You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > เกษตรกรจบม.3 เลิกเลี้ยงหมู หันมาเลี้ยง “ไก่เนื้อโคราช” แทน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เกษตรกรจบม.3 เลิกเลี้ยงหมู หันมาเลี้ยง “ไก่เนื้อโคราช” แทน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

เกษตรกรจบม.3 เลิกเลี้ยงหมู หันมาเลี้ยง “ไก่เนื้อโคราช” แทน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

พูดถึงไก่เนื้อโคราช ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างมากพอสมควร แต่เชื่อว่ายังมีผู้คนบางส่วนที่ไม่รู้จัก ดังนั้น ก่อนจะไปเยี่ยมชมฟาร์มของเกษตรกร มาทำความรู้จักกับเจ้าไก่พันธุ์นี้กันก่อน ซึ่งคนที่ได้ลิ้มชิมรสชาติเมนูไก่โคราชแล้วต่างติดอกติดใจรสชาติกันเป็นแถว

ผศ. ดร. อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เล่าว่า โครงการวิจัย การสร้างสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช เริ่มต้นเมื่อปี 2552 เป็นความร่วมมือระหว่าง มทส. กับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) และกรมปศุสัตว์ ตอนนี้ก็มีธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาร่วมด้วย โดยมีเกษตรกรในโครงการและได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยดังกล่าวมากกว่า 100 คนแล้ว นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรอีก 100 คน ที่รอเข้าร่วม แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีข้อจำกัดเรื่องการผลิตลูกไก่ ที่ผลิตได้แค่ 44,000 ตัว ต่อเดือน จึงทำให้เกษตรกรไม่สามารถซื้อลูกไก่ไปเลี้ยงได้

ต้องการหาคนเพาะลูกเจี๊ยบ

ผศ.ดร. อมรรัตน์ ให้ข้อมูลของไก่ชนิดนี้ว่า เป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองที่มีพ่อพันธุ์เป็นไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาว และแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ มทส. เนื้อที่ได้จึงมีความเหนียวนุ่ม ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ขยายไปในหลายจังหวัดแล้ว นอกจากที่นครราชสีมา ก็มีที่ศรีสะเกษ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มหาสารคาม และยโสธร จึงอยากหาผู้ประกอบการที่สนใจเพาะลูกเจี๊ยบเพื่อให้ได้ตามจำนวนเป็นแสนตัวตามที่เกษตรกรต้องการเลี้ยง

“สิ่งที่เราอยากจะให้เกิดขึ้นต่อไป คืออยากประชาสัมพันธ์เชิงรุก เชิญชวนผู้ประกอบการที่จะเป็นผู้เอาพ่อแม่พันธุ์ของมหาวิทยาลัยไปเลี้ยง เพื่อผลิตลูกไก่อายุ 1 วัน ไปจำหน่าย เพื่อเป็นการกระจายโอกาสเรื่องของลูกพันธุ์ให้ทั่วถึงมากกว่านี้ และแบ่งเบาภาระของมหาวิทยาลัยที่เป็นอยู่”

ผศ.ดร. อมรรัตน์ บอกว่า ไก่เนื้อโคราชสามารถเลี้ยงในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศได้ แม้เป็นพื้นที่แห้งแล้ง เพราะใช้น้ำเพียง 1-1.5 ลิตร ต่อตัว ด้านการลงทุนในการสร้างโรงเรือน ราคาอยู่ที่ 5,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนไก่ที่เลี้ยง โดยลูกไก่อายุ 1 วัน ราคาหน้าฟาร์ม ขายตัวละ 19 บาท ต้นทุนการผลิตไก่มีชีวิตต่อกิโลกรัม กิโลกรัมละประมาณ 60-65 บาท มีผลผลิตไข่ ต่อตัว ต่อปี ประมาณ 180-200 ฟอง ไก่เป็นขายได้กิโลกรัมละ 80-85 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าไก่เนื้อทั่วไป ใช้เวลาเลี้ยง 2 เดือน ผู้สนใจสอบถามได้ที่โทร. (044) 224-569 หรือ (080) 361-2852

“เวลานี้ คนรู้จักไก่โคราชเยอะขึ้น โดยเฉพาะแวดวงของเกษตรกรและผู้บริโภคอย่างในจังหวัดนครราชสีมาเอง ถ้าพูดถึงไก่โคราชเขาจะรับรู้ ในแง่ของจุดแข็งของเนื้อไก่ที่มีความโดดเด่นเรื่องความเหนียวนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ติดสปริง เป็นเนื้อไก่เพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์สำหรับคนที่รักสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ที่มีโปรตีนสูง มีคอลลาเจนสูง แต่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ คนที่เป็นเกาต์หลายคนทานแล้วไม่เจ็บไม่ปวด สรุปแล้วไก่โคราชมีรสชาติอร่อยแบบไก่ไทย แต่เลี้ยงแล้วโตไวเหมือนไก่ฝรั่ง ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยจะมีการทำวิจัยในประเด็นนี้ต่อไป เพื่อให้มีผลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ”

ผศ.ดร. อมรรัตน์ มองว่า การทำธุรกิจเกี่ยวกับไก่โคราชทั้งในแง่การเลี้ยงและการจำหน่าย ถ้าวิเคราะห์ในส่วนผู้บริโภคพบว่า กระแสปัจจุบัน ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ขณะที่เนื้อไก่โคราชถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ ฉะนั้น ตลาดในอนาคตย่อมเป็นตลาดที่สดใสแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการตอบเพื่อสุขภาพ หรือในแง่ของความอร่อยของตัวเนื้อไก่ก็ตาม

เลิกเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่แทน

ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงกันบ้าง “คุณสมบัติ เทพทอง” อายุ 48 ปี อยู่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจบ ม.3 ก่อนมาเลี้ยงไก่เนื้อโคราช เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขาเคยเลี้ยงหมูพ่อแม่พันธุ์มาก่อน ในจำนวนเกือบร้อยตัว แต่ด้วยความที่ราคาขึ้นๆ ลงๆ เร็วมาก จึงตัดสินใจเลิก หันมาเลี้ยงไก่แทนหลังจากที่ได้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่เนื้อโคราช จากนั้นเข้าอบรมการเลี้ยงที่ มทส.

“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมเริ่มเลี้ยงครั้งแรก 100 ตัว ลงทุนไปประมาณ 7,000 กว่าบาท โดยสร้างโรงเรือนเอง ลงทุนค่าโรงเรือน 3,000 กว่าบาท ค่าไก่ ตัวละ 19 บาท นอกนั้นเป็นค่าอาหาร ค่าวัสดุ อุปกรณ์ในการเลี้ยง ชุดแรกลงไปเกือบหมื่น โดยทางมหาวิทยาลัยแนะนำคนมาซื้อให้ ราคาอยู่ที่ 70 บาท ต่อกิโลกรัม ได้น้ำหนักอยู่ประมาณ 1.2 กิโลกรัม ประมาณเกือบ 9,000 บาท ยังไม่ได้หักต้นทุน ถ้าหักต้นทุนได้กำไรอยู่ประมาณตัวละ 12-13 บาท จากนั้นเลยลงทุนสร้างอีกหลายโรงเรือน”

โรงเรือนเปิดธรรมดา ของคุณสมบัติทำจากวัสดุพื้นบ้าน พวกหญ้าคา หลังหนึ่งตกประมาณ 25,000 บาท

ในช่วงแรกของการเลี้ยงนั้น เกษตรกรรายนี้บอกเจอปัญหาเรื่องตลาด เพราะไก่เป็นสีขาว แม่ค้าในพื้นก็ติว่า ขนขาว เป็นไก่พันธุ์เนื้อเหมือนตามท้องตลาด จึงต้องทดลองขายในราคา 40-45 บาท ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม พอแม่ค้าได้ชิมรสชาติก็ยอมรับว่าเหมือนไก่พื้นบ้าน แต่ติแค่ขนสีขาวเท่านั้นเอง

นอกจากจะขายไก่เป็นๆ ที่นครราชสีมาเท่านั้น ทางน้องสาวของคุณสมบัติที่อยู่กรุงเทพฯ ยังนำไปขายด้วย โดยขายส่งเป็นไก่ดิบสำเร็จรูป ตัวละ 115 บาท น้ำหนัก 1.2 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าได้ราคาดีทีเดียว เฉลี่ยขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 90 บาท แต่ถ้าขายในพื้นที่ในรูปไก่เป็นขายกิโลกรัมละ 75 บาท

