ประเด็นร้อน

9 วิธีกำจัดผ้าเหลืองง่ายๆให้เป็นผ้าขาว ด้วยวัตถุดิบในบ้าน ประหยัดสุดๆ!

แน่นอนว่ามีแม่บ้านหลายคนนั้นกังวลไม่น้อยกับคาบเหลืองที่ติดตามอยู่บรเสื้อนักเรียนของลูก หรือเสื่อทำงานของคนในบ้านใช่ไหมละคะ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะใส่เสื้อผ้าสีขาวที่มีคาบเหลืองเหลืองกันหรอกค่ะ ฉะนั้นคนเป็นแม่บ้านก็ไม่อยากจะทำอย่างนั้นเช่นกันฉะนั้นวันนี้ทางทีมงานก็มี 9 วิธีง่ายง่ายที่สามารถทำให้ผ้าของเรานั้น ขาวสะอาดกัน มีอะไรบ้างนั้นไปดูกัน น้ำส้มสายชู แน่นอนว่าน้ำส้มสายชูก็สามารถนำมาขัดจัดคาบเรื่องได้โดยหลังจากที่ซักเสร็จแล้วก็ให้นำเสื้อมาซักหน่อยน้ำส้มสายชูโดยผสมน้ำส้มสายชูไว้กะบน้ำเผล่าประมาณ1 ถ้วยตวง สารฟอกขาว เอาสารฟอกขาวชนิด คลอรีน บลีชมาผสมกับน้ำเปล่า แล้วก็แช่ผ้าขาวทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนไปซักอีกครั้งหนึ่ง ไฮโดรเจนเปอร์ โดยการนำเอาไฮโดรเจนเปอร์ สองส่วนมาผสมกับน้ำยาล้างจานหนึ่งส่วนเทลงไปบนคราบ จากนั้นก็ขยี้จนกว่าคราบจะหาย น้ำมะนาว โดยการผสมน้ำมะนาว ประมาณ 1 ต่อ 2 ถ้วยควงลงไปในน้ำผงซักฟอก แล้วก็เอาเสื้อมาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงและนำไปซักอีกครั้ง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์กับเบกกิ้งโซดา เอาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ประมาณ 1 ต่อ 2 ถ้วยตวง และ เบกกิ้งโซดา มาผสมในน้ำเปล่าจากนั้นก็นำน้ำนั้นมาซักผ้า กรดซาลิก หากผ้าไปเลอะสนิมให้นำกรดซาลิกประมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำอุ่น แล้ว เทลงบนคราบจากนั้นก็ขยี้ๆ เบกกิ้งโซดา โดยการเอาเบกกิ้งโซดา 1 ต่อ

การเลี้ยงปลาซิวในบ่อพลาสติกทำได้ง่ายๆเลี้ยงก็ง่ายแถมได้ราคาดี!

แน่นอนว่าปลาซิวนั้น หรือเป็นของโปรดรักใครแล้วหลายคนเพราะว่ามันสามารถกินได้ทั้งเนื้อทั้งก้างไม่ต้องมานั่งแยกกางให้ติดคอ ซึ่งบอกเลยว่าปลาซิว เธอเป็นปลาเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่ชาวกิจเกษตรกรสามารถนำไปสร้างรายได้และขายได้ราคาดีซึ่งมีไม่น้อยที่หลายคนนั้นจะประกอบอาชีพนี้โดยปลาซิวนั้น สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารและของทานเล่นได้หลายอย่างและคนนั้นก็ชอบทานกันซึ่งวันนี้ทำทีมงานจะแนะนำวิธีการเลี้ยงปลาซิวมาฝากกันค่ะ ขั้นตอนการเลี้ยงปลา ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจัดการ จัดเตรียมบ่อ เลี้ยงขนาด2x4เมตร ลึก1 เมตร ขั้นตอนที่ 2 และทำการเปิดน้ำเข้าไปในบ่อประมาณ 80 เซนติเมตรแล้วจะเอาทรกล้วยลงไปแช่น้ำเพื่อดูดซับกลิ้นปูนหรืสารเคมีในพลาสติก ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำปลาซิวมาลงบ่อ ประมาณ 10กิโล ขั้นตอนที่ 4 ให้อาหารเป็นรำอ่อนวันละ1ครั้ง ขั้นตอนที่ 5 ทำการระบบถ่ายน้ำโดยการเปิดก๊อกใส่บ่อน้ำและนำหมูเขียวกันไว้มาให้ปาดูออกจากบ่อหรือตามท่อซึ่งจะต้องทำการถ่ายน้ำปีละหนึ่งครั้ง ขั้นตอนที่ 6 ปรับปรุงสภาพน้ำโดยการใส่น้ำหมักฮอร์โมนแม่หนึ่งต่อสองลิตรต่อเดือน ขั้นตอนที่ 7 อาหารเสริมของปลานั้นเราก็นำปลวกมาสับให้ละเอียดให้ปลากินเพื่อเป็นการเพิ่มโปรตีน ขั้นตอนที่ 8 เมื่อเลี้ยงไว้ได้ประมาณสองสามเดือนก็สามารถกลับมาขายได้โดยจำหน่ายในราคากิโลละ 100 บาท แถมให้นิดนี่คือสูตรน้ำหมักฮอร์โมนแม่ซึ่งสามารถทำเองได้ง่ายซึ่งน้ำหมักนี้สามารถไปปรับปรุงสภาพน้ำได้ ด้วยส่วนผสมนั้นมี -ยอดผักบุ้ง -กากน้ำตาล -ฟอสเฟต -รำ -เกลือ -หัวเชื้อ -น้ำ วิธีทำ ขั้นตอนที่ 1 นำผักมาสับให้ละเอียด ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาคุกเข่าให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 วันก็สามารถนำไปใช้ได้ วิธีใช้ ซึ่งนอกจากจะนำไปปรับสภาพน้ำได้แล้วยังสามารถนำไปฉีดพ่นหรือร้านลงดินเพื่อบำรุงพืชสวนครัวได้และยังช่วยให้พืชผลนั้นมีลำต้นที่แข็งแรงอีกด้วย เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคเรานำมาเสนอกันดีวันนี้บอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งหากใครนั้นสนใจที่จะเลี้ยงปลาซิวก็ลองศึกษาข้อมูลดูนะคะบอกเลยว่าทำได้ไม่ยากเพียงแค่มีเนื้อที่และมีเวลาเลี้ยงแค่นั้นเองสามารถเลี้ยงเป็นรายได้เสริมก็ยังได้เลยค่ะ

เพาะเห็ดฟางในถังพลาสติก ทำได้ง่ายไม่ยากแถมลงทุนน้อย! รายได้ดี!

แน่นอนว่าหลายคนก็อยากจะปลูกเห็ดไว้กินกันที่บ้านใช่ไหม เพราะเหตุนั้นเป็นพื้นที่ทานอร่อยและเด็กเด็กก็ทานได้ผู้ใหญ่ก็ทานดี แน่นอนว่าการปลูกเห็ดนั้นจะต้องมีโรงเรือนแต่ความจริงแล้วไม่ต้องดีก็ได้ค่ะเพราะวันนี้ ทางทีมงานได้นำทริปเทคนิคการปลูกเห็ดแบบไม่ต้องใช้โรงเรือนบอกเลยว่าแค่นี้คุณก็จะมีเหตุที่ปลอดสารพิษไว้กินกันในครอบครัวและสามารถนำไปจำหน่ายได้ในโดยการเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วยโดยเหตุที่เราแนะนำให้ปลูกกันนั้นก็คือเห็ดฟาง ซึ่งแม้ว่าเห็ดฟางนั้นใครหลายคนบอกว่าเป็นพืชที่โตยากดูแลยากแต่บอกเลยว่าวันนี้เราจะนำเทคนิคที่เพาะเห็ดฟางได้ผลดีและดูแลง่ายมาฝากซึ่งมีสูตรอย่างไรนั้นตามกันมาเลยค่ะ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ -ถังพลาสติก -เชื้อเห็ด -ฟางข้าว -ตะแกรง -ผักที่ใช้เป็นอาหารเห็ด วิธีปลูกเห็ดฟางแบบง่ายๆ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำถังพลาสติกโดยเฉพาะให้เป็นทางสีดำเพราะว่าสามารถดูดซึมความร้อนได้เป็นอย่างดีโดยการทำเอาถังนั้นมาเจาะรูประมาณสี่ห้ารู เพื่อให้รูนั้นช่วยในเรื่องของระบายอากาศและช่วยถ่ายเทน้ำ ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาฝาถังมาเจาะโดยจุดที่เจาะนั้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณขวดน้ำลอดได้ ขั้นตอนที่ 3 แล้วเราก็เอาฟางข้าวมาแช่น้ำผสมกับกากน้ำตาลทิ้งไว้ประมาณหนึ่งคืน ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็ให้อาหารเห็ดโดยการเอาอยู่อ่ะกล้วยอ่อนหรือผักตบชวามาซอยเป็นชิ้นเล็กๆแล้วก็นำไปพึ่งแดดให้แห้ง ขั้นตอนที่ 5 แล้วเราก็เอาก้อนเชื้อเห็ดมาเขย่าผสมกับแป้งเค้าจ้าวและลำให้ละเอียดละเอียดประมาณซักสองกำมือซึ่งนี่ก็จะเพียงพอต่อการเพาะเห็ดฟางหนึ่งถัง ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดลงไปในถังจะต้องนำเห็ดฟางนั้นมาแช่น้ำเสร็จก่อนแล้วใส่ลงก้นถังแล้วก็เว้นตรงกลางเอาไว้เพื่อใส่ตะแกรงซึ่งตะแกรงนั้นมีความหนาประมาณ 3 นิ้ว ขั้นตอนที่ 7 จากนั้นก็ทำการโรย ทับด้วยอาหารก้อนเชื้อเห็ด ซึ่งทำไปประมาณซักห้าถังหรือเกือบเต็มถังจากนั้นก็ทำการปิดฝาให้แน่น ขั้นตอนที่ 8 จากนั้นก็ทำเปิดรูระบายไว้เพื่อให้มีอากาศเข้าไปถ่ายเทและพยายามทำอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ 40 องศาซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเห็ดฟาง ขั้นตอนที่ 9 จากนั้นก็ทำการตัดเส้นใยเหตุจะใช้เวลาในฤดูร้อนห้าวันฤดูฝนเจ็ดวันและในฤดูหนาว 12 วันจากนั้นก็ทำการเปิดฝาทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงเพื่อทำการตัดเส้นใย ขั้นตอนที่ 10 ตั้งแต่ที่เปิดทางเข้าไปให้อากาศเข้าไปแล้วนั้นก็ทำการปิดห้าสี่ดังเดิมจากนั้นก็ทิ้งไว้ประมาณสามวันซื้อเส้นใหญ่นั้นจะจับตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้วก็เป็นดอกเห็ดฟาง เพียงเท่านี้เราก็จะได้เห็ดฟางกันแล้ว ภาพคลิปวีดีโอ https://youtu.be/uUwx3WB7s8A เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ยกับวิธีปลูกบอกเลยว่าทำได้ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหมราคาซึ่งเรานั้นก็จะไม่ต้องไปทำวิธีที่ยุ่งยากไว้มากมาย อีกทั้งเรายังมีเห็ดฟางที่สามารถนำไปเพาะขายหรือจะทำกินเองที่บ้านก็ได้ซึ่งปลอดภัยไร้สารพิษอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามใครที่สนใจจะศึกษาข้อมูลแล้วนำไปทำตามได้นะคะ

การปลูกมะระให้ได้ราคางาม! กวาดกำไรถึง 8 แสนบาท!

