ปลูกสะตอแค่ 27 ต้น สร้างรายได้ 8 หมื่นบาท ต่อ เดือน

โดยในปัจจุบันนี้บอกเลยว่าเป็นเรื่องที่หน้าโชคดีเพราะว่าในปัจจุบันมีเกษตรไทยนั้นเริ่มหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานกันมากขึ้นและการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งที่สามารถเสริมสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นเช่นเดียวกับพืชสวนยืนต้นก็เป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นนายจรูญ หวังคู่กลาง อายุ 63 ปี

โดยนายจรูญ เป็นชาวเกษตรคนหนึ่งที่มีการเคยปลูกมันสำปะหลังในบริเวณหลังบ้านที่อยู่ในอำเภอ ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเขาก็เกิดความคิดที่มีการทดลองปลูกต้นสะตอในบริเวณหัวไร่มันสำปะหลังโดยปลูกไม่ถึง 30 ต้นซึ่งหวังเพียงแค่ให้ต้นสะตอนั้นเป็นที่ร่มเงาให้สามารถหลบแดดในช่วงที่อาศัยทำไร่มันสำปะหลัง แต่เมื่อต้นนี้โตขึ้นนั้นกลับกลายเป็นว่าต้นสะตอไม่กี่ต้นแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับนายจรูญได้ถึงปีเกือบละ 100000 บาทเลยทีเดียว

โดยการปลูกสะตอของนายจรูญนั้นเริ่มเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วโดยมีญาติของทางภรรยาได้นำฝากสะตอจากจังหวัดชุมพรมาเป็นของฝาก 1 กระสอบป่านซึ่งในตอนนั้นก็คิดว่าในครอบครัวนั้นกินไม่ทันอย่างแน่นอนจนสะตอฝักเห*่ยวเป็นสีดำจึงได้มีการทดลองนำมาเพาะเมล็ด

และเมื่อลองมาเพาะเมล็ดก็ได้ต้นกล้ามาประมาณ 50 ต้นจึงนำมาปลูกในบริเวณพื้นที่แนวเขตไร่มันสำปะหลังของตัวเองโดยหวังให้ต้นจะเติบโตมาให้ร่มเงาหลบแดดหลบฝนในยามที่ต้องการไปทำไร่มันสำปะหลังเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 ปีต้นสะตอเติบโตขึ้นจาก 50 ต้นเหลือเพียงอยู่ 27 ต้นโดย 27 ต้นนี้ก็ให้ผลผลิตทยอยออกฝากมาเรื่อยๆอย่างมากมายเพราะว่าคุณจรูญคอยดูแลต้นสะตอเหล่านี้เป็นอย่างดีและไม่ให้ต้นสะตอเข้าใกล้สารเคมีจึงทำให้ต้นสะตอเหล่านี้เติบโตขึ้นได้อย่างสวยงามโดยในปีแรกนั้นฝากค่อนข้างน้อยแต่ในปีต่อมาก็มีผลผลิตเริ่มต้นเริ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น จากจำนวน 100 ฝักก็มากลายเป็นพันฝักในเวลาต่อมา

โดยหลังจากที่มีผลผลิตจากสะตอของตัวเองนั้นก็ได้มีการนำมาแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอได้ทดลองชิมโดยส่วนใหญ่นั้นชื่นชอบในรสชาติเป็นอย่างมากและมีกลิ่นฉุนมากกว่าจะต่อจากภาคอื่นอีกทั้งยังกินได้ทั้งเปลือกอีกด้วยจึงทำให้สะตอที่นี่แกเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจนมีชาวบ้านหลายรายเข้ามาติดต่อขอซื้อพันธุ์ไปปลูกตามไร่นาของตัวเองนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 30 กว่าปีก็เริ่มมีสะตอในหมู่บ้านและของตำบลมากยิ่งขึ้นจึงกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย


เรียกได้ว่าในช่วงหลังนี้มีพ่อค้าแม่ขายเข้ามาติดต่อซื้อกันถึงบ้านเลยก็มีโดยราคารับซื้อก็จะอยู่กันที่ฝักต่อฝัก ซึ่งถ้าฝักไหนมีราคาสมบูรณ์หรือมีเมล็ดสะตอ 9 เม็ดขึ้นไปจะให้ไปฝักละ 5 ถึง 7 บาทแล้วแต่ความต้องการของตลาด จึงทำให้สะตอที่นี่นั้นสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 7-8 หมื่นบาทเลยทีเดียวผักรวมต้นอื่นที่ปลูกอยู่ด้วยก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมาก

และนี่ก็คืออีกตัวอย่างหนึ่งในการทำเกษตรแบบผสมผสานซึ่งนอกจากจะสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับสวนผักของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างเสริมรายได้ให้กับชาวไร่ชาวนาได้เป็นอย่างดีจึงเรียกได้ว่าทุกวันนี้ที่ตำบล ลำเพียกก็เริ่มมีผู้หันมาปลูกสะตอในที่ว่างกันมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นไม้ประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว.