You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > “ไผ่ยักษ์เมืองน่าน”ใหญ่สุดในโลก ใช้ได้ทุกส่วน ต่างประเทศแห่ต่อยอด สร้างรายได้หลักล้าน

“ไผ่ยักษ์เมืองน่าน”ใหญ่สุดในโลก ใช้ได้ทุกส่วน ต่างประเทศแห่ต่อยอด สร้างรายได้หลักล้าน

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับไผ่ยักษ์น่านกัน ว่ากันว่าที่นีคือไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยนะ แถมนำไปต่อยอดสร้างรายได้ถึงหลักล้านบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

ไผ่ยักษ์น่าน (Dendrocalamus Giganteus ) เป็นไผ่ที่มีแหล่งกำเนิดที่ ดอยติ้ว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ขนาดของลำต้น เมื่อโตเต็มวัย สามารถโตได้ถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-16 นิ้ว ปัจจุบันจะมีเพียงไผ่มังกร (Dendrocalamus Sinicus) มีถิ่นกำเนิดที่ดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน ที่มีขนาดลำ ใกล้เคียงกับไผ่ยักษ์น่าน เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย เพราะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศท่ี่สมบูรณ์

“นายธูป นาคเสน” หรือ “โต้ง” เจ้าของสวนไผ่ยักษ์น่าน เล่าว่า ได้เห็นไผ่ยักษ์นี้ ในหมู่บ้านของตนเอง แต่ไม่เคยเห็นมีใครสนใจ หรือ คิดที่จะนำไผ่ยักษ์ มาทำประโยชน์ทางการค้า วันหนึ่งได้เห็นร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวบ้าน นำไผ่ยักษ์ มาตกแต่งร้าน มีความสวยงาม และดูน่าสนใจ เกิดความคิดว่า ทำไมเราไม่ปลูกไผ่ยักษ์นี้เพื่อการค้า ตอนนั้นผมทำอาชีพรับเหมาจัดสวน และจำหน่ายพันธุ์ไม้ รายได้ก็ไม่ดีนัก เกิดความคิดว่า ทำไมเราไม่เพาะต้นไผ่ยักษ์ขาย เพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นรายแรก

พอคิดว่าจะเพาะพันธุ์ไผ่ยักษ์ขาย เริ่มค้นหาข้อมูล จากคนเก่าคนแก่ในพื้นที่ และหาข้อมูลทางวิชาการ พร้อมกับการทดลองเพาะและขยายพันธุ์กล้าไม้ไผ่ยักษ์ไปด้วย ทำให้รู้ว่า ทำไมถึงไม่มีใครเพาะหรือ ขยายพันธุ์ไผ่ยักษ์ เนื่องจากเพาะและขยายพันธุ์ยากมาก ครั้งแรกที่เริ่มทำรอดเพียง ร้อยละ 5 -10 เท่านั้น ปีแรกขาดทุนไปกว่า 4 แสนบาท

“ผมได้ลองผิดลองถูกในการขยายพันธุ์ไผ่ยักษ์ อยู่นานถึง 3 ปี ปีแรกลองปลูกไผ่บนพื้นที่ 10 ไร่ ใช้ต้นไผ่ถึง 20,000 หน่อ มีไผ่ที่รอดเพียง 300 ต้น แต่ผมก็ไม่ลดละ ความพยายามหาข้อมูล และวิธีการปลูก เทคนิคต่างๆ ต้นไหนตายก็หาต้นใหม่มาปลูก จนปีที่ 3 ประสบความสำเร็จ ได้ต้นไผ่ที่มีขนาด 10 นิ้ว ตอนนั้นได้ต้นไผ่กว่า 1 หมื่นต้น ตัดขายในราคาลำละ 2,000 บาท”

3 ปีแรก ขายต้นพันธุ์ ไผ่ยักษ์ ซื้อที่ดินหลักร้อยไร่

หลังจากประสบความสำเร็จ จากการปลูกไผ่ยักษ์ ในช่วงแรกเน้นการเพาะขยายและจำหน่ายต้นพันธุ์ เพราะหลังจากโปรโมทออกไป มีเกษตรกรสนใจ และซื้อไปทดลองปลูกกันเป็นจำนวนมาก จนถึงปัจจุบัน สามารถขายต้นพันธุ์ไปได้กว่า 1 แสนต้น ลูกค้าเป็นเกษตรกรจากทั่วประเทศ ซึ่งพิสูจน์ได้จากลูกค้า ว่า ไผ่ยักษ์สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่อาจจะไม่ได้ลำต้นที่ใหญ่เท่ากับการปลูกบนดอยติ้ว ที่ท่าวังผา โดยไผ่ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดที่ ดอยติ้ว ท่าวังผา จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16-18 นิ้ว ขณะที่การปลูกในพื้นที่อื่นได้ไผ่ใหญ่สุดได้ 12-14 นิ้ว

สำหรับราคาต้นพันธุ์ไผ่ยักษ์ ในปีแรกๆ ผมขายในราคาต้นละ 400 บาท ซึ่งราคาเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของลูกค้าที่ลดลง จาก 400 บาทในปีแรกๆ ลดเหลือต้นละ 300 บาท และ ปัจจุบันผ่านมากว่า 10 ปี ราคาอยู่ที่ต้นละ 200 บาท โดยจำหน่ายต้นพันธุ์ออกไปแล้วกว่า 1 แสนต้น

“นายธูป” เล่าว่า จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มทดลองปลูกและขยายพันธุ์ต้นไผ่ยักษ์ มาจนถึงปัจจุบันผ่านมา 10 ปี ได้ขยายพื้นที่การปลูกไผ่ยักษ์จำนวน 700 ไร่ มีรายได้จากการจำหน่ายลำต้นไผ่ยักษ์ จำหน่ายต้นพันธุ์ และหน่อไม้ ประมาณเดือนละ 10 ล้านบาท โดยไผ่ที่สามารถตัดต้นขายได้อายุประมาณ 3 ปี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 นิ้ว ในราคาลำละ 2,000 บาท แต่ถ้าปล่อยให้ไผ่โตไปเรื่อย ใหญ่ได้มากถึง 14-16 นิ้ว สามารถขายได้ราคาต้นละ 4,000 บาท

เมื่ออายุประมาณ 3 ปี ต้นใหญ่ขนาดนี้

ตลาดต่างประเทศ… ต้องการสูง

ทั้งนี้ ความต้องการต้นไผ่ยักษ์ เพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ยังมีอยู่สูงมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอ โดยตลาดต่างประเทศที่ต้องการไผ่ยักษ์ มีหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือ แม้แต่จีนที่สามารถปลูกไผ่ยักษ์ได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องการไผ่ยักษ์จากประเทศไทย

นายธูป นาคเสน เจ้าของ

“นายธูป” ได้เปรียบเทียบ ราคาเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ไผ่ยักษ์ และไม้ไผ่ธรรมดา ราคาแตกต่างกันมาก เช่น ชุดเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ โต๊ะกลาง ทำจากไม้ไผ่ยักษ์ ราคาประมาณ 3-4 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นไม้ไผ่ทั่วไป มีราคาหลักพันบาทคือ ประมาณ 4-6 พันบาท เท่านั้น และสาเหตุที่ทำให้ตลาดต่างประเทศ มีความต้องการเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ยักษ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก มาจาก ปัจจุบันมีเทคโนโลยี เข้ามาช่วยทำให้ค้นพบวิธีการอบไม้ และน้ำยาที่ใช้ช่วยป้องกันแมลง หรือ มอดที่จะมาทำลายเนื้อไม้ไผ่ได้เป็นผลสำเร็จแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ ไปใช้ ก็ไม่ต้องกังวล แมลงและมอด ที่สำคัญ ไผ่เป็นไม้ที่มีความคงทน แข็งแรงไม่แพ้ ไม้เนื้อแข็ง หรือ ไม้สัก เลยทีเดียว

