“รสนา” ซัด “อธิบดีกรมศุลฯ” เข้มภาษีชาวบ้าน แต่ “นาฬิกาป้อม – เชฟรอน” กลับทำเงียบ ลั่นหากยังยื้อฟ้อง ป.ป.ช.แน่

“รสนา” ซัด “อธิบดีกรมศุลฯ” เข้มภาษีชาวบ้าน แต่ “นาฬิกาป้อม – เชฟรอน” กลับทำเงียบ ลั่นหากยังยื้อฟ้อง ป.ป.ช.แน่

จากกรณีที่กรมศุลออกประกาศหากแบกกล้อง-โน้ตบุ๊กไปนอกต้องแจ้ง ของดิวตี้ฟรีกลับไทยต้องจ่ายอากรจนเกิดเป็นกระแสอย่างหนักในโลกโซเชียลอยู่นั้น

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานครโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล” โดยยกกรณีที่ อธิบดีกรมศุลกากร ออกประกาศคุมเข้มภาษีนำเข้ากับประชาชน แต่เมื่อเทียบกับกรณีนาฬิกาหรูของบิ๊กป้อม ที่ตนเรียกร้องให้ตรวจสอบภาษี และ กรณีบริษัทน้ำมันต่างชาติยัเลี่ยงการเสียภาษีโดยทำเอกสารสำแดงการส่งออกอันเป็นเท็จ ทวงถามไปหลายครั้งจนถึงป่านนี้ยังไม่ได้คำตอบ

“อธิบดีกรมศุลฯตีปี๊บตรวจเข้มภาษีนำเข้าบรรดาปลาซิวปลาสร้อย ส่วนภาษีนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อมยังใบ้อยู่ ใช่หรือไม่!?!”

อธิบดีกรมศุลกากรออกประกาศ2ฉบับตรวจเข้มผู้โดยสาร นำของติดตัวไปเมืองนอก “โน้ตบุ๊ก – กล้อง” ต้องแจ้งทุกครั้ง เว้นอากรของติดตัวไม่เกิน 2 หมื่น ถ้ามูลค่าไม่เกิน 2 แสน ชำระอากรปากระวางแบบเหมาๆ ได้ ส่วนของดิวตี้ฟรีซื้อแล้วต้องใช้เมืองนอก ถ้านำกลับเข้าประเทศต้องจ่ายอากร

การเข้มงวดตรวจภาษีเพื่อไม่ให้มีการรั่วไหลเป็นสิ่งดี แต่อย่าใช้แต่กับชาวบ้านรายเล็กรายน้อยเท่านั้น เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการใช้พละกำลังจับแต่ปลาซิวปลาสร้อย ส่วนปลาใหญ่แบบปลากะโห้กลับปล่อยให้เล็ดรอดลอยนวลหนีไปได้อย่างไร!?!

กรณีที่ดิฉันร้องเรียนให้ตรวจสอบการเสียภาษีนาฬิกาหรู25เรือนของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จนป่านนี้ยังไม่ออกมาแถลงความคืบหน้าต่อสาธารณชน

นอกจากไม่ตรวจสอบภาษีนำเข้านาฬิกาหรูแล้ว อธิบดีกรมศุลกากรยังปล่อยให้กรณีบริษัทน้ำมันต่างชาติยักษ์ใหญ่หลบเลี่ยงการเสียภาษีน้ำมันโดยมีการทำเอกสารสำแดงการส่งออกอันเป็นเท็จ ซึ่งตามกฎหมายของกรมศุลกากร อธิบดีมีหน้าที่ต้องสั่งปรับผู้หลบเลี่ยงภาษี โดยสำแดงส่งออกเป็นเท็จ เป็นจำนวน4เท่าของมูลค่าสินค้าที่รวมภาษีอากรแล้ว กรณีนี้น่าจะต้องปรับเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ถ้ามีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ใช่หรือไม่

ขอฝากความถึงอธิบดีกรมศุลกากรว่า ถ้ายังประวิงเวลา2กรณีใหญ่นี้ต่อไป ดิฉันจะร้องเรียนท่านต่อป.ป.ช ตามมาตรา154 ในเวลาอันสมควรต่อไป

“มาตรา 154 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่หรือแสดงว่าตนมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใด โดยทุจริตเรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมหรือเงินนั้น หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด เพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นมิต้องเสีย หรือเสียน้อยไปกว่าที่จะต้องเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

ขอส่งข้อกฎหมายมาตรา154มาเตือนใจท่านอธิบดีได้โปรดใคร่ครวญว่าในฐานะเจ้าพนักงานมีหน้าที่ตามกฎหมาย หากมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์แล้ว จะมีโทษหนักขนาดไหน เพื่อให้ท่านได้ธำรงวินัยของการเป็นข้าราชการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับรับเงินเดือนจากเงินแผ่นดินซึ่งคือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ” น.ส.รสนา ระบุ

ที่มา MGR Online

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *