูกต้องคือการแกะใส่ถ้วยใบใหญ่และใส่เครื่องจัดเต็ม

2.หมากตูม
ซึ่งลักษณะของรูปเมื่อแก่นั้นจะเป็นสีเหลือง การรับประทานคือ ครึ่งตักส่วนยางเหนียวและเมล็ดออก ใช้ช้อนคว้านเนื้อวนรอบ นำข้าวเหนียวลงคลุกนวด กลิ่นหอมเย็นมาก รสหวานอร่อย สุดๆไปเลย

3.หมากม่วงป่า
มีลักษณะลูกเหมือนมะม่วงบ้างแต่กลมเล็กโดยวิธีการก็คือจะต้องผ่าครึ่งและแช่น้ำ 10 นาทีจากนั้นนำมากินคู่กับน้ำปลาหวานก็อร่อยเป็นอย่างมาก

4.หมากโกนา
มีผลคล้ายๆกับรูปภาพแต่มีกลิ่นหอมและรสชาติหวานอมฝาด

5.หมากเม็ก
มักจะชอบขึ้นอยู่ตามท้องนาหรืออุ้มใกล้แหล่งน้ำเมื่อผลแก่จะมีผลสีขาวสวยงามมีกลิ่นหอมเย็นๆรสชาติหวานปนฝาด

6.หมากหวาย
จะมีลักษณะลูกกลมขนาดเล็กเปลือกร้ายสวยงามเมื่อสุกก็จะเป็นสีน้ำตาลมีรสชาติเปรี้ยวหวานอมฝาดแต่วิธีการนั้นยากเพราะต้องใช้มือหยิบเพื่อเอาเปลือกไปทิ้งก่อน

7.หมากยาง
เป็นพืชไม้เลื้อยเมื่อลูกสีเหลืองสวยงามจะมีน้ำยางสีขาวตามเปลือกแต่มีรสชาติกลิ่นหอมรสหวานอมเปรี้ยว

8.หมากบก
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เมื่อลูกกลมจะร่วงแก่ การกินคือเก็บเมล็ดมาผ่าตามร่องกลางด้านในมีเนื้อสีขาว นำไปเผาหรือคั่ว กลิ่นหอม รสหวานมัน

9.หมากก่อ
มันจะพบอยู่ตามหัวไร่ปลายนาโดยจะเป็นการเก็บเมล็ดที่หล่นลงมาเผาต้มทุบกินเนื้อข้างในซึ่งจะมีรสชาติหอมหวานคล้ายกับเมล็ดเกาลัด

10.หมากเค็ง
เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดใหญ่จะขึ้นอยู่ในดงลึกโดยลูกของมันนะจะนำมาต้มกินเป็นของว่างรสเปรี้ยวส่วนลูกสุกสีดำจะมีรสชาติหวานฝาดแต่เวลากินต้องคายทิ้ง

11.หมากก้นครก
เป็นไม้พุ่มเตี้ยคล้ายกับหมาต้องแรงแต่มีลูกขนาดใหญ่สีเขียว ผลสุกจะมีรสชาติหวานฉ่ำกลิ่นหอมเย็น

12.หมากหว้า
มันจะอยู่ขึ้นตามท้องนาหรือหลุมใกล้ขึ้นแม่น้ำเมื่อผลสุกก็จะเป็นสีแดงดำมีรสชาติหวานเปรี้ยวอมฝาด

13.หมากหวดข่า
มันจะชอบขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนารสชาติฝาดแต่เมื่อผลสุกสีดำจะมีรสชาติหวานอมฝาด

14.หมากเบน,หมากเบ็น
มีลักษณะเป็นต้นพุ่มกิ่งเลื้อยไม่สูญผลดิบจะมีรสฝาดผลสุกจะมีรสชาติหวานนุ่มอร่อย

15.หมากเหลี่ยม
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีผลเดียวเหลืองวิธีกินก็เพียงแค่ใช้มีดขาขึ้นด้านขวาจากนั้นก็ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปในไส้ซึ่งจะมีเนื้อสีขาวติดออกมาโดยเนื้อตรงนั้นจะมีรสชาติหวานมัน

16.หมากเล็บแมว
มีลำต้นเป็นพุ่มเรือยาวผลดิบจะมีรสชาติเปรี้ยวผลสุดจะมีรสชาติหวานจะคายหรือไม่คายก็ได้

17.หมากหาด
รูปร่างของรูปผลไม้น่าจะเป็นบิดเบี้ยวในรูปร่างผลดิบรสชาติเปรี้ยวฝาดมียางเยอะแต่ผลสุกจะมีรสชาติอ่อนหวานอมเปรี้ยว

18.หมากขามป้อม
เป็นไม้กึ่งยาสมุนไพรมีลักษณะคล้ายกับใบมะขามมีรสชาติเปรี้ยวเอามาจิ้มเกลือจิ้มแจ่วก็อร่อยไม่น้อย

19.หมากผีผ่วน
ลักษณะเป็นลูกสีแดงบางพันธุ์มีสีเหลืองมีกลิ่นหอมอ่อนคล้ายๆกับกล้วยรสหวานอมฝาด

20.หมากต้องแล่ง
โดยตอนนี้จะมีอยู่ทั่วไปตามไร่ปลายนาขึ้นเป็นพุ่มเล็กๆกระจายเป็นหย่อมเป็นรูปพวงขนาดเท่ากับมะเขือเทศมะแว้งเมื่อสุกก็จะเป็นสีแดงรสหวานรับประทานง่าย

และนี้ก็คือผลไม้ทางภาคอีสานที่บอกเลยว่ากลายเป็นที่นิยมสมัยก่อนเด็กบางคนก็นำมารับประทานเป็นขนมซึ่งบอกอะไรว่าผลไม้เหล่านี้อร่อยและเริ่มหาทานยากในปัจจุบันแต่ถ้าแถวบ้านใครยังมีน้ำบอกเลยว่าลาภปากมากๆ!! ขอบอก!!

ไอเดียดี ‘ปลูกผักไว้กิน’ สำหรับคนพื้นที่น้อย 3 เดือนมีผักกินมากกว่า 50 ชนิด

ซึ่งในตอนนี้เทรนการทานผักแบบปลอดสารพิษก็ถือว่ามาแรงเป็นอย่างมากเพราะว่ามีผู้คนนั้นหันมาสนใจและรักสุขภาพกันมากขึ้นจึงไม่แปลกว่ามีแม่บ้านหลายๆคนนั้นต่างหากวิธีในการปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองในรั้วบ้านซึ่งถือเป็นไอเดียที่ดีเป็นอย่างมากเพราะสามารถทำให้พื้นที่ว่างบริเวณในรอบบ้านของเรานั้นก่อเกิดประโยชน์สูงสุดอีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อผักและการทำอาหารในแต่ละมื้อและก็ยังได้รับประทานผักที่สดใหม่และปลอดสารพิษในทุกๆวันด้วย

แต่ว่าหลายคนนั้น ก็ต่างสงสัยและพยายามหาวิธีการและไม่รู้ว่าจะเริ่มปลูกอย่างไรดีโดยในวันนี้เราก็มีเทคนิคดีๆในการปลูกผักที่น่าสนใจมาฝากซึ่งเป็นไอเดียที่น่าสนใจจากผู้ใช้ Facebook ท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า คุณ จารุณี เกิดสวัสดิ์ เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองมาชมกันเลยดีกว่า

เดินทางคุณจารุณีก็ได้กล่าวว่าในตอนนี้เธอนั้นได้ทำสวนเล็กๆอยู่ในบริเวณข้างบ้านโดยมีการปลูกผักกินเองและใช้เวลาเพียง 3 เดือนสามารถปลูกผักได้ถึง 50 ชนิดด้วยกันโดยในระยะเวลา 3 เดือนนี้ที่ได้มีการเริ่มต้นปลูกผักทำให้เห็นผลผลิตที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างโดยตัวเธอนั้นยังบอกอีกว่าถ้าไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองนั้นจะทำให้พื้นที่เล็กๆบริเวณบ้านของเธอมาทำเป็นพื้นที่ที่มีประโยชน์เป็นสวนผักขนาดเล็กและมีผักเกือบ 50 ชนิดให้ได้กินกัน “แค่นี้เอง ความสุขเล็กๆของเรา”

09″ />
ซึ่งบอกเลยว่าการจัดแบ่งส่วนของเธอนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเธอมีการทำการปลูกผักขนาดเล็กไว้เป็นซุ้มซึ่งดูแล้วไม่เหมือนสวนผักเลยเหมือนสวยๆไว้พักผ่อนหย่อนใจมากกว่าซึ่งบอกเลยว่าไอเดียการจัดสวนของคุณจารุณีนั้นสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ได้อย่างมากมายมีการจัดแต่งแปลงผักให้กลายเป็นศูนย์สวยที่น่าอยู่เป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีการปลูกพืชหลากหลายชนิดถึง 50 ชนิดผสมผสานกันไปเพื่อเพิ่มความหลากหลาย

ที่บริเวณส่วนของค้างไม้เลื้อยก็มีการทำไว้เพื่อให้มายรายได้เติบโตทั้งหากเกิดโตขึ้นมาเรื่อยๆตรงนี้ก็แก่เป็นซุ้มไม้เลื้อยอุโมงค์ที่สามารถรับประทานได้และสวยงามเป็นอย่างมากอีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อผักที่ตลาดอีกเลยลดค่าใช้จ่ายภายในบ้านได้อย่างมากมายเลยทีเดียว ในส่วนของเธอจะสวยแค่ไหนนะเรามาชมภาพที่เหลือกันเลยดีกว่า ….

สุดคุ้ม ‘ระบบน้ำหยด’ ผักโตไว ให้ผลผลิตตลอดปี ลงทุนแค่หลักพัน

และในวันนี้เราก็เอาไอเดียที่น่าสนใจมาฝากกับชาวเกษตรกร ซึ่งชาวเกษตรกรบางคนนั้นอาจกำลังพบปัญหาของดินไม่ดีหรือภัยแล้ง จนต้องเครียดและหาวิธีรับมือกันอย่างแน่นอน และในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปชมระบบน้ำ ที่บอกเลยว่าสำคัญเป็นอย่างมากซึ่งระบบน้ำที่เราจะไปทำหันในวันนี้นั้นก็คือ การทำระบบน้ำหยกบอกเลยว่ามีราคาไม่แพงสามารถจบได้ภายในงบ 3,000 บาทและนำมาใช้หากินได้ตลอดทั้งปีจะสามารถวางระบบเองได้แบบง่ายๆ…

โดยก่อนอื่นต้องบอกว่าระบบน้ำหยดนี้เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นในประเทศแถบที่ทำการเพาะปลูกบนพื้นที่แห้งแล้งอธิเช่นพื้นที่ทะเลทรายตรวจระบบน้ำหยดนี้ก็สามารถทำให้ปลูกพืชผักไดโนเช่นกันไม่ว่าดินนั้นจะอมน้ำหรือไม่อุ้มน้ำแต่พืชที่ปลูกนั้นก็สามารถได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่และยังนำมาประยุกต์กลับพืชผักสวนครัวได้ทุกชนิดเลยก็ว่าได้อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆนั้นสามารถหาได้ง่ายตามร้านทั่วไปอีกด้วย

โดยแนวคิดระบบน้ำหยดนี้ได้มาจากการต่อยอดของคุณธราวุฒิ ไก่แก้ว โดยตัวคุณศราวุธนั้นเป็นวิศวกรการเกษตรที่ชำนาญการมีการเริ่มต้นทดลองปลูกและพื้นที่ปลูกที่มีดินแห้งแล้งอุ้มน้ำขนาด 200 ตารางเมตร โดยมีการปลูกพืชเป็นแนวเส้นตรงและมีระยะห่างระหว่างแถวประมาณครึ่งเมตร ด้วยกัน จากนั้นก็มีการทดลองปรากฏว่าพืชที่ได้รับน้ำจากระบบน้ำหยดนั้นสามารถเติบโตได้โดย มีการเปิดน้ำครั้งละประมาณ 30 นาทีโดยใช้น้ำเป็นเพียงแค่ 50 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ในการทำเกษตรที่มีพื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้โดยหักคิดเป็นค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อฤดูการผลิตเท่านั้นเองซึ่งขั้นตอนการผลิตจะมีอุปกรณ์อะไรบ้างนะลองมาดูกันเลยดีกว่า

อุปกรณ์
-ถังน้ำ 200 ลิตร
-ท่อพีวีซี
-วาล์วน้ำ
-เทปพันข้อต่อ
-ข้อต่อแบบต่างๆ
-อุปกรณ์ต่อพ่วง

ขั้นตอนการติดตั้งระบบน้ำหยด
ขั้นตอนที่ 1 ทำการเจาะรูที่ก้นถังประมาณ 5 เซนติเมตรจากนั้นก็ติดตั้งถังน้ำออกและนำข้อต่อ PVC เกลียวนอกมาพันด้วยเทปพันเกลียวขันให้เข้ารูให้แน่นจากนั้นก็นำท่อ PVC เกลียวนอกแปะไว้
ขั้นตอนที่ 2 ทำการติดตั้งวาล์ว PVC และติดตั้งชุดกรองน้ำเกษตรด้วยให้หัวลูกศรตัวกรองหันไปทางทิศเดียวการกลับทิศทางการไหลของน้ำจากนั้นก็มีการติดตั้งติดตั้งท่อ PVC ตามความกว้างของหัวแปลง
ขั้นตอนที่ 3 ติดตั้งถังในพื้นที่สูงกว่าการประมาณ 1-2 เมตรและนำท่อ PVC มาเจาะลงไปในตำแหน่งที่ต้องการวางสายน้ำหยดและใส่สายยางกันรั่วลงไปในรูที่เจาะเอาไว้ด้วย
ขั้นตอนที่ 4 หลังจากที่ติดตั้งเสร็จแล้วก็ทำการเปิดน้ำเพื่อให้เศษตะกอนออกไปให้หมดก่อนที่จะปิดฝาครอบ PVC และปิดปลายทั้งสองข้าง
ขั้นตอนที่ 5 ทำการเสียบเทปน้ำหยดเข้าไปและตั้งล็อคให้แน่นกับรูน้ำหยกจากนั้นก็หงายขึ้นและเปิดวาล์วทดสอบระบบ
ขั้นตอนที่ 6 ทำการพันเทปน้ำหยดให้แน่นซึ่งหลังจากนี้ก็สามารถใช้ระบบสวนน้ำหยดในราคาประหยัดได้แล้ว

และข้อดีของระบบน้ำหยดน้ำก็สามารถนำปุ๋ยใส่ลงไปได้ด้วยโดยการผสมปุ๋ยเข้าไปในน้ำตรงถังพักน้ำเวลาเปิดระบบน้ำหยดเข้าไปในปุ๋ยก็จะถูกส่งออกไปพร้อมกับน้ำซึ่งทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาในการให้ปุ๋ยทีหลังบอกเลยว่าเป็นการวางระบบทีเดียวแต่สามารถช่วยประหยัดทั้งค่าแรงและค่าใช้จ่ายต่างๆในการดูแลพืชไปได้อย่างมากมายอีกทั้งยังใช้น้ำเยอะเหมาะสำหรับการทำเกษตรในหน้าแล้งเป็นอย่างมาก

ชมคลิป
https://www.youtube.com/watch?v=FiF4FlRoVLY
https://www.youtube.com/watch?v=3kK58BS23Zw

ต้นไม้มีค่า! เปิดต้นไม้ 58 ชนิด ใช้ค้ำประกันเงินกู้ได้ ไม่ต้องง้อคนค้ำ

ซึ่งก็มีการออกแบบกฎกระทรวงฉบับใหม่ที่มีภายใต้พ.ร.บ. หลักประกันธุรกิจในปี 2558 ซึ่งบอกเลยว่ากฎกระทรวงนี้ถือเป็นใบเบิกทางอันล้ำค่าที่สำคัญเป็นอย่างมาก พี่มีกดเปิดทางให้ต้นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่างๆให้เข้ามาเป็นไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างมากมายจากที่แต่เดิมนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่ต้นเท่านั้น

โดยต้นไม้ที่สามารถสร้างมูลค่าซื้อขายในท้องถิ่นต่างๆที่เพิ่มเข้ามาก็มีไม้ยืนต้นด้วยการ 58 ชนิดเลยทีเดียวและมีแต่ละชนิดนั้นอยู่ท้ายบัญชีที่มีข้อกำหนดจะได้รับความน่าสนใจที่มากขึ้นซึ่งบางชนิดเป็นไม้ยืนต้นที่นิยมปลูกในสวนรอบบ้านของเราอีกด้วย ซึ่งจะมีไม้มูลค่าทางเศรษฐกิจพี่มีทั้งหมดถึง 58 ชนิดนั้นจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันเลยดีกว่า
1.ไม้สัก
2.พะยูง
3.ชิงชัน
4.กระซิก
5.กระพี้เขาควาย
6.สาธร
7.แดง
8.ประดู่ป่า
9.ประดู่บ้าน
10.มะค่าโมง
11.มะค่าแต้
12.เคี่ยม
13.เคี่ยมคะนอง

14.เต็ง
15. รัง
16.พะยอม
17.ตะเทียนทอง
18.ตะเทียนหิน
19.ตะเทียนชันตาแมว
20. ไม้สกุลยาง
21.สะเดา
22.สะเดาเทียน
23. ตะกู
24.ยมหิน
25.ยมหอม
26.นางพญาเสือโคร่ง

27.นนทรี
28.สัตบรรณ
29.ตีนเป็ดทะเล
30.พฤกษ์
31.ปีบ
32.ตะแบกนา
33. เสลา
34.อินทนิลน้ำ
35.ตะแบกเลือด
36.นากบุด
37.ไม้สกุลจำปี
38.แคนา
39.กัลปพฤกษ์
40.ราชพฤกษ์
41.สุพรรณิการ์
42.เหลืองปรีดียาธร
43.มะหาด
44.มะขามป้อม

45. หว้า
46.จามจุรี
47.พลับพลา
48.กันเกรา
49.กะทังใบใหญ่
50.หลุมพอ
51.กฤษณา
52.ไม้หอม
53. เทพทาโร
54. ฝาง
55.ไผ่ทุกชนิด
56. ไม้สกุลมะม่วง
57.ไม้สกุลทุเรียน
58.มะขาม

นอกจากนี้มีการแบ่งกลุ่มผู้นำรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกันนั่นก็คือ
1. พืชในระยะสั้น
จะเป็นพืชจำนวนพืชผักสวนครัวต่างๆที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกสร้างจะให้ผลผลิตขายได้ในทุกๆวันสร้างเม็ดเงินในทุกๆวัน
2.พืชในระยะกลาง
เป็นผักผลไม้ต่างๆที่สามารถออกผลผลิตในแต่ละปีมาขายได้
3.พืชในระยะยาว
เป็นพวกไม้ยืนต้นต่างๆที่ใช้ระยะเวลานานในการปลูกหลายปีแต่ว่าเมื่อปลูกได้ก็จะสามารถในขายได้ในราคาที่แพง

ซึ่งในกลุ่มผลไม้กินได้และสมุนไพรพื้นบ้านต่างๆที่มีสรรพคุณทางยานักเรียนว่าเป็นพืชทางเศรษฐกิจทั้งสิ้นและกลายเป็นที่ต้องการในตลาดอาหารเป็นอย่างมากซึ่งอย่างเช่นไม้ผลที่นิยมปลูกกันอาทิเช่นมะม่วงก็ถือเป็นไม้ผลที่นับเป็นราชาผลไม้ต่างๆโดยเฉพาะอย่าทุเรียนก็ถือว่ากำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของโลกอีกทั้งยังมีต้นไผ่ มะขามป้อม สะเดา และ พลับพลาที่สามารถกลายเป็นผลผลิตสร้างเศรษฐกิจได้

อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าในการซื้อขายในท้องตลาดเพื่อใช้ในการประดับส่วนนั้นไม่ว่าจะเป็นต้นตีนเป็ด ตะแบกและไม้สกุลจำปี ซึ่งเป็นไม้ที่หอมและสามารถใช้สกัดทำน้ำมันหอมระเหยได้และเป็นไม้ยืนต้นที่ให้ดอกสวยงามและความต้องสวยต่างๆที่สามารถตกแต่งทำให้ส่วนนั้นมีความร่มเงาก็ไม่ว่าจะเป็นราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ตีนเป็ดทะเล ตะแบงเสลา สุพรรณิการ์ นางพญาเสือโคร่ง ซึ่งต้นไม้เหล่านี้ก็ถือเป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าสูงพอสมควร

‘ซูเปอร์มาร์เก็ตบ้านนา’ ราคา 5 บาท ของสด ของถูก คุณภาพดี จนต้องแวะซื้อ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ซึ่งได้มีการรวมตัวของชาวบ้านจากการหมู่บ้านในอำเภอแห่งนี้กว่า 20 รายการรวมกลุ่มกันเพื่อนำเข้าของตัวเองที่หาได้จากท้องทุ่งนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมาวางขายข้างทางกันแบบเรียบง่ายซึ่งเป็นระยะทางตรงระหว่างบ้านหนองใหญ่จนถึงบ้านสวายตาพึง ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างอำเภอปราสาท อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ นั่นเอง

โดยสถานที่แห่งนี้จะเตรียมเต็มไปด้วยผักผลไม้ต่างๆพืชผลทางการเกษตรรวมถึงอาหารพื้นบ้านอาหารสดต่างๆที่มีทั้งกุ้งฝอยเต้นสด ปลาซิว ปลาสร้อย ปลากระดี่ ปลาไหลตัวใหญ่ๆ ปลาช่อนปลาดุกนา กบ หนูนา ซึ่งเป็นของพื้นบ้านจากท้องถิ่นมาวางขายกันดีอยู่เต็มถนนเลยจะมีลูกค้าที่เป็นพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมาและเดินทางด้วยรถยนต์แวะซื้อกันอยู่ริมข้างทางเป็นอย่างมากมายซึ่งตรงนี้ก็สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่มีการเว้นว่างจากการทำไร่นาได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นการสะท้อนวิถีชีวิตแบบตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้มีการสอนผสมนิกรของพระองค์ไว้นั่นเอง

โดยในครั้งนี้สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีกลุ่มพ่อค้าแม่ขายมาวางขายกันอย่างมากมายและเลือกซื้อกันอย่างไรโดยราคาเริ่มต้นนั้นมีเพียงแค่ 5 บาทเท่านั้น และราคาที่แพงที่สุดนั้นไม่เกิน 150 บาท ซึ่งก็จะมีพืชผักต่างๆนานาเช่น ผักอีออม ผักบุ้งนา ถั่วพลู ซึ่งจะขายในกำร 5 บาท กล้วยหวีละ 20 บาท ปลาจ่อม-ปลาร้าถุงละ 20 บาท นอกจากนี้ยังมีสินค้าอีกหลายอย่าง เช่นปลาช่อนแดดเดียว ผักป่า ผักพื้นบ้านต่างๆ ถั่วฝักยาว รวมถึงทั้งมะพร้าวและข้าวต้มมัด และอีกมากมายที่นำมาขายกันจนทำให้คนที่มาซื้อนั้นแทบจะเลือกซื้อไม่ถูกเลยจริงๆ


แต่เมนูเด็กที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากลูกค้าที่สัญจรไปมานั่นก็คือปลาช่อนที่ขายเพียงแค่กิโลกรัมละ 80 บาทและหนูนาที่ขายตัวละ 100-150 บาทนอกจากนี้ยังมีกุ้งฝอยสดแก้วละ 20 บาทหอยถุงละ 20 บาทโดยสินค้าเหล่านี้สามารถสร้างรายได้งามให้กับชาวบ้านได้ถึงวันละ 400-500 บาทต่อราย โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่สัญจรไปมานั้นพอมาเจอตลาดสดบ้านทุ่งขายกันแบบบ้านๆก็ต่างแวะเอาลงมาข้างทางและ ซื้อหอยมาหลายถุงบ้าง เพราะเห็นว่าหอยเหล่านั้น วัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากท้องทุ่งนาและสดน่าอร่อยเป็นอย่าง จึงซื้อไปรับประทานกันเองบ้างก็เอาไปเป็นของฝากญาติอีกทั้งยังมีราคาที่ถูกแสนถูกเพียง 20 บาทเท่านั้น

และใหญ่กจั่นเด่นอายุ 59 ปี 1 แม่ค้าที่มีรายได้จากการขายของโดยยายนั้นได้รายได้จากตรงนี้ประมาณ 200-300 บาทโดยมีการนำไข่เป็ดจากบ้านและหนูนาที่ตาหามาไปขายบางอย่างก็มีการรับจากชาวบ้านมานั่งขายอีกด้วย และยังมีนางสุดทอง เพ็งแจ่ม อายุ 47 ปี ที่ได้มีการบอกว่าตลาดชุมชนข้างทางแบบนี้จะเริ่มขายในช่วงที่ได้ปลาและก่อนเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิเพราะจะมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีกุ้งหอยปูปลาต่างๆมากมายโดยชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้วิธีการดักทรายยิงกบยิงหนูนาเก็บหอยและผักต่างๆมาวางขายและมีรายได้มาเลี้ยงตัวเป็นรายได้เสริมในแต่ละวัน

รวมไอเดีย ‘ซุ้มไม้ไผ่’ เอาไว้ทำเป็นมุมพักผ่อน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะรู้จักไม้ไผ่กันอย่างแน่นอน ซึ่งไม้ไผ่ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุจากธรรมชาติที่สามารถ นำมาปรับแต่งเป็นของใช้ต่างๆได้เป็นอย่างดี เพราะมีความแข็งแรงทนทาน ซึ่งสามารถทำได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นรางน้ำไม้ไผ่ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆประดับบ้านหรือ แม้กระทั่งหลังคาบ้าน ไม้ไผ่ก็สามารถนำมาใช้ได้ด้วยเช่นกัน และไม้ไผ่นั้นนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้แล้วความสวยงามก็มีไม่แพ้กันเลยอีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นไม้ไผ่จึงเป็นวัสดุอย่างหนึ่งที่เหมาะมสำหรับช่วงโลกร้อนในสมัยนี้

-34.jpg” alt=”” width=”404″ height=”404″ class=”aligncenter size-full wp-image-37262″ />
และในวันนี้นี่เองทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมา ดูไอเดียดีๆจากไม้ไผ่เช่นกันซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากใครมีพื้นที่บ้านเหลือก็อยากจะมีซุ้มนั่งเล่นเป็นศาลาพักผ่อนอยู่บริเวณรอบบ้านซึ่งบอกเลยว่าไม้ไผ่นั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่น่าสนใจไม่น้อยซึ้งไม้ไผ่น้ำสามารถนำมาสร้างเป็นซุ้มนั่งเล่นได้ด้วยเช่นกันอีกทั้งยังใช้ได้ยาวนานและประหยัดอีกด้วยโดยในวันนี้เราจะมาชมไอเดียซุ้มไม้ไผ่สวยๆกันซึ่งจะมีแบบไหนบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

และนี่ก็คือไอเดียซุ้มไม้ไผ่ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งบอกเลยว่าถ้าหากมีในบ้านซุ้มก็ทำให้บ้านดูโมเดิร์นไม่น้อยเพราะตามรีสอร์ทชอบใช้ไม้ไผ่ในการทำซุ้มสวยๆกัน และนี่ก็คืออีกหนึ่งไอเดียในการตกแต่งบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านของคุณนั้นมีความน่าสนใจอีกทั้งซุ้มเหล่านี้ยังสร้างความเก๋ไก๋ให้กับตัวบ้านอีกด้วย ถือเป็นของตกแต่งบ้านที่มีความแข็งแรงทนทานสามารถใช้งานได้จริงและมีความสวยงามน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆซึ่งหากใครชมแล้วชอบก็อย่าลืมกด like กด Share และนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับแต่งใช้ให้เข้ากับบ้านของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน

แจกฟรี ‘ปฏิทินปลูกผัก’ พร้อมเคล็ดลับ ปลูกอย่างไรให้มีผักกินทั้งปี

ซึ่งแน่นอนว่าการปลูกพืชผักสวนครัวนั้นถือเป็นสิ่งที่ชาวเกษตรหลายคนต่างให้ความสนใจเช่นเดียวกับแม่บ้านหลายคนที่มีพื้นที่เหลือในบริเวณรอบบ้านก็อยากจะปลูกผักไว้รับประทานกินเองในบ้าน เพราะการปลูกผักในบ้านนั้นสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกทั้งยังได้อาหารที่กฎหมายและเป็นประโยชน์และสามารถสานสัมพันธ์คนในครอบครัวด้วยการปลูกผักได้อีกด้วย แต่ในบางครั้งถ้าหากเลือกผักผิดชนิดและปลูกผิดฤดูกาลพืชผักเหล่านั้นก็ไม่สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้เช่นกัน และนั่นก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้การปลูกผักไม่ประสบความสำเร็จเสียที

และในตอนนี้เทรนการปลูกผักสวนครัวนอกบ้านนั้นกำลังมาแรงเป็นอย่างมากและมีผู้คนนั้นต่างให้ความสนใจมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรารู้ว่าผักชนิดไหนควรปลูกในฤดูใดและจะต้องปลูกอย่างไรซึ่งในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนนั้นมาดูผักแต่ละชนิดที่ควรจะปลูกในแต่ละฤดูกาลกันซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า

ซึ่งในเรื่องของการเริ่มต้นการปลูกผักนั้นโดยในตอนแรกการเลือกชนิดผักที่จะปลูกหรือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่จะปลูกนั้นควรปลูกผักที่ตนเองและสมาชิกในครอบครัวรับประทานได้และมีการปลูกผักนอกเหนือจากผักที่รับประทานในชีวิตประจำวันเช่น กะเพรา โหระพา ตะไคร้ มะนาว หอมแบ่ง ผักชี มะกรูด พริก โดยผักเหล่านี้สามารถปลูกในกระถางได้แต่ถ้าหากใครนั้นอยากจะปลุกเขาให้มีทางปีเรานั้นก็สามารถเลือกชนิดผักที่เจริญเติบโตได้ดีตามแต่ละช่วงเดือนใน 1 ปีได้อย่างตารางข้างล่างนี้ เลย


และนี่ก็คือตารางในการปลูกผักแต่ละเดือนซึ่งแน่นอนว่าการปลูกผักนั้นก็ควรคำนึงถึงการปลูกผักตามฤดูกาลเสียด้วยเพราะว่าจะมีสภาพอากาศที่เป็นตัวแปรในการทำให้พืชผักแต่ละชนิดเจริญเติบโตสวยงามโดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตแต่อย่างใดโดยในแต่ละฤดูนั้นสามารถปลูกผักได้ดังนี้…

ช่วงฤดูร้อน
โดยในช่วงนี้พืชผักที่ปลูกนั้นอาจจะไม่สวยงามมากเพราะมีอากาศที่ร้อนอบอ้าวโดยการปลูกผักในช่วงนี้จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการลดน้ำเป็นพิเศษและสามารถเลือกชนิดของผักได้ตามที่ต้องการจะรับประทานผักที่ควรจะปลูกนั้นจะต้องมีฤทธิ์เย็นและแก้อาการร้อนในของร่างกายของคนได้อีกด้วยซึ่งขณะที่เราจะแนะนำนั้นก็จะมี ผักกาดฮ่องเต้ ฟัก ผักกาดขาว แตงกวา บวบ และผักเลื้อยต่างๆ

ช่วงฤดูฝน
โดยในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีสภาวะความชื้นสูงเพราะมีน้ำฝนจากฝนที่ตกตามธรรมชาติจึงไม่สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้และทำให้ผักบางชนิดนั้นอาจจะเกิดเน่าเสีย เพราะได้รับน้ำมากเกินความจำเป็น จึงทำให้ผักในฤดูนี้มีราคาที่ค่อนข้างแพงและเป็นผักที่ช้ำง่ายแต่ก็จะมีผักพื้นบ้านที่สามารถออกผลงานและพร้อมให้เก็บมารับประทานได้ในช่วงนี้ซึ่งก็จะมี โสน ขี้เหล็ก ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักปลัง ดอกขจร กวางตุ้ง คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง พืชผักตระกูลขิงข่าต่างๆ

ช่วงฤดูหนาว
โดยช่วงนี้เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นถือเป็นเวลานาทีทองของผักสลัดต่างๆเช่นผักคอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักกาดและกะหล่ำ และรวมถึงผักที่ทานเป็นหัวเช่นแครอทนอกจากนี้ยังมีผักพื้นบ้านและผักทั่วไปหลายๆชนิดก็สามารถออกผลดีในช่วงหน้าหนาวนี้ด้วยเช่นกันก็จะมีหอมแบ่ง ผักชี สะเดา กุ้ยช่ายดอกแค ขึ้นฉ่ายเป็นต้น

ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในแต่ละฤดูนั้นก็สามารถกำหนดผักแต่ละชนิดที่ควรปลูกไว้ซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะปลูกผักก็สามารถนำตารางผักนี้เอาไปปลูกได้ด้วยเช่นกันเพื่อที่จะได้ผลที่สวยงามและไม่ต้องใช้สารเคมีแต่อย่างใดและนอกจากการที่ปลูกผักไว้รับประทานเองแล้วนั้นเจ้าของบ้านนั้นก็สามารถนำผักเหล่านี้มาตกแต่งบ้านที่สามารถดูมีความร่มรื่นสวยงามภายในพร้อมๆกันได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกลายเป็นสวนผักที่มีความแก๋ไก๋ด้วยนั้น ก็ถือเป็นข้อดีของผักสวนครัวที่มีอยู่ในรั้วบ้านนอกจากจะรับประทานได้แล้วยังสามารถสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ได้ดีอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูล : เว็บไซต์ บ้านและสวน

6 เทคนิคเพาะเห็ดฟางทะลายปาล์ม สร้างรายได้มหาศาล เสริมรายได้ถึง 7 เท่า!

ซึ่งวันนี้เราก็นำ 6 เทคนิคดีๆมาฝากเช่นกันซึ่งแน่นอนว่าทุกคนก็จะทราบกันดีว่ามีชาวเกษตรสวนยางไม่น้อยที่กำลังอยู่ในภาวะของยางราคาตกจึงทำให้ชาวสวนยางหลายคนนั้นหวังที่จะหารายได้เสริมเพิ่มมากขึ้นและมีจำนวนไม่น้อยที่หันมาทำเห็ดกองเตี้ยและเพราะแบบโรงเรือน

ซึ่งแน่นอนว่าโรงเรือนนั้นมีทุนอยู่ที่โรงเรือนละ 50,000 บาทอีกทั้งยังมีการต้องขุดบ่อน้ำสระน้ำซึ่งยังต้องลงทุนซื้อเตาอบฆ่าเชื้ออีกด้วยอีกทั้งยังมีเครื่องตัดหญ้าและเครื่องพ่นเชื้อและเครื่องสูบน้ำซึ่งบอกเลยว่านี่ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างข้นสูงอีกครั้งย่อมมีการลงทุนผลผลิตที่ดีได้ถึง 12 วันโดย 20 ถึง 35 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ในรอบ ของถัดไปแต่แม้จะลงทุนสูงแต่ก็สร้างรายได้ได้ถึงโรงเรียนละ 10,000 กว่า บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

นางศิรินทิพย์ เซ่งใจดี ซึ่งเป็นชาวเกษตรกรสวนยางและเจ้าของฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งในอำเภอ คีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานีและได้มีการทำฟาร์มเห็ดตั้งแต่ปี 2557 โดยเธอนั้นมีถึง5 โรงเรือนสามารถทำรายได้ ได้ 70,000 บาท เพิ่งกลับได้รายได้มากกว่ากรีดยางประมาณ 10 ไร่เลยทีเดียวอีกทางตัดยางนั้นมีการลงทุนสูงกว่าอีกด้วยเพราะช่างใช้ค่าแรงคนตัดแต่เห็ดฟางนั้นไม่จำเป็นต้องมีเลย

ในมุมมองของการบ้านตลาดนั้นก็มีตลาดรองรับเป็นอย่างมากก็จะมีทั้งพ่อค้าแม่ค้านั้นหลากหลายในจังหวัดพื้นที่ต่างเข้ามาซื้อซึ่งก็ทำให้ความเหตุแห่งนี้นั้นมีรายได้ดีอยู่ตลอดเวลาและสามารถขายได้รอบละ 400 กิโลกรัมถึง 1000 กิโลกรัมโดยแต่ละกิโลกรัมนั้นขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาทเลยทีเดียวและราคานั้นก็จะขึ้นลงแต่ไม่เคยขาดทุนเลยสักครั้ง

ต้องการเพาะเห็ดฟางนั้นสามารถเพาะได้ด้วยทะลายปาล์มซึ่งสามารถมีขั้นตอนและวิธีการเพาะดังนี้
1.วัสดุเพาะที่สำคัญคือ ทะลายปาล์มน้ำมันซึ่งถือเป็นอาหารเสริมที่สามารถใช้มูลจากมาตากแห้งหรือย่อยสลายจนเจือจางได้โดยจะใช้มูลวัวหรือมูลควายหมูมูลไก่ก็ได้
2.โดยการเตรียมวัสดุเพาะถ้าได้ปานนั้นจะต้องมีความจดหมายถึงค่อนข้างใหม่อยู่เสมอเมื่อนำมากองแล้วก็ทำมาลดน้ำด้วยน้ำปูนขาวโดยราดให้ชุ่มจากนั้นก็มานำกองสุมไว้ โดยใช้ความร้อนประมาณ 5-7 วัน
3.พื้นที่เพาะควรเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขังอย่างเด็ดขากและเป็นดินที่สามารถปลูกพืชได้อีกทั้งจะต้องไม่มีเชื้อโรคและสารเคมีปนอยู่ในดินอย่างเด็ดขาด
4.เชื้อเห็ดฟางในโคราชเชื้อเห็ดที่ไม่มีแมลงหรือเชื้อจุลินทรีย์ที่มีราดำราเขียวเป็นเด็ดขาดจะต้องเห็นเฉพาะเส้นใยสีขาว เท่านั้นและฉันนั้นก็จะต้องมีการเกาะกันเป็นก้อนไม่หลุดร่วงแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

5.เวลาเพาะควรเพาะตอนช่วงเช้าเท่านั้นเพื่อจะได้สะสมความจากแสงอาทิตย์ในแต่ละวัน โดยการเพาะนั้นจะสามารถกระตุ้นการวัดการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดฟางได้เป็นอย่างดีซึ่งจะต้องมีอุณหภูมิสูงอยู่ในระยะแรกคือ 1 ถึง 5 วันเท่านั้น
6.รดน้ำบนแปลงเพาะที่ได้เตรียมดินไว้แล้ว และนำทลายปาล์มที่ได้ผ่านการหมักนั้นมาเรียงบนแปลงเพาะทั้งยังมีการหว่านเชื้อเห็ดลงไป โดยในแต่ ทะลายปาล์มที่ทับซ้อนกันโดยให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมที่มีความยาว x กว้างและสูงประมาณ 100 x 30 x 30-45 เซนติเมตรและมีจำนวนกองอยู่ที่ 10 ถึง 20 กล่องจัดเต็มก็ต้องโรยด้วยอาหารเสริมและโรยด้วยเชื้อเห็ดฟางทับเบาๆจากนั้นก็ทำการรดน้ำให้ชุ่มและปิดแปลงทะลายปาล์มด้วยผ้าพลาสติกแล้วคลุมด้วยฟางข้าวหนาประมาณ 5 เซนติเมตรเพื่อรักษาอุณหภูมิไม่ให้ข้างในนั้นเปลี่ยนแปลง

โดยในการเพาะฤดูน้องนั้นอาจจะต้องมีการลดจำนวนกองเรือประมาณ 7 ตอนต่อไปเท่านั้นซึ่งก็จะต้องมีการเว้นระยะห่างให้มากขึ้นและควรยกโครงไม้ไผ่ให้สูงขึ้นอีกทั้งยังต้องเป็นครึ่งวงกลมและมีการปักระหว่างกองถ่ายอยู่ที่ประมาณ 50 cm แล้วจึงคุมด้วยผ้าพลาสติกจากนั้นก็ทับด้วยฟางข้าวหรือวัสดุอื่นๆในส่วนแน่หน้าหนาวนั้นก็จะต้องมีจำนวนกล่องที่มากขึ้นประมาณ 30 กล่องต่อแปลงโดยจะต้องมีกล่องขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นระหว่างชิดให้กันมากขึ้นเพื่อเพิ่มความร้อนในกองเพาะให้ใหญ่มากขึ้น และหมั่นระบายความชื้นด้วย

https://youtu.be/CKAWi_DN4Xs
และนี่ก็คือเคล็ดลับดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครน่าสนใจในการหารายได้ด้วยการปลูกเห็ดแล้วล่ะก็ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันได้เลยค่ะ

ฟาร์ม 1 ไร่ อยู่ได้สบาย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหาร แถมแบ่งปันปุ๋ยชุมชนที่อุบลราชธานี

ซึ่งวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนนั้นไปดูข่าวเกษตรการซึ่งวันนี้เราก็จะพาไปพบกับเกษตรนักสู้แห่งที่ราบสูงซึ่งนั่นก็คือนางกองสินสมจันทร์หรือแม่ต้อยนั่นเองโดยแม่ต้อยนั้นอาศัยอยู่ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์หมู่ 2 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยเธอนั้นก็ย้ายออกจากหมู่บ้านไปสร้างฟาร์มเกษตรอยู่กลางทุ่งนาด้วยตัวเอง

โดยแม่ต้อยนั้นก็ใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่เท่านั้นในการเลี้ยงวัวเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่และมีการปลูกพืชผักสวนครัวและทำปุ๋ยอินทรีย์ไว้ขายอีกทั้งยังมีโรงสีข้าวที่อยู่ในที่เดียวกันอีกด้วย

โดยฟาร์มแห่งนี้ก็ทำให้แม่ต้อยนั้นไม่ต้องออกไปใช้จ่ายที่ไหนเพราะอาหารนั้นสามารถหาได้จากในฟาร์มของตัวเองทั้งค่าอาหารเลิศรสเนื้อสัตว์และปุ๋ยต่างๆอีกทั้งยังมีรังไก่ไว้หลายรังซึ่งเอาไว้ให้ไข่ฟักอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหมูเลี้ยงวัวในพื้นที่เดียวกันโดยมีการเลี้ยงทั้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เอาไว้ผสมกันเองเพื่อเป็นการรวมต้นทุนอีกทั้งยังมีการขนหมูเลี้ยงไว้ถึง 50 ตัวเลยทีเดียวโดยมีพ่อพันธุ์ 7 ตัวและแม่พันธุ์ 6 ตัวซึ่งหมูนั้นสามารถสร้างรายได้ให้พออยู่พอกินได้เป็นอย่างดีด้วย

สินค้าหูนั้นก็สามารถทำน้ำอีเอ็มไวรัสกับพืชผักได้ และยังช่วยให้แมลงนั้นไม่เข้าไปรบกวนอีกและขี้หมูก็สามารถนำมาทำปุ๋ยเหมือนขี้วัวได้ด้วยเช่นกันอีกครั้งบางส่วนนั้นก็นำมาทำเป็นแก๊สหุงต้มในครัวเรือนได้อีกด้วย

โดยการปลูกข้าวเหนียวและข้าวเจ้าที่ฟาร์มแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมากและยังมีการเลี้ยงไก่ทำตามธรรมชาติเพื่อไม่ให้ไก่นั้นเครียดอีกทั้งยังมีโรงสีข้าวชุมชนขนาดกลางซึ่งรักสีข้าวให้กับชุมชนและเพื่อนบ้านในใกล้เคียงแบบไม่ต้องคิดตังและก็จะได้รำข้าวไว้เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ต่างๆอีกทั้งยังมีการรับบริการเอาข้าวมาสีให้ถึงบ้านเสร็จแล้วก็นำไปส่งซึ่งมีกระสือว่าเป็นหนึ่งทางที่สร้างความประทับใจให้กับชุมชนแห่งนี้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้มีการผลิตปุ๋ยเองที่ใช้ได้ในหมู่บ้านซึ่งประหยัดต้นทุนเป็นอย่างมากและมีสูตรผสมปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้มูลสัตว์กากน้ำตาลน้ำมันหอยนำข้าวแคลเซียมต่างๆ ซึ่งนำไปบรรจุลงกระสอบได้และเอาไปให้สมาชิกที่สั่งเอาไว้ซึ่งก็จะมีสมาชิกเหล่านั้นมารับถึงที่โดยสามารถขายได้ 500 กระสอบเลยขายกระสอบละ 350 บาทซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่น่าสนใจไม่น้อย

ซึ่งบอกได้เลยว่าความของแม่ต้อยนั้นนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับฟาร์มของตัวเองแล้วยังเพิ่มมูลค่าให้กับคนในชุมชนอีกด้วยซึ่งบอกเลยว่าดีไม่น้อยเป็นการแบ่งปันน้ำใจซึ่งกันและกันได้ดีเป็นอย่างมาก