You are here
หน้าแรก > เกษตร > ตัวอย่างวัยเกษียณ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ดีกว่านั่งๆ นอนๆ หันเลี้ยงปลา พร้อมปลูกไม้ผล

ตัวอย่างวัยเกษียณ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ดีกว่านั่งๆ นอนๆ หันเลี้ยงปลา พร้อมปลูกไม้ผล

จากข้อมูลผู้สูงอายุไทยพบว่า ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 6.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มผู้สูงอายุนั้นมีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และบางคนนั้นมีประสบการณ์ ที่สำคัญกว่า อายุ บางคนเลือกทำเกษตรหลังเกษีนณ แต่ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน บางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี มาดูแบบอย่างกันได้เลย

คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย

คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโต
“ก่อนที่จะตัดสินใจทำเกษตรช่วงนั้น จะสำรวจก่อนว่าเราเหมาะสมกับการทำเกษตรแบบไหน ปลูกต้นไม้ หรือเลี้ยงปลา จะดูก่อนว่าเราจะทำอะไรได้มากที่สุด ก็เลยตกลงใจเลี้ยงปลา ส่วนพื้นที่ที่เหลือบนขอบบ่อ ก็จะปลูกพืชผัก ไม้ผลไว้ ก็จะมี มะขาม มะนาว ที่สามารถเก็บผลผลิตขายได้ ซึ่งจะมีการไปหาความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็จะเข้าอบรมกับหน่วยงานที่เขาเปิดสอน และนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เรามีอยู่เพื่อเสริมเข้าไป แต่ส่วนใหญ่เราก็เน้นเรื่องการเลี้ยงปลา” คุณถาวร เล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรหลังเกษียณอายุราชการ


มะนาว ที่ปลูกไว้ขอบบ่อ


กล้าไม้ผลเตรียมไว้ขาย

เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด เพื่อให้ขายได้หลากหลาย
ในช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงปลาใหม่ๆ คุณถาวร บอกว่า เลี้ยงแบบเชิงธรรมชาติ ปล่อยให้ปลาขยายพันธุ์ออกลูกเอง ก็พอจับขายทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจ แต่ยังไม่มีรายได้เป็นเงินเก็บมากนัก ต่อมาจึงเริ่มเลี้ยงให้เป็นเชิงการค้ามากขึ้น โดยเลี้ยงปลาให้หลากหลายชนิด เช่น ปลาสลิด ปลานิล และปลาตะเพียน เพราะเวลาที่ลูกค้ามาติดต่อขอซื้อจะทำให้มีปลาทำการตลาดได้
ก่อนที่จะนำลูกปลาปล่อยลงเลี้ยงจะต้องเตรียมบ่อให้พร้อมเสียก่อน โดยถ้าเป็นบ่อเก่าจะวิดน้ำออกจากบ่อให้หมด จากนั้นโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วก้นบ่อ ตากบ่อทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน แล้วจึงปล่อยน้ำใส่บ่อ
“บ่อที่ใช้เลี้ยงปลา จะเป็นบ่อขนาด 20×40 เมตร มีความลึกประมาณ 1.50 เมตร เราก็จะใส่น้ำให้มีความสูงประมาณ 1.20 เมตร จากนั้นเตรียมทำน้ำเขียวเพื่อให้ปลามีอาหารกิน ก็จะใช้พวกมูลสัตว์ จะเป็นมูลวัว มูลควาย หรือมูลไก่ก็ได้ ใส่กระสอบไว้แล้วก็วางลงแช่ภายในบ่อได้เลย สักระยะมันก็จะค่อยซึมออกมาเป็นน้ำสีเขียว เมื่อน้ำภายในบ่อปรับสภาพดีแล้ว จึงนำลูกปลามาใส่เลี้ยงหลังจากนั้น” คุณถาวร บอกถึงวิธีการเตรียมบ่อเลี้ยงปลา


ขนาดบ่อที่ใช้เลี้ยง

ช่วง 1 เดือนแรก อาหารที่ให้ลูกปลากิน จะเป็นอาหารเม็ดเล็ก เบอร์ 1 ที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 40 ให้กินในช่วงเช้าและเย็น จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 2 ที่มีโปรตีนลดลง อยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์ ให้กินไปอีก 1 เดือน แล้วเปลี่ยนเบอร์อาหารอีกครั้งหนึ่ง เป็น เบอร์ 2 ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ โดยจะให้กินแบบนี้ไปจนกว่าจะจับขายได้


ปลาชนิดอื่นๆ

ในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลา คุณถาวร บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาจนเข้าสู่ปีที่ 10 ยังไม่เจอเรื่องโรคระบาดที่จะทำให้ปลาตายหรือเกิดความเสียหาย เพราะเวลาที่เลี้ยงจะใช้น้ำที่สะอาดอยู่เสมอ และมีการสาดเกลือลงไปภายในบ่อในช่วงที่มีอากาศแปรปรวน หรือช่วงที่อากาศหนาว โดยสาดเกลือในอัตราส่วน 30 กิโลกรัมต่อบ่อ
ซึ่งระยะเวลาที่เลี้ยงปลานิลและปลาตะเพียนอยู่ที่ 4-5 เดือน ปลาจะมีขนาดไซซ์อยู่ที่ 3 ตัว ต่อกิโลกรัม ก็สามารถส่งขายได้แล้ว
 
ส่งทั้งพ่อค้าแม่ค้า พร้อมกับแปรรูปขายเอง
ในช่วงแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ ยังไม่เป็นที่รู้จักของพ่อค้าแม่ค้ามากนัก คุณถาวร เล่าว่า จะจับปลาที่มีไปขายเองที่ตลาดนัดแถวบ้าน เพื่อให้ปลาที่เลี้ยงเป็นที่รู้จักของตลาด และต่อมาลูกค้าก็จะมาติดต่อขอซื้อถึงบ่อเอง ทำให้เวลานี้ไม่ต้องออกไปตระเวนขายที่ตลาดเหมือนสมัยก่อน
ซึ่งราคาปลาตะเพียนและปลานิลขายอยู่ที่หน้าบ่อ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนปลาสลิดที่มีเลี้ยงเสริมจะจับมาแปรรูปเป็นปลาสลิดแดดเดียวขายเอง จึงทำให้ปลาสลิดมีมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้น


ปลาสลิด เตรียมทำแดดเดียว

“ตอนนี้ถือว่าการเลี้ยงปลาก็ประสบผลสำเร็จดี มีรายได้หมุนเวียนตลอด นอกจากที่จะเลี้ยงปลาแล้ว พื้นที่เหลือบนขอบบ่อก็ปลูกไม้ผลอย่างอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นมะนาวและมะขามที่ปลูกเอง ก็นำมาแช่อิ่ม เรียกว่าขายดีมาก คนสั่งจองกันผลิตขายแทบไม่ทัน ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ก็ถือว่าการทำเกษตรทำแล้วจัดการดี ไม่มีจน สามารถเก็บผลผลิตขายได้เรื่อยๆ ขอให้ทำแบบผสมผสาน เราก็จะมีผลผลิตขายทั้งปี” คุณถาวร กล่าว


เป็นอาชีพของครอบครัว


มะขามแช่อิ่ม ที่ทำเองขายเอง

สำหรับผู้ที่อยากจะทำอาชีพทางการเกษตร คุณถาวร ให้คำแนะนำว่า ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ขอให้มีใจรักที่จะทำก็เพียงพอ การเกษตรถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนที่วัยเกษียณอยู่กับบ้าน เพราะหากนอนอยู่บ้านเฉยๆ อาจจะทำให้กำลังวังชาและความแข็งแรงของร่างกายลดลง แต่ถ้าพอมีพื้นที่ว่างอยู่ ไม่ควรปล่อยไว้เฉยๆ ขอให้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำเกษตรแบบเล็กๆ น้อยๆ เมื่อประสบผลสำเร็จและมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยากจะทำให้มากขึ้น ก็สามารถลุยแบบเต็มกำลังได้เลย ขอให้เริ่มด้วยใจที่รักก่อนเท่านั้นพอ

Loading...

Similar Articles

Top