หายากและใกล้สูญพันธุ์!! ว่านดอกทอง (รากราคะ) ว่านเสน่ห์มหานิยมที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก

ใครที่มีอยู่โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะว่านชนิดนี้ หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงมาก หรือเพียงแค่ปลูกไว้แล้วได้กลิ่นของดอกโชยมา ก็ชวนให้หลงใหลมัวเมาในกามโลกีย์ได้ ถือเป็นว่านโบราณหายาก และใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว

หากคนที่เคยดูละครเรื่อง นาคี คงจะได้เห็นการพูดถึงเรื่อง “ว่านดอกทอง” หรือ”ว่านราคะ”ซึ่ง ลำเจียก (อุ้ม-ลักขณา วัธนวงส์ศิริ) โดนบริวารของเจ้าแม่นาคีปลอมตัวเป็นคนแก่มาขายดอกไม้ เพื่อต้องการให้ลำเจียกดมแล้วเกิดอาการกำหนัด (หรือเกิดความใคร่) จุดประสงค์ของนางบริวารคือต้องการให้ลำเจียกไปทำลายพรหมจรรย์ของท่านหมออินทร์นั่นเอง วันนี้ทีมงานเพจอีสานวันนี้ จะพาไปรู้จักกับ “ว่านดอกทอง” กันครับ

 

 

ว่านดอกทอง (Elettariopsis) เป็นว่านที่คนโบราณนิยมปลูก และนำมาใช้ประโยชน์ด้านเมตตามหานิยม และมหาเสน่ห์ รวมถึงการนำมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค นอกจากนั้น ยังจัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับสำหรับปลูกตามแปลงจัดสวนหรือปลูกในกระถางเพื่อชมใบ และดอก

ว่านดอกทอง ที่พบในไทยมีจำนวนหลายสายพันธุ์ มักชื่อเรียกท้องถิ่นต่างๆ ได้แก่ ว่านมหาเสน่ห์ (รากราคะ, ว่านรากราคะ), ว่านมหาเสน่ห์ดอกทอง, ว่านดอกทอง, ว่านดอกทองแท้, ว่านดอกทองตัวผู้, ว่านดอกทองตัวเมีย (ว่านดินสอฤาษี), ว่านดอกทองกระเจา เป็นต้น.

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

• ลำต้นเทียม และใบ
ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบที่โอบหุ้มกันแน่นหรืออย่างหลวม ลำต้นเทียมเหนือดินสูงประมาณ 30-150 เซนติเมตร ใบเป็นแบบใบเดี่ยว มี 1-10 ใบ แผ่นใบรูปไข่ รูปทรงรี หรือรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน สีเขียวเข้ม โคนใบสอบเรียวยาวหรือเรียวแหลม ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลมหรือยาวคล้ายหาง ก้านใบยาว

 

• เหง้า และลำต้น
มีเหง้าขนาดเล็ก และยาว เลื้อยทอดขนานใต้ผิวดินเล็กน้อย

 

• ดอก
ช่อดอกแทงออกจากเหง้า มี 2 แบบ คือ ช่อดอกแบบยืดยาว และช่องดอกแบบกระจุก ก้านของช่อดอกมีทั้งแบบสั้น และยาว ใบประดับมีขนาดเล็ก รูปขอบขนานหรือรูปไข่ ใบประดับย่อย รูปไข่หรือรูปใบหอก ดอกมีสีขาวหรือสีเหลือง กลีบเลี้ยงสีขาวหรือสีชมพู โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแยกออกเป็น 3 แฉก รูปรีหรือรูปไข่ กลีบปากรูปไข่กลับ ปลายเว้าเป็น 3 พู พูกลางเป็นสีเหลือง ตรงโคนอาจมีแถบสีแดง 2 แถบ เกสรเพศผู้มีก้านสั้น แต่ถ้าหากเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันสองกลีบข้างอาจมีหรือไม่มี ถ้ามีจะเป็นติ่งเล็กๆ หรือลดรูป รยางค์เกสรเพศผู้มีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจใช้ในการจำแนกชนิด รังไข่มี 3 ช่อง มีออวุลจำนวนมาก

 

• ผล

ผล มีรูปกลมนูน ไม่มีสันหรือรูปรี มีสัน 6-8 สัน

 

การขยายพันธุ์

ว่านดอกทองนั้นจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ ส่วนวิธีการปลูกว่านดอกทอง ควรปลูกวันจันทร์ข้างขึ้น แล้วรดน้ำที่เสกด้วยคาถา นะโมพุทธายะ 3 จบ การปลูกจะใช้กระถางใบเล็กทรงเตี้ยในการปลูก ใส่ดินดำหรือดินทรายผสมกับใบไม้ผุ และรดน้ำให้มาก แต่อย่าให้ดินแฉะ หากใส่ปุ๋ยคอกลงไปด้วยเล็กน้อยจะช่วยทำให้ว่านงอกงามเร็วยิ่งขึ้น เมื่อใบตั้งตรงแข็งแรงแล้วจึงค่อยย้ายมาปลูกในกระถางใหญ่เพื่อจะทำให้หัวว่านมีขนาดใหญ่ขึ้น และควรจัดวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดรำไรพอสมควร

 

สารสำคัญที่พบ

ใบ เหง้า และราก พบน้ำมันระเหยง่ายที่มีองค์ประกอบเป็นสารระเหยทั้งหมด 28 ชนิด โดยมีองค์ประกอบหลักเป็น geraniol (71.6%) ส่วนการศึกษาในเหง้าและรากพบน้ำมันระเหยง่ายในที่มีองค์ประกอบหลักเป็นสาร alpha-pinine (5.4%), camphene (28.6%), fenchyl acetate (8.6%), alpha-phellanderene (8.4%)
ประโยชน์ของว่านดอกทอง

1. ใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม เสน่ห์เจ้าชู้ คนหนุ่มในสมัยโบราณนิยมเสาะแสวงดอกหามาเก็บสะสมไว้ใช้หุงกับน้ำมันจันทน์พร้อมทั้งเนื้อว่าน หรือนำมาใช้บดรวมกันสีผึ้งทาปาก ใช้น้ำมันทาตัว เมื่อถึงคราวจะไปพบหญิงสาว สตรีคนใดที่ต่อคารมด้วยเมื่อได้กลิ่นว่านในน้ำมันหรือสีผึ้ง ก็มักจะใจอ่อนคล้อยตามโดยง่าย และนับว่าเป็นว่านเสน่ห์มหานิยมที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก

2. สำหรับสตรี หากนำหัวว่าน ใบ และต้นว่านดอกทอง มาใส่ไว้ในโอ่งน้ำหรือในบ่อน้ำ แล้วรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงมาก จึงเป็นที่มาของชื่อว่า “ว่านดอกทอง” นั่นเอง หรือเพียงแค่ปลูกไว้แล้วได้กลิ่นของดอกโชยมา ก็ชวนให้หลงใหลมัวเมาในกามโลกีย์ได้แล้ว จึงมีความเชื่อต้องเด็ดดอกทิ้งเสีย

3. ใช้เป็นเมตตามหานิยม ด้วยเชื่อว่าหากร้านค้าขายใดมีว่านดอกทองตัวเมียปลูกไว้หน้าร้าน จะช่วยทำให้ค้าขายดี มีลูกค้าเข้าออกร้านไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานบันเทิงต่าง ๆ ร้านจำหน่ายเหล้า เบียร์ หากมีไว้จะดีมาก

4. ด้วยเป็นว่านเมตตามหานิยม จึงมีการนำมาใช้ในทางค้าขาย การเจรจาตกลง ช่วยทำให้ประสบผลสำเร็จได้โดยง่าย โดยใช้หัวว่านนำมาโขลกให้ละเอียดผสมกับสีผึ้งนำมาใช้ทาปากก่อนจะออกไปพบปะเจรจา

5. มีความเชื่อว่าการปลูกว่านมหาเสน่ห์นี้ หากปลูกไว้ในบ้านจะเป็นสิริมงคลแก่บ้านเรือน เพื่อนบ้านรักใคร่ แต่บางตำราก็ระบุว่าไม่ควรปลูกว่านชนิดนี้ไว้ในบ้าน ด้วยเชื่อว่ามันอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการผิดลูกผิดเมียของคนในครอบครัวได้ เพราะคนไทยสมัยก่อนนั้นจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

6. ด้านอาหาร ใบปุดสิงห์ (E. slahmong C.K. Lim) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน มีกลิ่นคล้ายกับแมงดา ชาวบ้านภาคใต้ใช้ปรุงแต่งอาหาร เช่น ใช้ตัดกลิ่นคาวปลา ทำให้อาการมีกลิ่นหอมคล้าญแมงดา นอกจากนั้น หน่ออ่อน และดอก ยังใช้รับประทานเป็นผักลวกหรือสดจิ้มน้ำพริกหรือน้ำบูดูได้

7. ด้านสมุนไพร ชาวบ้านมุสลิมทางภาคใต้ใช้ปุดสิงห์ (E. slahmong C.K. Lim) และใบของ E. exserta (Scort.) Baker ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกัน เป็นยาบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ขับเหงื่อ และเจริญอาหาร

 

 

ว่านดอกทอง ใกล้สูญพันธุ์ พบได้ไม่กี่ที่ในไทย

ว่านดอกทอง ในปัจจุบันนี้จัดเป็นว่านโบราณหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ผู้รู้จักและครอบครองมักไม่เปิดเผย เพราะเกรงว่าจะมีผู้นำไปใช้ในทางไม่ดี โดยสามารถพบว่านชนิดนี้ได้ในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ลำปาง ตาก และล่าสุดมีผู้พบเห็นที่จังหวัดจันทบุรี รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ส่วนที่พบในภาคใต้ของไทยจะเป็นอีกสายพันธุ์ในตระกูลเดียวกัน

 

 

ย้ำอีกครั้ง ! ใครที่มีอยู่โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะว่านชนิดนี้ หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงมากโดยเฉพาะสตรีเพศ หรือเพียงแค่ปลูกไว้แล้วได้กลิ่นของดอกโชยมา ก็ชวนให้หลงใหลมัวเมาในกามโลกีย์ได้ ถือเป็นว่านโบราณหายาก และใกล้จะสูญพันธุ์แล้วครับ

Leave a Comment

(0 Comments)

Your email address will not be published.