‘ ฉันไว้ใจเธอ’ คำนี้ยังก้องอยู่ในใจ อดีตผอ.รพ.น่าน เล่าพระราชดำรัสในหลวง ร.9

แม้จะผ่านมานานกว่า 50 ปี แต่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ ของอดีต ผอ.รพ.น่าน อย่างไม่มีวันลืม เมื่อครั้งท่านเสด็จทรงงานที่จังหวัดน่าน คุณหมอบุญยงค์ได้ทรงถวายงานและเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รับรู้ถึงพระเมตตาของท่าน นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร วัย 83 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เล่าถึงความภูมิใจที่ได้เคยถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่มีต่อพสกนิกรชาวน่าน ทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน 240,000บาทเพื่อสร้างตึกผู้ป่วยขนาด 24 เตียง 1 หลัง สำหรับรองรับ ทหาร ตำรวจ พลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบเป็นการเฉพาะ และทรงพระราชทานนามตึกหลังนี้ว่า ‘พิทักษ์ไทย’อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เล่าย้อนไปเมื่อปีพ.ศ. 2510 ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมทหารที่กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้าที่อ.เชียงกลาง และมีนายทหารเข้ามากราบบังคมทูลว่า มีนายทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสนำตัวออกจากแนวหน้าไม่ได้ พระองค์เสด็จประทับบนเฮลิคอปเตอร์ พร้อมสมเด็จพระราชินี และนายทหารคุ้มกัน ไปรับตัวนายทหารที่บาดเจ็บออกมา เดิมจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎแต่อาการหนักมาไปไม่ไหวต้องมารักษาที่โรงพยาบาลน่านก่อน หมอและพยาบาลทำการรักษาก็ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ หลังเสด็จพระราชดำเนินกลับได้ให้พลเรือเอกหม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองครักษ์นำหนังสือแจ้งว่า ทรงพอพระราชหฤทัยกับการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน และมีพระประสงค์ที่จะสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ และความต้องการอื่นๆ ซึ่งในครั้งนั้นก็ได้กราบบังคมทูลฯไปว่าขาดแคลน ทั้งเครื่องมือแพทย์ และทุนทรัพย์ขยายอาคารเพื่อรับผู้บาดเจ็บ
จากนั้นก็ทรงเสด็จมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากการสู้รบที่รพ.น่านอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2511 และได้โปรดเกล้าพระราชทานเครื่องเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ เครื่องดูดเลือดและน้ำจากปอด เครื่องรมยาสลบ และเงินจำนวน 240,000 บาท เพื่อขยายอาคารรับผู้ป่วยยังความปลาบปลื้มแก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคน แต่ที่เหนืออื่นใด เมื่อพระองค์ท่านพระราชทานสิ่งของให้แล้วก็ตรัสว่า ‘เงินที่ขอไปนั้น ฉันนำมามอบให้แล้ว ขอให้หมอดำเนินการก่อสร้างเองนะ ไม่ต้องผ่านราชการ ฉันไว้ใจเธอ’ นพ.บุญยงค์ เล่าต่อว่า คำที่ในหลวงตรัส ‘ฉันไว้ใจเธอ’ ได้ฟังแล้วในเวลานั้นรู้สึกตื้ นตันปลื้มปีติ และไม่อาจบิดพลิ้วต่อการทำงานต่างๆ มากมาย และพระองค์รับสั่งอีกว่า “สร้างเสร็จแล้วให้บอกด้วยนะฉันจะมาเปิด”นพ.บุญยงค์ กล่าวต่อว่า ได้ขอพระราชทานเงินจำนวนสองแสนสี่หมื่นบาทเพื่อใช้ต่อเติมอาคารไม้รองรับผู้ป่วยได้อีก 20-25 คน เอาแค่พอใช้ไม่ได้คิดว่าจะทาสีด้วยซ้ำไป แต่พอพระองค์ท่านตรัสว่าจะมาเปิด เวลานั้นนึกไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไร แต่ปัญหาทั้งมวลก็ลุล่วงไปด้วย ความช่วยเหลือของคนไข้รายหนึ่งที่เคยดูแลได้พาลูกชายมาด้วยชือ นายทองจุล สิงหกุล ผอ.กรมโยธาธิการในขณะนั้นได้มาช่วยเหลือเรื่องแบบ หาช่างรับเหมามาทำให้อย่างดีเพราะยิ่งรู้ว่าเป็นเงินพระราชทาน ผู้รับเหมาถึงขนาดเข้ามาควบคุมดูแลการก่อสร้างเองเป็นอย่างดีระหว่างการดำเนินการก่อสร้างก็ได้รับพระราชทานนามอาคารใหม่ว่า “พิทักษ์ไทย”กระทั่งในปีถัดมา วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2512 อาคารใหม่สร้างเสร็จแล้ว เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่จังหวัดน่านได้กราบบังคมทูลฯเชิญมาเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคารศาลากลางจังหวัด และอาคารโรงเรียนราชานุบาล จังหวัดได้ถามว่าจะกราบบังคมทูลฯเชิญเพื่อทรงเปิดอาคารตึกพิทักษ์ไทยด้วยหรือไม่ก็เห็นว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จถึงสองแห่งแล้วก็บอกไปว่าคงไม่ต้องกระมังแจ้งทางจังหวัดไปอย่างนั้นปรากฏว่า ม.ล.ปีย์ มาลากุล กรมวังผู้ใหญ่มาบอกว่า คุณหมอ ในหลวงรับสั่งกับผมว่า“แล้วตึกฉันล่ะจะไม่ให้ฉันเปิดหรือ”ผมได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจเราไม่ได้เตรียมอะไรเลย ท่านก็แนะนำว่าไม่ต้องเตรียมอะไร ให้หาป้าย และพรมมาผืนหนึ่ง เพราะท่านจะประทับยืนทรงพระสุหร่าย หาสมุดมาเล่มหนึ่งสำหรับทรงลงพระนามปรมาภิไธย ส่วนอื่นๆจะจัดมาจากกรุงเทพมหานครซึ่งก็จัดเตรียมตามคำแนะนำทุกอย่างเพียงชั่วโมงเดียว ลงทุน 35 บาท ซึ้อสมุด 1 เล่ม ครั้นเสร็จพิธียังทรงพระราชทานเงินอีก 5 หมื่นบาท เพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆ
น.พ.บุญยงค์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า พระราชดำรัสของพระองค์ มีความหมายกับชีวิตทั้งชีวิต ยิ่งถ้อยพระราชดำรัสว่า “ฉันไว้ใจเธอ” ก็ยิ่งทวีความหมาย “ทุกวันนี้พระสุรเสียงของพระองค์ยังดังก้องอยู่ไม่ มีวันลืม และจะจดจำตราบชั่วชีวิตจะหาไม่สำหรับนพ.บุญยงค์ใช้ชีวิตราชการที่น่านต่อเนื่องจากปี 2507 จนถึงปี 2537 เป็นนายแพทย์ที่ปฏิเสธความก้าวหน้าบนเส้นทางวิชาชีพ และการเมือง ปัจจุบันยังทำงานในฐานะที่ปรึ กษา รพ.น่าน ตลอด ระยะเวลา 51 ปีที่อยู่เมืองน่าน นายแพทย์บุญยงค์ จึงกลายเป็นผู้อาวุโสที่คนน่านทุกระดับยอมรับนับถือ เป็นผู้ที่ให้แนวคิด แนวทางพัฒนา แก้ไขปัญหาให้กับหลายองค์กร