ขายดีมาก! ทุเรียนสาลิกาพังงา ขายดีจนต้องเร่ขยายพันธุ์

ซึ่งในตอนนี้เป็นช่วงหน้าร้อนแน่นอนว่าทุเรียนนั้นก็จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นทุเรียน พันธุ์สาลิกา ที่มีรสชาติหอมหวานมันอันเป็นเอกลักษณ์ถึงขั้นที่มีการกล่าวหาว่าถ้าหากมาทำงานแล้วไม่ได้ชิมทุเรียนสาลิกาก็เหมือนมาไม่ถึงที่เมืองพังงาเลยก็ว่าได้!!

โดยทางนาย นิพนธ์ สุขสะอาด เกษตรจังหวัดพังงา ก็ได้มีการเปิดเผยว่าหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเรียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อไหร่ปี 2561 นี้ก็ทำให้ทุเรียนสาลิกานั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะพันธุ์ทุเรียนและธัญพืช พื้นบ้าน บ้านกะปง อ.กะปง จ.พังงา ก็ได้มีการเร่งการขยายพันธุ์เพื่อออกจำหน่ายรวมทั้งยังมีการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่งการติดตาทาบกิ่งเสียบยอดเพื่อเร่งผลการจำหน่ายให้ทันทอดตลาดตามที่ตลาดต้องการ


แต่สำหรับกล้าพันธุ์ที่ให้ผลผลิตที่ดีที่สุดนั้นซึ่งทางชาวเกษตรจังหวัดพังงาก็ได้แนะนำให้เลือกต้นพันธุ์ที่มีการเสียบยอดหรือเสียบข้างเพราะมีการปลูกด้วยเมล็ดมักจะเกิดการกลายพันธุ์โดยวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทำให้ได้ทุเรียนที่มียอดพันที่ดีตามความต้องการของตลาดอีกทั้งยังให้ผลผลิตได้เร็วและยังมีรากแก้วคอยช่วยยันลำต้นอีกด้วย

ในเมื่อชาวเกษตรกรนั้นได้มีการลองปลูกทุเรียนสาลิกาได้ 5 ปีก็จะมีการออกผลผลิตในครั้งแรก โดยการดูแลรักษาและง่ายเป็นอย่างมากอีกทั้งยังได้ผลผลิตไวหลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตในรุ่นแรกก็มีการบำรุงรักษาต้นทุเรียนให้พร้อมที่จะออกผลผลิตในปีถัดมาโดยให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราส่วนประมาณ 4-5 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์นี้จะมีการออกดอกในช่วงมีนาคมและให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมของทุกปี โดยทหารทุเรียนสาลิกานั้นมีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปต่อ 1 ไร่หรือประมาณ 25 ต้นก็สามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 1 ตัน


ในส่วนของทางด้านการกำจัดวัชพืชต่างๆของสวนทุเรียนแห่งนี้ก็ไม่ควรใช้สารเคมีแต่อย่างใดเพราะจะทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายจุลินทรีย์ในประเทศต่างๆส่งผลยังทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ฉะนั้นควรตัดหญ้าด้วยมือเพื่อลดกันเสียหายและต้นทุนป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาโรคระบาดต่างๆได้กับทุเรียนที่ปลูกนั่นเอง
สำหรับทุเรียนสายพันธุ์นี้ทางตลาดก็มีราคาที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 200-300 บาท โดยจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนของเกษตรกรและมีการสั่งจองผลผลิตไปล่วงหน้าแล้วไปวางขายตามแผงเป็นถนนสายหลักแต่ถึงอย่างไรผลผลิตนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคเลย