10 วิธีประหยัดแบต ฉบับไม่เหมือนใคร กับเรื่องไกล้ๆ ตัวเกี่ยวกับแบต ที่คุณอาจยังไม่รู้!!!!

เราจะมาพูดถึงปัญหาโลกแตกเกี่ยวกับสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะแอนดรอยโฟนที่เราๆใช้กันอยู่ นั่นก็คือเราแบตที่ถึงแม้ว่าจะยัดความจุมาให้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะถึงแม้ว่าแบตจะมากขึ้น แต่สเปกเครื่องนั้นก็สูงตามไปด้วย วันนี้ถึงจึงมีวิธีที่จะช่วยประหยัดแบตให้ใช้งานได้มากขึ้น โดยที่ไม่มีไปมีผลกระทบกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณอย่างแน่นอน ^^

 

 

1.ปรับระดับความสว่างหน้าจอ(แต่พองาม)
หากเราไปตรวจสอบการใช้พลังงานของสมาร์ทโฟนของเรา เจ้าตัวปัญหาที่กินแบตหนักๆเลยคงจะหนีไม่พ้นหน้าจอ เข้าใจนะครับว่าแอนดรอยโฟนมีดีที่จอใหญ่ และสีสันก็สดสวยงามเกินใคร อีกทั้งซื้อมาก็แพงก็อยากที่จะปรับแสงหน้าจอให้สว่างสุดๆเพื่อที่จะได้อวดหรือประชันกับคนข้างๆ ดังนั้นถ้าจะแนะนำให้ปรับแสงจอจดมือมิดจนเวลาใช้ทีต้องส่องหากันเลยทีเดียวก็ไม่ใช่ หลายๆคนพออ่านปุ๊บก็นึกเถียงขึ้นมาเลยว่า แหมๆ ใครจะไปปิดแสงจอขนาดนั้น ก็กดปรับความสว่างอัตโนมัติสิ ซึ่งหลังจากที่ผมได้ไปทำการศึกษาหาข้อมูลและอ่านบทความต่างๆนาๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขอบอกเลยว่าการปรับลดแสงจออัตโนมัติไม่ใช่วิธีประหยัดพลังงานที่ถูกต้องที่สุด แน่นอนว่ามันประหยัดแบตได้(นิดนึง) แต่มันต้องอาศัยการทำงานจากระบบปฏิบัติการ(OS) ในการปรับและลดแสงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้แสงที่หน้าจอแสงในระดับที่พอเหมาะกับสถานะการณ์นั้นๆ แน่นอนว่าการทำงานของระบบปฏิบัติการก็ต้องใช้พลังงานจากแบตไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้น ผมขอแนะนำเลยว่า การปรับระดับความสว่างหน้าจอให้อยู่ระหว่าง 25-50% อยู่ในระดับที่ดี ไม่มืดจนเกินไป ไม่สว่างจนแสบตา และที่สำคัญประหยัดแบตอีกด้วย ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมปรับความสว่างหน้าจอให้อยู่ที่ 25% ตลอดเวลาผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัว ความสว่างก็โอเคไม่มืดมาก อีกทั้งการใช้งานก็นานขึ้น จากการปรับแสงให้สว่างสุดอยู่ได้ประมาณ 6 ชั่วโมง พอปรับอัตโนมัติก็อยู่ที่ 7 ชั่วโมงกว่าๆ แต่พอปรับ 25% ปรากฎว่าอยู่ได้ 9 ชั่วโมงกว่าๆเลยทีเดียวครับ

 

2.ฟังเพลงให้ฉลาด ก็ช่วยประหยัดแบตได้
ข้อนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ ขอเริ่มต้นข้อนี้ตั้งแต่การเลือกซื้อหูฟังกันเลยครับ เวลาที่เราเลือกซื้อหูฟังผมแนะนำให้มีรีโมทติดมาด้วยนะครับ ข้อดีของมันไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนเพลงแบบเรียลไทม์ หรือเอาไว้รับสายวางสายเวลาขับรถ แต่มันคือเครื่องมือที่จะทำให้ประหยัดแบตได้แบบคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ลองนึกภาพดูนะครับ เวลาที่เราฟังเพลงหากเครื่องรันเพลงที่เราไม่อยากฟัง หรืออยากจะฟังเพลงถัดไป เราก็ต้องเปิดจอแล้วก็เข้าเมนูเพลงเพื่อเปลี่ยนเพลงถูกต้องมั้ยครับ แต่ถ้าหากเรามีเจ้ารีโมทที่ติดมากับหูฟังแล้วละก็ หากเราเปลี่ยนเพลงก็แค่กดๆ เพียงแค่นี้เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนเพลงได้โดยไม่ต้องเปิดจอ ทีนี้ปัญหาแรกคือ บางครั้งโปรแกรมเล่นเพลงของสมาร์ทโฟนแอนดรอยบางยี่ห้อไม่รองรับการใช้คำสั่งของรีโมทหูฟัง ผมขอแนะนำให้คุณเข้าไปท่องตลาด Play Store มี APP เพลงดีๆมากมายที่รองรับการใช้คำสั่งรีโมทเพียงแค่นี้ก็หมดปัญหาข้อนี้แล้วละครับ ปัญหาต่อมาคือ แล้วเราจะเลือกฟังเพลงที่เราชื่นชอบได้ไงถ้าไม่เปิดจอ เพราะรีโมทหูฟังก็ไม่ได้เลือกเปิดเพลงที่อยากฟังได้ ผมแนะนำให้คุณเสียเวลานิดนึงเพื่อที่จะสร้าง Playlist ส่วนตัวที่คุณได้ทำการเลือกเฉพาะแต่เพลงโปรด หรือสร้าง Playlist แบบแยกประเภทเช่น เพลงช้า เพลงเร็ว เพลงฮิปฮอป เพลง R&B ทีนี้เวลาที่คุณอยากฟังเพลงคุณก็เปิด Playlist ตามอารมณ์ที่คุณอยากฟังเช่น R&B เพียงแค่นี้เวลาที่คุณเปลี่ยนเพลงด้วยการกดรีโมทก็จะไม่มีปัญหาเรื่องเพลงที่ไม่ชื่นชอบหรือเปิดในอารมณ์ที่ไม่ใช่ได้ทันทีครับ ปัญหาสุดท้ายคือหลายๆคนที่อ่านอาจจะมองว่าการประหยัดวิธีนี้อาจจะดูไร้สาระ ผมจะอธิบายง่ายๆเลยนะครับ หากเรากำลังเดินทางโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และคุณก็อยากฟังเพลง ดังนั้น การฟังเพลง 1 ชั่วโมงของคุณ ผมว่าคุณต้องเปิดจอเพื่อทำการเปลี่ยนเพลง สมมุติว่า 30 ครั้ง เท่ากับว่าคุณเปิดจอ 30 ครั้งเพื่อมาเปลี่ยนเพลงทำให้เสียพลังงานแบตไปเนื่องจากหน้าจอต้องทำงาน แต่ถ้าหากใช้รีโมทแน่นอนว่าอัตราการเปิดจอของคุณจะต้องลดน้อยลงเหลือประมาณ 4-6 ครั้งเท่านั้น หรืออาจจะไม่เปิดเลย เท่ากับว่าประหยัดแบตได้มากขึ้นครับ ^^

 


3.เล่นเกมยังไงให้ประหยัดแบต
การเล่นเกมนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกมที่สุดแสนอลังการไปจนถึงเกมคลายเครียด ก็มักจะทำให้แบตของเราหมดได้อย่างรวดเร็วพอๆกัน ทีนี้เราจะเล่นเกมยังไงให้ประหยัดแบตที่สุด หลายท่านอาจจะมองว่าการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนและการประหยัดแบตมันคงไปทางเดียวกันไม่ได้ ผมเองก็มองว่าอย่างนั้น แต่แท้จริงแล้วมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้คุณสนุกกับเกมและประหยัดแบตไปพร้อมๆกันได้มากยิ่งขึ้นครับ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเล่นเกมมันทำให้แบตหมดเร็วขึ้น แน่นอนมันคงไม่มีวิธีใดที่จะทำให้สมาร์ทโฟนของคุณมีปริมาณแบตที่คงที่ในขณะที่เล่นเกมไปด้วยได้ ดังนั้นวิธีทีที่จะช่วยได้ก็คือการทำให้แบตหมดช้าลงนั่นเองครับ ขั้นตอนแรกก็คือก่อนเข้าเล่นเกมก็ควรที่จะปิดเน็ตปิดไวไฟ(กรณีที่เกมไม่ต้องต่อเน็ตหรือไม่ใช่เกมออนไลน์) ขั้นตอนต่อมาคือ ปิด GPS และการหมุนหน้าจอ ขั้นตอนที่ 3 คือถ้าลดแสงหน้าจอให้ต่ำสุด แต่ 3 ขั้นตอนนั้นผมว่าใครๆก็รู้ๆครับ และหลายๆคนก็คงจะทำกันแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก ผมค้นพบวิธีที่ช่วยให้คุณประหยัดแบตได้มากเลยทีเดียว ต้องขอบอกเลยว่าผมเป็นคนที่ชอบเล่นเกม และก็ชอบเล่นไม่ถูกที่ถูกเวลาซะด้วย ดังนั้นเวลาที่เราเล่นในห้องเรียน หรือบนรถประจำทาง ผมจึงต้องทำการปิดเสียงเกม หรือบางครั้งก็ใส่หูฟัง คุณเชื่อมั้ยครับว่า มันช่วยได้เยอะมากเลยทีเดียวครับ จากการทดสอบด้วย Samsung Galaxy Note N7000 เล่นเกม Need For Speed Most Wanted โดยการเปิดหน้าจอให้สว่างสุดๆแล้วก็เปิดเสียง 100% เล่นได้ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆเกือบครึ่งแบตก็หมด พอลดเสียงมาอยู่ที่ 50% ก็อยู่ประมาณ 3 ชั่วโมงต้นๆ แต่พอปิดเสียงปรากฎว่าเล่นได้ประมาณ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว ทีนี้ผมลองทดสอบด้วยการใส่หูฟังแล้วเปิดเสียงประมาณ 50% ก็อยู่ได้ประมาณ 3 ชั่วโมงต้นๆพอๆกับไม่ใส่หูฟัง ผมจงคิดว่าการปิดเสียงขณะเล่นเกมช่วยให้ประหยัดแบตได้เยอะเลยทีเดียวครับ อีกอย่างที่แนะนำให้ปิดก็คือระบบสั่นในเกมครับ ตัวนี้ก็ช่วยได้เยอะทีเดียว การสั่นนั้นต้องใช้พลังงานมากเลยครับ ซึ่งถ้าเราลดการสั่นได้ แน่นอนว่าต้องประหยัดแบตได้อีกเท่าตัวเลยครับ

 


4.หลีกเลี่ยงการใช้ภาพหน้าจอแบบเคลื่อนไหว
ในส่วนนี้หลายๆท่านคงทราบกันดีว่าการตั้งภาพ Wallpaper แบบเคลื่อนไหว นอกจากจะทำให้เครื่องดูหน่วงดูช้าลงแล้ว ยังทำให้เปลืองแบตอีกด้วย หรือตั้งเรียกว่าเอาแบตและความเร็วเครื่องไปแลกกับความสวยงามของหน้าจอ ถึงแม้ว่าจะลดแสงหน้าจอลงเพื่อที่จะได้ใช้ภาพแบบเคลื่อนไหว ผมบอกเลยว่ามันเปลืองแบตมากกว่าเปิดจอให้สุดแล้วตั้งภาพ Wallpaper แบบปกติซะอีก ผมจะอธิบายให้ฟังนะครับ การใช้ภาพแบบเคลื่อนไหวบนสมาร์ทโฟนแอนดรอยนั้นไม่ได้เป็นการนำภาพไฟล์ .GIF มาตั้งอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ แต่มันเปรียบเสมือน APP ที่ทำงานอยู่ในนามของ Wallpaper ดังนั้นหากจะพุดว่าถ้าเราตั้ง Wallpaper แบบเคลื่อนไหวเท่ากับว่าสมาร์ทโฟนต้องทำงาน(รัน APP)ตลอดเวลาใช่หรือไม่? คำตอบคือใช่ครับ เพราะงั้นเลยไม่แปลกที่สมาร์ทโฟนของคุณจะแบตหมดเร็วขึ้น แต่ถ้าชอบที่จะตั้งผมก็ไม่ว่ากันครับ หลายๆครั้งผมโหลด APP ภาพเคลื่อนไหวมา มันจะมีฟังชั่นพิเศษก็คือประหยัดแบตมาด้วย ผมจึงขอแนะนำว่าเวลาที่โหลด APP ภาพเคลื่อนไหวมาลองหาฟังชันนี้ดูนะครับ ช่วยได้เยอะเลยสำหรับคนที่อยากตั้งภาพเคลื่อนไหวที่หน้าจอแต่ก็อยากให้ประหยัดแบตตามไปด้วย

 


5.ดูวิดิโอทั้งที ก็ต้องประหยัดแบตได้ด้วย
ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนแอนดรอยเราพัฒนาไปไกล ทำให้ดูวิดิโอความละเอียด 1920*1080 หรือมากกว่านี้ได้ไม่ยาก แต่ประเด็นคือเราอยากที่จะดูวิดิโอบนหน้าจอที่มีสีสันและความสว่างสีที่เต็มที่ เพื่อให้ได้อรรถรสในการชมวิดิโอนั้นๆ อีกทั้งยังสามารถอวดเพื่อนได้อีกด้วยถึงคุณภาพหน้าจอที่แสนจะละเอียดและคมชัด แต่หากเราเปิดแสงหน้าจอทิ้งไว้หรือเปิดไว้ตอนที่ไม่ได้ดูวิดิโอก็จะเปลืองแบตตามไปด้วย สมาร์ทโฟนแอนดรอยหลายๆรุ่นครับสามารถที่จะปรับแสงหน้าจอโดยการแยกจากการปรับแสงหน้าจอแยกกับการทำงานภายนอกได้ หลักการคือ สมมุตว่าเราเราตั้งแสงหน้าจอในส่วนของการตั้งค่าตัวเครื่องไว้ที่ 25% และตั้งในส่วนของวิดิโอไว้ 100%(ตั้งในเครื่องเล่นวิดิโอ อาจไม่พบในบางยี่ห้อ) ตอนเราใช้งานทั่วไปอาจจะไม่สว่างมาก แต่พอเรากดขึ้นมาดูวิดิโอปุ๊บแสงสว่างหน้าจอจะปรับมาที่ 100% ทันที ซึ่งหลังเราดูวิดิโอจบ พอออกมาที่หน้าจอโฮมแสงสว่างก็จะกลับมาอยู่ที่ 25% อัตโนมัติ ดังนั้นหากใครที่ใช้สมาร์ทโฟนที่มีเครื่องเล่นวิดิโอแต่ไม่มีฟังชั่นแยกการปรับแสงหน้าจอ ผมแนะนำว่าใน Play Store ก็มี APP เล่นวิดิโอที่มีฟังชันนี้อยู่ อย่าง MX Player ก็มีนะครับ ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว

 

6.ว่าด้วยเรื่องของการชาร์ตแบต
ประเภทของแบตมีมากมายครับ แต่นั่นผมไม่ได้เอามาพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องการประหยัดแบตครับ ที่ผมจะเอามาพูดถึงก็คือแบตชนิดที่สามารถถอดได้ และชนิดที่ถอดไม่ได้ เราคงคุ้นเคยกับการใช้แบตชนิดที่สามารถถอดได้มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยยังไม่มีสมาร์ทโฟนแอนดรอย แต่พอมีสมาร์ทโฟนแอนดรอยเข้ามาก็ยังเป็นแบบที่ถอดได้อยู่ จนมาถึงยุคหลังๆที่เริ่มจะมีสมาร์ทโฟนที่ฝังแบตมากับตัวสมาร์ทโฟนเลย ทำให้หลายๆคนที่ใช้กลัวว่าการชาร์ตแบตบ่อยเกินไป การชาร์ตแบตทิ้งไว้นานเกินไป การชาร์ตแบตแล้วเล่นอย่างอื่นไปด้วย การชาร์ตแบตด้วยสายที่ไม่ใช่สายของตน ไปจนถึงการไม่ปล่อยให้แบตหมดสนิทแล้วชาร์ตเพราะต่างก็กลัวว่าแบตจะเสื่อมจะมีปัญหา เพราะคิดว่าการเปลี่ยนแบตที่ฝังมากับตัวเครื่อง หรือแบตที่ไม่สามารถถอดได้นั่น จะมีราคาที่สูง ขอเคยไปสอบถามกับพนักงานของศูนย์สมาร์ทโฟนยี่ห้อนึง และได้กลับมาศึกษาหาข้อมูลมา ก็ได้ความเห็นว่าแท้จริงแล้วแบตที่ฝังมากับตัวเครื่องเลยนั่นเป็นแบบชนิดพิเศษที่มีความทนทานในการใช้งานแตกต่างออกไปจากแบตประเภทถอดได้(ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่ายี่ห้อไหนจะใช้แบบไหนละครับ) โดยแบตประเภทนี้จะสามารถรับพลังงานไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและไม่เสื่อมง่าย อีกทั้งยังสามารถรองรับสายชาร์ตที่มีจำนวนวัตที่แตกต่างกันออกไป แบตประเภทฝังมาส่วนใหญ่จะมีอายุ 4-5 ปี ดังนั้นเป็นไปได้ยากที่จะเห็นสมาร์ทโฟนที่มีแบตฝังมากับตัวเครื่องจะแสดงอาการงอแงเช่นแบตหมดเร็วขึ้น(จากเดิม)หลังจากที่ไปชาร์ตแบบผิดๆ(กรณีที่ผมพูดไว้) หรือแสดงอาการแบตมีปัญหาที่ส่องไปทางว่าแบตเสื่อม แต่จะให้ฟันธงเลยว่าไม่มีก็คงเป็นไปไม่ได้ครับ มันก็อาจจะมีอยู่บ้าง ดังนั้นการที่อยู่ๆสมาร์ทโฟนเรามีแบตอยู่ 93% แต่ก่อนออกจากบ้านอยากจะชาร์ตให้เต็ม 100% ก็ไม่มีปัญหาครับ ^^

 

 

 

7.พกแบตสำรอง หรือที่ชาร์ตสำรองแบบพกพาดี?
พอสมาร์ทโฟนเริ่มเยอะขึ้น อุปกรณ์เสริมก็เยอะตามไปด้วยเป็นเรื่องปกติครับ จริงอยู่ที่สมาร์ทโฟนของเราบางครั้งการใช้งานได้ไม่เต็มวัน มันก็มีผลกระทบไม่น้อย ดังนั้นการพกอุปกรณ์ที่จะทำให้สมาร์ทโฟนของคุณทำงานได้นานขึ้นจึงมีบทบาทมากเลยทีเดียว วิธีที่ประหยัดและดั่งเดิมที่สุดก็คือการพกที่ชาร์ตไปด้วย แต่ถ้าไม่มีปลั๊กก็จบ!! ผมจึงขอแนะนำ 2 ทางเลือกครับ ทางเลือกที่ 1 ก็คือการพกแบตสำรอง แต่ถ้าสมาร์ทโฟนของคุณไม่สามารถเปลี่ยนแบตได้ก็จบครับ การพกแบตสำรองนั้นเป็นทางออกที่ผมมองว่าดีครับ เพราะมีราคาที่ถูกกว่า และสามารถใช้งานได้ทันทีหลังจากที่เปลี่ยน ซึ่งถ้าเราชาร์ตเจ้าแบตสำรองนี้มาเต็มก็เท่ากับว่าอายุการใช้งานสมาร์ทโฟนของคุณจะคูณสองเลยทีเดียว แต่ข้อเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยนั่นก็คือแบตนั้นมีขนาดค่อนข้างเล็กจึงอาจจะหายได้บ่อยครั้ง บางทีเราใช้แบตก้อนประจำอยู่ อยู่มาวันนึงแบตก้อนประจำหมด จึงเปลี่ยนมาใช้แบตสำรอง พอกลับบ้านมาจะใส่แบตที่ใช้ประจำแต่ก็หาไม่เจอแล้ว(ประสบการณ์ของผมเอง 555) ดังนั้นใครจะใช้วิธีนี้ควรต้องระมัดระวังกันหน่อยนะครับ ส่วนทางเลือกที่สองคือการพกที่ชาร์ตสำรองแบบพกพา ที่ชาร์ตชนิดนี้เป็นที่ชาร์ตที่มีความจุไฟอยู่ในตัวเลยไม่ต้องไปพึ่งปลั๊กที่ไหน อยากจะชาร์ตก็ชาร์ตได้เลย ราคาค่อนข้างที่จะแพง แต่ก็มีของถูกและของปลอมขายเยอะแยะมาก จึงอยากจะให้พิจารณาก่อนซื้อให้ดี ข้อดีคือไม่ต้องพกแบตหลายก้อน ไม่ต้องคอยถอดเข้าถอดออก และตอบโจทย์ให้กับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนที่มีแบตฝั่งมากับตัวเครื่องเลย ข้อดีต่อมาคือสามารถชาร์ตได้ทุกที่ทุกเวลา ชาร์ตได้มากกว่า 1 ครั้ง อาจจะ 3-4 ครั้งเลยทีเดียว ดังนั้น ใครชื่นชอบแบบไหนก็ลองตัดสินใจกันดูครับ

 

 

 

8.EDGE 3G หรือ WIFI กันนะ ที่กินพลังงานแบตน้อยที่สุด
แน่นอนว่าการใช้งานสมาร์ทโฟนให้มีประสิทธิภาพ 100% จำเป็นที่จะต้องมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราเชื่อมต่อตลอดเวลาแบบนี้ก็ยิ่งทำให้แบตหมดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง คำถามที่หลายๆคนสงสัยรวมถึงผมนั่นก็คือการเชื่อมต่อแบบใดที่กินพลังงานแบตน้อยที่สุด หรือการเชื่อมต่อแบบใดทำให้สมาร์ทโฟนมีอายุการใช้งานมากที่สุด ผมจะเรียงลำดับเลยนะครับ อันดับ 1 ที่กินพลังงานแบตเยอะที่สุดแล้วก็ทำให้เครื่องร้อนระอุมากที่สุดก็คือ 3G นั่นเอง ต่อมาก็คือ EDGE และปิดท้ายด้วย WIFI หลายท่านอาจจะคิดว่า EDGE ประหยัดแบตกว่า WIFI แต่ผมยืนยันเลยครับว่ายังไงซะ WIFI ก็ประหยัดกว่าครับ ดังนั้นคือนี้ไม่ต้องพูดอะไรกันมากเลยครับ ถ้าเราไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงาน หรือพบสัญญาณ WIFI แล้วละก็ให้สลับมาใช้ทันที นอกจากจะประหยัดแบตแล้วยังประหยัดเงินในกระเป๋าด้วยนะครับ อ่อ พอไม่ได้อยู่ในจุดเชื่อมต่อ WIFI แล้วก็อย่างลืมปิด WIFI นะครับครับ เพราะถ้าเปิดไว้ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนอย่างไร เครื่องมันจะทำการค้นหาสัญญาณ WIFI อยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองแบตมากเลยทีเดียวครับ

 

 

 

9.ระบบการแจ้งเตือนต่างๆ (Notification) ที่ทำหน้าที่สูบแบตมากกว่าการแจ้งเตือน
ผมไม่ได้หลายถึงการแจ้งเตือนจากโปรแกรม Social Network ต่างๆที่มันสำคัญ(สำหรับคุณ) นะครับ แต่ผมหมายถึงการแจ้งเตือนจากแอปที่มันไม่สำคัญอย่างพวกเกมและแอปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ เพราะนั่นเท่ากับ APP นั่นมันทำงานด้วยตนเองทั้งๆที่คุณไม่ได้ทำการเปิดมันขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่แปลกว่าทำไมแบตคุณจึงหมดเร็วทั้งๆที่ก็ไม่ได้เปิด APP อะไรข้างไว้ ยกตัวอย่างเช่น คุณได้เล่นเกม Pet Cafe 2 อยู่ หลังจากนั่นก็ออกเกม และออกเกมด้วยการกด Multitask ต่อมาประมาณ 20 นาที อยู่ๆก็มีระบบแจ้งเตือนจากเกม Pet Cafe 2 ว่าให้เข้าเกมเพราะตอนนี้สินค้าในเกมลด 20% นั่นหมายความว่าถึงแม้เราจะปิดเกมหรือ APP นั่นอย่างถูกต้องหรือสมบูรณ์แบบ 100% แล้ว แต่ตัวแอปยังสามารถที่จะแจ้งเตือนเราได้ แสดงว่าแอปมันต้องเปิดทำงานด้วยตัวเอง นี่แหละครับ เลยทำให้เครื่องต้องทำงานโดยที่เราไม่รู้ตัว และที่สำคัญก็คือ เปลือยแบตโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกันครับ


10.การทำดีท็อกซ์บนสมาร์ทโฟน?!?!
อาจจะฟังดูแปลกๆนะครับ แน่มันค่อนข้างจะได้ผลเลยทีเดียว หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าแล้วสมาร์ทโฟนมันจะไปดีท็อกซ์ได้ยังไง ผมจะบอกว่ามันก็ไม่ค่อยจะเหมือนการดีท็อกซ์สักเท่าไหร่หรอกครับ เคยได้ยินมั้ยครับว่าแบตของสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะแบตที่ฝังมากับตัวเครื่องนั้นต้องการที่จะเปลี่ยนถ่ายประจุเซลล์เพื่อให้การใช้งานหรือการกระจายพลังงานดีขึ้น ดังนั้นผมแนะนำว่าในระยะเวลา 3-4 สัปดาห์ควรที่จะใช้งานสมาร์ทโฟนให้แบตหมดชนิดที่แบบเครื่องดับไปเลย และก็ชาร์ตทิ้งไว้โดยที่ไม่ต้องเปิดเครื่องจนเต็ม แล้วค่อยเปิด นอกจากจะทำให้แบตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะช่วยยืดอายุการเสื่อมถอยของแบตได้อีกด้วย แต่อย่าทำบ่อยนะครับ เดี๋ยวมันจะเสื่อมจริงๆ 555 ถามว่าหลักการนี้ถูกต้องหรือไม่ ตอบได้เลยว่าถูกต้องครับ ถ้าระยะเวลาการทำวิธีนี้ถูกต้อง ไม่มากจนเกินไป อีกทั้งการที่ปิดเครื่องชาร์ตไว้ยังเป็นผลดีอีก 1 ต่ออีกด้วย นั่นก็คือสมาร์ทโฟนของเรานั่น บางครั้งเราอาจจะไม่ได้สังเกตุว่ามันทำงานมาเป็นเวลานาน เราไม่ได้ทำการปิดเครื่องเป็นเวลานานๆเลย ลักษณะก็คล้ายๆกับโน็ตบุคละครับ ถ้าเปิดใช้งานตลอดเลยไม่ปิด มันก็อาจจะมีค้างมีแฮงค์บ้าง ดังนั้น วิธีนี้จึงดีทั้งกับตัวแบตและตัวเครื่องเลยละครับ

 

 

 

 

ที่มา thaiandroidphone.com

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published. Required fields are marked *