ย่ายิ้ม หญิงชราวัย 88 ปีกับชีวิตในป่ากว่า 40 ปี สร้างฝาย 16 ฝาย ปลูกต้นไม้เกือบหมื่นต้น

ใครหลายคนก็คงยังไม่ลืมยากหญิงชราที่อาศัยอยู่ในป่าลำพังมานานกว่า 40 ปีและย่ายิ้มคนนี้แม้จะเป็นหญิงชราแต่ก็สามารถสร้างความดีสร้างฝายชะลอน้ำที่อกซ้ายและปลูกต้นไม้อีก 9,900 ต้นซึ่งเรื่องราวของย่ายิ้มนั้นก็สร้างความประทับใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ย่ายิ้มคนนี้ในปัจจุบันก็ยังทำอยู่เช่นเดิมอย่างต่อเนื่องและดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ

แน่นอกจากนี้เรื่องราวของย่ายิ้มถูกนำมาสร้างเป็นหนังสั้นโดยสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนดูเป็นอย่างมาก และถ่ายทอดวิถีชีวิตของหญิงชราที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ในป่าที่เป็นอย่างดี แม้จะอยู่อย่างลำบากแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขอีกทำให้มีความสวยงามทางด้านวัตถุใดๆมีเพียงความสวยงามของธรรมชาติที่ส่งผล และมีคุณค่าทางจิตใจ และย่ายิ้มคนนี้สามารถสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวมและโลกนี้ทั้งฝ่ายชะลอน้ำและการปลูกป่าธรรมชาติถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับใครหลายๆคนรวมถึงคนไทยทั้งประเทศให้หันมารับปากและมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติกันมากขึ้น

โดยย่ายิ้มนั้นมีลูกทั้งหมด 5 คนมีลูกชาย 2 คนที่ยังคอยแวะเวียนมาดูแลแม่คนนี้อยู่ห่างๆและลูกนั้นก็พยายามรบเร้าให้แกไปอยู่ด้วยแต่อย่ายิ้มก็ไม่ยอมยืนยันปากร้ายที่จะใช้บั้นปลายชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนด้วยเหตุผลว่าบ้านกลางป่าของแกนั้นทำให้ชีวิตวุ่นวายเพียงแค่เก็บหน่อไม้ดองกินกับมะพร้าวคั่วหอมก็ถือเป็นอาหารรสชาติที่ทำให้หินทองได้โดยย่าบอกว่าความเจริญอยู่ที่ไหนมันก็ทุกข์ยากที่นั่นอยู่บนเขานี้ไม่มีเงินก็ยังอยู่ได้แต่ถ้าอยู่ในตัวเมืองไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินซื้ออยู่ไปก็เดือดร้อนเขา

แต่ถึงแม้อย่างไรย่ายิ้ม ก็ยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากฤดูฝนร้ายทางในป่านะเอาแน่เอานอนไม่ได้ในบางครั้งก็มีน้ำหลากลงจากเขาจนข้ามห้วยไม่ได้ก็ทำให้ย่ายิ้ม ไม่สามารถออกจากบ้านได้จึงทำให้รองเท้าไม่ได้หลายวันข้าวสารก็มาจะไม่มีเหลือโดยบางครั้งบางอาทิตย์ก็เกือบไม่ได้กินข้าวเลยก็มีกินแต่หัวกลอยป่าเอามานึ่งกับมะพร้าวคั่วอย่างเดียว

นอกจากนี้สามารถเก็บหน่อไม้ไปแลกข้าวกับคนในชุมชนได้ยินยังมีรายได้คือเบี้ยสงเคราะห์คนชราโดยใช้เงินจำนวนนี้มาจะหมดไปกับการทำบุญรวมถึงเงินที่ลูกหลานแบ่งไว้ให้ใช้ยามมาเยี่ยมก็มักจะใช้ไปกับกิจกรรมทางธรรมะด้วยเช่นกัน แล้วตลอดหลายปียายอิ่มก็ใช้ชีวิตอยู่กลางป่าเขาเพียงลำพังเมื่อลูกมาหาก็จะดีใจทุกครั้งและแกก็ยังยืนหยัดว่าอยากจะอยู่ในป่านี้ไปจนตายและคำขอสุดท้ายที่ผ่านไปยังลูกหลานนั่นก็คือ “ถ้าหากฉันจากไป ก็ให้ฝั่งไว้บนไร่บนเขานี้”

แต่ถึงอย่างไรความดังของย่ายิ้มจะทำให้มีคนในละแวกนั้นจัดทำโปรแกรมทัวร์บ้านย่ายิ่มขึ้น โดยมีคณะนักศึกษาต่างสนใจเข้ามาแวะเวียนกันเป็นอย่างมาก ราวกลับย่ายิ้มเป็นโฮมสเตย์ และยังมีบริการรถเหมาจากอำเภอวัดโบสถ์มาส่งถึงบ้านพี่มณีซึ่งเป็นปากทางเข้าบ้านย่ายิ้ม จนเจ้าของบ้านยังงง แต่จะไม่ให้แขกพักพิมพ์มันก็ไม่ใช่เรื่อง

และนอกจากนี้กิจกรรมนี้นั้นก็ยังมีกิจกรรมเช่ารถอีแต๋นขึ้นไปบนเขาของคนบางกลุ่มเป็นการฉวยโอกาสโก่งราคาน้ำมันและอ้างว่าทางขึ้นเขาลำบากเช่าที่เป็นพันธุ์โดยล่าสุดนี้ทาง อบต.หินลาดยังได้งบประมาณด่วน เตรียมปรับปรุงทางเข้าบ้านย่ายิ้มเพื่อให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมเยียนย่ายิ้มได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

แต่ก็ไม่รู้ว่าย่ายิ้มนั้นจะดีใจหรือเปล่าหรือเศร้าใจที่มีคนมาแวะเวียนหาแกได้ง่ายขึ้นเพราะ ลำพังแค่ถนนหนทางอันลำบากก็มีผู้คนต่างแวะเวียนและนำของกินข้าวของเครื่องใช้มาให้แกกินแกต้องลำบากผอมลงข่าวมาให้พี่มีเก็บไว้เลี้ยงแขกอยู่ร่ำไปสวนข้าวของเครื่องใช้เครื่องครัวหม้อหายแกก็ไม่ยอมใช้และด้วยความปรารถนาดีของผู้อื่นที่ส่งมาให้ทำให้สิ่งของพะเนินไว้เต็มบ้านไปหมดและต้องทนต้องคอยระวังไม่ให้ชนล้ม

และนอกจากนี้ย่ายิ้ม ยังมีอาชีพใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจนั่นก็คือการเก็บขวดส่งให้ลูกชายไปขายเพราะคนที่มาเยี่ยมเยียนแกนั้นได้ทิ้งขวดน้ำเครื่องดื่มบำรุงกำลังไว้ที่บ้านเกิดกลางเช่นเดียวกับของขนมห่อบะหมี่ที่ทิ้งไว้หากวันใด หากย่ายิ้มยังพอมีแรงพอที่จะรวบรวมก็จะรวบรวมเอาไว้โดยก่อนหน้านี้ที่ย่ายิ้มอยู่เพียงคนเดียวมาหลายสิบปีก็ไม่มีใครอยากให้เคยเห็น ซึ่งสิ่งนี้ก็เรียกได้ว่าความเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของผู้คนอาจจะทำให้ย่ายิ้มลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่อย่ายิ้มก็ยังรับผู้เยี่ยมเยียนโดยไม่ปริปากเพราะคนกลัวว่าคนอื่นจะเสียน้ำใจแต่รู้ไหมว่าความจริงแล้วยายยิ้มไม่ได้อยากได้สิ่งของนอกกายเรานี้เพราะทุกวันนี้เข้าของใหม่เอี่ยมทั้งหลายที่ใครหลายๆคนขึ้นมาให้ก็ยังคงอยู่ในถุงพลาสติกเรียงรายอยู่เต็มพื้นเต็มไปหมด

ณ วันนี้ใครต่อใครที่พยายามนำสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นความสุขให้กับแกแต่หารู้ไม่ว่าการมีน้ำใจช่วยเหลือคนคนนึงโดยขาดความพอดีอาจจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งและนำพาความทุกข์มาให้คนคนนั้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็ได้