You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > ช่วงฤดูฝน ระวังซื้อ/เก็บ ”เห็ดพิษ”รับประทาน เสี่ยงอาจถึงชีวิต

ช่วงฤดูฝน ระวังซื้อ/เก็บ ”เห็ดพิษ”รับประทาน เสี่ยงอาจถึงชีวิต

ภูมิอากาศของประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ยิ่งในช่วงฤดูฝนเหมาะกับการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ของเห็ดอย่างยิ่ง ซึ่งรวมทั้งเห็ดที่มีพิษอีกหลายชนิดด้วย หากรับประทานเห็ดพิษส่วนใหญ่แล้วแพทย์หรือแม้แต่ผู้รับประทานจะไม่รู้จักเห็ดชนิดนั้น โดยทั่วไปแล้วเห็ดพิษและเห็ดรับประทานได้อาจมีรูปทรงคล้ายคลึงกัน จึงมีคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เก็บเห็ดที่มีพิษมากินจนทำให้เสียชีวิตไปแล้วหลายราย

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าฤดูฝนทุกปีจะมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนมักเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 พฤษภาคม 2562 พบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ 141 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55-64 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อุบลราชธานี อํานาจเจริญ ศรีสะเกษ ตาก และเพชรบุรี เฉพาะในช่วงหน้าฝน 2 เดือนของปีนี้ (เดือน พ.ค.- มิ.ย. 2562) พบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 5 ราย ล่าสุดข้อมูลในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. 2562 กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานเหตุการณ์ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดพิษ จำนวน 5 เหตุการณ์ จากจังหวัดศรีสะเกษ ตาก อํานาจเจริญ เชียงใหม่ และ เลย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า เห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า และยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า

ทั้งนี้ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารพิษที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้ จึงไม่ควรใช้วิธีการเหล่านี้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด

วิธีสังเกตอาการหลังรับประทานเห็ดพิษ จะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือกระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน ที่สำคัญต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการรับประทานเห็ดโดยละเอียด พร้อมกับนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) และควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอเตือนประชาชนว่าหากไม่แน่ใจ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าจะเป็นเห็ดพิษ ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดร่วมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร: 1422

Loading...

Similar Articles

Top