ล าออกจากงาน กลับบ้ านม าทำเกษตร! ‘เหลือกิน-เหลือเก็บ-เหลือใช้’

ชีวิตมีความสุขนะสามารถสัมผัสได้ง่ายๆจากสิ่งที่เรารักโดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับลูกจ้างบริษัทที่มีการกลับมาในบ้านเกิดของตัวเองพลิกที่นา เพื่อทำเกษตรผสมผสาน จนสามารถ สร้างรายได้ไม่ขาดมือโดยเรื่องราวนี้จะเป็นเรื่องราวของคุณละออ ภูจวง ชาวเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามและเยี่ยมเป็นเกษตรรุ่นใหม่ที่ได้พยายามฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถประสบความสำเร็จได้ในระดับหนึ่งและถือเป็นแบบอย่างให้กับชาวเกษตรกร

โดยคุณละอองได้มีการเปิดเผยให้ฟังว่าหลังจากที่ตัวเองนั้นได้สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี 2544 ก็ได้มีการเดินทางเข้ามาหางานที่หัวเมืองใหญ่และเริ่มทำงานในจังหวัดชลบุรีในแผนกวางแผนและควบคุมการผลิตในตำแหน่งพนักงานทั่วไปและทำหน้าที่แจกจ่ายเอกสารรวมถึงธุรการทั่วไปจนทำงานได้ครบ 9 ปี

และในตลอดระยะเวลาในการทำงานนี้ก็สามารถเป็นไปได้ด้วยดีและความมุ่งมั่นตั้งใจจนกลายเป็นที่ยอมรับของนายจ้างและเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานในบริษัทและการทำงานจะไม่มีปัญหาอะไรแต่ก็มีปัญหาส่วนตัวในเรื่องของพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยชราและไม่มีคนดูแลเลยเกิดความเป็นห่วงและคิดจะกลับไปหางานทำที่บ้านไปหาอาชีพที่จะนำรายได้เพื่อมาคืนเจอคนในครอบครัวหลังจากที่ลาออกจากงานบริษัทแห่งนี้

ด้วยแนวคิดที่เริ่มต้นในการกลับบ้านเกิดนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณลุงคนหนึ่งที่ได้มีการเล่าให้ฟังในเรื่องของการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการดำรงตนด้วยอยู่บนเส้นทางสายกลางหรืออยู่หนทางแห่งความพอเพียงและน้อมรับคำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเดินตามรอยของพ่อหลวงมาใช้จึงได้มีการเลือกศึกษาหาความรู้ตามหนังสือต่ออินเทอร์เน็ตและได้มีการบอกเล่าครอบครัวให้ฟังว่าอย่าทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะทำให้ครอบครัวนั้นได้อยู่กันแบบยั่งยืน

แต่แน่นอนในช่วงแรกครอบครัวนั้นไม่เห็นด้วยเพราะจะต้องมีการปรับพื้นที่ปรับพื้นที่นำมาขุดสระน้ำและทำให้เป็นสวน และจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนเยอะมากแต่ก็ไม่ละทิ้งแนวคิดที่จะทำเกษตรพอเพีย งแต่อย่างใดจึงมีการเริ่มต้นด้วยการปลูกผักที่ตัวเองชอบกินรวมถึงพืชผักสวนครัวต่างๆและมีการปลูกพลู ปลูกกล้วยและอื่นๆ ที่สามารถกินได้เมื่อกี้เหลือก็นำไปขายให้กับชาวบ้านและชุมชนในใกล้เคียง

และในวันหนึ่งคุณลุงก็ได้มีการเล่าให้ฟังว่าจะมีการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการพระราชดำริเป็นจำนวน 5 คนซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีจึงได้มีการสมัครเข้าเป็นนักเรียนโครงการพระราชดำริและนำความรู้ที่ได้มาฝึกอบรมมาปรับใช้ในส่วนของตนเองจนทำให้พื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษมีการเริ่มขุดสระน้ำ 1 เริ่มปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆอีก 2 ไร่และมีรายได้จึงนำเงินมาขุดบ่อ 1 บ่อล่าสุดนี้มีขยายพื้นที่ปลูกออกเป็นทั้งหมด 4 ไร่ 52 ตารางวาโดยมีการปลูกพืชหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นกล้วย 120 กอ 20 สายพันธุ์ / ข่า 350 กอ / ต้นดอกขจรอีก 60 ต้น / มะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 60 ต้น / ฮาฮิติ 2 ต้น / และยังมีมะม่วงขนุนมะขามหวานมะขามเปรี้ยวส้มโอรวมกันทั้งหมดเป็น 25 ต้น / พลู 200 ต้น / และนอกจากนี้ยังมีผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นผักสลัดชนะหอมและพืชผักสวนครัวซึ่งส่วนนี้จะมาแจกจ่ายไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง / และยังมีการเลี้ยงปลา 2 2 บ่อ เลี้ยงหมูหลุม และเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมืองอีก 50 ตัว / ทำนาอีก 8 ไนร่

และนอกจากนี้ยังมีการเปิดนวัตกรรมนำมาใช้ในไร่นาคือการคิดค้นการต่อพ่วงข้างรถไถเดินตามประโยชน์คือสามารถลดต้นทุนในการผลิตไม่จำเป็นต้องตั้งบทบาทไร่ละ 250 บาทลดต้นทุนในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ละ 40 บาทประหยัดเวลาในการใช้รถไถเดินตามได้ถึง 4-5 ไร่ต่อวัน ได้อย่างสะอาดเรียบร้อยไม่มีวัชพืชอีกด้วยและยังสามารถนำปุ๋ยสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในความได้อีกด้วยจึงทำให้มีผลผลิตได้อย่างมากมายและสามารถสร้างรายได้ 600-700 บาทต่อวันจึงทำให้มีรายได้อย่างน้อย 15000-20000 บาท / เดือน ซึ่งเป็นชีวิตที่มีรายได้อย่างยั่งยืนและไม่จำเป็นต้องซื้ออะไร

และนี่ก็คือความสำเร็จของคุณละอองที่ได้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงการทำเกษตรเกษตรแบบสวนผสมจึงทำให้สามารถมีรายได้หลายทาง และนอกจากนี้ยังเป็นเกษตรตัวอย่างที่มุ่งมั่นตั้งใจจนสามารถประสบความสำเร็จและอยู่เย็นเป็นสุขได้อย่างทุกวันนี้