ลาออกจากงานประจำ ทำเกษตร พื้นที่ 1 ไร่ อยู่ได้ รายได้ดี

โดยในวันนี้เราจะมาพบกับเรื่องราวของคนๆหนึ่งจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีชื่อว่า Anek Kayankhai โดยตัวขาวได้ออกมาโพสต์เรื่องราวชีวิตของตัวเองหลังจากที่ได้ลาออกจากงานประจำมาเป็นเกษตรบนพื้นที่ 1 ไร่โดยในตอนแรกไม่มีอะไรเลยซึ่งเขาได้มีการบอกไว้ว่า

ผมทำได้คุณก็ทำได้ โดยตัวผงตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อ 3 ปีก่อนและมีที่ดินแค่ 1 งานกับลูกน้อง 2 คนมาทำเกษตรแบบที่ชอบและมีการคิดทบทวนหลายๆครั้งจนสามารถทานได้จาก 1 งานก็เพิ่มเป็น 1 ไร่และก็พยายามพิสูจน์ตัวเองเรื่อยมาแล้วก็พบปัญหาต่างๆเช่นไม่มีน้ำดีไม่ดีและก็มีการปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่างจึงจะผ่านไป 3 ปีแล้วผมรู้สึกว่าตอนนี้ผมประสบความสำเร็จและมีความสุขและเกษตรตัวเองตั้งแต่อายุ 34 ปี

หลักการคิดของผมคือมีน้อยแต่เน้นคุณภาพเก่งแล้วก็ขยันปลูกในสิ่งที่ชอบรับประทานยาตามกระแสโดยย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อนที่ไม่มีเงินก็เติบโตมาเช่นใด ก็ให้อยากมองตรงนั้นมากกว่า เริ่มต้นจากพื้นที่ 1 งานได้เงินมา 5,000 เดือน จนตอนนี้พื้นที่ 1 ไร่ได้เงินประมาณ 30000 บาทต่อเดือน

ยางเก่ามีประโยชน์ ใช้เลี้ยง ‘กบคอนโด’ ลงทุนน้ำย กำไรดี

โดยกบภูเขานั้นปัจจุบันเริ่มน้อยลงเพราะถูกชาวบ้านไร่ละมาทำเป็นเมนูอาหารกันเองในครอบครัวหรือนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้และล่าสุดนี้ก็มีชาวบ้านและทางด้านมูลนิธิกลัวว่าอาจจะสูญพันธุ์จึงมีการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกบคอนโดเพื่อให้ชาวบ้านเลี้ยงแทนอาหาร จากการไล่ล่า เอาไว้รับประทานอีกทั้งยังสามารถเสริมสร้างอาชีพเสริมให้กับตัวเองและครอบครัวได้อีกด้วย

ทางเลขาธิการมูลนิธินิธิพัฒนรักษ์ ได้มีการกล่าวถึงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงกบคอนโดจากยางรถยนต์ให้กับชาวบ้านชุมชน เวียคะดี้และพื้นที่ใกล้เคียง เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่สามารถทำได้ง่ายๆต้นทุนน้อยและมีกำไรงามและวิธีการคัดเลือกจากการขุดหลุมให้ลึกประมาณสักครึ่งเมตรมีขนาดกว้างยาวไม่เกินเท่ากับวงล้อจากนั้นก็ลองด้วยผ้ายางพลาสติกและนำยางรถยนต์เก่าเมื่อวานซ้อมกัน 3-4 ขวบขึ้นไปขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยงเสร็จแล้วก็ใส่น้ำลงไปเต็มหลุมจากนั้นก็นำลูกกบที่เตรียมไว้แต่ลงไป โดย 1 บ๋ฮ จะใส่ได้ประมาณ 30-40 ตัว

สำหรับการให้อาหารที่ใช้เลี้ยงนั้นก็จะใช้อาหารสำเร็จรูปเช่นอาหารไก่อาหารปลาหรือไม่ก็เป็นอาหารจากธรรมชาติต่างๆเช่นไส้เดือนเป็นต้นซึ่งช่วยสามารถลดต้นทุนในการใช้จ่ายได้เสร็จแล้วก็ตาข่ายหรือ สแลนปิดครอบยางรถยนต์ เพื่อการกระโดดออกมาและยังป้องกันศัตรูจำพวกงูเข้าไปกินอีกด้วยโดยระยะเวลาในการเลี้ยงนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 60 ถึง 90 วัน

ส่วนต้นทุนนั้นก็ใช้ไม่มากไม่รวมค่าอาหารก็ตกบ่อละไม่เกิน 200 ถึง 300 บาทโดยซื้อยางรถเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วเส้นละ 20 บาท 3 เส้นก็ 60 บาทค่ายางผืนละ 40-50 บาทส่วนลูกกบซื้อมาตัวละ 2-3 บาทสวนอาหาร ถ้าหากเลี้ยงไก่อยู่แล้วก็สามารถ นำอาหารไก่แบ่งมาให้ได้นะพอเลี้ยงไปได้ประมาณ 30 วันก็ให้คัดแยกลูกกบมาอีกบ่เลยให้เหลือลูกกบบ่อละ 15 ถึง 20 ตัวเพื่อจะได้มีขนาดตัวที่โตตามเท่าที่ต้องการ

ขายดีมาก ปาท่องโก๋สูตรเก่าแก่จากเมืองจีน ขายได้วันละหมื่น

ซึ่งถ้าหากพูดถึงอาหารให้ตอนเช้าหรือขนมหวานใครหลายๆคนก็มาถึงปาท่องโก๋ร้อนที่กินคู่กับน้ำเต้าหู้หรือโจ๊กในตอนเช้ากัน โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาที่ร้านปาท่องโก๋เสวยซึ่งเป็นร้านปาท่องโก๋เก่าแก่ที่เราอยากจะแนะนำโดยมีคุณ คุณธนกร เจริญพิมลกุล ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 เป็นเจ้าของร้านปัจจุบันในสาขาเยาวราชโดยตัวขาวก็ได้มีการเปิดเผยว่าที่ร้านปาท่องโก๋เสวยนี้ ก่อตั้งเมื่อประมาณปี 2519 หลังจากที่อากงอาม่าได้มาจากเมืองจีน และนำความรู้มาเปิดร้านขายปาท่องโก๋ อยู่ในบริเวณตรอกมะยม แถวๆบางลำพู

ซึ่งแต่เดิมชื่อร้านแห่งนี้คือร้านปาท่องโก๋โทษรุ่งเพราะทำการตั้งแต่เช้ามืดก่อนที่จะเปลี่ยนร้านชื่อร้านมาประมาณ 50 ปีก่อนโดยในสมัยก่อนย่านบางลำพู เป็นเขตพระราชวัง คนในวังมาซื้อกันเยอะ จึงเรียกกันติดปากว่าปาท่องโก๋ทรงเสวยแต่ในปัจจุบันเหลือเพียงแค่คำว่าปาท่องโก๋เสวยเท่านั้น

และเมนูที่ไม่ควรพลาดนะก็คือเมนูปลาท่องโก๋กับสังขยาปาท่องโก๋ที่นี่นั่นให้รสสัมผัสที่น่ากินเป็นอย่างมากกรอบนอกนุ่มในไม่เติมน้ำมันแป้งบางกรอบทานคู่กับสังขยาที่มีรสหวานกลมกล่อมเนื้อไม่เหลวเกินเกินไปบอกเลยว่าเข้ากันดี อย่างมากซึ่งเป็นเมนูที่เราอยากจะแนะนำแต่นอกจากเมนูนี้ก็ยังมีเมนูหลายๆอย่างที่ให้ทุกคนลองกินกันเพราะมีท็อปปิ้งหลากหลายไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต แยมสตอเบอรี่คาราเมล แยมส้มหรือนมข้น

โดยจุดเด่นของร้านแห่งนี้นั้นก็คือจะทำสดใหม่ในทุกๆวันและมีการโชว์นวดแป้งให้เห็นกันจะจะให้เห็นถึงความสะอาดและเปลี่ยนน้ำมันทอดวันละ 2 ครั้งและร้านแห่งนี้มีสูตรสังขยาในฉบับตัวเองโดยเฉพาะที่ไม่เหมือนกับคนอื่นจึงทำให้สังขยามีคุณภาพไม่เสียง่าย และด้วยความอร่อยอย่างนี้นี่เองจึงได้รับรางวัลมิชลินไกด์ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อนในปี 2018 และ 2019 ซึ่งถือเป็นการสร้างความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งให้กับทางร้านเป็นอย่างมากเพราะเราการันตีว่าร้านมีคุณภาพอย่างแน่นอน

และหลังจากที่ได้รับรางวัลนี้จากตอนที่จัดก่อนขายหมดประมาณ 01:00 นทุกวันนี้ 22:00 นก็เก็บร้านซึ่งในทุกๆวันสามารถสร้างรายได้ตกวันละเกือบหมื่นบาทเลยทีเดียวและหัวใจสำคัญในการขายดีมานานกว่า 5 ทศวรรษนี้ก็เพราะที่ร้านแห่งนี้นั้นเน้นเรื่องของความสะอาดเรื่องคุณภาพและวัตถุดิบที่ต้องจดใหม่และพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกค้านั่นเอง

และถ้าหากใครนั้นอยากจะลิ้มลองปาท่องโก๋ของพี่นี่นั้นบอกเลยว่าในตอนนี้มีการเปิดถึง 5 สาขาด้วยกันมีทั้งสาขาเทเวศน์สาขาพัฒนาการสาขาศาลเจ้าพ่อเสือสาขาบางลำพูซึ่งทุกคนนั้นสามารถลิ้มลองกันได้โดยร้านนั้นจะเปิดทุกวันเวลา 18:00 นจนถึง 24:00 น ลองดูกันเลย

จากมนุษย์เงินเดือน วันดีคืนดีถูกเลิกจ้าง หันมาทำเกษตร เพาะเห็ดรายได้หลักแสนต่อเดือน

โดยแน่นอนว่าทุกคนก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแต่ถ้าหากธุรกิจนั้นสามารถสร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดีคนหลายคนก็ยอมลาออกจากงานมาเพื่อทำอาชีพที่ตัวเองฝันหรือบางคนยังไม่มั่นใจก็จะหาเป็นงานรอเป็นอาทิตย์ที่ 2 เพื่อเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้กับครอบครัวแต่ถ้าหากตรงตามความเป็นจริงแล้วจะมีสักกี่คนที่สามารถทำได้หลายคนคิดหลายคนพูดแต่ไม่เคยลงมือทำก็มี

และในวันนี้เราจะพาทุกคนรู้จักสองสาวแบงค์ที่รู้จักการลงมือทำขยันขันแข็งจนสามารถทำกระท่อมเห็ดฟาร์มอยู่ในบริเวณย่านบางบัวทองโดยกระท่อมเห็ดฟางนี้จะสามารถทำงานเสริมสร้างเม็ดเงินเสริมให้กับพวกเธอได้โดย 2 คนนั้นมีชื่อว่า คุณนัยนา ยังเกิด – คุณจุ๊บ และ คุณกุ๊ก-ปรียนันท์ แสงดี โดยทั้งคู่นั้นเป็นพนักงานประจำแผนกประชาสัมพันธ์ของธนาคารแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงซึ่งทั้งคู่ได้ลงมือช่วยกันสร้างหรือกระท่อมเห็ดฟาร์ม

โดยย้อนไปเมื่อประมาณปี 2554 ซึ่งเป็นการเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มีคนและคนถูกเลิกจ้างและใครหลายคนก็กลัวที่จะโดยซองขาว และถึงแม้ตัวเธอนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความไม่มั่นคงเพราะรู้สึกว่าถ้าหากวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาจะทำอย่างไรจึงมองหาอาชีพเสริมสำรองเอาไว้และมีการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจหลายตัวไม่ว่าจะเป็นร้านเบเกอรี่ร้านอาหารร้านกาแฟและสปาแต่รู้สึกว่าร้านเหล่านี้นั้นมีอยู่ทั่วเต็มไปหมดทุกซอกทุกมุมของโลก

และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอนั้นหันมามองอาชีพที่เกี่ยวกับการทำเกษตรทั้งๆที่ตัวเธอไม่มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อนแต่มีคุณยายและคุณน้าที่อยู่เชียงใหม่ได้มีการแนะนำให้รู้จักการทำฟาร์มเห็ดและรู้สึกว่ามีความน่าสนใจสามารถเก็บขายได้ในทุกๆวัน อีกทั้งยังนำผลผลิตมาเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย โดยคุณจุ๊บได้มีการค้นหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตศึกษาหาข้อมูลต่างๆพอมีความรู้เข้าขั้นลึกซึ้งจึงได้พาตัวเองไปดูฟาร์มเห็ดแห่งหนึ่งในตัวเมืองพัทยาและมีการเจรจาซื้อก้อนเห็ดมาปลูกทดลองบริเวณรั้วบ้านประมาณ 10 ก้อนก่อน

โดยเธอนั้นก็ได้รับคำแนะนำและสามารถปลูกเห็ดได้จึงเกิดเป็นบันดาลใจให้กับตัวเองว่าจะต้องเดินหน้าศึกษาอย่างจริงจังจนกระทั่งทราบข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการเปิดอบรมหลักสูตรเฉพาะการเพาะเห็ดทุกชนิดให้กับประชาชนโดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเธอจึงเอาเวลาวันลาพักร้อนมาเข้าร่วมอบรมแบบในทันทีโดยสรุปแล้วเธอนั้นใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้ประมาณ 6 เดือนเศษจึงตัดสินใจลงทุนและชักชวนเพื่อนร่วมงานอย่างคุณกุ๊กลงมือทำด้วยโดยลงขันคนละ 400000 บาท

จากนั้นก็มีการพากันหาสถานที่เช่าที่ดินโดยได้ที่ดินย่านบางบัวทองประมาณ 300 ตารางวาและลงมือก่อสร้างกระท่อมเห็ดหลังใหญ่จำนวน 3 หลังบรรจุเห็ดหลังละ 500 ก้อนซึ่งประกอบไปด้วยเหตุ 3 สายพันธุ์ได้แก่ นางนวลฮังการี นางนวลชมพู และเห็ดเป๋าฮื้อ และนางฟ้าภูฐานซึ่งมีการจ้างแรงงานไว้ 1 คนด้วย

และหลังจากนั้นไม่นานเห็ดที่เธอปลุกอันนั้นก็ออกผลผลิตมาอย่างมากมายแต่ต้องเจอปัญหาใหม่ เธอไม่รู้ว่าผลผลิตที่ได้จะนำไปขายที่ไหนดี โดยเริ่มแรกก็มีการแนะนำตัวกับแม่ค้าตามตลาดต่างๆซึ่งก็ไม่มีใครสนใจเพราะทุกคนนั้นมีเจ้าประจำกันอยู่แล้วจากนั้นจึงตัดสินใจไปขอเช่าแผงขายจากตลาดบางบัวทองโดยเสียค่าใช้จ่ายวันละ 100 บาทเพื่อขายผลผลิตกระท่อมเห็ดฟาร์มโดยมีการนำหลักวิชา PR Marketing มาช่วยเหลือเต็มที่โดยมีการเริ่มจากนำมาบรรจุลงถุงพลาสติกให้ดูเก๋ไก๋น่ามองก่อนที่นำสติ๊กเกอร์แปะลงไปบอกถึงชื่อสายพันธุ์และสรรพคุณว่ามีอะไรบ้างซึ่งเป็นการให้ความรู้ให้กับทางผู้บริโภคโดยตรง

โดยวันแรกนั้นเธอลองเอาขายเพียงแค่ 50 ถุงแต่ปรากฏว่ามีผู้คนต่างเข้ามาซื้อกันอย่างมากมายจนของขายไม่พอถึงขั้นต้องโทรศัพท์บอกเด็กให้แพ็คเห็ดลงมาเพิ่มด่วนเพราะคนไทยไม่เคยเห็นเห็ดที่เก็บมาสดๆและยังเป็นช่อสวยซึ่งก็นำมาขายอีก 100 ถุงปรากฏว่าขายหมดภายใน 2 ชั่วโมงโดยในวันนั้นขายได้เงินจำนวน 2000 กว่าบาทและรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก

และในปัจจุบันนี้ตามแผงผักที่เคยปฏิเสธเธอก็วิ่งมาซื้อถึงหน้าฟาร์มด้วยตัวเองโดยในปัจจุบัน กิจการก็เติบโตตามลำดับและสามารถจำหน่ายเห็ดปลอดสารพิ-ษได้ 100% ทั้งสายพานดังกล่าวที่กล่าวมาแล้วและยังมีก้อนหินคุณภาพมีกระเช้าก้อนเห็ดเพื่อสุขภาพ และยังมีการเปิดศูนย์การเรียนรู้ให้กับชุมชนที่สนใจโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเปิดวิชาเพราะเหตุให้แก่บุคคลทั่วไปที่นำไปประกอบอาชีพได้

ปราชญ์ชาวบ้านผู้คิดค้นแนวคิด ‘เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น’ ทำเงินทั้งปี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับคุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิลพี่ตอนนี้มีอายุ Siri แล้วประมาณ 66 ปีและเขาเป็นถือเป็นหนึ่งชาวเกษตรกรต้น แบบ ที่ อาศัยอยู่ ใน ตำ บ ลช่ องไ ม้แก้วจังหวัดชุมพรโดยพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่น่า จะเป็นทุเรียนซึ่งมีมากกว่า 700 ต้นและเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก

และนอกจากทุเรียนที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนได้แล้วนั้นลุงนี้ก็ยังเป็นเกษตรผู้ที่คิดค้นเกษตรคอนโด 9 ชั้น จึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของคุณลุงนิดที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานและทฤษฎีใหม่โดยมีการใช้พื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆและพืชแซมพร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัวและนอกจากนี้ก็ยังมีการทำสวนแล้วก็ยังเป็นหนึ่งผู้ที่ดูแลธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรด้วย

โดยลุงนิล เผยว่าการทําเกษตรผสมผสาน 9 ชั้นนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าในแต่ก่อนเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานานและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและต้องมีรายได้และมีความเป็นอยู่และอยากรวยจึงมีความคิดที่จะสร้างรายได้เพิ่มด้วยการปลูกทุเรียน เพราะเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำโดยในช่วงแรกมีการลงทุนทุเรียนทั้งหมด 700 ต้นแต่ด้วยความที่ยลุงนิลนั้นยังขาดประสบการณ์ในการจัดสรรพื้นที่ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ปลูกต้นทุเรียนเกิดจากภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินติดตัวรวมทั้งหมด 2 ล้านบาทโดยเหตุการณ์วันนั้นก็สร้างความท้อแท้ให้กับยลุงนิลเป็นอย่างมาก จนคิดอยากตัดชี-วิ-ตเลยก็มี

แต่ในวันที่ 4 ธันวาคมในขณะที่เขากำลังท้อแท้เขาก็ได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในโทรทัศน์ซึ่งทำให้เขานั้นคิดได้น้ำตานองหน้าถึงกับก้มลงกราบพื้นและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน และพร้อมกับจุดประกายแห่งความหวังจนทำให้ลุงนิลมีสติและคิดว่าหากตนจาก และครอบครัวจะอยู่อย่างไรและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าด้วยหัวใจและความหวังจึงมีการเริ่มต้นการทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อดำเนินตามรอยเท้าพ่อ

โดยเกษตรคอนโด 9 ชั้นนั้นเป็นการผสมผสานโดยมีการเลี้ยงปลาเลี้ยงหมูเลี้ยง พืชคอนโดโดยมีการสร้างรายละเอียดดังนี้


ชั้ 1จะอยู่ในบริเวณด้านล่างสุดข อง พื้นจะทำบ่อเลี้ยงปลาและพืชผักต่างๆรวมถึง ผักที่สามารถอยู่ในน้ำได้เช่นผักกระเฉด ผักบุ้ง / ชั้น 2 ปลูกพืชคลุมดินจำพวกมันหอมหรือพืชตระกูลหัวต่างๆ / ชั้น 3 ปลูกพืชบ น หน้ า ดินประกอบไปด้วยอาหารพืชผักสวนครัว / ชั้น 4ปลูก ส้มจี๊ดเลยส้มจี๊ดสามารถเก็บขายได้ประมาณ 70 กิโลกรัมขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 20 ถึง 60 บาทซึ่งสามารถสร้างรายได้ประมาณ 2 0 0 0 บาทต่อวันเลยทีเดียว / ชั้น 5 ปลูกกล้ว ยเล็ บ มือนางจำนวน 1,000 พอสามารถสร้างร า ยได้ประมาณ 500 บาทต่อสัปดาห์ / ชั้น 6 ปลูก ทุเรียนพั นธุ์หมอ นทองจำนวนทั้งหมด 700 ต้นโดยราคาขายมีการขึ้นลงอยู่กับฤดูกาล / ชั้น 7 ปลู กพืช ที่เกาะเกี่ยว ต่างๆเช่นพริกไทยกระท้อนขนุนและมีการเ ก็ บ ผลผลิตหมุน เวียนทั้งปีสามารถสร้างรายได้ประมาณ 3 แสนบาทต่อปี / ชั้น 8 ธนาคารต้นไม้ป่าไม้ ยืน ต้นเป็น จำนว นทั้งหมด 1,300 ต้นเมื่อครบ 20 ปีต้น ไม้เหล่านี้จ ะมีมูลค่าประมาณ 100 บาทต้นโดยเป็ นการปลูกไว้ แบบให้ โตเองตามธรรมชาติ / ชั้นที่ 9 – ปลูกไม้ยางนาเพื่อถวายใ น ห ล ว ง

อดีตพระเอก “น้ำ รพีภัทร” กับชีวิตติดดิน เลี้ยงควาย เลี้ยงปลา สุขที่พอเพียง

โดยแน่นอนว่าคนนั้นจะคงจำพระเอกอย่างน้ำ รพีภัทร-เอกพันธ์กุล ได้เป็นอย่างดีแน่นอนว่าทุกคนนั้นมันจะนึกภาพของพระเอกที่จะต้องอยู่อย่างหรูหรากินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยแต่บอกเลยว่าตัวน้ำรพีภัทรนี้เขานั้นธรรมดาและติดดินสุดๆ โดยหลังจากที่เว้นว่างจากการทำงานตัวเขาก็จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านจังหวัดนครนายกพร้อมกับลูกอีก 2 คนได้แก่น้องโอเชี่ยน – น้องมารี และภรรยาสาวสวยคนเก่งอย่างคุณมินตรา

ด้วยถ้าหากใครได้ติดตามตัวขาวผ่านทางโลกโซเชียลก็จะเห็นภาพสวยงามธรรมชาติจากฟาร์มของเขามาให้แฟนๆได้เห็นกันอยู่บ่อยๆไม่ว่าจะเป็นภาพเล้าไก่คอกควายหรือกระชังปลาที่เลี้ยงเอาไว้อีกทางแต่ละแคปชั่นบอกถึงความเบิกบานใจสุขใจที่ได้อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้

โดยความของคุณน้ำรพีภัทรน้ำชื่อว่า รพีภัทร ฟาร์ม ไก่ชน เพราะได้มีการเ ลี้ ย งไก่ชนด้วย ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะใช้ชีวิตอย่า ง เ รี ย บ ง่ายแบบนี้จะ บ อ กเลยว่า มินตรา ภร ร ยาคนสวยคนเ ก่ งของคุณหนุ่ม นั้น โปรไฟล์ไม่ธรรมดาเลยจริงๆเพราะเธอนั้นเองจบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเคมีสาขาชีวเคมี คณะวิทย าศาสต ร์แล ะยังมีดี กรีเป็นนางงามเชียงใหม่ปี 2554 อีกทั้งยังได้ประกวดดัชชี่บอยเกิดปี 2009 และมีซิงเกิ้ลเพลงอย่างราบหรือเปล่าอีกด้วยอี กทั้ง ยังมีธุรกิจส่วนตัว และฐานะร่ำรวยเป็นอย่างมากแต่ก็ยังใช้ชีวิตติด ดินสุดๆ

และนี่ก็เรียกได้ว่าทั้งคู่นั้นก็สามารถใช้ชีวิตความเป็นอยู่ได้อยู่ในกรอบของความพอเพียงแสดงให้เห็นถึงความมานะเป็นอย่างมากบอกเลยว่าชีวิตอย่างนี้น่าอิจฉาไม่น้อยเลยจริงๆ

ชาวบ้านสุดเจ๋ง ประดิษฐ์รถไถมินิ คันจิ๋วแต่แจ๋ว ใช้งานได้เหมือนรถใหญ่

โดยวันนี้เราจะพาทุกคน มารู้จักกับเสี่ยกุ้งผู้ผลิตรถไถมินิโดยตัวขาวได้มีการเปิดเผยผลงานประดิษฐ์ชิ้นเอกของเขาซึ่งเรียกว่าเป็นชาวเกษตรกรคนเก่งคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธร โดยเขา มีการเปิดเผยว่า ….

ครอบครัวของเขานัดอาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธรมีการปลูกข่าเหลืองน้ำมันสำปะหลังเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวแต่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในการกำจัดหญ้าร่องมันสําปะหลังเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายแรงงานวันละ 300-400 บาททำให้เขาเกิดไอเดียที่จะพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบของรถไถมินิเพื่อช่วยให้การทำงานในไร่นาประหยัดต้นทุนในการจ้างค่าจ้างแรงงาน

ช่วยเขาได้มีการใช้เวลาในการพัฒนารถไถมินิประมาณ 2 ปีโดยมีการจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่เปลี่ยนทรายให้มีขนาดเล็กซึ่งมีขนาดน้อยน้ำหนักน้อยใช้งานง่ายและเมื่อต้นแบบเสร็จสมบูรณ์ก็สามารถทำงานได้ดีในสไตล์จิ๋วแต่แจ๋วอีกทั้งยังมีการนำไปทดลองในไร่นาของตัวเองเมื่อเพื่อนบ้านมาเห็นประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องจักรตัวนี้ก็สนใจสั่งซื้อเป็นอย่างมากมาย

และนอกจากนี้ผลงานเเละชื่อเสียงของรถไถมินิยังเข้าตาหน่วยงานราชการในท้องถิ่นโดยหน่วยงานราชการมีการชักชวนเสียกรุงให้อุปกรณ์รถไถไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเกษตรจังหวัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเป็นประธานในพิธีเปิดในปี 2559 ด้วยในยุคสมัยนี้ Social Network ถือว่าสำคัญและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆบ้านเขาจึงตัดสินใจโดยขยายตลาด จึงได้มีการสร้าง Facebook Fanpage ที่ชื่อว่ารถไถมินิเสี่ยกรุงราคา 16,000 โทร 0942547924 และระบบ YouTube จึงทำให้ชื่อเสียงของรถไถมินิดังอย่างวงกว้างในวงการเกษตรและมีผู้ที่สนใจสั่งซื้อกันเป็นจำนวนมากโดยถ้าหากลูกค้ารายใหม่จะต้องรอคิวประมาณ 1 เดือนก่อนจะมอบสินค้าได้

โดยกลไกของการทำงานนั้นก็ใช้โซ่และรถจักรยานยนต์นำมาดัดแปลงให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนที่โดยสามารถใช้พรวนดินได้เหมือนรถไถนาขนาดใหญ่และเหมาะสำหรับการพรวนดินในไร่มันสำปะหลังไร่อ้อยและข้าวโพดเป็นอย่างมาก และสามารถใช้งานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่และสุภาพสตรีเพราะมีขนาดเล็กน้ำหนักเบาสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายโดยราคาจำหน่าย ณ ตอนนี้ 16,000 บาท

โดยตัวเขาได้มีการบอกว่าตนกับลูกน้องสามารถทำรถไถนาเดินตามขนาดเล็กได้ประมาณ 2 คันลงทุนต่อคันประมาณ 3,000 บาทไม่รวมเครื่องยนต์ประกอบติดตั้งเครื่องยนต์แล้วราคาจำหน่ายอยู่ที่ราคาคันละ 16,000 บาท โดยในตอนนี้มีออเดอร์เฉลี่ยมาไม่ต่ำกว่า 50 คันโดยกลุ่มชาวเกษตรส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่ทำไร่สวนเพราะรถไถนามินั้นสามารถตอบสนองความต้องการในการไถดินพรวนดินในไร่มันสำปะหลังไร่อ้อยไร่ข้าวโพดได้เป็นอย่างดีและที่สำคัญมีน้ำหนักตัวเล็กและเบาเคลื่อนย้ายได้ง่ายเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย และด้วย Order ที่เข้ามาอย่างมากมายในปัจจุบันก็ต้องมีลูกน้องไม่ต่ำกว่า 4-5 คนมาช่วยในการสร้างรถไถมินิเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ของดี ‘หัวปลี’ สมุนไพรสมัยโบราณ ฝรั่งยังยอมรับในสรรพคุณ

โดยในปัจจุบันหัวปลีนั้นกลายเป็นสิ่งที่นิยมอย่างมากสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อผักเพราะว่าหัวปีนั้นมีรสชาติอร่อยและมีแคลอรี่ต่ำแถมยังมีสรรพคุณอย่างมากมายจึงทำให้กลายเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศจะมีราคาขายสูงถึงกิโลกรัมละ 1000 บาทเลยทีเดียว

โดยสรรพคุณของหัวปลีนั้นโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลตั้งแต่โบราณรุ่นปู่รุ่นทวดโดยจุดเด่นก็คือการบำรุงน้ำนมของแม่ลูกอ่อนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ช่วยแก้อาการร้อนใน ระยะทางจากหัวปลีกล้วยก็ยังสามารถรักษาแผลสดหรือทาในบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้ โดยในปัจจุบัน ก็ได้มีนักวิจัยยังพบอีกว่าหัวปลีนั้นยังมีคุณสมบัติในเรื่องของการบรรเทาอาการหวัดการรักษาโรคกระเพาะและยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลให้ช่วยในเรื่องของการแก้ไขโรคเบาหวานได้

โดยหัวปลีอุดมไปด้วย ใยอาหารและแมกนีเซียมซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญมีผลรักษาอาการซึมเศร้าโดยมีทั้งวิตามินซี / แคลเซียม / วิตามินบี / วิตามินเอ / ธาตุเหล็ก / ฟอสฟอรัสที่จะช่วยให้วิตามินสามารถเข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มที่และช่วยซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอของร่างกายทำให้ร่างกายแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

และนอกจากนี้ยังงมีสรรพคุณ ในเรื่องของการบำรุงฟันให้แข็งแรง และ ช่ว ยให้ ฟัน ขาว ส ะ อ า ด ย า บำรุงเลือดเพิ่ม ค ว า ม เปล่งปลั่งให้กับผิวดู มีเลือดฝาด ช่ ว ยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีและบำรุงลำไส้ ซึ่งมี คุณค่าทางสาร อ า ห า รใน 100 กรัม มีพลังงาน 26 แคลอรี่ โดยอย่างมากสำหรับคนที่ ต้ อ ง การลดน้ำหนัก

ปลูกหอมแบ่ง 40 วันตัดขายได้ รายได้ดี ปลดหนี้ได้ 20 ล้าน

โดยถ้าหากชาวเกษตรคนไหนนั้นกำลังมองหาช่องทางในการทำเกษตรแบบที่อยากได้ผลลัพธ์ไวๆไม่ต้องปลูกนานวันนี้เราก็อยากจะให้ทุกคนนั้นมาลองดูอีก 1 พืชที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือการปลูกต้นหอม หรือ หอมแบ่ง นั่นเอง โดยต้นหอมนี้บอกเลยว่าเป็นผักที่เรียกว่าขายดีและมีในทุกตลาดสดเพราะมันอยู่ในส่วนผสมของอาหารเมนูไทยแทบทุกอย่างจึงกลายเป็นผักที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้ในทุกๆวัน

ซึ่งจะสร้างรายได้ได้มากขนาดไหนนั้นเรามาดูเรื่องของคุณ โสภณวิชญ์ แซ่ลิ้ม หรือคุณวัน โดยคุณวันนั้นเป็นชาวเกษตรกรวัย 37 ปีอาศัยอยู่ที่ราชบุรีโดยตัวเขาแต่ก่อนนั้นเติบโตมาในครอบครัวที่ปลูก จนกระทั่งปี 2540 ก็เกิดวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจจึงไม่สามารถขายอ้อยได้เพราะโรงงานน้ำตาลปิดตัวลงจึงได้หันมาปลูกพืชผักสวนครัวแทนเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป

โดยพื้นที่การปลูกอ้อยของคุณวันนั้นอยู่ที่ประมาณ 500 ไร่โดยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในตอนนั้นคุณวัน เรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจึงยังไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือที่บ้านได้อย่างเต็มตัวจนกระทั่งเมื่อปี 2546 ก็ทราบว่า พ่อของเขานั้นเป็นหนี้ทั้งนอกและในระบบรวมกันทั้งหมด 20 ล้านในตั้งปณิธานในฐานะของลูกชายคนที่ 2 ของบ้านว่าจะต้องปลดหนี้ให้กับครอบครัวให้จงได้

โดยในช่วงที่เขาเรียนจบจาก เมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในสาขาวิชาการตลาด โดยเป็นหนุ่มจบใม่นั้นเขาก็ได้เลิกปฏิเสธการเดินตามรอยพ่อโดยการเกษตรและหันไปทำงานทางด้านประกั นและขายตรงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆแทน ซึ่งเขาก็กำลังไปได้ด้วยดีแต่ก็เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาต้องไปเป็น ชาวเกษตรกร จนถึงในปัจจุบันทุกวันนี้

โดยในตอนนั้นในขณะที่เขากำลังขายของอยู่ที่กรุงเทพฯก็ได้มีสายตรงจากพี่ชายว่าให้มาช่วยขายผักหน่อยเพราะพี่สะใภ้นั้นแพ้ท้องจึงทำให้เขาต้องเลิกงานการทำเป็นเซลล์และกลับไปยังราชบุรีและรับรู้ถึง 20 ที่บ้านจึงตั้งใจที่จะปลดหนี้ให้ที่บ้านและช่องทางในการหารายได้ของเขานั่นก็คือเลือกนำผลผลิตจากไร่โดยเฉพาะต้นหอมไปขายเพราะเป็นต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องไปเริ่มธุรกิจใหม่

โดยเขาได้มีการวางแผนอย่างเตรียมพร้อมในการวางแผนการตลาดที่ดีและมีการเข้ามาช่วยบริหารจัดการลักษณะไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางโดยมีการไปส่งขายที่ตลาดเองซึ่งในภายในปีแรกนั้นก็สามารถขายต้นหอมได้วันละ 3 ตัน พอเข้าสู่ปีที่ 3 ก็ขายได้เป็นวันละ 10 ตัน และเมื่อเข้าปีที่ 4 ก็ขายได้เกือบ 15 ตันต่อวันแต่ในปัจจุบันได้เหลือลดลงเพียงวันละ 9 ตันเพราะว่าปริมาณเยอะเกินไปจึงเกิดปัญหาการดูแลไม่ทั่วถึงและต้นหอมถูกขโมยบ้างเสียหายบ้างในบางครั้ง

ซึ่งในปัจจุบันในพื้นที่ในการปลูกต้นหอมของคุณวันเราราวๆ 300 ไร่นั้นก็มีเครือข่ายเกษตรบ้างเล็กน้อยมีการปลูกสลัดหมุนเวียนกับพืชผักสวนครัวอื่นๆโดยต้นหอม 1 ไร่จะให้ผลผลิตวันละ 2 ตันกว้างส่วนตลาดให้บันไดยี่ปั๊ว 9 ตันมีรายได้วันละ 10,000 บาทหรือตกเดือนละ 300000 บาทโดยเฉลี่ยได้ปีละ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยสำหรับราคาของต้นหอมนั้นก็จะมีขึ้นลงตามฤดูกาลและราคาตลาดโดยในหน้าร้อนต้นหอมจะมีราคาแพงกิโลกรัมละ 100-150 บาทแต่หน้าฝนก็จะถูกลงมาหน่อยอยู่ที่ประมาณ 50-60 บาทหน้าหนาวราคาต่ำกว่าจะตกประมาณ 5 บาท 10 บาทต่อกิโลกรัม

โดยขั้นตอนของการเก็บต้นหอมนั้นก็จะมีการจ้างแรงงานชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยกันเก็บต้นหอมและลำต้นหอมก่อนที่จะแยกมัดมัดละ 1 กิโลกรัมเพื่อนำส่งขายในตลาดสินค้าเกษตรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางรวมถึงมีการส่งออกต่างประเทศบ้านในลักษณะของตัวแทนจำหน่าย

โดยการปลูกหอมนี้สามารถทำให้เขาคนนี้สามารถปลดหนี้ภ่ายใน 4 ปีเท่านั้น ซึ่งเรียกได่้ว่าถ้าหากได้ศึกษาตลาดและได้มีการวางแผนอย่างจริงจัง ก็อาจสร้างกำไรเม็ดงามให้ผลผลิตของเราก็ว่าได้

ล าออกจากงาน กลับบ้ านม าทำเกษตร! ‘เหลือกิน-เหลือเก็บ-เหลือใช้’

ชีวิตมีความสุขนะสามารถสัมผัสได้ง่ายๆจากสิ่งที่เรารักโดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับลูกจ้างบริษัทที่มีการกลับมาในบ้านเกิดของตัวเองพลิกที่นา เพื่อทำเกษตรผสมผสาน จนสามารถ สร้างรายได้ไม่ขาดมือโดยเรื่องราวนี้จะเป็นเรื่องราวของคุณละออ ภูจวง ชาวเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามและเยี่ยมเป็นเกษตรรุ่นใหม่ที่ได้พยายามฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งและถือเป็นแบบอย่างให้กับชาวเกษตรกร

โดยคุณละอองได้มีการเปิดเผยให้ฟังว่าหลังจากที่ตัวเองนั้นได้สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี 2544 ก็ได้มีการเดินทางเข้ามาหางานที่หัวเมืองใหญ่และเริ่มทำงานในจังหวัดชลบุรีในแผนกวางแผนและควบคุมการผลิตในตำแหน่งพนักงานทั่วไปและทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสารรวมถึงธุรการทั่วไปจนทำงานได้ครบ 9 ปี

และในตลอดระยะเวลาในการทำงานนี้ก็สามารถเป็นไปได้ด้วยดีและความมุ่งมั่นตั้งใจจนกลายเป็นที่ยอมรับของนายจ้างและเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานในบริษัทและการทำงานจะไม่มีปัญหาอะไรแต่ก็มีปัญหาส่วนตัวในเรื่องของพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยชราและไม่มีคนดูแลเลยเกิดความเป็นห่วงและคิดจะกลับไปหางานทำที่บ้านไปหาอาชีพที่จะนำรายได้เพื่อมาคืนเจอคนในครอบครัวหลังจากที่ลาออกจากงานบริษัทแห่งนี้

ด้วยแนวคิดที่เริ่มต้นในการกลับบ้านเกิดนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงคนหนึ่งที่ได้มีการเล่าให้ฟังในเรื่องของการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการดำรงตนด้วยอยู่บนเส้นทางสายกลางหรืออยู่หนทางแห่งความพอเพียงและน้อมรับคำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเดินตามรอยของพ่อหลวงมาใช้จึงได้มีการเลือกศึกษาหาความรู้ตามหนังสือต่ออินเทอร์เน็ตและได้มีการบอกเล่าครอบครัวให้ฟังว่าอย่าทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะทำให้ครอบครัวนั้นได้อยู่กันแบบยั่งยืน

แต่แน่นอนในช่วงแรกครอบครัวนั้นไม่เห็นด้วยเพราะจะต้องมีการปรับพื้นที่ปรับพื้นที่นำมาขุดสระน้ำและทำให้เป็นสวน และจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนเยอะมากแต่ก็ไม่ละทิ้งแนวคิดที่จะทำเกษตรพอเพีย งแต่อย่างใดจึงมีการเริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกินรวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆและมีการปลูกพลู ปลูกกล้วยและอื่นๆ ที่สามารถกินได้เมื่อกี้เหลือก็นำไปขายให้กับชาวบ้านและชุมชนในใกล้เคียง

และในวันหนึ่งคุณลุงก็ได้มีการเล่าให้ฟังว่าจะมีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริเป็นจำนวน 5 คนซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีจึงได้มีการสมัครเข้าเป็นนักเรียนโครงการพระราชดำริและนำความรู้ที่ได้มาฝึกอบรมมาปรับใช้ในส่วนของตนเองจนทำให้พื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษมีการเริ่มขุดสระน้ำ 1 เริ่มปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆอีก 2 ไร่และมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อ 1 บ่อล่าสุดนี้มีขยายพื้นที่ปลูกออกเป็นทั้งหมด 4 ไร่ 52 ตารางวาโดยมีการปลูกพืชหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นกล้วย 120 กอ 20 สายพันธุ์ / ข่า 350 กอ / ต้นดอกขจรอีก 60 ต้น / มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น / ฮาฮิติ 2 ต้น / และยังมีมะม่วงขนุนมะขามหวานมะขามเปรี้ยวส้มโอรวมกันทั้งหมดเป็น 25 ต้น / พลู 200 ต้น / และนอกจากนี้ยังมีผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นผักสลัดชนะหอมและพืชผักสวนครัวซึ่งส่วนนี้จะมาแจกจ่ายไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง / และยังมีการเลี้ยงปลา 2 2 บ่อ เลี้ยงหมูหลุม และเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองอีก 50 ตัว / ทำนาอีก 8 ไนร่

และนอกจากนี้ยังมีการเปิดนวัตกรรมนำมาใช้ในไร่นาคือการคิดค้นการต่อพ่วงข้างรถไถเดินตามประโยชน์คือสามารถลดต้นทุนในการผลิตไม่จำเป็นต้องตั้งบทบาทไร่ละ 250 บาทลดต้นทุนในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ละ 40 บาทประหยัดเวลาในการใช้รถไถเดินตามได้ถึง 4-5 ไร่ต่อวัน ได้อย่างสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืชอีกด้วยและยังสามารถนำปุ๋ยสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในความได้อีกด้วยจึงทำให้มีผลผลิตได้อย่างมากมายและสามารถสร้างรายได้ 600-700 บาทต่อวันจึงทำให้มีรายได้อย่างน้อย 15000-20000 บาท / เดือน ซึ่งเป็นชีวิตที่มีรายได้อย่างยั่งยืนและไม่จำเป็นต้องซื้ออะไร

และนี่ก็คือความสำเร็จของคุณละอองที่ได้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงการทำเกษตรเกษตรแบบสวนผสมจึงทำให้สามารถมีรายได้หลายทาง และนอกจากนี้ยังเป็นเกษตรตัวอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจจนสามารถประสบความสำเร็จและอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างทุกวันนี้

ปลูกไว้สักต้น ใบเล็บครุฑลังกา รักษ์โลกใช้แทนจาน ลดพลาสติก

โดยในวันนี้เราก็ จะพาทุกคนนั้น มาลองดูวัสดุที่สามารถใช้ในเรื่องของการลดโลกร้อนได้อย่างต้นเล็บครุฑศรีลังกา ซึ่งใครๆก็ปลูกกันถือว่าเป็นไม้ประดับนิยมชนิดหนึ่งที่เอาไว้จัดสวนแต่บอกเลยว่าต้นนี้นั้นยังสามารถนำมาทำประโยชน์น้ำมาใส่ภาชนะแทนการใส่จานเซรามิคหรือกล่องโฟมได้เป็นอย่างดีและนำมาใช้การทำอาหารแทนใบตองอย่างห่อหมกได้หรือใบยอได้ด้วยเช่นกัน

โดยได้มีคุณนัน นัยนันท์ อาบสุวรรณ์ อายุ 42 ปี และคุณมณทิรา บุญวาที อายุ 39 ปี ทั้งสองนั้นเป็นเจ้าของสวนปลูกต้นเล็บครุฑศรีลังกาในจังหวัดตราดโดยทั้งคู่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยทั้งสองได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เกี่ยวกับการเกษตรมาประกอบอาชีพมาทำสวนต้นเล็บครุฑศรีลังกาจัดจำหน่ายทั่วประเทศ

โดยหลังจากที่เธอเรียนจบก็ยึดอาชีพการทำเกษตรมาโดยตลอดและเปิดร้านขายดอกไม้ประดับจนกระทั่งปัจจุบันได้มีการเพาะต้นพันธุ์เล็บครุฑศรีลังกาขาย เพราะมีลูกค้าหลายคนต่างเข้ามาถามว่ามีต้นไม้ชนิดนี้ขายหรือไม่ จึงได้มีการหามาปลูกเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า

โดยการปลูกต้นเล็บครุฑศรีลังกานั้นเริ่มเตรียมจากการ ดินปักชำ สามารถใช้ดินผสมที่มีวางจำหน่ายทั่วไปได้ จากนั้นก็ทำการรดน้ำให้ใช้ไม้ปักไม่ให้กิ่งช้ำกดให้แน่นพอประมาณเลือกไม่กลิ่นกิ่งโยก โดยการขยายพันธุ์นั้นสามารถทำได้ง่ายๆแต่ถ้าปลูกเพื่อนำใบเป็นภาชนะจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะต้องขึ้นอยู่กับแสงน้ำและความชื้นโดยต้นไม้ชนิดนี้ชอบดินร่วนคนตายถ้าปลูกในป่าทึบจะไม่ค่อยโตไปจะไม่แปลเป็นถ้วยควรปลูกในใต้ร่มไม้ใหญ่แดดรำไรจะได้ใบสีเขียวสดมันเป็นรูปทรงถ้วย

และด้วยลักษณะใบที่โค้งงอเป็นหลุมคล้ายกับกล้วยเล็กๆจึงมีผู้คนต่างสนใจนำไปใส่อาหารแห้งอย่างของทอดขนมหวานไทยอาหารจำพวกผัดแห้งต่างกันอย่างมากมายซึ่งจะช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการค้าขายและยังสามารถใช้แทนจานพลาสติกซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดีลดขยะและง่ายต่อการย่อยสลายเป็นการอนุรักษ์ให้ต้นไม้ไม่สูญพันธุ์อ้อมๆอีกด้วย

นอกจากนี้ไปของมันยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆสามารถสกัดมาใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอมและนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านความสวยความงามได้ด้วยเช่นกัน และนอกจากนี้ตัวใบของมันยังให้รู้สึกรสเผ็ดร้อนเมื่อนำมาต้มดื่มแก้อาการปวดหัวและแก้อาการเมื่อยตามร่างกายได้อีกด้วย

โดยในทางนี้ทางศูนย์นั้นยังจัดจำหน่ายกิ่งเปล่าและต้นไม้พร้อมปลูกให้กับผู้ที่สนใจผ่านทาง facebook เล็บครุฑลังกา โดยมีการจัดส่งทั่วประเทศไม่มีวันหยุดเลยอย่างมากสำหรับมือใหม่ไม่ต้องกังวลเพราะทางร้านพร้อมให้คำแนะนำทุกขั้นตอน

ปฏิทินปลูกผัก ปลูกได้ทั้งปี มีผักกินทุกวัน มือใหม่ก็ทำได้

โดยในวันนี้เราเอาอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยซึ่งนั่นก็คือปฏิทินปลูกผัก โดยปฏิทินนี้เป็นผลงานจากคุณ ลูกยาง-วีรพล วงษ์เทวัญ อายุ 29 ปี ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยรังสิตที่จบจากปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยตัวเขานั้นได้รังสรรค์ผลงานออกมาอย่างมากมายเพื่อลดโลกร้อนและมีการออกแบบแนวสินค้าแนว Eco Design ออกมามากมายเพื่อผลิตสินค้ารักษ์โลกโดยผลิตวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติภายใต้ชื่อแบรนด์ว่าลูกยาง

โดยแต่เดิมตัวข่าวณเดชอาการออกแบบมีอย่างเดียวเมื่อเข้าสู่วงการนักออกแบบเต็มตัวก็เพราะว่าตัวเองนั้นอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองจึงมีการเรียนบริหารเพิ่มเติมและนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาจนกลายเป็นธุรกิจของตัวเองพร้อมกับเป็นที่ปรึกษาทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยไอเดียสินค้าแต่ละชนิดนั้น ก็เริ่มมาจากการสังเกตและมองหาวัสดุใกล้ตัวคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากนั้นก็นำมาทดลองถ้าไม่ดีก็ทำไหมถ้าทำดีก็ผลิตออกมาเป็นสินค้า

อย่างเช่นปฏิทินปลูกผักถือว่าเป็นอรรถรสที่เพิ่มประโยชน์ในปฏิทินโดยจุดเด่นของปฏิทิน นี้คือมีการบรรจุผลัดทั้ง 12 ชนิด 12 ซองตามจำนวนเดือนทั้งหมด 1 ปีและวิธีการปลูกอย่างเช่นฤดูร้อนก็จะมีการให้ปลูกพริกขี้หนู ต้นหอม คะน้า กวางตุ้ง เพราะสามารถทนแรงได้และฤดูฝนปลูก กะเ พรา มะเขื อเทศ ขึ้น ฉ่าย ผัก กาด เพราะเป็นพืชที่ชอบความชุ่มชื้น ส่วนในฤดูหนาวก็ปลูก กะหล่ำดอก กะห ล่ำปลี ผัก ก า ดห อ ม ผัก ชี ซึ่งเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น

โดยนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่ได้ตอบสนองต่อคนในยุคปัจจุบันอีกทั้งยังสามารถสร้างประโยคและสร้างเม็ดเงินเรียกมากโดยปฏิทินปลูกผักนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากกับไอเดียแนวคิดในการออกแบบ โดยการปลูกผักตามแต่ละฤดูนั้นสามารถปลูกได้โดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมีในการเร่งการเจริญเติบโต โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

ฤดูร้อน

เป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวการปลูกผักช่วงนี้ควรจะให้ความสำคัญกับการลดน้ำเป็นพิเศษและเลือกชนิดของผักที่เหมาะสมจึงจะสามารถลอดใต้และต้องเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็นจะสามารถแก้อาการร้อนในในร่างกายของคนเราเช่นแต งกวา/บวบ/ฟั ก/ผักก าดขาว/ผักกาดฮ่องเต้/และผักเลื้อยทั่วไป

ฤดูฝน

เป็นช่วงฤดูที่มีสภาวะความชื้นสูงไม่สามารถควบคุมน้ำได้จะทำให้ผักนั้นเกิดความเน่าเสียฉะนั้นผักในฤดูนี้ค่อนข้างมีราคาที่สูงและช้ำง่ายโดยส่วนใหญ่ผักที่เหมาะกับการปลูกนั้นก็จะมี ผักปลัง ดอกข จร ตำ ลึง ผักกู ด โสน/ขี้เหล็ก/ ผักบุ้ง/ กวางตุ้ง/ คะ น้า/ ถั่วฝัก ยาว/ มะเขือ/

ฤดูหนาว

เรียกได้ว่าเป็นนาทีทองของผักตลาดต่างๆรวมถึงผักประเภทหัว ไม่ว่าจะเป็นแครอทหรือชนิดผลอย่าง ดอ กแค/สะเดา/กุยช่าย/หอ มแบ่ง/ผักชี/ขึ้นฉ่าย

ถาดไข่ใช้แล้วอย่าทิ้ง ใช้ปลูกต้นหอม ปลูกง่าย โตไว ใช้พื้นที่น้อย

วันนี้เราก็จะพาทุกคนมาลองปลูกหอมแดงในถาดไข่กันซึ่งสามารถปลูกได้ง่ายๆเอาไว้รับประทานกินเองที่บ้านอีกทั้งยังสามารถประหยัดเนื้อที่อีกด้วยเพราะถาดไข่นั้นมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีโดยนำมาซ้ำกันอย่างน้อย 5 ใบจะทำให้สามารถปลูกต้นหอมแดงได้เป็นอย่างดี

วัสดุอุปกรณ์

+ถาดไข่กระดาษ

+หอมแดง

+ปุ๋ยน้ำ

การปลูก

1.เตรียมถาดไข่ที่ไม่ได้ใช้แล้วมาประมาณ 5 ชิ้นมาซ้อนกัน 5 ชั้น

2.เตรียมหอมแดงมาตัดหัวออกเล็กน้อยเพื่อให้ลากออกมาได้ง่ายๆประมาณ 15 ถึง 30 หัว

3.วางหอมแดงลงไปในถาดหลุมหลุมละหัว

4.ทำการรดน้ำเช้าเย็นโดยน้ำที่ลดอาจจะผสมปุ๋ยลงไปเพื่อเสริมการเจริญเติบโต

และนี่ก็คือวิธีการปลูกหอมแดงแบบง่ายๆที่ใครๆนั้นก็สามารถทำได้ อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ก็ยังหาง่ายไม่ต้องดูแลมากมาย เพียงแค่นี้คุณก็จะมีหอมแดงที่ไว้รับประทานกันเองในบ้าน โดยที่คุณนั้นไม่จำเป็นต้องไปซื้อที่ไหนเผลอถ้าหากให้ลองทำก็อาจจะสร้างเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วยลองดูกันเลย

‘พญาแร้งให้น้ำ’ สูบน้ำได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่ใช้ไฟฟ้า กับภูมิปัญญาแบบบ้าน ๆ

ชาวเกษตรคนไทยสำหรับใครหลายๆคนคงกำลังประสบปัญหากับการขาดแคลนไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือนและกิจกรรมทางภาคการเกษตรซึ่งบางท้องถิ่นนั้นก็ห่างไกลจากแหล่งชลประทานจึงไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการดูแลเพาะปลูกโดยในวันนี้เราก็จะมานำเสนอการผลิตพลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานทางเลือกให้กับชาวเกษตรกรทำให้ชาวเกษตรกรนั้นสามารถหาช่องทางในการพึ่งพาดูแลตัวเองได้หลากหลายรูปแบบโดยเลือกจากการผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ดินกันก่อน

โดยแบตเตอรี่ดินที่ว่านี้เป็นแบตเตอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วกว่า 2000 ปีโดยครั้งแรกพบในนครแบกแดดประเทศอิรัก โดยใช้เป็นไหดิน มีท่อทองแดงล้อมแท่งเหล็กอยู่ภายในหายสันนิษฐานว่าอิเล็กโทรไลต์เป็นกรดจากธรรมชาติเช่น น้ำผลไม้ หรือน้ำส้มสายชู

และการทำแบตเตอรี่ดินนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆและใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้จริงๆเพียงแค่นำขวดน้ำขนาดเล็กมาตัดขึ้นและเอาแผ่นสังกะสีใส่ลงไปให้พอดีกับขวดจากนั้นก็เติมให้เต็มแล้วเติมน้ำส้มสายชูลงไป 2-3 หยดรวมถึงน้ำเปล่า จากนั้นก็ปั่นแห้งทองแดงขนาดเล็กลงไปในดินต่อขั้วกระแสตรงเข้ากับหลอดไฟไฟก็จะสว่างขึ้นซึ่งกระบะดิน 4 ใบจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1 โวลต์สามารถให้แสงสว่างในห้องน้ำทางเดินหรือสวนหย่อมได้ฐานหลอดไฟ LED สว่างสูงสุดหรือหากต้องการมากกว่านี้ก็สามารถเพิ่มจำนวนของกระบะดึงไฟฟ้าได้มากขึ้น

ผันน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

ซึ่งมีชาวเกษตรไม่น้อยกำลังประสบปัญหากับภาวะแห้งแล้งในยามหน้าแล้งและมีใครหลายคนก็ไม่สามารถหาน้ำมาทดแทนได้โดยในวันนี้ก็มีเทคนิคดีดีจากชาวบ้าน กาบอัก อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อใช้สำหรับการทำปัญหาภัยแล้ง โดยชาวบ้านนั้นได้มีการนำงบประมาณดังกล่าวก่อสร้างระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีการดึงน้ำจากลำน้ำชีซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนมาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรพร้อมขุดวางท่อส่งน้ำจากลงสู่ไปยังพื้นที่การเกษตรบ้านหัวช้างโดยใช้ระยะทางทั้งหมด 700 60 เมตรและมีการขุดลอกคลองส่งน้ำสาธารณะเพื่อขยายพื้นที่ในการส่งน้ำกว้างประมาณ 1 เมตรและลึกประมาณ 1 เมตรรวมระยะทาง 920 เมตร

โดยมีการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ค่าวัสดุจำนวนทั้งหมด 684,812 บาท ค่าแรงงาน 307,400 บาท จ้างแรงงานในชุมชน 103 คน ในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์พร้อมจำนวนทั้งหมด 28 แผลขนาด 300 วัตต์และชุดอินเวอร์เตอร์ปั๊มขนาด 5.5 แรงและปั๊มน้ำหอยโข่งขนาด 3 แรงม้า 2 เครื่องโดยประสิทธิภาพของแผงโซล่าเซลล์สามารถให้ไฟทั้งหมดประมาณ 8,400 วัตต์ โดยสามารถจ่ายไฟให้กับเครื่องสูบน้ำทำงานได้แม้กระทั่งแสงแดดอ่อนหากแดดจะสามารถสูบน้ำได้มากสุดถึง 100,000 ลิตร/วัน

โดยโครงการสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้เป็นอย่างดีและระยะยาวอีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของผลผลิตของชาวเกษตรกรในพื้นที่ได้ดีด้วยจากเดิมได้ผลผลิตไม่เกิน 350 กิโลกรัมต่อไร่ก็เพิ่มมาเป็น 490 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งชาวเกษตรยังสามารถพัฒนาระบบการผลิตข้าวเข้าสู่มาตรฐานจีเอพี และในขณะเดียวกันยังเพิ่มศักยภาพในการผลิตพืชหลังนาได้ด้วยเช่นกันและสามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวเกษตรกรช่วยลดปัญหาการว่างงานลดการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นแรงงานในช่วงหน้าแล้งได้อีกด้วย

พญาแร้งให้น้ํา

โดยพญาแร้งให้น้ํานั้นสามารถใช้สูตรน้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยที่คุณในไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าโดยมีการใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่มาจากธรรมชาติและใช้แรงโน้มถ่วงในการปั๊มน้ำแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโดยสามารถปั๊มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 24 ชั่วโมงและไม่จำเป็นต้องเสียค่าไฟแม้แต่บาทเดียว

โดยพญาแร้งให้น้ําถือเป็นนวัตกรรมที่ดีโดยการทำให้ถังบรรจุน้ำอยู่ด้านบนขอบสระเป็นสูญญากาศ คอยดูดน้ําจากที่ต่ําขึ้นมาที่ถังและปล่อยออกในแนวระดับที่ต่ำกว่าถังและใช้ระบบท่อที่มีขนาดพอเหมาะสมเพื่อในการไหลของน้ำไม่เสียสมดุลในระบบสุญญากาศภายในถังซึ่งพญาแร้งให้น้ําถือเป็นประโยชน์อย่างมากกับชาวเกษตรกรเพราะสามารถสูบน้ำได้ทั้งวันทั้งคืนมีราคาต่ำเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงหรือพื้นที่ที่ต้องการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและสามารถตั้งได้ในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านอีกด้วย

ด้วยอุปกรณ์นั้นก็จะมีถังน้ำบรรจุน้ำ 200 ลิตรท่อ PVC ดูดน้ำ 6 หุน 4 หุน 1 นิ้วและ 2 นิ้ว / ท่อพีวีซีส่งน้ำ 2 นิ้วและ 1 นิ้ว 6 หุนและ 4 หุน/ ท่อพักอากาศระหว่างทาง / ฟุตวาล์วหัวกระโหลก / ข้องอ / ท่อเหล็ก /กาว / เทปพันเกลียว / ฐานวาง / วาล์วปิดเปิด / วาล์วเติมน้ำ / วาล์วลม / และวาล์วปลายสาย

ขั้นตอนการติดตั้งเครื่องพญาแร้งให้น้ำ

ขั้นตอนที่1 เจาะถังสำหรับต่อวาล์วเติมน้ำเพื่อเชื่อมข้องอ

ขั้นตอนที่2 เชื่อมข้องอเหล็กเข้ากับขอบด้านล่างของก้นถังโดยข้องอจะต้องต่อกับท่อเหล็กยาวอย่างน้อยประมาณ 15 cm ให้ลึกลงไปภายในถัง

ขั้นตอนที่3 จากนั้นก็วางถังบนฐานและต่อท่อดูดและวาล์วเติมน้ำลงไปที่ปลายของท่อดูดจากนั้นก็ต่อ ฟุตวาล์ว ที่ทำหน้าที่ ป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับมาโดยปลายท่อดูดควรจะจมอยู่ในน้ำลึก ประมาณ 15 cm และถูกกับแกลลอนไว้ที่ปลายท่อสูตรเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อดูดน้ำควรมีขนาด 6 หุนยาวประมาณ 3 เมตรจึงจะเหมาะกับถังน้ำขนาด 200 ลิตรมากที่สุดและปรับแต่งสปริงของฟุตวาล์ววลดลงเหลือครึ่งนึง

ขั้นตอนที่4 ต่อวาล์วลมที่รูระบายอากาศด้านบนของถังขนาดท่อ 6 หุนต่อท่อส่งน้ำขนาด 2 นิ้วด้านบนของถัง

ขั้นตอนที่5 ทำการเดินท่อส่งน้ำไปยังแปลงปลูกผักโดยท่อส่งน้ำในช่วงแรกจะมีขนาดประมาณ 2 นิ้วอย่างน้อย 15 เมตรและทุกๆ 50 เมตร จะต้องต่อท่อพักลมเอาไว้ด้วย

ขั้นตอนที่6 เมื่อมีระยะทางไกลมากขึ้นควรลดขนาดท่อส่งให้เหลือ 1 นิ้วเพื่อรีดน้ำให้ไหลแรงหรือเล็กลงเรื่อยๆเพื่อทำให้น้ำเต็มท่อ

ขั้นตอนที่7 ทำการต่อวาล์วเปิดปิดที่ปลายสายใช้งาน

ขั้นตอนการใช้งาน

ทำการเปิดวาล์วลมและเปิดวาล์วเติมน้ำ ปิดวาล์วปลายสาย ด้วยการเติมน้ำให้เต็มถังจากนั้นสังเกตว่าถังรั่วหรือไม่ถ้าหากไม่รั่วเมื่อเติมน้ำเต็มถังน้ำจะไม่ลดลงจะนิ่งอยู่อย่างนั้นหากถังรั่วหรือส่วนใดส่วนหนึ่งรั่วน้ำจะค่อยๆลดลงเราจะต้องแก้ปัญหารอยรั่วให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อไม่พบปัญหาก็ทำการปิดวาล์วลมวาล์วเติมน้ำ ปิดวาล์วปลายสายค่อยๆ ให้น้ำใสๆไหลออกมาไม่เปิดแรงมากนักโดยน้ำตาไหลออกมาระยะหนึ่งแล้วหยุดไหลออกมาหลังจากนั้นก็ปิดวาล์วที่ปลายสายและเติมอากาศเข้าไป โดยการเอามือปิดที่ปลายวาล์วเติมน้ำแล้ว เปิดวาล์วเติมน้ำพญาแร้ง

เลี้ยงแพะ ใช้พื้นที่เพียง1งาน ทำรายได้หลักแสน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับเกษตรกรที่สามารถเสริมสร้างอาชีพให้กับตัวเองเพิ่มรายได้สามารถเลี้ยงตัวได้วันนี้เราก็จะพาทุกคนไปรู้จักกับคุณอรรถพล สุขใส อยู่ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นหนึ่งชาวเกษตรกรที่ใช้เวลาว่างจากการค้าขายมาทำอาชีพเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะโดยใช้พื้นที่เลี้ยงไม่มากเน็ตให้แพะอยู่ในบริเวณที่จัดเลี้ยงเพราะมีการหาอาหารแบบลดต้นทุนจึงทำให้การเลี้ยงแพะสามารถทำรายได้ให้เป็นอย่างดี

โดยอาชีพที่คุณอรรถพลทำอยู่ในปัจจุบันเป็นการเปิดร้านค้าขายของแต่ในเรื่องของการทำปศุสัตว์และเกิดจากความชื่นชอบของตัวเองจึงมีโอกาสได้มาเลี้ยงแพะในพื้นที่ว่างที่มีอยู่ โดยในตอนแรกปล่อยให้เดินหาอาหารกินเองแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จจากนั้นความคิดที่จะหาเลี้ยงวิธีแบบใหม่คือการให้พระอยู่ในบริเวณที่จัดเตรียมไว้หรือเรียกว่าระบบยืนโรงใช้พื้นที่น้อยแต่การเรียกนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

โดยจากระยะเวลาทั้งหมดนั้นเขาก็สามารถทำได้ด้วยความชอบที่อยากจะเลี้ยงแพะจึงสามารถสร้างเป็นงานรายได้เสริมที่ทำเม็ดเงินให้เขามานานกว่า 10 ปีโดยในเรื่องของสายพันธุ์นั้นก็จะใช้สายพันธุ์บอร์ที่มีอายุประมาณ 4 เดือน มาเลี้ยงภายในโรงเรือนขนาดโรงเรือนในก็จะมีการจัดดูตามความเหมาะสมกับปริมาณแพะโดยนำผลกำไรที่ได้มาขยายเพิ่มขนาดโรงเรือนแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป

แล้วเมื่อเลี้ยงลูกหแพะได้ประมาณ 4-5 เดือนหากต้องการขายก็สามารถขายได้ในทันทีแต่ถ้าหากบางตัวมีลักษณะที่ดี ก็จะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อตัวแทนต่อไป ส่วนเรื่องของการป้องกันโรคก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์มาคอยให้บริการในเรื่องของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุกๆ 6 เดือน

และจากประสบการณ์ที่เลี้ยงแพะของคุณอรรถพลนั้นก็บอกว่าในเรื่องของการตั้งท้องของลูกค้าในแต่ละพันธุ์แม่พันธุ์เฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ปีจะให้ลูกค้าประมาณ 3 ข้อต่อแม่ 1 ตัวถ้าหากมีการตั้งท้องที่มากกว่านี้จะทำให้แม่พันธุ์ทรุดโทรมนะไม่สมบูรณ์

โดยคุณอรรถพลบอกว่าตั้งแต่เลี้ยงมานั้นยังไม่มีสักครั้งที่ต้องกดยอมแพ้ไปขายให้กับลูกค้ามีแต่ลูกค้าเข้ามาซื้อสิ่งที่โดยมีเท่าไหร่ก็รับซื้อหมดซึ่งแพะส่วนใหญ่ส่วนใหญ่นั้น จะแน่นไปทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์โดยถ้าหากใครสนใจที่อยากจะเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมก็สามารถติดต่อไปได้ที่คุณอรรถพลได้เพราะคุณอรรถพลได้แนะนำไว้ว่าการเลี้ยงแพะ ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะเหมือนหลายๆที่ทำกัน ให้มีพื้นที่ว่างก็สามารถเลี้ยงได้ซึ่งเขาเองใช้พื้นที่เลี้ยงแพะประมาณ 1 งานเท่านั้น และสามารถเลี้ยงแพะได้ถึง 50 60 ตัวถ้าหากมีการปรับตัวแนวความคิด มีใจรักที่จะทำมีความ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลอย่างแน่นอนถ้าใครสนใจก็สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (080) 022-7849

ของจริง ไม่มีโม้! ‘ดร เกริก’ บอกวิธีทำเกษตร อย่างไร ทำเงิน 20,000 บาทต่อวัน

วันนี้เราจะพาทุกคนมาพบกับดร.เกริก มีมุ่งกิจ ปรัชญาเกษตรผู้ที่ร่ำรวยในเรื่องของความสุข โดยเราไปอยู่แนวคิดว่าเขาทำได้อย่างไรที่จะมีความสุขโดยเขาได้เริ่มเล่าว่าเริ่มแรกที่มาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้เขาก็ได้มีการปลูกต้นไม้เห็นว่าทางหลวงเออและชาวบ้านเลยได้มีการตัดแต่งกิ่งต้นไม้กองไว้ข้างถนนอย่างมากมายจึงมีการเก็บสิ่งเหล่านั้นมาทำเป็นทหารขึ้นเพื่อทำกลั่นน้ำส้มควันไม้โดยในตอนนี้ก็ได้มีน้ำส้มควันไม้มาเพื่อใช้ในการเกษตรและฐานเอาไว้เป็นพลังงานทดแทนจากนั้นก็มีการนำออกไปกวาดเศษใบไม้มากองรวมกันเพื่อทำเป็นปุ๋ยจากเศษใบไม้จากนั้นก็นำไปเพาะพันธุ์ไม้เมล็ดสีดำตกบ่ายๆก็เล่น Facebook บ้างเพื่อความบันเทิงในแต่ละวัน

โดยตัวเขาได้เล่าถึงอดีตของตัวเองว่าตัวเขาเป็นเด็กต่างจังหวัดเกิดในจังหวัดปราจีนบุรีพ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนาและตัวเขาก็ชื่นชอบในการทำเกษตรมาตั้งแต่เด็กแต่ก็มีฐานะยากจนซึ่งพ่อแม่นั้นอยากจะให้เรียนหนังสือมีวิชาความรู้โดยมีชุดนักเรียนเพียงแค่ชุดเดียวในการใส่ไปเรียนหนังสือโดยในทุกๆวันหลังจากที่กลับมาจากเรียนหนังสือก็ต้องซักตากทุกวัน โดยเริ่มเรียนที่โรงเรียนเทวรักษ์โคกวัดโดยเป็นโรงเรียนคาทอลิกจากนั้นก็ได้ย้ายไปที่โรงเรียนประชาสงเคราะห์หัวไผ่ที่จังหวัดชลบุรีและต่อด้วยที่โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชาจังหวัดชลบุรีก่อนที่จะจบโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาจังหวัดชลบุรีโดยในตอนนั้นเขาสามารถสอบชิงทุนได้

โดยเคล็ดลับของการเรียนอ่านหนังสือนั้นก็คือคำนวณหนังสือและอ่านเฉลี่ยในทุกๆวันเขานั้นบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่งแต่ที่เรียนดีในสมัยก่อนเพราะในสมัยนั้นเรียนง่ายตำราที่ใช้ก็ชัดเจนไม่ได้มากมายเหมือนสมัยนี้แต่ในตอนมต้นเขานั้นเคยเป็นคนที่เรียนแย่มาก่อนตกแล้วตกติดเป็นว่าเล่นเพราะเขานั้นไม่ชอบเรียนและไม่เคยวางเป้าหมายในชีวิตของตัวเองแต่ก็มาถึงจุดนึงที่คิดว่าตัวเองจะต้องเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

โดยในสมัยนั้น 1 วิชามีเพียงแค่หนังสือ 1 เล่มต่อเทอมเท่านั้นและหนังสือ 1 เล่มก็จะมีประมาณ 100 หน้าโดยเขาก็จะมาคำนวณว่า 1 วิชาโรงเรียนกี่ชั่วโมงเดือนกี่สัปดาห์สมมุติว่า 1 วิชาเรียน 100 วันจำนวนหน้าหนังสือหารด้วยจำนวนวันที่เรียนตัวเลขที่ได้ออกมาหมายถึงวันที่เท่านั้นจะต้องอ่านหนังสือวันต่อวันนั้นเองและเขาใช้วิธีนี้กับทุกๆวิชาอ่านหนังสือในทุกๆวันอ่านไม่เข้าใจก็อ่านใหม่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้าใจถ้าไม่เข้าใจจริงๆก็จะขีดเส้นไว้รอถามอาจารย์

และหลังจากที่เขาเรียนจบชั้นม 6 สอบได้เรียนต่อที่มศวบางแสนหรือมหาวิทยาลัยบูรพาโดยในตอนนั้นเรียนจบในระดับชั้นปริญญาตรี 4 By เอกอังกฤษเป็นภาษาไทยและนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ปริญญาโทเขาเรียนจบคณะบริหารการศึกษาและปริญญาเอกที่ฟิลิปปินส์สาขาวนเกษตร

สาเหตุที่เขาเลือกเรียนวนเกษตรนั่นก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้เพราะเป็นวิชาที่เขาชื่นชอบและเลือกที่จะเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์เพราะประเทศไทยเรานั้นไม่มีขณะนี้ประกอบกับบรรยากาศที่ประเทศฟิลิปปินส์ในมีความคล้ายคลึงกับประเทศไทยมากในเรื่องของต้นไม้จึงได้มีความสนใจและอีกอย่างได้สัมผัสการเรียนรู้ที่แปลกใหม่เขาจะเลือกเรียนที่นั่นและหลังจากที่เขาเรียนจบมาจากต่างประเทศเขาก็ได้เลือกอาชีพในการเป็นพ่อพิมพ์ของชาติด้วยการเป็นครูสอนวิชาทางด้านภาษาอังกฤษในจังหวัดฉะเชิงเทราจากนั้นก็เริ่มสอนในหลายๆโรงเรียนแต่แล้วก็เจอคู่แข่งได้ก็คือเจ้าของภาษาซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาจอดในเมืองไทยจึงหันมาสอนในวิชาภาษาไทยแทนโดยเป็นอาจารย์พิเศษในมศวบางแสนบ้างในขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพนายหน้าที่ดินไปด้วยขายได้เป็นกอบเป็นกำรายได้เยอะๆนับร้อยล้าน

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ขาดทุนจนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิตหายไปเกือบหมดจากคนที่เคยเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆในศรีราชากลายเป็นยาจกเพียงแค่ข้ามคืนโดยในตอนนั้นเขารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่ตกลงมาสู่ในจุดที่ใครไม่หมดตัวก็ไม่รู้แต่เขาเลือกที่จะสู้ต่อไปและนั่นก็ทำให้เขานั้นเปลี่ยนทัศนคติคิดว่าเงินความโลภนั้นไม่เคยให้ความสุขที่แท้จริงเขาจึงได้หาวิธีการคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มเงินได้และสามารถมีความสุขกับมันได้

และเขาก็เลือกที่จะเป็นเกษตรกรหลังจากที่ผ่าชีวิตอันดับ 2 อันโหดร้ายก็ไม่จุดสมดุลก็มานั่งคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดีในบั้นปลายชีวิตของตัวเองจึงเลือกใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงและกลับไปทำเกษตรเพราะตัวเขาคิดว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคงไม่ต้องแย่งใครไม่ต้องแข่งขันที่สำคัญเป็นอาชีพที่ชอบมาตั้งแต่เด็กโดยใช้เวลา 3 ปีในการ 9 ตัวเองมันเป็นเกษตรแบบเต็มตัว

โดยกล่าวนั้นได้มีการวางแผนในการทำเกษตรอยู่ 4 ระยะนั่นก็คือระยะสั้นระยะกลางและระยะยาวและระยะถาวรโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ระยะสั้น คือการวางแผนแบบเดินต่อเติมบ้านในแต่ละเดือนนั้นเขาจะทำอะไรบ้างซึ่งสิ่งที่จะทำให้เขาน่าจะสามารถเก็บหารายได้จากการเก็บกิ่งไม้ที่ตัดแต่งจากสวนลำไยหรือสูงเนาะทิ้งขว้างเอาไว้มาทำให้เกิดประโยชน์โดยนำมาเผาถ่านและผลิตน้ำส้มควันไม้

`

ระยะกลาง ช้ระยะเวลา 1 ถึง 3 ปีในการวางแผนโดยใช้เวลาว่างจากการเผาถ่านผลิตน้ำส้มควันไม้มาปลูกต้นไม้กวาดใบไม้ตัดหญ้าที่มีอยู่ในพื้นที่นำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์เพราะต้นกล้าเพื่อเตรียมไว้ปลูกในคราวต่อไปและยังมีการปลูกพืชผักสวนครัวอีกด้วย

ระยะยาวตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไปเขาจะเริ่มมีความปลูกต้นไม้หลากหลายมากยิ่งขึ้นมีการเลี้ยงสัตว์และผลิตอาหารสัตว์เข้ามา

ระยะยาวคือระยะ 15 ปีขึ้นไปคือเป็นระยะที่ยาไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานมีการนำไม้มาดัดแปลงมาแปรรูปมีการทำเฟอร์นิเจอร์นำมาสร้างบ้านจะมีการเก็บต้นไม้ใหญ่ที่มีราคาแพงอีกทั้งยังมีการปลูกพริกไทยติดกับต้นไม้ใหญ่ไว้ทุกต้นเพื่อสามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้

“`

นอกจากนี้เขานั้นยังมีการเปิดให้กับคนที่ต้องการเข้ามาศึกษาดูงานโดยสามารถเข้ามาศึกษาได้ โดยให้วันละ 200 แต่ต้องทำจริง ซึ่งมีใครหลายๆคนก็ยอมบางคนมาฝึกงานเอาเต็นท์มานอนถ้ำกลางธรรมชาติเลยก็มีโดย มีที่นอนฟรี wifi ฟรีข้าวสารฟรีต้องหุงเองมีอาหารฟรีปลาฟรีจากธรรมชาติ 4 สามารถปลูกกินเองได้โดยระยะเวลาในการเรียนนั้นจะมีเวลาประมาณ 1 เดือนต่อ 1 วิชา 5 วิชาก็คือ 1 การเผาถ่าน 2 การทำดินจากใบไม้และหญ้า 3 การทำปุ๋ย 4. ปลูกต้นกล้า ปและ 5 คือการทำนา นี้คือหลักสูตรสำหรับคนที่สนใจอยากจะมาเรียนกับเขาหรือถ้าหากใครสนใจวิชาไหนโดยเฉพาะก็สามารถเจาะจงได้ด้วยเช่นกัน

น่าไปเที่ยว! เปิดสวนเกษตรผสมผสาน ‘บ้านปันสุข’ กับบรรยากาศ นอนกางมุ้ง จุดเตาถ่าน อาบน้ำโอ่ง

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวกันที่บ้านปั้นสุขเพชรบุรีรมย์ กันโดยสถานที่แห่งนี้นั้นมีพลิกพื้นที่สวนเก่าร้างให้กลายเป็นส่วนผสมผสานมีการปลูกพืชผักสวนครัวเลี้ยงไก่ปลูกผลไม้ทำเกษตรแบบผสมผสานแบบครบวงจรอีกทั้งยังมีการเปิดเป็นโฮมสเตย์เล็กๆให้กับผู้ที่มาสนใจเข้ามาพักผ่อนและได้เรียนรู้วิถีชีวิตในการทำเกษตรกรรมได้แบบง่ายๆ

โดยเจ้าของ โฮมStay นี้มีชื่อว่าคุณโอ๊ต โดยคุณโอ๊ตนั้นได้มีการกล่าวว่าตนนั้นได้ ทำได้ทุกอย่างนั้นเริ่มต้นจาก 0 โดยการปลูกต้นไม้ที่ละต้นห่างไป 4 ปีต้นไม้เจริญเติบโตเห็นความสวยงามและความร่มรื่นต่อมาก็นำเป็ดไก่มาเลี้ยงตอนแรกก็คิดเพียงแค่ว่าจะเลี้ยงไว้เพื่อรับประทานเองแต่ก็ขยายใหญ่จนกระทั่งมีผลผลิตออกมาขายและขยายออกไปได้เรื่อยๆ

ต่อมาก็พัฒนามีบ่อปลามีแปลงผักมีผลไม้หลากหลายชนิดจนกลายเป็นเกษตรผสมผสานแบบครบวงจรโดยกว่าจะมีอย่างทุกวันนี้นั้นก็ต้องลงทุนลงแรงเสียไปเยอะเพื่อให้เป็นรูปร่างแต่เมื่อเห็นถึงความสวยงามก็รู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาทันทีจนกระทั่งตัวเขานั้นเกิดไอเดียที่จะหารายได้เพิ่มเติมโดยการเปิดเป็นโอมStay สไตล์บ้านๆเพื่อให้ทุกคนนั้นได้เข้ามาสัมผัสชีวิตแบบเรียบง่าย

โดยมีการแบ่งพื้นที่ส่วนที่พักให้กลายเป็นบ้านนอนได้จากข้างหลังละ 700 บาทแบบที่ 2 นอนได้ 2 ท่านหลังละ 300 บาทโดย Concept ของที่นี่นั่นก็คือใครที่มาพักจะต้องช่วยเหลือตัวเองและใช้ชีวิตแบบที่เรียบง่ายที่สุดเพราะต้องจุดเตาถ่านทำอาหารเองกางมุ้งเองอาบน้ำจากอกมีไว้ให้แต่ก็มีห้องน้ำทำแยกออกจากตัวบ้านและถ้าหากใครนั้นอยากทานไข่เป็ดไข่ไก่ก็สามารถไปเก็บสดๆได้เลยสำหรับผักที่ปลูกไว้รอบๆโฮม Stay ก็สามารถเก็บมานำประกอบอาหารได้ด้วยเช่นกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย แต่ก็ต้องทำตัวให้เหมือนอยู่บ้านของตัวเองจะต้องปลูกผักรดน้ำพรวนดินกว่าและทำความสะอาดบ้านตามแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนก็ได้

โดยหากใครสนใจก็สามารถมาได้ที่บ้านปันสุขเพชรบุรีรมย์อยู่ที่ในจังหวัดเพชรบุรี เขตอำเภอเมือง ตำบลช่องสะแกสามารถโทรไปติดต่อได้ที่เบอร์ 087 446 66 โดยห่างจากตัวเมืองไม่เกิน 10 นาที

ทำงานด้วยใจ ทุ่มเทเท่าไหร่ ไม่เหลือเก็บ กลับบ้านเลี้ยงเป็ด มีเงินเก็บเหลือกินเหลือใช้

ภายในวันนี้เราจะพาทุกคนรู้จักกับน้องบูมอยู่นาย ณัฐรท ที่มีอายุ 29 ปี เรียนจบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพคณะนิติศาสตร์และหลังจากที่เขาเรียนจบและก็ได้เข้าทำงานที่โฆษณาแห่งหนึ่งมีการทำหน้าที่ตัดต่อขาและโฆษณาก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานกลับไปเป็นเกษตรกรอิสระที่บ้านเกิดของตัวเองรับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาทเป็นประจำ

โดยงานประมาณนี้นัดกับการมีชีวิตอยู่กรุงเทพฯนั้นแถมยังต้องเช่าบ้านเช่าข้าวก็ต้องซื้อไหนจะต้องจ่ายค่าเดินทางจึงไม่ค่อยพอใช้หลังจากที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯมีกี่ปีก็มีการตัดสินใจที่กลับมาในบ้านเกิดไปเริ่มต้นงานในด้านเกษตรมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และทำเกษตรภาพเที่ยงธรรมการปลูกพืชสวนครัวในแบบฉบับของตัวเอง

ด้วยการที่เขาตัดสินใจอย่างนี้นะนั่นก็ฟังเพราะว่าเขามีใจรักทางด้านการเกษตรเป็นอย่างมากและสารภาพว่าแค่ได้เพียงเห็นพวกไม้ทุ่งหญ้าเห็น สัตว์ต่างๆก็ทำให้เขามีความสุขแล้วเขาจึงตัดสินใจใช้ที่ดินมรดกที่มีแล้วกว่า 4 ไร่ในอำเภอบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรีในการเปิดเป็นสวนเกษตรของตัวเอง โดยที่ดินแห่งนี้เป็นที่ดินตาบอด ก็ได้มีการขอทางเข้าออกจากที่ดินใกล้เคียงเดิมเคยเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งมาก่อนแต่ตอนที่เขาบอกพ่อกับแม่ว่ากลับมาทำงานเกษตรที่บ้านนั้นทุกคนยังไม่เห็นด้วย กลับมีพี่ชายของเขาเท่านั้นที่เห็นด้วย

โดยพี่ชายของเขาได้ตั้งชื่อฟาร์มแห่งนี้ว่าฟาร์มนี้พี่รักโดยการบุกเบิกปานนั้นเขาเลิกจากการนำเต็นท์ไปนอนและขอน้ำไฟจากบ้านข้างๆใช้เงินที่มีอยู่บ้างยืมมาจากพ่อแม่บ้างจ้างควรให้เปลี่ยนสภาพที่ดินที่จะเคยเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งมาเป็นบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็กและยกร่องสวนเพื่อปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมยังลงมะพร้าวอีกประมาณ 120 ต้นและตอนนี้อีกไม่เกิน 3 ปีก็จะได้ผลผลิตที่ไว้ขายได้

นอกจากนี้เขายังมีการทําเล้าไก่แบบง่ายๆเลี้ยงไก่อยู่ 80 ตัวนะเป็ดอีก 180 ตัวโดยเลี้ยงแบบอิสระให้ไก่เขี่ยหาอาหารกินเองซึ่งเป็นวิธีที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันอีกทั้งยังได้ขายที่มีคุณภาพสูงอีกด้วยและเมื่อมีคนมาซื้อแต่ก็จะได้ขายส่วนมากกว่าที่อื่นอีกครั้งที่มีการเก็บขายแบบวันต่อวันจึงทำให้มีคนเข้ามาซื้อกันอย่างมากมาย

โดยรายได้หลักๆ ส่วนใหญ่ของเขาอยู่ที่เพียงแค่หมื่นกว่าบาทเท่านั้นแต่ก็อยู่ได้แค่ไม่ต้องใช้เพราะเขามีทุกอย่างมีส่วนไว้ให้กินอยู่แล้วไม่ต้องไปซื้อตะไคร้มีทั้งปลามีทั้งเป็ดมีทั้งไก่และประหยัดค่าอาหารสัตว์ได้โดยการตะเวนหา ตักแหนมาให้พวกมันได้กิน บางวันก็จับกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ ในคลองซึ่งอยู่ใกล้ๆ มาให้พวกมันกิน

แล้วหลังจากที่เขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้เขาก็เปลี่ยนจากเต็นท์นอนมาเป็นบ้านไม้สำเร็จรูปและช่วงกลางคืน สามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุขพอได้ยินเสียงกบเขียดร้อนมีหิ่งห้อยในบางฤดูด้วยเขาได้บอกว่า การที่เขามาเปลี่ยนอาชีพเป็นชาวเกษตรแบบนี้มีแต่เพื่อนนัดตากอิจฉาและมีเพื่อนรุ่นเดียวกันมาเข้าเยี่ยมบ่อยๆและทุกคนนั้นก็ต่างมีความคิดเห็นเดียวกันว่าอยากจะมีชีวิตกับเขามากหรือไม่ต้องมีรายได้มากมายแต่ก็มีสิ่งที่กินได้อยู่ในทุกๆวันซึ่งถ้าหากมะพร้าวน้ำหอมน่าจะสามารถสร้างรายได้ก็คงทราบเงินได้อย่างมหาศาลน้ำมะพร้าวน้ำหอมนั้นสามารถขายได้ในราคาแพง

ถ้าหากใครต้องการข้อมูลหรืออยากจะทำแบบเขาก็สามารถติดต่อไปที่เบอร์โทร 089 785 076 1 หรือสามารถสั่งซื้อไข่อารมณ์ดีของเขามากินได้ด้วยเช่นกัน

แบ่งปัน! เลี้ยงปลาซิว แบบชิลล์ ๆ ตัวจิ๋วรายได้แจ๋ว

ปลาซิวเป็นปลาชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาแปรรูปอาหารได้อย่างหลากหลายมากมาย จึงทำให้มีผู้คนต่างๆเข้ามาสนใจการเลี้ยงปลาที่เป็นอย่างมากมาย แต่บอกเลยว่าวิธีการเลี้ยงนั้นไม่ได้ยากอย่างที่ใครคิด อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะอีกด้วย โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการเลี้ยงปลาซิวแบบที่มีพื้นที่น้อยก็สามารถเลี้ยงได้กันโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

ขั้นตอนการเลี้ยง

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมบอกด้วยการขุดบ่อให้มีขนาดประมาณ 2 คูณ 4 เมตรมีความลึกประมาณ 1 เมตร

ขั้นตอนที่ 2 ใส่น้ำเข้าไปในบ่อให้สูงประมาณ 80 cm แล้วนำหยวกกล้วยลงไปแช่น้ำเพื่อดูดซับกลิ่นปูนกลิ่นสารเคมีออกไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำปลาซิวมาปล่อยในป่าประมาณ 10 กิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 4 เลี้ยงปลาซิวด้วยรำอ่อนตัวให้อาหารเพียงแค่วันละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 5 ระบบการถ่ายน้ำก็สามารถทำได้โดยการเปิดก๊อกน้ำใส่บ่อและเปิดจุกระบายน้ำออกที่ก้นบ่อทำการถ่ายน้ำปีละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 สามารถปรับปรุงสภาพน้ำด้วยน้ำหมักฮอร์โมนแม่ 1/2 ลิตรต่อ 1 เดือน

ขั้นตอนที่ 7 อาหารที่ไว้สำหรับเลี้ยงปลาซิวนะสามารถนำปลวกมาสับเลี้ยงปลาได้และเลี้ยงไปประมาณซัก 2-3 เดือนก็สามารถนำออกมาขายได้โดยสามารถขายตามท้องตลาดได้ที่กิโลกรัมละ 100 บาท

สูตรน้ำหมักฮอร์โมนแม่

ส่วนผสม

ยอดผักบุ้งหน่อไม้หน่อกล้วยรวมกันประมาณ 10 กิโลกรัม / กากน้ำตาล 10 ลิตร / ฟอสเฟต 10กิโลกรัม / รำละเอียดประมาณ 2.5 กิโลกรัม / เกลือ 2 ขีด / หัวเชื้อ 1 ลิตร / น้ำ 70 ลิตร

ขั้นตอนการทำ

เอายอดผักบุ้งหน่อไม้แล้วหน่อกล้วยมาสะสมดวงกันจากนั้นเอกับน้ำตาและฟอสเฟตรำละเอียดเกลือในอัตราส่วนติดต่อ 10:10:2.5:2ตามลำดับจากนั้นก็ใส่น้ำเพิ่มอีก 70 ลิตรตามลงไปคนให้เข้ากันและเทหัวเชื้อตามลงไป ทำหารหมักทิ้งไว้ 15 วันก็สามารถนำไปใช้งานได้

ดังทั่วโลก! ‘ไผ่ยักษ์เมืองน่าน’ ปลูกได้ทั่วประเทศ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาขมไผ่ยักษ์ของเมืองน่านของดีที่ใครหลายๆคนอาจจะไม่เคยรู้จักกันเพราะนี้ถือเป็นของดีเมืองน่าน โดยไผ่ยักษ์นั้นถือเป็นพืซมหัศจรรย์ จนสามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายเป็นกิอบเป็นกำกันเลยทีเดียว โดยเจ้าของไผ่ยักษ์รายนี้เป็นชาวเหษตรรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า นายธูป นาคเสน วัย 37 ปี

โดยหน่อไม้ที่นี้นั้นมีศูนย์กลางประมาณ 14 นิ้ว โดยสถานที่แห่งนี้มีคนรักไผ่จากทั่วโลกเข้ามาแวะเวียนกันอย่างมากมาย เพราะเห็นได้เลยว่าไผ่ที่นี้นั้น ใหญ่จริง!!! นอกจากนี้ไผ่นั้นสามารถทำเฟอร์นิเจอรืได้อีกด้วย สามารถสร้างรายได้เพิ่มอีกหลายพันบาทเชียวนะ

อีกทั้งต้นไผ่นี้นั้นยังมาสามารถปลูกได้ง่ายไม่อย่างอย่างที่คิด อีกทั้งยังทนแล้อีกด้วย โดยปลูกเพียงแค่ปีแรกสามารถเก็บหน่อไม้ที่มีรสชาติได้มาขายโดนขายได้ใน กก. ละ 50 บาท และหากรอประมาณ 3-5 ปี ก็สามารถนำไปทำฟอนิเจอร์ได้ หรือ สามารภขายหน่อได้ ต้นละ 400 บาทปีๆ หนึ่งสามารถสร้างรายได้เกือบล้านเลยทีเดียว

โดยในปัจจุบันนั้นสามารถขายต้นพันธุ์ไปได้กว่าแล้วประมาณ 1 แสนต้น โดยลูกค้าส่วนใหญ่นั้นจะเป็นชาวเกษตรกร จากทั่วประเทศ ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่าไผ่ชนิดนี้สามารถปลูกได้ทั่วทั้งประเทศ แต่อาจจะไม่ใหญ่เท่าที่กับการปลูกบนดอย เพราะที่นีเปลูกไผ่ใหญ่ที่สุดประมาณ 16-18 นิ้ว

โดยใน เดือนๆนึง ก็สามารถสร้างรายได้ จากการจำหน่ายต้นไผ่ยักษ์ นั้นก็ได้ประมาณ เดือนละ 10 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยามารถตดต้นขายได้ประมาณ 3 ปี หากต้นใหญ่ประมาณ 14-16 นิ้ว นั้น ขายได้ราคาต้นละ 4,000 บาท เลยทีเดียว เพราะต้นไผ่นี้ ก็สามารถนำไปสร้างรายได้ในการนำไปทำฟอนิเจอร์เพราะเป็นไม้เนื้อหนา และเป็นที่ต้องการทั้งใน และต่างประเทศ และต้องการในหลายๆประเทศอีกด้วย แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของลูกค้าเป็นอย่างมาก

โดยราคาฟอนิเจอร์ จากต้นม้ไผ่นั้นสามารถสร้างรายได้ได้ดี กว่า ไม้ไผ่ธรรมดาเป็นอย่างมาก เช่น ชุดเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ โต๊ะกลาง ทำจากไม้ไผ่ยักษ์ ราคาประมาณ 3-4 หมื่นบาท แต่ถ้าหากเป็น แบบธรรมดาจะราคาเพียงแค่ 4-6 พันบาทเท่าั้นเอง

สำหรับหน่อ ที่เอาไปจายนั้นก็จะมีการปล่อยในหน่อโต ถึงขนาดประมาณ 20-30 กก. โดย นน.ใหญ่สุดอยู๋ที่ประมาณ 50-60 กก. โดยลูกค้าส่วนใหญ่ สามาพนำไปทำหน่อไม้ดองได้ รสชาติหวานอร่อยกว่า จนทำให้หน่อไม้ยักษ์ปนะมาณ 50 บาทต่อกก.เท่านั้น

โดยใน 1 ไร้นั้นจะมีการลุงทุนขั้นแรกโดยจะใช้ต้นกล้าประมาณ 64 ต้นผ่านไป ประมาณ เพียงแค่ 3 ปี ก็สามารถตัดขายได้ โดยมีรายได้ต่อไร่ ประมาณ 3-4 หมื่นบาท เลยทีเดีบง โดยในปัจจุบันนี้นายธูป มีต้นไผ่แล้วถึง 700 ไร่ เลยทีเดียวและสามารถส่งยอดธุรกิจ นี้ไปยันลูกหลานเลยก็ว่าได่ ….โดยภ้าหากใครสนใจแล้วนั้นสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ เบอร์โทร 08-0120-4709 กันได้เลยจ้า

สำเร็จครั้งแรก! ม.แม่โจ้ เพาะ ‘เห็ดเผาะ’ ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องเผาป่า ดอกใหญ่ รสชาติดี

ในไปกับใครล่าสุดนี้ก็ได้มีดร.เรืองชัย จูวัฒนสำราญ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตรพร้อมคณะและครีมศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรมเห็ดปาดแม่โจ้ได้มีการดำเนินผลงานในโครงการ เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่น ที่อาคารรัตนโกสินทร์ 200 ปีในมหาวิทยาลัยแม่โจ้

โดยโครงการนี้เป็นโครงการของศูนย์วิจัยและพัฒนาวรรณกรรมเหตุของแม่โจ้ในการทำวิจัยและทดลองจนสามารถเพาะเห็ดเผาะได้เป็นที่สำเร็จจึงได้เห็กที่มีเที่มีคุณภาพ และมีรสชาติดี ขนาดใหญ่กว่าตามธรรมชาติและมีการพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้กับชาวเกษตรกรและคนในชุมชนสร้างรายได้ต่อไปและช่วยในเรื่องของการลดการเผาลดฝุ่นควันส่งเสริมการดูแลรักษาไปอีกด้วยเป็นการสร้างทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน

และนอกจากนี้ยังมีการนำเชื้อเห็ดต่างๆใส่เพิ่มเข้าไปจึงสามารถเก็บเห็ดได้มากถึง 7 เดือนโดยใน 1 ปีสามารถสร้างรายได้กับชาวบ้านอย่างมากมายโดยโครงการดังกล่าวนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงสภาหอการค้าเชียงใหม่และกลุ่มผู้เพาะเห็ดได้มีการร่วมการทดลองและวิจัยเพาะเห็ดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเห็ดเผาะหรือเห็ดป่าชนิดต่างๆโดยเป็นการค้นพบครั้งใหม่ในตอนนี้กำลังอยู่ขั้นตอนการสกัด DNA เพื่อตรวจสอบว่าจะเพาะเห็ดชนิดใหม่นี้ได้หรือไม่และในทางนี้การเพาะเห็ดป่านั้นถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเห็ดป่าไม้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเผาทำลายเพราะเป็นการสร้างหมอกควันและทำลายเส้นใยจึงทำให้เห็ดป่าน้อยลงอีกด้วย

โดยการเพาะเห็ดป่านั้นจะต้องนำเห็ดไปตากจากนั้นก็นับระยะสปอร์หรือเชื้อเอดส์และนำไปปั่นกับน้ำก่อนที่จะทิ้งไว้ 1 คืนจากนั้นก็นำเชื้อเห็ดไปใส่กับรากไม้ตระกูลยางเพื่อให้ใช้เหตุและเจริญเติบโตและสามารถทำให้ชาวบ้านสามารถเก็บเห็ดไว้ขายหรือกินได้เกือบตลอดทั้งปีโดยนอกจากนี้การเพาะเห็ดป่ายังมีข้อดีในการเพิ่มเส้นใยของเห็ดเพาะเพราะจะไปเกาะอยู่ที่ปลายรากและทำให้การย่อยอาหารประเภท ฟอสฟอรัส ดีมากยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคต่างๆไม่ให้มาทำลายรากของต้นไม้และยังอาศัยพลังงานเอนไซม์จากพืชด้วยเช่นกัน

โดยคุณสมบัติของเหตุผลนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงผิวพรรณสมานแผลเรียนมีสารต้านเชื้อแบคทีเรียและสารพิษ ช่วยยับยั้งเนื้อร้ายและต้านเซลล์มะเร็งและมีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวเซลล์ที่ผิวทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เหตุนั้นยังช่วยลดอาการบวมลดอาการผิวหนังอักเสบและกระตุ้นหลังเอนไซม์ช่วยทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถช่วยลดรักษาอาการเบาหวานได้เป็นอย่างดีและมีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูแขนป่วยจากโรคเบาหวานช่วยฆ่าเชื้อโรคแก้ไข้แก้หวัดแก้อาการร้อนในบรรเทาอาการคันตามผิวหนังป้องกันวัณโรคต่างๆ และยังช่วยสมานแผลแก้อาการแพ้อักเสบช่วยห้ามเลือดทำให้เลือดหยุดไหลและยังมีวิตามินซีเกลือแร่ทำให้มีการช่วยในเรื่องของพลังงานบำรุงผิวพรรณให้สดใส และยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายรักษาแผลพกช้ำในร่างกายและบำรุงเซลล์ต่างๆภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

ซึ่งเห็ดเผาะนั้นจะถูกนำมานิยมทำเป็นอาหารและมีรสชาติอร่อยกรุบกรุบๆเคี้ยวเพลินโดยคนไทยนิยมนำมาทำเมนูต้มยำแกง ซึ่งเห็ดชนิดนี้นำไปทำอะไรก็จะรู้สึกอร่อยไปเสียหมดจึงไม่แปลกที่มีผู้คนนั้นยอมทุ่มเงินซื้อเห็ดนี้มารับประทาน กันอย่างมากมาย

สุดเจ๋ง ประดิษฐ์ ‘รถไถนามินิ’ ช่วยลดต้นทุน ใช้งานได้จริงเหมือนรถใหญ่

วันนี้เราจะเอาอีก 1 บทความดีๆมาฝากชาวเกษตรกันโดยเราจะไปพบกับเสียกรุงผู้ที่ประดิษฐ์รถไถมินิและอาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธรนอกจากการผลิตรถไถมินิแล้วนั้นเขาจะมีการปลูกข่าเหลืองและมันสำปะหลังเพื่อในการหารายได้เข้าครอบครัว และเดิมทีเสียค่าแรงงานในการกำจัดหญ้าในร่องมันสําปะหลังวันละ 3-4 ร้อยบาทจึงเกิดไอเดียที่จะพัฒนารถไถมินิเพื่อช่วยงานในไร่และสามารถประหยัดต้นทุนในการจ้างแรงงานได้

เสี่ยกรุง จึงใช้เวลาในการพัฒนารถไถมินิประมาณ 2 ปี โดยจำลองรูปแบบมาจากรถไถขนาดใหญ่ปรับปรุงให้กลายเป็นรถไถขนาดเล็กที่สามารถทำงานได้จริงในสไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว พอทำแล้วเพื่อนบ้านเห็นก็เกิดความประทับใจอยากจะสั่งซื้อรถไถมินิมาใช้งานในไร่ ของตัวเองในลักษณะกันแบบปากต่อปาก โดยผลงานและชื่อเสียงของรถไถไม่นี่นะบอกเลยว่าไปไกลเป็นอย่างมากจนเข้าตาหน่วยงานราชการในท้องถิ่นและมีการชักชวนให้เสียกรุงอุปกรณ์รถไถมินิไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานเกษตรประจำจังหวัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ช่วงกลางปี 2559

และในยุคนี้เป็นยุคที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมากจึงมีการเปิดตลาดขายผ่านทาง facebook ที่ชื่อว่ารถไถมินิเสี่ยกรุงราคา 10,000 บาทโทร 094 2547 924 และมีการลงระบบ YouTube ทำให้มีชื่อเสียงรู้จักกันเป็นวงกว้างมีชาวเกษตรกรและผู้สนใจมากมายที่ตากเข้ามาทยอยซื้อรถไถมินิกันอย่างเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันรอคิวนานกว่า 1 อาทิตย์ก็เลยทีเดียว

และในปัจจุบันก็ได้มีการนำรถไถมินิไปจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย สามารถนำขายแลกเปลี่ยนมือกันได้แต่ห้ามทำซ้ำเนื่องจากรถไถมินิมีขนาดเล็กทำงานได้อย่างคล่องแคล่วคล่องตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก พื้นที่แคบ เพราะฐานล้อทั้งซ้ายและขวา กว่าเพียงแค่ 50 cm เท่านั้น และมีการทดสอบการใช้รถไถมินิในแปลงมันสำปะหลังในระยะเวลา 1 วันและพบว่าใน 1 วันสามารถทำงานได้ 3-4 ไร่ไถกลบดินในแปลงหญ้าไถสวนยกร่องปลูกพืชน้ำหนักเบาเด็กหรือผู้หญิงก็สามารถใช้งานได้

แต่รถไถมินิก็ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่นาข้าวเพราะมีขนาดหน้าร้อนแค่ผักนำไปใช้กับส่วนนางจะทำให้ล้อรถจมเหมาะสำหรับพวกแปลงผักแปลงไร่มากกว่าโดยถ้าหากใครสนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook หรือติดต่อทาง Line ID pajerozind กันได้เลย

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่! ปลูกดาวเรือง 1 ไร่ ทำรายได้หลักแสนบาท

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับการปลูกดาวเรือง 1 ไร่ที่สามารถทำเงิน 1 แสนได้แบบง่ายๆซึ่งผู้ที่ทำแบบนั้นนั่นก็คือคุณวาสนา พุกเจริญ ด้วยคราวนั้นมีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรเพราะว่าในตอนเย็นปวสจบจากวิทยาลัยการเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร จึงทำให้เขาได้มีความรู้ของตัวเองนำมาใช้ลองผิดลองถูกในการทำเกษตรจนกระทั่ง 4 5 ปีเขานั้นได้ตัดสินใจหันมาปลูกดอกดาวเรืองขาย

ในตอนแรกที่ทำให้มีผู้คน สั่งเข้ามาบอกว่าเสียสติเพราะว่าในพื้นที่แถวนั้นเป็นพื้นที่ราบเชิงเขาไม่สามารถปลูกได้แต่ทั้งคู่นั้นก็เกิดความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีรายได้เข้ามาในทุกวัน จนสืบสอบพบว่าปากคลองตลา ดมีแหล่งรับซื้อดอกไม้เป็นจำนวนมาก และมีการมุ่งมั่นที่จะพบแผ่นดินแห้งแล้งด้วยการใส่ปุ๋ยบำรุงดินและให้น้ำแบบหยด

โดยพื้นที่ 1 ไร่ปลูกดอกดาวเรืองได้ประมาณ 5,000 ต้นและใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 60 วันจากนั้นในวันที่ 61 ถึง 120 วันก็สามารถเก็บดาวเรืองได้ประมาณ 15 ครั้ง โดยในการเก็บแต่ละครั้งก็จะได้ประมาณ 30,000 บาทมีทั้งเล็กและใหญ่ขายได้ในราคาตั้งแต่ 25 สตางค์จนถึง 1 บาทและทำให้ทุกๆ 3-4 วัน จะมีรายได้ประมาณ 2,000 ถึง 2,500 บาทเลยทีเดียว

1 ไร่ 1 รุ่นเก็บได้ประมาณ 15 ครั้งเฉลี่ยปลูกดาวเรือง 1 ไร่ในระยะ 120 วันจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 30000 บาทต่อไร่โดยในระยะ 1 ปีจะทำได้ 4 รุ่นและสามารถสร้างรายได้ทั้งหมดปีละ 1.2 แสนบาทซื้อหากใครนั้น ต้องการดอกดาวเรืองหรือต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ก็สามารถติดต่อไปที่คุณวาสนาหรือนกหรือเบอร์โทร 093 877 463 ได้เลย

สูตรการทำ หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เพื่อเร่งราก เร่งโตให้พืช

วันนี้เดินทางวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูวิธีการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ให้เป็นประโยชน์โดยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆและในดินมีหน้าที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดินมาใช้และย่อยสลายวัตถุอินทรีย์ให้เล็กลงและเร่งปฏิกิริยาการเกิดปุ๋ยได้มากยิ่งขึ้น และด้วยความสามารถของมันตรงนี้เราสามารถนำประโยชน์มาใช้ในการเกษตรได้อย่างเต็มที่จะช่วยทำให้ต้นไม้ดูดซึมปุ๋ยได้อย่างมากขึ้นและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยได้อีกข้างต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

โดยอุปกรณ์ที่จะต้องมีก็มีดังนี้

+ ผงชูรส 1 กก.

+น้ำปลาขวดใหญ่ 3 ขวด

+ กะปิ 2 กระปุกเล็ก

+ ไข่ไก่ 3 แผง

ขั้นตอนวิธีดารทำ

ขั้นตอนที่ 1 ตอกไข่ลงไป 2 ฟองตีไข่ขาวกับไข่แดงให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 ใส่ผงชูรสครึ่งช้อนโต๊ะน้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะกับปิดครึ่งช้อนโต๊ะช่วยเร่งจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงให้ติดได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วตักใส่ขวดน้ำในอัตราส่วน 3 ช้อนโต๊ะต่อขวดน้ำ 1.5 ลิตร

ขั้นตอนที่ 4 ใส่น้ำเปล่าลงไปจนเต็มและเขย่าให้เข้ากันตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน

ขั้นตอนที่ 5 เมื่อมันเริ่มเป็นสีแดงแปลว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงนั้นเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่แล้ว

วิธีการนำไปใช้

+ 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบทุกๆ 7 วัน

+100 ซีซีต่อน้ำ 10 ลิตรฉีดพ่นลงดินทุกๆ 7 วัน

ข้อดีของจุลินทรีย์นั้นคือเป็นแหล่งรวมของธาตุและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นช่วยเร่งการเจริญเติบโตปฏิกิริยาการย่อยสลายในดิน ทำให้พืชสามารถได้รับปุ๋ยมากยิ่งขึ้น ช่วยในการตรึงไนโตรเจนทำให้มีประสิทธิภาพลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยถึง 30% ทำให้เกิดกระบวนการรีไซเคิลคาร์บอนและสารจำพวก sunford เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของต้น ไม้ทำให้รากพืชแข็งแรง และสามารถหาอาหารได้ดูดซึมอาหารได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแรงต้านโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี

เปิดอาณาจักร 100 ไร่ของ ‘พี่เบิร์ด ธงไชย” กับวิถีเกษตรแบบพอเพียง

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปเปิดอาณาจักรของนักร้องที่จะขอแบ่งคนที่จะรู้จักกันดี และเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังอมตะตลอดกาลอย่าง พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งบอกเลยว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่แต่เขาก็ถูกจัดให้เป็นจะเป็นหมายเลข 1 อยู่เสมอ เพราะด้วยความสามารถพิเศษและการวางตัวจนทำให้กลายเป็นดาวค้างฟ้าและยังมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงในยุคปัจจุบัน

แต่บอกเลยว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเพราะพี่เบิร์ดนั้นถือเป็นศิลปินตัวอย่างคนหนึ่งที่ยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะครั้งหนึ่งเขาได้เคยมีโอกาสได้ไปถวายงานร้องเพลงต่อหน้าพระเนื่องจากวันราชพิธีราชาภิเษกสมรส 50 ปีหลังจากที่เราเสร็จก็เข้ารับเสด็จทรงเสด็จซึ่งพี่เบิร์ดก็ได้มีการเปิดเผยในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า …

“…เบิร์ดลงกราบพร้อมกับถือโอกาสจับพระบาทของทั้งสองพระองค์เอาไว้ สมเด็จพระนางเจ้าฯมีรับสั่งว่า ‘ร้องเพลงไพเราะมาก’ แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ ในหลวงรับสั่งว่า ‘ปลูกข้าวที่เชียงรายอยากให้ทําต่อไปนะ เบิร์ดเป็นคนดีที่หนึ่ง’

และพี่เบิร์ดได้มีไร่อุดมสุขที่จังหวัดเชียงรายที่ออกแบบร่วมกับพี่ชายที่เป็นสถาปนิกโดยหวังว่าจะให้สถานที่นี้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับคุณแม่โดยแรกแห่งนี้นั้นได้มีการนำหลักพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักแนวทางในการดำเนินชีวิต แล้วก็คิดตามพระราชดำริตลอด เพราะหลังจากที่ไปเจอภาพฝีพระหัตถ์ของในหลวง ซึ่งพระองค์ทรงวาดเอาไว้ในหนังสือสักเล่มหนึ่ง โดยกล่าวถึงเรื่องการทำโรงอบ ก็ได้มีการทำโรงอนี้ขึ้นเพื่อชุมชน จนกลายเป็นแหล่งรับผลิตเฉพาะของหมู่บ้าน โดยทางคุณเบิร์ดก็ได้มีการทำตลาดให้กับหมู่บ้านแห่งนี้และมีการรับซื้อในราคากลางที่เป็นราคาที่แคปปีให้กับคนในหมู่บ้านอย่างพริกที่มีราคาขึ้นลงอย่างกับตลาดหุ้นแต่คุณเบิร์ดก็มีการให้ราคาอย่างสมเหตุสมผลและมีการทดลองวิจัยปลูกขึ้นมาเสร็จแล้วมีการแจกน้ำให้กับชาวบ้านเมื่อเอามาผลิตส่งได้เงินกลับไปแล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้ามาช่วยทำวิจัยว่าจะปลูกอะไรได้บ้างสำหรับในพื้นที่แห่งนี้


โดยพี่เบิร์ดได้มีการการ และสัญญา..ว่าจะดูแลชาวบ้านเหมือนกับดูแลคนในครอบครัวมีการดูแลที่ดินกันเองแล้วพี่เบิร์ดจะมีการดูแลให้เขามีงานการทำมีปัญหาอะไรก็ให้มาพูดคุยกันอย่าถึงขนาดขายที่ดิน ไม่มีตังค์ก็มาบอกกันได้ และในช่วงที่สร้างบ้านเขาก็มีรายได้ประมาณกนึ่ง พอ มีโรงอบก็สามารถรับซื้อผลผลิตของชาวบ้านได้และนอกจากนี้ลูกหลานคนชาวบ้านจะต้องไม่ออกไปทำงานที่อื่นเพราะเขามีไร่นาที่สามารถสร้างรายได้อยู่กับบ้าน

และนอกจากนี้บ้านของคุณเบริ์ดจึงได้มีการ จะออกมาในหลังคาที่สูงโปร่งส่วนทะเลสาบทั้งบ้านมีรูปหัวใจไปก็จะเห็นปลาเยอะแยะมากมายตาม รอยพระราชดำริและราชโอวาทของพ่อหลวง ที่ให้ทำและปฏิบัติในสิ่งที่ปฏิบัติจริงๆ จึงกลายเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตที่สามารถสร้างประโยชน์ส่วนตนและสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัวอื่นๆอีกด้วย

เลี้ยงกุ้งก้ามกรามใน ‘นาข้าว’ พร้อมสูตรอาหารและน้ำหมักปรับสภาพน้ำ

ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาแนะนำการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งที่ได้มีการเปิดเผยมากกันไม่นานคือ วิธีการเลี้ยงแบบนี้จะ สามารถช่วยลดต้นทุนในการขุดบ่อไปได้ อีกทั้งยังมีสูตรอาหารและน้ำหมักเพื่อปรับสภาพน้ำอีกด้วย โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาชมกันเลยดีกว่า

วิธีเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในอินทรีย์ในนาข้าวจะเป็นวิธีที่สามารถลดต้นทุนและสร้างรายได้ให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดีโดยมีขั้นตอนวิธีเลี้ยงได้

ก่อนการปลูกข้าวให้ทำการปรับพื้นที่ในนาข้าวโดยมีความลึกประมาณ 80 เซนติเมตรโดยให้มีการแต่งตั้งเป็นคณะลำไยประมาณ 60 70 80 90 cm ซึ่งง่ายต่อการไล่ระดับน้ำออกไปในแต่ละบ่เมื่อปรับพื้นที่เสร็จแล้วก็ให้ทำการวางหรือปากตำนานค่าได้ในทันที หลังจากนั้นก็ให้ทำการหวานและปากดำนาค่าประมาณ 2 สัปดาห์

เมื่อครบแล้วก็ให้นำกุ้งลงไปในนาข้าวพื้นที่นาข้าว 1 ไร่นั้นสามารถปล่อยกุ้งได้ประมาณ 2 หมื่นตัวโดยกุ้งที่ปล่อยนั้นจะต้องมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรและในทุกๆสัปดาห์จะต้องมีการเติมน้ำลงไปเป็นบอร์ดเพื่อเป็นการไล่น้ำเน่าเสียออกไป

สูตรอาหารเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีวัตถุดิบดังนี้

– รำละเอียด 1 กิโลกรัม

– ปลาป่น 2 ขีด

– น้ำมันพืช 1 ขวด

– กะละมังสำหรับผสมอาหาร 1 ใบ

วิธีการทำ

นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในกะละมังสำหรับผสมอาหารคลุกเข้าวัตถุดิบให้เข้ากันจากนั้นปั้นเป็นก้อนก็จะได้อาหารที่ไว้สำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแล้วโดยให้กุ้งกินวันละ 2 ครั้งคือเช้าและเย็นจะทำให้กุ้งนะเจริญเติบโตแข็งแรงและช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้เป็นอย่างดี

สูตรน้ำหมักปรับสภาพเพื่อป้องกันโรคในกุ้ง วัตถุดิบมีดังนี้

– สารเร่ง พ.ด.2 1 ซอง

-ซากปลา ซากหอย 3 กก.

– กากน้ำตาล 1 ลิตร

– น้ำ 2 ลิตร

– ถังพลาสติกสำหรับหมัก 1 ใบ

วิธีการทำ

ส่วนผสมเทลงไปในถังสำหรับหมาควรส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจากนั้นก็ปิดฝาบาตรทิ้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก็จะได้นำมาปรับสภาพน้ำเพื่อป้องกันโรคในกุ้งก้ามกรามได้เป็นอย่างดีโดยใช้ในอัตรา 10 ต่อ 1 ไร่และสัปดาห์ละ 1 ครั้งจะสามารถช่วยป้องกันโรคให้กับกุ้งก้ามกรามและจะได้การเจริญเติบโตอยู่ที่ 3 กรัมต่อ 1 ตัว

‘เล้าไม้ไผ่’ ทนฝนทนแดด แสนถูก ทั้งหมดจบที่ 500

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูเล้าไก่แบบประหยัดงบประมาณ โดยเป็นแบบแปลนที่ทาง ศูนย์วิจัยและการบำรุงสัตว์กบินทร์บุรีได้มีการออกแบบเอาไว้ โดยเป็นโรงเรียนขนาด 6 คูณ 6 เมตรสามารถเลี้ยงไก่ได้ 20 โดยใช้วัสดุในการก่อสร้างจากธรรมชาติเป็นหลักหาได้ตามชนบทต่างๆอย่างเช่นไม้ไผ่และใบจากที่สามารถลดต้นทุนในการสร้างได้โดยใช้ต้นทุนในการสร้างไม่เกิน 500 บาทโดยแบ่งเป็นดังนี้

-ไม้ไผ่ 0

-ตะข่ายล้อมเล้า 200

-ตะปู ลวด 100

-หลังคามุงหญ่า ตับละ 50 บาท

โดยเล้าไก่นั้นแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่ 1 คือโรงเรือนในร่มที่ไว้สำหรับให้ไก่ พักผ่อน ออกไข่ มีที่ร่มให้ไก่ ะหลบแดดร้อน ได้ เนื่องจากออกแบบนั้นโดยใช้ ไม้ไผ่วัสดุตามธรรมชา ติจะสามารถช่วยทำให้อุณหภูมิเย็นขึ้นได้

ส่วนที่ 2 คือลานกว้างไว้สำหรับให้ไก่สามารถเดินเล่นออกกำลังกายและพักผ่อนได้ อีกทั้งยังเป็นที่พื้นที่เขี่ยหากินสำหรับอาหารเสริมเพราะไก่จะชอบหาแมลงและเศษเมล็ดต่างๆตามพื้นและล้อมด้วยตาข่ายอีกทีเพื่อป้องกันสัตว์อื่นบุกเข้ามารุกราน

และข้อดีสำหรับโรงเรือนนี้สามารถประหยัดงบเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นในการเลี้ยงไก่ได้แบบไม่ต้องลงทุนเพราะใช้วัสดุท้องถิ่นจากธรรมชาติแต่ข้อเสียคือไม้ไผ่เมื่อใช้ไปนานๆอาจจะผุพังเร็วกว่าวัสดุอื่น

เลี้ยงไก่ไข่ 27 วันแบบขำ ๆ กลับทำกำไรทุกวัน แบ่งปันวิธีพร้อมสูตรอาหาร

โดยล่าสุดนี้ได้มี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า คุณกำธร มณีศรี ได้มีการโพสต์ข้อความระบุไว้ว่าไก่ไข่เลี้ยงไป 27 ตัวสามารถให้ขายเฉลี่ยต่อวันได้ประมาณ 20-30 ฟอง 5 วันได้ขายร้อยกรองเศษโดยใช้อาหารเสริมต้นน้ำว้ากล้วย สับ หยาบ ให้อาหารวันละ 5 กิโลกรัมดูแลเล้าให้สะอาดทุกวันและดูแลน้ำให้สะอาดให้ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรง

โดยเจ้าของ Facebook ได้ดีที่มีการอธิบายว่าเดี๋ยวนี้ผมมีลูกค้ามาเลือกซื้อขายทุกวันจ๊ะพี่ว่าจะเลียให้พ่อกินไข่ได้โดยมีการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติมีการออกใครดีกว่าเลี้ยงง่ายโดยใช้เพียงแค่ไอ้สัสไม่น่าเชื่อว่าตอนแรกที่ตั้งใจจะเรียนแค่พอกินจากนั้นก็กลายเป็นการต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวตัวอยู่ในช่องทางจดทำให้ลูกค้าในชุมชนได้รับประทานไข่สดและติดใจกันทุกวัน

อาหารนั้นด้วยอาหารไก่นะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ไก่ไข่มีกำไรหรือขาดทุนโดยมีต้นทุนการผลิตทั้งหมด 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนทั้งหมดโดยไก่ไข่นั้นนอกจากจะต้องการอาหารในการดำรงชีพแล้ว ก็ยังต้องการอาหารเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและยังต้องนำไปใช้ในการผลิตผลิตด้วย

ส่วนผสม

-หนวกกล้วยสับ 20 กก.

-กากน้ำตาล 1 กก

-เกลือเม็ด ½ กก.

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาหยวกกล้วยมาสับจากนั้นก็เทลงในถังหมักซะเลย

ขั้นตอนที่ 2 เติมเกลือและกากน้ำตาลลงไป

ขั้นตอนที่ 3 คลุกทุกอย่างให้เข้ากันและหมักทิ้งไว้ 7 วัน เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ได้แล้ว

คิดต่างพารวย! ‘ปลูกผักแขยงในนาข้าว ‘โตไวใช้น้ำน้อย ทำเงินวันละ 2,000 บาท

ถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาแนวทางในการทำเกษตรแต่ไม่รู้จะมีวิธีขั้นตอนการทำอย่างไรในวันนี้เราก็มีตัวช่วยดีๆสำหรับในหน้าแล้งให้กับชาวเกษตรกรรม ซึ่งในหน้าแล้งนั้นมีจำนวนชาวเกษตรไม่น้อยจะต้องพบปัญหากับภัยแล้งต่างๆ มีน้ำไม่เพียงพอต่อกันการปลูกพืชผัก และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านชาวนาได้อย่างไม่น้อย ไม่แน่นอนว่าก็ยังมีชาวนาหัวไสที่สามารถปรับหาลู่ทางในการปลูกพืชชีวิตอื่นๆเพื่อดำรงชีวิตและสามารถสร้างรายได้แม้ยามน้ำน้อยได้

ซึ่งชาวเกษตรกรที่เราจะพาไปรู้จักกันในวันนี้อยู่ที่ตำบลบุ่งหวายอำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานีโดยผู้เขาแหน่เด้อรับแนวทางจากภาครัฐที่มี การนำเสนอแนะให้ชาวบ้านได้ปลูกผักพืชผักสมุนไพรหรือผักแขยงโดยมีคุณสมบัติที่ปลูกได้ง่ายและใช้น้ำน้อย

อีกครั้งอายุสั้นปลูกแป๊บเดียวก็สามารถเก็บสร้างรายได้แบบวันต่อวัน โดยชาวบ้านนั้นมักจะใช้เวลาหลังจากการทำเก็บเกี่ยวกับนามาปลูกแทนโดยในบริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ ก็จะมีความแตกต่างกับหมู่บ้านอื่นเพราะในหมู่บ้านนี้มีการรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปลูกผักแขยงและยังมีการแนะนำวิธีการปลูกต่างๆให้กันและกันอีกครั้งที่มีการจัดจำหน่ายสามารถสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนและครอบครัวแต่ละครัวเรือนได้เป็นอย่างมาก

โดยหมู่บ้านแห่งนี้นั้นกลายเป็นหมู่บ้านที่ถูกเรียกว่าหมู่บ้านพัทยาเงินล้านโดยคุณ แพร พรหมวิจิตร หนึ่งในชาวบ้านที่มีการปลูกผักแขยงในบริเวณ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการปลูกนอกจากนี้ยังมีการปลูกใบบัวบกสามารถสร้างรายได้ให้เธอมานานกว่า 10 ปีและหลังจากที่เธอนั้นก็ได้มีการเปิดเผยว่าเมื่อเห็นช่องทางจะได้มีการมาปลูกดูบ้าง โดยในเริ่มแรกปลูกเพียงแค่ประมาณ 2 ไร่จากนั้นก็แบ่งออกเป็น 2 งาน โดยปลูกข้าว นาปรัง ไว้บริโภคในครัวเรือน 1 ไร่และปลูกผักแขยง ซึ่งก็ทำการปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเริ่มจากการปรับพื้นที่และพรวนดิน จากนั้นก็นำต้นกล้าไปปลูกและมีการเว้นระยะประมาณซัก 1 คืบโดยในตอนแรกนั้นยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย

จากนั้นก็จะปล่อยน้ำเข้าไปประมาณสัก 2 ข้อนิ้วรอประมาณ 1 สัปดาห์ก็สามารถใส่ปุ๋ยได้ซึ่งปุ๋ยที่จะใช้ก็จะเป็นปุ๋ยสูตร 16-16-16 ใช้ปริมาณ 1 ครั้งต่อ 1 พื้นที่งานระหว่างปุ๋ยอีกครั้งเมื่อสังเกตว่าใบเริ่มเหลืองสวนน้ำพยายามปล่อยไม่ให้แห้งควรเติมไปเรื่อยๆไม่มีระดับน้ำลง

และสำหรับวิธีการเก็บนั้นใช้วิธีเพียงแค่ดึงออกมาจากทางกองทัพปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 ต้นเพื่อทำการขยายพันธุ์ใส่ปุ๋ยจำนวนหนึ่งประมาณสัก 2 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวรุ่นต่อไปได้โดยผลผลิตในแต่ละครั้งนะจะให้ประมาณ 200 ถุงต่อครั้งโดยน้ำหนักประมาณ 100 กรัมสามารถขายได้ในราคา 60 บาทยิ่งหน้าร้อนมีราคาสูงเป็นอย่างมากเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดสูง

ฉันไม่ได้บ้า แค่กล้าทำตามฝัน จากชีวิตมนุษย์เงินเดือนสู่เกษตรกรเต็มตัว

วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูอีกหนึ่งไอเดียดีดีในการทำเกษตรกร สำหรับชาวพันทิปคนหนึ่งที่มีการลงกระทู้เอาไว้ ซึ่งเขาได้มีการเปิดเผยว่าเขารักสามีนั้นเคยทำงานอยู่ที่บริษัททำการสินค้าขนาดใหญ่หลายสาขาโดยเป็น Supervisor แผนกขนส่งส่วนสามีก็เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกปฏิบัติการสี่เหลี่ยมทุกวันของการทำงานนั้นก็จะทำงานหนักเข้างานเช้าเลิกงานOT ก็ช้าแต่เงินเดือน 2 คนรวมกันแล้วก็ประมาณเกินครึ่งแสงเดือนขยันมากๆก็เกือบแสนและใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ประมาณ 5 ปี

แล้ววันหนึ่งเจ้าของกระทู้ก็เกิดความสนใจที่จะทำเกษตรอยากทำสวนผักเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่จะมีหนังสือไปหาซื้อหนังสือนิตยสารการเกษตรมาอ่านแทนในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์บริโภคข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทุกสิ่งทุกอย่างมาจากที่ซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่างๆมาซื้อพันธุ์ไม้เมล็ดพันธุ์พืชมาสมไว้แทน

จากนั้นเมื่อตัดสินใจได้ก็ยื่นใบลาออกจากบริษัทและมาทำศูนย์การเรียนรู้การเกษตรพอเพียงที่จังหวัดขอนแก่นตัวเองในตอนแรกคนนั้นก็ต่างหาว่าเป็นบ้าบ้าแบบกู่ไม่กลับแล้วก็ทำให้ครอบครัวนั้นเป็นห่วงและรู้ว่าทั้งคู่นั้นไม่เคยลำบากเพราะเคยทำงานอยู่ในห้องแอร์สบายวันๆจากปากกาเซ็นเอกสารหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่ทั้งคู่ก็ไม่เปลี่ยนใจมีความตั้งใจเกินร้อยและมีการสร้างโลโก้มาด้วยตัวเองด้วยความมุ่งมั่นและข้ออ้างก็คือข้อดีของการอ้างเรื่องสุขภาพเพราะป่วยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมกันทั้งคู่ ..และเกิดความเครียกขึเนมาอย่างมากมาย ให้เรื่องของความไม่เข้าใจในงาน

และนี่ก็คือเหตุผลที่จะสามารถอ้างกับครอบครัวได้ในเรื่องของการรักษาสุขภาพให้ได้มากยิ่งขึ้นและมีความเค็มเปลี่ยนในการทำเกษตร จากนั้นทั้งคู่ก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยกลับมาใช้พื้นที่ที่ได้เหลือจากการรับมรดก โดยพิมพ์ที่เป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งและมีการตั้งชื่อว่าบ้านสวนเบญจะมงคลชุดมีความหมายดีๆว่า 5 อย่างที่ดีคืออยู่ดีกินดีสุขภาพดีสุขภาพจิตดีมีความสุขดีและมีชีวิตที่พอเพียงหลังจากที่เก็บหอมรอมริบได้เงินจำนวนหนึ่งมาก็จะนำเงินไปซื้ออุปกรณ์การทำเกษตรบางส่วนและยังไม่มีรายได้อย่างแน่นอนในช่วง 2 -3 เดือนแรก

แล้วยังไม่มั่นใจด้วยว่าผักที่เล็กจะโตหรือรอดตายหรือไม่เช่นนั้นก็จะมีการวางแผนและกลุ่มโดยใช้พื้นที่ 100 ตารางวาในการปลูกบ้านและหาแหล่งน้ำโดยการเจาะน้ำบาดาบมาใข้ว่ร เสียค่าเจาะและปั้มน้ำไปประมาณ 30000 บาท จากนั้นก็ทำการทำบ่อปลา เอาไว้เลี้ยงปลาโดมีการซือปลาหมอแปลงเพศถุงละ 100 มาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแห่นมา 5 ถุง / ถุงละ 50 ตัว

และทั้งคู่ก็ลงมือทำงานกันอย่างเต็มที่ มีการขุดบ่อขนาด 2 คุณ 2 เมตร และใส่ปลาดุกลงไปประมาณ 200 ตัส แบละซื้อไก่ไข่ กับไข่เป็มาอย่างละ 15 ตัวเป็นเป็ด / ไก่สาว โดยตั้งใจเลี้ยงให้แข็งแรงไว้ก่อน และทำเล้าไก่ในแน่นหนาเข้าไว้จากนั้นก็มีการทำค้างขวบเอาไว้ โดนคั้งชื่อว่าอุโมงค์พันล้านมีการปลูกพื้นผักหลากหลายชนิด โดยการนำท้อพีสีซีมาใช้งานปทน สามารถทำได้ง่ายและวัสดุคงทนมาก

จากนั้นทั้งคุ๋ก็ช่วยกันตกแต่งบ้านด้วยสองมือของตัวเอง ค่อยๆทำไปโดยในแต่ละวันตื่นมาก็จะมาคุยกันว่า จะทำอะไรกันบ้าง พรุ่งนี้ทำอะไร ในแต่ละเดีอนจะทำอะไร แบ่งหน้าที่ตามความสามารถของทั่งคู่ไปและนีก็คือความมุ่งมั่นของทั่งคู่ที่สามารถสร้างสวนเกษตรให้กับตัวเองได้สำเร็จ…

ชีวิตเรียบง่าย! ของพระเอก ‘ชาคริต’ ทิ้งชีวิตหรูหรา สู่ชาวสวนเต็มตัว

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพระเอกชื่อดังที่สามารถสร้างความสุขให้กับแฟนละครมาอย่างมากมาย สำหรับชาคริตแย้มนาม ล่าสุดนี้เจ้าตัวนั้นได้มีการโพสต์ภาพพร้อมครอบครัวจากภรรยาสาวคนสวย ภัทธิราและลูกชายสุดน่ารักอย่างน้องโพธิ์ ที่ในตอนนี้ได้ผันตัวมาเป็นชาวสวนปลูกต้นทุเรียนพันธุ์ดัง ขายและใช้ชีวิตเรียบง่ายในจังหวัดจันทบุรี

แต่ถึงอย่างไรหนุ่มชาคริตก็ยังรับงานในวงการบันเทิงอยู่แต่ว่าถ้าหากช่วงไหนไม่มีงานก็จะพาครอบครัวกลับไปยังเมืองจันทบุรีเข้าสวนทุเรียนและลุยงานเองตั้งแต่ขุดดินโดยมีลูกชายขอให้ช่วยงานและตั้งใจช่วยพ่อแม่อย่างเต็มที่ทำให้เราเห็นภาพน่ารักๆของครอบครัวนี้

ส่วนในทางเลือกของทางด้านธุรกิจทุเรียนตอนนี้รวมถึงอาหารทะเลที่มีแค่หมึกแดดเดียวโดยใช้ชื่อว่าเขยจันทร์แต่ตอนนี้มีหอยจ๊อดราก้อนบอลที่กำลังขายดีและกำลังได้คำรับชมกันปากต่อปากทำเอาชาคริตเหมือนกับปลื้มปริ่มจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อตาแม่ยายถึงรักลูกเขยคนนี้เป็นอย่างมาก

แบ่งปัน! วิธีทำเตาเผาถ่านไร้ควัน จากบ่อซีเมนต์

โดยในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะมีเคล็ดลับดีๆในการทำเตาเผาถ่านกันกับวงบ่อซีเมนต์บอกได้ว่าเป็นวิธีที่สามารถทำได้เองแบบง่ายๆและได้ผลดีและถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาช่องทางในการสร้างรายได้อยู่นะเราก็บอกเลยว่าวิธีนี้ดีอย่างแน่นอนซึ่งเป็นวิธีมาจากเพจดังคือเพจแนวทางเกษตรเกร็ดความรู้ที่ได้ออกมาเผยแพร่ภาพพร้อมข้อมูลโดยจะทำอย่างไรได้บ้างนั้นมาดูกันเลย

เอาบ่อปูนซีเมนต์เมื่อวางซ้อนกันสองวง

จากนั้นปั้นดินครอบเอาไว้

เอาไม้มากั้น

ใส่ไม้ลงไปใน และทำการปิดฝาพร้อมจุดไฟ

รอจนไม่มีควันและปิดปากเตา

จากนั้นก็รอให้เย็นก็เป็นอันเสร็จ

และนี่ก็คือสาระดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากนำไม้มาแปรรูปเป็นถ่านเพื่อนำไปขายหรือนำไปใช้เองซึ่งสามารถทำได้เองง่ายๆไม่ยากอย่างที่คิดลองทำดูกันได้เลย

‘ห่มดิน’ ฟื้นดินให้มีชีวิต ตามศาสตร์พระราชา ปลูกอะไรก็งาม

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกันวิธีห่มดิน ในการคลุมดินโดยการใช้หางและเศษหญ้า หรือใบไม้ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติและเป็นการให้อาหารแก่ดินด้วยโดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไปเพื่อเพิ่มอาหารให้กับดิน

ประโยชน์ของการห่มดิน

-เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดินเช่นไส้เดือนกิ้งกือที่สามารถช่วยพรวนดินได้และถ่ายมูลให้กลายเป็นปุ๋ยกับพืช

-เก็บรักษาความชื้น

-ย่อยสลายก็จะกลายเป็นฮิวมัสซึ่งเป็นปุ๋ยให้กับพืชตามธรรมชาติ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์

-ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศซึ่งในอากาศมีก๊าซไนโตรเจนมีอยู่ถึง 70%

-สามารถช่วยย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์

-ช่วยย่อยสลายแร่ธาตุที่อยู่ใน หิน ลูกรัง ทราย

-ช่วยผลิตฮอร์โมนให้กับพืช

-ช่วยผลิตสารป้องกันโรคกับพืช

วิธีการห่มดิน

ซึ่งการห่มดินด้วยฟางหรือเศษใบไม้นั้นสามารถทำได้โดยการโรยเศษใบไม้หรือฟางไว้รอบโคนต้นไม้ประเทศประเภทไม้ยืนต้นโดยมีการเว้นระยะห่างจากคนประมาณ 1 คืบ ห่มหนา 1 คืบ–1 ฟุต ทำเป็นวงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำเจือจาง อัตราส่วน 1 : 50-100

การห่มดินในพื้นที่ใหม่นั้นจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของดินก่อนที่จะเริ่มเพาะปลูกด้วยการห่มฟาง หรือ เศษหญ้าให้หนาประมาณ 1 ฟุต ทั้งแปลงโรยด้วยปุ๋ยคอกและราดด้วยน้ำหมักชีวภาพแบบเข้มข้นในอัตราส่วน1 : 10 ซึ่งวิธีนี้เป็นกรระเบิดดินให้แห้งแข็ง และมีความชุ่มชิ้น โดยวิธีนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยที่ยังไม่ปลูกพืชอะไรทั้งนั้น

หนุ่มเชียงใหม่ ใช้เวลาว่างค้นคว้าวิธี ‘เพาะด้วงกว่าง’ ขาย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูกับอีกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ นั้นก็คือการเลี้ยงด้วงกวางนั่นเอง โดยด้วงกวางถือเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนทางภาคเหนือ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการละเล่นสมัยก่อนของเด็กนั้น จะนำตัวด้วงกวางมาประลองฝีมือกันด้วย การต่อสู้แต่เมื่อถึงช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี และเป็นฤดูที่ด้วงกวางจะเจริญเติบโตนโดยแต่เดิมการจัดด้วงหหวางนั้นสามารถจับได้จากธรรมชาติ และสามารถจับได้ตามป่าขาวแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีผู้ที่ประสบความสำเร็จ

โดยบุคคลที่สามารถเพาะด้วงกว่างได้นั่นก็คือนายณัฐพลจันทรัตน์อายุ 42 ปีซึ่งเป็นพนักงานเทศบาลแห่งหนึ่งในอำเภอสันกำแพงซึ่งเขาได้มีการเปิดเผยว่าสามารถทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ด้วงกว่าง มาได้กว่า 2 ปี โดยเริ่มจากความชอบส่วนตัวของตัวเองเป็นการใช้เวลาว่างจากการทำงาน ในช่วงหลังเลิกงานและวันหยุดทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน เพราะมีผู้ที่เคยทำมาก่อนตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ได้มีการทดลองปฏิบัติ โดยการใช้พื้นที่ว่างในบริเวณบ้านของตัวเองเป็นโรงเรือนขนาดเล็กในการเพาะขยายพันธุ์จนสามารถประสบความสำเร็จ

โดยวิธีนี้จะเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์และแม่ทานและคิดว่าได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีที่สุดนำมาผสมพันธุ์ จากนั้นก็ปล่อยให้วางไข่ในวัสดุที่ทำจากเชือกและเศษวัสดุธรรมชาติ ซึ่งจะทำด้วยกรรมวิธีการหมักบ่มจนมีคุณภาพคุณสมบัติที่ดีและลักษณะให้มีลักษณะเหมือนที่วางไข่ตามธรรมชาติ โดยแม่พันธุ์ตัวหนึ่งนั้นจะสามารถวางไข่ได้ประมาณ 200 ฟอง และทิ้งไว้ จนกระทั่งไข่มีการเจริญเติบโตเป็นหนอนประมาณ 3 เดือน จึงจะสามารถทำการแยกเพศได้โดยจะเลือกเฉพาะตัวผู้ที่เลี้ยงไว้ให้โตเต็มวัยเพื่อนำไปขายหรือไปประกวดแข่งขันส่วนตัวเมียรวมถึงตัวผู้จำนวนหนึ่งก็จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเป็นการอนุรักษ์และการเพิ่มจำนวนให้กับดวงตาในธรรมชาติ

โดยสำหรับการเพาะเลี้ยงด้วงกวางนั้นมีเหตุผลใดอย่างหนึ่งคือในปัจจุบันร่วมกว่าในธรรมชาติลดจำนวนลงเป็นอย่างมากและหาจับได้ยากมาก แต่ก็ยังมีผู้คนชื่นชอบการเลี้ยงด้วงกวางอยู่จำนวนหนึ่ง จึงคิดค้นหาวิธีในการเพาะพันธุ์นี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันผ่านโลกโซเชียลจึงทำให้มีความสนใจศึกษากันอย่างมากมายและมีการตั้งกลุ่ม Facebook ในเพจที่มีชื่อว่ากวางชนสายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับผู้ที่สนใจโดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมสมาชิกแล้วเกือบหมื่นคน

ส่วนด้วงกวางที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์นั้นจะมีตัวผู้ทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 200 ตัวโดยเวลาส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นดักแด้และจะโตเต็มวัยนี้ช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนเมื่อโตเต็มวัยแล้วก็จะมีการคัดเลือก โดยจะมีผู้มาซื้อถึงที่บ้านหรือมีการส่งรูปให้ดูซึ่งสามารถขายได้ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันขึ้นอยู่กับลักษณะสีรูปร่างขนาดตัวของด้วงกวางแต่ละตัว แต่อย่างไรก็ตามก็มีผู้ที่ชื่นชอบด้วงกว่างบางตัวก็จะมาเลือกซื้อกันตั้งแต่ช่วงที่เป็นดักแด้ เนื่องจากไม่ต้องการแยกเลือกซื้อกับใครโดยพิจารณาจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพราะการผสมนั้นจะมีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสายพันธุ์ทิ้งไว้เอาไว้ด้วย

ด้วยข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้สามารถขยายพันธุ์ได้นั้น จึงทำให้มีด้วงกวางที่มีลักษณะดีสวยงามตามต้องการและสามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดีแต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าการสามารถเพาะพันธุ์ด้วงกวางได้นั้น จะสามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้เป็นจำนวนหนึ่ง เนื่องจากงานประจำของตัวเองแต่มันก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด เพราะด้วงกวางนั้นสามารถขยายพันธุ์ไ ด้ทั้งหมดแต่ก็ไม่สามารถขายได้ทั้งหมดจะต้องมีการเลือกเก็บเองไว้ด้วยบางส่วนเพื่อนำไปประกวดแข่งขันรวมถึงเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สำหรับปีต่อไป และนี่เป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัวซึ่งมหาชัยมีความสนใจอยากจะเพาะขยายพันธุ์ก็ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้ ..

โดยอาชีพการเลี้ยงด้วงกว่างนั้นสามารถสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีและมีคนเลี้ยงด้วงกวางกันเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ที่มีการขายด้วงกว่างนั้นมีรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างรายได้เดือนละหมื่นกว่าบาทแล้วก็ว่าได้ โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักเรียนหรือวัยรุ่น โดยจะนำไปเลี้ยงและนำมาชนกันเป็นกีฬาพื้นบ้าน สามารถขายได้รายได้วันละไม่ต่ำกว่า 1000 ถึง 3,000 ด้วงกวางน้ำเป็นแมลงปีกแข็งที่มีลักษณะพิเศษต่างๆกันไปคือตัวผู้จะดูขนาดใหญ่ดูบึกบึนมีปีกที่พัฒนาเป็นปีกแข็ง และคนส่วนใหญ่ก็มักจะเอาตัวผู้มาทำการแข่งขันกันโดยจะมีการเปรียบเทียบลำตัวเมื่อมีความเท่ากันก็จะนำไปสู้กัน

เทคนิคเพาะเห็ดปลวก ออกดอกนอกฤดู มีกินทั้งปี

เห็ดปลวกนั้นถือเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและต้องมีความชื้นกับอุณหภูมิที่เหมาะสม เพราะว่าจอมปลวกนั้นถือเป็นแหล่งที่มีความชื้นที่เหมาะสม และเมื่อฝนตกจะทำให้จอมปลวก ก็จะอพยพออกจากรังเดิม และเมื่อกลายเป็นรังร้าง ก็จะปรากฏตุ่มดอกเห็ดขนาดเล็กขึ้นมาโดยดอกเห็ดนี้จะมีคุณภาพและความชุ่มชื้นสูง..3 โดยล่าสุดศาสตราจารย์ดร. ถาวร วินิจสานันท์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีการทำการศึกษาเกี่ยวกับเห็ดโคนจนกลายเป็นผลสำเร็จด้วยการหลอกปลวกด้วยการจำลองสภาพอากาศที่เหมาะสมจึงทำให้เห็ดโคนนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น

ด้วยสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดเหตุนั้นจะต้องมีระบบนิเวศ ที่สมบูรณ์และดี ตามธรรมชาติมีความหลากหลายของสายพันธุ์ไม้และมีสัตว์นานาชนิด รวมถึงเห็ดและรา ที่สามารถพบได้ตามขอนไม้ ป่าไผ่แม่น้ำริมธาร หรือบริเวณที่มีใบไม้ร่วงทับถมกัน เป็นเวลานานจนเกิดเป็นสภาวะอันเหมาะสมที่ทำให้เห็ดเกิดขึ้นมา

และเห็ดโคนถือเป็นเหตุที่มีความสัมพันธ์กับสัตว์จำพวกแมลงอย่างปลวกเป็นอย่างมากโดยเห็ดพวกนี้จะอาศัยอยู่ในอุณหภูมิที่มีความพอดีของปริมาณแก๊สในโพรงรังปลวกที่เรียกว่าตรวจเห็ดราโดยจะมีสภาวะอันเหมาะสมที่จะทำให้สปอร์ของรางอกและเจริญเติบโตขึ้นสร้างเส้นใยแต่เป็นเห็ดและค่อย ๆ โผล่พ้นดินขึ้นมา…

โดยเริ่มแรกที่เราจะต้องทำนั้นก็คือหาแหล่งที่โคนเคยขึ้นมาก่อนโดยแหล่งตรงนั้นจัดเป็นแหล่งที่ปลวกอยู่เยอะขึ้นเป็นจำนวนมากจากนั้นก็ทำการปักเสาเพื่อทำหลักสำหรับถุงพลาสติกสีดำให้มีระยะห่างระหว่างพื้นดินและพลาสติกประมาณ 30 cm เพื่อให้อากาศมีความชื้นและต่อระบบน้ำแบบสปริงเกอร์เอาไว้

จากนั้นก็ทำการโรยเชื้อเห็ดนางฟ้าที่เปิดออกดอกแล้วจำนวน 20 ถุงไปในพื้นที่บริเวณที่ต้องการให้เห็ดโคนขึ้นและรดน้ำด้วยสปริงเกอร์ใน 30 นาที จากนั้นก็ปิดด้วยพลาสติกสีดำและเอาไม้ทับชายพลาสติกทิ้งไว้เพื่อสร้างความชื้นให้มีสภาพแวดล้อมที่สลับกันระหว่างร้อนกับชื้นโดยปิดไปเลยระยะเวลานาน 2 วัน

หลังจากผ่านพ้นไป 2 วันก็ให้รดน้ำในตอนเย็น 30 นาทีและให้พลาสติกใสคลุมหน้าดินอยู่ประมาณ 5 วันจากนั้นก็ให้สังเกตว่าจะมีปลวกเดินหาอาหารบนหน้าดินและรดน้ำตอนเช้าอีก 30 นาทีครูเหมือนเดิม 2 วันและให้รดน้ำตอนเย็นและใช้พลาสติกคลุมหน้าดินเช่นเดิมนาน 5 วันหลังจากนั้นก็นำพลาสติกออก และงดรดน้ำ 2 วัน สลับกับรดน้ำ 1 วัน ร่วมเป็น 15วัน วันละ 5 รอบ ทำจนกว่าเห็ดจะออกดอก

วิธีนี้จะยากไปสักเล็กน้อยแต่ก็มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงๆ นอกจากนี้เรายังเพิ่มเติม โดยเอารังปลวกมาทำได้ โดยเอาในส่วนของรังปลวกหรือจวกปลวก 1 กำมือ มาผสมกับข้าวเหนียวสุก 1 กิโลกรัม จากนั้นเอาเห็ดโคนที่เราไม่เอาหรือแก่มาแช่น้ำ

จากนั้นทำการเติมน้ำ 20 ลิตรน้ำหมักไว้ในถังวางไว้ในที่โล่งประมาณ 7-10 วันครบ 7 วันก็นำเอาน้ำจุลินทรีย์ไปร้านในบริเวณที่จอมปลวกจากนั้นกลุ่มด้วยเศษฟางข้าวหรือใบไม้แห้งและรดน้ำให้ชุ่มชื้นทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็จะมีเห็ดโคนโผล่ขึ้นมาให้เรารับประทานกัน นั้นเอง

สรรพคุณของเห็ดฌคน

มีสรรพคุณทางยาทำให้มีรสชาติที่ถูกปากทำให้ร่างกายแข็งแรงมีพละกำลัง / แก้ในเรื่องของแก้เจ็บคอช่วยละลายขับเสมหะอยู่ในลำคอ / มีคุณสมบัติในเรื่องของการย่อยระบบอาหารสามารถนำสารอาหารไปใช้งานได้เป็นอย่างดี / มีวิตามินซีสูงไม่น้อยกว่าเห็ดประเภทอื่น / มีประโยชน์ต่อการรักษาแผลต่างๆเช่นแผลไฟไหม้หรือแผลสด / สรรพคุณช่วยในเรื่องของการแก้วิงเวียนศีรษะคลื่นไส้อาเจียนอุดมไปด้วยวิตามิน B1 หรือไทอะมีนดีต่อระบบประสาทและบำรุงสมองทำให้มีความจำดีขึ้น / เป็นแหล่งรวมของวิตามินบีที่มันสำคัญต่อร่างกาย / ยับยั้งเชื้อโรคบางชนิดได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีปราศจากไขมันมีน้ำตาลต่ำมีเส้นใยอาหารสูง

ของดีจริง! ประดิษฐ์ ‘เตาผัวนึ่ง’ ขายดิบขายดี จนเลิกทำไร่ข้าวโพด

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งไอเดียดีๆที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นไอเดียของหนุ่มชาวเผ่าม้งที่อยู่ในจังหวัดน่านนั่นก็คือ นายอนุรักษ์ ย่านสากล ที่เขานั้นได้มีการรวบรวมไอเดียของตัวเองทำเตานึ่งข้าวขนาดต่างๆเพื่อนำออกจำหน่าย

โดยเตานึ่งข้าวนี้เป็นการประดิษฐ์โดยใช้เศษเหล็กจากร้านรับซื้อของเก่ามาประดิษฐ์ให้กลายเป็นเตานึ่งข้าวที่ใช้ในครัวเรือนเมื่อเพื่อนบ้านมาเห็นจึงมีการขอสั่งซื้อและสั่งทำและรู้สึกว่าใช้งานได้ดีก่อนที่จะมีผลิตออกขายตามตลาดนัดและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นตามขนาดต่างๆให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทโดยราคาที่จำหน่ายนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 300 ถึง 1,000 บาท

โดยแต่ก่อนนั้นครอบครัวของนายอนุรัตน์มีหน้าที่มีอาชีพทำเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขายมาตั้งแต่ รุ่นปู่รุ่นย่า แต่หลังๆไม่ค่อยมีเงินเก็บและมีการขาดทุนจากค่าปุ๋ย ค่ายา ต่างๆ ในการปลูกและผลผลิตตกต่ำ จึงมีการมองหาอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้และในทุกวันนี้คนในครอบครัวก็ต่างเลิกปลูกข้าวโพดและมาช่วยกันทำเตาผัวนึ่งข้าวไปขายตามตลาดเฉลี่ยเดือนละ 100 เตาสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาทและยิ่งในช่วงหน้าเทศกาลปีใหม่จะขายได้ดีเป็นอย่างมาก

แบ่งปันสูตรอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไข่ดก ฟองใหญ่ บอกละเอียดทำได้เอง

สำหรับชาวเกษตรกรนั้นก็มีหลายคนที่เลี้ยงไก่กันโดยในบางครั้งก็นำไข่จากไก่จะสร้างรายได้ได้อีกทางนึงและสามารถนำมารับประทานได้เองแต่มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นรู้สูตรอาหารไก่ที่ประหยัดต้นทุนและสามารถเพิ่มผลผลิตอันดีงามให้กับเราให้ได้ไข่ใบใหญ่และดกกัน

โดยอาหารของไก่นั้นถือเป็นองค์ประกอบอันสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงไก่มีกำไรหรือขาดทุนเนื่องจากต้นทุน 70% ของต้นทุนทั้งหมดในการเลี้ยงไก่นั้นจะอยู่กับค่าอาหารช่วยในการเจริญเติบโตและดำรงชีพของพวกมัน และยังนำไปใช้ในการผลผลิตไข่อีกด้ว ยฉะนั้นผู้เลี้ยง จะต้องลงทุน ในเรื่องของอาหารไก่เป็นพิเศษฉะนั้นการที่จะทำให้ได้อาหารไก่ที่ดีและประหยัดต้นทุนลงก็สามารถทำได้ โดยการประกอบสูตรอาหารที่มีราคาถูกและมีคุณภาพดีเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกต้องตามฤดูกาลและให้อาหารไก่อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ขายที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด …ในต้นทุนที่ต่ำ

โดยสิ่งที่เราจะแนะนำนะนั่นก็คือการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรซึ่งเป็นการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะอะไรในการเร่งการเจริญเติบโตของไก่โดยชาวเกษตรกรส่วนใหญ่นะก็ไม่เข้าใจผิดว่าในการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรนั้นคือการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยหากินเองตามธรรมชาติซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ผิดมากนะแต่มันอาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพผลผลิตอย่างที่ควรจะเป็นเพราะถ้าหากกายขาดสารอาหารไม่เพียงพอก็จะทำให้ผลผลิตออกมาผิดเพี้ยน ได้ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นการเดินที่ถูกต้องก็คือการดูแลการจัดทำพื้นที่ทั้งระบบให้พวกคุณไก่ให้สามารถผลิตผลผลิตขายดอกไม้ที่ไหนตามธรรมชาติ โดยในวันนี้ก็ได้มีการเอามาจาก Admin เพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่าวิชาชีวิตที่ได้มีการศึกษาหาข้อมูลและมีการพบว่าลดต้นทุนค่าอาหารไปได้อย่างง่ายและวิธีลดต้นทุนนั้นก็สามารถทำได้ดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-หยวกกล้วย 3 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-M100 1 ขวด

-นมเปรี๊ยว 1 ขวด

การทำ

เอาอาหารหมักที่เหมาะกับเกษตรกรอย่างหยวกกล้วยมาหันเป็นแผ่นเล็กๆและใส่ลงไปในถังหมักเอาส่วนผสมใส่ลงไปให้หมด หมักทิ้ง 1 อาทิตย์จากนั้นนำไปผสมอาหารให้ไก่กินได้เลย

สูตรที่ 2

ส่วนผสม

-แกลบ 5 กิโล

-กากน้ำตาล 1 กิโล

-รำ 1 / 2 กิโล

การทำ

เริ่มจากเอาส่วนผสมมาหมักทิ้งไว้ 5 วัยจนกว่ามีหนอนสีขาว โดยหมักแบบปิดใ่เอาไว้

สำหรับในกรณีที่ช่วงไหนถ้าหากมีไก่ป่วยจำเป็นจะต้องใช้ทหารอีกสูตรเพื่อช่วยในเรื่องของการหยุดระบาดของโรค เพราะไก่อยู่ด้วยกันเป็นฝูงห่านตัวนึงป่วยก็จะมีการแพร่พันธุ์ได้ไวมากฉะนั้นการ กินอาหารนั้นก็สำคัญด้วยเช่นกันที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างป้องกันให้ไก่ไม่ให้ตัวอื่นป่วยตายเช่นกัน โดยสูตรอาหารนั้นมีดังนี้

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

-บอระเพ็ด 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-กระเทียม 1 / 2 กิโล

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

เอาน้ำตาลทรายแดงมาเคี่ยวและมาหมักกับส่วนผสมอื่นประมาณ 30 วัน เมื่อครบแล้วเอาให้ไก่กินประมาณ 1 ช้อน หรือผสมกับน้ำ ก็ได้

ส่วนที่ 2

ส่วนผสม

-โทงเทง 1 กิโล

-ฟ้าทะลายโจน 1 กิโล

-น้ำเปล่า

-น้ำตาลทรายแดง 1 กิโล

การทำ

ทำหารหมักน้ำตาลทรายในอัตตรา 1 : 1 : 1 หมักไว้ประมาณ 1 เดือนจากนั้นก็นำส่วนผสมมาหมักเข้าด้วยกันและเติมน้ำให้พอท่วมใส่ภาชนะ ที่มีฝาและหมักทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาใช้ในการผสมอาหารให้ไก่กินได้

ตู้เย็นเก่ามีค่าอย่าทิ้ง! นำมาเพาะเห็ดได้ โตไว ออกเยอะ ดอกใหญ่

โดยใครนั้นมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นเก่าอยู่ที่บ้านและไม่สามารถใช้งานได้ครั้นจะซ่อมใหม่ก็ราคาแพงบอกเลยว่าบางทีตู้เย็นเก่าๆเหล่านี้นั้นสามารถนำมาทำใช้ประโยชน์ได้ด้วยเช่นกันโดยวันนี้เราจะมาชี้แนะแนวทางหนึ่งในการนำประโยชน์จากตู้เย็นเก่ามาใช้โดยนำเป็นที่เพาะเห็ดเพื่อสร้างรายได้ โดยไอเดียดีๆเหล่านี้นั้นเป็นไอเดียจากคุณเอกพารวยแห่งศูนย์วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ศรีเจริญธรรมค่ะ

ซึ่งข้อดีของการเพาะเห็ดในตู้เย็นนั้นก็คือจะสามารถรักษาเนื้อเรื่องของอุณหภูมิและกักเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดีและมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของตู้เย็นอยู่แล้วจึงไม่ยุ่งยากในเรื่องของการรักษาความชื้นเหมือนโรงเรือน ไม่ต้องใช้โรงเรือนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรอีกมากมาย สำหรับวิธีการเพาะก็ง่ายแสนง่ายและได้ผลผลิตผลิตเยอะมีคุณภาพอย่างแน่นอน

โดยตู้เย็น 1 ตู้นั้นจะสามารถบรรจุเห็ดได้ประมาณ 30 ก้อน ซึ่งก้อนเชื้อของเห็ดและจะออกดอกเห็ดให้เก็บเกี่ยวได้นานถึง 3-4 เดือน โดยก้อนเชื้อเห็ด 30 ก้อนนี้ จะให้ผลผลิตน้ำหนักประมาณรอบละ 4-6 กิโลกรัม แล้วแต่สภาพอากาศและความชื้นในขนาดนั้น โดยสามารถนำเห็ดมาขายได้ในกิโลกรัมละ 40 บาท เท่ากับว่าเก็บเกี่ยว 1 รอบ สามารถขายได้ประมาณ 160 บาท ถึง 240 บาทเลยทีเดียว และยิ่งถ้าหากเป็นเห็ดนางฟ้าภูฐาน จะมีราคาขายที่ดีเป็นอย่างมากขายได้กิโลกรัมละ 100 ถึง 120 บาท โดยการลงทุนก้อนเห็ดที่ไว้ใช้ในตู้เย็นต่อตู้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาท เก็บเกี่ยวเห็ด 3 รอบก็คืนทุนแล้ว

เห็ดที่แนะนำ และเหมาะสำหรับการนำมาเพาะปลูกในตู้เย็นนั่นก็คือเห็ดนางฟ้าภูฐานเพราะกำลังเป็นที่ต้องในตลาดเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีรสชาติอร่อยและปลูกง่ายเพราะง่าย และขายได้ราคาสูง

ขั้นตอนการเพาะเห็ด

ขั้นตอนที่ 1 นำตู้เย็นเก่าๆซัก 3 4 ตู้มาไว้ใช้ในการเพาะปลูก จากนั้นก็นำเชื้อเห็ดมาเปิดหน้าก้อนเชื้อออกแล้วนำไปเรียงใส่ในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 2 ทำการเอาขวดสเปรย์ฉีดน้ำโดยฉีดครั้งเช้ากลางวันเย็นฉีดไปบนก้อนเห็ดเชื้ออย่าให้มีน้ำเข้าไปในก้อนเห็ด

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กระสอบป่านมาคุมปิดบริเวณปากตู้เย็นเพื่อเป็นการรักษาความชื้นภายในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 4 เพียงแค่ไม่กี่วันก็จะมีดอกเห็ดขึ้นมาให้เห็นและไม่กี่สัปดาห์ก็สามารถเก็บเกี่ยวและนำไปรับประทานหรือนำไปขายได้

และนี่ก็คือไอเดียการนำสิ่งเหลือใช้ มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างตู้เย็นที่เหลือใช้ หรือ ใช้งานไม่ได้ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้ หรือไว้รับประทานเอง เพราะปลูกกินเองแบบง่ายๆอีกทั้งยังลงทุนไม่มากก็สามารถได้ผลผลิตมากมายได้เช่นเดียวกัน…

เตาประหยัดพลังงาน ให้ความร้อนสูง ต้นทุนต่ำ ทำได้เองง่าย ๆ

โดยในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาดูวิธีการทำเตาประหยัดพลังงานความร้อนสูง ซึ่งสามารถทำเองได้แบบง่าย ๆ และสามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารได้อย่างสะดวกสบายและประหยัด อีกด้วย เหมาะสำหรับหลายๆคนที่ไม่ต้องการใช้แก๊สอย่างสิ้นเปลือง ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ เพราะให้พลังงานที่แรงเหมือนกัน โดยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้นั้นก็จะเป็นวัสดุเก่า ๆ ที่เหลือใช้นำมาประกอบกัน โดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูสิ่งที่ต้องเตรียมกันเลย…

1.ปี๊บเก่าเหลือใช้

2.ท่อPVC 3 นิ้ว

3.แกลบดิน

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาเอาปี๊บเก่ามาทำการเปิดช่องว่างฝาด้านบนออก และเจาะรูตรงกลางด้านล่างปี๊บให้มีพอดีกับท่อ PVC

ขั้นตอนที่ 2 นำท่อ PVC 3 นิ้วเตรียมมาสวมปิดรูเจาะเอาไว้

ขั้นตอนที่ 3 เทแกลบดินและใส่ให้เต็มจากนั้นอัดให้แน่น

ขั้นตอนที่ 4 ถอดท่อ PVC ออกแล้วยกปี๊บไปไว้บนแท่นก้อนอิฐมอญแดงเพื่อให้ด้านล่างมีช่องว่างให้ลงยอดผ่านใต้เตาได้

ขั้นตอนที่ 5 รองหม้อแล้วจุดไฟเป็นอันเสร็จ

บ่อนี้ไม่กลัวแล้ง! ขุดบ่อแบบไหนให้มีน้ำใช้ตลอดปี

ซึ่งสำหรับชาวเกษตรกรนั้นแหล่งน้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก สำหรับการทำเกษตร เช่นนั้น มันจะดีกว่าไหมถ้าหากชาวเกษตรกรทุกท่านนั้น มีแหล่งน้ำที่ใช้ไว้ในยามหน้าแล้งกัน เพราะบ่อน้ำถือว่าสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ว่าถ้าหากเราขุดแบบผิด ๆ นั้นก็จะทำให้เราเปลืองทรัพยากรทางธรรมชาติ และไม่มีบ่อน้ำที่มีประสิทธิภาพด้วยซ้ำ

โดยในวันนี้เรานั้นจะพาไปดูวิธีการขุดบ่อน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจากรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ บัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้มีการนำเสนอเอาไว้โดยมีหลักการดังนี้…

1.พื้นที่จะขุดจะต้องเป็นบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ

2.ความลึกของสารที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เมตร เพราะถ้าหากลึกน้อยกว่านี้จะไม่สามารถเก็บน้ำได้เพียงพอเพราะน้ำจะระเหยจากบอกทุกๆวันละ 3 มิลลิเมตร

3.ดินที่ขุดขึ้นมานั้นนำมาวางกองไว้บริเวณรอบรอบขอบสระโดยกองให้อยู่ห่างจากขอบสระประมาณ 1-2 เมตรเพื่อให้เป็นที่สำหรับกันดินไหลลงบ่อ

4.กองดินนั้นอยากลองปิดขอบสระจนหมดให้มีพื้นที่พอที่ทำให้น้ำสามารถไหลเข้าบ่อได้ง่ายๆ

5. ควรมีความลาดเอียงในระดับหนึ่งต่อหนึ่งถ้ามีความลึกประมาณ 4 เมตรขึ้นไปต้องมีการขุดตะพักเพื่อป้องกันตลิ่งทรุด ในช่วงที่มีน้ำน้อยในบ่อด้วย

ตัวอย่างบ่อน้ำในแบบต่างๆมาลองดูกันเลย…

ได้ผลดีทั้งสวน! สูตรกาแฟ + ยาคูลท์ ไล่แมลง ผักงาม ได้ราคาดี

หากคนไหนกำลังประสบปัญหาเนื้อเรื่องของแมลงเข้ามารบกวนพืชผลการผลิตของเราแต่การใช้สารเคมีและยากำจัด แมลงมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ผลผลิตของเรานั้นมีคุณค่าน้อยลง และยังต้องใช้ต้นทุนสูงในการกำจัดด้วย

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเทคนิคง่ายๆเพื่อจะสามารถประหยัดเงิน ในการกำจัดแมลง อีกทั้งยังเป็นภูมิปัญญาที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย ๆ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย นั่นก็คือการทำสูตรไล่แมลงโดยการใช้กาแฟและนม ทเปรี่ยวเท่านั้นโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเข้ามาดูกันเลย

ส่วนผสม

-กาแฟ 2 ช้อน

-นมเปรียว 1 ขวด

การผสม

เพียงแค่นำกาแฟที่เตรียมไว้มาละลายกับน้ำร้อน 1 ใน 4 ของถ้วยแก้ว จากนั้นก็นำมาคนให้กาแฟละลาย และนำมาส่งน้ำสะอาดที่เย็น ให้ได้ประมาณ สักครึ่งแก้ว จากนั้นก็แค่นมเปรี้ยวใส่ ลงไปแล้วต้องการคนให้เข้ากันก่อนที่ จะเทใส่รองเท้าพ่นเติมน้ำให้เต็ม แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็นำไปพ่นฉีดให้ทั่วบริเวณเพื่อผลผลิตได้

โดยทางที่ดีนั้นควรฉีดล้าง 16:00 นเป็นต้นไป เป็นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และทำให้สามารถดูดซึมกาแฟได้ดีมากยิ่งขึ้นและฉีดเป็นจำนวน 2 ข้างหลังปลูกผักหรือ 10 วันจากนั้นก็สามารถฉีดได้อีกครั้งหลังประมาณ 15 วันรวมแล้วประมาณ 25 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้

โดยสูตรนี้สามารถช่วยในเรื่องของการกำจัดแมลงได้เป็นอย่างดีและทำให้ผักหวานกรอบอร่อยถูกใจผู้ที่ซื้อมากยิ่งขึ้น และสาเหตุที่นำเอากาแฟมาเป็นส่วนผสมนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่ากาแฟมีกรดของคลอโรจีนิก คาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่อันตรายต่อแมลง แต่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและยังเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายราคาถูกอีกด้วย

จากเด็กเกเร มาปลูกสมุนไพร สร้างรายได้แบบยั่งยืน

ทุกคนอาจจะมีช่วงเวลาในช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เรานั้นเดินทางที่ผิดแต่ในบางครั้งทางที่ผิดนั้นก็อาจจะสอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเราจนให้เรานั้นหันมามองในทางที่ถูกและเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาพบกับแรงบันดาลใจดีๆให้กับใครหลายๆคนที่คิดว่าตัวเองนั้นเลือกทางผิดแล้วจะต้องผิดไปตลอดชีวิตแต่บอกเลยว่านั่นมันไม่ใช่ เพราะชีวิตของคนเราสามารถเลือกทางเดินได้อยู่เสมอ

โดยในวันนี้เราจะพาคนทุกคนมารู้จักกับคนที่สามารถกลับตัวกลับใจให้ตัวเองมาเลือกทางเดินที่ถูกอย่างคุณ ศรายุทธ คูณสุข วัย 24 ปี ที่พลิกผันตัวเองจากเส้นทางเด็กเกเรเรียนจบเพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนสามารถกลับตัวกลับใจมุ่งมั่นทำตัวให้เป็นประโยชน์จนสามารถเป็นเจ้าของสวนสมุนไพรส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆมากมายโดยเรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

โดยคุณศรายุทธนั้นถือเป็นอีกหนึ่งคนหนึ่งที่เคยเดินทางผิดและเลือกทางเดินที่จะเป็นเด็กเกเรมาก่อนแต่สุดท้ายเขาก็ผ่านตัวเองมาช่วยเหลืองานที่บ้านโดยช่วยพ่อทำสวนสมุนไพรเพื่อส่งขายไปตามโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนอกจากนี้ก็ยังมีการปลูกพืชผักสมุนไพรเป็นจำนวนมากและจำหน่ายให้กับหลายๆพื้นที่และเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมสวนสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดพื้นที่ทำโฮมสเตย์ไว้ ให้คนที่สนใจมาพักผ่อนได้ซึ่งเป็นการสร้างเสริมรายได้ให้กับครอบครัวในระยะยาวโดยคุณศรายุทธต้องการที่จะต่อยอดงานต่างๆของครอบครัวให้ได้อย่างยั่งยืน

โดยส่วนสมุนไพรของคุณศรายุทธที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนั้นเป็นการเข้าร่วมหลังจากที่พ่อของเขานั้นได้เปิดทางให้คุณศรายุทธได้เข้าทำกิจกรรมกิจการด้วยตัวเองจนทำให้เขานั้นหาช่องทางในการเพิ่มรายได้และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้คนสนใจในสมุนไพรของเขาและเข้ามาเยี่ยมเยียนชมสมุนไพรที่บ้านเป็นอยู่บ่อยๆและก็สามารถขายสมุนไพรเหล่านี้ได้จึงได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมาก

นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ขายสมุนไพรเท่านั้นแต่ยังมีการเลี้ยงไก่ชนและจับมือกับกรมปศุสัตว์ทำไก่อินทรีย์ด้วยการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติโดยใช้สมุนไพรแบบธรรมชาติที่มีอยู่ภายในสวนมาเลี้ยงไก่และยังมีการทำโครงการ ไข่ไก่อินทรีย์เกษตรให้ไก่หันมากินสมุนไพร เรียกได้ว่าผู้บริโภคนั้นได้รับคุณประโยชน์ที่ดีเข้าสู่ร่างกายอย่างแน่นอนโดยนอกจากนี้เขายังต้องการเป็นเจ้าของกิจการอาหารไก่ออร์แกนิคที่มีทั้งอาหารและยารักษาโรคแบบพื้นบ้านจัดจำหน่ายด้วย

จึงเรียกได้ว่าคุณศรายุทธนั้นแม้จะสามารถประสบความสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งแต่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและตัวเองจึงเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับชาวเกษตรกรที่มุ่งมั่นและกลับตัวกลับใจได้อีก 1 คน

ชมคลิป


พลิกชีวิตด้วยเกษตรพอเพียง ปลูกที่กิน เหลือไว้ขาย ปลดหนี้ได้ ใน 2 ปี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับชาวเกษตรที่สามารถใช้ชีวิตจากการทำเกษตรแบบพอเพียงได้อย่างสบายๆนั่นก็คือคุณ คุณสมสี อุ่นคำ เกษตรกรชาวไร่อ้อย อาศัยอยู่ที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีวัย 57 ปีโดยคุณสมสี เริ่มทำไร่ในเมื่อปี 2563 โดยเริ่มต้นประมาณ 24 ไร่โดยการปลูกอ้อยซึ่งมีการขยายพื้นที่และเช่าพื้นที่เพิ่มเติมจนในปัจจุบันนั้นมีพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นจำนวน 250 ไร่ ส่งอ้อยให้กับโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง กลุ่มวังขนาย

โดยในช่วงแรกของการปลูกอ้อยในปี 2536 นั้นเป็นการปลูกใช้แรงงานคนต้องจ้างคนในทุกขั้นตอนของการปลูกดวงถึงขั้นตอนก่อนการเก็บเอาไปขายโดยจะทำให้หมดเงินไปกับการใช้จ่ายแรงงานคนในบางครั้งผลผลิตก็ไม่ค่อยดีได้ประมาณ 8-9 ตันต่อไร่จากนั้นเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็พยายามหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนต่างๆเริ่มจากการซื้อรถไถเดินตามเพื่อเปิดร่องอ้อยจากนั้นก็มีรถ รถไถเล็ก B 24 ใช้ปั่นดิน และรถไถใหญ่ ใช้ปลูกอ้อย คีบอ้อย ล่าสุด เพิ่งซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีรถบรรทุกอีก 2 คัน ไว้บรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงานโดยการให้น้ำอ้อยนั้นก็จะใช้ระบบน้ำหยดและมีการขุดบ่อบาดาลด้วยตัวเอง 6 บ่อและหลังจากนั้นก็จะมีการนำเครื่องจักรมาปลูกอ้อยจึงทำให้สามารถลดการใช้แรงงานคนได้เป็นอย่างดีลดต้นทุนและผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็น 11-12 ตัน ต่อไร่

แต่แล้วคุณสมสีก็ได้เกิดจุดประกายแนวคิดที่อยากมาใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงหลังจากที่ได้นั่งดูโทรทัศน์และได้ฟังพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ส้มพูดถึงการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งการทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะทำให้เราและมีความสุขในชีวิตโดยมีการปลูกพืชส่วนผสมและทำอย่างไรให้มีรายได้เข้าบ้านในทุกวันเมื่อได้ฟังพระองค์ท่านพูดจบได้พูดกับภรรยาในทันทีว่าอยากจะทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกไว้จะทำเศรษฐกิจพอเพียงโดยในตอนแรกภรรยานั้นยังห้ามไว้เพราะคิดว่าทำอย่างไรไม่สำเร็จแต่ด้วยความมุ่งมั่นและคิดว่ามันจะต้องสำเร็จถ้าหากมันไม่สำเร็จในหลวงรัชกาลที่ 9 คงไม่บอกให้ประชาชนทำอย่างแน่นอน

จึงตัดสินใจโดยเริ่มจากการไปซื้อเมล็ด มะเขือเปราะ ผักบุ้ง พริกขี้หนู และถั่วฝักยาวมาปลูกพร้อมกับการหักดิบเลิกกินเห-ล้าเลิกเล่นการพ-นันโดยทำมาในระยะตลอดเวลา 2 ปีตั้งหน้าตั้งตากับการปลูกพืชผักผลไม้และดูแลไร่อ้อยอย่างจริงจันทร์จนสุดท้ายเขานั้นก็สามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ได้จนหมดเพราะการเลิกเห-ล้าเลิกพ-นัน ทำให้เขานั้นมีเงินเหลือเข้าบ้านแล้วพอทำเศรษฐกิจพอเพียงก็มีรายได้จากการขายผักผลไม้ในทุกๆวัน

โดยมีความคิดอยู่เสมอว่าจะต้องมีรายได้เข้าบ้านวันละ 100 บาทซึ่งในวันนี้เขากล้าพูดได้เลยว่าหลังจากที่เป็นหนี้มาหลายปีแต่เขาสามารถใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีในการปลดหนี้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง โดยเมื่อคุณสมสี ไปเล่าให้ใครฟังก็มีแต่คนไม่ค่อยเชื่อหาว่าบ้าจะทำอะไรได้ถึงขนาดนั้นแต่คุณสมสีก็ยืนยันว่าสามารถทำได้จริงๆโดยคราวนั้นตื่น 3:00 นนอน 11:00 นในทุกๆวันโดยในทุกๆวันจะมาเก็บผักบุ้งถั่วฝักยาวพอถึง 06:00 นก็จะขับรถส่งนักเรียนหลังจากนั้นก็จะมาเก็บ บวบ ถอนหัวหอมแดง พอตอนบ่าย 3 ก็ไปขับรถรับนักเรียน ช่วงเย็นก็จะมากินข้าวดูข่าวและเข้าไร่ตอน 19:00 นเพื่อดูแลถั่วฝักยาวเก็บหญ้าที่ขึ้นรถในไร่จนถึง 5 ทุ่มก็เข้านอนโดยมีชีวิตประจำวันแบบนี้วนไปในทุกๆวันเพราะเขาไม่ได้ไปไหนเพราะต้องคอยดูแลพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้

โดยคุณสมสี ปลูกทุกอย่างที่กินได้เหลือก็เอาไว้ขายโดยจะมีคนนั้นมารับซื้อพืชผักถึงบ้านโดยพืชผักผลไม้ที่ปลูกนั้นจะไม่มีการใช้สารเคมีเป็นเด็ดขาดและจะใช้ปุ๋ยหมักเองโดยใช้พื้นที่ในการปลูก 2 ไร่และปลูกผักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีพืชผักสวนครัวที่สามารถรับประทานได้ก็จะมี ถั่วฝักยาว พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า มะเขือเปราะ มะเขือพวง โหระพา กะเพรา มะนาว หัวหอม กระเทียม ผลไม้ที่ปลูก ได้แก่ ลองกอง มะยงชิด ทุเรียน มะปราง ส้มโอ ส้มโชกุน ขนุน น้อยหน่า กระท้อน เงาะ มังคุด ละมุด กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า องุ่น มะละกอ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ เป็ด ปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน

โดยนอกจากนี้เขายังเล่าถึงเหตุการณ์ในวันแรกที่สามารถเก็บมะเขือเปราะขายได้เงินโดยทำให้เขานะรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่พืชผักสวนครัวจากเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับเขาโดยเริ่มจาก 40 บาทวันต่อมาก็เพิ่มเป็น 100 บาทและเป็นถึง 200 บาทเคยขายได้มากสูงสุดคือ 1000 บาทโดยจะเก็บวันละ 100 เป็นเหมือนการออมและทยอยใช้หนี้สินไปเรื่อยๆจะสามารถปลดหนี้ได้เป็นที่สำเร็จ

และด้วยความมานะมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงของเขานั้นก็ทำให้เขาได้รับรางวัลชนะเลิศ ชาวไร่อ้อยดีเด่น ประจำปี 2561 ประเภทชาวไร่อ้อยพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชาซึ่งทำให้เขารู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัลนี้และต้องขอขอบคุณ ลุ่มวังขนาย โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง ที่เอาใจใส่ น้าสนับสนุนชาวไร่มาตลอดโดยในทุกวันนี้คุณสมสีนั้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขปลดหนี้ปลดสินได้ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป

“ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ชาวไร่อ้อยทุกคนว่า ถ้าเราฟังอย่างเดียว ไม่ลงมือทำ ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ก็ไม่สำเร็จ วันนี้ ผมฟังพระองค์ท่าน ผมลงมือทำ ผมเอาใจใส่ดูแลอย่างจริงจัง ผมจึงสำเร็จครับ อยากให้ลองทำเศรษฐกิจพอเพียง ได้เงินเข้าบ้านวันละ 100 บาท เพียงเท่านี้ ก็มีความสุขแล้วครับ สามารถทำควบคู่ไปกับการปลูกอ้อยได้อย่างสบายๆ ครับ”

ปลูก! ดอกขจร 1 ไร่ สร้างรายได้ในทุกวัน วันละ 3,000 – 4,000 เก็บขายได้นาน ถึง 4 ปี

ใครหลายคนคงจะรู้จักกับดอกสลิดดอกขจรกันเป็นอย่างดีซึ่งดอกชนิดนี้ถือว่าเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยในบ้านเรานั้นมีดอกขจรอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือขจรพันธุ์พื้นบ้านซึ่งจะมีดอกขนาดเล็กจะออกในช่วงหน้าฝนกับขจรพันธุ์ดอกที่มีการคคัดดอกสายพันธุ์พื้นบ้านจ นได้ดอกที่มีใหญ่ขึ้น และดอกขจรนี้ถือได้รับความนิยมเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริโภคจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณปรมินทร์ ประทุมมา เกษตรกรผู้ปลูกขจร ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจัน ถือเป็นอีกหนึ่งาวเกษตรกรที่สามารถหารายได้จากการปลูกดอกขจร 1 ไร่ โดยดอกขจรนี้เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่าย ชอบแดดทนแล้งเป็นอย่างดีและมีอายุอยู่ได้ยาวนานในสภาพดินที่สมบูรณ์และมีน้ำตลอดทั้งปีและที่สำคัญลงทุนน้อยต่อไร่แต่สามารถกลับให้ผลผลิตได้ในทั้งปี และในช่วงฤดูหนาวก็จะมีดอกออกมาอยู่และสามารถขายได้ในราคาแพงอีกด้วย

โดยดอกขจร นั้นเป็นดอกเป็นไม้เลื้อยที่ชอบความโปร่งซึ่งพื้นที่ที่จะปลูกนั้นจะเป็นพื้นที่ที่จะต้องส่องแสงแดกถึงอยู่ตลอดเวลา โดยแปลงปลูกจะใช้ไม้ไผ่สูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร ปักต่อกันเป็นเส้นตรง แต่ละเสาห่างกัน 1 เมตร และขึงตาข่ายเป็นแนวยาวอย่างที่เห็น โดยแต่ละแถวจะห่างกัน 50 เซนติเมตร และมีหลุมปลูกที่ขนาดพอดีกับตุ้มดินของต้นกล้า ระยะห่างระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จากนั้นก็จะนำต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน ลงปลูกหลุมละ 2 ต้น

และหลังจากที่ปลูกต้นกล้าลงดินแล้วก็ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นและบำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 สลับ 25-7-7 เดือนละ 2 ครั้ง และใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียงแค่ 3 เดือนก็สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้วโดยเทคนิคในการเก็บดอกขจร หลังจากเก็บดอกแล้ว จะต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งเมื่อพุ่มเริ่มหนา ให้ทรงพุ่มโปร่ง เท่านี้ต้นขจรก็จะแตกยอดออกมาใหม่พร้อมกับมีดอกตามมาเรื่อยๆ ยิ่งตัดก็จะยิ่งแตก นั้นเอง

โดยผลผลิตนั้นสามารถเก็บได้รายวันจะอยู่ในวันละ 30 ถึง 40 กิโลเมตรบางวันก็ถึง 100 กิโลกรัมเฉลี่ยแล้ว 60 กิโลต่อวันจำหน่ายในกิโลกรัมละ 50-100 บาทและในช่วงฤดูหนาวนะสามารถจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 120 ถึง 130 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนี้ดอกขจรถือเป็นพืชที่ติดช้ำง่ายเวลาตัดแต่งกิ่งก็จะสามารถนำเสาที่มีอายุเกิน 1 ปีมาตัดแต่งกิ่งและไปผสมกับดิน 1 ส่วนกับขุยมะพร้าวอีก 1 ส่วนปักท่อนพันธุ์ลงไปหรือประมาณ 2 นิ้ว ถุงละ 2 ท่อน จากนั้นนำไปอนุบาลต่อในเรือนเพาะชำที่มีแสงผ่านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ รดน้ำทุกวันประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำมาปลูกหรือแบ่งจำหน่ายต้นพันธุ์สร้างรายได้อีกทางหนุ่งด้วยเช่นกัน

ซึ่งถ้าหากใครสนใจนั้นสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณปรมินทร์ ประทุมมา 193 หมู่2 ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจัน จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์. 08-3858-1686 กันได้เลย

เคล็ดลับ! เพียงแค่โรยเกลือ ไว้โคนต้นมะพร้าวน้ำหอม ก็ได้หวาน หอม อร่อย

หลายๆคนคงเคยได้ทานน้ำมะพร้าวหอมน้ำหอมที่มีรสชาติหอมอร่อยซึ่งบอกเลยว่าแน่นอนถ้าหากใครได้รับประทานก็มันจะติดใจกันและยอมซื้อแม้ว่าจะต้องจ่ายแพงแค่ไหนโดยในวันนี้เราก็มีเคล็ดลับดีๆจากพ่อค้าเกษตรการว่าทำอย่างไรมะพร้าวน้ำหอมนี้ถึงจะมีรสหวานหอมอร่อยถูกใจคนได้โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์ พึ่งพเดช เจ้าของสวนมะพร้าวอำเภอบ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาคร

โดยส่วนมะพร้าวของเขานี้มีวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้สำหรับผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพสามารถวางใจว่ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนน้ำจะมีความปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารพิษอย่างแน่นอนจึงมีการปรับเปลี่ยนการจัดการภายในส่วนให้ได้มาตรฐานของ GMP ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

โดยจากเดิมที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีแต่หลังจากที่เข้าอบรมจึงมีการเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ทุกเดือนเดือนละครึ่งกระสอบหรือประมาณ 10-12 กิโลกรัมแนะนำให้ต้นมะพร้าวมีความสมบูรณ์และทำให้มีกลิ่นหอมและมีรสชาติหวาน

โดยปกติ โดยปกติเราจะได้อานิสงส์จากน้ำกร่อยที่หนุน เข้ามา เลยทำให้พื้นที่อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, ราชบุรีและชลบุรี ปลูกมะพร้าวแล้วมีกลิ่นรสชาติที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ แต่พื้นที่สวนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลน้ำกร่อยเข้ามาไม่ถึง จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นเข้ามาช่วยเสริม นั่นคือใชเกลือสมุทร เกลือทะเล มาหว่านโรยโดนตัน

โดยวิธีใส่เกลือทะเลเพื่อกระตุ้นให้มะพร้าวนั้นมีกลิ่นหอมและรสชาติหวานนั้นแนะนำให้รวยเกลือสมุทรในบริเวณรอบต้นมะพร้าวเป็นวงกลมห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตรในอัตรา 500 กรัมหรือครึ่งกิโลกรัมต่อต้นควรทำในช่วงฤดูฝนเพราะน้ำจะสามารถช่วยละลายเกลือลงสู่ผิวดินได้อย่างรวดเร็วและนำไปอีกประมาณครึ่งปีหรือ 6 เดือนก็โรยเกลืออีกครั้งหนึ่งแต่อย่าให้ตรงกับฤดูแล้งเพราะจะทำให้ต้นมะพร้าวเจอกับความเค็มและคายน้ำในทันทีทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ จั่นร่วงง่าย และผลไม่ติด ฉะนั้นควรระวัง

โดยหลังจากที่ได้รับรองจาก gsp ก็ทำให้มีการออกขายตามร้านงานต่างๆทุกๆวันจันทร์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรในกรุงเทพฯและมะพร้าว 1 ลูกก็สามารถขายได้หมดภายในช่วงเวลาครึ่งวันเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ขายทั้งวันได้เพียงแค่ 40 ลูก ทำให้ไม่คุ้มค่าและเวลาและน้ำมันรถเพราะลูกค้านั้นไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ แต่ในปัจจุบันก็มีลูกค้าเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นและเป็นสินค้าที่ชาวสวนปลูกเองจึงทำให้ปัจจุบันมะพร้าวจำนวน 350 ต้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่จำนวน 7 ไร่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวปีละ 480000 บาท

ฟรี!สูตรกำจัดหญ้า ปลอดภัยไร้เคมี เห็นผลใน 2 วัน

ชาวเกษตรคนไหน กำลังพบกับปัญหาในเรื่องของหญ้าที่รกขึ้นอย่างมากมาย ทำให้หญ้าขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้เสียเวลาในการกำจัดซึ่งใครหลายคนนั้นก็มักจะใช้วิธีในการสื่อสารเคมีมาฉีดพ่นหญ้าในการกำจัดหญ้าบอกเลยว่าวิธีเหล่านี้นั้นทำให้เกิดภาระหน้าดินทำให้ดินนั้นไม่อุดมสมบูรณ์อีกทั้งพื้นที่ดินยังได้รับสารเคมีไปแบบเต็มๆ ซึ่งในปัจจุบันทางองค์กรอนามัยโลกได้มีการออกมาเตือนแล้วว่า สูตรกำจัดหญ้า 2,4-D ที่กำลังใช้กัน อันตรายต่อมนุษยเป็นอย่างมาก และยังมีสารก่อมะเร็งอีกด้วย โดยในตอนนี้กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทยก็มีการออกมาต่อต้านในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการกำจัดหญ้ากันโดยการกำจัดหญ้าที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรที่ไร้สารเคมีไร้สารที่สามารถต่ออันตรายต่อร่างกายของเราอีกครั้งจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยเป็นอย่างมากซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 สูตรดังนี้

สูตรที่ 1 : สูดรน้ำหัวผักกาดและหัวไชเท้า

สิ่งที่ใช้

+น้ำหัวผักกาด 1 ส่วน

+น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ส่วน

+ผงกลูโคส 1 ส่วน

การทำ : เอาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ทำไปหมักทิ้งไว้เป็น เวลา 1 คืน

การทำใช้งาน : โดยใช้ในระยะ 7 วันในอัตราตอน 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ต่อ 1 ครั้ง โดยสูตรนี้สามารถใช้กับในนาข้าวในตอนที่ข้าวยังเล็กได้ซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการควบคุมการเจริญเติบโตของหญ้าหรือสามารถนำไปฉีดพ่นมะนาวหรือส้มโอให้ใบร่วงได้

สูตรที่ 2 : สูดรเกลือ

สิ่งที่ใช้

+เกลือ 2 กก.

+ปุ๋ยยูเรีย 21-0-0 2 กก.

+น้ำ 20 ลิตร

การทำ : เอาเกลือมาผสมกับยูเรีย จากนั้นก็เอาไปผสมในน้ำ 20 ลิตร

การทำใช้งาน : สามารถนำไปฉีดในนาข้าวในขณะที่ต้นข้าวนั้นกำลังมีความสูงประมาณเหนือเข่า โดยใช้ระยะเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ต้นหญ้าหรือวัชพืชที่เกษตรกรไม่ต้องการก็จะแห้งเหี่ยวไปเองกลายเป็น ปุ๋ย ชั้นดีในนาข้าวได้ดีอีกด้วย

สูตรที่ 3 : สูดรน้ำส้มสายชู

สิ่งที่ใช้

+น้ำส้มสายชู 3 ลิตร

+เกลือแกง 2 ถ้วย

+น้ำยาล้างจาน 1 ถ้วย

การทำ : เอาส่วนผสมทุกอย่างมาละลายผสมเข้าด้วยกัน

การทำใช้งาน : เมื่อผสมเข้าด้วยกันแล้วก็สามารถนำมาใส่ขวดสเปรย์หรือถังฉีดพ้น เพื่อนำไปกำจัดหญ้าได้เลย 2 วันเห็นผลแน่นอน และเลือกทำำในวันแดดจัดได้ยิ่งดี แต่ควรหลักเลี่ยงในวันฝนตก

ผักชีในกระถาง ปลูกไว้รับประทานเองแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อกิน!

สำหรับผักชีนั้นถือเป็นผักที่สามารถนำมาใช้รับประทานหรือตกแต่งอาหารได้ ที่ทำให้ครัวหลายๆบ้านนั้นจำเป็นจะต้องมีผักชีติดบ้านกัน เพราะผักชีนั้นมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารได้อย่างเป็นอย่างมากและสามารถกินได้ง่ายและอร่อยด้วย

แต่ในปัจจุบันเราจะทราบได้อย่างไรว่าผักชีที่เราซื้อมานั้นปลอดภัยไร้สารพิษและยิ่งถ้าหากใครรักสุขภาพมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นปลูกผักชีไว้รับประทานเองที่บ้านในกระถางเล็กๆอยากกินเมื่อไหร่ก็สามารถเด็ดรับประทานเอาได้เลย โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการปลูกผักชีในกระถาง ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ปลูกเล็กๆได้ เหมาะอย่างมากสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือคนที่อยู่ตามคอนโดซึ่งคุณนั้นก็สามารถปลูกผักชีไว้รับประทานเองได้ด้วยเช่นกันโดยจะมีวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

วัสดุที่ต้องเตรียม

+เมล็ดผักชี

+ดิน

+ปุ๋ยคอก

+ทรายและขี้เถา

+ฟางข้าว

+กระถางปลูกผัก

ขั้นตอนในการปลูกผักชีในกระถาง

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำเมล็ดผักชีมาบด โดยใช้ขวดบดให้แตกออกเป็น 2 ซีก

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วก็หันมาเตรียมดินโดยการพรวนดินให้ร่วนและผสมรวมกับปุ๋ยคอกและใส่ในกระถาง

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นนำเมล็ดที่แช่น้ำครบแล้ว มาผสมกับทรายและขี้เถาและรอให้เมล็ดคอก

ขั้นตอนที่ 4 และเมื่อเห็นรากอ่อนงอกออกมาจากเมล็ดก็ค่อยๆโรยลงบนดินปลูกในกระถางจากนั้นก็นำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นหน้าดินเอาไว้และไปตั้งในบริเวณที่มีแดดส่องรำไร

ขั้นตอนที่ 5 ทำการรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เป็นประขำทุกวัน ทำไปเป็นระยะเวลา 30-50 วัน ก็เริ่มเก็บแล้ว

เพียงเท่านี้เราก็มีผักชีไว้รับประทานกินเองในบ้าน แถมเป็นผักชีที่ปลอดสารพิษอย่างแน่นอน อยู่ในคอนโดก็ปลูกได้ ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะและไม่ต้องออกไปเสียเงินซื้อผักที่ตลาดกันแล้วละคะ ! แจ่มใช่ไหมละ!

เลี้ยงไส้เดือนทำปุ๋ย ใช้พื้นที่นิดเดียว! แต่รับเงินได้หลักแสน!

ไส้เดือนเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในดิน ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรมาอย่างมากมายแล้วนับไม่ถ้วนโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับคุณขจรเกียรติ บรรเลงจิตเจ้าของฟาร์มไส้เดือน ที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยข่าวนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงไส้เดือนเลยก็ว่าได้

โดยกล่าวนั้นได้มีการนำพื้นที่เพียงแค่ 2 งาน จากที่เคยทำบ่อปูนปลาถูกปรับใช้มาเป็นเบาะขยายพันธุ์ไส้เดือนเบอเริ่มต้นมาจากการซื้อไส้เดือน โดยซื้อพ่อและแม่ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกา 4 กิโลกรัมในราคา 3200 บาท สาเหตุที่ใช้สายพันธุ์นี้ก็เป็นเพราะว่าเป็นพันธุ์ที่มีขนาดตัวใหญ่และก้อนมูลโตและเป็นสายพันธุ์เดียวที่อยู่บนดินชั้นบน กินซะตัดซากพืชอินทรีย์วัสดุบนพื้นผิวดินและถ่ายมูลลงไปในผิวดินทำให้เกิดการแยกปุ๋ยได้ง่ายโดยจะมีการนำมาเลี้ยงในบ่อประมาณ 2 คูณ 4 เมตรและใส่มูลโค 40 กระกอบ

โดยไส้เดือน 40 กก. เลี้ยงไป60วัน จะทีก่ีเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีก 22 กก. ซึ่งนี้ก็เพียงพอต่อการ ทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อค้าขายภายใน 3 อาทิตย์ โดยปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ผลิตออกมานั้นจะมีแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับต้นไม้เป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้องใช้มูลวัวและมูลไก่มาผสมซึ่งถ้าหาก โดยถ้าหากใช้มูลวัวอย่างเดียวก็นำให้โครงดินไม่ร่วน อันแน่นเกินไป ทำให้ไส้เดือนชอนไชไม่ได้ โดยจะนำมาผสมกันในอัตราส่วนมูลโค 5 ส่วน / มูลไก่ 1 ส่วนและก้อนเห็นเก่า 1 ส่วน จากนั้นก็พักนาน 2 อาทิตย์เพื่อใ้อุณหภูมิเย็นลง โดยจะทำก่อนที่จะนำไปเลี้ยงไส้เดือนซึ่งจะต้องนำส่วนผสมดังกล่าวนี้ไปผสมกับรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งในอัตราส่วนรำ 1 กิโลกรัมต่อส่วนผสม 200 กิโลกรัม จากนั้นก็ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากันและบรรจุใส่ถุงพลาสติกกระสอบปุ๋ยจำนวน 10 กิโลกรัมต่อถุงพร้อมกับใส่ใส้เดือน 2 ขีดอ่อน 1 กระสอบและไปวางไว้ในโรงเรือนที่ ลม โกร่ก

และเพื่อไม่ให้อุณหภูมิร้อนจนเกินไปควรจะมีการติดตั้งสปริงเกอร์และปล่อยน้ำด้านบนหลังคาเพื่อกระตุ้นให้ไส้เดือนชอนไชหากินอาหารในกระสอบปุ๋ยซึ่งก็จะได้ปุ๋ยมูลไส้เดือน จำนวน 160กก. ขายได้กก.ละ 10 บาท และขายไส้เดือนได้อีก 22 กก. ขายให้บ่อปลาอีก กก.ละ 500 บาท

การเลี้ยงไส้เดือนสูตรนี้ จะใช้พื้นที่ประมาณ 25 ตารางวา ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 3,800 บาท เท่านั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 3 อาทิตย์ก็สร้างรายได้ 27,000 บาท โดยในบ้างครั้งก็สามารถสร้างรายให้ครอบครัวเดือนละ 120,000 บาท (ยังไม่หักต้นทุน) เพราะมีชาวสวนเกษตรอินทรีย์และบ่อกุ้งติดต่อขอซื้อมาอย่างต่อเนื่อง สนใจจะเรียนรู้ดูงานสอบถามได้ที่ 09-2258-6598 กันเลย

เจาะน้ำในต้นไผ่ ใส่ขวดขาย สร้างรายได้งาม แบบยั่งยืน!

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับการสร้างอาชีพอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยซึ่งเราจะพาทุกคนไปพบกับเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ลืมแล้ง ที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านส้มเฟี้ยง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง โดยจะพาไปรู้จักกับคุณสมศักดิ์ สุนทรนนท์ ที่ออกมาเผยหนทางการสร้างรายได้ จากต้นไผ่และยังได้หน่อเป็นของแถม

โดยคุณสมศักดิ์ สามารถนำน้ำออกมาจากต้นไผ่ได้และนำมาใส่ขวดและวางจำหน่ายในราคาขวดละ 20 บาทในปริมาณ 500 CC โดยต้นไผ่ที่ปลูกไว้เป็นจำนวน 100 ต้นบนพื้นที่ 1 ไร่ที่มีอายุประมาณ 2-3 ปีก็จะนำมาถูกเจาะโดยการใช้สว่านเจาะรูไปในป่องจากนั้นก็ใช้หลอดกาแฟเสียบเข้าไปและทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงก็จะมีน้ำไหลออกมาจากต้นไผ่ซึ่งได้ต้นประมาณ 1.5 ถึง 2.0 ลิตร

และในวันถัดไปก็ยังเอาหลอดกาแฟมาใส่เพื่อนำน้ำออกได้โดยจะเป็นข้อต่อด้านบนหรือข้อต่อด้านล่างก็ได้ก็จะได้ด้วยเช่นกันในต้นเดียวกันแต่ควรมีการเว้นระยะห่างที่ต่างออกไปประมาณ 1.5 เซนติเมตร โดยน้ำที่ได้จากต้นไผ่นี้จะเป็นน้ำที่บริสุทธิ์และดีต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถนำมาขายได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไรอย่างมากสำหรับใครที่ปลูกต้นไผ่อยู่แล้วและต้องการอะไรได้เสริมและถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้กับเกษตรกร

โดยน้ำจากต้นไผ่นี้จะมีกลิ่นหอมมันอ่อนรสชาติเหมือนน้ำเปล่าแต่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนที่รักสุขภาพเพราะมีสรรพคุณในเรื่องของการขับสารพิษออกจากร่างกายและทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งยังนำไปล้างผักผลไม้ได้ให้ผักผลไม้ปลอดสารพิษต่างๆได้นอกจากนี้ยังสามารถเก็บได้นานถึง 7 วัน โดยสรรพคุณของมันนั้นได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้การปลูกต้นไผ่ก็ยังได้หน่อไม้ซึ่งยังขายได้ถึงกิโลกรัมละ 20-30 บาทถ้าหากนำมาแปรรูปก็สามารถปรับขายมีราคาที่สูงขึ้น จึงทำให้ต้นไผ่นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้ทั้งปี เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่าพันบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์โดยถ้าหากใครสนใจที่จะไปดูงานเพราะสามารถไปศึกษาดูงานได้ฟรีที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านซ่อมเฟืองหรือสอบถามไปยังเบอร์โทร 089 059 0 5 4 9

เพาะถั่วงอกในโอ่ง สร้างรายได้งาม เดือนละไม่ต่อกว่าครึ่งแสน!!

วันนี้ทางทีมงานก็เอาสิ่งดีๆมาฝากอีกแล้วสำหรับใครนั้นที่กำลังสนใจหารายได้เสริมให้กับตัวเองบอกเลยว่าวันนี้เราจะพาไปสถานที่แห่งหนึ่งนั่นก็คืออำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาซึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งได้ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขายแต่บอกเลยว่าการเพาะถั่วงอกแบบโบราณนั้นสามารถสร้างรายได้ได้ยาวนานถึง 40 ปีจนกลายเป็นรายได้หลักจนสามารถได้รับคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ได้อีกด้วยโดยเจ้าของนั้นก็คือ… นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี โดยคุณศรีนวลนั้นก็ได้มีการบอกขั้นตอนวิธีการทำดังนี้

ขั้นตอนการปลูกถั่วงอกแบบโบราณในโอ่ง

ขั้นตอนที่ 1 ต้องมีโอ่งที่มีขนาดความสูงประมาณ 1.5 ฟุตกว้าง 1 ฟุตและนำมาเจาะรูขนาดนิ้วก้อย 2 รูที่ก้นเพื่อให้น้ำสามารถซึมออกไปได้

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ให้ซื้อเมล็ดถั่วเขียวเกรด A ซึ่งในปัจจุบันขายในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่ไว้ในกะละมัง 5 ชั่วโมงเมื่อครบแล้วก็นำมาใส่ในโอ่งโดยใส่โอ่งละ 2 กิโลกรัมแล้วคุมด้วยกระสอบทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้รากงอก

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นให้เอาใบสะแกสดมาคุมไว้ด้านบนของเมล็ดถั่วและเอาไม้ไผ่มาขัดไว้ด้านบน

ขั้นตอนที่ 5 ขยันรดน้ำใส่โอ่งวันละ 4 เวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 วัน

ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็ดึงไม้ไผ่ที่ขัดออกและเอาใบสะแกออกเพียงเท่านี้ก็จะได้ถั่วงอกขาวอวบพร้อมที่จะขาดแล้ว

และวิธีการคัดเอาเปลือกถั่วออกจากถั่วงอกนั้นก็ใช้เพียงแค่พัดลมขนาดใหญ่เป่าและนำผ้ามุ้งมาปู นำถั่วงอกมาใส่กระด้งและร่อนเพื่อให้เปลือกถั่วเขียวออกมาจากถั่วงอกจากนั้นก็เก็บใส่ถุงเพื่อชั่งกิโลพร้อมนำไปขาย

นอกจากนี้นางศรีนวลก็ยังมีการบอกอีกว่าในอดีตของตัวเองนั้นครอบครัวมีอาชีพทำไร่และนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆก็ประสบปัญหากับภัยธรรมชาติหลายๆอย่าง จึงตัดสินใจขายที่นาเกือบทั้งหมดและนำเงินมาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้พื้นที่บริเวณใต้ถุนบ้านในการเป็นพื้นที่เพาะถั่วงอก ซึ่งมีช่วงแรกต้องมีการลองถูกลองผิดไปเรื่อยและก็อาจจะไม่ได้ผลผลิตที่ดีในเท่าที่ควร

แต่ต่อมาก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ให้คำแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งเพราะถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณและยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพอย่างจริงจัง จึงมีความสนใจและเข้าไปศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นมาอย่างจริงจัง จนในเมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมาก็สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างดีและสามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดในตัวได้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งในปัจจุบันครอบครัวของคุณศรีนวลนั้นก็ได้มีการเพาะถั่วงอกในโอ่งทั้งหมด 40 ใบและสามารถเก็บถั่วงอกขายได้สัปดาห์ละประมาณ 800 กิโลกรัมโดยมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่และขายในกิโลกรัมละ 18 บาทเฉลี่ยมีรายได้สัปดาห์ละ 14000 บาทหรือตกเดือนละ57600 บาทเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้จนถึงปัจจุบัน