มะระอาจจะเป็นพืชผักที่หลายคนนั้นอาจจะไม่ค่อยชอบทานเท่าไหร่แต่บอกเลยว่าหนูมีคุณประโยชน์มากหากนำมะระมาประกอบอาหารด้วยที่ถูกวิธีก็จะทำให้มะระนั้นไม่ขมและอร่อยเป็นอย่างมาก ซึ่งมะระนั้นก็ถือเป็นพืชที่สามารถทำเงินได้เช่นกันโดยสามารถอะไรได้อย่างมากมายซึ่งวันนี้ทางทีมงานจะนำบทความดีดีเกี่ยวกับมะระมาให้ทุกคนได้ทราบกัน โดยวันนี้นั้นเราจะเอาเรื่องราวของคนประหยัด ทัดดอกไม้ ซึ่งเป็นเจ้าของสวนมะระและประสบความสำเร็จกับการปลูกมาระโดยเขาได้เล่าว่า.. ครอบครัวของเขานั้นได้ทำอาชีพปลูกผักมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าซึ่งก็ทำการสืบทอดอาชีพนี้กันมาจนมาถึงรุ่นของตัวเองซึ่งคุณประหยัดก็อยากจะอยู่อาชีพนี้เพราะว่าทั้งชีวิตและอยู่กับมันมาตลอดโดยตนนั้นได้ปลูกผักอยู่ประมาณสามชนิดนั้นก็คือคะน้า คื่นช่าย และ มะระ โดยตอนนั้นมีแผนการปลูกซึ่งจะปลุกในช่วงที่คาดว่าจะได้ราคาดีและผักนี้จะสามารถไปเก็งราคาได้โดยเขายังบอกอีกว่าผักใบเนี่ยเปลี่ยนตรงที่เก็บได้เพียงแค่ครั้งเดียวซึ่งถ้าต่อราคาโกยก็ไม่สามารถขายได้เพราะจะได้ไม่คุ้มหากไม่โดนราคาก็จะเจ๋งอีกทั้งราคานั้นยังเปลี่ยนแปลงเร็วและคาดการณ์ยากอีกต่างหากซึ่งการปลูกมถระนั้นสามารถเก็บผลผลิตได้นานและรายครั้งจึงมีโอกาสที่จะอัพราคาหรือขายราคาแพงได้ โดยปกติทั่วไปแล้ว มะระ จะแพอยู่ในช่วงที่หน้าแล้งเท่านั้นก็คือเดือนประมาณเมษาถึงพฤษภาคมโดยในช่วงนี้จะสามารถเก็บผลผลิตได้ยากเพราะว่าเข้าสู่หน้าฝนคนปลูกน้อยจะทำให้ช่วงนี้มาร้านนั้นมีต้นไม่ค่อยโตไวแล้วก็ระบาดซึ่งก็เป็นช่วงที่มาร้านนั้นมีราคาแพง และนี่ก็คือเทคนิคการปลูกมะระ เริ่มแรกจะต้องทำการเพราะตาก่อนโดยคุณประหยัดนั้นได้ใช้ พันศรแดง. เพราะเป็น 1000 ที่มีลูกดกลายสวยส่งผลก็สวยและไม่แหลมจนเกินไปอีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย จากนั้นก็นำเมล็ดของมันไม่อยากใส่ถุงดำ 12 ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 10 กระป๋องซึ่งมีราคากระป๋องละ 1200 บาทหรือนับเป็นเราลัที่จะต้องหยอดเมล็ดลงไปก็คือประมาณ 500 หลุม เมื่อได้ต้นกล้าประมาณซัก 10 ถึง 12 วันก็สามารถย้ายลงมาปลูกในแปลงที่เราเตรียมไว้โดยระยะของการปลูกนั้นจะต้องห่างกันประมาณ 1.2 เมตรซึ่งจะมีการทำทางสวนนั่นก็คือเป็นแบบกระจกหรือแบบสามเหลี่ยมซึ่งจะทำได้อย่างง่ายและรวดเร็วและประหยัดต้นทุนอีกทั้งยังตลบได้ดีโดยมีงบในการลงทุนอยู่ที่ประมาณ30,000 กว่าบาท หลังจากที่ประมาณปลุกได้หนึ่งอาทิตย์นั้นเราก็ทำการใส่ปุ๋ยโดยใส่ปุ๋ยทุกๆเจ็ดวันครั้งใช้สูตร 16-16-16 หากในกรณีที่ยันไม่แตกก็จะใช้ปุ๋ยหัวหน้าสูงนั่นก็คือ25-7-7 พอติดแล้วก็นำมาใช้สูตรเดิม เอามาละนั้นติดลูกค้าเปลี่ยนมาใช้สูตร 15-15-15 ในส่วนของใบต้นมะระนั้นให้ใช้ชุดพลเลนส์ดินดีฟูช่วยให้ตอนนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งเร่งต้นเร่งการแตกแขนง และใช้ธาตุอาหารเสริมมาพ่นทุกๆเจ็ดวัน การปลุกมะระนั้นเราต้องคำนึงถึงว่ามะระถือเป็นพื้นที่มีศัตรูพอสมควรซึ่งชาวสวนทั้งหลายนั้นจะกลัวกันเป็นอย่างมาก ทั้งไวรัส ทั้งเพลี้บไฟ ราน้ำค้างจึงทำให้จะต้องมีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันไว้ตลอดเวลา หลังจากที่ปลุกปลาแล้วประมาณ 50 ถึง 60

ไข่มดแดง สร้างรายได้เสริมได้ ตกวันละ 1000 บาท!

ไข่มดแดงนั้นถือเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในภาคอีสานซึ่งได้มีตะกอนนั้นยึดถือเป็นอาชีพซึ่งหลายพื้นที่หลังจากที่ชาวเกษตรกรได้เว้นว่างจากการทำไร่ทำนาแล้วพอเข้าหน้าแล้งชาวเกษตรกรทั้งหลายก็จะเข้าป่าเพื่อไปหาไข่มดแดงเอาไว้เป็นรายได้เสริม ซึ่งการหาใครมดแดงนั้นอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ก็มีไม้ไผ่ที่เรามีไว้สำหรับเขียนไอมดแดงซึ่งจะต้องมีขนาด 10 เมตรขึ้นไปแล้วก็ผูกถุงไว้ที่ปลายไม้ซึ่งวิธีการเก็บได้ยังไงกินแค่เหล่านั้นเดินหาล้างไข่มดแดงตามต้นไม้ที่อยู่เต็มไร่เป็นนาและเมื่อเราพบไข่มดแดงนั้นเราก็จะใช้ไม้ แหย่เข้า ที่หลังไข่มดแดงจากนั้นก็กระทงุกระทุงให้ใข่ตกลงไปในถุง และเมื่อเราได้ไข่มดแดงมาเราก็จะได้ทั้งตัวและไขจากนั้นเราก็เอามาใส่กระด้งแล้วก็ผสมด้วยแป้งมันนั้นทำไมก็เพื่อไม่ให้หมดดังนั้นถ้าใครมีไฟหรือบางทีเราจะใส่กระป๋องแป้งแล้วเทน้ำใส่ลงไปได้ด้วยเช่นกันจากนั้นเราก็ทำการคัดกรองเอาแค่ไข่เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งเมื่อแต่ก็เรื่องการเมืองไทยซึ่งเราสามารถสังเกตกันได้แบบง่ายง่ายเลยก็คือมดแดงจะสร้างรังไข่ขนาดใหญ่ไว้ตามต้นไม้ต่างๆเมื่อเห็นแล้วก็เอาไปแย่ไปให้ได้แค่มดแดงมา ซึ่งเราก็สามารถเอาไปขายเป็นอาชีพได้ ยิ่งรางในนั้นมีไหมยายสีเค้าขาวอยู่แสดงว่าในรางนั้นจะต้องมีใครอยู่อย่างมากในส่วนของราคานั้นแต่ละก็จะขายในราคาที่ไม่เท่ากันแต่ก็จะขายได้ประมาณ 600บาทต่อกิโลกรัมซึ่งวันหนึ่งก็หาได้ถึง 3 กิโลกรัมก็สามารถสร้างรายได้หลัก 1000บาทต่อวันได้เลย แน่นอนว่าไข่มดแดงนั้นกลายเป็นอาหารที่คนนิยมอย่างมากถ้าเอามาทำแกงผักหวานไข่เจียวไข่มดแดงยำไข่มดแดงบอกเลยว่าอร่อยทั้งนั้นยิ่งเวลาเราเคี้ยวนั้นไข่เด้งในปาก บอกด้วยว่าฟินสุดสุดซึ่งของอร่อยอย่างนี้มันก็ต้องแลกกับการที่หายากซึ่งนั่นก็ทำให้ไข่มดแดงมีราคาที่สูง ซึ่งถ้าหากใครอยากกินก็ต้องแลกกับราคาที่สูงมันนั่นเองหรือบ้านใครอยู่นี้ส่วนภาคอีสานก็ลองเดินไปดำดำมองมองดู ซึ่งไทยที่อยู่ภาคอีสานก็สามารถเก็บไข่มดแดงมาสร้างรายได้ก็ได้นะคะ

ปลูกมะพร้าวกะทิ ทำเองก็ได้ง่ายๆ สร้างรายได้สูง!

แน่นอนว่ามะพร้าวกะทิใครหลายคนก็เคยจะได้กินกันมาบ้านแล้วอาจจะถือว่าเป็นของโปรดของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ ซึ่งบอกเลยว่ามะพร้าวกะทินั้นเป็นมะพร้าวที่เกิดจากการผสมเกสรซึ่งเกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ล้วนล้วนเป็นการบังคับให้มะพร้าวนั้นกลายเป็นมะพร้าวกะทินั้นเอง ในทางด้าน ของวิธีการนั้นก็มีหลากหลายแนวทางด้วยกันซึ่งวันนี้ทางทีมงานก็ขอหยิบยกวิธีการทำมะพร้าวธรรมดาให้กลายเป็นมะพร้าวกะทิมาหนึ่งวิธีซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นก็ลองติดตามชมได้เลย ทำจากมะพร้าวอะไรก็ได้ เริ่มจากการเอามะพร้าวพันธุ์อะไรก็ได้เอาถุงพลาสติกมาหุ้มจั่นจั่นก็คือดอกมะพร้าวนั้นเอง จั่นไหนถูกห่อ จั่นนั้นก็กลายเป็นดอกพิการ โดนต้องห่อจันเริ่มบาน หอบไปจนกระทั่งมีรูปลูกหมาโดยทั่วไปนั้นมะพร้าวในทลายประมาณ 90% จะเป็นมะพร้าวกะทิ ซึ่งวิธีนั้นจะทำ ให้มะพร้าวนั้นกายเป็นมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราวซึ่งมะพร้าวได้เท่าไหร่อื่นๆที่ไม่ได้ห่อจั่นนั้น จะไปมะพร้าวแบบปกติทั่วไป ทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร ซึ่งวิธีนี้จะให้นำมะพร้าวที่เพราะไว้นั้นมีหน่อขึ้นมาประมาณ 30% จากนั้นก็เอามีดตัดส่วนปลายให้ตรงข้ามกับนอในกะลามะพร้าวจนเห็นเนื้อสีขาว จากนั้นเราก็ทำการึว้านเอาจาวที่อยู่ในกลางกัลาออกจากนั้นก็เอาดินเหนียวใส่ลงไปในกะลาให้แน่นจนเต็ม แล้วก็เอาน่าไปปลูก โดยวิธีนี้ เราก็จะได้มะพร้าวที่เป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50% ซึ่งถ้าหากเราจะเพิ่มปริมาณก็สามารถทำได้ได้ง่ายโดยการที่เรานั้นเอาผลมะพร้าวที่ยังไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพราะแล้วก็เริ่มทำวิธีขั้นตอนเดียวกันกับที่เราบอกก็จะทำให้เรานั้นได้มะพร้าวต้นใหม่แล้ว ซึ่งมะพร้าวต้นใหม่นั้นก็จะเป็นมะพร้าวกับธิอยู่ที่ประมาณ 90% ซึ่งถือว่าสูงมากมะพร้าวทุก 1000 นั้นก็สามารถนำมาทำเป็นมะพร้าวกะทิใดทั้งสิ้นแต่ถ้าหากเราใช้มะพร้าวน้ำหอมแล้วก็จะ ได้มาพาที่มีกินเหม็นหื่นซึ่งบอกเลยว่าไม่เหมาะกับการทำมะพร้าวกะทิเด็ดขาดมะพร้าวที่เหมาะที่สุดก็คือมะพร้าวกลางนั่นเอง ซึ่งวิธีการตรวจสอบวันนี้เป็นมะพร้าวกะทิหรือไม่เราก็ต้องรอให้ผลที่เป็นทลายปล่อยให้ผลแก่คาต้นเสียก่อนจากนั้นก็ทลายมันลงมาแล้วก็เอาผลแต่ละผลถ้าอยากฟังดูถ้าไม่ได้ยินเสียงน้ำข้างในมันก็หมายถึงว่ามะพร้าวนั่นเป็นมะพร้าวกะทิอย่างแน่นอนคุณจะไม่ต้องมานั่งเปิดเปิดไปทุบเนื้อดูให้เสียเวลาแต่อย่างใดซึ่งหากทำบ่อยบ่อยแล้วก็ชำนาญไปเองแอคแรกอาจจะมีผิดพลาดบ้างแต่พอนานนานเข้ามันก็กลายเป็นประสบการณ์ที่เราเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง วิธีการผ่ารับประทานนั้นก็คือเนื้อมะพร้าวกะทิที่ดีนั้นก็จะต้องฟูหรือเหนียวแน่นและอร่อยโดยเหล่านั้นจะต้องนวดก่อนโดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วมันกระแทกกับพื้นปูนเบาเบารอบรอบผลจากนั้นก็ให้แน่ใจว่าพอแล้วแล้วก็นำผลไปผ่าครึ่งซึ่งเราจะพบว่าเนื้อข้างในมะพร้าวนั้นจะฟูเป็นสีขาวไม่ขายปุยฝ้ายจากนั้นเราก็สามารถใช้ช้อนหรือขวานเอาเนื้อออกมาทานได้เลยซึ่งบอกเลยว่ารสชาติมันจะหวานมาแล้ววิธีการทานรับประทานนั้นก็คือเนื้อมะพร้าวกะทิที่ดีนั้นก็จะต้องฟูหรือเหนียวแน่นและอร่อยโดยเหล่านั้นจะต้องนวดก่อนโดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วมันกระแทกกับพื้นปูนเบาเบารอบรอบผลจากนั้นก็ให้แน่ใจว่าพอแล้วแล้วก็นำผลไปผ่าครึ่งซึ่งเราจะพบว่าเนื้อข้างในมะพร้าวนั้นจะฟูเป็นสีขาวให้ใครปุยฝ้ายจากนั้นเราก็สามารถใช้ช้อนหรือขวานเอาเนื้อออกมาทานได้เลยซึ่งบอกเลยว่ารสชาติมันจะหวานมามันและหอมอร่อยเป็นอย่างมากของอร่อยเป็นอย่างมาก เป็นอย่างไรกันบ้างคะบอกเลยว่าทำได้ไม่ยากไทยที่มีมาพักที่บ้านแล้วอยากจะลองทำก็สามารถลองทำได้เลยแต่ใช้วิธีได้หรือวิธีที่สองก็ได้อาจทำกินเองก็ใช้วิธีแรกก็ได้จะได้ไม่ต้องเปลืองป้าดถ้าต้องทำขายก็ใช้วิธีที่สองจะดีกว่าฉันนั้นก็เลือกเอานะคะว่าจะใช้วิธีไหน

ข้าราชการ เลี้ยงเป๊ด 40,000 ตัวสร้ายรายได้ ได้วันละ 100,000 บาท

แน่นอนว่ามันของการทำเกษตรนั้นอาจจะสร้างรายได้มากกว่างานประจำก็มีมาก ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกท่านไปพบกับความสำเร็จของข้าราชการที่หันมาทำเกษตรเลี้ยงเป็ดติดไข่ขายบอกเลยว่าสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่างานประจำทำให้เขานั้นประสบความสำเร็จมีรายได้มากมายเข้ามาสู่ครอบครัว ข้าราชการคนนี้นั้นอยู่ที่จังหวัดนครปฐมที่เป็นหนึ่งอำเภอรที่มีการเลี้ยงเป็ดใครมากที่สุดอีกทั้งยังส่งออกไปทั่วประเทศราคาเพียงครัวโลกแล้วก็มีฟาร์มขนาดใหญ่หนึ่งฟาร์มนั้นก็คือฟาร์มเป็ดโชคอำนวยนั่นเองซึ่ง ฟาร์มเป็ดที่นี่มีการเลี้ยงด้วยระบบฟาร์มแบบแม่เป็ดออกไข่เดอะฟองใหญ่อีกทั้งยังสามารถขายได้ปรับราคาดีและขายพ่อค้าคนกลางได้ถึงฟองละ4เดียว ซึ่งข้าราชการคนที่ว่านี้ก็คือคุณอำนวย เฉลิมกลิ่น เป็น ข้าราชการในจังหวัดนครปฐมอีกถ้ายังเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ด ซึ่งเขาได้เราว่าเขานั้นเริ่มเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2536 โดยมีแม่เป็นคนลงทุนให้ตัวตอนนั้นมีเป็ดเลี้ยงอยู่ประมาณที่ 4000 ตัวจนปัจจุบันนั้นมีเป็ดเพิ่มขึ้นมาอีกถึง 40,000ตัวโดยเป็ดหนึ่งตัวจะใช้เนื้อที่เจ็ดตารางเมตร สายพันธุ์พี่เลี้ยงนั้นก็คือเป็ดกากีแคมป์เบลล์ ซึ่งเป็นพันธุ์นี้ ซื้อมาตั้งแต่ยังเป็นลูกเป็ดจะอยู่ที่ตัวละ 10 ถึง 21 บาทโดยเทคนิคที่ทำให้ปิดนั้นออกไข่ฟองใหญ่ก็ต้องเปลี่ยมาตั้งแต่ที่ยังเป็นลูกเป็ดโดยต้องขนอาหารให้ลูกเป็ดนั้นมีร่างกายที่สมบูรณ์และตัวโต โดยลูกเป็ดนั้นเมื่ออายุได้ 30 วันก็จะถูกนำไปปล่อยที่ทุ่งนาเพื่อให้อาหารกินและกินอาหารจากนาข้าวที่เกี่ยวไว้แล้วจะช่วยประหยัดค่าอาหารได้ดีมากพออายุได้ห้าเดือนครึ่งก็จะต้องนำกลับไปที่ฟาร์มเมื่อคุณอาหารให้ออกไข่โดยเฉลี่ยวันนึงเป็ด 40,000 ตัวจะเก็บขายได้วันละ 32,200 ค่ะอยู่ที่ประมาณฟองละ3 -4 บาท อย่างไรก็ตามในการขาย ไข่เป็ดนั้นขายได้ค่อนข้างศูนย์กว่าบาทแต่ถ้าหากว่าอาหารนั้นจะถือเป็นต้นทุนสำคัญที่จะต้องเสียโดยรายได้ 100,000 กว่าบาทนี้ยังไม่รวมหักค่าอาหารเป็ดโดยหักออกไปก็ ก็เหลือเพียงไม่กี่ 10,000 บาทต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันใครจากฟาร์มของคุณอำนวยก็มีพ่อค้าคนกลางนั้นมารับไปส่งขายอีกต่อหลายจังหวัดอีกทั้งยังมีออเดอร์จากต่างประเทศมาด้วยก็ทำให้สามารถสร้างรายได้และอีกหลายทาง แค่นี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนที่สนใจเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ไปขายอย่างไรการลงทุนทำอะไรซักอย่างก็ต้องคิดแล้วก็วางแผนเสียก่อนไม่อย่างนั้นอาจจะเข้าเนื้อเข้าตัวก็ได้

5 พืซผลไม้เกษตรแนะนำ ที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่าช่วงนี้นั้นทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีเสียก่อนเพราะการลงทุนทำอะไรซักอย่างเราต้องให้เห็นผลกำไรด้วยยิ่งในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้แล้วจะต้องคิดให้ดี แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้ได้มีคนรุ่นใหม่นั้นไม่ต้องการที่จะนัดห่างจากมนุษย์เงินเดือนมากลายเป็นกับตัวพี่หลายคนนั้นก็ทำถูกทางบ้างกระทำผิดซึ่งวันนี้ทางทีมงานก็จะมาบอก เกี่ยวกับสินค้าทางเกษตรห้าชนิดค่ะที่สามารถขายได้และมีกำไร จะมีอะไรบ้างนั้น ลองตามกันมาดู ตะไคร้ แน่นอนว่าใช้เป็นสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นทั้งอาหารคาวเครื่องดื่มซึ่งสะใภ้ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่คนนั้นนิยมและต้องการเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมากมายซึ่งหากเศรษฐกรคนไหนน่าสนใจใครก็ถือเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดีเหมือนกันเพราะตะข่ายนั้นสามารถสร้างรายได้สูงสุดได้ถึงวันละ 30,000 บาทเลยทีเดียว กล้วย กล้วยนั้นแน่นอนว่าเราจะเห็นได้หยุดตามตลาดกันทั่วไปเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถนำไปแปรรูปขายได้เป็นหลายอย่างทั้งขนมของฝากอาหารคาวอาหารหวานของทานเล่นหรือแม้แต่การขายเป็นบี๋บี๋ก็สามารถทำขายได้และยังสร้างรายได้ให้ออกมาได้อย่างมากมายโดยเฉพาะตลาดที่ประเทศจีนและก็ญี่ปุ่นต้องถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจเลยทีเดียวซึ่งหากใครสนใจก็ลองไปศึกษาข้อมูลและลองนำไปแปรรูปให้มีความแตกต่าง รับรองว่าจะสร้างรายได้ได้อย่างแน่นอน มะนาว แน่นอนว่ามะนาวนั้นก็ถือเป็นพืชผักที่อยู่ตามบ้านตามครัวเรือนของทุกคนซึ่งถือเป็นผักเศรษฐกิจชนิดหนึ่งแน่นอนว่ามะนาวนั้นมีราคาขึ้นลงตามฤดูกาลของมันแต่บอกเลยว่าบางฤดูกาลนั้นมะนาวก็จะมีราคาสูงแต่มะนาวนั้นไม่มีขายนะสามารถปฏิเสธว่าจะต้องใช้มันเลยเพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นในการทำอาหารฉะนั้นมะนาวก็สามารถสร้างรายได้ในบางช่วงให้ได้เป็นอย่างดี มะพร้าว แน่นอนว่ามะพร้าวนั้นเป็นที่ยอดฮิตสำหรับเด็กกับผู้ใหญ่สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเพราะเป็นสินค้าทางการเกษตรที่สามารถถ่ายได้ทั้งน้ำและเนื้ออีกทั้งยังเอาไปทำได้ประโยชน์อีกเพียบทั้งของคาวของหวานซึ่งหลายคนนั้นก็เอานำไปแปลรูปเป็นเครื่องดื่มสารพัดอีกทั้งยังเหมาะกับคนที่รักสุขภาพอีกด้วยยิ่งในประเทศไทยนั้นมาพาถือว่าขึ้นชื่อเป็นอย่างมากมีตลาดใหญ่ยาวฮ่องกงมาเลเซียสิงคโปร์เกาหลีตายยุโรปสิ่งเหล่านี้ทำให้เรานั้นสามารถโอนเงินเข้าสู่ประเทศเราได้ปีละหลายหลาย 1000 ล้านบาทเลยทีเดียวว่าเป็นพืชที่น่าสนใจ มะม่วง แน่นอนว่ามะม่วงแม้แต่ไทยเองต่างประเทศก็นิยมเป็นอย่างมากเพราะมันม่วงสุกนั้นบอกเลยว่าอร่อยเป็นอย่างมากถูกใจทั้งใน และต่างประเทศซึ่งมะม่วงสุกนั้นมีราคาสูงมากและก็ยังมีฐานตลาดที่เปิดกว้างเป็นอย่างมากฉะนั้นมะม่วงจึงกลายเป็นผลผลิตที่สามารถเอาไปขายได้อย่างง่ายง่ายแล้วก็ยังมีกำไรดีแน่นอนว่ามีช่องทางการค้าแน่นอน เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ยนี่คือพืชผักผลไม้ห้าชนิดที่เราจะนำมาเสนอกันซึ่งบอกเลยว่าในประเทศไทยนั้นยังมีเพื่อนผักผลไม้อีกหลายชนิดที่ยังมีความต้องการของการตลาดซึ่งเราสามารถสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปได้หลากหลายฉะนั้นการที่เราจะทำอะไรก็ต้องรู้จักคิดรู้จักดูพื้นที่ของตัวเองและดูว่าเหมาะสมว่าจะปลูกอะไรทำอะไรฉะนั้นการเรียนรู้ผ่านตลาดช่วยให้การทำเกษตรนั้นถือเป็นเรื่องของความสำเร็จ

สะระแหน่คุณประโยชน์เพียง ปลูกง่าย! ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเอาไปสร้างรายได้ได้

สะระแหน่ ถือเป็นพืชที่อยู่คู่บ้านคู่ครัวเรามานับนานนมและยังอยู่ในเมนูอาหารแบบไทยๆต่างๆมากมาย โดยใครรู้หรือไม่ว่า สะระแหน่ นั้นมีต้นกำเนิดมาไกลจากประเทศยุโรบตอนใต้เลยทีเดียว โดยลักษณะใบของมันนั้นจะเหมือน กับพืชในตระกูลมิ้นต์มาก และมีกลิ่นหอมคล้ายมะนาว รสชาติจะคล้าย ๆ กับตะไคร้หอมและมะนาวอีกด้วย โดยเจ้าสะระแหน่จะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 บี2 บี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โดยถือว่าเป็นพืชที่มีสารประโยชน์มากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราจริงๆ โดยประโยชน์นั้นมีมากมายเช่น 1.ช่วยให้ผิวชุ่มชิ้น 2.กำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกายของเรา 3.เป็นยาเย็น ดับร้อน และขับเหงื่อในร่างกายของเราได้ 4.บำรุงและรักษาสายตาของเราให้ไม่เสื่อมก่อนวัย 5.บรรเทาอาการเครียดได้ 6.ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน ได้เป็นอย่างดี 7.บรรเทาอาการและแก้หวัด น้ำมูกไหล อาการไอ 8. รักษาโรคหอบหืด 9.แก้อาการหน้ามืดตาลาย เป็นอย่างไรกันบ้างบอกเลยว่าคุณประโยชน์นั้นมีเยอะมากจนเรานั้นต้องหามาปลูกกันติดไว้สักต้นสองต้นเพื่อใช้มาประกอบอาหารหรือทานเป็นสมุนไพรเพื่อประโยชน์ของร่างกายของเราได้เช่นกัน โดยทีมงานจะพาทุกคนนั้นไปดูวิธีการปลูกสะระแหน่ กันคะ แน่นอนว่าเราจะปลูกไว้ทานเองก็ได้หรือเอาไปขายสร้างรายได้ได้ เพราะนี้ถือเป็พืซที่คนส่วนใหญ่ต้องการด้วยเช่นกัน เริ่มกันที่อุปการณ์ที่ใช้ในการปลูกสะระแหน่ 1.กิ่งสะระแหน่ 2.แหนบ 3.ถ้วยปลูกเขียวกับเพอร์ไลท์ 4.ตะกร้า 5.ถาดน้ำขาดใหญ่ให้ใหญ่กว่าตะกร้า วิธีปลูกต้น สะระแหน่

แค่ปลูกต้นไม้ 3 ประเภทนี้ในบ้านก็ทำให้ภูมิแพ้หายได้

แน่นอนว่าโรคภูมิแพ้นั้นถือเป็นโรคที่ใครหลายๆต่อหลายคนนั้นเป็นกัน โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันเริ่มมีอัตตาการเป็นโรคภูมิแพ้กันอย่างเยอะมาก โดยอาการของโรคภูมิแพ้นั้นมีหลายอย่าง ทั้งไอจาม คัดจมูก คัดน้ำมูกน้ำหูน้ำตาไหล คันตามตัว ใต้ตา รอบหน้า มีผดแดงตามผิวหนัง ผิวหนังอักเสบและท้องร่วง ซึ่งถือว่าเป็น 1 โรคที่สามารถนำไปสูการเสียชีวิตได้ และโรคนี้ถือเป็นโรคยอดนิยมที่สามารถพบเห็นได้ตามตัวทั่วไปในเมืองใหญ่เพรัต้องเจอทั้งฝุ่น ควัน สารพิษ ต่างๆนาๆมากมาย ทำให้มีผลด้านลบต่อระบบคุ้มกันในร่างกายของเรา เป็นอย่างมาก ! แต่วันนี้ทางทีมงานมีเรื่องราวดีดีมานำเสนอ เพราะเราพบว่า แค่การปลูกต้นไม้บางชนิดในบ้าน! ก็ช่วยใหโรคของเรานั้นหายได้ด้วย! โดยนี้เป็นเทคนิคจาก Kamal Meattle ที่อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย โดยภูมิประเทศนั้นมีมลภาวะสูงมากๆทั้งฝุ่นระอองจ่างๆทำให้ Kamal ได้ป้วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง จนทำให้ปอดของเขาทำงานได้เพียง แค่ 70% เท่านั้นเอง!! ซึ่งถือเป็นขั้นที่ร้ายแรงหากไม่รีบเข้ารักษาก็ทำให้เสียชีวิตได้ ทาง Kamal เมื่อรู้อย่างนั้นจึงได้ค้นหาศึกษาข้อมูลจ่างๆ จนได้พบวิธีว่า

เพียงแค่ใช้ น้ำส้มสายชูมาแช่เท้าในน้ำ บอกเลยว่าคุณประโยชน์เพียบ!

ถึงใครจะมองว่าเท้านั้นเป็นอวัยวะที่ดูต่ำ แต่บอกเลยว่าเท้าถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถพาตัวเองไปตามสถานที่ต่างๆ ได้ และสามารถพาเราไปหารายได้ได้ ดังนั้นเท้าจึงสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเท้านั้นเมื่อใช้งานไปนานๆและไม่ได้ดูแลก็สามารถเกิดโรคได้เช่นเดียวกันกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายเรา มีใช้ก็มีเสื่อมโทรม และเท้าของเรานี้ใช้ในทุกวันๆ โดยวันนี้ทางทีมงานจะมานำเสนอเคล็ดลับโดยเอาน้ำส้มสายชูมาแช่เท้าบอกเลยว่าได้ผลมากเพราะน้ำส้มสายชูนั้นสามารถทะลุเข้าผิวหนังของเราได้ และทำให้ระบบหมุนเวียนในฝ่าเท้าเราดีมากขึ้นด้วย เอาละจะดีแค่ไหน ลองมาอ่านประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยนเส้มสายชูกันดีกว่า ตามกันมาเลย 1.ช่วยให้เรารู้สึกหลับสบายมากจึ้น โดยหากเราแช่เท้าในทุกๆวันวันละ ครึ่ง ชม.แล้วนั้น บอกเลยว่าสามารถช่วยให้เราผ่อคลายความเครียดได้ และสามารถปรับความสมดุลในร่างกายของเราได้อีกด้วย ยิ่งทำติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ จะสามารถช่วยปรับปรุงให้การหลับนอนของคุณมีคุณภาพ ทั้งเรื่องปัญหานอนไม่หลับ ก็จะหายไปด้วยเช่นกัน 2.ช่วยขจัดความเมื่อยล้า แน่นอนว่าการแช่เท้าด้วยน้ำส้มสายชูนั้นสามารถช่วยในเรื่องจของระบบหมุนเวียนเลือดได้เป็นอย่างดี เพิ่มประสิทธืภาพของออกซิเจนได้ ทำให้ร่างกายของเรานั้นีรู้สึกดีเป็นอย่างมาเพราะสามารถขจัดความเหนื่อยล้าออกไปได้อย่างดี อีกทั้งยังสามารถช่วยเผาผลาญระบบอาหารของเราให้ทำงานได้ดรขึ้นอีกด้วย เพราะจะทำร่างกายองเรานั้นคลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ออกมา ได้ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและฟื้นหูได้อย่างมีประสิทธืภาพ 3.กำจัดของเสียในร่างกายของเรา เท้าถือเป็นส่วนรวมของเส้นประสาททั้งหลายของร่างกายเราการที่แช่เท้าด้วยร้ำสายชูนั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่อระบบหมุนเวียนเลือดได้และยังสามารถกระตุ้นการทำงานของอวัยวะในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดีในจุดๆนี้ก็ทำให้ร่างกายของเรามีประสิทธิภาพในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ด้วยเช่นดัน 4.ทำให้ผิวของเราดูชุ้มชื่น ใครที่ท้าแห้งบอกเลยต้องลองแข่ด่วนๆเพราะเพียงแค่น้ำส้มสายชูเพียงแค่ 1 อาทิตย์แบบติดต่อกันแล้วละก็ ขะช่วยให้ผิวหนังบริเวณเท้านั้นอ่อนนุ่มลง และส่วนอื่นในร่างกายก็อ่อนนุ่มไปด้วยเช่นกัน 5.ป้องกันโรคเหน็บชา เพียงแค่แช่น้ำส้มสายชูเพียงแค่ 9 % เท่านั้น ติดต่อกัน เป็นเวลาเพียงแค่ 2

แค่มีพื้นที่ 1 ไร่ ก็สามารถทำรายได้ให้เราเลิกจนได้!!

สำหรับใครที่อยากย้ายมาทำเกษตรแต่มีพื้นที่ไม่มอง ลองมาอ่านบทความนี้กันก่อนเลยคะ เพราะถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่แค่เพียง 1 ไร่นั้นเราก็สามารถประยุกต์เอาพื้นที่ๆเรามีมาสร้างรายได้ให้กับครอบครัวตัวเองได้นะ ถึงแม้ว่าสำหรับใครบางคนนั้น อาจคิดว่า แค่ 1 ไร่มันไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แล้วจะเก็บผลผลิตเยอะๆไปขายได้หรอ ? แต่บอกเลยว่าได้ ถ้าหากเรามีการค้นหาศึกษาข่อมูล เรียนรู้การจัดกระบวนการต่างๆและวางแผนทุกวิถีทางให้รอบคอบในด้านทางเกษตรแล้วละก็ รับรองว่า อย่างไร เราก็สามารถจัดสรรพื้นที่เล็กๆให้ได้แระโยชน์อันสูงสุดอย่างแน่นอน และคุ้มค่ามากด้วย อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้ได้ ด้วยเกษตรผสมผสานนั้นเอง โดย 1 ไร่นั้นเราสามารถออกไปได้เป็นทั้งสองส่วนเลยทีเดียว ส่วนแรกไว้อยู่อาศัยและส่วนที่สองนั้นคือส่วนที่ไว้ทำเกษตรผสมผสาน โดยใน 1 ไร่นั้น 1 งาน จะมี บ้าน บ่อเก็บน้ำ ส่วนอีก 3 งานจะเป็นพื้นที่ไว้เพาะปลูกหารายได้เลี้ยงชีพตัวเอง โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ระยะ คือ

5 แมลง นักล่าศัตรูพืซ! ช่วยกำจัด ศัตรูพืซ ในสวนได้อย่างแน่นอน

ศัตรูร้ายตัวฉกาจของชาวเกษตรนั้นก็คือศัตรูพืซ ซึ่งชาวเกษตรหลายคนนั้นก็ต้องหาวิธีการต่างๆมากมายเพื่อขับไล่ศัตรูพืซตัวร้ายที่ค่อยกัดกินผลผลิตของตัวเอง บ้างก็ใช่สารเคมีต่างๆบ้างก็ใช้สมุนไพร แต่ถึงอย่างไรก็มีอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจและใครหลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ถึงจะมีแมลงมาทำร้ายสวนแต่ก็มีแมลงบางส่วนที่ช่วยกำจัดศัตรูพืซได้ด้วยนะ ลืมคิดกันไปเลยใช่ไหมละ ฉะนั้นวันนี้ทางทีมงานจะมานำเสนอ แมลงตัวน้อยที่สามารถกำจัดศัตรูพืซ กันได้ซึ่งจะมีแมลงอะไรบ้างนั้นไปชมกันเลย 1.ด้วงดิน เป็นแมลงนักล่าชนิดหนึ่งที่ออกล่าในเวลากลางคืน ซึ่งพวกมันจะกิน หอยทาก หนอน หนอนกะหล่ำปลี และ ตรูพืซ อื่นๆอีกมากมาย แค่มีด้วงดิน 1 ตัวในที่ดิน ก็กำจัดแมลงได้ถึง 50 ตัวเลยนะจะบอกให้ 2.แมลงวันทาชินิต อ่านกันไม่ผิดก็คือแมลงวันนั้นละคะ แต่หลายคนทราบหรือไม่ว่า ตัวอ่อนของเจ้าแมลงวันชนิดนี้สามารถกำจัดศัตรูพืซได้ด้วยนะเออ โดยตัวอ่อนนั้นจะขุดและเข้าไปฝังตัวอยู่ในศัตรูพืซ และค่อยทำลายพวกมันจากข้างใน บอกเลยว่าร้ายในร้ายจริงๆ 3.ด้วง Soldier Beetles หลายคนอาจไม่เคยเห็นเจ้าด้วงตัวนี้แต่ด้วงตัวนี้ชอบกินเพลี้ยและหนอนซึ่งถือเป็นศัตรูตัวร้ายของชาวเกษตรเลยว่าได้ ซึ่งพวกมันนั้นสามารถกำจัดศัตรูพืซได้และไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วยนะ ด้วยเราจะดึงดูดพวกมันได้โดยการปลูกต้นแคทนิปสร้อยทอง หรือไฮเดรนเยียนั้นเอง 4.เมลงช้างปีกใส แมลงชนิดนี้จะชื่นชอยการกิน เพลี้ยและหนอนแมลง และ เพลี้ยไฟ นอกจากนี้ยังชอบกิน ศัตรูพืซอีกในหลายชนิด เลยละคะ โดยต้นไม้ที่ดึงดูดมันนั้นก็คือ ต้นตังดุย คอสมอส

4 สูตรดีท็อกซ์ ล้างอุจจาระตกค้างในลำใส้ทำแล้วพุงยุบแน่นอน!

แน่นอนในท้องของเรา เราไม่อาจรู้ได้เลยว่ามีอุจจาระตกค้างอยู่หรือไม่ ซึ่ง ปล่อยให้ตกค้างไว้นานๆมันคงจะไม่ดีอย่างแน่นอนใช่ไหมละคะ ฉะนั้นวันนี้เราถึงเอาสูตรดีดีมาฝากกันคะ ซึ่งนี้ก็เป็นสูตรยาระบายไว้ดีท็อกซ์สูตรหนึ่งซึ่งได้ผลดีมากๆ หลายคนสงสัยว่าการดีท็อกซ์ คืออะไร มันก็คือการทำความสะอาดระบบต่างๆของร่างกายและลำไส้ ซึ่งปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะได้ถูกทดสอบกันมาอย่างยาวนาน โดยพื้นฐานการทำดีท็อกนั้นมีจุดมุ้งหมายเพื่อทำความสะอาดร่างกาย และนอกจากนี้มันก็ยังช่วยบำรุงร่างกายจากภายในไปสู่ภายนอกด้วยเช่นกัน โดยการล้างสารตกค้างออกจากร่างกายนั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการ ดีท็อกซ์ นั้นย่อมมีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยปกป้องร่างกายจากโรคภันต่างๆได้ และเสริมความสามารถของร่างกายให้มีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งยังช่วยทำความสะอาดตับของเรา ที่มีหน้าที่เหมือนฟองน้ำค่อยซับสิ่งสกปรกต่างๆและสารพิษ สรุปได้ว่า การทำดีท็อกซ์ มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากเลย ฉะนั้นทุกคนต้องลองอ่านด่วนๆกันคะต่อไปนี้..เราจะมาเผยสูตรดีดีที่ไว้ ดีท็อกซ์ ร่างกายของเรากันรับรองว่าไม่เป็นอันตรายแถมบางเมนูนี้อาจจะอร่อยด้วยนะอยากรู้แล้วใช่ไหมมีเมนูอะไรบ้าง ไปชมกันเลยจ้า สูตรที่ 1 สูตรยาระบายแบบอ่อนๆ นี้เป็น 1 สูตรที่การันตีว่าคุณจะถ่ายง่ายถ่ายคล่องอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเราลองทำและทานดูไปสักพักเราก็จะรู้สึกมวนๆที่ท้องอยากจะเข้าห้องน้ำในทันที สำหรับสูตรนี้แนะนำให้ทำกันในวันหยุดนะคะไม่งั้นไม่รับประกันนะคะ ส่วนผสม 1.น้ำเปล่า 2.มะนาว 3.เกลือ วิธีทำ เอาส่วนผสมทั้งหมดมารวมเข้าด้วยกัน ในแก้วหรือขวดก็ได้ตามสะดวก จากนั้นก็ทำเขย่าให้เข้ากัน และดื่มให้หมดภายใน 10-20 นาที สูตรที่ 2 ล้างอุจจาระตกค้างในลำไส้ เป็นอีกหนึ่งสูตรที่เหมือนยาระบายอ่อนๆ

รับเน้นๆวันละ 20,000 เพียง เพาะถั่วงอกดำ ต้นทุนต่ำ รายได้งาม!

ถั่วงอกถือเป็นพืซผักที่สามารถปลูกง่ายและคนไทยเองก็นิยมรับประทานกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราจะเห็นถั่วงอกนั้นไปโผล่ในหลายๆเมนูของไทยเรา ทั้งผัดไทย ก๋วยเตี๋ยวหรือผัดผักถั่วงอกก็ล้วนแต่เป็นเมนูที่ใครหลายคนชื่นชอบกันทั้งนั้น ซึ่งทุกคนเองก็จะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ถั่วงอกนั้นคือต้นอ่อนของถั่วเขียว ซึ่งการปลูกถั่วงอกนั้นจะไม่ให้ถั่วงอกนั้นโดนแสง ถั่วงอกเป็นพืซที่โตง่ายใช้เวลาไม่นานก็โต ฉะนั้นการเพาะถั่วงอกนั้นถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพของเกษตรกร ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สูงมาก โดยในระยะเวลาสั้นๆก็สามารถได้ผลผลิตมาอย่างมากมาย อีกทั้งปลูกง่าย โตง่าย ดูแลง่าย ให้เพียงอย่างเดียวก็โตแล้วใช้เวลาเพียงแค่ 4 วันเท่านั้นในการเพาะปลูก ซึ่งในปัจจุบันเองถั่วงอกแบบปลอดสารพิษก็ถือเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยวันนี้ทางทีมงานจะพาทุกคนไปรู้จักกับ เฮียเอี่ยม – วันทัสน์ รติขจรพันธุ์” ผู้ที่ยึดอาชีพเพาะถั่วงอกขายมานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มแรก ก็เริ่มมาจากการลองผิดลองถูก และมีการ มีการปรับ คิดค้น จนสามารถค้นหาวิธีการเพาะปลูกถั่วงอกปลอดสารพิษ ได้จนสำเร็จ และสามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นเมื่อลองมาคำนวนหักต้นทุนดูแล้ว ก็ได้รับกำไรถึง 20,000 กว่าบาทเลยทีเดียว โดยวิธีการปลูกถั่วงอกปลอดสารพิษ มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกวัตถุดิบ เป็น ถั่วเขียวผิวดำ

Top