“โปงลาง” มูลมังคนอีสานจากรุ่นสู่รุ่น ศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า

โปงลาง นั้น ก่อนที่จะเรียกว่าโปงลาง มีชื่อเรียกว่า เกราะลอ ซึ่ง เกราะลอ มีประวัติโดยย่อ คือ ท้าวพรหมโคตร ซึ่งเคยอยู่ประเทศลาวมาก่อนเป็นผู้คิดทำเกราะลอขึ้น โดยเลียนแบบเกราะ ที่ใช้ในหมู่บ้านสมัยนั้น เกราะลอทำด้วยไม้หมากเลื่อม (ไม้เนื้ออ่อน สีขาว มีเสียงกังวาล )ใช้เถาวัลย์มัดร้อยเรียงกัน ใช้ตีไล่ฝูงนกกา ที่มากินข้าวในไร่นา ต่อมาท้าวพรหมโคตร ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านกลางเหมือน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

และได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน นายปานได้เปลี่ยนเกราะลอ จาก ๖ ลูก เป็น ๙ ลูก มี ๕ เสียง คือ โด เร มี ซอล ลา เมื่อนายปานเสียชีวิต นายขานน้องนายปาน ได้รับการถ่ายทอดการตี เกราะลอ และนายขานนี่เองที่เป็นผู้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี เนื่องจากเกราะลอใช้สำหรับตีไล่นกกา ที่มากินข้าวในไร่นา ดังนั้น จึงมีเกราะลออยู่ทุกโรงนา (อีสานเรียกเถียงนา) เมื่อเสร็จจากภารกิจในนาแล้ว ชาวนาจะพักผ่อนในโรงนา และใช้เกราะลอเป็นเครื่องตี เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ โดยเกราะลอนี้จะตีนอกหมู่บ้านเท่านั้น เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าตีในหมู่บ้านจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดี เช่น ฝนจะไม่ตกตามฤดูกาล เป็นต้น การเรียนการตีเกราะลอในสมัยนั้น เป็นการเลียนแบบ คือ เป็นการเรียนที่ต้องอาศัยความจำ โดยการจำทำนองในแต่ละลาย เกราะลอที่มี ๙ ลูกนี้ จะเล่นได้ ๒ ลาย คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ และลายสุดสะแนนปี พ.ศ. ๒๔๙๐ นายเปลื้อง ได้เรียนวิธีทำเกราะลอ และการตีเกราะลอ จากนายขาน ลายที่ตี คือ ลายภูไทใหญ่ หรือลายอ่านหนังสือใหญ่

 

 

นอกจากนั้น นายเปลื้องยังเป็นคนแรกที่นำเกราะลอมาตีในหมู่บ้านเป็นคนแรก ในปีแรกนั้นการตีเกราะลอไม่เป็นที่ประทับใจคนฟังเท่าใดนัก ๒ ปีต่อมาการตีเกราะลอของนายเปลื้องจึงดีขึ้น จนชาวบ้านพากันนิยมว่าตีดีปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นายเปลื้องได้วิวัฒนาการ การทำเกราะลอจากแต่ก่อนหน้านี้ที่ทำด้วยไม้หมากเลื่อม มาเป็นไม้หมากหาด(มะหาด,หาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย โดยเฉพาะไม้ที่ตายยืนต้น เสียงจะกังวาล ที่เอาไม้หมากหาดมาทำโปงลางนี้

นายเปลื้องได้รับแนวคิดจากพระที่วัด ที่นำไม้นี้มาทำโปงที่ตีบอกเหตุ หรือที่ตีให้สัญญาณ ต่อมานายเปลื้องได้คิดทำเกราะลอเพิ่ม จาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก เมื่อทำสำเร็จลองตีดูเห็นว่าเสียงเพราะมาก ดังนั้นใน ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นายเปลื้องจึงเพิ่มลูกเกราะจาก ๑๒ ลูกมาเป็น ๑๓ ลูก และเพิ่มเสียงจาก ๕ เสียงเป็น ๖ เสียง คือ เสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา(ส่วนเสียงทีนั้น ดนตรีอีสานจะไม่ค่อยพบเสียงนี้เท่าใดนัก จึงไม่เพิ่มเสียงนี้ไว้) และได้คิดลายใหม่เพิ่ม เป็น ๕ ลาย คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อย และได้เปลี่ยนชื่อ เกราะลอ มาเป็น โปงลาง ซึ่งได้เรียกชื่อดนตรีชนิดนี้มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันปี พ.ศ. ๒๕๐๕

นายเปลื้องซึ่งสนใจและศึกษาโปงลาง หรือ เกราะลอเดิม มาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี ตั้งแต่การเล่นนอกหมู่บ้านและนำมาเล่นในหมู่บ้าน และเคยรับงานแสดงในเทศกาลต่างๆ แต่การเล่นมักจะเป็นการเล่นเดี่ยวเท่านั้น นายเปลื้องจึงเกิดแนวความคิดว่า ดนตรีอีสานมีหลายอย่างด้วยกัน หากนำมาบรรเลงด้วยกันคงจะมีความไพเราะและเร้าใจมากขึ้น จึงได้รวมเพื่อนๆ ตั้งวงโปงลางขึ้น โดยนำเอา ซอ พิณ แคน กลอง หมากกั๊บแก้บ ไห มาร่วมกันบรรเลง และได้รับความสนใจจากผู้ที่ได้รับชมเป็นอันมาก

 

 

ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นายเปลื้อง ได้พบกับนายประชุม อินทรตูล ซึ่งเป็นป่าไม้อำเภอเมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากจะมีเครื่องดนตรีและเครื่องประกอบจังหวะแล้ว ยังมีรำประกอบอีกด้วย รำในขณะนั้นก็มีรำโปงลาง รำซวยมือ รำภูไท เป็นต้น วงโปงลางกาฬสินธุ์ได้รับความนิยมตลอดมา และได้มีการบันทึกเทปขายให้กับผู้สนใจอีกด้วย โปงลาง เป็น เครื่องดนตรีที่มีถิ่นกำเนิดจากจังหวัดกาฬสินธุ์จึงเป็นความภาคภูมิใจของคน กาฬสินธุ์ทุกคนที่มีเครื่องดนตรีเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด มีประวัติความเป็นมา ดังนี้ ผู้ที่ทำโปงลางคนแรกคือ ท้าว พรหมโคตรโดยดัดแปลงมาจาก เกราะลอ ที่ผู้ใหญ่บ้านใช้ตีเวลาเรียกประชุม โดยนำเอาเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื่อม นำมามัดเรียงกัน ด้วยเถาวัลย์ มีลูกอยู่ 6 ลูก 5 เสียง ได้แก่เสียง ซอล ลา โด เร มี เพื่อตีไล่ฝูงนก กา ที่มาจิกกินข้าวในนา ต่อ มาท่านได้ถ่ายทอดการทำเกราะลอให้นายปาน ต่อมานายปาน เสียชีวิต นายขาน ซึ่งเป็นน้องชายได้สืบทอดการตีเกราะ-ลอแทน พอนายขาน แก่ชราก็ได้สืบทอดให้นายเปลื้องฉายรัศมี
นายเปลื้องได้นำไม้มะหาดมาทำแทนไม้เหลื่อม เพราะไม้มะหาดเวลาตี
ไม่บวมง่าย และได้เพิ่มลูกเกราะลอ จาก 6 ลูก เป็น 9 ลูก และเป็น 12,13 ลูก ตามลำดับ มีเสียงดนตรีครบ 7 เสียงและมีสียงต่ำ สูงครบแบบดนตรีสากลพร้อมกับคิดบรรเลงลายใหม่เพิ่มขึ้น คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือ-น้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อย เปลี่ยนชื่อจาก เกราะลอ มาเป็น โปงลาง จนถึงปัจจุบัน

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็น นักดนตรีพื้นบ้านอีสานที่มีความสามารถพิเศษสามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่น ดนตรีพื้นบ้านอีสานได้เกือบทุกชนิด ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลางและอื่นๆ โดยเฉพาะ “โปงลาง” นั้น สามารถเล่นและถ่ายทอดการเล่นได้เป็นพิเศษ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้ศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุงและพัฒนาโปงลางมาตลอดระยะเวลา 40 ปี จนทำให้ “เกราะลอ” ซึ่งเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ตีไล่นก กา ตามไร่ ตามนา พัฒนามาเป็น “โปงลาง” ที่มีสภาพเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ กังวาน และให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริงเป็นที่นิยมกันแพร่ หลายและยอมรับกันว่า “โปงลาง” เป็น เครื่องดนตรีเอกลักษณ์ของภาคอีสานเคียงคู่กับ “แคน” ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว จึงสมควรยกย่องและเชิดชู นายเปลื้อง ฉายรัศมี ไว้ในฐานะเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) อย่างแท้จริง

 

ประวัติ

นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน)

นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นบุตรของ นายคง นางนาง ฉายรัศมี

 

 

เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ที่บ้านเลขที่ 7 บ้านนา ตำบลม่วงนา อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
การศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านนา ถิ่นกำเนิด
ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 157 หมู่ 13 ตำบลเหนือ บ้านโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ และทำงานอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์
นายเปลื้อง ฉายรัศมี แต่งงานครั้งสุดท้าย พ.ศ 2519 กับนางยุพิน ฉายรัศมี ซึ่งมีอาชีพทำนา มีบุตรชาย 2 คน และหญิง 1 คน
เมื่ออายุ 27 ปี นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว อยู่ที่โครงการเขื่อนลำปาว (พ.ศ. 2502 – 2510)
ต่อมา พ.ศ. 2516 ได้สอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ อยู่ในสำนักงานป่าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึง พ.ศ. 2519 จึงได้ลาออก
ต่อมาปี พ.ศ. 2520 ได้เข้าทำงานที่ชลประทานจังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมาปี พ.ศ. 2521 ได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนครพนม ถึงปี พ.ศ. 2524 ได้ย้ายมาทำงานที่อ่างเก็บน้ำห้วยมโน บ้านนา อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

ในด้านผลงานนั้น นายเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีพื้นบ้านอีสาน สามารถเล่นและสอนถ่ายทอดได้ทั้ง พิณ แคน ซอ โปงลาง และเครื่องดนตรีอื่นแทบทุกชนิดในภาคอีสาน โดยเฉพาะโปงลางนั้น มีความสามารถเล่นได้ดีเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะเป็นผู้ที่วิวัฒนาการดนตรีชนิดนี้ขึ้นมา
ครูเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ

เสียชีวิตเมื่อเช้าวันที่ 2 ธันวาคม 2550 ครูเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ผู้คิดค้นเครื่องดนตรีโปงลางเสียชีวิตแล้ว
หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ครูเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 2550
ด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และมีปัญหาที่ตับ รวมถึงมีอาการปอดอักเสบเข้าแทรก
ซึ่งแพทย์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ก็ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่ในที่สุดครูเปลื้อง ฉายรัศมี ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ
สำหรับประวัติของครูเปลื้อง ฉายรัศมี เป็นศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดกาฬสินธุ์ มีความสามารถเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน
ได้แทบทุกชนิด และยังเป็นผู้ที่ศึกษาค้นคว้า และพัฒนาปรับปรุงเครื่องดนตรีโปงลางมากว่า 40 ปี จนทำให้ “เกราะลอ”
ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ไล่ตีนก,กาตามไร่นาได้พัฒนามาเป็น “โปงลาง” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ กังวาน
และให้ความรู้สึกเป็นดนตรีพื้นบ้านอีสานอย่างแท้จริง เป็นที่นิยมแพร่หลายควบคู่ไปกับ “แคน” ที่มีอยู่ก่อนแล้ว
จนทำให้ครูเปลื้อง ฉายรัศมี ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) สาขาย่อย ดนตรีพื้นบ้าน ปี 2529

 

 

ระบำฉิ่งเป็นชุดการแสดงที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยครูลมุล ยมะคุปต์นำออกให้ชาวต่างชาติชมเมื่อปีพ.ศ.2500ตามทำนองเพลงของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)ณ.บ้านศิลปบรรเลง ต.บ้านบาตร ต่อมาพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ได้ทรงเห็นการแสดงชุดหนึ่งของชาวธิเบต ซึ่งใช้”ฉิ่ง”ประกอบท่ารำพระองค์จึงได้มาปรึกษากับครูมนตรี ตราโมทและครูลมุล ยมะคุปต์ให้คิดประดิษฐ์ท่วงทำนองเพลงและท่ารำเพื่อแสดงในงาน”นาฏลีลาน้อมเกล้า”ณ.โรงละครแห่งชาติซึ่งเป็นการเฉลิมวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเถลิงถวัลยราชสมบัติ ปีที่36ครูลมุลจึงได้ร่วมมือกับครูเฉลย ศุขะวณิช คิดประดิษฐืท่าระบำฉิ่งจนสำเร็จเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2525แสดงโดยนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปจำนวน 8 คนในการแสดงครั้งนั้นได้ใช้ฉิ่งธิเบตซึงพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ได้ประทานมาประกอบการแสดง
ต่อมาวิทยาลัยนาฏศิลปได้ปรับปรุงการแสดงของระบำฉิ่งขึ้นใหม่เพื่อแสดงในงานดนตรีไทยมัธยมศึกษาครั้งที่8ณ.สังคีตศาลาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2525โดยคงท่ารำตามรูปแบบเดิมไว้และดัดแปลงเครื่องแต่งกายแบบพันทางธิเบต มาเป็นแบบสตรีสูงศักดิ์ในราชสำนักไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ได้นำเอาฉิ่งไทยซึ่งมีเสียงกังหวานแหลมใสมาใช้แทนฉิ่งธิเบตเป็นระบำโบราณคดีชุดที่ 3ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยและศิลปินแห่งชาติเป็นผู้แต่งทำนองเพลงจากสำเนียงเขมร คุณครู ลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและคุณครู เฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทยและศิลปินแห่งชาติ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำโดยจินตนาการจากประติมากรรมและภาพสลักที่ปรากฏบนทับหลังและหน้าบันของปราสาทหินพิมายและปราสาทหินพนมรุ้ง อันเป็นศิลปะขอมระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-13 ด้วยเหตุนี้กระบวนท่ารำ ดนตรี รวมทั้งเครื่องแต่งกายจึงมีลีลา สำเนียงและแบบอย่างที่เป็นเขมร

 

 

การละเล่นพื้นเมืองภาคอีสาน

ภูมิประเทศภาคอีสานเป็นที่ราบสูง ค่อนข้างแห้งแล้งเพราะพื้นดินไม่เก็บน้ำ ฤดูแล้งจะกันดาร ฤดูฝนน้ำจะท่วม แต่ชาวอีสานก็มีอาชีพทำไร่ทำนา และเป็นคนรักสนุก จีงหาความบันเทิงได้ทุกโอกาสการแสดงของภาคอีสาน มักเกิดจากกิจวัตรประจำวัน หรือประจำฤดูกาล เช่น แห่นางแมว เซิ้งบั้งไฟ เซิ้งสวิง เซิ้งกระติบ รำลาวกระทบไม้ ฯลฯ ลักษณะการแสดงซึ่งเป็นลีลาเฉพาะของอีสาน คือ ลีลาและจังหวะในการก้าวเท้า มีลักษณะคล้ายเต้น แต่นุ่มนวล มักเดินด้วยปลายเท้าและสบัดเท้าไปข้างหลังสูง เป็นลักษณะของ เซิ้ง

ดนตรีพื้นเมืองอีสาน ได้แก่ กลองยาว กรับ ฉาบ โหม่ง แคน โปงลาง

การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน ได้แก่ ฟ้อนภูไท เซิ้งสวิง เซิ้งโปงลาง เซิ้งตังหวาย ภูไทสามเผ่า ไทภูเขา เซิ้งกระติบข้าว

เพลงพื้นเมืองภาคอีสาน เช่น หมอลำ เพลงโคราช เจรียง กันตรึม เพลงล่องโขง เพลงแอ่วแคน

 

ตัวอย่างเพลงพื้นเมืองภาคอีสาน

หมอลำเพลิน จังวางเปิดม่านกั้งแจ้งสว่างอยู่ในตา ตาส่องหาพี่ชายผู้เสื้อลายบ่มา บ้อ
แฟนพี่ชาย อยู่เทิงฮ่าน โอ้ โอย เด้ ชาย ฟังเด้ออ้าย เด้ออ้าย
ผู้ชายงามบ้านเพิ่น น่องมาคิดอยากได้โตเจ้าไว้กล่อมนอน
น่องผู้ฮ่าย ผู้ฮ่าย อ้ายสิบ่สนใจ เฮ็ดจั๋งได๋นอชาย
น่องคนจนพร้อม จนใจแล่ว ใจแล่ว
แนวมันพาทุกข์ หาความสุขกายใจอยู่ที่ไฮ่นา
เชิญเถิดค้า เถิดค่ามาจากันก่อน อย่าซิฟ่าวใจฮ่อน จ่มว่ารำคาญ
ขันไปบ้าน ไปบ้านขอนแก่นทางอีสาน ขอเชิญวงศ์วานเยี่ยมยามกันบ้าง
จาทอนี่ ทอนี่ พอเป็นแบบอย่าง ฮู่แนงทางตำนานครู ข้าได้สอนมา
ว่าจังได๋คนดี สนนางบอน้ออ้าย น้ออ้าย น้ออ้าย

 

— รูปภาพ —

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพและข้อมูล : armmy2838.wordpress.com

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *