บิ๊กตู่ว่าไง! หลุดเอกสารใช้งบสู้คดีปิดเหมืองทอง ใช้เงินภาษีประชาชนล้วน ๆ

หลายคนคงจะพอคุ้นชินกับคดีปิดเหมืองทองอัคราอยู่แล้ว เมื่อครั้งตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล สรุปคร่าว ๆ คือบิ๊กตู่ตอนรัฐประหาร ไม่รู้อะไรไปเข้าร่างแก แกใช้อำนาจ ม.44 ไปปิดสัมปทานเหมืองทองอัครา จนถูกบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด จากประเทศออสเตรเลีย ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลไทยจนเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) นั้น จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับโลก ซึ่งตอนนั้นมีการประชุมหารือหาทางออกนี้ โดยบิ๊กตู่ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ขอเวลาคิดก่อนว่าจะใช้แนวทางใด ยังไม่ขอตัดสินใจ แต่ขอรับผิดชอบด้วยตัวเอง “ผมรับผิดชอบเอง เพราะเป็นผู้ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น” นั่นทำให้ล่าสุดเป็นประเด็นในทวิตเตอร์ ด้วย แฮชแท็ก #เหมืองทองอัครา กลับมาติดเทรนด์ทวิตเตอร์อีกครั้ง เมื่อมีการเผยแพร่เอกสารงบประมาณปี 2564 โดยเป็นรายละเอียดระบุถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย กับบริษัท คิงส์เกต จากประเทศออสเตรเลีย โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล เป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องดังกล่าว

ในนปี 2562 รัฐบาลใช้งบเรื่องนี้ 60 ล้านบาท ส่วนปี 2563 ใช้งบไป 218 ล้านบาท และในปี 2564 กำลังตั้งงบประมาณสำหรับเรื่องนี้ 111 ล้านบาท รวมแล้วเกิน 300 ล้านบาท โดยมีหลักฐานอ้างอิงมาจาก รายงานการวิเคราะห์งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของกระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ นายวิโรจน์มองว่า เราไม่รู้ว่าทางรัฐจะต้องเสียภาษีอีกเท่าไร เพื่อใช้ระงับข้อพิพาทนี้ พร้อมยกคำพูดของ พล.อ. ประยุทธ์ ซึ่งเคยประกาศว่า จะรับผิดชอบต่อการใช้ ม.44 ในการปิดเหมืองทองอัคราเองนอกจากนี้ ในโลกออนไลน์ ยังมีการตรวจสอบงบประมาณย้อนหลังกลับไปในปี 2562 และ 2561 ที่ผ่านมาพบว่ามีการใช้งบประมาณเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกับบริษัทคิงส์เกตไปแล้ว 217 ล้านบาทและ 60 ล้านบาทตามลำดับ โดยหากรวมงบประมาณในปี 64 ตามเอกสารที่มีการเปิดเผยออกมาล่าสุดแล้วรัฐบาลจะใช้งบประมาณในการระงับข้อพิพาทในครั้งนี้อย่างน้อย 388 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าเสียหายในกรณีที่อาจแพ้คดีอีกถึง 3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ข้อพิพาทเหมืองทองอัครา คือกรณี ที่รัฐบาล คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 72/2559 สั่งระงับการอนุญาตและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวโดยต้องระงับการประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป ส่งผลให้ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย ผู้ชนะประมูล ที่ได้สิทธิสัมปทานการขุดเหมืองชาตรีใต้ (บริเวณรอยต่อ จ.พิจิตร , พิษณุโลกและเพชรบูรณ์) รวม 1,259 ไร่ ระยะเวลา 20 ปีที่จะสิ้นสุดวันที่ 18 มิ.ย.63 และได้ขยายพื้นที่ทำเหมืองที่ได้สิทธิสัมปทานเพิ่มเติมใน จ.พิจิตรเหมืองชาตรีเหลืออีก 9 แปลง พื้นที่ 2,466 ไร่ระยะเวลา 20 ปี
ซึ่งจะครบในวันที่ 20 ก.พ.2571 ที่มีบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ที่เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) บริษัทลูกในประเทศไทย ที่ดำเนินการขุดเหมือง ต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด บริษัทคิงส์เกตฯ เจ้าของสัมปทาน จึงได้นำเรื่องสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตามข้อบังคับ UNCITRAL Arbitration Rules
ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ประเทศเสียหายแน่นอน เพราะความผิดมันสำเร็จแล้ว มูลค่าความเสียหายจากการปิดเหมืองสูงถึงกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เคยกล่าวไว้ ว่าจะรับผิดชอบเอง แต่ไหงถึงมาใช้ภาษีและงบของประเทศในการสู้คดีส่วนตัว นี่อาจเป็นฉชวนในการจุดม็อบอีกรอบก็เป็นได้