เห็ดเข็มทอง สรรพคุณไม่ใช่เล่น ๆ ช่วยลดน้ำหนัก ไฟเบอร์สูง พร้อมวิธีเพาะแบบง่าย ๆ

ได้ยินกันมานักต่อนักแล้วถึงเรื่องประโยชน์ของเห็ด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเจ้าอาหารที่ว่าเป็นผักก็ไม่ใช่ จะเป็นพืชก็ไม่เชิงนี้ ดีกับสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดชิเมจิ เห็นออรินจิ และเห็ดชนิดอื่น ๆ ที่สามารถรับประทานได้ก็ล้วนแต่ได้รับความนิยม และเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่ถูกปากถูกใจคนจำนวนไม่น้อยนั่นก็คือ เห็ดเข็มทอง ที่ได้ยินกันมาแว่ว ๆ ว่าช่วยลดน้ำหนักได้ แต่เอ๊ะ ! แล้วเห็ดเข็มทองจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร และมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง เรามาเจาะลึกให้รู้กันไปเลย เห็ดเข็มทอง คืออะไร ? เห็ดเข็มทอง หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดเหมันต์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Flammulina velutipes (Curt,ex Fr.) และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Golden Needle Mushroom, Needle Mushroom,

ปลาทูไทย ประโยชน์ไม่แพ้ปลา ใด ๆ ในโลก บำรุงสมอง โอเมก้า 3 สูงมาก

ปลาทู ประโยชน์ไม่แพ้ปลาทะเลชนิดอื่น ๆ อีกทั้งปลาทูยังมีไขมันต่ำ โอเมก้า 3 ก็สูง ช่วยบำรุงสมอง ลดไขมันร้ายในร่างกายได้อีกต่างหาก ถ้าพูดถึงปลาที่มีโอเมก้า 3 หลายคนอาจจะนึกถึงปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า ทว่าปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง โปรตีนเยอะ หากินก็ง่าย ถูกปากคนไทยอย่างปลาทูก็มีประโยชน์มากไม่แพ้ปลาทะเลราคาแพงชนิดไหน อีกทั้งปลาทูราคายังค่อนข้างถูก ทำเมนูได้หลากหลาย แล้วเราจะไม่นำเสนอประโยชน์ของปลาทูให้คนทุกคนล่วงรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าแล้วก็มาดูกันว่า ปลาทู ประโยชน์เยอะขนาดไหน ปลาทู ต้องรู้วิธีเลือก ด้วยความที่ปลามีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิด ซึ่งบางชนิดก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก อย่างปลาทูกับปลาลัง ดังนั้นเราจะพามารู้จักลักษณะของปลาทูที่แท้ทรู เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซื้อปลาผิดชนิดอีกนะคะ โดยปลาทูจะมีลักษณะลำตัวกว้าง แบน ป้อม หางสั้น ตาเล็ก แต่จุดสังเกตที่สำคัญคือปลาทูจะไม่มีลายข้างตัว 3 เส้น เหมือนปลาลัง โดยบนลำตัวของปลาทูนั้นจะออกสีน้ำเงินแกมเขียว ส่วนในกรณีที่เป็นปลาทูสดจะสังเกตเห็นสีน้ำเงินเข้มพาดยาวตามลำตัว ทั้งนี้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของปลาทูก็คือ Rastrelliger neglectus หรือชื่อท้องถิ่นคือปลาทูสั้น ปลาทูเตี้ย โดยลักษณะของปลาทูจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่น้ำที่อาศัย ปลาทู

ปลูกผักบุ้งแบบใหม่ ‘ต้นอวบ ก้านยาว โตไว ใบสวย’ ประหยัดพื้นที่

สมัยนี้หากรู้จักการพลิกแพลง และมีความคิดสร้างสรรค์ก็อาจนำรายได้เข้าสู่กระเป๋าคุณได้ไม่ยาก เช่นวิธีเกษตรในปัจจุบันกับพื้นที่ทางเกษตรที่นับวันเริ่มลดลงตามความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมที่เข้ามา สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย วิธีการปลูกผักในโอ่งสร้างรายได้ก็เป็นอีกหนทางเลือกหนึ่ง ที่จะนำมาซึ่งรายได้เข้ากระเป๋าคุณได้ไม่ยาก เอสเอ็มอี ชี้ช่องรวย วันนี้เราขอนำวิธีการปลูกผักบุ้งในโอ่งมาฝาก ซึ่งข้อดีของการปลูกผักบุ้งด้วยวิธีนี้ คือ ประหยัดพื้นที่ ผักบุ้งที่ได้มีความยาว ตั้งตรง ลำต้นอวบ โต ที่สำคัญปลอดภัยจากสารพิษอีกด้วย สำหรับอุปกรณ์การปลูกผักบุ้งในโอ่ง -โอ่งมังกร อาจจะเป็นโอ่งใหม่สภาพดีหรือโอ่งที่รั่ว ร้าว ເເตกแล้ว ก็ใช้ได้ ไม่ต้องเจาะก้นโอ่งนะครับ -ตะกร้าพลาสติก ไว้สำหรับทำแปลงปลูก ควรมีขนาดเล็กกว่าก้นโอ่งเล็กน้อย หรือไม่มีก็ได้ถ้าก้นโอ่งไม่รั่ว -ดินสำหรับปลูก ใช้ดินร่วนซุยหรือปลูกผักทั่วไป -กระสอบป่านหรือกระสอบปุ๋ยเก่า ไม้กระดาน หรือตาข่ายเก่า ไว้สำหรับคลุมปากโอ่ง วิธีปลูก 1. นำดินปลูกที่ผสมแล้วใส่ตะกร้าที่เตรียมไว้ หรือนำดินที่ผสมแล้วใส่ลงในก้นโอ่ง ให้มีความสูงจากก้นโอ่งประมาณ 3-5 นิ้ว ถ้าก้นโอ่งไม่มีรอยรั่วไม่ได้เจาะ ก็ให้ดินสูงนิดหน่อยเพื่อการระบายน้ำเวลารดน้ำผักบุ้ง 2. ใช้เมล็ดผักบุ้งหยอดลงไปในดิน แต่ไม่ควรแน่นจนเกินไป รดน้ำพอชุ่ม 3. เมื่อผักบุ้งแทงยอดอ่อน แล้วเริ่มใช้กระสอบเก่า หรือตาข่าย ปิดบังแสง แต่ให้อากาศผ่านได้ 4. ยอดผักบุ้งสูงเกือบถึงปากโอ่ง จึงสามารถตัดยอดไปรับประทานได้ สูตรน้ำหมักชีวภาพสำหรับบำรุงดิน -น้ำเปล่า -ผักบุ้ง 2 กิโลกรัม -หยวกกล้วยอ่อน

เปิดแล้ว เปิดให้นักแสวงบุญ นมัสการ ‘รอยพระพุทธบาทหลวง เขาคิชฌกูฏ’ จันทบุรี ปี 63

ประกาศอย่างเป็นทางการ กำหนดการ งานประเพณี นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี ประจำปี 2563 อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอมะขาม และอำเภอเขาคิชฌกูฏ อุทยานแห่งนี้เป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำจันทบุรี สภาพป่าในบริเวณนี้มีทั้งป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าไม้ผลัดใบ มีสมุนไพรและกล้วยไม้ป่านานาชนิด รวมทั้งมีพันธุ์ไม้หายากคือ ไม้กฤษณา มีสัตว์ป่าชุกชุม เช่น กระทิง เสือ หมี กวาง เก้ง เลียงผา และนกชนิดต่างๆ ตามลำห้วยมีปลาพลวง ปลาก้าง ปลาหนวด ปลาดุกรำพัน อาศัยอยู่ เตรียมตัว เตรียมร่างกายให้พร้อม ไปพิชิตขึ้น เขาคิชกูฏ 2563 กันเถอะ โดยเพจเฟซบุ๊ก เขาพระบาทพลวง จันทบุรี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า.. "เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2563 ถึง 24 มีนาคม

เปลี่ยนพัดลมเป็นเครื่องกรองฝุ่น PM2.5 ในราคาต้นทุนเพียง 30 บาท

ปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานนั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะมีผลกับร่างกายระยะยาว ได้แก่ 4 โรคด้วยกัน คือ โรคระบบทางเดินหายใจ, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรค, โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรืออาการตาแดง หลายวันมานี้ดูเหมือนท้องฟ้าบ้านเราจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนา แต่อย่าเผลอดีใจ เพราะนั่นกลับไม่ใช่หมอก มันคือ ฝุ่นควัน PM 2.5 ซึ่งถ้าใครได้ติดตามรับฟังข่าวมาตลอด คงได้ยินสถานการณ์อากาศในพื้นที่กทม.และปริมณฑลที่ว่าพบค่า PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานอยู่ไม่น้อย และที่ยิ่งกว่าความหนาแน่นของฝุ่นในอากาศ คือความรุนแรงของ PM 2.5 ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย และทำลายระบบอวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดโรคเรื้อรังและมะเร็ง วันนี้ TQM จึงนำข้อมูลมาฝากกันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีชื่อว่า PM 2.5 สามารถก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง ยิ่งเม็ดฝุ่นมีขนาดเล็กมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายมากเท่านั้น PM 2.5 คือฝุ่นละอองประเภทละเอียดที่ขนจมูกของมนุษย์ ไม่สามารถกรองได้ เพราะมีขนาดเล็กมากๆ ไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในขณะที่ขนจมูกสามารถกรองได้แค่ฝุ่นขนาด

ข่าวดี! มอเตอร์เวย์สายอีสาน เปิดทดสอบวิ่งช่วงสงกรานต์ ปี 63

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน-นครราชสีมา ว่า มอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กม. วงเงิน 84,000 ล้านบาท ทั้งหมด 40 ตอน ความคืบหน้าเวลานี้งานโยธาได้ผลงาน 85% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี 66 ตามแผน แต่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มีนโยบายเร่งรัดให้เปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 65 “ส่วนอัตราการจัดเก็บค่าผ่านทางใช้ระบบปิด (Closed System) คิดค่าธรรมเนียมตามระยะทางที่ใช้จริง มีวิธีจัดเก็บทั้งแบบเงินสด (Manual Toll Collection : MTC) และแบบอัตโนมัติ (Electronic Toll Collection : ETC) ตามประเภทรถ ได้แก่ รถยนต์ 4 ล้อ ค่าผ่านทางแรกเข้า 10

ดญ.ยอดกตัญญู ปั่นจักรยานเก็บขวดขาย หารายได้จุนเจือครอบครัว

เป็นประเด็นทั่วโลน์ออนไลน์ มีคนสนใจและถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง เมื่อสมาชิกผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Jithathai Chaiyathep ได้ออกมาเผยแพร่คลิปเรื่องราวของเด็กสาวยอกกตัญญูคนหนึ่ง ที่ไปพบโดยบังเอิญขณะน้องกำลังปั่นจักรยานเก็บขวดแก้ว ขวดพลาสติก ของเก่า นำไปขาย ข้อความทั้งหมดระบุว่า “ต้นทุนชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน​ บ้านน้องอยู่ข้างหมู่บ้าน​พูนสุข ตรงกันข้ามกับ​ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี​ รังสิต​ คลอง​ 3​ อยากช่วยน้องทักมาถามได้ค่ะ​ จะเก็บขวดที่บ้านไปช่วยน้องอีกแรง​” เบื้องต้น ทราบว่า ชื่อ น้องเจนนี่ อายุ 9 ขวบ เป็นต่างด้าว พ่อแม่เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ ตอนนี้น้องพักกับป้า (น้องเรียกว่าแม่) เรียนอยู่ที่โรงเรียนสามัคคีราษฎร์บำรุง น้องบอกว่าอยากหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวอีกแรง น้องอยู่กับคุณแม่ (จริงแล้วคือป้า) มีพี่น้อง 4 คน เมื่อถามว่าอยากได้อะไร หรืออยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม น้องบอกไม่อยากค่ะ หนูแค่อยากให้แม่ได้กินของที่อิ่ม ๆ บ้าง เพราะพอหนูไม่อยู่แม่ก็ไม่ค่อยกินอะไรเลย กลับไปถึงบ้านถามว่าแม่ได้กินอะไรหรือยัง แม่ก็ชอบว่าไม่หิว โดยสภาพที่อยู่อาศัยที่พักอาศัย เป็นเพิงสังกะสี ข้างหมู่บ้าน​พูนสุข ตรงกันข้ามกับ​ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี​ รังสิต​

ไม่ยอมแพ้โชคชะตา แพ้ยาจนตาบอดสนิท มุ่งมั่นจนคว้าปริญญาด้านกฎหมายสำเร็จ

กลายเป็นประเด็นมีการ Like & Share จำนวนมากเมื่อเพจ PR Ramkhamhaeng University ได้บอกเล่าประวัติของบัณฑิตรายหนึ่ง ไปดูโพสต์ที่กล่าวถึงกัน นายมเหศักดิ์ วงษ์นอก บัณฑิตนิติศาสตร์ อายุ 40 ปี บัณฑิตรามฯคนเก่ง! พิการตาบอดไม่ใช่อุปสรรค มุ่งมั่นคว้าปริญญาด้านกฏหมายจนสำเร็จ #บัณฑิตรามฯ2020 #RUรุ่นนี้45 #จบรามฯปังมาก “จากคนตาดีแพ้ยาจนตามองไม่เห็นตั้งแต่อายุ 12 ปีทำให้เรียนไม่จบ ป.6 ต้องหยุดเรียนเพื่อรักษาตัว จนอายุ 19 ปีที่ตาบอดสนิท ท้อแท้ที่สุดในชีวิตจนคิดผูกคอตาย เชือกที่อยู่ในมือกำลังมัดปมด้วยความสิ้นหวัง .... ..แต่ขณะที่กำลังจะผูกคอตนเองก็คิดขึ้นมาได้ว่าหากเรามีชีวิตอยู่ต่อไป อาจจะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้เรามองเห็นอีกครั้งก็ได้ และครอบครัวก็จะได้ไม่มาเสียใจมากๆ ทั้งที่ทุกคนต่างช่วยกันดูแลรักษาเราตลอดมา” จากนั้นจึงตัดสินใจไปเรียนที่ศูนย์ส่งเสริมอาชีพคนพิการ ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อปรับทัศนคติตนเองและเรียนอาชีพนวดแผนไทย เพื่อให้ตนเองได้มีอาชีพไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม ซึ่งที่ศูนย์แห่งนี้เปิดให้เรียน กศน. ด้วย ตนเองก็เริ่มเรียน กศน.

แม่ต้องทำงานหาเงินซื้อข้าว! ครูเห็นใจลูกศิษย์หอบน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียน

กลายเป็นประเด็นบนโลกออนไลน์ เมื่อมีเฟซบุ๊กชื่อ Pukpik Benjawan ซึ่งเป็นคุณครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.สกลนคร ได้โพสต์เรื่องราวและภาพของเด็กนักเรียนหญิงวัยมัธยมคนหนึ่ง ที่มาโรงเรียนพร้อมกับเด็กน้อยวัยหัดเดิน บางภาพเด็กน้อยนอนอยู่บนฟูกที่ปูไว้บนพื้นห้องพักครู โดยระบุข้อความว่า... "ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้เมื่อแม่กับพ่อแยกทางกัน แม่จะต้องหาเงินเพื่อมาเลี้ยงลูกอีก 2 คน ทำให้ไม่มีใครเลี้ยงน้องชาย พี่สาวก็ต้องเอาน้องมาเลี้ยงที่โรงเรียนเพื่อให้แม่ไปทำงานจะ ได้มีเงินมาซื้อข้าวกิน ด้วยตัวเราเป็นครูประจำชั้นก็ต้องดูแลช่วยอีกแรง ทั้งครูที่อยู่ในสายมัธยมด้วยกันเปลี่ยนเวรกันดูแลเพื่อให้พี่สาวได้เรียนหนังสือ ชีวิตน่าสงสารในโลกใบนี้ยังมีคนที่ลำบากกว่าอีกเยอะแยะ แม่ครู พ่อครูช่วยหนูได้เท่านี้ ใครสงสารหรืออยากช่วยเหลือนมหรือแพมเพิร์สช่วยเหลือได้นะหรือฝากกดแชร์เผื่อผู้ใจบุญอยากช่วยเหลือน้องๆ" หลังโพสต์นี้ถูกแชร์ออกไปแล้ว ปรากฏว่ามีชาวเน็ตแสดงความรู้สึกสงสาร เห็นใจ และยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้ว พร้อมทั้งชื่นชมคุณครูและเพื่อน ๆ ที่ช่วยเหลือเด็กคนนี้กันอย่างเต็มที่

ธ.กสิกร เปิดรับสมัครพนักงานหลายตำแหน่ง วุฒิ ป.ว.ส. ขึ้นไป

ในยุคที่หางานยากมาก จบสูงก็ใช่ว่าจะมีงานทำ เปอร์เซนต์การว่างงานของคนไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้เรานำโอกาสดีดีมากฝาก สำหรับคนที่อยากทำงานที่มั่นคง สวัสดิการดี โอกาสมาถึงแล้ว เมื่อ บริษัท โพรเกรส เอช อาร์ จำกัด เป็นบริษัทที่ให้การสนับสนุนการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยทางบริษัท เป็นผู้ดำเนินการสรรหาบุคลากร เพื่อเข้าทำงานให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร : เจ้าหน้าที่แนะนำบริการดิจิทัล (Digital Service Officer) พนักงานต้อนรับ – แนะนำ/เชิญชวน/ฝาก/ถอน ให้ใช้บริการผ่านช่องทาง K PLUS เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ / Smart Bill – ต้อนรับ แนะนำการให้บริการแก่ลูกค้าสาขาของธนาคาร – แนะนำการให้บริการผ่านเครื่องให้บริการอัตโนมัติ – นำเสนอช่องทางการให้บริการที่สะดวกรวดเร็วแก่ลูกค้าของธนาคาร **ปฏิบัติงานที่ธนาคารกสิกรไทยในเขตกรุงเทพฯ เขตพื่นที่ที่ต้องการ ***สีลม/สาทร/สุขุมวิท/สยาม/ปทุมวัน/มาบุญครอง/พญาไท/ปทุมวัน/อนุสาวรีย์/ลาดพร้าว/จตุจักร/ฟอร์จูน/รัชดา/ห้วยขวาง/พระราม 9/ดินแดง เส้นรถไฟฟ้า BTS รับด่วน!! ร่มเกล้า/โลตัส ศรีนครินทร์/โรบินสัน สมุทรปราการ/เมกา บางนา/สุขาภิบาล

ปลูกแตงโม แค่ 2 เดือน เก็บขาย สร้างรายได้ 2 ล้าน!

การทำเกษตรในบ้านเรานั้นมีความเสี่ยงอย่างมาก ในเรื่องดินฟ้าอากาศ ซึ่งต่างประเทศนั้นถ้าคุมปัจจัยเรื่องดินฟ้าอากาศได้ ผลผลิตก็จะได้ตรงตามเป้า แต่ในบ้านเรานั้นไม่เหมือนกัน เรื่องน้ำเองเป็นปัจจัยสำคัญมาก บ้านเราร้อนชื่น ฝนตกเยอะก็จริง ถ้าไม่มีแหล่งเก็บน้ำหรือการชลประทานที่ดี ก็ส่งผลอย่างมาก วันนี้เราจะพามาดู ตัวอย่างของเกษตรกร รายหนึ่ง ปลูกแตงโมหนีแล้ง ใช้ระยะเวลาแค่ 2 เดือน เก็บขายมีรายได้ 2 ล้านบาท! ในพื้นที่ 60 ไร่ หลังชาวบ้านบ้านท่าส้มป่อยรวมตัวกัน กิโลละ 6 บาท ขายปลีก 10 บาท นายวาทิต ปัญญาคม นายอำเภอเมืองลำปาง เปิดเผยว่า เนื่องจากประสบภัยแล้งในพื้นที่ อ.เมืองลำปาง จึงได้ประสานของบประมาณสนับสนุนจาก “กองทุนพัฒนาไฟฟ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” จำนวน 900,000 บาท เพื่อปรับปรุงพัฒนาคลองส่งน้ำชลประทาน ในเขต ต.ทุ่งฝาย อ.เมือง จ.ลำปาง เพื่อสนับสนุนเกษตรกร บ้านท่าส้มป่อย หมู่

ไอเดียสร้างบ้านไม้ไผ่ รักษ์โลก เรียบง่ายแต่น่าอยู่มาก

หลายคนคงจะเห็นว่าบ้านสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะสร้างบ้านสไตล์ลอฟที่ส่วนใหญ่ต้องใช้อิฐกับูนเป็นวัสดุหลักและในปัจจุบันนี้มันจะมีเทคโนโลยีต่างๆและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้ธรรมชาติในการพึ่งพาอาศัยกันอยู่ วันนี้เราก็จะพาไปดูไอเดียการแต่งบ้านอีกอย่างหนึ่งเป็นไอเดียที่น่าอยู่มากก็ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายและมีการสร้างสมดุลชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย และในวันนี้ที่เราจะพาทุกคนไปบ้านไม้ไผ่เป็นบ้านของคุณ Nopharat Pitchanthuk และคุณ Kanyapak Silawatanawongse นั้นเอง โดยลักษณะของบ้านไม้ไผ่ที่เราจะมาพากันไปชมวันนี้ก็จะมีลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้นมีโครงสร้างของบ้านขึ้นมาจากไม้ไผ่และตัวบ้านมีการยกพื้นต่ำตามฉบับบ้านไทยและตัวบ้านจะมีการออกแบบพื้นที่มีชั้นบ้านชั้นล่างและระเบียงชั้นบนโดยในส่วนของราคานั้นก็จะมีการออกแบบในลักษณะของเพิงหมาแหงนซึ่งทำให้ความรู้สึกของทันสมัยอยู่บ้าง โดยนอกจากไม้ไผ่และตัวบ้านนั้นก็ยังมีการนำกระจกใสซึ่งออกแบบติดตั้งตามผนังจึงทำให้รู้สึกว่าตัวบ้านใดมีความโปร่งสบายโปร่งใสและมีแสงสว่างเข้าสู่ในบ้านได้อย่างเต็มที่ในส่วนร่วมของบ้านนั้นก็ยังออกแบบไปด้วยไม้ไผ่ซึ่งบอกเลยว่ายังตรงเกษตรที่เจ้าของบ้านนั้นให้ใส่ใจกันเป็นอย่างนี้เพราะว่าเขาต้องการที่จะให้มีบรรยากาศสอดรับกับตัวบ้านและมีใช้ไม้ไผ่แบบโปร่งซึ่งจะทำให้ดูโปร่งสบายมากยิ่งขึ้น แล้วนี่ส่วนภายในบ้านนั้นก็จะออกแบบโดยใช้วัสดุพื้นที่อย่างชัดเจนและมีความโปร่งโล่งมีเพดานยกสูงซึ่งเหมาะโดยชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่นและตกแต่งด้วยชุดโซฟาสีน้ำเงินซึ่งให้มีการขัดกับตัวบ้านเป็นอย่างดีแต่ก็ให้ความรู้สึกว่าน่าอยู่เป็นอย่างมากและมีการจัดสรรภูภูมิจะผ่อนได้อย่างเป็นที่และยังมีกระจกใสที่ทำให้แสงสว่างนั้นสามารถเล็ดลอดเข้ามาสู่ในบ้านได้อย่างเต็มที่ทำให้มีทั้งบรรยากาศที่สวยงามอีกด้วย ในส่วนของห้องครัวในก็จะมีก่อผนังอิฐมอญและตกแต่งภายในด้วยเคาเตอร์แบบไม้โดยในพื้นที่ที่รับประทานอาหารน่าจะมีการตกแต่งด้วยโต๊ะไม้สีโทนอ่อนซึ่งเหมาะกับตัวบ้านเป็นอย่างดีอีกด้วย จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าบ้านไม่ไผ่ 2 ชนิดถือว่าเป็นไอเดียที่ออกแบบที่น่าอยู่และสวยงามอีกทั้งยังเป็นมิตรกับธรรมชาติมากด้วยซึ่งใครเห็นก็อยากอยู่กันทั้งนั้นอีกบอกเลยว่าไม้ไผ่นั้นเป็นไม้ที่สามารถสร้างได้ง่ายและอยู่ได้จริงเป็นวัสดุท้องถิ่นที่มีราคาไม่แพงและหาได้ในพื้นที่ของภาคไทยซึ่งถ้าหากใครสนใจในก็ลองหาไอเดียการสร้างบ้านไม้ไผ่และนำมาปรับปรุงให้เข้ากับที่อยู่อาศัยของตัวเองก็ได้และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เรานำมาเสนอกันในวันนี้ เป็นอย่างไรกันบ้างคะบอกเลยว่าน่าอยู่เป็นอย่างมากซึ่งถ้าหากใครสนใจแล้วนั้นก็สามารถดูแล้วนำไปปรับใช้ตกแต่งให้เข้ากับบ้านของตัวเองก็ได้ค่ะซึ่งบอกเลยว่าบรรยากาศบ้านนั้นน่าอยู่มากๆเห็นแล้วอิจฉาจริงๆที่มีบ้านสวยขนาดนี้ซึ่งถ้าใครมีพื้นที่ก็สามารถนำไม้ไผ่มาสร้างบ้านเป็นของตัวเองก็ได้ค่ะบอกเลยว่าบ้านนั้นดูโดดเด่นและน่าอยู่เป็นอย่างมาก

โชคชะตาเข้าข้าง! ชีวิตสุดลำบากบ้านไฟไหม้ หมดตัวไม่เหลืออะไร สุดท้ายดวงโตตรเฮง

ผู้ใหญ่บ้านชีวิตลำบากบ้านถูกไฟไหม้ สุดท้ายโชคชะตาเข้าข้าาง ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 รับเละ 12 ล้าน เผยที่มาเลขที่ซื้อเพราะชอบจนโชคดี เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 17 ม.ค. 63 ที่ สภ.วังตะเฆ่ จ.ชัยภูมิ นายเรไร เลิกพุทรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านหัวสะพาน ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พร้อมครอบครัว เดินเข้าพบ ร.ต.อ.วิทยา บุญช่วย รองสว.(สอบสวน) สภ.วังตะเฆ่ จ.ชัยภูมิ เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 17 ม.ค. 63 จำนวน 2 ใบ มูลค่า 12 ล้าน  นายเรไร กล่าวว่า ตนใช้ชีวิตลำบากมาก เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วบ้านถูกไฟไหม้บ้านทั้งหลัง ซึ่งกว่าจะตั้งหลักหรือทำอะไรได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างมาก และมีการซื้อหวยไว้เพื่อเสี่ยงโชคมาโดยตลอด

คะแนนเซเว่นบริจาคได้ ช่วยน้อง ๆ แลกซื้ออาหารและขนม เด็กกำพร้า-ด้วยโอกาส

เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นหูกับประโยค "มีออลเมมเมอร์ไหมคะ ?" ของร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาจำนวนมากทั่วประเทศไทย นั่นคือ เซเว่น อิเลฟเว่น โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายคนชื่นชอบ คือการสะสมแต้ม เพื่อนำคะแนนมาแลกเป็นของรางวัลที่กำหนด แม้ว่าการสะสมแต้ม จะถูกใจใครหลาย ๆ คน แต่ก็มีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่นิยมการสมัครสมาชิกเพื่อสะสมคะแนนกับทางร้านสะดวกซื้อดังกล่าว ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น สามารถนำคะแนนของคุณแบ่งปันให้กับ เพจ ครูอ๊อด ขออาสา เพจเฟซบุ๊กที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้การช่วยเลือเด็ก ๆ และสังคมไทย ผ่านการประชาสัมพันธ์ขอการช่วยเหลือ และรับบริจาคสิ่งของ โดยโครงการเหลือ-ขอ แล้วนำไปมอบหรือนำไปคัดแยกและจำหน่าย นำรายได้มาเป็นค่าเทอมให้เด็กด้วยโอกาส นอกจากยอดการซื้อจะไม่เสียเปล่าแล้ว คุณยังได้มีส่วนสนับสนุนขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับน้อง ๆ ในมูลนิธิบ้านนกขมิ้น น้องอิ่มท้อง คุณอิ่มบุญ แต้มที่ไม่ได้ใช้ ก็ไม่เสียเปล่าด้วยนะคะ เพียงแค่แจ้งพนักงานว่า "ขอรับบริจาค คะแนน ALL member เซเว่น เพื่อแลกซื้ออาหารและขนมให้เด็กๆครับ.." ท่านสามารถบริจาคได้ง่ายๆโดยกดเบอร์ผมที่แคชเชียร์ เวลาซื้อของ.ครับ 0818891501 สุรชัย สุขเขียวอ่อน

จากเศรษฐีเจ้าของอู่ต่อเรือ ชีวิตพลิกผัน สู่พนักงานห้าง ในวัย 81 ปี

เป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตจาก 'ลุงประชา' อดีตเจ้าของอู่ต่อเรือ ที่มีลูกจ้างกว่า 200 ชีวิต ชีวิตสุดพลิกผันธุรกิจเจ๊ง เพื่อนก็หาย ปัจจุบันอายุ 81 กว่าปี ผันตัวมาเป็นพนักงานห้างสรรพสินค้า โดยเฟซบุ๊ก พลากร เทศนำ ได้นำเสนอเรื่องราวของชายสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานห้างสรรพสินค้า โดยข้อความที่โพสต์ระบุว่า "พนักงานอาวุโส ผมพบกับคุณลุงประชา พนักงานของห้างใกล้บ้าน รู้สึกแปลกใจที่คุณลุงอายุมากแล้วยังต้องมาทำงานเป็นพนักงานขาย กะด้วยสายตาต้อง เจ็ดสิบกว่าแน่ๆ วันนี้ผมเดินหาซื้อของใช้ในห้างคุณลุงเดินมาถามว่าต้องการรถเข็นมั้ย ผมก็กำลังมองหาพอดี เลยถือโอกาส สนทนากับคุณลุง คุณลุงครับ ยังต้องมาทำงานอีกเหรอ ผมถามแก ก็ท้องมันหิวทำไงได้ล่ะลุงตอบ ดีน่ะที่นี่ผู้จัดการเขาสงสารผมก็เลยรับเข้าทำงาน ผมทำงานทุกวันตั้งแต่เก้าโมงเลิกหนึ่งทุ่ม ผมทำแบบนี้ทุกวัน ไม่เคยหยุด คุยกันไปลุงก็เช็ดจานชามไป ผมหยุดไม่ได้ เพราะเขาให้เงินเราทุกวินาที ทุกวินาทีจริงๆ คุณคิดดูสิเวลาผ่านไปทุกวินาทีเป็นเงินทั้งนั้น พอคุยกันถูกคอ คุณลุงเล่าว่าเมื่อก่อนนั้น เคยเป็นผู้รับเหมาที่อู่ต่อเรือ มีลูกจ้างสองร้อยกว่าคน มีเพื่อนฝูงมากมายแล้วพอธุรกิจเจ้ง เพื่อนหายหมด ไปกดกริ่งหน้าบ้านใครก็ไม่เปิดประตูต้อนรับ จึงพบกับสัจธรรมของชีวิต

สุดเจ๋ง เพาะถั่วงอกในโอ่งขาย สร้างรายได้เป็นอาชีพหลัก เดือนละกว่าครึ่งแสน

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านพระ เลขที่ 182 หมู่ 4 ต.มะเริง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขาย มาเป็นระยะเวลานานเกือบ 40 ปี จนได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อาชีพของชุมชนในปัจจุบัน นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี ผู้ทำอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณแห่งนี้ เปิดเผยว่า ในอดีตนั้นครอบครัวของตนเคยมีอาชีพทำไร่ ทำนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆ มานี้ประสบกับปัญหาภัยธรรมชาติหลายอย่าง ทั้งเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นครอบครัวของตนจึงได้ตัดสินใจขายที่นาไปเกือบหมด แล้วนำเงินที่ได้มาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้บริเวณใต้ถุนบ้านของตนเอง เป็นสถานที่เพาะถั่วงอกขาย ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ลองผิดลองถูก ใช้หลายวิธีแต่ก็ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ต่อมาได้มีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งดีกว่า ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ แต่ยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพจริงจัง ตนจึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะถั่วงอกในโอ่งขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี 2522 ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มได้ผลผลิตดี สามารถนำไปขายส่งให้กับตลาดสดในตัวเมืองนครราชสีมาได้จำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันครอบครัวของตน

แม่บ้านสู้ชีวิต ลาออกจากงานเลี้ยงลูกป่วย ปลูกเมล่อนพันธุ์นำเข้า ขายรุ่งทางโซเชียล

แม่บ้านพลทหารในสังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ซึ่งลาออกจากงานประจำมาดูแลลูกที่ป่วยหนัก ใช้เวลาว่างจากการดูแลลูกมาปลูกเมล่อนขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ไปที่แปลงเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง ภายในกองพลทหารช่าง 202 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบนางเบญจมาศ สังฆมณี อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของ จ.ส.อ.นิกรกิจ สังฆมณี ข้าราชการทหารในสังกัดกองพลทหารช่าง 202 พบว่าบริเวณดังกล่าวได้มีการทำเป็นโรงเรือนปิด 1 โรง ภายในมีการปลูกเมล่อนในระบบน้ำหยดซึมนับร้อยต้น ซึ่งกำลังออกลูกใกล้ถึงเวลาเก็บผลผลิตอยู่เป็นจำนวนมาก จากการสอบถามนางเบญจมาศ สังฆมณี เจ้าของโรงปลูกเมล่อนแห่งนี้ ได้รับการเปิดเผยว่าก่อนหน้านั้นตนได้ลาออกจากงานประจำในโรงงาน เพื่อมาดูแลลูกสาวที่ป่วย ซึ่งทำให้ครอบครัวต้องขาดรายได้ เพราะลำพังเงินเดือนของสามีก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงใช้เวลาว่างจากการดูแลบุตรไปสมัครเข้าเรียนหนังสือที่ กศน.อำเภอเมืองนครราชสีมา ในระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งทางศูนย์ กศน.ก็ได้พาไปศึกษาดูงานที่ฟาร์มของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. และเกิดมีความสนใจเรื่องการปลูกเมล่อนขาย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย รวมทั้งยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาก ต่อมาจึงได้ปรึกษาสามี คือ จ.ส.อ.นิกรกิจ สังฆมณี เพื่อขออนุญาตผู้บังคับบัญชา ขอใช้พื้นที่บริเวณแปลงเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงของกองพลทหารช่าง 202

เกษตรกรชุมชนสงขลา หันปลูกพลู จนกลายเป็นอาชีพหลัก โกยวันละพันบ. ตลาดต้องการสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “พลูหรือใบพลูพืชที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ใช้กินกับหมากหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่จะปลูกกันไว้บริเวณบ้านกินบ้างขายบ้าง ยังไม่มีการปลูจริงๆจังๆเป็นอาชีพ” ขณะที่ชาวบ้าน หมู่ 4 ต.สนามชัย อ.สทิงพระ จ.สงขลา ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลูทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลัก ขณะนี้มีชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่ม 26 คน และปลูกพลูส่งขายตลาดสงขลาและตลาดต่างประเทศกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เนื่องจากขณะนี้ใบพลูกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศทั้งอินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งตลาดในพื้นที่ แม้จะเป็นพืชที่ปลูกกันทั่วไปแต่ยังมีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและยังมีพื้นปลูกกันค่อนข้างน้อย “สมบูรณ์ ปัญจะ” อายุ 70 ปี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพลู เปิดเผยว่า สมาชิกแต่ละคนจะปลูกพลูในพื้นที่บริเวณบ้านของตัวเอง จะใช้พื้นที่หลังบ้าน ประมาณ 1 ไร่ ปลูกพลูเต็มพื้นที่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน แต่ขณะนี้ได้เปลี่ยนมาปลูกพลูอย่างเดียว หลังจากที่พลูเป็นที่ต้องการของตลาดราคาปรับตัวสูงขึ้นจากกำละ 7 บาท เป็นกำลัง 17-18 บาท แต่ละวันสามารถเก็บส่งขายได้60-70 กำ เฉลี่ยประมาณ 20 ใบต่อ1 กำ มีรายมากกว่า1,000 บาทต่อวัน เป็นรายได้ที่ดีมากและช่วยกันทำสองคนตายาย

คนจ.อยุธยา เก็บเห็ดตับเต่าริมรั้วช่วงหน้าฝน ขาย 4 เดือน มีรายได้เกือบ 5 แสน

ดินใต้โคนต้นโสนที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยานับเป็นสิ่งล้ำค่าราวกับขุมทรัพย์ เพราะดินจากธรรมชาติบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะเป็นที่ขึ้นของ “เห็ดตับเต่า” เห็ดที่มีหมวกลักษณะคล้ายร่มสีดำ – น้ำตาลอมเหลืองอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 10 – 25 ซม น้ำหนักเยอะต่อ1ดอก เกือบ 2 กิโลกรัม มีขนเล็กๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล ส่วนเนื้อของเห็ดชนิดนี้จะหนา มีความเหนียวหนึบ เมื่อนำมาต้มหรือผัด จะไม่ค่อยเละหรือแหยะเหมือนเห็ดชนิดอื่น เห็ดตับเต่ามักจะขึ้นในช่วงฤดูฝน ขึ้นมากในป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าต้นสะแก ถ้าเป็นในสวนมักจะพบในสวนผลไม้ เช่น สวนไผ่ รวมถึงขึ้นมากใต้โคนต้นโสน ที่ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณจำลอง จักรกร บ้านเลขที่ 55 หมู่ 6 ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หญิงสาววัย 56 ปี เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีอาชีพทำนามากว่า 100 ปี แต่ปัจจุบันเลิกทำนาแล้ว หันมาปล่อยที่นาให้คนเช่า

ไม่ยอมแพ้! สาวเมืองคอนล้มละลายธุรกิจถมที่ เริ่มต้นใหม่ เช่าที่ปลูกกล้ายางล้างหนี้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นางสาวรัชทิพย์ ทองมีสี อายุ 44 ปี ชาว ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจรับถมดินทั่วทุกพื้นที่ กระทั่งครั้งสุดท้ายตนไปถมดินให้โครงการก่อสร้างศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงทุนไปนับสิบล้านบาท เช่ารถ จ้างคน น้ำมัน จิปาถะ ท้ายที่สุด บริษัทคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำผิดเงื่อนไข ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกสัญญา ตนพร้อมเพื่อน ซึ่งถมดินไปแล้วจึงไม่รู้ว่าจะไปขอเบิกจ่ายเงินกับใคร ส่งผลให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับลูกน้อง ค่าเช่ารถ และอื่นๆ เป็นบางส่วน เวลาเกือบ 2 ปี ที่ต่อสู้ขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะไร้ผล อนาคตดับวูบ “จึงตัดสินใจขายรถสิบล้อคันสุดท้าย ยุติอาชีพรับถมดิน รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง จ่ายหนี้เร่งด่วน ที่เหลือไว้เป็นทุน รับอาสาทำหน้าที่เฝ้าสวนยางให้เพื่อนใจดี แลกเปลี่ยนกับขอใช้ที่ว่างหลังสวนยางกว่า 5 ไร่ ปลูกถั่ว มัน

เกษตรกรหันปลูกกระจับราคาดีกิโลกรัมละ 40-50 บาทลูกค้าลาวรับถึงที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่จังหวัดหนองคายมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สภาพอากาศดี ฝนที่ตกยังสร้างความชุ่มชื่นให้กับพืชผลทางการเกษตร ส่งผลให้ออกผลผลิตดี เกษตรกรปลูกกระจับที่บ้านนาพิพาน ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย ก็ได้รับผลดีกับฝนที่ตกในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน คือกระจับที่ปลูกเจริญงอกงามและให้ผลผลิตสูง นายสุวพิษ ศรีวงษ์ อายุ 58 ปี เกษตรกรที่ปลูกกระจับในสระน้ำพื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษ บอกว่า กระจับเป็นพืชที่ปลูกกันมานาน หลังจากที่ตนสูบน้ำออกจากสระแล้ว จึงได้คิดจะปลูก เนื่องจากเห็นว่าที่ตลาดสดที่ตนไปขายผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่น ไม่มีกระจับขายในตลาด จึงได้ไปหาพันธุ์กระจับมาปลูก กระจับพันธุ์ที่นำมาปลูกเป็นกระจับเขาควายแบบเขาสั้นซึ่งเป็นกระจับที่นิยมปลูกกันในสมัยโบราณ และเป็นที่นิยมมากกว่าแบบเขายาว เนื่องจากมีรสชาติอร่อย ทานสดได้ และนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด นายสุวพิษกล่าวต่อไปอีกว่า ในเรื่องของการตลาดนั้นในจังหวัดหนองคาย ไม่มีปัญหา เนื่องจากยังมีคนปลูกน้อย ผลผลิตออกมาเท่าไหร่ขายได้หมด ลูกค้ามีทั้งมาซื้อถึงที่และนำไปขายที่ตลาดสด หากได้จำนวนมาก ๆ คือตั้งแต่ 50 กก.ขึ้นไปก็ติดต่อลูกค้าชาวลาวให้มารับถึงที่เลย ราคาขณะนี้ถือว่าดีมาก คือขายที่ตลาดกิโลกรัมละ 50 บาท หากมาซื้อถึงที่กิโลกรัมละ 40 บาท ในแต่ละวันจะเก็บได้ 20 –

ปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง” หน่อดก รสชาติหวาน กรอบ ทำหน่อนอกฤดูก็ได้ กินสดยังอร่อย

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีเลย นอกจากนั้น การปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด อย่างกรณีของ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่ ต่อมาได้ต่อยอดมาเปิดร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก คุณภัทรา เล่าย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานบนเส้นทางของข้าราชการครูมานานถึง 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ก็ได้รับการแนะนำจากน้องสาวให้ลองปลูกไผ่บงหวาน ก็ได้ศึกษาเรื่องไผ่บงหวานและก็ได้ตัดสินใจไปซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 กล้า เป็นเงิน 25,000 บาท และก็ได้นำมาปลูกและขยายมาเรื่อยๆ ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก

รองนายกเทศมนตรีปทุมฯ แนะเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เลี้ยงง่าย รายได้ดี ตลาดต้องการสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายพิภพ ปานแย้ม อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดเผยถึงการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเป็นรายได้เสริมครอบครัว ว่าปกติงานบริหารขององค์กรนั้น ผู้บริหารก็จะให้นโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ เพียงติดตามงานและความคืบหน้ามีปัญหาอย่างไรบ้างในการปฏิบัตินั้นๆ ซึ่งบางครั้งก็ลงไปรับฟังความคิดเห็น ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แต่ก็มีเวลาว่างบ้างในการที่จะหารายได้เสริมเข้ามาในครอบครัว ก็ใช้เวลาบางช่วงมาทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามแดง (Redclaw Crayfish) หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด เริ่มซื้อกุ้งก้ามแดงมา 30 ตัว ราคา 1,600 บาท มาเลี้ยงเพื่อความสวยงาม โดยมีถังซีเมนต์ที่เคยใช้เลี้ยงปลาทั่วไปเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา โดยปกติแล้วชอบการเกษตรแบบปรัชญาเศรษฐกิจตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คืออยู่อย่างพอเพียง ซึ่งก็ได้ชักชวนพนักงานของเทศบาลรวมกลุ่มกัน โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านบางส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาสร้างบ่อซีเมนต์เล็กๆ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ใครไม่มีก็มาขอแบ่งปันกันไปศึกษาวิธีการเลี้ยงและดูแลให้กุ้งมีสุขภาพที่แข็งแรงและเจริญเติมโตเร็ว ซึ่งก็เริ่มกระจายกลุ่มในเทศบาลของเราเอง ตอนนี้ก็มีชาวบ้านเริ่มสนใจเข้ามาขอรายละเอียด ก็ให้คำแนะนำเขาไป ซึ่งตัวผมเองไม่ได้หวงความรู้ในเรื่องนี้ แต่ยากให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมให้กับครอบครัวของเขาเองมากกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงไม่ใช่เลี้ยงเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่กุ้งก้ามแดงยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมกัน แต่ถ้าใครเลี้ยงเป็นฟาร์มใหญ่ๆ ก็สามารถส่งต่างประเทศได้ สำหรับคนไทยเราที่ไม่มีทุนก็เริ่มจากเล็กไปก่อน แล้วค่อยๆ ขยาย ที่ผ่านมาผมมีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งมาเกือบทุกชนิด แต่มาพบว่ากุ้งก้ามแดงเลี้ยงง่ายกว่ากุ้งอื่นๆ มาก และที่สำคัญมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อม และโรคที่มาจากเชื้อโรคตามธรรมชาติสูง

“หลุมพอเพียง” ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียว ลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ

หลุมพอเพียง คือ การปลูกพืชหลายอย่างในหลุมเดียว หลุมที่ว่านี้ไม่ได้สภาพเป็นหลุมลึก ๆ แต่เป็นการปลูกพืชเป็นกลุ่ม ขนาดที่น่าลองทำคือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร แต่สำหรับคนที่มีพื้นที่ว่าง เพื่อเตรียมปลูกพืช อาจจะทำหลายๆหลุม ขนาดที่กำลังพอแรง คือขนาดกว้าง 80 – 100 เซนติเมตร จะทำวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ระยะห่างระหว่างหลุม 4 x4 เมตร ถ้ามีพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 100 หลุม หรือถ้าไม่มีที่เป็นผืนก็สร้างหลุมไว้ตามหัวไร่ปลายนา มุมบ้าน หลังครัว ขอบบ่อน้ำ ริมทางเดิน ได้หมด หลุมพอเพียง เป็นวิธีการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ในหลุม เริ่มจากเตรียมพื้นที่ตามขนาดที่กำหนด แล้วก็ปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปวงกลมหรือเป็นล็อกสี่เหลี่ยม จากนั้นปลูกไม้ในหลุมนี้ ลงได้ถึง 4 – 5 ประเภทในหลุมเดียว เพื่อลดภาระการรดน้ำ ปลูกซ้ำ และเกื้อต่อการกำจัดศัตรูพืชเพราะให้ทุกอย่างเกื้อกูลกันเอง ต้นไม้ที่จะปลูกในหลุมแบ่งเป็น 5 ประเภท 1.

เปิดชีวิตนักร้องลูกทุ่งขวัญใจใครหลายคน แม้ดังแค่ไหน ใช้ชีวิตแบบบ้าน ๆ

ในปัจจุบันนั้นในเรื่องของเงินทองการใช้ทรัพย์สินนั้นก็เป็นปัจจัยหลักในการที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ของผู้คนรวม ถึงนักร้องดาราหลายๆ คนแต่ไม่ใช่ กับนักร้องลูกทุ่งหลายๆคน ที่โด่งดังมาก แค่ไหนก็ยังใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ยึดติดกับวัตถุหรือของแบรนด์เนม เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติให้เหมือนคนธรรมดาติดดินมากที่สุด โดยนักร้องเหล่านี้นั้นจะมีใครบ้างนั้น เรามาดูกันเลย 1. ไมค์ พิรมย์พร เป็นคนที่ไม่ใช้ชีวิตหรูหราที่ดินอยู่กับธรรมชาติทำสวนทำไร่ทำนาเป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายโดยในแต่ละมื้อกินแค่น้ำพริกกับผักต้มก็อยู่ได้มีทั้งเสียงเพลงของเข้านั้นยังสามารถส่งเสียให้ลูกสามารถเรียนจบเมืองนอกได้อีกด้วย 2. ก้อง ห้วยไร่ เจ้าของเพลงฮิตอย่างเพลงไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ซึ่งประสบความสำเร็จในวงการเพลงเป็นอย่างมาก แต่ตัวเขานั้นก็ยังใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่บ้านก็แต่งตัวสบายๆทานข้าวแบบง่ายๆ และไม่ลืมหน้าที่ของการเป็นลูกที่ดี 3.ไผ่ พงศธร นอกจากความสามารถในการร้องเพลงที่ได้รับการยอมรับแล้วนอกจากนี้ตัวเขาก็ยังเป็นที่รักเพราะว่ามีความเรียบง่ายและเป็นกันเองเป็นอย่างมากโดยใช้ชีวิตติดดินแบบสุดๆโดยเฉพาะภาพถ่ายที่ถูกใจกันมากที่สุดคือภาพของไผ่พงศธรกำลังนั่งทานข้าวกับคุณแม่บนศาลาริมถนนในต่างจังหวัดซึ่งถือเป็นภาพที่ใครหลายคนเห็นแล้วก็รู้สึกอิ่มใจไปตามๆกัน 4. เบิ้ล ปทุมราช นักร้องขวัญใจลูกเล็กเด็กแดงที่ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไปแม้ตอนนี้จะมีชื่อเสียงมีผลงานแต่ก็วางตัวได้เป็นอย่างดีและหลังต้องนะตัวเขาก็เป็นหนุ่มนิสัยดีอยู่ง่ายกินง่าย 5. ต่ายอรทัย เจ้าของฉายาราชินีดอกไม้เป็นศิลปินที่ใครๆหลายคนก็ยกเป็นแบบอย่างทั้งเรื่องของการร้องเพลงและการวางตัวรวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตที่เป็นอีกคนนึงแม้จะโด่งดังมากแค่ไหนแต่ก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายและติดดีอยู่เสมอและความเสมอต้นเสมอปลายนี้ก็ทำให้มีแฟนคลับนั้นรักเธออย่างมากมายและครองใจแฟนคลับมาอย่างยาวนาน

ผักบ้าน ๆ มากสรรพคุณ ช่วยบำรุงสมอง ต้านความจำเสื่อม

โดยในวันนี้เราก็อยากจะพาทุกคนมาดูผักพื้นบ้านที่เป็นพืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิดและทุกคนก็มารู้จักกันและมีสิทธิ์คุยอะไรกันอยู่แล้วโดยรูปแบบผักสมุนไพรที่อยู่ในรูปแบบของพืชผักสวนครัวนั้นก็จะมีทั้งมะกรูด มะนาว กระชา ยตะไคร้ข่า พริกขี้หนู นอกจากนี้ก็ยังมีพืชพื้นบ้านอื่นๆอีกหลายชนิดที่มีสรรพคุณมากมายและในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมานำเสนอ 10 ผักสวนครัวพี่มีคุณประโยชน์ต่อเรากัน 1.ผักหวานเป็นผักที่นิยมนำไปนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริกไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกจากสารพัดชนิดใช้ทำแกงได้อร่อยเป็นอย่างมากคนอีสานนิยมนำไปแกงใส่ไข่มดแดงถือเป็นอาหารยอดฮิตนักเรียนทางเหนือก็นิยมนำไปแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับคุณเต้นเป็นผักที่มีรสชาติหวานอร่อยสามารถทำเมนูได้หลากหลายชนิด โดยประโยชน์ของผักหวานนั้นก็สามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันเกี่ยวกับระบบประสาทสมองป้องกันโรคอัลไซเมอร์โรคมะเร็งโรคหัวใจขาดเลือดโรคเบาหวานลดความอ้วนช่วยบำรุงร่างกายต่อต้านอนุมูลอิสระแก้อาการร้อนในลดไข้แก้น้ำดีพิการแก้อาการเบื่อเมาแก้บรรเทาอาการปวดมดลูกแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย 2. ผักกูดเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่นิยมนำมากินกันอย่างรักหลายสามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลายและอร่อยเป็นอย่างมากโดยคุณระโยชน์ของมันมันก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและเบต้าแคโรทีนทหารนำผักกูดมาต้มเป็นน้ำดื่มสามารถช่วยอาการตัวร้อนได้ 3.ใบชะพลูเป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่นิยมมากินกับอาหารรสแซ่บไม่ว่าจะเป็นน้ำตกลาบปลาย่างรวมถึงน้ำพริกต่างๆทั้งยังเป็นเครื่องปรุงที่เสริมรสชาติอาหารได้อย่างอร่อยแนะนำมาทำเมนูได้อย่างหลากหลายโดยประโยชน์ของมันมันก็จะช่วยในเรื่องของบำรุงธาตุขับลมและแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ 4.ใบบัวบกใบบัวบกนะมีรสชาติของอ่อนๆแต่มีกลิ่นหอมสามารถเป็นพืชที่กินสดได้จึงกลายเป็นผักแกล้มอาหารรสเข้มข้นต่างๆนอกจากนี้ยังนำมาคั้นเป็นน้ำผสมน้ำตาลเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่ให้รสหวานหอมชุ่มคอและระบายความร้อนได้เป็นอย่างดีโดยคุณนะประโยชน์ของมันมันก็จะมีเรื่องของบำรุงสมองบำรุงหัวใจแก้ไมเกรนและแก้ช้ำในอีกทั้งยังมีความเชื่อที่ว่าเป็นยาอายุวัฒนะและยังช่วยเสริมสร้างการสร้างคอลลาเจนด้วย ยังช่วยเพิ่มความจำให้กับผู้สูงอายุทำให้แก้โรคสมาธิสั้นช่วยเพิ่มสมาธิแก้อาการปวดหัวศีรษะข้างเดียวแก้อาการวิงเวียนศีรษะได้เป็นอย่างดี 5.ผักปลังเป็นผักที่นิยมนำมาลวกหรือนึ่งสุกและจิ้มกินกับน้ำพริกโดยสามารถนำไปกินกับน้ำพริกได้อย่างหลากหลายหรือสามารถเอาไปแกงไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายได้ด้วยเช่นกันเหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาในเรื่องของการขับถ่ายเพราะผักชนิดนี้จะช่วยในเรื่องของการระบายได้เป็นอย่างดี 6.ไหลบัวสามารถนำมาทำอาหารอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นผักสดหรือทำเป็นส้มตำหรือนำมาแกงส้มหรือผัดก็ได้ซึ่งถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะเป็นยาเย็นช่วยบำรุงร่างกายแก้อาการอ่อนเพลียบำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี 7. ผักแพวนิยมกินเป็นผักสดแหนมกับอาหารรสจัดทุกชนิด และสามารถนำมาตัดกิ่งกลิ่นคาวปลาได้เป็นอย่างดีโดยประโยชน์นั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายชะลอวัยและต่อต้านโรคมะเร็งอีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและทำให้รับประทานอาหารได้ง่ายขึ้นและช่วยบำรุงประสาทอีกทั้งยังช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น 8. ใบยอ ถือเป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยในทั่วทุกภาคโดยหลายคนนั้นมาจากนิยมเอามาเป็นกระทงห่อหมกซึ่งมีความอร่อยที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีบางคนก็เอาไปแกงอ่อมใบยอโดยคุณประโยชน์ของมันนั้นก็จะสามารถช่วยบำรุงร่างกายแก้อาการปวดท้องท้องร่วงได้เป็นอย่างดี 9. ย่านาง เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำแกงต่างๆไม่ว่าจะเป็นแกงหน่อไม้ไผ่ป่าซุปหน่อไม้แกงขี้เหล็กและย่านางนั้นยังช่วยชูรสชาติอาหารจานนั้นให้อร่อยมากยิ่งขึ้นและมีคุณประโยชน์ในเรื่องของการดับพิษร้อนถอนพิษไข้ 10. หัวปลีกล้วย สามารถนำมากินได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นแบบสดหรือกินกับเต้าเจี้ยวหลนกะปิคั่วผัดไทยชุบแป้งทอดก็อร่อยทั้งนั้นอีกทั้งหัวปลีนั้นยังเป็นอาหารยอดนิยมที่คนนำมารับประทานเพื่อลดน้ำหนักกันอีกด้วยซึ่งประโยชน์ของมันนั้นก็ช่วยในเรื่องของการรักษาโรคโลหิตจางลดความดันโลหิตแก้ร้อนในและแก้กระหายน้ำอีกทั้งยังบำรุงฟันให้ฟันแข็งแรงและทำให้ฟันขาวสะอาดเบาะอย่างมากสำหรับแม่ลูกอ่อน พี่กำลังให้นมบุตรเพราะกำลังช่วยในเรื่องของการบำรุงน้ำนมและยังเป็นเกราะป้องกันกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังรักษาโรคเบาหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีบำรุงธาตุบำรุงเลือดเพิ่มความเปล่งปลั่งทำให้ผิวพรรณดูมีเลือดฝาดดีอย่างมากต่อผู้ป่วย

ข่าวดี! รพ.ธรรมศาสตร์ ผ่าตัดข้อเทียม ต้อกระจก ส่องกล้อง ฟรี

ได้ล่าสุดนี้ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้มี รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและอีกหลายฝ่ายร่วมกันแถลงข่าวโครงการจิตอาสาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมผ่าตัดต้อกระจกและส่องกล้องทางเดินอาหารโดยที่คนไข้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นมอบโอกาสให้กับผู้ยากไร้ในโอกาสครบรอบ 85 ปีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในตลอดระยะเวลาที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้มีการเน้นย้ำการสร้างภูมิจิตสำนึกของการเป็นจิตอาสาให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้โดยเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งทางโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทุกสาขามีบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกกว่า 1 ล้านคนต่อปีอีกทั้งยังมีเทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยอีกด้วย ในครั้งนี้จึงขอโอกาสในการเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญของมหาวิทยาลัยโดยการจัดโครงการจิตอาสาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมผ่าต้อกระจกและส่องกล้องทางเดินอาหารโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อผู้ยากไร้ในโอกาสครบรอบ 85 ปีของมหาวิทยาลัยโดยโครงการดังกล่าวนั้นมีหลักเกณฑ์สมัครดังนี้.. ผู้ที่รับบริการจะต้องมีสัญชาติไทยมีบัตรประชาชนและมีรายได้ไม่เกิน 20000 บาทต่อครอบครัวและเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองและว่ามีอาการข้อเข่าและข้อสะโพกและข้อหัวไหล่เสื่อมจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติตามัวปวดท้องจุกแน่นลิ้นปี่กลืนลำบาก ท้องผุก ท้องเสีย โดยจะให้บริการด้านละ 85 รายโดยไม่เรียกเก็บเงินส่วนเกิน หากใครสนใจก็สามารถเข้าร่วมโครงการที่จะต้องผ่านหลักเกณฑ์การคัดกรองจัดการทีมแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์อาจจะมีหลักเกณฑ์นอกเหนือจากที่ระบุไว้โดยสามารถสอบถามได้ที่เบอร์โทร 0 2926 9999 รับสมัครภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 63

ลูกที่มีโอกาสได้ดูแลพ่อแม่ ถือว่าเป็นคนมีบุญที่สุดแล้ว

คนเราเกิดมาได้เพราะมีพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดฉะนั้นเราจึงถือว่าทั้งสองถือผู้ที่มีพระคุณที่สุดในชีวิตเพราะทำให้เราเติบโตมาจากนั้นเมื่อเราเติบโตมาสิ่งที่เราควรจะทำคือคอยดูแลท่านเพราะท่านคอยสั่งสอนให้เราเป็นคนดีของสังคมและการตอบแทนบุญคุณก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรที่จะทำรวมถึงผู้ใหญ่บางคนที่มีพระคุณต่อเราไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือญาติพี่น้องคนอื่นๆที่เขาดูแลเราแทนพ่อแม่ ด้วยพ่อแม่ถึงเป็นต้นแบบทางกายและเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้หลายสิ่งหลายอย่างในโลกมีคุณค่าที่สูงขึ้นนอกจากนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ยังเป็นต้นแบบทางใจที่คอยให้ความอุปการะเลี้ยงดูเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมและอบรมสั่งสอนให้เกิดกิริยาที่มีและมารยาทอีกทั้งยังให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ลูกๆฉะนั้นพ่อและแม่นั้นก็เป็นต้นแบบทั้งกายและใจให้กับเรา กินข้าวอบรมเลี้ยงดูเรามาเป็นต้นแบบทางใจก็จะยิ่งมีพระคุณมากเป็นอเนกอนันต์ โดยการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่นั้นสามารถทำได้แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปบ้างเลี้ยงดูตามกำลังทรัพย์คอยดูแลยังเจ็บไข้ได้ป่วยพาไปเที่ยวพักผ่อนบ้างหรือซื้อข้าวของเครื่องใช้จำเป็น สำหรับใครที่ไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากเพียงแค่ปฏิบัติดูแลท่านก็ถือว่าเป็นอานิสงส์ผลบุญใหญ่และนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำให้ลูกนะสามารถตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้ ฉะนั้นเราควรจะตอบแทนบุญคุณคนเหล่านี้ตามหลักมงคลที่ 11 ในเรื่องของการบำรุงบิดามารดาโดยสามารถออกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงได้ดังนี้ ช่วงที่ 1 หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณมีชีวิตอยู่ก็ให้ทำการช่วยเหลือในเรื่องกิจการคอยดูแลเมื่อยามแก่ชราและคอยเอาใจใส่ ช่วงที่ 2 หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณได้ล่วงลับจากไปให้ทำการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับท่านอย่างสม่ำเสมอ และการที่เราเป็นลูกนั้นเราควรจะเป็นลูกที่กตัญญูกตเวทีและสนองพระคุณทั้งหมดนี้ได้โดยการที่เราจะสามารถกระทำดังกล่าวให้กับพ่อแม่ได้ดังนี้ -หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณยังไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องพยายามชักนำให้ท่านอยู่ในศรัทธาให้จงได้ -หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณไม่พร้อมด้วยการให้ทานก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคการ -หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณยังไม่มีสินก็พยายามชักนำให้ทานรักษาศีล -หากพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณยังไม่รู้จักการทำสมาธิภาวนาก็พยายามชักจูงท่านให้ทำสมาธิภาวนา นอกจากนี้หากใครนั้นได้ทำการดูแลพ่อแม่และอานิสงส์ของการดูแลพ่อแม่และผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามานั้นก็จะได้กลับมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ทำให้มีความอดทน / เป็นคนที่มีสติรอบคอบ / ทำให้เป็นคนที่มีเหตุผล / ทำให้พ้นทุกข์ / ทำให้พ้นภัย / ทำให้ได้ลาภ / แคล้วคลาดปลอดภัยในยามคับขัน / เทวดาลงมาพิทักษ์รักษ / าผู้กระทำได้รับการยกย่องสรรเสริญ / ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า / หากมีลูกก็จะได้ลูกที่ดี / ทำให้พบเจอแต่ความสุขและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง

เปิดชีวิตหมวดวิชัย ใคร ๆ ก็ว่าบ้า ปลูกไปแล้วกว่า 3 ล้านต้น

โดยล่าสุดมีที่ตึกผู้ป่วยอาคาร 4 ชั้น 3 เตียง 1 ที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ทาง ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ ซึ่งเป็นคนที่ปลูกต้นไม้ชื่อดังมานอนพักรักษาตัวมา แล้ว 2 วันโดยทางแพทย์ รพ.ขุขันธ์ ซึ่งได้มีการส่งตัวต่อมาที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ เนื่องจากว่าทางโรงพยาบาลขุขันธ์ไม่มีแพทย์ที่จะสามารถรักษาโรคเฉพาะทางได้ เพราะ ร.ต.ต.วิชัย ป่วยเป็นโรคหัวใจวายจำเป็นจะต้องให้แพทย์เฉพาะทางทำการรักษาเท่านั้นซึ่งในตอนนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดโดยตามแขนและขามีสายน้ำเกลืออยู่จะไปหมดซึ่งจะได้มีนาย ภัทรวุฒิ สุริยุทธ ผู้เป็นลูกชายคอยดูแลตลอดเวลาและทางโรงพยาบาลศรีสะเกษก็มีการรักษาอย่างเต็มที่ โดยทางคุณวิชัยนักปลูกต้นไม้ชื่อดังของประเทศไทยได้มีการกล่าวว่าก่อนหน้านี้ตัวผู้ป่วยเป็นโรคไตวายต้องทำการฟอกไต สัปดาห์ ละ 3 ครั้ง ซึ่งผลจากการฟอกไตบ่อยๆทำให้เป็นโรคหัวใจวายเพราะหัวใจขาดเลือดจึงให้มารักษา ตัวที่โรงพยาบาลศรีสะเกษนานประมาณ 5 วันจึงทำให้ต้องหยุดพักกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับการปลูกต้นไว้เพื่อรักษาตัวเอง ส่วนในเรื่องของการปลูกต้นไม้นั้นในขณะนี้ทางคุณวิชัยได้มีมือซ้ายและมือขวามาเข้าร่วมในการปลูกป่านั่นก็คือ นายเสริมศักดิ์ กล้วยนิตย์ และนายถวัลย์ แสนภู่ โดยได้ทำการปลูกต้นตาลทดแทนต้นที่ตัดสินใจเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าไปกรีดขวางการก่อสร้างคลองส่งน้ำและขยายถนนคลองหมู่บ้านในหลายๆแห่ง โดยการปลูกต้นไม้ที่ทำอยู่นี้เป็นการดำเนินตามโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองโดยคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นโครงการเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นโครงการที่คล้ายกันและมีการสอนให้คนรู้จักการใช้จ่ายอย่างประหยัดและการทำเกษตรเพื่อให้พออยู่พอกินและปลูกป่าให้ความชุ่มชื้นแก่แผ่นดินโดยนับตั้งแต่ปี 2548 ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2 ล้านต้นและมีการคาดการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะคุณวิชัยได้สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะปลูกต้นไม้ไปจนตาย โดยประวัติความเป็นมาของดาบวิชัยนั้นตัวเขาเป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คนมีครอบครัวฐานะยากจนพ่อแม่เป็นชาวนาแต่ก็พยายามผลักดันให้ดาบวิชัยได้ร่ำเรียนหนังสือจนกระทั่งคุณแม่ที่จากไปตอนที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

แบ่งปัน! คู่มือการทำบุญบ้าน ต้อนรับปีใหม่ เสริมสิริมงคลให้กับตัวเองและคนในครอบครัว ตลอดทั้งปี

ซึ่งอีกไม่กี่วันนี้ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้วแน่นอนว่ามีใครหลายคนนั้นก็มีความคิดที่อยากจะทำบุญบ้านเพื่อเสริมสร้างสิริมงคลให้กับบ้านและคนในบ้านนั่นเองด้วยการทำบุญบ้างนั้นก็เป็นการหมายถึงการแสดงความเคารพสึกความเคารพต่อพระรัตนตรัยและเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับเหล่าเทวดาเจ้าที่เจ้าทางที่อาศัยอยู่ในหน้าที่แห่งนั้นเพื่อให้บ้านของเราร่มเย็นเป็นสุขต่อผู้อยู่อาศัยทุกคน และสำหรับการนิมนต์พระนั้นสามารถนิมนต์ได้ตามประเพณีซึ่งจะใช้เป็นเลขที่ตั้งแต่เลข 5 เลข 7 และเลข 9 ถ้าบ้านไหนมีพื้นที่ในการทำบุญมากนิยมใช้การนิมนต์พระจำนวน 9 รูปจะเหมาะสมมากที่สุด สำหรับวันดีของการทำบุญบ้านนั้นก็เป็นฤกษ์สะดวกซะมากกว่าอาจจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เจ้าของบ้านและหมู่ 5 สามารถมารวมตัวกันได้แต่ก็มีบางโบราณบางตำรามีความเชื่อที่ว่าไม่ควรทำในวันเสาร์เพราะเชื่อกันว่าเป็นวันแห่งโทษทุกข์รวมถึงดาวเสาร์จัดเป็นดาวแห่งบาปเคราะห์แล้วถ้าหากวางบ้านดูปฏิทินประกอบจะ เรือวันที่ตรงกับวันธงชัยซึ่งถือเป็นวันฤกษ์ดีเหมาะสมกับสิ่งดีๆให้เข้ามาในบ้านและที่สำคัญควรนิมนต์พระล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน สำหรับพิธีการทำบุญบ้านใหม่สามารถเลือกได้ว่าจะถวายภัตตาหารเช้าหรือเพลได้โดยการถวายภัตตาหารเช้านั้นให้เริ่มตั้งแต่เวลา 07:30 นหรือหากถวายเป็นอาหารเพลก็เริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 นแต่อย่างไรก็ตามเวลาอาจจะยืดหยุ่นได้ตามศาสนกิจของพระที่เราได้ทำการนิมนต์มาด้วย สำหรับบทสวดการทำบุญขึ้นบ้านใหม่นั้นเจ้าของบ้านจำเป็นจะต้องเตรียมนำ บทสวดต่อหน้าพระก็มีตั้งแต่บทบูชาพระรัตนตรัยและบทกราบนมัสการพระรัตนตรัย บทอาราธนาศีล 5 บทสมาทานศีล บทอาราธนาพระปริต ส่วนในเรื่องของการจัดเตรียมสถานที่ควรทำความสะอาดบ้านให้สะอาดจัดให้เป็นระเบียบกำหนดมุมที่จัดวางโต๊ะหมู่บูชาพื้นที่ที่ใช้สำหรับสงฆ์จะต้องเป็นมุมที่ไม่แขวนประดับภาพใดๆเหนือศีรษะพระภิกษุสงฆ์เด็ดขาด อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนั้นก็จะมี -โต๊ะหมู่บูชาเป็นการจัดเพื่อแสดงความเคารพในพระรัตนตรัย The จำเป็นต้องมีพระพุทธรูปที่เป็นพระประธาน สามารถจัดวางได้ตามความเหมาะสมของสถานที่โดยจะต้องวางไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์องค์ที่ 1 ไม่ควรตั้งอยู่ใต้บันไดหรือหน้าห้องน้ำ - อาสนะ สามารถยืมจากวัดได้โดยจะต้องจัดให้มีระยะห่างพอดีไม่คิดกันจนเกินไปคำนึงถึงการวางข้าวของเครื่องใช้ของพระสงฆ์ด้วย -อาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชุดอันได้แก่ชุดบูชาข้าวพระพุทธสำหรับพระสงฆ์ตามจำนวนและสำหรับเจ้าที่เจ้าทางหนัง -ของถวายสังฆทานถวายได้ทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภครวมถึงปัจจัยหรือภาพไปหลายผืน - อุปกรณ์ในการเจิมและการประพรมน้ำพุทธมนต์เพื่อทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายของพิธีโดยเจ้าของบ้านฝ่ายชายจะต้องถือขันน้ำมนต์นำไปให้พระสงฆ์ตามห้องต่างๆเพื่อทำการประมงและปิดท้ายด้วยการเจิมมประตู สำหรับงบประมาณในการทำบุญบ้านนั้นหากเป็นพิธีเล็กๆที่มีแต่คนในครอบครัวก็จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทแต่หากมีวิธีใหม่ใหญ่ขึ้นอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาทซึ่งเจ้าของนั้นควรจะพิจารณาพิจารณาความเหมาะสมและจุดประสงค์ในการทำพิธีขึ้นบ้านใหม่โดยแท้จริง สำหรับการเชิญแขกที่เข้าร่วมงานบุญบ้านนั้นในกรณีที่เป็นการทำบุญบ้านหาเจ้าภาพที่จัดงานแยกกับครอบครัวออกมาบุคคลสำคัญที่ควรระลึกถึงและควรเชิญมาเป็นอันดับแรกนะก็คือพ่อและแม่ของเราหากท่านไม่ได้อยู่แล้วก็ควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านเพราะเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่เพราะพ่อแม่คือความเป็นสิริมงคลอันสูงสุด สำหรับขั้นตอนการทำพิธีทำบุญบ้านนั้น เริ่มตั้งแต่นิมนต์พระเข้าไปยังสถานที่ที่เราจะเตรียมเอาไว้ทำการถวายน้ำและสนทนาทางจากนั้นก็เริ่มพิธีเมื่อถึงเวลาที่ต้องการทำการจุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชาและจากนั้นประธานฝ่ายเจ้าบ้านทำการจุดเทียนโดยเริ่มจากทางด้านขวาของพระพุทธ ก่อนแล้วตามด้วยเขียนด้านซ้ายและจุดธูปตามลำดับ จากนั้นก็ทำการกราบพระพุทธรูปแบบเบญจางคประดิษฐ์ประธานฝ่ายเจ้าบ้านทำการกล่าวบูชาพระรัตนตรัยอาราธนาศีล 5 ฝ่ายจากนั้นเจ้าบ้านก็กล่าวตามพระสงฆ์ในบทสมาทานศีลกว่าเจ้าบ้านกล่าวด้วยบทอาราธนาพระปริตร และจากนั้นประธานฝ่ายเจ้าบ้านทำการจุดเทียนสำหรับทำน้ำพุทธมนต์เมื่อพระสงฆ์สวดถึง “อเสวนา จ พาลานัง”

ทำบุญปีใหม่ด้วยการขอขมาพ่อแม่ ไม่ต้องไปวัดก็ได้บุญใหญ่

สำหรับใครที่อยากจะเริ่มอะไรใหม่ๆในช่วงปีใหม่นี้แล้วก็จะขอทุกคนมาลองทำการขอขมาพ่อแม่การดูซึ่งการขอขมาพ่อแม่และโอกาสอันสำคัญที่ลูกทุกคนนั้นควรจะทำก่อนที่จะเกิดการสายเกินไปโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการขอขมาพ่อแม่แบบครบทุกขั้นตอนมาฝากกันแบบละเอียดโดยเฉพาะกับใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำอะไรก็ไม่สำเร็จมีอุปสรรคขัดขวางอยู่ตลอดเวลาก็อยากจะให้ลองทำการขอขมาพ่อแม่ดูสักครั้งแล้วไม่แน่ชีวิตของคุณนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แน่นอนว่าคนเป็น,ลูก ก็มักจะมีกรรมของลูกที่กระทำต่อพ่อแม่และในฐานะลูกอาจจะเป็นการคุ้นชินในการให้อภัยพ่อของพ่อแม่ เพราะไม่ว่าลูกจะทำตัวแย่สักแค่ไหนพ่อแม่ก็จะให้อภัยที่สุดแต่ใครหลายๆคน ก็อาจจะลืมไปว่าบางครั้งการกระทำของเรานั้นอาจสร้างรอยแผลไว้ให้กับท่านซึ่งเป็นการก่อกรรมโดยที่ไม่รู้ตัวยกตัวอย่างเช่น ชอบเถียงพ่อแม่ ชอบทำสิ่งที่กระเทือนใจพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่รู้สึกเสียใจ ร้องไห้ ไม่ดูแล สร้างแต่ปัญหาชอบขโมยของที่เป็นสมบัติของพ่อแม่ ชอบด่าว่า กล่าวคำล่วงเกิน ทำร้ายร่างกายและจิตใจของพ่อแม่ และแน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้ก็มีลูกหลายๆคนเคยทำไปแบบไม่ทันตั้งตัวเพื่อทำลงไปและหากใครรู้ตัวก็หยุดกระทำกรรมนั้นได้โดยเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ซึ่งนั่นก็คือการขอขมาพ่อแม่นั้นเอง สำหรับอานิสงค์ของการขอขมาพ่อแม่นั้นก็มีอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปสรรคใดในชีวิตก็สามารถผ่านไปได้และมักจะได้รับโอกาสดีๆในเรื่องของการงานหากถึงคราวเคราะห์ร้ายขึ้นมาก็จะมีผู้อุปถัมภ์คอยช่วยเหลืออยู่เสมอและได้รับความรักที่ดีและความอบอุ่นและยังทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าไม่ว่าทั้งทางโลกหรือทางธรรม และวิธีการขอขมาพ่อแม่นั้นก็สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบเพราะมีหลากหลายตำราและหลากหลายรูปแบบแต่อย่างนั้นก็มีความใกล้เคียงกันและสาระสำคัญนั่นก็คือการสำนึกด้วยใจจริงว่ากระทำสิ่งใดที่ไม่ดีต่อพ่อแม่ก็ทำการขอขมาอย่างจริงใจตลอดจนตั้งใจว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกให้ครบถ้วนคำว่าพิธี กาย วาจา ใจนั่นเอง แบบที่ 1 อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนั้นก็จะมีธูปเทียนแพ 1 ชุดและพวงมาลัยที่มีดอกมะลิด้วยก่อนที่จะทำการขอขมาควรบอกท่านให้รู้ก่อนว่าวันนี้เราจะทำมาทำพิธีขอขมาต่อพ่อแม่โดยต้องบอกท่านว่าหลังจากที่เราทำการขอขมาแล้วให้ท่านพูดว่าจะอโหสิกรรมให้กับลูกในทุกๆเรื่องซึ่งก็ถือว่าเป็นการคบวิธีโดยสามารถกล่าวตามพิธีได้ดังนี้ "กายะกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส ที่ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล) ประมาทพลาดพลั้งทำผิดมาในชาตินี้ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน (หากนึกได้ว่าเคยทำสิ่งใดไว้ เช่น เคยเถียงท่าน เคยดื้อไม่เชื่อฟัง เคยทำร้ายจิตใจท่านเรื่องใด ควรบอกให้หมด) ลูกได้สำนึกแล้วในกรรมนั้น ขอให้คุณพ่อ และคุณแม่ อโหสิกรรมให้กับลูกทุกเรื่องนะคะ/นะครับ" และตอนท้ายของการกล่าว ให้คุณพ่อ คุณแม่พูดว่า "ขออโหสิกรรมให้กับลูกในทุกๆเรื่อง" เป็นอันจบพิธี แบบที่ 2 สิ่งที่ต้องเตรียมนั้นก็จะมีอาหารที่คุณพ่อแม่ชอบทาน กะละมังใส่น้ำอุ่น สบู่สำหรับล้างเท้า ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้เช็ด

กรมทางหลวง เปิดเส้นทางเลี่ยงรถติด ช่วงปีใหม่ ถึงบ้านเร็วก่อนใคร ๆ

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับเทศกาลในช่วงของปีใหม่ที่ใครหลายๆคนกำลังรอคอยกันอยู่ซึ่งแน่นอนว่ามีใครหลายคนไม่น้อยกำลังมองหาช่องทางและวางแผนในเรื่องของการเดินทางซึ่งในเรื่องของการเดินทางนั้นจำเป็นจะต้องวางแผนให้เป็นอย่างดีไม่อย่างนั้นคุณอาจจะอารมณ์เสียกับเทศกาลที่มีรถติดยาวอย่างแน่แท้และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเส้นทางในการหลีกเลี่ยงรถติดในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้บอกเลยว่าควรเตรียมกระดาษมาจดไว้อย่างด่วนพอจะอาจจะทำให้คุณสามารถเลี่ยงช่วงที่รถติดได้ เส้นทางที่เลี่ยงรถติดในทางภาคเหนือ -ใช้ถนนวิภาวดีรังสิตทางหลวงหมายเลข 31 หรือทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์เข้าไปยังถนนพหลโยธินจนไปถึงต่างระดับบางปะอินจากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสายเอเชียหรือทางหลวงหมายเลข 32 เพื่อมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์และเดินทางเข้าสู่ทางภาคเหนือ -จากถนนรัตนาธิเบศร์สาย 32 ไปถึงต่างระดับบางใหญ่จากนั้นให้เลี้ยวขวาเข้าถนนกาญจนาภิเษกจนถึงต่างระดับบางบัวทองและเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรีทางหลวงหมายเลข 340 ผ่านเข้าไปยัง จังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดชัยนาทเข้าไปยังเส้นสายเอเชีย ที่อำเภอมโนรมย์มุ่งสู่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อไปยังภาคเหนือ -จากถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันตกไปจนถึงต่างระดับเชียงรากน้อยจากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่สายบางปะอิน-บางปะหันทางหลวงหมายเลข 347 และเข้าเส้นสายเอเชียที่อำเภอบางปะหันเพื่อเดินทางไปยังภาคเหนือ เส้นทางเลี่ยงรถติดที่นครสวรรค์ -จากต่างระดับอินทร์บุรีและทำการเลี้ยวขวาใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านอำเภอตากฟ้าท่าตะโก สากเหล็ก จนถึงสามแยกวังทองและเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่จังหวัดพิษณุโลก -เมื่อถึงแยกเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ให้ทำการเลี้ยวซ้ายใช้ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ทางหลวงหมายเลข 122 จนถึงสามแยกหนองตะโกและทำการเลี้ยวซ้ายเข้าไปจังหวัดกำแพงเพชรหรือเลี้ยวขวาเข้าไปยังจังหวัดพิษณุโลก เส้นทางเลี่ยงรถติดทางภาคอีสาน -จากถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันตกมุ่งสู่ต่างระดับบางปะอินจากนั้นเข้าถนนพหลโยธินและมุ่งสู่สระบุรีเพื่อไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - จากถนนกาญจนาภิเษกวงแหวนตะวันออกมุ่งไปยังทางต่างระดับบางปะอินจากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนพหลโยธินทางหลวงหมายเลข 1 เพื่อมุ่งสู่สระบุรีเพื่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - จากต่างระดับรังสิตไปตามถนนรังสิตถนนองครักษ์สาย 305 ตรงไปยังจังหวัดนครนายกและทำการเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสุวรรณศรทางหลวงหมายเลข 33 จากนั้นก็มุ่งสู่ของอำเภอกบินทร์บุรีเมื่อถึงสี่แยกกบินทร์บุรีให้ทำการเลี้ยวซ้ายเข้าถนนกบินทร์บุรีปักธงชัยทางหลวงหมายเลข 304 เพื่อไปยังจังหวัดนครราชศรีมา -ให้ทำการใช้ถนนรามอินทรา- สุวินทวงศ์ทางหลวงหมายเลข 304 ทำการผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราพนมสารคามกบินทร์บุรีปักธงชัยเพื่อไปยังทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางเลี่ยงรถติดสระบุรี -จากแยกเลี่ยงเมืองสระบุรี ให้ทำการเลี้ยวขวาเข้าไปยังถนนวงแหวนรอบเมืองสระบุรีด้านตะวันออกหรือทางหลวงหมายเลข 362 เพื่อบรรจบกับถนนมิตรภาพแล้วทำการเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา -จากแยกเลี่ยงเมืองสระบุรี ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนวงแหวนรอบเมืองสระบุรีด้านตะวันตกทางหลวงหมายเลข 362 เพื่อบรรจบไปยังทางหลวงหมายเลข 21 มุ่งหน้าไปทางจังหวัดเพชรบุรีจากในเมื่อถึงแยกอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีทำการเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2

เปิดให้พักฟรี ๆ 40 แห่ง! ทางหลวง จัดจุดบริการกางเต็นท์ทั่วไทย รับการท่องเที่ยวปีใหม่ 63

สำหรับใครที่กำลังมีแพลนจะไปเที่ยวเชียงใหม่ชมดอยและกางเต็นท์นอนชมวิวแล้วก็ในตอนนี้ทางนายอภิสิทธิ์ พรหมเสน รองอธิบดีกรมทางหลวง จะได้มีการเปิดเผยว่าในตอนนี้กรมทางหลวงได้มีการจัดเตรียมบริการลานกางเต็นท์ และลานจอดรถสำหรับประชาชนที่ต้องการมาท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ภายในพื้นที่หมวดทางหลวงทั่วประเทศจำนวน 17 จังหวัด หรือประมาณ 40 แห่งโดยเป็นการอำนวยความสะดวกและรับรองการท่องเที่ยวของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ โดยประชาชนที่ต้องการจะพักค้างคืนก็สามารถแวะเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งสิ้นซึ่งมีรายละเอียดจุดบริการลานกางเต้นท์ดังนี้… 1.เชียงใหม่ 3 แห่ง -หมวดทางหลวงจอมทอง จอมทอง-ดอยอินทนนท์ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในบริเวณใกล้เคียงอุทยานแห่งชาติ / ทล.1009 กม.ที่ 31+450 -หมวดทางหลวงแม่แตง หนองโค้ง-กิ่งคอหมา สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบริเวณใกล้เคียง อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง / ทล.1095 ทล.ที่ 14+584 ตอน -หมวดทางหลวงเชียงดาว แม่ทะลาย-หัวโท สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบริเวณใกล้เคียง ถ้ำเชียงดาว ทล.107 กม.ที่ 84+215 ตอน 2.ลำปาง 2 แห่ง -หมวดทางหลวงสบปราบ สบปราบ-เกาะคา / ทล.1 กม.ที่650+917 -หมวดทางหลวงห้างฉัตร แยกภาคเหนือ-ขุนตาน / ทล.1 กม.ที่

เศรษฐีใจบุญ แจกข้าว-แจกน้ำ คนยากจน วันละ 400-500 ห่อ

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับนางอัมพาพันธ์ อมรวานิชย์หรือคุณจ๋าในวัยอายุ 61 ปี ที่ตัวเธอนั้นเป็นนักธุรกิจเจ้าของห้างผ้าโชคดีที่อยู่ในบริเวณถนนชุมพลอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชตัวเธอนั้นได้มีการนำเข้าสวยพร้อมน้ำพริกไข่ต้มเมนูเจต่างๆวันละ 300 กล่องมาแจกให้กับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะกับประชาชนที่มีรายได้น้อยในบริเวณหน้าห้างผ้าโชคดีของตนเอง โดยนางอัมพาพันธ์พร้อมกับพนักงานจำนวนหนึ่งได้มีการนำข้าวหอมมายืนตั้งโต๊ะอยู่บริเวณหน้าห้างผ้าโชคดีจากนั้นก็ทำการแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปที่เดินผ่านไปผ่านมาโดยได้มีการทำอาหารแจกในทุกๆวันในช่วงเวลา 11:00 นจนถึง 12:00 นยกเว้นวันอาทิตย์ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้มารับอาหารจะหมดภายใน 15 ถึง 20 นาทีโดยเมนูอาหารนั้นจะเปลี่ยนไปเรื่อยแต่จะเน้นเป็นอาหารมังสวิรัติและก่อนหน้านี้เคยตั้งเป็นโรงทานที่หน้าห้ามพลาดแต่ก็มีปัญหาในเรื่องของจราจรจึงไม่สามารถตั้งได้และเปลี่ยนมาทำอาหารใส่ห่อมาแจกแทน คุณจ๋านั้นไม่มีการกล่าวว่าตัวเองรู้สึกว่าได้อะไรจากสังคมมามากพอแล้วจึงอยากจะหาเรื่องตอบแทนสังคมบ้างภาวะสังคมนั้นยังต้องการตามกฎการเติมและไม่คิดว่าให้อะไรแล้วจะต้องได้อะไรกลับมา แค่คิดว่าทำอะไรแล้วสุขใจก็พอด้วยทำอย่างนี้มานานกว่า 3 ปีแล้วและต้องการที่จะแจกต่อไปเรื่อยๆโดยค่าใช้จ่ายในการประกอบอาหารน้ำตกอยู่ที่วันละ 3,000 บาทจะเหลือเดือนละ 1 แสนบาทเศษ โดยตัวแทนที่มีการเล่าถึงชีวิตครอบครัวว่าในตอนนี้สามีของเธอเสียชีวิตไปแล้วหลายปีและมีบุตรชาย 1 คนอายุ 40 ปีโดยในปัจจุบันบุตรชายคนนี้ก็มาช่วยในเรื่องของการบริหารธุรกิจครอบครัวซึ่งลูกชายและพนักงานต่างๆก็รู้สึกสงสารตนเพราะเห็นว่าตนนั้นเหนื่อยกับการเตรียมอาหารแจกจ่ายควรเป็นอย่างมากแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เธอนั้นมีความสุขกันอย่างมากซึ่งลูกชายและพนักงานจึงยอมทำเหมือนเดิมนะหันมาช่วยในเรื่องของการจัดเตรียมอาหารในทุกๆวัน โดยอาหารในแต่ละวันก็จะมีกับข้าว 1 อย่างพร้อมกับผลไม้และมีการเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆในแต่ละวันไม่ซ้ำกันหากพบว่าครอบครัวไหนยากจนคุณจ๋าก็จะมีการมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับคนคนนั้นไปด้วยซึ่งก็มีประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้ามารับอาหารก็ต่างยกย่องชื่นชมและอวยพรให้นำพระพรมีความสุขและความเจริญยิ่งยิ่งขึ้นไป และร้านค้าพาโชคดีนั้นเป็นห้างผ้าเก่าแก่ที่จำหน่ายผ้าทุกชนิดและอยู่คู่กับจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานกว่า 35 ปีซึ่งตั้งอยู่ในการธุรกิจใจกลางเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมราชแห่งนี้โดยมีธุรกิจในเครือมูลค่ารวมหลายพันล้านบาทซึ่งมีนางอัมพาพันธ์เป็นประธานกรรมการและเจ้าของกิจการไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างผ้าโชคดี / บริษัทอัมพาพันธ์จำกัด / บริษัท อมรวานิชย์ จำกัด / บริษัท โชคดีเอสเตรสกรุ๊ป จำกัด

กราบหัวใจ! ครูผู้เสียสละ ร.ร.สุดยากจน หาเงินให้เด็กเรียนฟรี-กินฟรี-อยู่ฟรี

โดยกว่า 13 ปีที่โรงเรียนวิชาวดีซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดให้เด็กเข้ามาเรียนฟรีกินฟรีได้อยู่ฟรีโดยไม่ต้องเสียตังค์สักบาทซึ่งเรียกว่าเป็นการกระทำของแม่พิมพ์ของชาติพี่ต้องการจะส่งต่อให้เด็กที่ยากไร้และด้อยโอกาสเด็กยากจนได้มีช่องทางการศึกษาและตั้งใจที่จะทำแบบนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจโดยบุคคลที่เสียสละขนาดนี้ก็คือครู บุปผาชาติ หมุนสา ซึ่งเป็นครูใหญ่แห่งโรงเรียนวิชาวดีที่ตำบลปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ โดยหากย้อนไปประมาณเมื่อ 50 ปีก่อนกับบทบาทของความเป็นครูในยุคเริ่มแรกของโรงเรียนแห่งนี้ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นคุณเปรมวดี จำปาสุด ที่เป็นเจ้าของครูใหญ่ของโรงเรียนโดยในสมัยก่อนนั้นก็มีบ้านไม้เรือนไทยหลังเล็กๆมีลูกมีหลานส่งไปให้มีการศึกษา เพราะมีฐานะเมื่อไม่มีใครอยู่ก็ทำให้บ้านหลังเล็กๆ เป็นโรงเรียนแต่หลังจากที่คุณยายเปรมว ดีเสียชีวิตก็มีคุณตาสมาน ซึ่งเป็นสามีได้ทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ต่อจนกระทั่งถึงวัยร่วงโรยจากนั้นก็ส่งต่อให้กับครูบุปผาชาติซึ่งเป็นครูคนหนึ่งที่ได้รับการไว้วางใจให้ดูแลโรงเรียนแห่งนี้ต่อไป 73 ปีนี้ที่โรงเรียนวิชาวดี ได้ให้การศึกษาและทักษะอาชีพ แก้เด็กรุ่นหลังๆรุ่นแล้วรุ่นเหล้าปัจจุบันมีนักเรียนอยู่ในความดูแลทั้งหมด 65 คนซึ่งมีทั้งเด็กต่างด้าวเด็กไทยโดยโรงเรียนแห่งนี้เปิดให้เรียนถึงชั้นระดับประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นถึงแม้จะมีผู้ปกครองอยากจะให้ถึงม 3 แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้เพราะไม่มีกำลังและเงินพอโดยเมื่อก่อนนี้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ได้เพราะมีทางรัฐบาลคอยอุดหนุนเงินเดือนครูแต่จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นอุดหนุนรายหัวนักเรียนชั้นม 1 โรงเรียนแห่งนี้จึงมีเด็กต่ำกว่าเกณฑ์แต่ก็ยังไม่มีการเปิดอนุบาลรวมถึงเด็กต่างด้าวที่ไม่ได้อยู่ในระบบที่รัฐอุดหนุนอีกด้วย สาเหตุที่จะต้องรับดูแลและเลี้ยงเด็กก็เป็นเพราะว่าหากมีผู้ปกครองท่านใดไม่สามารถไปทำงานได้เพราะต้องไปเลี้ยงลูกหลานจึงทำให้ผู้ปกครองท่านนั้นไม่มีรายได้เข้าบ้านและสร้างความเป็นอยู่อย่างยากลำบากฉะนั้นจึงมีการรับเลี้ยงเด็กให้แบบฟรีๆเพื่อที่ผู้ปกครองจะสามารถเดินทางไปทำงานและมีเงินมาใช้จ่ายภายในบ้านซึ่งเป็นการมอบโอกาสให้กับทุกคนโดยที่ไม่มีการแบ่งแยกได้อย่างไรเพราะนักเรียนส่วนใหญ่มีครอบครัวที่ยากจนบางคนก็อยู่กับปู่ย่าตายายหรือญาติบางคนบางคนก็ไม่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชนจึงไม่สามารถเรียนที่ไหนได้ก็มีแต่โรงเรียนวิชาวดีแห่งนี้ที่เปิดรับนักเรียนแบบนี้อยู่เสมอ ในปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 65 คนอยู่ในระบบเพียงแค่ 14 คนอีก 20 กว่าคนจึงกลายเป็นภาระที่ทำให้ทางโรงเรียนและครูบุปผาชาติต้องดูแลทั้งเลี้ยงข้าวกลางวันและให้ที่อยู่อาศัยและสาเหตุที่ทำให้ต้องเลี้ยงข้าวกลางวันให้เด็กนั้นก็เพราะว่าเจอเหตุการณ์อันแสนจะทันใจหลังจากที่เด็กคนหนึ่งขโมยข้าวกลางวันไปเพียง 1 จานเพื่อนำให้แม่ที่ป่วยหนักอยู่ที่บ้านและหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ครูใหญ่จึงตั้งปณิธานว่าจะไม่ขาดแคลนงบเพียงใดก็ต้องมีอาหารกลางวันให้เด็กได้ ถึงแยกแล้วว่าไม่เพียงแต่ให้ความรักและความรู้ให้กับเด็กๆที่มีให้ดังลูกและหลานแต่คุณครูคนนี้นั้นก็ยังเสียสละเวลาความสุขส่วนตัวทำทุกวิถีทางเพื่อให้โรงเรียนแห่งนี้อยู่ไปได้จนถึงขั้นทำห่อหมกไปเร่ขายเพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือ เด็กๆโรงเรียนแห่งนี้โดยคุณครูบุปผาชาติเริ่มทำห่อหมกขายตั้งแต่ปี 2543 โดยทำขายวันละ 150 กระทงขายในกระทงละ 10 บาทโดยในวันธรรมดาเลขขายตามสถานีรถไฟและวันเสาร์อาทิตย์จะนำไปขายที่ตลาดปากน้ำโพจึงมีรายได้เล็กน้อยที่สามารถไปเลี้ยงเด็กๆให้พออิ่มท้องได้ ก็จะมีในบางครั้งที่มีคุณป้าคุณลุงคุณตาคุณยายที่ว่างจากงานของตัวเองมาช่วยขายกันคนละไม้คนละมือบางคนก็มาช่วยทำกันทุกขั้นตอนบางวันถ้ามีเด็กนักเรียนที่ว่างจากการเรียนการสอนก็มาช่วยทำซึ่งถือว่าเป็นการฝึกความหมั่นเพียรให้กับเด็กๆและเรียนรู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะหามาได้ไหมเหนื่อยมากแค่ไหนซึ่งเป็นการมอบวิชาชีวิตที่ไม่มีสอนให้ในโรงเรียนเพราะหวังว่าเมื่อเด็กเรียนจบออกไปเด็กๆเหล่านี้จะเป็นคนดีของสังคมโดยในปัจจุบันนี้สามารถขายได้เฉพาะวันจันทร์พุธศุกร์เท่านั้น โดยเงินที่ได้จากการขายห่อหมกนั้นก็จะนำไปซื้อข้าวสารอาหารแห้งไปหัวไว้ให้นักเรียนได้กินกันในตอนกลางวันและเป็นการสอนใช้ชีวิตอย่างพอเพียงสอนให้เด็กนั้นได้รู้จักการทำงานสอนให้รู้จักการทำเกษตรและสอนงานที่จะสามารถทำให้เด็กขยันและสามารถช่วยตัวเองและครอบครัวของตัวเองได้โดยในบางครั้งครูใหญ่ก็ออกมาเดินขอขนมขอข้าวสารให้เด็กกินกลางวันบ้างถ้าเป็นปีใหม่หรือว่าเด็กก็จะออกมาขอของเล่นเพื่อให้กับเด็กๆในโรงเรียน

เปิดชีวิตหนุ่มเลี้ยงวัว เริ่มต้นจากศูนย์ ปลดหนี้ให้พ่อแม่ มีเงินเก็บหลักล้าน

โดนใจเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนได้สำหรับใครหลายๆคนนั้นกำลังเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์แต่รู้สึกกำลังย่อท้อเรามาดูชีวิตคนนี้กันดีกว่าโดยคนๆนี้นั้นก็เริ่มชีวิตจากศูนย์ด้วยเช่นกันแต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อและต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆเพื่อหาเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งนั่นก็ทำให้เขามีเงินเก็บหลักล้านด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นและวันนี้ก็สามารถทำให้เขานั้นสามารถปลดหนี้ให้กับพ่อแม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เสี่ยบูน ลูกพระโค. โดยตัวเขาก็ได้มีการโพสต์ข้อความว่า อาชีพนี้สำหรับผมถือว่าดีแต่บางคนก็ว่าบาปก็ช่างเขาเถิดบาปแล้วได้เงินแสนเงินล้านบาทแล้วก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสุขสบายบาปแล้วมีเงินเก็บไม่มีหนี้สินผมก็จะนัดทำแบบนี้ทุกวันและทุกวันนี้ผมก็ไม่ต้องไปดิ้นรนอะไรมากมายแค่นั่งๆนอนๆอยู่ในป่าก็มีคนเอาเงินปึกๆมาทำให้คุณคิดว่าเลี้ยงไปแล้วเอาไปข้าถ้าบาทมันก็บาททั้งนั้นแหละ แล้วใครที่ว่าบาปนั้นจะคนเหล่านี้ก็ยังกินสิ่งมีชีวิตต่างๆซึ่งผมไม่สนหรอกว่าโลกจะเป็นอย่างไรผมส่งแค่ว่าครอบครัวนั้นจะอยู่สุขสบายอย่างไรทำให้ครอบครัวยิ้มได้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว นี่คือคำพูดของคนๆหนึ่งที่พูดถึงอาชีพของเขาและนอกจากนี้ยังมีการโพสต์คลิปสอนแยกคิดเกี่ยวกับอาชีพที่ใครหลายๆคนมักจะดูถูกตลอดเวลาถึงแม้อาชีพของเขาจะเป็นอาชีพที่ไม่มีชื่อเสียงแต่ก็มีรายได้เป็นหลักล้านโดยตัวเขานั้นเป็นคนหนุ่มอยู่ในจังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่อายุ 18 โดยเลี้ยงวัวที่ไล่ทุ่งและจบการศึกษาระดับชั้นม 3 เท่านั้นโดยในตอนนั้นเขาต้องตัดสินใจออกมาช่วยพ่อเลี้ยงวัวเพราะในขนาดนั้นพ่อแม่ได้กู้เงินมาทำนาทำไร่ประมาณแสนนึงแต่ทำไปก็มีแต่ขาดทุนจนทำให้มีหนี้สิน และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้เขาสู้ชีวิตตัดสินใจเลี้ยงวัวชนทั้งหมดมีวัวประมาณ 285 ตัวและมีการจ้างคนนี้อีก 3 คนโดยในตอนแรกนะก็รู้สึกท้อแท้ใจเป็นอย่างมากแต่อาศัยใจรักก็สามารถทำงานและผ่านไปได้โดยรายได้สูงสุดที่เขาขายได้ก็อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทโดยเงินตรงนี้ที่จะนำมาหมุนเวียนซื้อตัวเพศเมียที่สมบูรณ์เอามาผลิตลูกรุ่นต่อไปและถ้ามีเงินเหลือประมาณ 20,000 บาทก็เอาไปซื้อทองขายแต่ถ้านำมาลงทุนซื้อไว้ให้ลูกเลี้ยงอีกประมาณ 6-7 เดือนก็สามารถขายได้รออีกหน่อยลูกกลัวก็จะกลายเป็นแม่วัวและสามารถออกลูกได้ซึ่งเป็นงานที่จะต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากแต่เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพนี้แม่ที่มีคนคอยดูถูกอยู่ตลอดเวลาก็ตามแต่อาชีพนี้นั่นก็ทำให้เขานั้นมีความสุขใจสุขใจสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ภรรยาและลูกสาวของตัวเองได้ โดยสารที่มีการบอกว่าอาชีพเลี้ยงวัวนะสามารถตอบแทนอะไรได้บ้างซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับเพื่อนร้ายก็จะเป็นจะต้องมีเงินซื้อปุ๋ยรอฝนแต่วันนั้นสามารถเดินกินหญ้าและหาน้ำกินเองได้ก็เปิดเหมือนว่าเป็นทองคำออกลูกทุกๆปีแต่ทองนั้นเก็บไว้ปีนึงก็ไม่ได้ลูกแถมยังซื้อขายแพงอีกต่างหากส่วนการเลี้ยงวัวนั้นยิ่งเล็กมาเท่าไหร่ก็จะมีผลผลิตมากยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าไม่อยากให้มองภาพอาชีพที่ติดดินเปื้อนขี้วัวชนตัวเหม็นอาจจะไม่แต่งตัวหรูหราเหมือนคล้ายๆแต่ก็มีเงินมีกินมีใช้พอเลี้ยงครอบครัวได้และที่สำคัญถึงแม้จะเหนื่อยมากแค่ไหนแต่ก็โค-ต-รมีความสุขและนั่นก็คือผม

