You are here
หน้าแรก > สาระ > กราบหัวใจ! ครูผู้เสียสละ ร.ร.สุดยากจน หาเงินให้เด็กเรียนฟรี-กินฟรี-อยู่ฟรี

กราบหัวใจ! ครูผู้เสียสละ ร.ร.สุดยากจน หาเงินให้เด็กเรียนฟรี-กินฟรี-อยู่ฟรี

โดยกว่า 13 ปีที่โรงเรียนวิชาวดีซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดให้เด็กเข้ามาเรียนฟรีกินฟรีได้อยู่ฟรีโดยไม่ต้องเสียตังค์สักบาทซึ่งเรียกว่าเป็นการกระทำของแม่พิมพ์ของชาติพี่ต้องการจะส่งต่อให้เด็กที่ยากไร้และด้อยโอกาสเด็กยากจนได้มีช่องทางการศึกษาและตั้งใจที่จะทำแบบนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจโดยบุคคลที่เสียสละขนาดนี้ก็คือครู บุปผาชาติ หมุนสา ซึ่งเป็นครูใหญ่แห่งโรงเรียนวิชาวดีที่ตำบลปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์

โดยหากย้อนไปประมาณเมื่อ 50 ปีก่อนกับบทบาทของความเป็นครูในยุคเริ่มแรกของโรงเรียนแห่งนี้ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นคุณเปรมวดี จำปาสุด ที่เป็นเจ้าของครูใหญ่ของโรงเรียนโดยในสมัยก่อนนั้นก็มีบ้านไม้เรือนไทยหลังเล็กๆมีลูกมีหลานส่งไปให้มีการศึกษา เพราะมีฐานะเมื่อไม่มีใครอยู่ก็ทำให้บ้านหลังเล็กๆ เป็นโรงเรียนแต่หลังจากที่คุณยายเปรมว ดีเสียชีวิตก็มีคุณตาสมาน ซึ่งเป็นสามีได้ทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ต่อจนกระทั่งถึงวัยร่วงโรยจากนั้นก็ส่งต่อให้กับครูบุปผาชาติซึ่งเป็นครูคนหนึ่งที่ได้รับการไว้วางใจให้ดูแลโรงเรียนแห่งนี้ต่อไป

73 ปีนี้ที่โรงเรียนวิชาวดี ได้ให้การศึกษาและทักษะอาชีพ แก้เด็กรุ่นหลังๆรุ่นแล้วรุ่นเหล้าปัจจุบันมีนักเรียนอยู่ในความดูแลทั้งหมด 65 คนซึ่งมีทั้งเด็กต่างด้าวเด็กไทยโดยโรงเรียนแห่งนี้เปิดให้เรียนถึงชั้นระดับประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นถึงแม้จะมีผู้ปกครองอยากจะให้ถึงม 3 แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้เพราะไม่มีกำลังและเงินพอโดยเมื่อก่อนนี้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ได้เพราะมีทางรัฐบาลคอยอุดหนุนเงินเดือนครูแต่จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นอุดหนุนรายหัวนักเรียนชั้นม 1 โรงเรียนแห่งนี้จึงมีเด็กต่ำกว่าเกณฑ์แต่ก็ยังไม่มีการเปิดอนุบาลรวมถึงเด็กต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบที่รัฐอุดหนุนอีกด้วย

สาเหตุที่จะต้องรับดูแลและเลี้ยงเด็กก็เป็นเพราะว่าหากมีผู้ปกครองท่านใดไม่สามารถไปทำงานได้เพราะต้องไปเลี้ยงลูกหลานจึงทำให้ผู้ปกครองท่านนั้นไม่มีรายได้เข้าบ้านและสร้างความเป็นอยู่อย่างยากลำบากฉะนั้นจึงมีการรับเลี้ยงเด็กให้แบบฟรีๆเพื่อที่ผู้ปกครองจะสามารถเดินทางไปทำงานและมีเงินมาใช้จ่ายภายในบ้านซึ่งเป็นการมอบโอกาสให้กับทุกคนโดยที่ไม่มีการแบ่งแยกได้อย่างไรเพราะนักเรียนส่วนใหญ่มีครอบครัวที่ยากจนบางคนก็อยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติบางคนบางคนก็ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชนจึงไม่สามารถเรียนที่ไหนได้ก็มีแต่โรงเรียนวิชาวดีแห่งนี้ที่เปิดรับนักเรียนแบบนี้อยู่เสมอ

ในปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 65 คนอยู่ในระบบเพียงแค่ 14 คนอีก 20 กว่าคนจึงกลายเป็นภาระที่ทำให้ทางโรงเรียนและครูบุปผาชาติต้องดูแลทั้งเลี้ยงข้าวกลางวันและให้ที่อยู่อาศัยและสาเหตุที่ทำให้ต้องเลี้ยงข้าวกลางวันให้เด็กนั้นก็เพราะว่าเจอเหตุการณ์อันแสนจะทันใจหลังจากที่เด็กคนหนึ่งขโมยข้าวกลางวันไปเพียง 1 จานเพื่อนำให้แม่ที่ป่วยหนักอยู่ที่บ้านและหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ครูใหญ่จึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ขาดแคลนงบเพียงใดก็ต้องมีอาหารกลางวันให้เด็กได้

ถึงแยกแล้วว่าไม่เพียงแต่ให้ความรักและความรู้ให้กับเด็กๆที่มีให้ดังลูกและหลานแต่คุณครูคนนี้นั้นก็ยังเสียสละเวลาความสุขส่วนตัวทำทุกวิถีทางเพื่อให้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ไปได้จนถึงขั้นทำห่อหมกไปเร่ขายเพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือ เด็กๆโรงเรียนแห่งนี้โดยคุณครูบุปผาชาติเริ่มทำห่อหมกขายตั้งแต่ปี 2543 โดยทำขายวันละ 150 กระทงขายในกระทงละ 10 บาทโดยในวันธรรมดาเลขขายตามสถานีรถไฟและวันเสาร์อาทิตย์จะนำไปขายที่ตลาดปากน้ำโพจึงมีรายได้เล็กน้อยที่สามารถไปเลี้ยงเด็กๆให้พออิ่มท้องได้

ก็จะมีในบางครั้งที่มีคุณป้าคุณลุงคุณตาคุณยายที่ว่างจากงานของตัวเองมาช่วยขายกันคนละไม้คนละมือบางคนก็มาช่วยทำกันทุกขั้นตอนบางวันถ้ามีเด็กนักเรียนที่ว่างจากการเรียนการสอนก็มาช่วยทำซึ่งถือว่าเป็นการฝึกความหมั่นเพียรให้กับเด็กๆและเรียนรู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะหามาได้ไหมเหนื่อยมากแค่ไหนซึ่งเป็นการมอบวิชาชีวิตที่ไม่มีสอนให้ในโรงเรียนเพราะหวังว่าเมื่อเด็กเรียนจบออกไปเด็กๆเหล่านี้จะเป็นคนดีของสังคมโดยในปัจจุบันนี้สามารถขายได้เฉพาะวันจันทร์พุธศุกร์เท่านั้น

โดยเงินที่ได้จากการขายห่อหมกนั้นก็จะนำไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งไปหัวไว้ให้นักเรียนได้กินกันในตอนกลางวันและเป็นการสอนใช้ชีวิตอย่างพอเพียงสอนให้เด็กนั้นได้รู้จักการทำงานสอนให้รู้จักการทำเกษตรและสอนงานที่จะสามารถทำให้เด็กขยันและสามารถช่วยตัวเองและครอบครัวของตัวเองได้โดยในบางครั้งครูใหญ่ก็ออกมาเดินขอขนมขอข้าวสารให้เด็กกินกลางวันบ้างถ้าเป็นปีใหม่หรือว่าเด็กก็จะออกมาขอของเล่นเพื่อให้กับเด็กๆในโรงเรียน

ถึงเรียกว่าคุณบุปผาชาติไม่เพียงจะอุทิศตัวกลมต่างสอนให้เด็กนักเรียนเพื่อมีทักษะอาชีพติดตัวแต่ครูคนนี้เป็นครูใหญ่ที่มากกว่านั้นเมื่อใดที่กูไปเจอเด็กตามข้างถนนก็จะไม่ปล่อยให้เด็กเรานั้นก็เชิญตามปัญหาตามยถากรรมก็จะเอาไปเรียนหนังสือเอาไปเลี้ยงบ้างเพื่อให้ดีมีชีวิตที่ดีกว่าการอยู่ข้างถนนสอนให้เด็กเหล่านี้มีอาชีพสามารถอ่านออกเขียนได้ให้รู้จักกันทำมาหากินและไม่เป็นปัญหาต่อสังคมให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มีวิชาชีวิตให้กับตัวเองโดยจะมีการสอนให้รู้จักการทำน้ำยาล้างจานเย็บปักถักร้อยเลี้ยงปลา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เพื่อเป็นแรงใจว่าครูเหนื่อยนะแต่ก็ทำเพื่อทุกคน

โดยแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณครูท่านนี้มาเป็นครูผู้เสียสละเป็นแม่พิมพ์ของชาติที่มีน้ำใจก็เป็นเพราะว่าได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในวันที่ 12 ธันวาคมทุกปีก็จะตั้งใจว่าพระองค์นั้นจะตัดต่อในเรื่องอะไรบ้างอย่างเช่นที่พระองค์เคยกล่าวไว้ว่าหากใครมีอาชีพอะไรก็ขอให้ทำตามหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและรู้คุณค่าของชีวิตให้ดีที่สุดการทำดีไม่ต้องตะโกนบอกใครแต่คนอื่นก็จะเห็นว่าเราทำดี

และครูท่านนี้ก็รู้สึกรักในประเทศไทยและแผ่นดินที่อาศัยเป็นอย่างมากและมักจะพูดอยู่เสมอว่าที่ทำทุกวันนี้ก็เพราะว่าจะต้องการช่วยเหลือสังคมต้องการมอบความรู้ที่อยู่อาศัยให้กับเด็กๆและตัวครูนั้นจะไม่ขออะไรให้กับตัวเองแต่จะยอมเสียสละเวลาชีวิตความสุขครอบครัวและไม่ขอเลื่อนเงินเดือนเลื่อนขั้นหรือย้ายไปที่อื่นแต่จะขอดูแลเด็กเหล่านี้ตลอดไป

Loading...

Similar Articles

Top