You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > ฉีกทุกตำรา! โค้ชยังอึ้ง “ตูน บอดี้สแลม” เอาพลังจากไหนมาวิ่ง เผยเบื้องหลังนอนวันละแค่ 3 ชั่วโมง

ฉีกทุกตำรา! โค้ชยังอึ้ง “ตูน บอดี้สแลม” เอาพลังจากไหนมาวิ่ง เผยเบื้องหลังนอนวันละแค่ 3 ชั่วโมง

ใกล้ถึงเส้นชัยเข้าไปทุกทีสำหรับการวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าว ของนักร้องดัง ตูน บอดี้สแลม ที่เริ่มต้นจากใต้สุดของประเทศ อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผ่านมา 55 วัน คณะนักวิ่งได้เข้าสู่พื้นที่จ.เชียงราย และอีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงจุดหมายคือพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยการวิ่งระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ต้องใช้ร่างกายที่พลังงานในการวิ่งสูงมาก ซึ่งคนปกติที่ไม่ได้ฝึกซ้อม และต้องมาวิ่งตากแดด ตากฝน และวิ่งวันละหลายสิบกิโลเมตรร่างกายคงรับไม่ไหว

แต่สำหรับ ตูน บอดี้สแลม และคณะ กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งนอกจากพลังใจที่คนไทยจำนวนมากส่งถึงตูนแล้ว คงเป็นความตั้งใจจริงของเจ้าตัว ทำให้มีพลังงานในการวิ่งสูงมาก

 

 

ล่าสุด โค้ชเป้ง สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ร่วมวิ่งกับคณะของตูน ได้ออกมาเขียนเรื่องราวเบื้องหลังการวิ่งของตูน ในเพจ Ez2fit

ความว่า

“ฉีกทุกตำรา คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเฮียแกจะดีดได้ขนาดนี้”

หมอเมย์ตอบ หลังจากที่ผมถามว่าเพราะอะไร พี่ตูนบอดี้สแลม ถึงได้ดูสดชื่น และวิ่งได้เร็วขนาดนี้(มีหมดทั้งเพซ 6,5,4และบางช่วงเร่งไป 3ปลายๆ โดยตามแผนกำหนดให้วิ่งเพซ 7 )ทั้งๆที่ผ่านการวิ่งมาแล้วเกือบสองพันกิโลเมตร

ผมเองโชคดีที่ได้อยู่เห็นตั้งแต่ช่วงซ้อม
ตอนนั้นพี่ตูนต้องเร่งเคลียร์งานเพื่อจะหยุดยาว จะกินจะนอนปกติยังลำบากเลย ไม่ต้องพูดถึงการซ้อม

 

 

คำแรกที่ผมคุยกะเฮียคือ
“ไม่ต้องเร่งซ้อมนะ เวลาเตรียมตัวแค่นี้ ร่างกายไม่ฟิตขึ้นแล้ว รักษาตัวไม่ให้เจ็บก็พอ ค่อยไปเริ่มกันวันจริงนะครับ”
โดยทีมงานทุกคนต้องช่วยกันวางแผน
*เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะวิ่งให้ถึง*
เพราะตารางการวิ่งทุกอย่างพี่ตูนกำหนดมาเอง
ซึ่งในวันแรกที่รู้ว่าจะต้องวิ่ง 2,191 กิโลเมตรใน 55 วัน ต่างก็ต้องพากันร้อง “เชรี่ยยยยย”

แถมพอเริ่มโครงการเฮียเราทำทุกอย่างที่ทำให้ตัวเองลำบาก ลดโอกาสที่จะถึง ทั้งแวะทุกจุด ถ่ายรูป เซนกีตาร์ อุ้มเด็ก กราบคนแก่ เล่นคอนเสิร์ต ไม่ให้ทีมงานกันคนฯลฯ ตารางที่วางไว้ว่าต้องมีการพักในแต่ละเซต มีการพบนักกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกาย มีการนอนกลางวัน ปรากฏว่าไม่ได้ทำสักอย่าง

คนทั่วไปที่ไม่เคยวิ่ง นึกภาพแค่ต้องไปยืนริมถนนวันละเป็นสิบชั่วโมง แถมได้นอนวันละ 3ชั่วโมง ไม่ต้องเป็นเดือน ผมว่าไม่เกินอาทิตย์ก็ป่วยกันหมด

นักวิ่งรอบตัวพี่ตูน เป็นนักกีฬาอาชีพ ยังมีพัง บางเซตวิ่งไม่ได้ต้องพัก แต่โชคดีที่พี่ตูนและพี่ป๊อกมีหมอเมย์และทีมช่วยดูแลให้เป็นพิเศษเลยประคองมาถึงทุกวันนี้ได้

 

 

แต่การที่ทุกวันนี้ยังวิ่งดีดได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่การออมแรงครึ่งแรกเพื่อมาเร่งครึ่งหลังแบบการวิ่งมาราธอน เพราะเฮียเราใส่สุดชีวิตแต่วันแรก วิ่งจริงเจ็บจริง จะพังกันตั้งแต่ก่อนถึงประจวบด้วยซ้ำ หมอต้องสั่งพักก็มี ทรุดไปเองก็บ่อย

แถมช่วงจะเข้ากรุง กลัวรถติด กลัวชาวบ้านเดือดร้อน เร่งสองวัน 140 กิโลเมตรเลยจ้า
คนปกติวิ่ง มาราธอนเดียว 42 กิโลเมตร หมอยังแนะนำให้พักไปเป็นอาทิตย์
นี่พึ่งเร่งมาสุดชีวิต แล้วครึ่งหลังไม่ได้เจอแค่เนิน เจอแค่สะพานแบบที่นักวิ่งกลัวนะครับ เจอภูเขาไปตลอดทางเลยทีเดียว
แล้วอะไรทำให้พี่ตูนยังวิ่งได้ขนาดนี้

 

 

“เฮียแกคงมั่นใจ ว่าทำได้ เหมือนเราเวลาใกล้ถึงเส้นชัยมั้งคะ” น้องก้อยออกความเห็นบ้าง
“มันจะฮึดได้ตั้งแต่ครึ่งทางเลยหรือครับ เหมือนเรารู้ว่ามีกล้องอาจจะยิ้มจะเร่งได้ขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าเหนื่อยจริง สุดท้ายก็เก๊กไม่ไหว นี่ก็มี live ตลอด เฮียยังยิ้มได้ทั้งวัน”
ผมสงสัย
“แล้วโค้ช คิดว่าเพราะอะไรคะ”
น้องก้อยถาม
.
.
.
.
“เฮียแกได้รับพรเยอะมั้ง มีแต่คนอวยพร สวดมนต์ให้ เชียร์ให้กำลังใจ แกมีความสามารถพิเศษเปลี่ยนเป็นพลังได้ ^^”
นักวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างผมตอนนี้ก็ตอบได้แค่นี้ ใครมีคำตอบอื่นก็ช่วยแชร์กันหน่อยว่าเพราะอะไร พี่ตูนถึงได้มีพลังขนาดนี้

โค้ชเป้ง
*หรือจะเป็นเพราะพี่โน๊ต อุดม ที่ทำให้พี่ตูนอารมณ์ดี ^^
*ในภาพวิ่งเสร็จแล้ว แม้จะหนาวแค่ไหนก็ต้องมานั่งแช่น้ำแข็งเพื่อลดการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายพร้อมวิ่งในวันต่อไป
#ก้าว #ก้าวคนละก้าว #breakthrough

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข่าวสด

Loading...

Similar Articles

Leave a Reply

Top