สั่งตั้งศูนย์อพยพ ช่วยท่วม “ชี-มูน”จมอีสาน เจ้าพระยายังล้น อ่างทอง-อยุธยา สลดมีตายแล้ว2

สั่งตั้งศูนย์อพยพ ช่วยท่วม “ชี-มูน”จมอีสาน เจ้าพระยายังล้น อ่างทอง-อยุธยา สลดมีตายแล้ว2

 

นายกฯสั่งตั้งศูนย์อพยพชั่วคราว กำชับผู้ว่าฯทำแผนเผชิญเหตุภัยพิบัติ ดูแลประชาชนเหยื่อน้ำท่วมอีก ห่วง ประชาชนรื้อกระสอบทรายประตูกั้นน้ำเอาไปกันน้ำบ้านตัวเอง หวั่นน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน จี้จนท.ชี้แจงให้เข้าใจ หลังฝนกระหน่ำข้ามคืน พหลโยธินขาออกหน้าม.กรุงเทพ น้ำท่วมขังสูง 30-40 ซ.ม. ยาวกว่า 2 ก.ม. ชลประทานปทุมฯ เตือนภัยน้ำทะเลหนุน 25 ต.ค. โต้เก็บกักน้ำรอปล่อยสิ้นเดือนต.ค. ส่วนที่น้ำริมฝั่งเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นเหตุเกิดจากน้ำทะเลหนุน ยัน 4 เขื่อนใหญ่นอกจากไม่ระบายน้ำเพิ่มแล้วยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ช่วงหลังหน้าฝนอีก ปภ.ระบุ น้ำท่วม 17 จังหวัด เสียชีวิต 7 ราย ลุ่มเจ้าพระยา-ป่าสัก น้ำล้นตลิ่ง ส่วนเมืองพัทยาน้ำท่วมขังทั้งถนน-ชายหาด มีน้ำท่วมขังสูง 30-70 ซ.ม. ขณะที่อุตุฯเตือน 32 จังหวัดระวังฝนตกหนัก อากาศแปรปรวน

อุตุเตือนฝนยังกระหน่ำทุกภาค

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนสภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 22-23 ต.ค. 60 ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 22 ต.ค.60 ว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศลาวแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุม

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ไทยตั้งแต่คืนวันที่ 22 ต.ค. ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีอากาศร้อนชื้น ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ขณะที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2-5 องศาเซลเซียส

สำหรับพื้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ มีดังนี้ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 22-23 ต.ค. ภาคเหนือ บริเวณจ.เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และกำแพงเพชร, ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ส่วนในช่วงวันที่ 24-26 ต.ค. ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวน และติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดในระยะนี้

ท่วม 17 จว.-ดับ 7 ราย

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัย น้ำไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่งจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน และการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 10 – 22 ต.ค. ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 18 จังหวัด 66 อำเภอ 393 ตำบล 2,352 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 105,961 ครัวเรือน 261,135 คน ผู้เสียชีวิต 7 ราย ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ใน 17 จังหวัด แยกเป็น ลุ่มน้ำปิง 1 จังหวัด ได้แก่ ตาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด อ.สามเงา อ.เมืองตาก อ.บ้านตาก อ.วังเจ้า และอ.พบพระ 28 ตำบล 121 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,639 ครัวเรือน 7,228 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย ลุ่มน้ำยม 1 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย น้ำท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.คีรีมาศ อ.ศรีสำโรง และอ.กงไกรลาศ 4 ตำบล 10 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 92 ครัวเรือน 221 คน ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน 1 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อ.ตะพานหิน อ.บางมูลนาก อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.สามง่าม อ.โพทะเล อ.วังทรายพูน อ.บึงนาราง อ.เมืองพิจิตร อ.สากเหล็ก และอ.วชิรบารมี 43 ตำบล 254 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,357 ครัวเรือน 28,392 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย

 

“เจ้าพระยา-ป่าสัก”น้ำล้นตลิ่ง

นายชยพลกล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.ตาคลี อ.โกรกพระ อ.ชุมแสง และอ.ท่าตะโก 48 ตำบล 474 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,787 ครัวเรือน 41,122 คน อุทัยธานี น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง และอ.ทัพทัน 7 ตำบล 35 หมู่บ้าน ได้รับผล กระทบ 1,788 ครัวเรือน 2,923 คน ชัยนาท น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันกั้นน้ำใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.มโนรมย์ อ.สรรพยา อ.เมือง และอ.วัดสิงห์ 17 ตำบล 76 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 3,047 ครัวเรือน 7,605 คน สิงห์บุรี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันกั้นน้ำใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี และอ.ท่าช้าง 15 ตำบล 61 หมู่บ้าน ได้รับผล กระทบ 6,219 ครัวเรือน 14,032 คน อ่างทอง น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันกั้นน้ำใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ป่าโมก อ.วิเศษชัยชาญ อ.เมือง อ.โพธิ์ทอง และอ.ไชโย 30 ตำบล 92 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 2,595 ครัวเรือน 6,747 คน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 6,017 ไร่ พระนครศรีอยุธยา น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกเขตคันกั้นน้ำใน 7 อำเภอ ได้แก่ อ.บางบาล อ.เสนา อ.บางปะอิน อ.ผักไห่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางไทร และอ.บางปะหัน รวม 99 ตำบล 589 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 37,463 ครัวเรือน 97,403 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย

น้ำทะลักเข้าบ้านหมี่

ขณะที่ลุ่มน้ำป่าสัก 2 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า และอ.หล่มสัก 13 ตำบล 62 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 5,657 ครัวเรือน 14,708 คน ลพบุรี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่อ.บ้านหมี่ 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 7,643 ครัวเรือน 22,231 คน

ส่วนลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด ได้แก่ หนองบัว ลำภู ผลกระทบจากน้ำเขื่อนอุบลรัตน์หนุนและไหลเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีบุญเรือง อ.โนนสัง และอ.เมือง 23 ตำบล 162 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 4,164 ครัวเรือน 10,826 คน ขอนแก่น น้ำท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.อุบลรัตน์ อ.น้ำพอง และอ.เมือง 20 ตำบล 157 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 2,610 ครัวเรือน 5,687 คน มหาสารคาม น้ำท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย และอ.เมือง 19 ตำบล 122 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 516 ครัวเรือน 1,341 คน กาฬสินธุ์ น้ำท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.ฆ้องชัย และอ.กมลาไสย 4 ตำบล 14 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 11 ครัวเรือน 29 คน และร้อยเอ็ด น้ำท่วมพื้นที่อ.จังหาร 3 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบ 159 ครัวเรือน 548 คน ลุ่มน้ำมูน 1 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี น้ำท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง และอ.วารินชำราบ รวม 18 หมู่บ้านได้รับผลกระทบ 64 ครัวเรือน 906 คน

พักวิ่งแพข้าม”มโนรมย์-อุทัย”

สำหรับสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระดับน้ำเหนือเขื่อน อยู่ที่ 17.35 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง เพิ่มขึ้น 0.19 เมตร เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น กว่า 15 ซ.ม. ในบางพื้นที่ ส่วนสถานการณ์น้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 3,049 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา ยังคงมีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นดังกล่าว อย่างไรก็ตามชลประทานได้เร่งระบายน้ำเข้าระบบชลประทาน และแก้มลิงที่ได้เตรียมพื้นที่ไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ตามนโยบายของรมว.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ที่บริเวณตลาดคุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับที่สูงจนล้นตลิ่ง ส่งผลให้แพขนานยนต์ที่ให้บริการระหว่าง อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท กับ อ.เมือง จ.อุทัยธานี ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว และระดับน้ำที่ล้นตลิ่ง ทำให้แพไม่สามารถเทียบท่าได้ ประกอบกับดินริมตลิ่งทรุดตัวสไลด์ลงไปในน้ำ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยในการเดินเรือ ทำให้รถที่เคยใช้บริการแพต้องอ้อมไปข้ามสะพานที่มีระยะทางไกลขึ้นจากเดิมกว่า 25 ก.ม. ส่วนเรือข้ามฟากขนาดเล็กยังเปิดบริการได้ตามปกติ เพราะบรรทุกแค่คนและรถจักรยานยนต์เท่านั้น

ผุดสะพานช่วยทอดกฐิน

ส่วนระดับน้ำในจ.สิงห์บุรี ในพื้นที่ลุ่มต่ำยังคงมีปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นชาวบ้านในหลายตำบลหลายอำเภอยังคงมีความเดือดร้อนอยู่ไม่ต่ำกว่า 8,063 หลังคาเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่อ.อินทร์บุรี อ.เมือง และอ.พรหมบุรี ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงทรงตัว โดยที่จุดวัดระดับน้ำ C3 ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ปริมาณน้ำไหลผ่าน วัดได้ 2,552 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

ขณะที่วัดประศุก หมู่ 1 ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ที่ถูกน้ำท่วม ยังได้จัดทอดกฐินสามัคคี ตามที่กำหนดไว้ โดยชาวบ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารสร้างสะพานทางยาวกว่า 50 เมตร จากถนนไปยังศาลาวัด เพื่อให้ชาวบ้านร่วมงานกฐินได้

“บางละมุง”เร่งระบายน้ำขัง

ที่จ.ชลบุรี ในเขตพื้นที่อ.บางละมุง มีน้ำท่วมขังไปทั่วบริเวณ หลังมีฝนตกลงมาอย่างหนักข้ามคืน จนทำให้ปริมาณน้ำเกิดการสะสมระบายไม่ทันเอ่อขึ้นท่วมพื้นผิวจราจร ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุดที่ท่วมเป็นประจำทุกครั้งที่เกิดฝนฟ้าคะนอง ติดต่อกันตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป เช่น บริเวณซอยบงกช ถนนเส้นพัทยาใต้หน้าตึกคอม ถนนเส้นสายสามบริเวณแยกร้านอาหารมุมอร่อย ซอยบัวขาว พัทยาใต้ ถนนสุขุมวิทหน้าสถานีตำรวจทางหลวง ถนนเลียบชายหาดพัทยา ถนนเลียบทางรถไฟ ซอยหนองใหญ่ และนาเกลือ มีน้ำท่วมขังประมาณ 30-70 ซ.ม. ทำให้รถจักรยานยนต์ รถยนต์ที่สัญจรไปมาและจอดอยู่ริมทาง ได้รับความเสียหายหลายคัน นอกจากนี้มวลน้ำที่รอการระบายยังทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนภายในซอยบัวขาว ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักยังทำให้ดินอุ้มน้ำต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้จนโค่นล้มลงมาขวางถนน ภายในซอยข้างศูนย์การค้าเซ็นทรัลมารีน่า ส่งผลให้รถไม่สามารถสัญจรไปได้

ท่วมถ.พหลฯ ยาวกว่า 2 ก.ม.

ส่วนที่จ.ปทุมธานี หลังจากมีพายุฝนตกลงมาเป็นจำนวนมากและหลายชั่วโมงข้ามคืน ทำให้ถนนพหลโยธินขาออกช่องทางคู่ขนานหน้าห้างไทยวัสดุจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นทางยาวกว่า 2 ก.ม.มีน้ำท่วมขังสูงถึง 30-40 ซ.ม. และทำให้รถสัญจรไปมาต้องเบี่ยงไปใช้ช่องทางด่วนแทนโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์บางคันก็ดับกลางน้ำ จากการสอบถามประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงทุกครั้งที่มีฝนตกลงมาก็จะมีน้ำท่วมขังบนถนนอย่างนี้ทุกครั้งและก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาแก้ไขซึ่งเกิดจากปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน จึงอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขบ้างเพราะถ้าปล่อยไว้เช่นนี้อาจจะทำให้ถนนพังเสียหายได้

ขณะที่หลายพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยระดับน้ำได้สูงขึ้นจากเดิมมาก จากการสำรวจพบว่าที่วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานีได้รับผลกระทบ น้ำได้ซึมเข้าจากพื้นเข้ามาภายในวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ในพื้นที่ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนว ตั้งแต่อ.สามโคก จนถึง อ.เมืองรวม 2 อำเภอ 18 ตำบล 62 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 4,342 ครัวเรือนจากภาวะน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นริมตลิ่งเข้าท่วม

ปทุมฯจับตาทะเลหนุนถึง25ต.ค.

จากการสอบถามนายธานินทร์ เนื่องทศเทศ ผอ.โครงการชลประทานปทุมธานี กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 22-25 ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง จะเกิดผลกระทบกับราษฎรที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ส่วนน้ำที่ผ่านบางไทรตอนนี้ยังอยู่ในเกณฑ์เท่าเดิม คืออยู่ในเกณฑ์ 2,690 ลบ.ม.ต่อวินาที ทางกรมชลประทานมีการตัดยอดน้ำเข้าในระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มต่ำ ก็จะช่วยลดปริมาณน้ำที่ผ่านจ.ปทุมธานีให้ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่าตระหนกตกใจ แต่ว่าน้ำต้องยกตัวสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงพอดี หลังจากผ่านวันที่ 25 ต.ค.ไปแล้วทางกรมชลประทานคาดว่าระดับน้ำก็จะเริ่มลดลงอีก แต่น้ำทะเลจะหนุนตายตัว ส่งผลให้น้ำก็จะลดลงไปไม่มากนัก ปริมาณน้ำที่มาจากบางไทรอยู่ในเกณฑ์ 2,600-2,700 ลบ.ม.ต่อวินาที และน้ำทะเลจะหนุนสูงอีกครั้งในช่วงของวันที่ 3 พ.ย. ตรงกับฤดูกาลลอยกระทง ราษฎรจะได้รับผลกระทบน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง ซึ่งทางกรมอุตุฯได้พยากรณ์ไว้แล้วว่า ฝนที่ตกในภาคกลาง ภาคเหนือ กรุงเทพฯและปริมณฑล จะเริ่มลดลง เป็นผลทำให้มีปริมาณน้ำที่ผ่านบางไทรลดต่ำลงด้วย

ขณะที่ คันกั้นน้ำของปทุมธานีอยู่ที่ระดับ +3.5 เมตร ซึ่งระดับน้ำสูงสุดที่เราวัดได้หน้าที่ประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว อยู่ที่ 2.8 เมตร จะเห็นว่ายังรับน้ำได้อีกสูง 70 ซ.ม. ซึ่งทางจ.ปทุมธานียังมีพื้นที่ว่างพอจะรับน้ำได้อยู่ จึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าน้ำจะล้นคันกั้นน้ำจนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังพื้นที่เศรษฐกิจ

 

กรมชลฯ โต้กักเก็บน้ำ

ด้านนายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชล ประทาน กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือมีจำนวนมหาศาล แต่กรมชลประทานมีการกักเอาไว้ พร้อมระบายในปลายเดือนต.ค.2560 ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะปริมาณน้ำเหนือท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีเพียง 2,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากช่วงน้ำหลาก ที่ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีการระบายน้ำอยู่ในระดับไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที

“กรมชลประทานไม่ได้กักน้ำ แต่เพิ่มการระบายเข้าพื้นที่ทั้งฝั่งซ้ายและขวาแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปรับตามปริมาณน้ำซึ่งช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาน้ำที่จ.นครสวรรค์ค่อนข้างทรงตัว และเชื่อว่าอีกไม่นานน้ำก็จะลดลงสถานการณ์จะดีขึ้น การที่มีชาวบ้านกังวลว่าน้ำจะท่วม เนื่องจากไปดูริมน้ำเจ้าพระยา แล้วมีปริมาณน้ำยกตัวสูงขึ้น และปริมาณน้ำจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่สถานการณ์จากนี้ต่อไปจะดีขึ้น ในพื้นที่น้ำท่วมจะไม่หนักไปกว่านี้แล้ว ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล ขณะนี้ไม่มีการระบายน้ำออก เขื่อนยังสามารถรับน้ำไว้ในในช่วงหลังฝนได้ ส่วนเขื่อนป่าสัก ชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำเยอะและยังมีการระบายน้ำต่อเนื่อง จากนี้ต่อไปน่าจะเป็นการฤดูฝนของภาคใต้ กรมชล ประทานได้เรียมขนเครื่องมือต่างๆไปรับมือแล้วคาดว่าน่าจะรับมือได้ ไม่มีปัญหา” นายสัญญากล่าว

มั่นใจคุมน้ำ-รับมือฝนได้

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงจากจ.กำแพงเพชร ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วงเย็นวันที่ 21 ต.ค. ปริมาณน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ไปแล้วในอัตรา 3,059 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะทรงตัวและเริ่มลดลงจนถึงช่วงบ่ายของวันที่ 22 ต.ค. นี้ วัดปริมาณน้ำได้ 3,049 ลบ.ม./วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร แนวโน้มระดับน้ำลดลง คาดว่าเมื่อไหลมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง จะทำให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงวันที่ 22-24 ต.ค. 60 เพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 10 เซนติเมตร

เร่งระบายมวลน้ำช่วงน้ำลง

สำหรับระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ +17.30 เมตร เหนือระดับทะเลปานกลาง มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,598 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงบริเวณจ.พระนครศรีอยุธยายังทรงตัว กรมชลประทาน ยังคงการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก ตั้งแต่ช่วงวันที่ 17-22 ต.ค. ตามมาตรการที่ได้วางไว้ โดยเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์แล้ว ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนตามความเหมาะสม และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คงการระบายน้ำวันละ 30 ล้านลบ.ม. พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับน้ำเข้าไปรวมกัน 744 ลบ.ม./วินาที พร้อมกันนี้ ได้ใช้ศักยภาพของระบบชลประทาน ในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทาน และของกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด รวมไปถึงการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริช่วยเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลงด้วย

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มดีขึ้นโดยลำดับ เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจ.นครสวรรค์ มี แนวโน้มทรงตัวลดลง ประกอบการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมา ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ปลายเดือนต.ค.และกลับเข้าสู่สภาวะปกติในสิ้นเดือนพ.ย.นี้

ยันปิดระบายน้ำเขื่อนใหญ่

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า โดยภาพรวมน้ำในภาคเหนือมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่ำ ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบางพื้นที่ กรมชลประทานควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทาน 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาให้สูงสุดตามศักยภาพ และยืนยันว่าขณะนี้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังปิดการระบายน้ำอยู่ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ได้เพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจึงส่งผลกระทบกับบางพื้นที่ เช่น อ.เมือง และอ.น้ำพอง

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นายกฯได้กำชับผ่านกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ที่จะต้องรับน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ให้แจ้งเตือนประชาชน จัดตั้งศูนย์อพยพหรือพักพิงชั่วคราวตามแผนเผชิญภัยพิบัติ พร้อมทั้งออกปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

นายกฯห่วงรื้อกระสอบทราย

“นายกฯ เป็นห่วงผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก แต่ได้ขอความเห็นใจและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากส่วนราชการได้ร่วมกับท้องถิ่นวางแผนการทำงานไว้อย่างดีพอสมควรแล้ว เช่น การวางกระสอบทรายบริเวณประตูน้ำป้องกันไม่ให้น้ำไหลเอ่อท่วม 2 ฝั่งคลองระบายน้ำ แต่พบว่ามีประชาชนบางส่วนขนย้ายกระสอบทรายไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง จึงอยากให้เจ้าหน้าที่และประชาชนพูดคุยทำความเข้าใจกันให้เกิดความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากขึ้น” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวสด

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published.