ตอนนี้คุณสมบัติ มีโรงเรือน 11 โรง มีไก่โรงเรือนละ 600 ตัว แต่ไม่ได้เลี้ยงครบทุกโรง จะปล่อยให้ว่าง 1 โรงเรือน เพื่อพักและทำความสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาเขาลงทุนไปประมาณ 400,000 บาท โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จาก ธ.ก.ส. อย่างไรก็ตาม เริ่มที่จะคืนทุนขึ้นมาบ้างแล้ว สามารถใช้หนี้ ธ.ก.ส. ได้ คาดว่าอีก 3-4 ปีน่าจะคืนทุน เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ขยายโรงเรือนไปเรื่อยๆ พอได้เงินมาก็ขยายต่อ ซึ่งต้องขยายอีก 4 โรงเรือน เนื่องจากมีลูกค้าในกรุงเทพฯ สั่งไก่เพิ่ม

ทยอยจับขายตั้งแต่ 60 วัน

คุณสมบัติ เล่าถึงวิธีการเลี้ยงไก่ว่า พอได้ลูกไก่มาจาก มทส. อายุวันเดียว ก็ทำการกก ให้ความอบอุ่น ถ้าเป็นอากาศร้อนใช้เวลาสัปดาห์เดียว ถ้าเป็นหน้าหนาว 3 สัปดาห์ โดยใช้เครื่องกกที่ดัดแปลงขึ้นมาเองเป็นหลอดไฟไส้ธรรมดา ร้อยแรงเทียน ราคา 500 กว่าบาท ซึ่งในจำนวนไก่ 500-600 ตัว ใช้หลอดประมาณ 3 หลอด ส่วนใหญ่ลูกไก่รอด มีตายอยู่ 3-5% เนื่องจากอากาศร้อน หรือโดนลมโดนฝนบ้าง

ส่วนการจับขาย ปกติตามโปรแกรมใช้เวลาเลี้ยง 70 วัน โดยจับพร้อมกันเลย แต่ของคุณสมบัติใช้วิธีทยอยจับ เริ่มจับที่อายุ 60 วัน เพราะมีไก่ที่น้ำหนักได้ แต่ถ้าจับพร้อมกันตอนครบ 70 วัน จะมีปัญหาในเรื่องตลาด อีกเหตุผลหนึ่งคือ มีไก่ที่โตเร็ว

ในเรื่องการให้อาหารนั้น คุณสมบัติแจกแจงว่า ใช้อาหารตามท้องตลาด คือ อาหาร 1 วันแรก จนถึง 3 สัปดาห์ ใช้โปรตีน 21 โปรตีน จาก 3 สัปดาห์ ถึง 6 สัปดาห์ ใช้โปรตีน 19 และจาก 6 สัปดาห์ จนถึงจับขาย ใช้โปรตีน 17 โดยให้อาหารแค่ 2 เวลา เช้ากับเย็น เช้าให้ตอนประมาณ 6 โมง เสร็จประมาณ 8 โมง ช่วงเย็น ถ้าอากาศร้อนๆ จะให้ช่วง 4-5 โมงเย็น ถ้าอากาศเย็นเริ่มให้ตั้งแต่บ่าย 2 โดยตนเองกับลูกน้องช่วยกันให้อาหาร ซึ่งไม่ได้เป็นงานหนักอะไร

ถามถึงปัญหาในการเลี้ยง เกษตรกรรายนี้บอกว่า ยังไม่เจอหนักๆ จะมีบ้างคือ โรคหวัด โรคท้องเสีย โรคบิด ซึ่งทาง มทส. แจ้งไว้แล้วว่าเป็นโรคประจำที่อยู่กับไก่แล้ว ถ้าไก่อ่อนแอเมื่อไหร่ จะเป็นโรคพวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยก็แนะนำตัวยา 2-3 ตัว แต่ราคาค่อนข้างแพง เช่น แอมโพรเลี่ยม โรคบิด ตัวนี้ ลิตรละ 1,000 บาท แต่ถ้าควบคุมให้ไก่สมบูรณ์อยู่ตลอด เรื่องปัญหาเรื่องอะไรเกี่ยวกับโรคจะน้อยมาก เนื่องจากเป็นลูกผสมไก่พื้นเมือง ทำให้มีความแข็งแรง

สำหรับปัญหาหลักๆ ที่คุณสมบัติเจอ เป็นเรื่องการจิกกัน เพราะสายพันธุ์ของทางไก่โคราช เป็นไก่ชน ยังติดนิสัยความเป็นไก่ชนที่ชอบตีกัน แต่ก็ไม่มาก ทางแก้ที่ทาง มทส. แนะนำคือ ก่อนที่มีอายุสัก 10 วัน ต้องตัดปากไก่ ในส่วนที่มีจะงอยนิดเดียว ตัดแล้วจะไม่ค่อยจิกกัน

แนะเริ่มเลี้ยงมีหลักหมื่นก็พอ

เขาเปรียบเทียบการเลี้ยงไก่โคราชกับการเลี้ยงหมูว่า เลี้ยงไก่ดีกว่าเพราะการเลี้ยงหมูเกษตรกรไม่สามารถที่จะควบคุมราคาได้ แต่ถ้าเป็นไก่สามารถกำหนดราคาเองได้ ถ้าเกิดแม่ค้าในพื้นที่ให้ราคาต่ำก็ยังมีตลาดขายส่งกรุงเทพฯ พอส่งเชือดแล้วเก็บเข้าห้องเย็นรอจำหน่าย สามารถเก็บเพื่อรอราคาได้ ที่สำคัญไก่โคราชตลาดยังไปได้ดี มีแม่ค้าต้องการอีกเยอะ ซึ่งถ้าบริหารตลาดได้แล้ว กำไรอยู่ตัวหนึ่งไม่ต่ำกว่า 15 บาท

“ลูกค้าประจำของผมคือในพื้นที่ มีขาจรอยู่ชัยภูมิก็มี ต่างอำเภอก็มี แวะเวียนมาเรื่อยๆ แม่ค้าที่รับผมไปเขาก็มีเครือข่ายกันอยู่แล้ว ตอนนี้ขายไก่ส่งไปกรุงเทพฯ ยังน้อย เพราะไก่ที่จะส่งไปกรุงเทพฯ เป็นไก่ย่าง ต้องขายเป็นตัว น้ำหนักค่อนข้างแน่นอน น้ำหนักตายตัวต้อง โล 2 ขีด ไม่เกิน โล 3 ขีด เลยกลายเป็นปัญหาที่ต้องคัดไก่ แต่ก็มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นแล้ว จึงต้องขยายโรงเรือนอีก รวมลูกค้าในพื้นที่และในกรุงเทพฯ แล้วต้องการไก่สัปดาห์ละ 200-300 ตัว ซึ่งถือว่ายังมีจำนวนไม่มากนัก”

คุณสมบัติ ให้คำแนะนำสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชแล้วเจอปัญหาภัยแล้งว่า การเลี้ยงไก่ใช้น้ำน้อย ลงทุนต่อตัวต่ำ จุดเริ่มต้นควรเริ่มจากเล็กๆ ก่อน พร้อมหาตลาดไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด อยู่ที่ว่าจะเจาะตลาดให้ตรงกับเป้าหมายได้อย่างไร คือต้องเอาการตลาดนำ อย่างตนเองมีตลาดทั้งในพื้นที่และในกรุงเทพฯ ส่วนเกษตรกรเลี้ยงไก่โคราชรายอื่นมักมีปัญหาเรื่องการตลาด

เกษตรกรผู้นี้ระบุด้วยว่า การเลี้ยงไก่ ถือว่าใช้พื้นที่น้อยมากและใช้น้ำน้อยด้วย ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ได้ถึง 8 ตัว อย่างไก่ทั้งหมด 3,000 ตัว ใช้น้ำอยู่ 300 ลิตร ต่อวัน ถือว่าใช้น้ำน้อย และคุณภาพไม่ต้องสูงมาก เพราะเป็นไก่ที่ค่อนข้างทนอยู่แล้ว รวมค่าเฉลี่ยต่อตัวอยู่ที่ 50-60 บาท ต่อตัว ใช้เวลาการเลี้ยงทั้งหมด 70 วัน ก็สามารถจำหน่ายไก่ได้แล้ว แต่การลงทุนจะมาหนักรอบแรกที่ต้องมีค่าอุปกรณ์และโรงเรือน ซึ่งถ้าเริ่มเลี้ยงช่วงแรก 100 ตัว ลงทุนอยู่ที่ 11,000 บาท

สนใจทำธุรกิจกับคุณสมบัติ เทพทอง หรือต้องการเข้าไปชมฟาร์มของเขา ติดต่อได้ที่โทร. (093) 924-8886

ผศ. ดร. อมรรัตน์ โมฬี มักพาผู้สนใจมาดูงานที่ฟาร์มของคุณสมบัติ เทพทอง

ขอบคุณข้อมูลจาก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์

Loading...

Similar Articles

Leave a Reply

Top