เรื่องเล่าของพ่อ ‘ข้าวผัดไข่ 1 จาน’ ของในหลวง ร.9 บอกเล่าจากดร.สุเมธ เมื่อครั้งตามเสด็จ

วันนี้เราจะพาไปรับรู้เรื่องราวของในหลวง ร.9 ผ่านการบอกเล่าของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินอยู่หลายครั้ง ซึ่งพสกนิกรชาวไทยก็รู้กันดีว่า ท่านมีความพอเพียง ไม่ทรงเรื่องมาก แม้แต่อาหารที่ท่านทรงเสวย มีอะไรท่านก็ทรงเสวยอย่างนั้น ท่านทรงเป็นต้นแบบของปวงชนชาวไทยยิ่งนัก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งตามเสด็จไปที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นเรื่องราวที่คนไทยอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างการใช้พลังงานอย่างพอเพียงให้กับประชาชนทุกคน

วันหนึ่งเสด็จพระราชดำเนิน เขาค้อเปิดอนุสาวรีย์ พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จพระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนักเพื่อจะทรงเปลี่ยน ฉลองพระบาทเพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง เราก็ไม่ได้ทานข้าว ไม่มีใครทานข้าวตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาทีน่าจะพุ้ยข้าวทัน ก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้

ปรากฏว่าพวกที่ไม่ได้ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้ว ในนั้นจึงเหลือข้าวผัดติดก้นกะทะ กับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้ 3-4 ใบ เราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้ มีข้าวผัดเหมือนอย่างเราไข่ดาวโปะใบหนึ่ง มีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่

เพื่อนผมก็จะไปหยิบมามหาดเล็กบอกว่า ‘ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัว ท่านรับสั่งให้มาตัก’ ดูสิครับตักมาจากก้นกระทะเลย ผมนี่น้ำตาแทบไหลเลย ท่านเสวยเหมือน ๆ กันกับเรา

แม้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของประเทศไทยแต่ทรงเลือกปฏิบัติพระองค์เช่นเดียวกับชาวบ้านสามัญชนธรรมดา ทรงเสวยอาหารแบบเดียวกันกับที่ชาวบ้านรับประทานโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อย เป็นพระจริยวัตรอันงดงามน่าประทัปใจ สมควรแก่การยกย่องเทิดทูนและนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อประชาชนชาวไทย ไม่เพียงเป็นหลักคำสอนที่พระองค์ทรงมอบให้กับปวงชนชาวไทยเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันของพระองค์ด้วยเช่นกัน และสิ่งเหล่านั้นได้สะท้อนผ่านเรื่องราวต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ ซึ่งหลายคนอาจไม่มีโอกาสได้รู้มาก่อน

1)ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า “กระป๋องคนจน” หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก “เก็บภาษี” หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน 2) พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก “การเล่น” สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากทรงอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ทรงประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับสมเด็จพระเชษฐา เพื่อซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วทรงนำมาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง 3)หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ
4)ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด 5)ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด 6)แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม 7)กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา

ข้อมูลจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล