คลืดดดดดดดดด เสียงปริศนากลางดึก ในอพาร์ทเม้นสุดหลอน

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เรื่องราวดังกล่าวบอกเล่าผ่านประสบการณ์ตรงบอกเล่าโดยคุณเค และถอดความผ่านกระทู้พันทิปโดยบัญชีผู้ใช้ชื่อว่า’คนอ่านผี’ เรื่องราวมีอยู่ว่า [บทสนทนา] “เออ! งั้นก็จบกันแค่นี้!!” วัยรุ่นสาวอายุคงราวยี่สิบต้นๆ พูดด้วยอารมณ์คุกรุ่นก่อนที่เธอจะกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไป คุณเคซึ่งก็อยู่ในอารมณ์ที่ไม่ได้ต่างกันสักเท่าใดนัก ไม่คิดจะเหนี่ยวรั้งแฟนสาวไว้แม้แต่ชายตามองเธอด้วยซ้ำ เค้าคิดว่ายังไงเสียเค้าก็อยู่ได้ นั่นเป็นเพราะตอนนั้นเค้ายังอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัว นี่ก็ผ่านมาได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว หลังจากที่เธอเดินออกจากห้องไป ภาพความทรงจำต่างๆที่เคยทำร่วมกันมายังคงตราตรึงอยู่ไม่จางหาย ได้กลิ่นกายที่หอมละมุนของเธอแฝงอยู่ทั่วทุกที่ภายในห้อง โต๊ะเขียนหนังสือที่สองหนุ่มสาวชอบแย่งกันนั่งเบียดเสียดใช้งานมันทุกวัน แต่บัดนี้กลับทิ้งร้างว่างเปล่าไร้คนเหลียวแล คุณเคทิ้งตัวที่อ่อนแรงเหนื่อยล้าลงบนเตียง ที่เค้าและอดีตแฟนสาวเคยนอนกอดทอดกายกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “ทำไมเองไม่มาเรียนเลยวะ เค” เสียงพูดแข็งๆกวนๆ แต่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงผองเพื่อน ดังออกมาจากปลายสาย “ข้าไม่ไหวจริงๆ ยังทำใจไม่ได้เลยว่ะ” คุณเคตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าคล้ายคนที่ใกล้จะหมดลมไปทุกที ทว่าเค้าไม่ได้แสแสร้งแกล้งทำเสียงแต่อย่างใด “ข้าว่าเองลองย้ายหอเถอะ อยู่ที่นั่นมีแต่จะแย่ลง ถ้าเองเลิกคิดถึงมันไม่ได้ก็ต้องลองเปลี่ยนไปอยู่ในที่ใหม่ๆดีกว่า” “ข้าไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ยังไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย” “เอางี้ พี่ชายข้าเพิ่งย้ายไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเมื่อสามสี่วันก่อน เองย้ายเข้าไปอยู่แทนห้องพี่ข้าก่อนก็แล้วกัน” คุณเคยืนอยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์สีขาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงเจ็ดชั้น ขนาดตัวตึกกินพื้นที่ประมาณครึ่งสนามฟุตบอลได้ เค้ายืดหัวไหล่ขึ้นให้ตั้งตรง เพราะรู้สึกว่าช่วงนี้หัวไหล่จะลู่ลงอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่ที่อดีตแฟนสาวได้เดินจากไป “สวัสดีครับ ห้อง 611 ชั้น 6 ว่างอยู่ใช่มั้ยครับ พอดีว่าเพื่อนผมแนะนำมาครับ” คุณเคเอ่ยถามขึ้นกับชายแก่ที่นั่งอยู่ด้านในของเคาน์เตอร์ ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็น รปภ ของอพาร์ทเม้นท์ชายแก่ผิวคล้ำรูปร่างผอม อายุคงจะราว 65 ปีได้ ถ้าคาดคะเนจากผมบนศีรษะ แกละสายตาจากหนังสือพิมพ์ในมือเหล่มองมาทางหนุ่มรุ่นหลานที่กำลังยืนทำหน้าเฉยเมย แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความหมองเศร้าจนแกเองที่ไม่ได้รู้ภูมิหลังของเจ้าหนุ่มคนนี้ แต่กลับมองออกในทันทีว่ามันพกปัญหาหนักอึ้งอยู่เต็มอก คงไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ “รอแปบนะหนุ่ม ลุงขอเช็คดูก่อน” แกพูดด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่าย พรางเปิดสมุดเล่มใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วลากนิ้วมือไปมาเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง แต่ในใจแกกำลังคิดว่าทำไมพวกหนุ่มสาวสมัยนี้ถึงให้ความสำคัญกับไอ้เรื่องรักๆใคร่ๆกันจนเกินไป แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือให้จบมีงานดีๆทำ ไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน ก็เพื่อตัวของพวกเค้าเองนั่นแหละ ระหว่างกำลังรอ คุณเคกวาดสายตามองสิ่งต่างๆรอบตัว สภาพของที่นี่แสดงให้เห็นว่าผ่านการเวลามาพอควร ฝาผนังที่ควรจะเป็นสีขาวกลับดูเป็นสีไข่ออกซีดๆ บางจุดมีรอยแตกน้ำซึมจนขึ้นคราบสีสนิมจับแน่น พัดลมบนเพดานส่งเสียงครางน่าขนลุกในขณะที่มันกำลังแกว่งไปมา และมันไม่ได้ช่วยไล่ความร้อนออกจากห้องโถงรับแขกได้เลยแม้แต่น้อย“ห้อง 611 นะ มะ ตามลุงมา” ชายแก่พูดขึ้นพรางลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย คล้ายกับว่าแกนั่งอยู่ตรงนี้โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหนมาเป็นเดือนเป็นปี จากนั้นแกก็เดินลากเท้าตรงไปยังลิฟท์ที่อยู่ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์ แล้วกดปุ่มเรียกลิฟฟ์เสียงคลืดคลาดดังออกมาจากลิฟท์ที่ทำขึ้นจากเหล็กกล้าแข็งแกร่ง ไม้โอ๊คที่ใช้ประดับอยู่หน้าลิฟท์มีสีซีดจางขาดการดูแลเอาใจใส่ มันอาจดูเก่าไปสักหน่อยแต่เหมือนว่ามันยังใช้การได้ เมื่อประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออก สองชายจึงก้าวเท้าเข้าไปด้านใน “ขั้น 6 นะ” ลุงแกพูดพึมพำคล้ายว่าบ่นอะไรสักอย่างกับตัวเอง แล้วกดนิ้วลงไปที่เลข 6 ลิฟท์จึงเลื่อนประตูปิดลง แล้วส่งทั้งสองขึ้นไปยังที่หมาย กลิ่นภายในลิฟท์อับชื้นจนคุณเคต้องยกมือขึ้นปิดจมูก คล้ายกับกลิ่นของผ้าที่เปียกน้ำเป็นเวลานาน แต่ดูเหมือนคุณลุงจะไม่สะทกสะท้านกับกลิ่นที่ว่า แกยังผิวปากอารมณ์ดีเหมือนคนที่รู้ว่าตนเองถูกรางวัลใหญ่ ไม่กี่อึดใจ ลิฟฟ์ก็เปิดทางให้ทั้งคู่เมื่อถึงที่หมาย ด้านหน้าเป็นโถงทางเดินหน้าห้องยาวเหยียดที่ถูกขนาบไปด้วยประตูห้องพัก ความกว้างของโถงทางเดินคะเนจากสายตาคงประมาณสามเมตรได้ สุดทางเดินเห็นไกลๆจะเป็นบันไดหนีไฟ กลิ่นภายในนี้ไม่ได้ผิดแปลกไปจากในลิฟฟ์เท่าใดนัก คาดว่าไม่มีที่ถ่ายเทของอากาศ“กึก..กึก..กึก” เสียงส้นรองเท้าบูทหนังของชายแก่กระทบกับพื้นหินอ่อน ดังก้องไปมาในความเงียบเชียบและเย็นเยือก ตามทางเดินกับเพดานมีเศษฝุ่นผงและหยากไย่เกาะเป็นกระจุกๆ เห็นได้ชัดว่าที่นี่ไร้คนดูแลมาพักหนึ่งแล้ว ทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้ที่สลักตัวเลข 611 ไว้ด้านบน ชายแก่หมุนลูกบิดแล้วดันมันเข้าไปด้านใน แล้วหันมาทางคุณเคพร้อมกับผายมือไปในห้อง เป็นการเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มเข้าไปสำรวจดู ที่อยู่ตรงกับประตูพอดีจะเป็นชั้นวางทีวีที่ไม่มีทีวีวางอยู่ ถัดไปจะเป็นตู้เย็นขนาดห้าคิว ถัดไปจนสุดห้องเป็นหน้าต่างบานเลื่อนที่มีผ้าม่านสีฟ้าคลุมมิด ลึกไปทางขวามือจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้งมีกระจก เตียงขนาดหกฟุตตั้งอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทีวี ถัดจากเตียงไปจะเป็นประตูห้องน้ำ สภาพของห้องรวมถึงเฟอร์นิเจอร์มีสภาพที่ค่อนข้างเก่าพอสมควร แต่ไม่เท่าที่คุณเคจินตนาการไว้ กลิ่นอับจางๆยังคงมีมาแตะจมูกบ้าง ประกอบกับที่สนนราคาไม่แพง จึงทำให้คุณเคใช้เวลาคิดเพียงไม่นานก็ตอบตกลงเช่าทันที “คลืดดดดดดดดด” เสียงปริศนาดึงสติของคุณเคให้กลับคืนมาขณะที่กำลังนอนอยู่บนเตียง “ตึ้ง!!” สิ้นเสียงนี้ทำให้คุณเคตื่นอย่างเต็มตา เหลือบมองนาฬิกาข้อมือมันบอกเป็นเวลาตีสอง เค้าบ่นอุบขึ้นในใจว่าดึกดื่นป่านนี้ น่าจะมีความเกรงอกเกรงใจผู้อื่นบ้าง “คลืดดดดดดดดด” เสียงปริศนาดังขัดจังหวะการบ่นในใจของคุณเค ตามมาด้วยเสียงในลักษณะเดิม “ตึ้ง!!” เค้าพยายามพินิจพิเคราะห์ฟัง มันคล้ายกับคนลากอะไรสักอย่างแล้วปล่อยมันลงพื้น ดังมาจากห้องบนที่อยู่ตรงกับห้องนี้พอดี ดูแล้วไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน แต่เหมือนจงใจทำให้มันเกิดเสียงมากกว่า ครั้นจะขึ้นไปด่ามันก็ใช่ที่ เพราะเค้าเองก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่เป็นคืนแรก จึงคิดว่าทนๆมันไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เค้าพยายามนอนหลับโดยการเอาหมอนปิดหู เพื่อให้เสียงเล็ดลอดผ่านโซนประสาทให้เบาที่สุด แสงแดดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาโลมเลียคุณเคถึงเตียงนอน วันนี้ยังคงเป็นอีกวันที่คุณเคไม่คิดจะลุกขึ้นแต่งตัวไปเรียน แม้ว่าเค้าจะรู้สึกตัวตื่นได้สักพัก แต่เค้ายังคงนอนห่มแสงแดดอยู่อย่างนั้น คล้ายกับคนที่กำลังโหยหาความรักความอบอุ่นจากใครคนหนึ่งหวนนึกถึงวันวานที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับคนที่เค้าคิดว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า เค้าเฝ้าภาวนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขอให้สิ่งใดก็ได้ ช่วยนำพาคำกล่าวขอโทษและความรู้สึกผิดเสียใจต่างๆนาที่มีอยู่เต็มอก ให้มันล่องลอยไปหาคนที่เค้ารัก แต่เค้าต้องอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริงเค้าหยุดเพ้อแล้วดีดตัวขึ้นจากเตียงพร้อมกับเอามือปาดน้ำตา ลุกขึ้นอาบน้ำจัดแจงธุระของตนเองให้เสร็จแล้วแต่งตัวลงไปหาอะไรรองท้อง และกลับเข้าพาร์ทเม้นท์ในเวลาเกือบเที่ยง โดยหิ้วถุงที่บรรจุกาแฟกระป๋องมาสองกระป๋อง “เอ้าลุง ผมซื้อมาฝาก” พูดจบคุณเคก็วางกระป๋องกาแฟลงบนเคาน์เตอร์ หยดน้ำที่จับอยู่ตามผิวกระป๋องกระเซ็นเลอะเป็นหย่อม ๆ ชายแก่ในชุด รปภ ยังคงนั่งจดจ่ออยู่กับหนังสือพิมพ์ในท่าเดิม เมื่อได้ยินเสียงของเด็กหนุ่ม แกจึงเหล่มองเล็กน้อย “เออ ขอบใจไอ้หนุ่ม” พูดจบแกก็เอนตัวมาข้างหน้าเอื้อมมือมาหยิบกาแฟแล้วเอนหลังลงไปตามเดิม เหมือนแกพยายามจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายของตัวเองโดยไม่จำเป็น “หลับสบายดีมั้ย” แกพูดในขณะที่กำลังเปิดฝากระป๋องแล้วยกมันขึ้นประกบปาก “ก็ดีครับ แต่ลุง ห้องข้างบนผมเนี่ย เค้าไม่หลับไม่นอนกันเหรอ แล้วพวกห้องข้างๆเค้าไม่เดือดร้อนอะไรกันเลยเหรอครับ ผมได้ยินเสียงลากอะไรสักอย่างทั้งคืนเลย” เมื่อสิ้นเสียง แกมองคุณเคด้วยสีหน้าที่นิ่งสนิท ราวกับเป็นร่างที่ไร้ชีวิต จนทำให้ผู้ที่ถูกมองรู้สึกขนลุก “ไอ้หนุ่ม ชั้น 7 ที่เอ็งว่าได้ยินเสียงน่ะ เค้าปิดทั้งชั้นมานานจนลุงจำไม่ได้ว่ามันกี่ปีแล้ว” คุณเครู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เพราะเรื่องที่ได้ยินและน้ำเสียงอันเย็นเฉียบของแก“จริงเหรอลุง” คุณเคพยายามถามซ้ำ เผื่อว่าลุงแกจะจำผิดหรืออาจจะเลาะเลือนไปแล้ว “ฮื่มมมมม มันก็นานแล้วนะไอ้หนุ่ม นักศึกษาสาวรุ่นๆเอ็งนี่แหละ ลุงก็จำหน้าค่าตาไม่ได้แล้ว มีปัญหากับทางบ้านหรือเรื่องการเรียนสักอย่าง ผูกคอตายกับพัดลมเพดานห้อง พวกหนุ่มสาวนี่ไม่ไหวเลย เอะอะก็จะเอาแต่หนีปัญหาไม่สนใจคนข้างหลัง ไม่คิดบ้างเลยว่าคนที่เค้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจะอยู่กันยังไง เฮ้อออ” ช่วงหลังๆดูเหมือนแกจะบ่นกับตัวเองเสียมากกว่า สีหน้าแสดงถึงความเบื่อหน่าย แต่แววตากลับบ่งบอกว่ากำลังอาลัย แต่คุณเคไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าใดนัก เค้าเพียงแค่รู้สึกตะหงิดๆขึ้นในใจ “ลุงครับ เธออยู่ห้องอะไรครับ” ชายแก่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แกเปิดลิ้นชักแล้วควานหาอะไรบางอย่างภายในนั้นเสียงดังกรุ้งกริ้ง แล้วหยิบเอากุญแจดอกหนึ่งขึ้นมา คุณเคสังเกตเห็นว่ากุญแจดอกนั้นถูกพันด้วยสก็อตเทปสีดำ “7 1 1” คุณเคกดตัดสายโทรศัพท์แล้วโยนมันลงบนเตียง เหมือนกับว่าไม่อยากแตะต้องมันอีก เค้าหย่อนตัวลงนั่งอย่างอ่อนเพลียหลังจากที่ตะหวาดเสียงแข่งกับแฟนเก่าอยู่เกือบชั่วโมง เค้าคิดว่าไม่น่าโทรไปหาเธอเลยถ้ารู้ว่าเรื่องมันจะยิ่งไปกันใหญ่แบบนี้ เค้าค่อยๆแอนหลังนอน ดวงตาเหม่อลอยขึ้นไปบนเพดาน แต่ความนึกคิดของเค้ากลับล่องลอยไปยังที่ที่หนึ่ง ที้ไหนสักแห่งที่เค้ากับอดีตแฟนเคยเดินจูงมือไปด้วยกันอย่างมีความสุข “คลืดดดดดดดด” เสียงปริศนาเดิมดังขึ้นในเวลาเดิมของมัน ตีสองตรง เสียงอะไรสักอย่างกำลังถูกลากกับพื้นกระเบื้อง คุณเคค่อยๆไล่สายตาไปตามเพดานห้องที่มืดสลัว แม้ว่าเค้าจะได้รับรู้มาแล้วว่าชั้นด้านบนไม่มี “คนเป็น” อาศัยอยู่ แต่เค้ากลับรู้สึกนิ่งเฉย ไม่ได้แสดงอาการตื่นกลัวใดๆออกมา อาจเป็นเพราะตอนนั้น ความเศร้าเสียใจเข้ามาแทนที่อารมณ์ของเค้าอยู่ก่อนแล้ว เค้าจึงไม่สามารถซึมซับความหวาดกลัวที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้ได้
นี่ก็ผ่านมาสี่วันแล้ว หลังจากที่เค้าได้ยินเสียงลักษณะนี้ในคืนแรกที่เค้าเข้ามาพัก และในคืนต่อๆมาเค้าก็ไม่ได้ยินมันอีกเลย ช่วงที่เค้ารับรู้ว่าเสียงที่ได้ยินมาจากด้านบน อาจจะไม่ได้เกิดจากการกระทำของคนเป็น เค้านอนผวาหวาดระแวงอยู่ช่วงหนึ่งทุกๆคืนก่อนนอน สายตาเค้าจะคอยสอดส่องอยู่แต่กับเพดานตลอดเวลา กลัวว่าอะไรบางอย่างจะนึกสนุกขึ้น แล้วลงมาลากอะไรบางอย่างเล่นในห้องของเค้าแทน แบบนั้นไม่ดีแน่ ถ้าแค่เสียงก็อาจจะยังพอทนไหว แต่ถ้ามีภาพมาประกอบให้เห็นเป็นฉากๆด้วยคงอยู่กันไม่ได้แน่ “คลืดดดดดด” เค้าสังเกตได้ว่าเสียงลากอะไรสักอย่างนั่น มันมาหยุดอยู่ตรงพัดลมเพดานห้องพอดี คุณเคจดจ้องสายตาสังเกตทุกๆอย่างบนเพดานห้อง เค้าจินตนาการถึงอะไรก็ตามที่เป็นต้นตอทำให้เกิดเสียงขึ้นด้านบน พร้อมกับพยายามคิดถึงเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น
“ตึ้ง!!” แล้วมันต้องจบด้วยเสียงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นอยู่แบบนี้จนเวลาลากยาวไปเกือบ ๆ ตีสามได้ เมื่อนั้นความอดทนอดกลั้นของคุณเคก็มาถึงจุดสิ้นสุดลง เค้าตะเบงเสียงดังขึ้นไปกระแทกกับเพดานด้านบน หวังให้อะไรบางอย่างข้างบนนั่นรับรู้ถึงความงุดหงิดที่เค้าเป็นอยู่ “จะตายก็ตายไปคนเดียว!! จะลากอะไรนักหนา รําคาญ!!”เมื่อสิ้นเสียง ห้องที่มืดสลัวกลับสู้ความเงียบงันอีกครั้ง ไม่มีเสียงลาก ไม่มีเสียงของตก ได้ยินเพียงแค่เสียงหายใจฟืดฟาดของคุณเคที่กำลังหงุดหงิดเกินจะทานทน เค้าค่อยๆไล่มองไปทั่วเพดานห้อง เพื่อสอดส่องอะไรก็ตามที่ไม่เป็นปกติ แต่ทุกอย่างก็ปกติดี เหมือนอะไรบางอย่างด้านบนนั่นจะรับรู้ ว่าเค้าได้สร้างความรำคาญให้ผู้อื่น คุณเคจึงคิดว่าเมื่อพูดกันรู้เรื่องแบบนี้ก็ค่อยโอเคหน่อย “วันนี้กลับดึกจังนะหนุ่ม” เสียง รปภ คนเดิมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมในท่าเดิมๆร้องทักคุณเค เมื่อแกเห็นเค้าสาวเท้าเข้ามาในห้องโถงรับแขก “ที่ ม. มีกิจกรรมน่ะครับ” เค้าหันไปตอบพลางเดินไปกดลิฟฟ์ ระหว่างนั้นเค้ามองดูนาฬิกา มันบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง ตัวเค้ารู้อยู่ก่อนแล้วว่าที่ ม. มีกิจกรรมตอนกลางคืน แต่ไม่คิดว่ามันจะดึกถึงเพียงนี้ วันนี้เค้ารู้สึกเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะหยุดยืนคุยกับ รปภ “ติ้งง!” เมื่อประตูลิฟฟ์เปิดออก เค้าก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านในพร้อมกับกดให้ลิฟฟ์ขึ้นไปส่งเค้ายังชั้นที่เค้าอยู่ เมื่อประตูลิฟฟ์ปิดลง มันก็ค่อยๆเลื่อนไต่ขึ้นไปในแต่ละชั้น คุณเครู้สึกง่วงจนเกินทานทน เค้ายืนเอาหัวชนกับผนังของลิฟฟ์แล้วพักสายตาลง คิดว่าถ้ากลับถึงห้อง เค้าจะราดน้ำลงบนตัวแล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็ว แล้วรีบกระโดดขึ้นเตียงนอนทันที“ติ้งง!” เมื่อลิฟฟ์ส่งสัญญาณให้รู้ว่ามันมาส่งเค้าถึงที่หมายแล้ว มันค่อยๆแยกประตูเปิดออกอย่างช้าๆ คุณเครีบสาวเท้าออกจากลิฟฟ์ แต่เค้าต้องชะงักเท้าหยุดนิ่งเพราะรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ กลิ่นที่ไม่สมควรจะมีอยู่ในที่พักพุ่งเข้าปะทะจมูกของเค้าอย่างจัง ลักษณะกลิ่นคล้ายหนูตาย แถมก่อนตายมันคงจะไปกินเนื้อเน่าอะไรสักอย่างจนเต็มพุง กลิ่นมันถึงได้เหม็นสาบรุนแรงจนรู้สึกคลื่นไส้ และสิ่งที่ไม่ปกติอีกอย่างก็คือ เบื้องหน้าของเค้าคือโถงทางเดินที่มืดสนิทไร้แสงสว่าง ไฟทุกดวงที่ปกติมันควรจะถูกเปิดอยู่ แต่บัดนี้มันกลับพร้อมใจกันหยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ เหลือเพียงแค่แสงไฟจากในลิฟฟ์ที่มันส่องลอดออกมา ให้ความสว่างหน้าลิฟฟ์ได้เพียงเล็กน้อย ไฟดับเหรอ เค้าล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง แล้วเปิดไฟฉายเพื่อส่องทางเดิน แสงสีขาววูบวาบส่องไปตามโถงทางเดินที่มืดทึบยาวเหยียด ฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายรับเข้ากับแสงจนเหมือนเป็นม่านสีขาวๆคอยบดบังทัศนวิสัย บรรยากาศเงียบเชียบและเย็นเยือกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง คล้ายว่าทุกๆห้องพร้อมใจกันเร่งแอร์แล้วเปิดประตูทิ้งไว้ เศษกระดาษเอกสารตกเรี่ยราดอยู่ตามทางเดินที่ถูกโรยไปด้วยฝุ่นแป้งขาวๆ คุณเคหยุดนิ่ง ถ้าเค้ายังคิดว่านี่คือเรื่องปกติ ตัวเค้าเองก็คงจะไม่ปกติไปเสียแล้ว จากที่ง่วงจนเต็มแก่ บัดนี้กลับตื่นจนเต็มตา เค้าค่อยๆเลื่อนแสงไฟฉายส่องไปยังห้องที่อยู่ด้านขวาสุดด้วยมือที่สั่นระริก แม้บานประตูจะดูเก่าจนแล็กเกอร์เคลือบซีดจาง เชื้อราขึ้นเกาะกินเนื้อไม้จนมองเห็นเป็นวงดำๆกว้างๆ แต่ด้านบนของบานประตูห้องมันฟ้องว่าห้องนี้คือ “701” “แอ๊ดดดดดด ดดดด ด” เสียงประตูลิฟฟ์ที่กำลังปิดลงมันเสียดแทงเข้าไปในขั้วหัวใจของเค้า เค้ารีบหันหลังแล้วพุ่งตัวไปให้ถึงลิฟฟ์โดยเร็วที่สุด “ตึ้ง” แต่มันก็สายเกินไป ประตูลิฟฟ์ปิดลงไปพร้อมกับแสงสว่างเส้นสุดท้ายของมัน ปล่อยให้คุณเคถูกความมืดกลืนกินอยู่ในชั้นที่ไม่มี “คนเป็น” อาศัยอยู่ เหลือเพียงแค่แสงไฟริบหรี่จากโทรศัพท์เท่านั้น เมื่อก่อนในสมัยเด็กๆ คุณเคเคยกลัวผีจนเรียกว่าขึ้นสมองเลยก็ว่าได้ ทั้งๆที่เค้าไม่เคยเจอผีเลยด้วยซ้ำ ได้ยินเพียงแค่เรื่องเล่าจากคนอื่นหรือแม้กระทั่งนิทานผีหลอกเด็ก เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้เค้ากลัวในสิ่งที่เค้าก็ยังไม่เคยเห็น ไม่แม้แต่จะสงสัยว่ามันมีจริงหรือไม่เมื่อเค้าเติบโตขึ้น เค้าเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าสิ่งที่เค้ากลัวมาตั้งแต่เด็กนั้นไม่ใช่ผี แต่เค้ากลัวจินตนาการของตัวเองต่างหาก จากนั้นเค้าจึงเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น มากกว่ามโนภาพของความนึกคิด แต่เหตุการณ์ที่เค้าพบเจอที่นี่ ณ เวลานี้ มันเกินกว่าที่เค้าจะจินตนาการออกด้วยซ้ำ ตอบกลับสภาพโถงทางเดินที่มีแต่ฝุ่นผงและเศษขยะกองเป็นหย่อมๆ เพดานมีหยากไย่จับระโยงระยางไปมา ประตูบางห้องที่เปิดทิ้งไว้ให้เห็นความเสื่อมโทรมด้านใน กลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่น่าพิศมัยลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ความมืดที่ซุกซ่อนความเย็นยะเยือกรายล้อมอยู่รอบตัว ทุกๆอย่างมันค่อยๆช่วยกันสะกดคำคำหนึ่งขึ้นในหัวของคุณเค “ผี”คุณเคสาดแสงส่องไฟตรงไปยังโถงทางเดินที่ทอดยาวอย่างใจเย็น ทั้งๆที่ตัวของเค้าสั่นเหมือนคนจับไข้ มือขาวที่ชุ่มเหงื่อค่อยๆกำย้ำๆที่ปุ่มเรียกลิฟฟ์ แต่เหมือนว่ามันเกินจะเยียวยา เพราะมันส่งเสียงคลืดคลาดออกมา แสดงให้รู้ว่ามันกำลังเลื่อนลงไปชั้นล่าง เมื่อลิฟฟ์ไม่ตอบสนองต่อเค้า ทางเดียวที่จะออกไปจากชั้นนี้ได้ก็เหลือเพียงแค่บันไดหนีไฟ ซึ่งมันอยู่สุดทางของโถงทางเดินแห่งนี้ เค้าพยายามส่องแสงไฟไปยังสุดทางเดิน แต่แสงก็ไม่อาจส่องไปถึง เพราะถูกความมืดกลืนกินกลางทางเสียก่อน และถ้าเค้าไม่รีบก้าวเท้าออกจากตรงนี้ เค้าก็อาจจะถูกอะไรบางอย่างกลืนกินจนมีสภาพไม่ต่างไปจากสิ่งที่อยู่รอบๆตัว“ตุ๊บ..ตุ๊บ..ตุ๊บ” เสียงเท้าย่ำลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงดังก้องไปมา แม้พยายามลงเท้าให้เบาที่สุด แต่มันก็ยังคงเกิดเสียงขึ้นคงเพราะที่นี่มันเงียบสนิทจนเกินไป ไหนจะกลิ่นเหม็นเน่าของอะไรสักอย่างที่คอยลบกวนจิตใจ เค้าพยายามสาดแสงไฟไปเพียงแค่ทิศทางข้างหน้า และจะไม่เหลือบสายตามองเข้าไปในห้องที่เปลี่ยวร้างที่กำลังขนาบข้างอยู่ ไหนจะต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้นึกจินตนาการถึงอะไรบางอย่าง แต่ถึงกระนั้น บางครั้งก็ยังเห็นเงาวูบวาบปรากฏขึ้นในห้องมืดทึบที่เต็มไปด้วยเศษขยะ คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเล่นซ่อนแอบกับเค้าอยู่ 704…705…706…707 “แกร๊ก!!..แอ๊ดดดดดด ดด ด” คุณเคชะงักเท้ายืนนิ่ง แสงไฟยังคงสาดส่องไปยังเบื้องหน้า เสียงเมื่อครู่มันจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากเสียงประตูที่ถูกเปิดออก และประตูมันคงไม่เปิดของมันเองแน่ ถ้าเกิดว่าไม่มีใครไปทำอะไรกับมัน เค้าไม่แน่ใจว่าที่เค้าไม่ยอมก้าวเดินต่อเป็นเพราะกำลังประเมินสถานการณ์ หรือกำลังหวาดกลัวจนขาตาย แสงไฟในมือมันไม่สามารถช่วยให้มองทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด มันช่วยให้มองเห็นแค่เพียงสิ่งที่เจาะจงส่องเป็นมุมเล็กๆ ส่วนมุมอื่นๆรอบตัวคือจุดบอดที่มืดสนิด จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามีใครกำลังเดินอยู่ข้างๆหรือเดินตามหลังอยู่ ในขณะที่สาดแสงตรงไปเพียงแค่ด้านหน้ วิ้งงงงงงงงง นานแค่ไหนแล้วที่เค้ายืนนิ่งฟังเสียงหูอื้ออยู่กับที่ เค้าอยากให้อะไรก็ได้ทำให้เค้าสลบลงจะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวอะไรอีก ตื่นมารับเช้าวันใหม่เหมือนเช่นทุกๆวันที่ผ่านมา แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง นอกเสียจากว่าเค้าจะเอาหัวโขกกับผนักจนสลบ ถ้าใจแข็งพอ มีแต่ต้องก้าวต่อไปข้างหน้าจนถึงบันไดเท่านั้น”ตุ๊บ..ตุ๊บ..ตุ๊บ” 708…709…710…711 บานประตูห้อง 711 เปิดค้างไว้อยู่ในลักษณะแง้มประมาณหนึ่งคืบ คุณเคค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วดันมันให้เปิดกว้างขึ้น จนประตูมันเลื่อนไปกระทบกับผนังด้านในของห้อง “ตึ้งงง!!” เค้าสะดุ้งโหยงจนสติกลับคืนมา คิดว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรถึงได้เดินดุ่มๆมาเปิดห้องนี้ ไม่ได้การ เค้าต้องคุมสติของตัวเองให้ได้ แล้วรีบถอยห่างออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่อีกใจหนึ่ง เค้าก็อยากรู้ว่าห้องที่มักจะเกิดเสียงแปลกๆที่อยู่ตรงกับห้องของเค้า ด้านในมันจะมีลักษณะเป็นเช่นไร เค้าค่อยๆสาดแสงไฟฉายเข้าไปด้านใน ฝุ่นผงลอยฟุ้งกระจายจนเหมือนเปลวคลื่นเป็นระลอกๆ เฟอร์นิเจอร์แทบไม่ได้ต่างไปจากห้องของเค้าเลย ไม่เว้นแม้แต่ตำแหน่งการจัดวาง แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือเก้าอี้ไม้ที่มันล้มอยู่กลางห้อง เอาละนี่ก็เกินพอแล้วสำหรับความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่ถูกที่ถูกเวลาคุณเคค่อยๆถอยออกห่างจากห้องนั้น แล้วหันไปทางบันไดหนีไฟพร้อมกับก้าวเท้าต่อไปข้างหน้า รู้สึกเสียวสันหลังวูบวาบอยู่ตลอดเวลาโดยหาที่มาของมันไม่ได้ แต่มันยังไม่ใช่เวลามาสนใจเรื่องไร้สาระแบบนี้ในตอนนี้ ณ ที่นี้712…713…714…715 “คลืดดดดดดดด” มันเป็นเสียงที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้ได้ยินมันอย่างถนัดและชัดเจน เพราะมันดังอยู่แค่ข้างหลังห่างกันเพียงไม่ถึงสิบก้าวเท่านั้น ท้องใส้ของเค้าขดพันกันเป็นปม เอาละพอแล้ว ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้นแล้ว แสงไฟส่องไปกระทบกับเหล็กราวบันไดจนเกิดประกายแสงแวววาว มันเหมือนแสงสว่างของทางออกจากความมืดที่กำลังกัดกินเค้าอยู่ “ตึ้งง!!” มันเหมือนเป็นเสียงที่ปลุกให้สติของเค้าหลุดกระเจิง เค้าไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งสิ้น เอาแต่วิ่งหน้าตั้งวาดมือไม้ไปข้างหน้าอย่างขาดสติ ถ้ามีใครโผล่ออกมาขวางมันจะต้องโดนถีบจนกระเจิง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี “เสียง” เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือน และเคลื่อนที่ไปในอากาศผ่านมากระทบแก้วหูจนทำให้เราได้ยิน แต่เสียงไม่ได้มีสสารหรือมวล มันจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว แต่ดูจากปฏิกิริยาของคุณเค เหมือนว่าทฤษฎีนี้จะผิดถนัด เพราะเพียงแค่เค้าได้ยิน “เสียง” เค้าก็รู้สึกหวาดผวาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เค้าเอื้อมมือคว้าราวบันได แล้วเหวี่ยงตัวลงไปทั้งอย่างนั้น ไม่สนใจว่าที่พักบันไดด้านล่างจะมีสิ่งใดอยู่หรือไม่ “ตึ้ง!!” เกิดเสียงดังสนั่นเมื่อเท้าทั้งคู่ประทับลงกับพื้นที่พักบันได อย่างไม่รอช้า เค้ารีบหันตัวเพื่อที่จะกระโดดพาตัวเองหนีลงไปยังโถงทางเดินชั้นล่าง อีกนิดเดียวเท้านั้น อีกแค่เฮือกเดียว ภาพเบื้องหน้าของเค้าควรจะเป็นโถงทางเดินหน้าห้องชั้นหก มันควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้าเกิดว่าไม่ได้ถูกประตูม่วนเหล็กปิดกั้นไว้อยู่ เค้าเหงื่อแตกหน้าซีดกับเรื่องบ้าๆที่กำลังเผชิญอยู่ ที่นี้ก็เท่ากับว่าเค้าถูกกั้นให้ติดอยู่บนชั้นเจ็ดที่ไม่สามารถหนีกลับลงไปด้านล่างได้ “ฮิฮิฮิฮิ” มันเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของผู้หญิงที่ดังขึ้นบนโถงทางเดินชั้นเจ็ด เป็นอีกครั้งที่เสียงซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีสสารหรือมวล แต่มันกลับทำให้คุณเคหวาดผวาจนถึงขีดสุด เค้าเหลียวมองขึ้นไปอย่างคนตื่นตระหนก รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่หลังความมืดด้านบน และมันเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงที่ดังก้องขึ้นกว่าเดิม “ฮิฮิฮิฮิ” คุณเคไม่รอให้เจ้าของเสียงโผล่ออกมาให้เห็น เค้าถลาตัวลงไปชิดกับประตูม้วน แล้วออกแรงเขย่าจนมันส่งเสียงดังไปทั้งชั้น “ครึ่งๆๆๆ!! ช่วยด้วย ใครก็ได้ เปิดให้ผมที ครึ่งๆๆๆ!!” ไม่เกินหนึ่งนาที ผู้เช่าห้องอื่นๆก็ค่อยๆทยอยกันออกมาดูด้วยความงุงงง“เองละเมอเปล่าวะเค” เพื่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เหมือนไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไหร่ “ลองมาเจอเองดูบ้างมั้ยล่ะ” คุณเคพูดเสียงดังขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งขึ้นเล็กน้อย “แล้วใครเข้าไปช่วยเอง” “พวกคนเช่าอื่นๆน่าจะโทรลงไปแจ้ง รปภ มั้ง แกเลยมาไขกุญแจเปิดให้” เค้าพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว ราวกับน้ำในแก้วที่กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น รู้ได้ในทันทีว่าเค้ายังไม่คลายความหวาดผวาจากสิ่งที่เค้าประสบมา เค้านั่งเล่าเรื่องสยองให้เพื่อนฟังในหอพักของเพื่อน เค้าอยากจะให้เรื่องราวทั้งหมดที่มันเกิดขึ้นกับตัวของเค้าในคืนก่อนเป็นเพียงแค่ความฝันหรือการคิดมากเกินไปของเค้าเอง แต่ไม่ว่าจะคิดมุมไหน ทุกอย่างมันก็จะคอยย้ำเตือนว่านั่นคือความจริง เค้ามองเจ้าของเสียงที่หัวเราะขบขันใส่เค้าได้ไม่ถนัดชัดเจนนัก เพราะมีม่านความมืดอำพรางตัวเธอไว้อยู่ เห็นเพียงแค่เงาของอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้รู้แล้วว่า ด้านบนที่เป็นชั้นรกร้างมืดทึบปิดตายนั่นมีอะไรบางอย่างเร้นกายอยู่ คุณเคพักอยู่หอเพื่อนเกือบเดือน จนสภาพจิตใจคงที่ จึงได้กลับเข้าไปยังอพาร์ทเม้นท์นั่นอีกครั้ง แม้ว่าความกลัวภายในใจจะเริ่มคลายตัวออกบ้างแล้ว แต่เค้ายังต้องเปิดไฟนอนแทบทุกคืน เฝ้าภาวนาอย่าให้เสียงจากด้านบนเล็ดลอดลงมาหาเค้าได้แม้แต่นิดเดียว และดูเหมือนคำภาวนาของเค้าจะได้ผล”หนุ่ม ไหวมั้ยน่ะ” รปภ ที่นั่งอยู่ที่เดิมและท่าเดิมร้องทักคุณเค เมื่อเห็นว่าเค้าเดินโซซัดโซเซคล้ายคนเมาเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์”ไหวลุง” เค้าปรี้ตัวเข้าไปกดลิฟฟ์ด้วยอาการมึนตึงเต็มที่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เมื่อประตูลิฟฟ์เปิดออกก็พรวดพราดเข้าไปแล้วกดย้ำๆที่เลยหก ลิฟฟ์มันจึงค่อยๆส่งตัวเค้าขึ้นไปด้านบน เค้ารู้สึกหนักอึ้งที่หัวตลอดเวลา เหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนรอบตัวเค้าอยู่ ไหนจะรู้สึกว่าพื้นมันเอนเอียงกว่าปกติชอบกล ต้องรีบกลับขึ้นเตียงให้เร็วที่สุดเสียแล้ว ก่อนที่เค้าจะเอาหัวโหม่งโลก ลิฟฟ์ค่อยๆแยกประตูเปิดออก เค้าไม่รอให้มันเปิดจนสุด เดินพรวดเกี่ยวประตูลิฟฟ์ออกไปทั้งอย่างนั้น เค้าใช้หางตาที่มองเห็นภาพริบหรี่ กับมือรูดถูไปตามห้องต่างๆเพื่อนับเลขห้อง จนมาหยุดล้วงกุญแจอยู่หน้าห้องที่เค้าคุ้นเคย เค้าถลาตัวขึ้นเตียงอย่างกับโหยหามันมาแสนนาน หัวยังคงหมุนติ้วหนักอึ้งยากที่จะยกมันขึ้นมาอีก ภายในห้องฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นเหล้าเพราะลมหายใจที่เค้าพ่นออกมา และเตรียมตัวที่จะมุ่งเข้าสู่ภวังค์
“ตื๊ดดดดดด…ตื๊ดดดดดด…ตื๊ดดดดดด” โทรศัพท์เจ้ากรรมดึงคุณเคออกมาจากภวังค์ เค้านึกด่าขึ้นในใจในขณะที่ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบมาขึ้นมาแนบหูทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “เค เปิดประตูให้หน่อยดิ จะเข้าไปเอาคาโป้” “อืมมม กุญแจสำรองอยู่ที่เดิม เปิดเข้ามาเลย” พูดจบคุณเคก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว แล้วกลับเข้าสู่ภวังค์แห่งความสุขอีกครั้ง “ตื๊ดดดดดด…ตื๊ดดดดดด…ตื๊ดดดดดด” คุณเคเริ่มรู้สึกหัวเสีย เค้าคิดว่านี่จะเป็นสายสุดท้ายแล้วเค้าจะปิดเครื่องทันทีเมื่อวางสาย”เค เจอคาโป้แล้วนะ เออแล้วเองไม่นอนห้องเหรอ” สิ้นคำพูดของเพื่อน คุณเคเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที ความมึนเมายังคงทำให้ทุกๆอย่างรอบๆตัวหมุนติ้วอยู่ตลอดเวลา เค้าค่อยๆยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น ภายในห้องมืดสลัวประกอบกับความเมาทำให้ยิ่งมองอะไรรอบๆตัวยากเข้าไปอีก ถึงจะเห็นเพียงแค่ลางๆ แต่พอมองออกว่าด้านขวามือคือผ้าม่านสีฟ้า ไล่มาทางซ้ายคือชั้นวางทีวีที่ผุพัง มีเก้าอี้ไม้เก่าๆตั้งอยู่ทางซ้ายของเตียง ภาพความทรงจำเก่าๆผุดออกมาเรี่อยๆ เค้ารู้ได้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเค้า “อย่าเพิ่งวางนะเพื่อน ถือสายรออยู่แบบนี้แหละ ห้ามทิ้งกัน” เค้าพูดกับโทรศัพท์ด้วยเสียงที่หวาดวิตก แล้วค่อยๆกระเถิบตัวลงจากเตียง สายตาคอยจับจ้องอยู่แต่กับประตู มันอยู่ห่างเพียงแค่ไม่กี่ย่างก้าวเท่านั้น แต่จิตใจเค้าร้อนรนดังเช่นคนกำลังจะเดินข้ามภูผาสูงชัน

“ฮิ” เค้าชะงักเท้าดวงตาเบิกโพลงเมื่อเสียงคล้ายหญิงสาวขี้เล่นดังขึ้นข้างๆหู นั่นเท่ากับว่าตอนนี้เจ้าของเสียงกำลังนั่งอยู่ข้างกันนี้เอง ความเย็นเยือกค่อยๆแผ่ออกมาทางต้นเสียง ความมืดมิดเริ่มหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังพอมองเห็นสลัวๆ แต่ตอนนี้แทบมองอะไรไม่ออกเลย รวมถึงภาพของประตูเบื้องหน้าที่มันเริ่มถูกความมืดบดบังเข้าไปทุกที “ฮิฮิ” พอกันที คุณเคปล่อยให้สัญชาตญาณดิบเข้าควบคุมตัวเอง เค้าพุ่งไปทางประตูพร้อมกับเอาหัวไหล่เข้ากระแทกอย่างจัง โดยหวังว่ามันจะดีดเปิดทางให้เค้าหนีออกไป “ครึ่ง!!” แต่เหมือนกับว่าเค้ากระแทกเข้ากับหินผาที่แข็งแกร่ง มันแทบจะไม่สะทกสะท้านต่อแรงที่โหมใส่มัน ประตูไม่ยอมเปิดทางให้เค้าหนีออกไป “ฮิฮิฮิฮิ” เสียงอันน่าสยดสยองดังอยู่ข้างหลัง คอยย้ำเตือนให้รู้ว่าเธอกำลังมองดูอยู่ทุกการกระทำ ไอเย็นขยายวงกว้างขึ้นจนคุณเครู้สึกเย็นวูบวาบขึ้นที่ด้านหลังเค้าคิดว่าให้ตายยังไงก็จะไม่หันกลับไปมองเด็ดขาด แต่ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจคุณเคเรื่อยๆ ในเมื่อประตูไม่ยอมเปิดทางให้ก็หมดทางหนี เค้านั่งคุดคู้เอาหน้าแนบเข้ากับประตูยกสองมือที่ชุ่มเหงื่อขึ้นพนม ปากพึมพำอยู่กับแต่คำว่า “กลัวแล้วๆๆๆ ผมกลัวแล้วๆๆ”“ฮิฮิฮิฮิ” แต่ดูเหมือนเธอจะไม่แยแสต่อคำอ้อนวอน ซ้ำร้ายยังคล้ายกับว่าเธอค่อยๆเข้าใกล้คุณเคเรื่อยๆ ในเมื่อคำอ้อนวอนไม่ได้ผล จึงต้องหันกลับมาพึ่งตัวเอง เค้าเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูอย่างรนรานแล้วกระชากมันเข้ามาอย่างแรง ประตูจึงดีดเปิดออกและไม่รอช้า เค้าถลาตัวออกไปนอกห้องจนล้มกลิ่ง ฝุ่นผงเกาะจับเต็มผิวหนังเพราะเนื้อตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ อีกนิดเดียว อีกแค่เฮือกเดียวก็จะถึงบันไดหนีไฟแล้ว พลันหูก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่าง “อ็อค!..แค๊กๆ..ค็อกๆ!” คล้ายกับเสียงของผู้หญิงที่ถูกรัดคออย่างทุกทรมาน ตามมาด้วยเสียงลากเก้าอี้ “คลืดดดดดด” แต่ครั้งนี้เหมือนว่าคนลากจะจงใจลากมันออกมานอกห้อง คุณเคกระโดดสุดแรงที่เค้ามีอยู่ไปให้ถึงบันไดตรงหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมือของเค้าคว้าเข้ากับราวบันไดเอาไว้ได้แล้ว เตรียมที่จะกระโดดลงไปยังพื้นที่พักบันได จังหวะนั้นเค้าเหลือบตาไปมองยังที่มาของเสียงแค่เพียงพริบตา แต่เป็นแค่ชั่วพริบตาที่เค้าไม่อาจลืมเลือนมันได้
หญิงสาวใส่เสื้อยืดสีขาวกระโปรงสั้นสีดำ กำลังเดินลากเก้าอี้มาทางคุณเคอย่างทุลักทุเล เธอคอพับเอียงจนตั้งหน้าตรงไม่ได้ ลิ้นโผล่ออกมานอกปากยาวเหยียดจนดูน่าสยอง ลูกกะตากลมโตเหลือกถลน สีหน้าที่ช้ำเลือดของเธอเหมือนคนที่แสนจะทุกทรมาน มืออีกข้างหงิกเกร็งจนยับยู่ยี่ “อ็อค!..อุ๊..แค๊กๆ” เสียงอันทรมานทรกรรมที่น่าพรั่นพรึงนี้ยังคงดังออกมาจากปากที่บิดเบี้ยวผิดรูปของเธอ ผมเดินเข้ามายังห้องโถงของอพาร์ทเม้นท์ในเวลาเที่ยงกว่าๆ พบลุง รปภ คนเดิมที่นั่งอยู่ที่เดิมในท่าเดิม “อ่าวหนุ่ม หายหน้าไปเกือบเดือนเลยนะ” แกร้องทักอย่างคนดีใจที่เห็นผม “ผมมาแจ้งออกครับ แล้วเอาเงินค่าซ่อมประตูมาให้ด้วยครับ” ผมพูดกับแกด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม “เฮ้ยย ไอ้ประตูบานเลื่อนนั่นน่ะเหรอ ช่างมันเถอะ เจ้าของหอเค้าไม่ค่อยมาสนใจอะไรกับที่นี่เหรอก นี่ก็เป็นปีแล้วมั้งที่ลุงไม่เห็นหน้าเค้าเลย ว่าแต่ตอนที่หนุ่มกระโดดถีบประตูน่ะไม่รู้สึกเจ็บเท้าเหรอ ลุงคิดแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน” “ตอนนั้นผมไม่รู้สึกตัวเลยจริงๆครับว่าทำอะไรลงไปบ้าง” “พวกหนุ่มสาวกินเหล้าเมาแล้วก็ชอบเป็นกันอย่างเนี๊ย ทำเรื่องไม่มีสติ แล้วหนุ่มติดใจอะไรที่ชั้นเจ็ด เห็นชอบขึ้นไปจัง” มันเป็นคำถามที่เค้าก็ยังเฝ้าถามกับตัวเองอยู่ในทุกๆวัน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น เค้าก็ไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย เค้าไม่รู้ว่าเธอคนนั้นผูกพันกับเค้ายังไงและต้องการอะไร เธอถึงได้ดลให้เค้าต้องมาพบเจอกับเธอ เค้าเชื่ออย่างนั้น เพราะรู้สึกว่ามันจะต้องมีเหตุการณ์ผิดพลาดอะไรบางอย่าง แล้วตัวเค้าจะต้องขึ้นไปจบอยู่ด้านบนนั้นอย่างที่ไม่เคยตั้งใจ เค้าเหลียวกลับขึ้นไปมองบนชั้นเจ็ด ในตอนที่กำลังเดินออกจากบริเวณอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ เมื่อมองดูจากตรงนี้ มันเห็นเป็นเพียงแค่อพาร์ทเม้นท์ธรรมดาทั่วไป แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าด้านบนนั้นเคยเกิดเหตุการณ์สยดสยองขึ้น และเจ้าของเรื่องราวของความสยดสยองยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในความมืดและความหนาวเย็น เพื่อชดใช้กรรมที่ตนเองได้ก่อขึ้นไปอีกนานแสนนาน และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด