You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > ขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ต.ค.นี้แน่นอน สายหวานเตรียมตัว

ขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ต.ค.นี้แน่นอน สายหวานเตรียมตัว

ซึ่งในปัจจุบันก็มีทุกคนใครหลายคนนั้นหันมารักสุขภาพและใส่ใจสุขภาพโดยการออกกำลังกายกันมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารก็เช่นกันที่สำคัญ เพื่อนำสิ่งที่ดีที่สุดเข้าสู่ร่างกายของตัวเอง และป้องกันโรคต่างๆ เช่นเบาหวาน หัวใจฯลฯ

เดือน ต.ค.2562 กรมสรรพสามิตจะเริ่มบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกาย หลังจากที่ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือน ต.ค.2560 แต่ได้เลื่อนระยะเวลาบังคับใช้ไป 2 ปี ในช่วงก่อนหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว
ทั้งนี้ ข้อมูลของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ รายงานว่า ในปี พ.ศ.2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมี 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคน ในปี พ.ศ.2583 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 5.3 ล้านคน โดยประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 200 คนต่อวัน หรือ 8 รายต่อชั่วโมง
ขณะที่สถิติโรคเบาหวานในประเทศไทยของกรมควบคุมโรค ระบุรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายในช่วง 5 ปี (2552-2557) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยด้วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% โดยในปี 2557 มีผู้ป่วยเบาหวาน 4.8 ล้านราย จาก 3.2 ล้านราย ในปี 2552
“ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆเสื่อมสมรรถภาพ และทำงานล้มเหลว เป็นบ่อเกิดของโรคอันตรายถึงแก่ชีวิตอื่นๆตามมา ส่งผลให้ต้องใช้เงินค่ารักษาในแต่ละปีจำนวนมาก”
โดยในครั้งนี้ ฝั่งภาครัฐยืนยันว่า จะดำเนินการจัดเก็บภาษีดังกล่าวในเดือน ต.ค.นี้ โดยไม่ควรขอเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้ต่อไปอีก เนื่องจากเห็นว่าการบริโภคน้ำตาลเกินกว่าความต้องการของร่างกายเป็นบ่อเกิดของโรคอันตรายจำนวนมาก และได้ให้เวลาปรับตัวนานถึง 2 ปีแล้ว ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการระบุถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และอาจจำเป็นต้องผลักภาระบางส่วนให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาเครื่องดื่มประจำวันในชีวิตของคนไทยมีราคาเพิ่มขึ้น
“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ของคนไทยในอนาคตข้างหน้าว่า แต่ละภาคส่วน รวมทั้งประชาชน ควรปรับตัวรับ “ความหวาน” ที่จะเปลี่ยนไปอย่างไร

เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย “หวานน้อย”
ทั้งนี้ แนวคิดการจัดเก็บสรรพสามิตน้ำหวานเกิดขึ้นครั้งแรก จากแนวคิดของสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยระบุข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้ระบุถึงการคาดการณ์ผลของการจัดเก็บภาษีดังกล่าวว่า การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะช่วยด้านสุขภาพของประชาชนได้จริง
โดยจากการสำรวจเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ โดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานในปี 2556 พบว่า หากขึ้นราคาน้ำอัดลมเป็น 20-25% ของราคาปัจจุบัน ผู้บริโภคจะลดลงถึง 85% หันไปบริโภคนม น้ำผลไม้ น้ำเปล่าแทน และยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน 193,872 ล้านบาท หรือ 2.14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่เพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ 10,000 ล้านบาทต่อปี
สอดคล้องกับ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เล่าถึงที่มาที่ไปของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบกับน้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำผลไม้และพืชผัก กาแฟพร้อมดื่ม ชาเขียว ว่า “สภาปฏิรูปแห่งชาติมีแนวคิดที่ต้องการปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภคหวานของคนไทยที่เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักจึงไม่ได้เน้นไปที่การจัดเก็บรายได้ แต่ต้องการเน้นให้ตระหนักถึงเรื่องสุขภาพ และลดภาระงบประมาณการดูแลผู้ป่วย”

ดีเดย์เก็บภาษีความหวาน ต.ค.62
กระทรวงการคลังได้อาศัยจังหวะนี้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเกินกว่าความต้องการของร่างกาย ซึ่งอัตราภาษีน้ำหวานที่จะเริ่มจัดเก็บครั้งแรกเดือน ต.ค.62 นั้น จะเป็นอัตราภาษีแบบขั้นบันได โดยจะเก็บเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี จากปี 2562-2564 และสุดท้ายในปี 2566 จะจัดเก็บเต็มเพดานสูงสุด
โดยในปี 2562-2563 เสียภาษีในอัตรา 10 สต.-1 บาท ตามสัดส่วนค่าความหวานต่อ 100 มิลลิลิตร (มล.) ส่วนระยะที่ 2 ปี 2564 จะปรับเพิ่มการจัดเก็บภาษีเป็นตั้งแต่ 30 สต.-5 บาทต่อลิตร และระยะสุดท้ายปี 2566 เป็นต้นไป ในประเภทที่มีค่าความหวานสูงจะจัดเก็บเต็มเพดานที่ไม่เกิน 5 บาทต่อลิตร (ตามตาราง)
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวต่อว่า จากอัตราดังกล่าวในปีที่ 6 ที่จะมีการจัดเก็บภาษีเต็มเพดาน รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำหวานได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตปีละกว่า 600,000 ล้านบาท และเทียบกับภาษีเครื่องดื่ม 20,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบในภาพรวม การเก็บภาษีได้ยกเว้นสำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำผักและผลไม้แท้ 100% ประมาณ 125 สินค้า เช่น น้ำกระเจี๊ยบ แตงโม ฝรั่ง มะเขือเทศ จากผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้
“ขณะที่เชื่อว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะปรับตัวได้ โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ปรับสูตรลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง เพื่อให้เสียภาษีลดลง โดยหากปริมาณน้ำตาลไม่ถึงที่กำหนดก็ไม่ต้องเสียภาษี
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งอ้างว่า ไม่สามารถลดปริมาณน้ำตาลได้ เพราะผู้บริโภคยังชอบรสชาติหวานอยู่ ซึ่งหากลดความหวานลงอาจขายสินค้าไม่ได้ จึงยังต้องคงสินค้าบางตัวที่มีความหวานอยู่ และจะยอมรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นด้วย”
เอกชนปรับตัว-ปรับราคารับภาษีใหม่
ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นและความพร้อมของภาคเอกชน ผู้ผลิตเครื่องดื่มส่วนใหญ่ระบุว่า ได้ปรับตัวโดยลดปริมาณน้ำตาลลงบ้างแล้ว ในขณะที่บางรายที่ยังไม่สามารถลดลงได้ ยืนยันว่าพร้อมเสียภาษีสรรพสามิต แต่ขณะเดียวกันจะพิจารณาปรับขึ้นราคาขายสินค้าด้วย
โดย “นายจรณชัย ศัลยพงษ์” ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อเป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ ชาพร้อมดื่มลิปตัน กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาของผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบทุกราย รวมถึงบริษัทด้วย แม้ที่ผ่านมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มใหม่ๆที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำ และไม่มีน้ำตาลเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพ และการขึ้นภาษีน้ำหวานแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม น้ำอัดลมที่มีความหวานปกติ หรือมีน้ำตาล 10-14 กรัมต่อ 100 มล. บริษัทยังต้องทำอยู่ เพราะเป็นสินค้าหลักที่ทำมากว่า 120 ปีแล้ว และยังมีผู้บริโภคหลักอยู่จำนวนมาก ซึ่งบริษัทต้องยอมเสียภาษีตามความหวาน แต่จะทำฉลากโภชนาการแจ้งผู้บริโภคทราบ
บริษัทพร้อมที่จะเสียภาษีตามความหวานที่เพิ่มขึ้น ให้ข้อมูลโภชนาการกับผู้บริโภคเกี่ยวกับความหวาน และออกสินค้านวัตกรรมใหม่ที่ไม่มีน้ำตาลมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยมุ่งลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนให้น้อยที่สุด และขณะนี้ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป๊ปซี่ และเครื่องดื่มอื่นๆ ในเครือ”
ด้าน นางสาวจันทรา พงศ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้แบรนด์ “ดีโด้” กล่าวว่า บริษัทได้ปรับสูตร ปรับนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดเพื่อรองรับภาษีความหวาน โดยรสชาติยังคงถูกปากผู้บริโภคเช่นเดิม ส่วนเรื่องการปรับขึ้นราคาขายสินค้า ขณะนี้ยังไม่ได้คิด และเป็นสิ่งที่จะทำเป็นอันดับท้ายๆ โดยจะดูภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่าหากปรับขึ้นราคาสินค้าจะกระทบกับผู้บริโภคแน่นอน
“การปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเป็นสิ่งที่บริษัทจะต้องทำ แต่การปรับตัวมีหลายวิธี ซึ่งการปรับขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นการแก้ปัญหาที่เหมือนจะช่วยตอบโจทย์การปรับขึ้นภาษีความหวานได้ แต่สินค้าต้องดีพอและให้อะไรกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นด้วย”

น้ำผลไม้-ชาเขียวโอดปรับตัวไม่ทัน
ขณะที่ “นายเอกพล พงศ์สถาพร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้แบรนด์ “ทิปโก้” กล่าวว่า “การปรับขึ้นภาษีความหวานย่อมส่งผลให้ราคาขายสินค้าปรับสูงขึ้นตาม และส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าลดลง ซึ่งในฐานะผู้ผลิตต้องดูแลผู้บริโภคให้ดีที่สุด ด้วยการควบคุม หรืออั้นการปรับขึ้นราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด แต่หากภาษีปรับขึ้นสูงมากก็จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาขายสินค้า เพื่อความอยู่รอด”
ทั้งนี้ บริษัทจะนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการผลิต หรือใช้ความหวานทดแทนน้ำตาลเพื่อปรับตัว แต่อยากให้กรมสรรพสามิต หรือรัฐบาลเข้าใจว่าน้ำผลไม้ 100% เป็นน้ำตาลจากผลไม้ธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่น้ำตาลที่แต่งเติมเข้าไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงไม่น่าจะคิดภาษีความหวานเหมือนกับสินค้าที่เติมน้ำตาลเข้าไป
อย่างไรก็ตาม แม้หลายค่ายจะปรับตัวเพื่อรับมือภาษีความหวานแล้ว แต่ ผู้บริหาร ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลม และชาเขียวพร้อมดื่มรายใหญ่รายหนึ่ง ระบุว่า แม้การปรับลดปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในแผนของแต่ละบริษัทอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีทันใด เพราะยังต้องทำวิจัยลูกค้าว่า ปริมาณน้ำตาลเท่าไรที่ลูกค้ารับได้ หรือรับไม่ได้ และจะซื้อบริโภคหรือไม่ หากปรับลดน้ำตาลลงในปริมาณที่ไม่ต้องเสียภาษี เพราะหากพุ่งเป้าจะไม่ยอมเสียภาษีความหวาน แต่ผลิตสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้ ธุรกิจจะพังได้
ทั้งหมดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลง และผลจากการเก็บภาษีดังกล่าว อุตสาหกรรมเครื่องดื่มได้รับผลกระทบหนักแน่นอน เพราะภาษีที่เพิ่มขึ้นคือ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ส่วนการปรับขึ้นราคาขายสินค้า เมื่อถึงเวลา ผู้ผลิตจะต้องขึ้นแน่นอน และขึ้นทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งจะกระทบกับผู้บริโภค และสุดท้ายจะกระทบกับยอดขายของแต่ละบริษัท เพราะลูกค้าจะชะลอการซื้อ หากถึงที่สุดแล้ว ผู้ประกอบการคงรวมตัวกัน เพื่อหารือกับกรมสรรพสามิตว่าทุกอย่างไม่ได้ทำได้ภายในวันเดียว
เครื่องดื่มชูกำลังยันไม่ถูกกระทบ
อย่างไรก็ตาม ฝั่งของผู้ผลิตเครื่องดื่มบำรุงกำลังดูเหมือนว่าการปรับขึ้นภาษีครั้งนี้ แทบจะไม่เป็นปัญหาเลย เพราะได้ปรับตัวตามกระแสรักสุขภาพ โดยได้ปรับลดปริมาณน้ำตาลลงอยู่แล้ว โดย “น.ส.ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ” รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังแบรนด์ “คาราบาวแดง” และเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น น้ำดื่ม กาแฟผง กาแฟกระป๋อง และเครื่องดื่มเกลือแร่ Start Plus กล่าวว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจของบริษัทมากนัก เพราะได้ปรับตัวลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเติมวิตามินต่างๆที่เป็นประโยชน์เข้าไปในเครื่องดื่มชูกำลังของคาราบาวแดงอย่างครบถ้วนตามเดิม
ขณะที่ “นายชินวิทย์ เลิศบรรณพงษ์” นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม ภายใต้ 14 แบรนด์ กล่าวว่า เซ็ปเป้ได้ปรับสูตรผลิตภัณฑ์หลัก Beauti Drink โดยใช้น้ำตาลและความหวานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ก่อน พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ที่จะเก็บภาษีความหวานบังคับใช้ ทำให้ในปัจจุบัน สินค้าที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีความหวานมีเพียง 10% ของสินค้าทั้งหมดของบริษัทเท่านั้น.

Loading...

Similar Articles

Top