You are here
หน้าแรก > ประเด็นร้อน > เรียนที่ไหนไม่สำคัญ!! “พี่วิทย์” จากเด็กเรียน กศน.? สู้ชีวิต จนสอบหมอติด (รายละเอียด)

เรียนที่ไหนไม่สำคัญ!! “พี่วิทย์” จากเด็กเรียน กศน.? สู้ชีวิต จนสอบหมอติด (รายละเอียด)

บอกเลยว่าตอนนี้การเรียนรู้ เราจะเรียนรู้จากที่ไหนก็ไม่สำคัญถ้าเราไม่ตั้งใจร่ำเรียน ก็ไม่ทำให้เราเก่งขึ้นได้ วันนี้เราได้นำเอาเรื่องราวดีๆของคนหนึ่งจากกระทู้ เด็กดี Dek-D มาให้เพื่อนๆได้อ่านกันว่าปัจจุบันเรียนที่ไหนก็สามารถจบมาและทำอาชีพที่เท่าเทียมกับคนจบสูงๆมาได้เช่นกัน เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์รุ่นพี่คณะแพทยศาสตร์คนหนึ่ง เป็นแพทย์ทหารที่นอกจากจะเรียนแพทยฯแล้ว ยังต้องฝึกร่างกายอีกด้วย พี่คนนั้นคือ พี่วิทย์ วรวิทย์ คงบางปอ จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เราไปพบกับพี่วิทย์กันเลยค่ะ

 

Q: แนะนำตัวกับน้องๆ ชาว Dek-D ก่อนเลย

สวัสดีครับ ก่อนอื่นเลยผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อ วรวิทย์ คงบางปอ เพื่อนๆ เรียกกันว่า วิทย์ ตอนนี้เป็น นักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ครับ

 

 

Q: ได้ข่าวว่าเรียน กศน. เล่าให้ฟังหน่อยว่าเป็นไงมาไงถึงไปเรียน กศน. คะ?

เรื่องมันยาวเลยครับ เดิมผมเกิดและโตที่จังหวัดระนอง ช่วงขึ้นมัธยมปลาย ผมย้ายไปเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดนนทบุรีครับ แต่มีปัญหาเลยต้องย้ายกลับมาเรียนที่จังหวัดระนอง ตอนกลับมาสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสายสามัญที่จังหวัดระนอง ทางโรงเรียนไม่รับ เพราะหน่วยกิตไม่ครบในบางวิชา อาจารย์ท่านจึงไม่รับผมกลับเข้าเรียนต่อ

แต่ประโยคเด็ดที่สุดที่จำได้เลย คือ อาจารย์ท่านบอกกับผมว่า “ถ้าไม่มีที่เรียนก็ไปเรียน กศน. ซะ” จากวันนั้นผมเลยตั้งใจว่า ผมจะต้องสำเร็จให้ได้ คนที่เรียน กศน. ไม่ได้หมายความว่าเป็นเด็กไม่ดีเสมอไปหรอกครับ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะมองแบบนั้น ทำให้เราไม่ได้รับการศึกษาเท่าที่ควร มีเพื่อนผมหลายคนครับที่อยากจะเรียนต่อ แต่เพราะติดปัญหาในหลายๆ ด้านเลยเลือกเรียน กศน.

Q: ทำไมถึงอยากเรียนคณะแพทยศาสตร์คะ?

ความอยากนี้จุดเริ่มต้นมันมาจาก ในช่วงที่ผมเรียน กศน. ผมรู้จักกับครูที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง และคุณครูท่านนี้ทำงานสังคม อย่างเช่น การหาทุน มอบทุนให้เด็กกำพร้า สร้างบ้านสร้างอาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส ผมจึงได้มีโอกาสติดตามครูท่านนี้ไปทำงานบ่อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าเราเรียนอะไรสักอย่าง หรือมีความรู้ความสามารถมากกว่านี้ ก็จะทำประโยชน์ได้มากกว่านี้ครับ ทำให้อยากเรียนคณะแพทยศาสตร์ครับ

 

 

Q: แล้วตอนนั้นเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทยฯอย่างไรบ้างคะ?

ก็มีไปติวเนื้อหาในบางวิชาครับ แต่กลับมาตะลุยโจทย์เอง วันนึงถ้าไม่ได้ไปไหนจะพยายามอ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมง เพื่อให้รู้สึกเทียบเท่ากับชั่วโมงเรียนของโรงเรียนในระบบครับ

ที่สำคัญที่สุดคือการตะลุยโจทย์ครับ เพราะเหมือนการที่เราเรียนทฤษฎีมา เราจะยังใช้ไม่คล่องพอถ้าไม่เพิ่มเติมประสบการณ์จากการทำโจทย์ครับ ถ้าเหนื่อยหรืออ่านไม่รู้เรื่องแล้วก็จะพักหาอะไรทานหรือไม่ก็เติมกำลังใจให้ดีขึ้นก็กลับไปอ่านต่อครับ พอช่วง 1 เดือนก่อนสอบก็จะเก็บรายละเอียดเท่าที่จะทำได้ครับ แล้วในหนึ่งอาทิตย์จะมีวันว่างหนึ่งวันครับ

Q: อยากให้เล่าบรรยากาศตอนสัมภาษณ์ให้ฟังหน่อยค่ะ

โอ้โห ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ผมจำได้ว่าตอนที่ประกาศผลว่าสอบติด ก็เสิร์ชใน google ใหญ่เลยครับว่าควรเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์อย่างไร ตื่นเต้นมาก ข้อมูลสถาบันนี่ท่องไปทุกอย่าง ตั้งแต่ต้นไม้ประจำสถาบันยันวันสถาปนา พอถึงวันจริง อาจารย์ท่านทราบว่าผมมาจาก กศน. ท่านเลยถามถึงแต่เรื่อง กศน. อย่างเดียวเลยครับ กลายเป็นว่าข้อมูลที่ท่องไปแห้วซะงั้น

 

 

Q: แล้วการเรียนคณะแพทยฯแต่ละชั้นปีเรียนอะไรบ้างคะ?

ช่วงปี 1-3 เราจะเรียกว่าชั้น pre-clinic ครับ จะเรียนทฤษฎีเกี่ยวกับ basic seience ความปกติ และความผิดปกติของระบบต่างๆของร่างกาย เภสัชวิทยา รวมไปถึงเวชศาสตร์ทหารและชุมชนที่ต้องลงพื้นที่ชุมชนจริงเลยครับ

ช่วงปี 4-6 เราจะเรียกว่าชั้น clinic ครับ จะเป็นการขึ้นปฏิบัติงานบนโรงพยาบาล เรียนและฝึกลงมือปฏิบัติการทำหัตการ กับผู้ป่วยจริงครับ เป็นช่วงที่ต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมากอีกเป็นเท่าตัว เพราะทุกสิ่งที่เราฝึกเราทำ ต่อไปมีผลต่อคนไข้หมด

 

Q: ขอส่องตารางเรียนหน่อย 1 สัปดาห์ ในแต่ละวันต้องเรียนอะไรบ้าง

จะเห็นว่าเวลาเกินกว่าครึ่งจะไม่ใช่ชั่วโมง lecture ครับ แต่จะเป็น ward round คือการอยู่ที่วอร์ดดูคนไข้กับพี่ๆ ชั้นปี 5-6 และแพทย์ประจำบ้านครับ

 

Q: วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นแพทย์ทหาร เรียนอย่างไรบ้างคะ?

การเรียนวิชาแพทย์ของ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า จะเป็นไปตามเกณฑ์ของแพทยสภาครับ แต่จะแตกต่างจากสถาบันแพทย์อื่นคือ จะมีการเรียนการสอนวิชาทหารเพิ่มเข้ามาครับ ทั้งการฝึกฝนร่างกาย เช่น วิดพื้น ว่ายน้ำ วิ่ง และการทำงานต่างๆ เมื่อจบมาแล้วผู้ที่เข้าสังกัดกองทัพบก จะประดับยศร้อยตรีครับ

Q: เรียนที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าตั้งแต่ปี 1 เลยหรือเปล่าคะ?

ปี 1 ของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมุงกุฎเกล้า จะเป็นการเรียนในฐานะนิสิตเตรียมแพทย์ ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ ก็จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เหมือนนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ครับ เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 2 จะข้ามมาเรียนที่ วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้าซึ่งจะฝึกฝนความแข็งแกร่ง ทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่มีแรงกดดันต่างๆ ได้ครับ

 

 

Q: สุดท้ายฝากกำลังใจหรือข้อคิดให้กับน้องๆ ชาว Dek-Dกันหน่อย

สิ่งที่อยากฝากคือ อยากให้น้องที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร พยายามค้นหาตัวเองให้เจอครับ เราไม่จำเป็นต้องเรียน หมอ ไม่จำเป็นต้องเรียนคณะอะไรก็ตามเพื่อตามกระแสสังคม หรือเพื่อได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง แต่ให้เลือกเรียนสิ่งที่เราชอบ และทำมันออกมาให้ดีที่สุด มีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำ และภาคภูมิใจในการที่ได้เป็น หรือทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกครับ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ สำหรับน้องคนไหนที่มีความฝันไม่ว่ามันจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าใครจะพูดยังไงไม่สำคัญ มันอยู่ที่ตัวน้องครับ แค่กำหนดเป้าหมายแล้วลงมือทำ ความฝันไม่จำเป็นต้องตรงใจใคร ขอแค่มันตรงใจเราก็พอ

การเรียนหมอไม่ใช่เรียนเพียงเพราะดูดี เป็นที่ยอมรับนะคะ แต่ขอให้เรียนเพราะมีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจริงๆ การเรียนคณะอื่นไม่ได้หมายความว่าจะแย่กว่าหรือเป็นคนไม่เก่ง แต่มันหมายความว่าเรากล้าที่จะเลือกในสิ่งที่เรารัก แบบนี้น่าภูมิใจกว่าเห็นๆ เลยค่ะ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : hongsamood.com

Loading...

Similar Articles

Leave a Reply

Top