‘สมคิด ลวางกูร’ จากเด็กวัด แย่งข้าวหมากิน สู่นักเขียนยอดขาย 300 ล้านบาท

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายๆคนในคงจะรู้จักกับชายที่เป็นนักเขียนนักการเมืองนักคิดอีกทั้งยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ คนคิดดี ที่มียอดขายแบบถล่มทลายนั่นก็คือคุณสมคิด ลวางกูร นั้นเอง

เรียกได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่มีชีวิตผ่านมีบทบาทหลายหน้าที่จนกระทั่งมีเงินไหลเข้ามาเทมา และในบางครั้งเขานั้นก็เคยตกอับถึงขั้นไม่มีจะกินสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็มี โดยย้อนกลับไปในสมัยก่อนคุณสมคิดนั้นเป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีเพียงหน้าที่คอยหาเลี้ยง และไม่มีเวลาเลี้ยงเขาจนเขาจะต้องไปอยู่กับหลวงตาที่วัดตั้งแต่เด็ก ๆ อาศัยข้าววัดประทังชีวิตบางครั้งก็อดทนแย่งข้าวหมาเลยก็มี แต่ด้วยความลำบากนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องราวของการขนขวายหาความรู้สู้ทำทุกงานเพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่า โดยมีปรัชญาชีวิตที่ว่าอยากจะทำอะไรต้องมีเป้าหมาย

ถ้าโตขึ้นเขาก็ทำงานรับจ้างทุกอย่างและมีความรู้สึกอยากจะหนีชีวิตจะทรมานจึงได้ตัดสินใจไปถ้ำหลวงพ่อว่าถ้าหากอยากประสบความสำเร็จจะต้องทำอย่างไรโดยหลวงพ่อท่านก็แนะนำมาว่าจะต้องฉลาดและถ้าอยากจะฉลาดก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆด้วยความที่เขานั้นสามารถเพราะอ่านเขียนได้จึงได้ไปเจอข้อคิดของเดลคาร์เนกี้ที่บอกว่าการประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นจะต้องมีเป้าหมายในชีวิตจึงทำให้เขาเริ่มตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าอยากจะมีเงินสัก 1 ล้าน อายุ 25 ปี พอเขาอายุ 11 เขาก็ไปชกมวย เพราะมวยเป็นอาชีพเดียวสำหรับคนที่มีความรู้ และสามารถหาเงินได้เยอะ

ซึ่งในตอนนั้นคุณสมคิดก็ได้มีการเรียนหนังสือไปด้วยและก็ชกไปด้วย อยู่ประมาณหลายปีและพ่อแม่ทราบก็อยากจะให้เลิกจึงทำให้เขานั้นได้ผันตัวเองไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารและสุดท้ายแม่ก็พาเขาไปเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาบอบนวดและตอนเช้าก็ไปเรียนส่วนตอนกลางคืนไปทำงานอีกทั้งยังรายได้ดีและได้ทิปเยอะแต่สุดท้ายเขาก็ต้องพบกับอาจารย์นะในครั้งแรกหลวงไปกับอบายมุขและการพนันจนกลายเป็นคนติดเหล้า

โดยบทเรียนในครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าอบายมุขมุขนั้นทำให้ชีวิต ตกต่ำจึงปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปยุ่งอีกเด็ดขาดแล้วจะต้องมีวินัยให้กับตัวเองจึงตัดสินใจมาสมัครเป็นทหาร เพื่อรับใช้ชาติจากนั้นก็ย้ายมาทำงานในแผนกครัวการบินของการบินไทยจ นกระทั่งถูกย้ายไปสายการบินสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์ ซึ่งถือเป็นระบบสายการบินที่มีการบริหารที่ดีที่สุดในโลกและเขาใช้เวลา 6 ปีในต่างแดนหดทนทำงานทุกอย่างแตกต่างจากพนักงานล้างห้องน้ำขึ้นสู่การบริหารของสายการบิน

และด้วยความขยันขันแข็งในครั้งนี้ก็ทำให้ภายในอายุ 25 ปีเขามีเงินสดอยู่ในธนาคารครบ 1 ล้านบาทพอดีและแถมมาด้วยบ้านอีก 1 หลังรถยนต์อีก 1 คันซึ่งเรียกได้ว่าเกินกว่าที่เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ จากนั้นก็มีเป้าหมายที่อยากจะขอแฟนแต่งงานตามสัญญาจึงลาออกมาพอกลับมาเมืองไทย แม่แฟนบอกว่ายังไม่อยากให้แต่งตอนนี้เพราะยังเด็กกันอยู่ ซึ่งทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมากและรับไม่ได้กับคำปฏิเสธรู้สึกเคว้งคว้างไปหมดจึงหนีเข้าป่าทำอยู่อย่างนี้จน 3 ปี จนกระทั่งเงินหมดซึ่งถือว่าเป็นหายนะครั้งที่สองของชีวิต และมีการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมคือจะต้องมีเงิน 10 ล้านให้ได้

และเขาก็เอาประสบการณ์จากการที่ทำในสายการบินมาเป็นจุดขายในการให้งานบริการและรับจ้างกับบริษัทต่างๆที่กำลังประสบปัญหา โดยคราวนั้นสามารถเพิ่มผลงานยอดขายจากได้ปีละ 25 ล้านบาท เป็นร้อยกว่าล้านและจากกำไรเดือนละ 13 ล้านบาท ก็กลายเป็น 75 ล้านบาท จึงทำให้เขามีเงินเดือนเกือบแสนบาท ในขณะอายุเพียงแค่ 30 ต้นๆ จากนั้นก็ผ่านตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวโดยร่วมมือกับเพื่อนคนหนึ่งเพื่อทำค่ายเพลงขึ้นมา

สุดท้ายปัญหาก็มาเยือนอีกครั้งหนึ่งหลังจากการลอยตัวของค่าเงินทำให้วงการทอล์คโชว์ขาดทุน และทำให้เขาหมดตัวภายในชั่วข้ามคืน จึงทำให้รู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่สามารถคืนเงินที่กู้ยืมมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ชื่อเสียงและเครดิตที่สั่งสมมานานหลายปีก็หายไป จนเกือบหมดสิ้นสุดท้ายเขาและภรรยาตัดสินใจขายสมบัติทุกชิ้น เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องออกจากบ้านก่อน 06:00 น เพราะกลัวเจ้าหนี้มาดักรอถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่ตกต่ำเป็นอย่างมาก

โดยในตอนนั้นเขาก็รื้อข้าวของทุกอย่างว่าจะเอาอะไรไปขายได้บ้างจนมาเจอ script ทอล์คโชว์ของ นพ.พงศักดิ์ที่เขียนเอาไว้พอเห็นแล้วก็เออตลกดีคิดว่าน่าจะทำเป็นหนังสือขายได้จึงมีการเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของสำนักพิมพ์ดอกหญ้าเสนอต้นฉบับให้เขาพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊คเขาก็มองว่าธรรมะขายยากใครจะซื้อเอางี้แล้วกันเขาจะซื้อในต้นฉบับราคา 50,000 บาท

โดยเงินแค่นี้ไม่พอใช้ซึ่งทำให้เขานั้นได้ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายเพราะเชื่อว่าถ้าหากขายได้อย่างน้อย 2 หมื่นเล่มอย่างแน่นอนซึ่งทางสำนักพิมพ์ก็หัวเราะ เพราะปกติหนังสือแต่ละเล่มใช้เวลา 1 ปี ได้สัก 30,000 ก็สุดยอดแล้ว และถ้าเกิดอยากตีพิมพ์เองก็ต้องลงทุนเองเดี๋ยวเขาคุยกับญาติที่เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ และช่วยการันตีกับบริษัทขายกระดาษให้ก่อนได้ขายได้แล้วค่อยเอาเงินมาคืนปรากฏ ว่าสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็สามารถมียอดขายไม่ถึง 50000 เล่ม และทำให้เขานั้นสามารถชำระหนี้จนหมดเรียกได้ว่าเป็นการพลิกชีวิตครั้งใหญ่

และหลังจากที่เขานั้น ประสบความสำเร็จเขาก็เปิดตัวอีกครั้งหนึ่งไว้ในวงการหนังสือและเรียกได้ว่าเป็นคนแรกในเมืองไทยที่สามารถทำหนังสือน้ำธรรมะอันแสนน่าเบื่อให้ สามารถกลายเป็นหนังสือขายดีในระดับ เบสท์เซลเลอร์ ได้ทั้งทั้งที่ไม่ได้จบทางด้านอักษรศาสตร์ แต่อย่างใดสัญญาณว่าเขาสามารถสร้างปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อด้วยยอดขายถล่มกว่า 31 ล้านเล่มจากปลายปากกาของเขาโดยบางเล่มนั้นขายได้ถึง 4-5 แสน เล่มเรียกได้ว่าสามารถสร้างยอดขายได้ถึงประมาณ 300 ล้านบาท

โดยปัจจุบันเขาเป็นทั้งนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์รวมถึงปรมาจารย์ทางด้านการปั้นนักเขียนอีกด้วยและเพียงเขาและไม่สอนวิธีการเขียนงานให้ดลใจแต่ก่อนกลยุทธ์ในการทำตลาดให้หนังสือและมีความโดดเด่นและมียอดขายถล่มทลายด้วยเช่นกันและถึงแม้ว่าเขาน่าจะประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจไว้อย่างมากมายจนกระทั่งการมีเงินมีชื่อเสียงและเป็นคนดังแต่เขานั้นก็ใฝ่หาความสงบจากการปฏิบัติธรรมและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและหาความสุขจากการแบ่งปันนั้นเอง