กสม. เชิดชู 6 หญิงยอดนักสู้ วันสตรีโลก ห่วง กม.เปิดช่องให้คนผิด-สิทธิเสรีภาพปชช.ถูกจำกัด

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานวันสตรีสากล 8 มี.ค. พร้อมประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2561 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6 องค์กร ประกอบด้วย มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ทีมฟุตบอลบูคู เอฟซี นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสี่ภาค น.ส.สภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLaw) นางดารารัตน์ สุเทศ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา และน.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวอาวุโสสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ กล่าวเปิดงาน พร้อมชี้แจง ดีใจที่มีโอกาสได้ทำงานในส่วนนี้ มีผู้ร้องเรียนต่างๆ ที่เข้าสู่การพิจารณาของกสม. หลายสิ่งได้นำสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการป้องกันและยุติการคุกคามทางเพศในการทำงาน แนวทางการตรวจค้นร่างผู้หญิงในฐานะผู้ต้องหาหรือนักโทษ การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงมลายูมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการแสวงหามาตรการทางเลือกแทนการกักเด็กและแม่ในครอบครัวผู้ลี้ภัย

นางอังคณา กล่าวว่า การทำงานด้านปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้หญิงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองหญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องร้องถูกดำเนินคดีเพื่อจงใจทำให้เงียบ คือ SLAPPs ในทางอาญา ถูกนำมาใช้โดยบริษัทขนาดใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานในการดำเนินคดีเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ หรือการตรวจสอบรัฐ ซึ่งถ้าปล่อยให้มีการฟ้องร้องเช่นนี้มากขึ้น จะเกิดการสูญเสียคุณค่าที่สำคัญของหลักประชาธิปไตย คือ คุณค่าของการคุ้มครองและการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงอยากเน้นเรื่อง “การใช้ดุลยพินิจ” ในการตัดสินการฟ้องร้องด้วยความเป็นธรรม

ความท้าทายที่เลวร้ายที่สุดที่ผู้หญิงนักต่อสู้ต้องเผชิญเหมือนกันคือ การถูกคุกคามโดยใช้ เพศ เป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดความหวาดกลัว และลดทอนความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ นี่เป็นตัวสะท้อนว่าเพศหญิงไม่ได้รับการยอมรับและไม่ได้รับสิทธิอย่างที่ควรจะเป็นอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาการใช้กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (SLAPPs) เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือการบัญญัติกฎหมายฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาในการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของประชาชน กฎหมายต้องใช้อย่างถูกต้อง ปกป้องสาธารณะ ไม่ใช่ถูกใช้ในการปิดปากผู้หญิง จึงเรียกร้องให้รัฐบาล รับฟังความเห็นของประชาชน และหามาตรการกรณีทำร้ายนักปกป้องนักสิทธิมนุษยชนด้วย


ด้านนายวิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการป้องกันความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ(SOGI)สหประชาชาติ ปาฐกถา “บทบาทผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบัน” ตอนหนึ่งว่า ผู้หญิงที่พิทักษ์สิทธิ์ในบางประเทศถูกเรียกว่า แม่มด ผู้ที่ก้าวร้าวทำให้ครอบครัว สังคมแตกแยก ในปี 1990 เราชอบอ้างความมั่นคงแห่งรัฐมาจำกัดสิทธิสตรีในประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนั้นก็ยังมีความน่ากังวลอลเวงอยู่ แต่เรื่องสิทธิสตรีในไทยเราบางอย่างก็ดีขึ้น อย่างกฎหมายครอบครัวเราก็ปฏิรูป เช่น การฟ้องหย่า แต่ยังมีความเป็นห่วงในหลายเรื่อง เช่น พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ พ.ศ.2558 ที่มีจุดอ่อนคือ ความมั่นคงแห่งรัฐและศาสนาที่ยังมีข้อยกเว้นอยู่ในกลุ่มผู้เรียกร้องสิทธิเท่าเทียมกัน

นายวิทิต กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เรามีความเป็นห่วง ซึ่งรูปโฉมของกฎหมายนั้นดูดี แต่ในการปฏิบัติยังหละหลวม เพราะมีการให้ประนอมข้อพิพาทมากเกินไป ทั้งยังมีกรอบของกฎหมายแนวปฏิบัติและพื้นที่ที่ลดลงของประเทศเราที่กระทบสิทธิสตรีด้วย แม้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ระบุถึงความเท่าเทียมของคนในประเทศแต่มีการใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งรัฐมากเกินไป รวมถึงการใช้กฎอัยการศึก พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎหมายรักษาความมั่นคงของรัฐ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลดการใช้พ.ร.บ.เหล่านี้และมุ่งสู่หลักนิติธรรมที่เอื้อต่อกระบวนการที่โปร่งใส

นายวิทิต กล่าวว่า ทั้งนี้ ยังมีการใช้หลายมาตราของกฎหมายอาญาเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ล่าสุดการใช้มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ที่อ้างกล่าวหาว่าเขาจะกระทบความมั่นคงของรัฐ นอกจากนั้นยังมีคำสั่งทั้งหลายที่ออกมาจากผู้มีอำนาจ และเราต้องไม่ลืมว่ามีกระบวนการหลายอย่างที่จำกัดสิทธิเรื่องอื่นที่กระทบสิทธิสตรี เช่น พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะพ.ศ.2558 ถึงแม้ปัจจุบันเรามีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้แล้ว ดังนั้น ขอเรียกร้องต้องใช้รัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่ใช้กฎหมายเก่าที่ไม่สมดุลในสถานการณ์ของเรา และสิทธิเสรีภาพของประชาชน เชื่อว่าแนวโน้มสู่อนาคตที่มีกฎหมายมากไปแต่วันนี้เราควรงดใช้กฎหมายบางกฎหมายแล้วกลับไปใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เราเรียกร้องให้มีผู้ที่ใช้กฎหมายเป็นผู้หญิงมากขึ้น

ขณะที่ นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาว่า ในส่วนของสิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐาน ประชาชนในชุมชนสลัมกลายเป็นคนจนกลุ่มใหญ่ที่เข้าไม่ถึงนโยบายของรัฐมากที่สุด ปัญหาวิ่งราว ค้ายาเสพติดมากมายล้วนมากจากการเอาตัวรอดของประชาชนที่ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ และกลายเป็นแค่เครื่องมือโปรโมทนโยบายของรัฐ ตนในฐานะผู้หญิงที่ทำหน้าที่ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาคเองก็ถูกละเลยและไม่ได้รับการยอมรับ หรือมีพื้นที่ที่จะแสดงความเห็นเช่นกัน จึงอยากร่วมเจรจาถึงปัญหาและมีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ว่าแท้จริงชุมชนสลัมไม่ใช่ภาระสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า “ปัญหาต้องร่วมกันแก้ ไม่ใช่แก้เองแล้วไม่เคยถามว่าเราต้องการอะไร”

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *