เปิดประวัติ อรรถพล ใหญ่สว่าง จาก ‘เด็กวัด’ สู่ ‘อัยการสูงสุด’

โดยทุกคนก็จะรู้จักอรรถพล ใหญ่สว่าง ที่เป็นผู้ได้รับคะแนนถล่มทลายถึง 1,810 คะแนน จากบัตรลงคะแนน 3,061 ใบพี่อัยการทั่วประเทศได้เลือกให้ดำรงตำแหน่งในประธานคณะกรรมการอัยการคนแรกในประวัติศาสตร์ตามกฎหมายใหม่จากเดิมอัยการสูงสุดจะควบที่นั่งเก้าอี้นี้ บอกเลยว่า วันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนมาติดตามชีวิตในวัยเด็กของเขากัน

โดยคุณอรรถพลเกิดในวันที่ 22 ธันวาคมพศ. 2493 ปัจจุบันอายุ 69 ปีเป็นคนในจังหวัดฉะเชิงเทรามีพี่น้องทั้งหมด 4 คนและขอเป็นลูกคนสุดท้องมีปู่ที่ชื่อว่าบำรุงใหญ่สว่างเป็นกำนันในพื้นที่ โดยปู่นั้นเป็นคนมั่นหมายปั้นมือหวังให้หลานชายคนนี้ให้เจริญตามรอยเป็นกำนัน แต่ญาติมันก็อยากจะให้อรรถพล เรียนสูงๆจึงมีการส่งเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ พร้อมกับพ่อแม่ที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวง

โดยเฉพาะคุณอรรถพลนั้น เรียนจบชั้นป 4 เป็นคนมีฝีมือทางด้านไฟฟ้าประปาและการก่อสร้างอีกทั้งยังเขียนหนังสือสวยมากจึงมีโอกาสได้ไปทำงานที่เทศบาลแห่งหนึ่งส่วนคุณแม่เป็นคุณครูอยู่โรงเรียนประเสริฐวิทยาแต่มีลูก 4 คนเลยตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูมาเป็นแม่ค้าขายข้าวแกงแม้ว่าพ่อกับแม่จะมีงานทำแต่การใช้ชีวิตในเมืองหลวง และลำบากเป็นอย่างมาก เพราะมีค่าครองชีพที่สูง อีกทั้งครอบครัวจำเป็นจะต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่สุรุ่ยสุร่ายเพื่อเก็บเงินทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับลูกๆ โดยคุณพ่อตั้งตัวด้วยเงิน 80 บาทหารายได้เสริมด้วยการขับรถแท็กซี่ส่วนตัวเขาก็ถูกส่งไปเป็นเด็กวัดโดยอยู่กับท่านเจ้าคุณทองที่วัดเบญจมบพิตรและได้เข้าโรงเรียนที่โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร

โดยตลอด 1 ปีนั้นก็ได้ถูกอบรมสั่งสมบ่มนิสัยหลายอย่างโดยตอนนั้นคิดยังเป็นเด็กเกเรตามประสา มีวีรกรรมหลายเรื่อง แล และนอกจากนี้ด้วยความที่เขาเป็นลูกแม่ค้าจึงยังชอบทำอาหารช่วยแม่เปิดร้านข้าวแกงแล้วรู้สึกอาหารเกือบทุกชนิดและที่ชอบทำมากที่สุดก็คือแกงเขียวหวานยอดมะพร้าวและผัดไทยเป็นอาหารที่คนรู้จักรับประทานแล้วก็มีคนชมว่าอร่อยทั้งนั้น

และหลังจากที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น เสร็จเขาก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารแต่สอบติดเพียงแค่ข้อเขียนเท่านั้นจึงทำให้ไม่สามารถนำเรียนต่อได้และได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ และเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยสังคณะนั่นก็คือคณะแพทย์ศาสตร์และนิติศาสตร์และกะปิคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปีพศ 2561 โดยมีแรงบันดาลใจที่ทำให้เลือกเส้นใต้กฎหมายจากศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นบิดาของเพื่อนนักเรียนสาธิตจุฬาฯ

โดยเขาได้บอกอีกว่าขณะที่กำลังเรียนหนังสือ และทำความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายแล้วก็ได้เรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 เพราะคะแนนเกิน 75 เปอร์เซ็นต์หากทำเกิน 85 เปอร์เซ็นต์ก็ได้เกียรตินิยมดีมากซึ่งเป็นเหรียญทองคำแท้หนัก 5 บาทโดยในช่วงนั้นก็ได้มีการจีบรุ่นน้องเป็นดาววิทยาลัยประกอบกับเล่นกีฬาบริดจ์ (Bridge) ชิงชนะเลิศกีฬามหาลัย 2 ปีซ้อนจนได้เสื้อสามารถทำให้ได้เหรียญเงินเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีที่ไม่ได้เหรียญทองเพราะทุกวันนี้ยังรักษาเหรียญเรียนดีไว้ได้ครบ 4 เหรียญหากเป็นเหรียญทองคำแท้ไม่รู้จะยังอยู่หรือไม่

และหลังจากที่ได้เรียนจบปริญญาตรีก็ได้เริ่มทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหงและด้วยความตั้งใจสูงสุดจะเป็นผู้พิพากษาอายุไม่ถึงเกณฑ์ในวันที่เปิดรับสมัครผู้พิพากษา จึงสมัครสอบอัยการแทนแล้วเหมือนชะตาชีวิตลิขิตทำให้ทำอาชีพระยะการมา จนถึงทุกวันนี้โดยสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพนอกจากความรู้ความสามารถสิ่งสำคัญมากที่สุดคือความเสียใจและยึดถือคติทำดีต้องได้ดีทำชั่วต้องได้ชั่ว อาจจะไม่ส่งผลในทันทีแต่เชื่อมั่นว่าหากใครทำชั่วย่อมไม่ได้ผลดีอย่างแน่นอนจะช้าจะเร็วเท่านั้นเอง

นอกจากนี้เขายังมีความเชื่อในเรื่องของด้านศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมากพร้อมรับประสบการณ์เดินทางด้วยเครื่องบินที่ไปจังหวัดพิษณุโลกแต่ละเครื่องปริ้นไม่การทำให้ไม่กล้าโดยสารเครื่องบินไประยะหนึ่งจนกระทั่งมีพรรคพวกให้พระเครื่องสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มาแขวนบูชาเมื่อขึ้นเครื่อง แล้วเครื่องสั่นเมื่อไหร่ก็จะอธิษฐานทุกครั้ง นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับพระพิฆเนศเป็นอย่างมาก โดยมีโอกาสร่วมกับสมาคมชาวฉะเชิงเทราในการก่อสร้างพระพิฆเนศองค์สูงที่สุดในโลกเนื้อสัมฤทธิ์ความสูงฐานประมาณ 39 เมตร ที่อุทยานพระพิฆเนศ อำเภอ คลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมของผู้มีจิตศรัทธาและเลื่อมใสในพระพิฆเนศ