ปลาเศรษฐกิจที่น่าเลี้ยง ขายได้ราคาสูงถึงกิโลละ 2,000-3,000

ปลาที่กำลังนิยมเลี้ยงและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชาวภาคใต้นี้คือ ปลากือเลาะห์ หรือ ปลาพลวงชมพู เป็นหนึ่งในตระกูลปลาพลวงที่จะสร้างรายได้ให้กับชาวเบตง ภายใต้นโยบาย 3 เหลี่ยมเศรษฐกิจภาคใต้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แม้จะใช้เวลาในการเลี้ยงถึง 2 ปี จนได้ขนาดและราคากิโลกรัมละกว่า 3,000 บาท

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา บอกว่า ปัจจุบันหลังจากที่กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้แล้ว ล่าสุดนี้ทางศูนย์ฯ ได้นำร่องส่งเสริมการเลี้ยงด้วยการแจกพันธุ์ปลาให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยะลาไปทดลองเลี้ยงพร้อมติดตามผลอย่างใกล้ชิด จำนวน 50 ราย ทั้งเลี้ยงเดี่ยว และเลี้ยงร่วมกับปลาจีน เนื่องจากปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 1 – 2 ปี ซึ่งมีระยะเวลาเท่ากันกับปลาจีน

 

โดยทั่วไปน้ำหนักปลาพที่ตลาดต้องการ ประมาณ 1 กิโลกรัมขึ้นไป หรือถ้าขนาดใหญ่ก็จะขายได้ราคาดี ดังนั้นการเลี้ยงร่วมกันนอกจากจะช่วยส่งเสริมด้านสภาพแวดล้อมแล้วและสร้างรายได้ที่ดีให้เกษตรกรมากขึ้น ในด้านราคาทางตลาดปลาจีนจะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 250 บาท แต่ปลาชนิดนี้จะขายหน้าฟาร์มที่กิโลกรัมละ 2,000-3,000 บาท และในแถบประเทศเพื่อนบ้านเราบางประเทศปลาชนิดนี้ที่ขนาดตัวละ 2 – 3 กิโลกรัม. ราคาจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 6,000 – 7,000 บาท ดังนั้นการเลี้ยงปลาปลากือเลาะห์ หรือ ปลาพลวงชมพู ถึงแม้จะใช้ระยะเวลานานในการเลี้ยงแต่เมื่อสามารถจับขายได้ก็จะสร้างมูลค่าที่แตกต่างกับปลาจีนอย่างเห็นได้ชัด

 

 

ในด้านปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของอัตราการรอดเนื่องจากปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีไข่ปริมาณน้อยกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ 500-1,000 ตัว และพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีจำนวนจำกัด ส่วนใหญ่ทางกรมประมงจะรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติและนำมาขุนเพื่อให้พ่อ-แม่พันธุ์สมบูรณ์เพศแข็งแรงพร้อมผสมพันธุ์ เนื่องจากปลาพลวงชมพูจัดเป็นปลาในกลุ่มที่โตช้า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูจนประสบความสำเร็จ นอกจากนักวิจัยจะดูแลเอาใจใส่ในเรื่องอาหาร ความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์แล้ว ขั้นตอนการเลี้ยงก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกันจะต้องเลี้ยงด้วยระบบน้ำไหล หรือมีน้ำหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากปลาดังกล่าวจะมีพฤติกรรมชอบอยู่ตามต้นน้ำ ชอบน้ำไหล และเป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนตั้งแต่ 5-8 ppm

 

 

ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่กรมประมงเข้าไปส่งเสริมความรู้ในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูในอำเภอเบตง จ.ยะลา จะแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงแบบธรรมชาติด้วยการนำน้ำจากต้นน้ำโดยตรง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบายออกไป การปล่อยลูกปลาจะปล่อย 1-5 ตัว ต่อตารางเมตร ส่วนการให้อาหารนั้นจะใช้อาหารปลาทั่วไป เช่น อาหารปลาดุก โดยจะให้อาหารวันละ 2 ครั้งเช้า- เย็น ให้ครั้งละ 2-3% ของน้ำหนักตัว ซึ่งโดยรวมขั้นตอนการเลี้ยงนั้นไม่ซับซ้อนมากนัก แต่มีปัจจัยหลักที่สำคัญเพียงเรื่องเดียวในการเพาะเลี้ยงคือน้ำจะต้องหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ เพื่อที่จะสามารถควบคุมปริมาณออกซิเจนไม่สูงหรือต่ำกว่าที่กำหนด มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อผลผลิตปลาได้

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : lermanblog.com

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published.