สุดช็อก! แม่หัวใจสลายโร่แจ้งความ. ลูกวัย14ปี ถูกคนหมู่บ้านเดียวกัน40กว่าคน รุมข่มขืน

สุดช็อก! แม่หัวใจสลายโร่แจ้งความ. ลูกวัย14ปี ถูกคนหมู่บ้านเดียวกัน40กว่าคน รุมข่มขืน

40 คน รุมโทรมเด็กหญิง 14ปี แม่หัวใจแทบสลาย โร่แจ้งตำรวจ พบเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน หลายหน่วยงานเร่งช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน เวลา13.00น.ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่สภ.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ภูเก็ต ได้นำแม่ของเด็กหญิงเอ นามสมมติ อายุ 14 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อ พ.ต.ท.กิตติภูม ถิ่นกลาง สารวัตร(สอบสวน) เพื่อแจ้งความจับกุมตัวกลุ่มคนเพิ่มเติม นอกเหนือจาก ผู้ต้องหา 3 คน ใน อำเภอตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ที่อัยการจังหวัดพังงาได้มีการสั่งฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 14 ปี (ขณะเกิดเหตุ) ไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากกรณี เด็กหญิง เอ นามสมมุติ อายุ 15 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเกาะแรด หมู่ที่ 6 ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ถูกคนในหมู่บ้านกว่า 40 คนรุมข่มขืน ตั้งแต่ต้นเดือน พฤษภาคม 2559 จนถึงปลายตุลาคมปีเดียวกัน แม่ของเด็กหญิงเอ ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับทนายฮานีฟ หยงสตาร์ เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อสันติ สาขาภูเก็ต จนสามาระจับกุมกลุ่มวัยรุ่นชุดแรกได้จำนวน 3 คน ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่าง 25—30 ปี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกกลอยได้ทำสำนวนส่งฟ้องศาลดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยและศาลก็ได้อนุญาตให้ประกันตัวเป็นการชั่วคราวแล้วในขณะนี้ โดยผู้ต้องหาชุดแรกได้มีการชักชวนคนในหมู่บ้านเข้ามาร่วมกระทำชำเรากับผู้เสียหายจนกระทั่งมีการพาตัวผู้เสียหายออกนอกพื้นที่โดยมีผู้ร่วมกระทำรายอื่นๆมากขึ้น ซึ่งผู้เสียหายได้ให้การว่ามากสุดมีผู้ร่วมกระทำชำเราถึง 11 คน ส่วนครั้งอื่น ๆ จะมีประมาณ 5-7 คน โดยผู้ต้องหา 3 คนแรกจะเป็นผู้ที่พาน้องคนดังกล่าวไปยังขนัมบริเวณชายหาดเพื่อกระทำชำเราเป็นจำนวนถึง 3 ครั้ง และยังไปยังที่อื่นอีก หลายครั้ง

โดยพบว่าการกระทำทุกครั้งจะเป็นช่วงเวลาที่ พ่อ และ แม่ ของ น้อง ออกไปรับจ้างกรีดยางพารา ด้าน แม่ของเด็ก กล่าวทั้งน้ำตาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นกับครอบครัวของตน ปกติครอบครัวของตนอาศัยอยู่กัน 4 คน พ่อแม่ลูก โดยเด็กหญิงเอ เป็นพี่คนโตซึ่งเป็นลูกติดตนและตนก็มาได้สามีใหม่ และมีลูกชายอีกหนึ่งคน อายุ 7 ปี นายสมนึกเป็นคนพื้นที่เกาะแรดโดยกำเนิดจึงเป็นที่รู้จักของทุกคนในหมู่บ้าน ลูกสาวของตนปกติเป็นเด็กที่เรียนดี ขยันแม่ของเด็กเอได้เล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นปกติตนและครอบครัวจะออกไปกรีดยางห่างออกไปสองถึงสามหมู่บ้านเพราะตนเองต้องทำงานหนัก มีหนี้สินเยอะไหนลูกจะเรียนหนังสืออีก ตอนเที่ยงคืนจะทิ้งลูกไว้ที่บ้านให้อยู่กับน้อง ก่อนหน้านั้นจะพาลูกไปด้วยให้ลูกนอนในรถซาเล้ง บางทีมีสุนัขมาใกล้รถที่น้องนอน น้องก็กลัว ยุงก็เยอะ มดก็กัด ก็เลยทิ้งลูกให้อยู่ที่บ้านและพี่สาวเองที่อยู่บ้านใกล้กันก็บอกว่าเดี๋ยวจะช่วยดูให้ช่วงที่ออกไปกรีดยาง

เริ่มจะรู้จากการสังเกตต้นปีที่ผ่านมาว่าหลานของสามีของตนจะเข้ามาตีสนิทแล้วก็เริ่มมีอะไรผิดสังเกตหลายอย่าง เช่นลูกสาวตนเองกลางคืนจะไม่นอน ตนเองก็คิดว่าเล่นโทรศัพท์เลยไม่นอน ตนจึงยึดโทรศัพท์ไว้ไม่ให้ใช้ แต่ลูกก็ยังไม่นอน จะมีอาการผวาตลอด จะร้องไห้ทั้งคืน แล้วคืนหนึ่งขณะที่ตนกำลังจะออกไปกรีดยางก็ได้ยินเสียงผู้ต้องหามาไออยู่ที่หลังบ้าน ตนก็บอกสามีว่า มีคนมาไอ กระแอมอยู่หลังบ้าน บางคืนก็จะได้ยินเสียงคนเดินอยู่หลังบ้าน ตนจึงเริ่มคาดคั้นความจริงจากลูก ลูกของตนจึงเริ่มบอกว่าได้ถูกข่มขืนแต่แค่เพียงคนเดียว แต่ตนมาทราบทีหลังว่ามีการถ่ายคลิปวีดีโอตอนที่ลูกของตน โดนข่มขืนด้วย ตนจึงเริ่มสงสัยว่าถ้ามีการถ่ายคลิปไม่น่าจะมีผู้ต้องหาแค่คนเดียวตนจึงคาดคั้นอีกจนลูกของตนบอกออกมาอีกว่า มีอีกคนหนึ่งที่ร่วมข่มขืนด้วย ตนก็ยังไม่เชื่ออีกว่ามีแค่นี้ จึงพยายามถามอีกจนลูกบอกออกมาว่ามีอีกคน รวมมีผู้ต้องหาสามคน ลูกก็บอกว่าหมดแล้ว ตนก็เชื่อลูกจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ทางบ้านพักเด็กและครอบครัวได้เข้ามาดูแลและพาตัวน้องออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย ลูกของตนจึงได้บอกความจริงทั้งหมดว่าเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวน้องว่าทั้งหมดมีใครบ้าง ที่ร่วมข่มขืนตัวน้องมีทั้งหมดกว่า 40 คน ที่ร่วมกระทำ

ส่วนสาเหตุที่น้องปิดบังเนื่องมาจากว่าน้องอาย และหนึ่งในผู้ต้องหาที่ร่วมข่มขืนเป็นเจ้าของที่ดินที่ให้ตนเข้าไปปลูกผักขายได้ชั่วคราวและลูกของตนกลัวเขาจะไม่ให้พ่อแม่เข้าไปทำกินในที่ดินเขาอีกและกลัวเขาจะมาทำร้ายพ่อกับแม่ด้วยและกลุ่มผู้ต้องหาได้มีการข่มขู่เอาไว้ด้วยว่าถ้านำเรื่องนี้ไปบอกใครจะฆ่าให้ตายทั้งครอบครัว และมีปมอยู่นิดหนึ่งที่ผู้ต้องหาขู่ไว้คือ สามีของตนเป็นพ่อเลี้ยงของน้อง หากนำเรื่องนี้ไปบอกใครเดี๋ยวจะบอกว่าพ่อเลี้ยงนั้นแหล่ะเป็นคนทำ น้องยังเล่าอีกว่าหนึ่งในกลุ่มคนร้ายจะเป็นคนเข้ามารับตัวน้องออกไป หากน้องไม่ยอมก็จะบังคับ บีบคอแล้วก็ดึงตัวออกไปทางหน้าต่างจากนั้นก็จะพาไปให้กับคน ที่รออยู่นับสิบคน บางครั้ง ครั้งเดียวถึง 11 คนที่กระทำกับน้อง แต่ที่น้องจำหน้าได้บางคน เพราะว่าเวลาที่โดนกระทำกลุ่มผู้ต้องหาได้เปิดไฟ และทำการถ่ายคลิปด้วยโทรศัพท์มือถือ ตนเห็นคลิปแล้วรับไม่ได้จนทุบโทรศัพท์ทิ้ง ทีหลังได้นำมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกู้ข้อมูล แต่ก็กู้ไม่ได้ ตอนนี้ตนเองตายก็ไม่กลัว ตนอยากได้แค่ความยุติธรรมเท่านั้น ตนเองหาเช้ากินค่ำไม่เคยทำร้ายใคร กลุ่มคนที่มากระทำข่มขืนน้องรู้จัก สนิทกับครอบครัวตนทุกคน แต่ที่สำคัญทุกครั้งก่อนที่จะลงมือข่มขืนจะบังคับให้น้องเสพยาก่อน และแต่ละครั้งกลุ่มคนที่มาจะไม่ซ้ำหน้ากันเลยสักครั้งเดียว แต่ก็มีบางคนที่ไม่รู้จัก และน้องเองก็จำหน้าได้บ้างจำไม่ได้บ้าง น้องบอกว่าทำกับน้องเหมือนสัตว์เลย น้องร้องขอความช่วยเหลือเขาก็เอามือบีบคอไว้ ตอนนี้น้องอยู่อย่างหวาดผวายิ่งตอนที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ตนเองก็ได้แต่ปลอบใจเราจะต่อสู้ไปด้วยกัน

 

ด้านนายชานนท์ อับดุลล่าห์ มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติสาขาภูเก็ต เปิดเผยว่า หลังจากที่ มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ได้รับทราบเรื่องจาก บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา ว่ามีเคสที่เป็นชาวมุสลิม มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติจึงได้ให้ส่วนที่เป็นด้านสังคมสงเคราะห์ เดินทางเข้าไปพบปะพูดคุยและพบว่ามีการล่วงละเมิดนอกเหนือจาก 3 รายที่อัยการส่งฟ้องแล้วเป็นจริง ทางมูลนิธิจึงได้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกกับแม่และเด็กหญิงผู้ถูกกระทำชำเรา พร้อมจัดทนายและดำเนินการพาเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกกลอย

จากนั้นได้เข้าพบนายมนัส หนูรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา เพื่อส่งรายงานเพิ่มเติมในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงคนหนึ่งใน จ.พังงา เมื่อวันที่ 9สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมของคณะอนุกรรมการสหวิชาชีพช่วยเหลือคุ้มครองเด็กรายกรณี ณ ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พังงา มีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พังงา,ผู้แทนอัยการ คดีเด็กและเยาวชน,ผู้แทนบังคับการตำรวจพังงา,ศูนย์ดำรงธรรมพังงา,ตัวแทนมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ,บ้านพักเด็กและครอบครัวพังงา เป็นต้น เพื่อร่วมกันหารือและหาแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาพร้อมทั้งหาแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาตัวกลุ่มผู้กระทำชำเราเพิ่มเติมหลังจากที่ศาลออกหมายจับและดำเนินคดีไปแล้ว 3ราย ซึ่งปรากฏว่าจากข้อมูลพบว่ากลุ่มคนร้ายมีการซัดทอดว่ามีผู้ร่วมกระทำการอีกหลายสิบคน ซึ่งต่อมาทางผู้เสียหายได้ยอมเปิดเผยว่ามีกลุ่มคนร้ายเพิ่มเติมจริงๆและสาเหตุที่ตนนั้นไม่ยอมเปิดเผยในครั้งแรกเนื่องจากหวาดกลัวถึงอิทธิพลของกลุ่มคนร้ายและ1ใน3จากคนร้ายเคยขู่จะฆ่าตนและครอบครัวให้ตายหากนำเรื่องดังกล่าวไปแพร่งพรายหรือไม่ยอมให้ตนนั้นกระทำชำเรา จนกระทั่งได้มีหน่วยงานต่างๆยื่นมือเข้าช่วยเหลือจนทำให้ตนนั้นและครอบครัวนั้นรู้สึกมั่นใจถึงความปลอดภัยจึงกล้าออกมาเปิดเผยความจริง

ด้านครอบครัวของตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ทางหน่วยงานราชการได้ให้ความสนใจและให้การช่วยเหลือ ปัจจุบันครอบครัวของผู้เสียหายได้อยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดและสภาพจิตใจก็ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนสาเหตุที่ต้องย้ายออกมาเพราะว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีมากว่า 40 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งก็มีความสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัย และจากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่าจะสามารถที่จะเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ในเร็วๆนี้

ส่วนความเคลื่อนไหวที่ บ้านเกาะแรด หมู่ที 6 ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นจริงหรือไม่

นายสมศักดิ์ หลาวหล้าง ชาวบ้านเกาะแรด กล่าวว่า ได้มีการแชร์เรื่องราวทางโลกโซเชียล เฟซบุ๊ก ว่าชาวบ้านเกาะแรด ได้มีการรุมโทรมเด็กหญิงอายุ 14 ปี(ขณะนั้น)ปัจจุบันอายุ 15 ปี 40 คน โดยมีการใช้คำพูดว่า 40 ทรชน ซึ่งชาวบ้านเกาะแรดรับไม่ได้กับคับพูดนี้ ซึ่งชาวบ้านอยากจะไห้ทางเจ้าหน้าที่นำตัวผู้เสียหายมาชี้ตัวว่า 40 คนในหมู่บ้านนั้นเป็นใคร พวกเราไม่ต้องการอะไรมากนอกจากต้องการที่จะกู้ชื่อเสียงของชาวเกาะแรดกลับคืนมา ปกติพื้นที่ตรงนี้จะมีชาวบ้านในพื้นที่และชาวบ้านต่างถิ่นมาพักผ่อน นำอาหารมารับประทานชมพระอาทิตย์ตกน้ำ แต่พอเกิดเหตการณ์แบบนี้ขึ้นไม่มีใครกล้าเข้ามาพื้นที่นี้อีกเลย โดยคนภายนอกมองว่าหมู่บ้านเกาะแรดเป็นหมู่บ้านอิทธิพล พวกเราชาวเกาะแระอยากจะร้องขอความเป็นธรรม ว่าบ้านเกาะแรดเป็นชุมชนมุสลิมที่เงียบสงบ ใช้ชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย ประกอบอาชีพร้บจ้างและทำประมง และขอรับรองว่าไม่เคยเกิดเรื่องการรุมโทรมอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชน

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *