โรงเรียนไม้เล็ก ๆ ย่านสุขุมวิท มีคนเสนอซื้อพันล้านก็ไม่ขาย เพราะอนาคตเด็กสำคัญกว่า

ในย่านสุขุมวิทใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ความเจริญเข้ามาแทรกซึ่มเต็มรูปแบบ ย่านแห่งธุรกิจของประเทศ แต่น้อยคนที่จะรู้จัก โรงเรียนแห่งหนึ่ง อาคารทำด้วยไม้ ที่มีนโยบาย รับนักเรียนเข้าเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พูดง่าย ๆ ว่ายากจนนั่นเอง โรงเรียนแห่งนี้ เก็บค่าเล่าเรียนเทอมละ 1,702 บาท สำหรับชั้นประถม และ 1,317.50 บาท สำหรับชั้นมัธยมปีที่ 1- 3 เท่านั้น ซึ่งถือว่า น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับทำเลที่ตั้งและย่านที่มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้น ๆ ประเทศ รวมถึงเปรียบเทียบกับโรงเรียนทั่วไป โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก มีพื้นที่ไม่ถึง 3 ไร่ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2489 ย้อนกลับไปเมื่อ 74 ปีที่แล้ว หม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา มองเห็นว่า ลูกหลานชาวบ้านแถว ๆ นั้น ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนหรือศึกษาขั้นพื้นฐานเลย อีกด้วยการเรียนสมัยนั้นต้องใช้เงินเป็นปัจจัยหลัก จึงได้คิดจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา เพื่อให้โอกาสแก่เด็ก ๆ ที่สนใจเรียนหนังสือแต่ขาดแคลนเงินและขาดโอกาส

ตอนสร้างโรงเรียน อาคารเรียนหลังแรก เป็นเพียงอาคารเล็ก ๆ หลังหามุงจาก สร้างขึ้นง่าย ๆ เพื่อกันแดดกันฝนเท่านั้น นักเรียนตอนนั้นมีเพียง 8 คน หม่อมผิวเองท่านทำหน้าที่เป็นทั้งครูผู้สอนและเป็นครูใหญ่ด้วย ในช่วงแรกโรงเรียนเองไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนแม้แต่บาทเดียว แต่เมื่อนานไป ก็มีการเก็บค่าบำรุงการศึกษาตามสมควรแต่ไม่เยอะมาก ครูใหญ่เองในหลาย ๆ ครั้ง พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเงิน ก็อนุญาตให้ค้างค่าเล่าเรียนได้ เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ พูดง่าย ๆ ว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเพื่อสังคมก็คงไม่ผิดนัก

โรงเรียนวรรณวิทย์ ผู้ก่อตั้งคนแรกคือ หม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ท่านรับหน้าที่เป็นครูผู้สอนและครูใหญ่ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 20 มิ.ย. 2489 จนถึง 26 เม.ย. 2497 ต่อมาจึงมอบตำแหน่งให้แก่ หม่อมราชวงศ์รุจีสมร สุขสวัสดิ์ อายุ 99 ปี ลูกสาวคนสุดท้องของหม่อมผิว รับหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนวรรณวิทย์ ปัจจุบันมีครูทั้งหมด 43 คน ส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าที่จบการศึกษาไปแล้ว ไปเล่าเรียนต่อจนจบและกลับมาเป็นครู ตอบแทนโรงเรียนและครูใหญ่ เรียกได้ว่า เมื่อได้รับโอกาส เมื่อถึงเวลาก็ส่งต่อโอกาสให้แก่เด็ก ๆ รุ่นใหม่ต่อไป ส่วนนักเรียนปัจจุบันมีประมาณ 500 คน และค่าเทอมเก็บเพียง 1,600 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมาก ๆ ครูใหญ่รุจีสมร เล่าให้ฟังว่า “ก็เมื่อก่อนนี้มันเป็นบ้านคน เด็กไม่มีที่จะเรียน ก็ถือว่าช่วยเด็ก ปลูกเป็นหลังคาจาก แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้อง เพราะว่าแม่ท่านเขียนเรื่องได้เงินเยอะ ท่านเขียนลงหนังสือเดลิเมล์ เขียนหนังสือขายด้วย เก็บเงินซื้อที่ดินทีละแปลงสองแปลง มาเป็นโรงเรียนได้ถึงวันนี้ก็ฝีมือท่านทั้งนั้นแหละ”

หม่อมราชวงศ์รุจีสมร สุขสวัสดิ์ แม้ท่านจะอายุถึง 99 ปีแล้ว แต่เดินยังเดินทางมาโรงเรียนทุกวัน สุขภาพท่านยังแข็งแรงเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน ท่านเองชอบแทนตัวเองว่า “ยาย” ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดี มีรอยยิ้มและเสีียงหัวเราะอยู่เสมอ ทำให้นักเรียน ครูผู้สอน เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านก็เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ท่านเป็นที่รักของคนในโรงเรียนและผู้ที่พบเห็นเสมอ สำหรับแฟนนวนิยายนิยายรุ่นเก่าๆ จะรู้จักหม่อมผิวในชื่อ “วรรณสิริ” อันเป็นนามปากกาที่ท่านใช้ในการประพันธ์นวนิยายหลายๆ เรื่อง แต่ที่ดังที่สุดก็เห็นจะเป็น นางทาสและวนิดา แม้จะประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องอย่างหนักมาหลายปี เงินทุนที่มาจากนวนิยายเรื่อง วนิดา นั่นแหละ ที่นำมาหมุนต่อลมหายใจให้แก่โรงเรียนแห่งนี้ ครูใหญ่รุจีสมร เล่าให้ฟังว่า “วนิดาทำเงินให้ท่านเยอะเลย แต่เราเอามาใช้จ่ายหมดแล้ว ปกติค่าใช้จ่ายในโรงเรียนก็มาจากค่าเล่าเรียน แต่ทีนี้นักเรียนน้อยลง มันก็ไม่พอ เราก็ต้องเบิกมา แต่ว่ามันหมดไปแล้ว วนิดาทำเงินเป็นล้านเลย เขาเอาไปพิมพ์เป็นเล่มบ้าง ทำละครบ้าง”

ครูใหญ่รุจีสมร เล่าต่อว่า “แม่ท่านอุตส่าห์เขียนหนังสือ ค่อยๆ เก็บเงิน ซื้อที่ทำโรงเรียน อยากให้เด็กมีที่เรียน ถึงผู้ปกครองไม่ค่อยมีเงิน แต่เราต้องให้เด็กมีที่เรียนถ้าเราอยากให้เด็กได้ดี แต่ว่าเด็กที่นี่ดีนะ เขาจบไปแล้ว ก็ยังกลับมาหาโรงเรียนอยู่ เขาไม่ลืม แวะมาเยี่ยมเรื่อยๆ” ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ค่าเทอมเท่านั้น ยังรวมถึงค่าข้าวอาหารกลางวัน ซึ่งคิดในราคา 20 บาทเท่านั้น แต่ค่าครองชีพในโรงเรียนแห่งนี้ถูกคิดคำนวณมาแล้วว่าต้องอยู่ในอัตราที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักเรียนโรงเรียนวรรณวิทย์จึงซื้อข้าวกลางวันได้ในราคาเพียงจานละ 20 บาทเท่านั้น ส่วนค่าเช่าขายของในโรงอาหารก็วันละ 300 บาทเท่านั้น ถือว่าถูกมาก ๆ เพราะในการทำอาหารต้องใช้น้ำใช้ไฟ ซึ่งน้ำถือเป็นปัจจัยหลักเลย ค่าน้ำแพงมาก ๆ แต่ถึงจะแพงก็เก็บค่าเช่าแพงขึ้นไม่ได้ เพราะจะตกเป็นภาระของเด็กหากค่าอาหารเพิ่มขึ้นซึ่ง 20 บาทถือว่าเหมาะสมดีแล้ว

โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้คือ เลือกใช้ตามความจำเป็น ภายใต้ข้อจำกัดที่มี โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเสียงออดไฟฟ้า เวลาเปลี่ยนคาบเรียน จะใช้การเคาะระฆังเอา ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน สิ่งที่ทันสมัยที่สุดของที่นี่ คือระบบเสียงตามสายและไมโครโฟน สื่อการเรียนการสอนยังใช้ กระดานดำกับชอล์กเท่านั้น ครูใหญ่รุจีสมร เล่าให้ฟังว่า “ครูที่นี่อยู่กันมานานแล้ว รองครูใหญ่ก็อายุตั้ง 81 เป็นครูกันมาตั้งกี่สิบปีแล้ว อยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ ส่วนครูเด็กๆ ก็จะเป็นเด็กที่จบไปจากที่นี่ ครูอาวุโสมีประมาณครึ่งนึง ที่อายุเกิน 60 ขึ้นไปจะเยอะหน่อย มีมากกว่าครูสาวๆ ก็แล้วกัน สอนกันวันละ 4 คาบ 5 คาบ พวกเรารักโรงเรียน รักวรรณวิทย์ ก็ต้องสู้ เราเกิดมาเป็นคนต้องสู้” ครูใหญ่เน้นว่าแม้คุณครูที่นี่จะมีอายุมาก แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการมาสอนหนังสือ ที่สำคัญอยู่ที่ “หัวใจ” ต่างหาก เพราะถ้าไม่มีใจรัก ก็จะไม่สามารถให้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ดีๆ ให้กับเด็กได้ ครูใหญ่กล่าวเพิ่มเติมว่า “สอนเด็ก ต้องเป็นกันเองกับเด็ก ให้วิชาเต็มที่ อย่าเช้าชามเย็นชาม ทำหน้าที่ของตัวให้สมบูรณ์ เด็กก็จะรัก เพราะเด็กเขารู้ คนไหนดีหรือไม่ดี เพราะเขาฉลาด”


ครูใหญ่บอกเล่าเรื่องราวของโรงเรียนต่อว่า แม้โรงเรียนเองจะประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด และเงินสำรองจากบทประพันธ์ วนิดา ก็ถูกนำมาใช้ในกิจการของโรงเรียนจนหมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว ท่านบอกว่ามีข้อเสนอเข้ามามากมาย เกี่ยวกับการขอซื้อที่ดินของโรงเรียนบริเวณนี้ แม้จะไม่กว้างแต่เป็นแหล่งใจกลาง เป็นทำเลทองของนักลงทุนเลยทีเดียว มูลค่าที่ดินของที่นี่มีราคานับพันล้านบาท ครูใหญ่เล่าต่อว่า “ใครมาซื้อก็ไม่ขาย จะขายทำไม มีเด็กๆ เรียนอยู่ บางคนเขายังไม่ได้บอกว่าจะซื้อเท่าไร ไม่ได้สนใจเพราะไม่ขายอยู่แล้ว ก็นี่โรงเรียนของใครล่ะ โรงเรียนของเรา ที่ดินของแม่เรา นักเรียนของเรา อนาคตของเด็กอยู่ตรงนี้ มันประเมินค่าไม่ได้หรอก”


ครูให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า “เงิน” อาจซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้นโรงเรียนวรรณวิทย์และอุดมการณ์ของครูผู้เสียสละ ถึงแม้จะประสบปัญหาขาดทุน ไม่มีเงินหมุนในโรงเรียนแต่ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจที่อยากให้เด็กด้อยโอกาสทุกคนมีที่เรียนหนังสือ ทุกคนต้องได้เรียนหนังสือ ต้องได้โอกาสที่ดี แม้เราเองจะมีปัญหาก็ค่อย ๆ แก้กันไป ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่เราก็จะสู้ไปด้วยกัน ครูใหญ่กล่าวทิ้งท้าย ต้องบอกเลยว่าขอแสดงความนับถือการทำหน้าที่ของครูใหญ่ที่ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ บุคคลากรรวมถึงครูใหญ่คนปัจจุบัน