หน่อไม้ใหญ่มาก นำไปทำหน่อไม้ดอง

ในส่วนของเกษตรกรที่ปลูกเพื่อตัดหน่อไม้ขาย อย่างเดียว ตอนนี้ ยังไม่มี เพราะความต้องการลำไม้ไผ่ยักษ์ ยังมีอยู่อีกมาก และราคายังสูงอยู่ แต่เกษตรกรที่ตัดหน่อขายก็มีเช่นกัน แต่เริ่มขายตอนหน่ออายุ 1 ปี น้ำหนักประมาณ 4-6 กิโลกรัม แต่ถ้าปล่อยให้หน่อโต ใหญ่ถึง 20-30 กิโลกรัม หรือ ใหญ่สุด น้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ก็มีกลุ่มลูกค้า ที่ซื้อเพื่อนำไปทำหน่อไม้ดอง เพราะมีขนาดใหญ่เอาไปกินครั้งเดียวก็คงไม่หมด ก็ ข้อดีของหน่อไผ่ยักษ์ เมื่อเทียบกับไผ่อื่นๆ นอกจากขนาดแล้ว รสชาติที่หวานอร่อยกว่า ไผ่ทั่วไป ทำให้ราคาหน่อไม้ยักษ์ อยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท

1 ต้นต้องใช้แรงงานคนหาม มากถึง 4 คน

ข้อดีของการปลูกไผ่ คือ ปลูกหรือ ลงทุนครั้งเดียว เก็บผลผลิตไปได้ตลอดหลายสิบปี และที่สำคัญไม่ต้องดูแลรักษา เหมือนกับพืชอื่นๆ ดูแลให้น้ำและปุ๋ย ช่วงปีแรกที่ปลูก หลังจากนั้นเติบโตเอง พอถึงเวลาคอยเก็บเกี่ยวผลผลิต โดย 1 ไร่ จะใช้ต้นกล้าประมาณ 64 ต้น ผ่านไป 3 ปี ตัดขายได้ มีรายได้ต่อไร่ ต่อปี ประมาณ 3-4 หมื่นบาท

“นายธูป” เล่าว่า เดิมรับเหมาจัดสวน และจำหน่ายพันธุ์ไม้ มีรายได้ไม่มาก มีหนี้สิน แต่พอได้มาจับตลาดต้นไผ่ยักษ์ ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ และ พื้นที่ 700 ไร่ที่ปลูกในปัจจุบัน มาจากน้ำพักน้ำแรง จากการปลูกไผ่ยักษ์ ช่วง 3-4 ปีแรก ที่เริ่มขายต้นพันธุ์ สร้างรายได้จำนวนมาก ค่อยซื้อที่ดิน เพิ่ม ครั้งละ 100 ไร่ จนวันนี้ มีถึง 700 ไร่ ทั้งหมดจากการปลูกไผ่ยักษ์ขาย ถึงวันนี้ ทุกอย่างลงตัว เพราะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม คอยเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเดียว ไปจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน …

ความสำเร็จ ของ “คุณธูป” ในวันนี้ มาจากมองเห็นโอกาส จากสิ่งที่คนในชุมชน อาจจะมองข้าม เพราะไผ่ยักษ์ อยู่กับคนในชุมชนนี้ มานับร้อยปี เป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคย ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร จนวันหนึ่งคนข้างนอก เข้าไป เขาถึงได้รู้ว่า นี่คือ สิ่งพิเศษ ของดีที่ธรรมชาติ และบรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ และการที่เขาเป็นคนแรกที่คิดทำและทำสำเร็จ ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ประกอบกับสิ่งที่ตลาดมีความต้องการ ยิ่งบวกทวีคูณ ความสำเร็จให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

จนวันนี้ ผ่านมา 10 ปี เขาเป็นเกษตรกรที่สามารถเก็บเงิน ซื้อที่ดินจำนวน 700 ไร่ได้สำเร็จ ซึ่งมีไม่กี่รายสำหรับเกษตรกรเมืองไทย และถ้าต้องการเป็นเกษตรกรยุคใหม่ 4.0 ประสบความสำเร็จ คุณก็ต้องมองหาโอกาสให้เจอ เฉกเช่น เกษตรกรรายนี้
สนใจ โทร. 08-0120-4709

Loading...

Similar Articles

Top