ชีวิตไม่ยอมแพ้! มุ่งมั่นเรียน กศน. จนสอบติดแพทย์คนแรกของประเทศไทย

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับบุคคลที่สามารถเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่นตั้งใจได้ แม้ว่าชีวิตของคนเรานั้นจะไม่เท่ากันแต่ถ้าหากรู้จักความพยายามรู้จัก ใฝ่หา การเรียนรู้ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จดั่งที่ใจเราต้องการได้ ไม่จำเป็นต้องเรียนตามสูตรไหน เพียงแค่เข้าใจในฉบับตัวเอง และในวันนี้นั้นเราจะพาทุกคนมาพบกับน้องวิทย์หรือในวรวิทย์คงบางบ่อหนุ่มวัยที่ 23 ปีว่าที่คุณหมอจากวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าที่เขานัดสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถสอบติดหมอได้อย่างที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้

ซึ่งแน่นอนว่าเด็กทุกคนนั้นมักจะเกิดมาและถูกคาดหวังจากคนในครอบครัวซึ่งแน่นอนเช่นเดียวกับพ่อของมิตรที่อยากจะให้ลูกรับราชการ เพื่อที่วันหนึ่งวันที่ตนไม่อยู่บนโลกก็หวังที่จะให้ลูกชายคอยดูแลครอบครัวแทนผู้เป็นพ่อประกอบกับผู้เป็นพ่อนั้นไม่ได้เรียนหนังสือจึงอยากให้ลูกชายนั้นได้เรียนสูงกว่าตน

โดยน้องวิทย์ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย พ่อแม่ไม่ได้เรียนสูงประกอบเพียงแค่อาชีพแพปลา ในจังหวัดระนอง โดยหากย้อนกลับไปในวัยเด็กช่วงที่เรียนอยู่ใช่มัทยมศึกษาปีที่ 3 พ่อของวิทย์ก็ให้มีการไปสอบโรงเรียนนายร้อย และต้องไปติวหลังเลิกเรียนเป็นประจำทั้ง ๆ ที่ตัวเองนั้นไม่อยากจะเป็นทหาร แต่ก็ไม่อยากขัดใจพ่ อโดยตัวเขาได้บอกไว้ว่าไม่ชอบการฝึกร่างกาย ไม่ชอบเล่นกีฬา เลิกเรียนก็ไปอยู่บ้านเพื่อนซึ่ง 1 อาทิตย์นั้นเพียงแค่ 1-2 วันเท่านั้น และพอไปสอบติดในร้อยก็สอบไม่ติด พอขึ้นม 4 ก็อัดความรู้ที่จะใช้สอบนายร้อยเพียงอย่างเดียว เพราะอายุยังไม่เกิน 17 สามารถสอบได้อีกครั้งแต่ก็สอบไม่ติด

ด้วยความที่สนิทกับคุณครูที่ไปเรียนพิเศษ โดยครูนั้นได้ย้ายเป็นครูในระบบที่กรุงเทพฯจึงได้มีการชวนลูกศิษย์หลายๆคนมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯด้วยกันพอไปเรียนชั้นม 5 ได้ครึ่งเทอมกูก็มีเหตุที่ต้องย้ายกลับไปในจังหวัดระยองอีกครั้งครั้งจะอยู่ต่อก็ไม่มีญาติอยู่ที่นี่จึงย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันทั้งหมด โดยในระหว่างนั้น ก็ได้มีการไปช่วยเหลืองานสังคม ต่าง ๆ ช่วยเหลือเด็กกำพร้า ช่วยเหลือคนยาก จนจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้สึกชื่นชอบงานที่ช่วยเหลือสังคมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่จบปีการศึกษาจึงได้นำเอกสารไปสมัครที่โรงเรียนเดิมแต่ว่าโรงเรียนได้ปฏิเสธการรับเข้าเรียนให้เหตุผลว่าขาดไป 1 หน่วยกิตนั่นก็คือวิชาประวัติศาสตร์เพราะตอนที่เรียนอยู่ชั้นม 4 ไม่มีวิชานี้ในขณะที่เพื่อนๆที่มาจากจังหวัดอื่น ๆ ก็ขาดหลายหน่วยกิต แต่โรงเรียนกลับรับ ก็สร้างความมึนงงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาพูดว่าถ้าไม่รู้จะไปเรียนไหนก็ไปเรียน กศน. ไม่เห็นจะเป็นอะไร โดยในตอนนั้น พี่สาวก็ร้องไห้เพราะว่าเหมือนน้องชายของเธอ ไม่มีที่ไป เพราะจังหวัดระนองเป็นเพียงจังหวัดเล็กๆมีโรงเรียนประจำจังหวัดเพียงแค่ 2 โรงเรียนเท่านั้นและอีกโรงเรียนจะต้องตามอีก 20 หน่วยกิจซึ่งก็ไม่ไหวจึงทำให้เขาตัดสินใจไปเรียนกศนในทันที..

โดยหลังจากที่ได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้นเขาก็รู้สึกว่าเหมือนอาจารย์ท้าทายให้ไปเรียน กศน.จึงได้ไปสมัครแบบไม่บอกใครในบ้านแต่ หลังจากที่สมัครเสร็จก็กลับมาบอกพ่อแม่ แม่ก็แทบลมจับ เพราะผิดหวังที่ไม่ได้เรียนต่อชั้นม 5 และต้องไกลไปเรียนที่กศนแทนจนแม่ร้องไห้เครียดเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะถ้าหาก พูดถึงกศนทุกคนก็จะนึกถึงเด็ก เด็กเกเรไม่ใฝ่เรียนไปเรียนกันที่นั่นบางคนก็เรียนแค่เอาวุฒิเท่านั้นจึงทำให้เกิดทัศนคติลบกับที่นี่กัน ..

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการแจกแจงถึงระบบอันแตกต่างกันจากการเรียนกศนและการเรียนปกติเพราะจากเด็กมปลายที่จะต้องตื่นแต่เช้าเข้าเรียนแต่ 8:00 นจนถึง 16:00 น อัดความรู้กิจกรรมต่างๆอย่างมากมายในโรงเรียน แตกต่างจากกศนที่เพียงแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้งจะต้องไปเรียนส่งรายงานแต่ไม่ได้มีการเลคเชอร์นั่งสอนฟังบรรยายและไม่มีการกลายว่าจะต้องเรียนอะไรและไม่มีอาจารย์ที่คอยแนะนำและมีข้อดีอย่างเดียวคือทำให้มีเวลาเยอะ

โดยในตอนนั้นเขาก็รู้สึกเครียดและรู้สึกกดดันและยิ่งเป็นเด็กที่ไม่สนใจเรียนกศนก็อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก โดยตัวเขานั้นได้บอกว่ารู้สึกแย่ที่ทำให้แม่เสียใจจึงทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้ตัวเองออกจากสถานการณ์ตรงนี้ให้พ้นจากคำดูถูกๆให้พ้นจากความเสียใจของคนในครอบครัวแม้ไม่มีใครจะเชื่อว่าเราจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เขาก็จะต้องทำให้ทุกคนเห็นและออกจากตรงนี้ไปให้ได้…

ดังนั้นเป้าหมายของเขาจึงอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและจะต้องเรียนความรู้เนื้อหาทั้งหมดของม 4 และมอ 6 โดยจะต้องเรียนให้จบภายใน 1 ปีเพื่อเตรียมตัวสอบอีกครึ่งปี โดยในตอนนั้นเลือกไว้ 2 ทางคือนิติและหมอซึ่งมันก็ดูแทบจะเพ้อเจ้อสำหรับเด็กกศน. คนหนึ่งที่มานั่งคิดว่าจะสอนนิติศาสตร์หรือหมอดีแต่ในตอนนั้นใจมันมาทางนี้ว่าอะไรที่จะสามารถไปช่วยเหลือสังคมได้ก็อยากจะทำอะไรที่เราสนใจจะดีกว่าถ้าหากมันมี 2 อย่างนี้ก็สามารถรักษาได้และคิดว่าจะเรียนหมอแต่ก็ไม่มีความรู้อะไร

และในตอนนั้นเขาก็ไปหาข้อมูลเก่าๆเพื่อดูว่าการเรียนหมอน่าจะต้องเรียนอะไรและสอบอะไรและต้องเสริมความรู้ที่ขาดหายไปซึ่งนั่นก็เป็นข้อดีของกศนที่ทำให้เขามีเวลาว่างพอที่จะหาความรู้ต่างๆให้กับตัวเองและเขานั้นก็ติวโดยการนั่งรถไปที่สุราษฎร์ธานี 3 ชั่วโมงและนั่งกับอีก 3 ชั่วโมง เรียนอีก 1 ชั่วโมง ด้วยเขานั้นต้องอ่านเองทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ทั้งไทยสังคมอะไรไม่เข้าใจอย่างคณิตวิทยาศาสตร์ก็จะมีการ search หาทางอินเทอร์เน็ตถ้าไม่เข้าใจอีกก็จะไปโรงเรียนโดยจะติวเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์กลับมาบ้านก็จะตะลุยโจทย์เองและเมื่อรู้เป้าหมายอย่างชัดเจนว่าอยากจะเป็นหมอจึงมีการเตรียมวางแผนแบบรายวันรายสัปดาห์และรายปีโดยใน 1 วันจะต้องอ่านหนังสืออย่างน้อย 3 วิชาตกและวิชาละ 2 ชั่วโมงพร้อมกับทำโจทย์อีก 50 ข้อ สำหรับรายสัปดาห์จะต้องอ่านหนังสือให้ได้ 3-4 บทและมีการตั้งเป้าหมายว่าเดือนนี้จะต้องทำให้ได้เท่านี้เท่านี้และ 3 เดือนก่อนจะต้องจบเนื้อหาทั้งหมดและเริ่มทบทวนอีกรอบ…

โดยน้องวิทย์ก็ได้มีการลงเรียนวิชาที่เลือกไว้สำหรับแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย 4 อันดับโดยมี อันดับ 1 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อันดับ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สุดท้ายน้องเมย์ก็ได้อันดับ 1 คือวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 7 และเป็นโรงเรียนแพทย์ทหารแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย

โดยสาเหตุที่น้องเลิกเรียนมันก็เป็นเพราะว่าพ่อของน้องนั้นอยากจะให้เป็นอาหารไปด้วยและมีการซึมซับจากคอร์สติวตอนมต้นที่มีการฝึกร่างกายฝึกวินัยกับเพื่อนๆจึงทำให้รู้สึกว่าชอบสังคมแบบนี้และเมื่อเข้ามาในพระมงกุฎเกล้าก็ได้เจอกับสังคมที่ตัวเองชอบนั่นเองโดยหลังจากที่รู้ว่าตัวเองตอบติดนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมากแล้วก็รู้สึกดีที่ว่านี่คือสิ่งที่ตอบแทนหลังจากที่พยายามมาโดยตลอดตอบแทนที่ไม่เคยนอกลู่นอกทางตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่รู้สึกตื้นตันใจส่วนพ่อแม่ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากโดยในตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสอบติดหมอเพราะไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีเด็กเรียนกศนแล้วไปสอบติดหมอและเหมือนว่าความหวังมันหายไปหมดแล้วแต่น้องวิทย์ก็สามารถทำให้เป็นที่สำเร็จจนได้

สำหรับใครที่มองว่าการเรียนกศนนั้นมันแยกน้องวิทย์ก็ได้มีการเปิดเผยว่าค่านิยมของสังคมชอบมองว่ากศนเป็นทางเลือกของเด็กที่ไม่มีทางไปและน้องวิทย์ก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเด็กที่เรียนกสนเป็นเด็กไม่ดีและเด็กเกเรทั้งหมด…และมีไม่น้อยที่ระบบการศึกษาไม่สามารถตอบโจทย์การเรียนการสอนได้จึงทำให้มีใครหลายคนเริ่มมะเร็งกศนเพื่อให้ได้วุฒิและไปเรียนต่อในทางที่ต้องการ

โดยน้องนิดไม่มีการกล่าวทิ้งท้ายพร้อมว่า “ผมอยากจะบอกว่าชีวิตของทุกคนนั้นก็มีปัญหาเหมือนกันหมดคำว่าเล็กหรือใหญ่ของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกันสำหรับเรานั้นปัญหาอาจจะเล็กสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็อาจจะใหญ่สำหรับเรา แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ เราจะต้องเลือกสู้ และไม่ยอมแพ้ เมื่อเราเลิกสู้แล้วก็จะต้องค่อย ๆ ใช้สติปัญญา แก้ไขปัญหาเหล่านั้น มีคนรอบสนับสนุนหรือไม่มีแล้วก็ต้องพยายามสนับสนุนตัวเองให้ได้ผมเชื่อว่าทุกคนนั้นสามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้เพียงแค่เราเชื่อในตัวเองแค่มีความมั่นใจมีความตั้งใจในตัวเองแล้วก็จะสามารถผ่านมันไปได้เพราะทุกปัญหานั้นมีทางออกอยู่เสมอ “