บิ๊กตู่ บอกปัญหาเหมืองทอง เป็นของรัฐบาลชุดก่อน ไม่เกี่ยวกับตน ตนมาแก้ปัญหาให้

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นอยู่หลายปีแล้วเกี่ยวกับเหมืองทองอัครา ที่ฟ้องรัฐบาลคสช. ที่ใช้มาตรา 44 ปิดเหมือง อย่างล่าสุดก็มีการใช้งบภาษีประชาชนเพื่อสู้คดี ถึง ร้อยกว่าล้าน และสู้มา 3 ปีใช้เงินภาษีไปกว่า สี่ร้อยล้านบาท ล่าสุดนายกเคลื่อนไหวแล้ว โดยเปิดเผยผ่าน นักข่าวสายทหาร คุณวาสนา นาน่วม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ “บิ๊กตู่” แจง ปัญหาเหมืองทองอัครา ไม่ใช่ผม เป็นคนทำ เพราะผมเป็นคนเข้ามาหยุดปัญหา การกระทำความผิดและหยุดความเดือดร้อนของประชาชน ย้ำทำทุกอย่างเพื่อประชาขน. ปมพูด ผมจะรับผิดชอบเอง เป็นคนละประเด็น อย่าไปโยงกับตอน นายกฯคสช. เป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่
ตอนนี้เป็น รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว รัฐก็ต้องแก้ไขปัญหานี้ต่อ ยัน มาเป็นนายกฯ ไม่เคยทำเพื่อตนเองพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการต่อสู้คดีเมืองทอง อัครา ว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนที่พรรคเพื่อไทย ออกมาจี้ว่า ตนเองเคยพูดว่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้ นั้น “เป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกัน” พร้อมขอให้ย้อนกลับไปดูว่าปัญหาเกิดจาก ขอร้องเรียนของประชาชนเรื่องสุขภาพและรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยแก้ไข กระทั่งรัฐบาลนี้ต้องเข้ามาแก้ไข ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ โดยที่ผ่านมามีการเจรจามาโดยตลอด มีทั้งการทำผิดและทำถูกกฎหมาย ทั้ง2 ฝั่ง แต่ไม่ใช่ตนเองเป็นคนทำเพราะตนเองเป็นคนเข้ามาหยุดปัญหา การกระทำความผิดและหยุดความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนที่ก่อนหน้านี้มีการถูกเถียงเรื่องการใช้อำนาจออกคำสั่งยุติการทำเหมือง เพราะมองว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่านั่นเป็นเรื่องของเมื่อก่อน

“แต่ตอนนี้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง ยืนวันว่าต้องแก้ไขปัญหาทั้งหมดเหมือนตอนที่แก้ไขปัญหาคดีคลองด่าน เพราะคือหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแต่หากมีการนำปัญหาทั้งหมดมาพันกัน ก็คงไม่ทำต้องทำอะไรของเก่าก็ไม่ต้องแกะของใหม่ก็ทำไม่ได้ แล้วประเทศจะไปอย่างไร พร้อมถามว่าอยากอยู่ในประเทศที่มีแต่ความวุ่นวายต่อไปใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่าในเวทีสหประชาชาติต่างประเทศ มีแต่ชื่นชมไทยเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19 แต่ หากยังใช้วิธีนี้ต่อไปแล้วเศรษฐกิจแย่. รัฐบาลก็โดนต่อว่าอีก จึงต้องหาวิธีการให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ย้ำว่ารัฐบาลกลัวว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดและสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า แต่ยืนยันว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรับฟังเสียงทั้งสองฝ่าย เพราะไม่สามารถเห็นตรงกันได้ทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาสำคัญคือโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ยังสามารถติดตามตัวได้ แต่ในทวิตเตอร์ สามารถตามตัวได้ยาก เมื่อมีการสั่งปิดก็สร้างแอคเค้าใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งกว่าจะปิดต้องใช้เวลานาน เพราะต้องรอคำสั่งศาล ฯ ไม่เคยใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเมื่อถาม ว่าในช่วงนี้ อ่อนไหวกับปัญหาที่เข้ามาบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะหวั่นไหวอะไร เพราะตัวเองเตรียมใจตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาแล้วว่าจะเจออะไรบ้างและย้ำว่าทุกอย่างที่ทำมา เพื่อประชาชนทั้งนั้น ตนไม่เคยได้อะไรจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเลย “ผมยืนยัน ขอให้เชื่อมั่นผมเถอะ”

พออ่านเสร็จถึงกับร้องเป็นภาษาบาลีกันเลยทีเดียว และก็คงไม่มีอะไรจะวิจารณ์ คนแบบนี้ที่หลายคนเรียกว่า ชายชาติทหาร กล้าทำต้องกล้ารับ มันใช้ไม่ได้แล้วในยุคสมัยนี้ หรืออาจจะใช้ได้กับแค่บางคน แต่สำหรับคน ๆ นี้บอกได้เลย พริ้วไหวเหมือนปลาไหลเดือน 5 น้ำโคลนกำลังดี มุดได้ทุกที่ในที่นา ประชาชนอย่างเรา ๆ ก็คง ทำได้แค่เพียงรอเวลาเท่านั้น เรื่องนี้ก็คงใช้เงินสู้คดีกันอีกนาน และมีแต่คำว่าแพ้กับแพ้ เสียเงินเสียเวลา เสียโอกาสสุด ๆ