ลูกคนนี้ภูมิใจ ไม่เคยอายที่เกิดเป็นลูกสาวคนกวาดถนน

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกใช้กันอย่างมากมายและสุดแสนน่าประทับใจหลังจากที่ได้มีการเผยเบื้องหลังของคนกวาดถนนอาชีพของผู้เป็นพ่อที่รับวุฒิการศึกษาแต่พ่อคนนี้ก็กลับส่งเสียลูกสาวทั้งสองคนสามารถเรียนจบในระดับชั้นปริญญาตรีจนเป็นที่ 31 และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นอย่างมากโดยลูกสาวคนนี้ไม่เคยอายแม้แต่สายตาคนที่ดูถูกตั้งแต่เด็กจนโตและไม่เคยอายกับคำพูดดูถูกต่างๆนานาเพราะคำสอนของพ่อที่เคยพูดอยู่เสมอว่าไม่มีอาชีพไหนต่ำถ้าทำด้วยใจ “พ่อเราก็กวาดถนนและส่งเรากับพี่สาวเรียนจบในระดับชั้นปริญญาตรีในส่วนของค่าเทอมก็สามารถเบิกได้ถ้าหากเป็นโรงเรียนรัฐบาลสามารถเบิกได้เต็มแต่ถ้าหากเป็นเอกชนสามารถเบิกได้เพียงแค่ครึ่งนึงสำหรับการเข้ารักษาที่โรงพยาบาลรัฐก็ฟรีตอนเด็กๆเคยตามพ่อไปเก็บขยะเพราะพ่อชอบซื้อขนมให้กินพอโตมาถ้าหากวันไหนว่างก็จะไปช่วยพ่ออยู่ตลอดไม่เคยอายและภูมิใจด้วยซ้ำที่พ่อทำอาชีพสุจริตและอาชีพนี้ก็สามารถส่งเสียให้ลูกๆทั้งสองเดือนนี้และมีงานการดีๆและไม่มีอาชีพไหนต่ำถ้าหากทำด้วยใจที่สูง“ โดยเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ไปทางโลกออนไลน์โดยได้มีคุณบุ๋มหรือ สโรธร น้อยนิตย์ หญิงสาววัย 29 ปีที่ได้ออกมาเล่าถึงอาชีพของคุณพ่อที่ถึงแม้จะไม่เลิศหรูหรือสูงส่งเหมือนใครกับครอบครัวอื่นอีกในบางครั้งยังถูกแต่ตามองมาด้วยสายตาดูถูกแต่อาชีพนี้ก็สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวจะทำให้ลูกทั้งสองนั้นเรียนจบแล้วมีงานการทำที่ดีได้โดยคุณบุ๋มก็ได้เปิดใจว่าในสมัยก่อนครอบครัวของเธอนั้นก็ข้างลำบากซึ่งมีอาชีพเป็นลูกจ้างประจำของรัฐราชการนั่นก็คือคนกวาดถนนส่วนแม่เป็นพนักงานโรงงานแต่สวัสดิการของพ่อนั้นสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องของค่าเล่าเรียนของเธอและพี่สาวไปได้เป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นเสาหลักของบ้านโดยในตอนเด็กๆจนถึงอนุบาลก็เรียนโรงเรียนเอกชนมาตลอดเพราะมีสวัสดิการของรัฐที่พ่อมีออกเรื่องหนึ่งแล้วพอมันมัธยมก็ได้เรียนโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านก็สามารถเบิกได้เต็มที่ส่วนค่ารักษาก็รักษาฟรีถ้าหากไปโรงพยาบาลรัฐโดยพ่อนั้นสามารถส่งเสียลูกทั้งสองคนเรียนจบซึ่งก็คือคุณบุ๋มที่เรียนจบมสยามส่วนพี่สาวจบ 2 ที่คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครและมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่กว่าจะประสบความสำเร็จนั้นคุณบุ๋มก็ได้มีการเปิดเผยเรื่องราวในสมัยเด็กว่าเธอนั้นจะต้องพบเจอกับคำสบถประมาทคำดูถูกแต่ถ้าดูแคลนทั้งเวลาไปโรงเรียนแล้วเวลาติดตามพ่อออกไปทำงานแต่ด้วยคำสอนของพ่อก็ทำให้เธอนั้นลึกอยู่ในจิตใจและเมื่อเวลาผ่านไปจากความรู้สึกน้อยใจก็เปลี่ยนมาเป็นความภาคภูมิใจอย่างเต็มตัวที่พ่อทำอาชีพสุจริตเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว โดยมีครั้งหนึ่งในตอนเช้าพ่อซื้อกับข้าวมาให้ลูกกินก่อนในวันไปโรงเรียนและวันนั้นฝนตกหนักเป็นอย่างมากเพราะเพิ่งเดินออกไปแล้วก็ออกไปนานมากเพื่อซื้อปาท่องโก๋มาให้กินแต่เชื่อไหมว่าปาท่องโก๋นั้นไม่เปียกเลยแต่มีแต่พ่อที่เปียกไปทั้งตัวเพราะพ่อเอาปาท่องโก๋ใส่ไว้ในเสื้อและเดินกลับมาเพื่อให้ลูกกิน โดยในตอนเด็กๆก็มีบางครั้งจะสายตาดูถูกดูแคลนจนเกิดความน้อยใจพ่อแต่เวลาผ่านไปก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าบางครั้งพ่อก็กลัวลูกอายแต่คุณบุ๋มก็มักจะแสดงออกอยู่เสมอว่าตัวเขาไม่เคยรู้สึกอายอยากไปห้างก็ไปทั้งชุดทำงานก็ได้แต่พ่อก็มักจะขอบอกกลับไปเปลี่ยนก่อนได้ไหมเพราะกลัวลูกอายแต่เธอก็เลือกที่จะเข้มแข็งและต้องปกป้องพ่อกับพี่ที่ไม่ให้รู้สึกอายในอาชีพนี้โดยการไปหาพ่อตลอดและบางครั้งเห็นเขากวาดถนนร้านถนนก็จะวิ่งลงไปหาและซื้อน้ำซื้อขนมให้พ่อกิน และส่วนสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวของเธอนั้นโด่งดังไปในค่ำคืนนั้นเกิดจากการที่เธอนั้นได้ไปแสดงความคิดเห็นในเพจแค่แม่ธรรมดาที่ได้มีโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับคนกวาดถนนและหลังจากที่แสดงความเห็นไปแล้วก็มีเพจอื่นๆนำข้อความของเธอมาแชร์ต่อกันอย่างมากมายจนเกิดเป็นไวรัสที่มีคนสนใจกันอย่างมากมายและเรื่องราวของเธอนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาชีพคนกวาดถนนนั้นถือเป็นอาชีพที่ต้องทำงานด้วยความเสี่ยงทั้งเสี่ยงที่จะต้องการถูกรถชนทั้งต้องสูดลมควันลดพิษจากต่างๆยังเล็กได้ไม่ได้และถ้าหากฝนตกมีไข่อะไรไปอุดตันท่อระบายน้ำก็หนีไม่พ้นคนกวาดขยะที่จะต้องเข้าไปเร่งเคลียร์ทางเพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังฉะนั้นอาชีพนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่สำคัญอย่างมากเพราะถ้าหากไม่มีพวกเขาประเทศไทยและเมืองบ้านเราก็คงจะสกปรกกว่านี้ และในทุกวันนี้ผู้เป็นพ่อได้ไม่ต้องเหนื่อยอย่างที่ผ่านมาเพราะหลังจากที่ลูกสาวทั้งสองได้เรียนจบได้การงานที่มั่นคงก็ขอดูแลพ่อและตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่หรือลูกสาวคนโตเป็นพนักงานบัญชีทำงานอยู่แยกสาทรส่วนคุณบุ๋มเป็นที่ปรึกษาขายของรถยนต์ยี่ห้อดังแห่งหนึ่งแถวกัลปพฤกษ์และคุณพ่อก็ได้เกษียณอายุไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วและนอกจากนี้ด้วยความที่รักครอบครัวคุณบุ๋มก็ได้ออกตัวเชื้อโรคความงามไว้เป็นพาหนะไว้ใช้ในครอบครัวเพื่อตอบแทนคุณพ่อแม่ นอกจากนี้คุณบุ๋มก็ได้มีการบอกขอบคุณทุกๆคอมเม้นที่ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็สามารถประสบความสำเร็จได้อีกทางอาชีพคนกวาดถนนนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่สามารถทำให้บ้านเมืองของเราสะอาดแต่คนเหล่านี้ต้องอดทนกับอะไรหลายๆอย่างในทางสังคมและการเสี่ยงอันตรายต่างๆถือเป็นอาชีพที่ลำบากหนึ่งเลยทีเดียว

ปฏิทินปลูกผัก พร้อมเทคนิคการปลูก ให้มีกินตลอดทั้งปี

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะนำสิ่งดีๆมาฝากสำหรับใครหลายๆคนนั้นที่คิดจะปลูกผักกันแต่ก็ปลูกไม่ได้สักทีบ้างก็ต้องเจอกับอุปสรรคหลายๆอย่าง แต่การปลูกผักไว้รับประทานเองนั้นก็ทำให้เรานั้นได้สามารถรับประทานผักสดที่ปลอดสารพิษได้ในทุกๆวันแต่การปลูกอย่างถูกวิธีจะต้องปลูกตามฤดูกาลถึงจะได้ผลมากที่สุดและในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการปลูกผักตามฤดูกาลการโดยสามารถปลูกตามเดือน 1 ปีได้ดังนี้ … โดยสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงมากที่สุดนั่นก็คือการปลูกผักฤดูกาลให้ปลูกตามฤดูกาลเพราะจะมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกับภายในแต่ละชนิดจึงส่งเสริมทำให้ผักในแต่ละชนิดตามฤดูนั้นเติบโตได้เป็นอย่างดีและสวยงามโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตแต่อย่างใดโดยแต่ละฤดูนั้นก็สามารถปลูกได้ดังนี้ ฤดูร้อน เป็นฤดูที่พืชผักไม่สวยงามมากนะเพราะประกอบไปด้วยอากาศที่อบอ้าวผักที่ควรปลูกในช่วงนี้จึงต้องให้การสำคัญในเรื่องของการลดน้ำเป็นพิเศษและสามารถเลือกชนิดของผักมาปลูกได้ตามความเหมาะสมโดยผักที่จะต้องมาปลูกนั้นจะต้องมีอาการฤทธิ์เย็นและสามารถแก้ร้อนในร่างกายของคุณได้เป็นอย่างดีเช่นผักกาดขาว / ฟัก / ผักกาดฮ่องเต้ / แตงกวาและบวบ ผักไม้เลื้อยเป็นต้น ฤดูฝน ถือเป็นช่วงฤดูที่มีสภาวะความชื้นสูงเพราะมีฝนจากธรรมชาติที่ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะตกมาเมื่อไหร่เมื่อเกิดการสะสมน้ำไปเรื่อยๆก็จะทำให้ผักเน่าได้โดยผ่านในฤดูนี้จะมีราคาค่อนข้างสูงและทำง่ายและภาคส่วนใหญ่ที่ควรจะปลูกมันก็จะมีพืชผักตระกูลขิงข่า / ผักปลั่งดอกขจร / ผักกูด /ขี้เหล็ก / ตำลึง / ผักบุ้ง / กวางตุ้ง / ถั่วฝักยาว / คะน้ากับมะเขือ ฤดูหนาว ถือว่าเป็นช่วงนาทีทองของผักทั้งหลายจำพวกผักสลัดไม่ว่าจะเป็นผัก ผักคอส / กรีนโอ๊ค / เรดโอ๊ค ผักกะหล่ำต่างๆรวมถึงผักที่รับประทานหัวก็สามารถปลูกได้ดีดังเช่นแครอทและพืชผักสวนครัวทั่วไปก็สามารถปลูกได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นผักชี / ขึ้นฉ่าย / หอมแบ่ง / สะเดาและดอกแค โดยการปลูกพืชผักสวนครัวนั้นก็สามารถปลูกได้แบบง่ายๆพื้นที่น้อยก็สามารถปลูกได้หากรู้จักการจัดสรรพื้นที่ได้เป็นอย่างดีเพราะการที่เรามีผักสวนครัวไว้รับประทานเองในบ้านนั้นก็จะส่งเสริมทำให้ร่างกายและสุขภาพของคนในบ้านไม่ต้องรับสารเคมีอีกทั้งยังได้ผักสดดีๆที่เอาไว้กินเองและทำให้ประหยัดต้นทุนในการซื้อผักอีกด้วยซึ่งหากใครมีพื้นที่เหลือแล้วก็ลองปลูกผักตามฤดูกาลดูกันเลย

ชีวิตพลิกผัน พ่อป่วยเลยลาออกจากงาน เหลือเงิน 1,000 บาทสู่รายได้หลักล้าน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูอีก 1 คนที่สามารถประสบความสำเร็จได้จากการทำเกษตรซึ่งเขานั้นได้ตัดสินใจลาออกจากงานและหันมาทำสารพัดอาชีพ พร้อมทั้งต้องคอยดูแลพ่อแม่ที่ป่วยไปพร้อมกันซึ่งชีวิตของเขานั้นก็ยากลำบากพอสมควรแต่สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จจนสามารถเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงปูนาโกยเงินล้านได้เป็นที่สำเร็จ… ซึ่งเรียกได้ว่าหลังจากที่ผู้เป็นพ่อป่วยตกจากต้นไผ่ที่มีความสูงเกือบ 2 เมตรอีกทั้งแม่ก็ป่วยทำให้คุณตูมตามหรือคุณปานศิริ ปาดกุล ที่เป็นลูกชายคนเดียวในบ้านต้องเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวโดยหลังจากที่เรียนจบในระดับปริญญาตรีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งการทำงานของเขานั้นก็ได้ไปทำงานที่แรกเป็นแผนกบัญชีในบริษัทแห่งหนึ่งจากนั้นก็ย้ายไปอยู่โรงงานอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานี โดยทำงานประจำได้เพียงแค่ 5 เดือนก็ต้องลาออกเพราะต้องกลับบ้านเกิดมาดูแลพ่อที่ประสบอุบัติเหตุจนขาหักเดินไม่ได้ โดยรายได้ของเขาในตอนนั้นเขาได้รับเงินเดือนประมาณ 20,000 บาทประมาณ 5 เดือนพอรู้ว่าพ่อวัย 60 ปีประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่สูงกว่า 2 เมตรจึงเลือกที่จะลาออกจากงานแล้วกลับมาบ้านเพื่อดูแลและแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ซึ่งจะทำให้ตัวขาวนั้นกลายเป็นคนที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัว จึงได้นำเงินเก็บที่มีอยู่มาซื้อข้าวปลาอาหารที่จำเป็นแต่พอผ่านไปได้สักระยะเงินเก็บที่มีก็ร่อยหรอจึงจำเป็นจะต้องไปกู้ทั้งในและนอกระบบเพื่อมาใช้จ่ายจุนเจือคนในครอบครัวอีกครั้งก็ยังเดินไม่ได้ต้องกินอาหารผ่านสายยางถึง 5 เดือนและแม่ก็ป่วยในเวลาเดียวกันจนทำให้ช่วงนึงเงินทั้งบ้านเหลือเงินเพียงแค่ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นคนตูมตามก็ได้นำเงิน 1,000 บาทสุดท้ายไปลงทุนขายไก่ย่างและหมูปิ้งโดยในตอนนั้นก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นมาสักนิดนึงสามารถขายได้เป็นอย่างดี และพอมีรายได้เข้ามาจุนเจือเลี้ยงคนในครอบครัว แต่พอขายไปได้สักระยะหนึ่งก็เริ่มมีคู่แข่งจึงทำให้เขาต้องเลิกขายแล้วหันมาใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้าผ่านทาง facebook และกินกำไรส่วนต่างแทนโดย pre order สินค้าจำพวกผักสดปลาและเอากำไรกิโลกรัมละ 20-30 บาท โดยในตอนนั้นรายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดนั้นค่อนข้างดีจึงทำให้มีเงินหมุนเวียนในครอบครัวเดือนละเป็นหมื่นแต่นานวันก็อยากจะหาความมั่นคงให้กับในชีวิตจึงคิดอยากจะเลี้ยงปูนาขึ้นมาและประกอบกับที่ตัวเขานั้นเป็นคนชอบกินปูนาเป็นอย่างมากซึ่งเขาเคยประสบปัญหาในการเดินตามท้องนา 5-6 ชั่วโมงแต่ไม่สามารถหาปูนามารับประทานได้จนเกิดความคิดที่จะเลี้ยงเพื่อนำมาจำหน่ายด้วย ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาใช้เงินเก็บที่มีอยู่ประมาณ 20,000 บาทลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อปูนในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 44 ตารางวาโดยมีการสั่งปูนาคละไซส์มาจากหลายจังหวัดครั้งแรกประมาณ 4

น่าไป! เปิดให้ชมฟรี ทุ่งทานตะวันกว่า 700ไร่ สวยมาก

โดยถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาสถานที่เที่ยวที่สวยงามและอยากจะอัพรูปลงไอจีแบบโดยรวมแล้วก็วันนี้เราจะมาพาทุกคน ไปเที่ยวอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าสนใจที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯซึ่งในล่าสุดทางเพจเรารักลพบุรีก็ได้มีการเปิดเผยภาพของทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่บนเนื้อที่กว่า 700 ไร่ที่กำลังบานสะพรั่งรอรับต้องรับนักท่องเที่ยวกันอย่างสวยงามซึ่งสถานที่นี้สามารถมาเที่ยวชมกันได้แบบฟรีๆบอกเลยว่าถ้าหากใครชอบในการถ่ายรูปเป็นอย่างมากแล้วเราก็ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด โดยโพสต์นั้นก็ได้มีการระบุข้อความว่า บ้านอีกแล้วจ้าเพิ่งทานตะวันแปลงใหญ่บนเนื้อที่กว่า 700 ไร่ที่บ้าน ชอนสารเดช อำเภอหนองม่วงจังหวัดลพบุรีสามารถเข้าชมได้ฟรี

อนุโมทนาบุญ! ส่งต่อหัวใจ ช่วยต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์​ ได้อีก​ 6​ ชีวิต

โดยในวันนี้ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ก็ได้มีนายแพทย์สำเริง สีแก้วซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และเจ้าหน้าที่และญาติของนายพงศธร อัมพุท อายุ 18 ปีที่อยู่ในอำเภอดอกคำใต้จังหวัดพะเยาซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตที่ได้มีการแจ้งความจำนงขอบริจาคอวัยวะร่างกายที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาด โดยทางนายแพทย์สำเริงได้มีการกล่าวว่าทางโรงพยาบาลต้องขอขอบคุณครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมากที่ได้มีการอนุญาตให้นายพงศธรได้รับบริจาคอวัยวะถือว่าเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดชีวิตและอีกหลายรายซึ่งถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากโดยหากพบว่าในปัจจุบันได้มีการพบว่าผู้ป่วยกว่า 6,241 ราย มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะโดยอวัยวะส่วนใหญ่คือไตที่มีถึงประมาณ 6000 กว่าราย รองลงมาคือตับ 247 ราย หัวใจและปอดอย่างละ 23ราย แต่ในกัปตันตัวเลขที่พบว่าผู้ที่ได้รับบริจาคอวัยวะในปี 2562 มีเพียงแค่ 111 รายเท่านั้นที่ได้รับการปลูกถ่ายเท่ากับว่าการปลูกถ่ายอวัยวะยังไม่เพียงพอ และทางด้านของพ่อแม่ของนายพงศธรก็ได้มีการบอกกล่าวถึงลูกชายว่าลูกชายของตัวเองนั้นเป็นคนดีนิสัยเรียบร้อยไม่ค่อยพูดค่อยจาและชอบทำบุญหรือเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนสมัยที่ลูกชายเรียนอยู่หนังสือในชั้นระดับมัธยมศึกษาได้แอบไปทำเรื่องขอบริจาคอวัยวะโดยที่ทางครอบครัวไม่เคยรับรู้มาก่อนจนมีจดหมายแจ้งการตอบรับจากศูนย์บริจาคมาถึงบ้านจะทราบเรื่องและในครั้งนี้ลูกชายจะได้มีการช่วยเหลือคนได้ถึง 60 ชีวิต ด้วยกัน โดยหนึ่งในผู้ที่ได้รับการบริจาคคือผู้ป่วยจากโรงพยาบาลแรกในร่างกายที่ได้รับการบริจาคอวัยวะหัวใจ ของน้องพงศธร ซึ่งทางโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.จร. ช่วยจัดรถนำอวัยวะ จากดอนเมืองมาส่งมอบยังโรงพยาบาลศิริราช โดยหนึ่งในทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ส่งต่ออวัยวะให้กับโรงพยาบาลศิริราชนั้นก็เป็น ร.ต.อ. พิเชษฐ วิเศษโชค รอง สว.งานปฏิบัติการจราจร ตามโครงการพระราชดําริมีการเปิดเผยว่าในช่วงเย็นวันที่ 19 พฤษภาคมได้มีการประสานงานจากหมอโรงพยาบาลศิริราชในเรื่องของการรับอวัยวะผู้ป่วยที่จะโดยสารเครื่องบินเช่าเหมาลำมาลงที่ฝูงบิน 604 ดอนเมืองเพื่อนำไปเปลี่ยนให้กับผู้ป่วยจึงได้มีการจัดกำลังตำรวจจราจร 10 นายเพื่ออำนวยความสะดวกตามจุดต่างๆเพราะเส้นทางจากตัวดอนเมืองไปศิริราชนั้นค่อนข้างไกลและต้องผ่านจุดรถติดไปหลายจุด โดยก่อนที่อวัยวะจะมาถึงได้มีการซ้อมภารกิจในเรื่องของการใช้เส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการรถติดแต่ในวันดังกล่าวนั้นมีฝนตกหนักจึงทำให้เครื่องบินมาช้ากว่ากำหนด และรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยเพราะมีเวลาเพียงแค่

จากเด็กเร่ร่อน เรียนไม่จบ กลายเป็นนักธุรกิจที่ดิน 600 ไร่ และสตันท์แมนระดับโลก

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่เรามักจะเห็นในจอทีวีกันอยู่บ่อยๆอย่างคุณสายเชีย วงศ์วิโรจน์ ที่เป็นเจ้าของวลีเด็ดดังอย่างจนเครียดกินเหล้าที่ใครหลายๆคนคงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากผลงานโฆษณาที่สร้างขึ้นมาอย่างมากมายรวมถึงภาพยนตร์ต่างๆที่บอกเลยว่าเขาได้มีการร่วมงานกับนักแสดงชาวต่างชาติชื่อดังอีกด้วย บอกเลยว่า กว่าชีวิตของเขานั้นจะเดินมาถึงจุดนี้มันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบพิการคิดเขาต้องผ่านความยากลำบากมาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นการขุดส้วมและค่าเทอมแต่แล้วชีวิตของเขาก็ผ่านเปลี่ยนไปเมื่อได้รับการเป็นสตั้นแมนที่มีชื่อเสียงแคนยังได้โกอินเตอร์ไปถ่ายหนังระดับฮอลลีวูดประกบดาราชื่อดัง อย่าง แองเจลินา โจลี โดยจุดเริ่มต้นของเขานั้นก็มาจากการที่เป็นลูกชาวนาธรรมดาธรรมดาแต่ก็มีโอกาสที่สามารถก้าวผ่านได้ร่วมแสดงกับดาราดังระดับโลกซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดฝันในชีวิต อีกทั้งตัวเก่านั้นยังเคยทำกับข้าวให้ศิลปินดังกล่าวนี้อีกด้วย และในช่วงที่เขาได้ก้าวผ่านขั้นโกอินเตอร์และทำงานกับสตั๊นท์แมนทำให้มีใครหลายๆคนเข้าใจว่าค่าตัวแพงจึงไม่ค่อยมีผลงานภาพยนตร์ไทยและทำให้ช่วงหนึ่งของเขานั้นว่างงานไปจึงได้ผ่านตัวเองไปเป็นพ่อค้าขายที่ดินโดยมีการกู้เงินมาและแบ่งขายที่ดินตารางวาละ 3,500 บาทซึ่งทางการที่ตัวเขานั้นไม่มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจแต่โชคดีที่ได้คนมีความรู้คนเก่งอย่างรุ่นน้องมาคอยช่วยเหลือและคอยแนะนำจนตอนนี้สามารถจับธุรกิจขายที่ดินมาได้ประมาณ 1 ปีกว่าและยังไม่เคยโดนใครโกง ซึ่งพูดถึงในวัยเด็กของเขานั้นเขาเกิดมาในสภาพครอบครัวที่ยากจนมากบางครั้งก็ไม่มีข้าวกินและมีพี่น้องหลายคนและไม่มีตังค์ค่าเทอมไปโรงเรียนรองเท้าใส่ไปโรงเรียนก็ไม่มีใส่เสื้อผ้าต้องรอรับในการบริจาคทุกๆปีเรียกได้ว่าชีวิตลำบากมากจนถึงขั้นต้องไปขุดส้วมเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอายและในสมัยเรียนนั้นเวลาไม่มีข้าวกินก็ต้องหนีไปอยู่ในห้องสมุดจนกระทั่งเขาอายุประมาณ 18 ปีได้ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯมากับเพื่อน 2 คน ซึ่งเรียกได้ว่าชีวิตในวัยเด็กของเขานั้นผ่านมาด้วยความยากลำบากในหนังสือไม่จบม 3 ต้องรับจ้างทำงานทุกอย่างและดิ้นรนมาตั้งแต่เด็กๆตอนเด็กๆเขาคิดว่าการทำงานแลกเงินเป็นเรื่องของความสนุกจนกระทั่งเขาเริ่มมองชีวิตของตัวเองและตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่มีบ้างจึงทำให้เขาและครอบครัวตัดสินใจย้ายไปใน กำแพงเพชรเพื่อหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่เช่าพื้นที่นา 50 ไร่ฝันว่าจะมีการสร้างพื้นฐานชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยปลูกนาปลูกบ้านหลังเล็กๆหวานข้าวเองใช้ควายไถนาและเลื่อยไม้เก็บวันละแผ่นสะสมไว้หวังว่าจะไม้เหล่านี้จะเป็นบ้านของตัวเองในอนาคตแต่แล้วก็เจอมรสุมฝนตก 1 อาทิตย์จึงทำให้น้ำท่วมข้าวทำให้ผลผลิตย่ำแย่จนหมดหวังและท้อแท้ไป ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองกรุงเทพอีกครั้งหนึ่ง โดยเขามากับเพื่อนตัวเปล่ามาที่กรุงเทพฯโดยตอนแรกที่จะไปเป็นนักมวยเพราะไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับอีกครั้งในระยะแรกจะต้องไปขอข้าววัดกินขอเงินพระเป็นค่าเดินทางก่อนที่จะย้อนกลับไปทำงานแลกข้าวและนอนในมูลนิธิที่พี่ชายบกพร่องทางร่างกายหรือนอนพักอยู่โดยในตอนนั้นเขาได้ทำงานมูลนิธิไปพร้อมๆกับการทำงานก่อสร้างและค่าจ้างวันละ 120 บาทแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงหลังจากที่เขาได้ไปเห็นโฆษณารับสมัครนักแสดงตัวประกอบเล่นหนังต่างประเทศจากหนังสือพิมพ์โดยมีการเก็บค่าสมัคร 150 บาทซึ่งในตอนแรกเขาแค่ตั้งใจจะไปดูเฉยๆ ต่อมาเขาก็เริ่มเข้าไปคุกกี้กับคนในบริษัทนั่งกินเหล้ารู้จักคนโน้นคนนี้โดยสามารถเข้าไปเป็นนักแสดงตัวประกอบรับค่าจ้างวันละ 150 บาทจนถึง 300 บาทในทุกๆวันจากตัวละครที่เดินผ่านจากนั้นจากนี้เห็นได้นานกว่า 10 ปีสุดท้ายเขาก็ได้ผันตัวมาเล่นโฆษณาจนเครียดกินเหล้าของสสส ซึ่งใครจะรู้ว่าโฆษณาชุดนั้นจะทำให้เขานั้นกลายเป็นนักแสดงที่มีผลงานทางโฆษณาที่เราเห็นมาได้อย่างเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้มีการอธิบายว่าสำหรับงาน statement และสแตนอินนะแตกต่างกันเป็นอย่างมากเพราะสแตนอินต้องเล่นแทนแต่สตั้นแมนต้องเล่นเป็นตัวเองเจ็บก็เจ็บจริงและมีความเสี่ยงสูงอีกทั้งอุปกรณ์การเสียก็ไม่มีนำและต้องซ้อมกันเป็นล่วงหน้าเป็นเดือนแต่ก็เคยหล่นจากมีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเป็นหนังไทยสูงประมาณ 5-6 เมตรเป็นฉากมอเตอร์ไซค์ชนขอนไม้หล่นกระแทกพื้นจึงทำให้ต้องนอนรักษาตัวนานถึง 1 เดือนซึ่งถามว่ากลัวพิ ก - า

จิตวิญญาณความเป็นครู อุทิศชีวิต สอนหนังสือฟรี ๆ แม้จะเกษียณแล้ว

ครูนั้นถือเป็นอีกอาชีพหนึ่ง นอกจากจะต้องใช้ความรับผิดชอบและใจรักก็ต้องมีจิตใจของความเป็นครูด้วยถึงแม้ว่าจะเกษียณอายุไปก็ตามอย่างคุณครูท่านนี้ที่ถึงแม้จะเกษียณอายุราชการแต่ด้วยความรักและเป็นห่วงลูกศิษย์ก็ยังหวนกลับมาสอนหนังสือฟรีให้กับนักเรียนในโรงเรียนเดิมที่ตัวเองเคยสอนซึ่งอาจมีชื่อว่าคุณครูอุบล โตลาภ เป็นอดีตครูเกษียณราชการของโรงเรียนวัดลั่นทม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ถึงแม้ว่าคุณครูคนนี้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วถึง 2 ปี แต่อยู่ทุกวันนี้ครูก็ยังคอยกลับมาสอนหนังสือให้กับเด็กในโรงเรียนแห่งนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งคุณครูอุบลได้มีการเปิดเผยว่าสาเหตุที่ต้องการมาสอนหนังสือให้กับโรงเรียนวัดลั่นทมแบบปี 4 นั้นก็เป็นเพราะว่าเคยสอนโรงเรียนแห่งนี้มานานตั้งแต่บรรจุสอบข้าราชการก็บรรจุลงและเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้มาตลอดและสอนหนังสือที่นี่มานานกว่า 30 ปีตั้งแต่ในวันที่ 20 มิถุนายน 2523 จึงมีความผูกพันกับโรงเรียนและลูกศิษย์ที่นี่และเมื่อเกษียณอายุไปจึงขออนุญาตจากผู้อำนวยการโรงเรียนให้ตัวเองนั้นได้สอนหนังสือต่อไปโดยที่ไม่ขอรับเงินเดือนเพราะมีเงินบํานาญ จึงเรียกได้ว่า เพราะความรักและความผูกพันที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้จึงทำให้คุณครูคนนี้นั้นรักที่จะมาทำหน้าที่ของตัวเองแม้จะเกษียณอายุแล้วก็ตาม ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่น่ายกย่อง จริงจริง

ยกย่องครูสาว ว่าที่ดร. ทิ้งความสุขสบาย อุทิศชีวิต สอนหนังสือเด็ก ๆ ในถิ่นทุรกันดาร

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สุดแสนน่าประทับใจหลังจากที่ได้มีครูอุ้มหรือนางสาว สุทธิลักษณ์ กันธิพันธ์ได้ออกมาเผยเรื่องราวของการเป็นครูบนดอยผ่านทาง facebook ส่วนตัวของตัวเองที่มีชื่อว่า Suthiluck Kanthipan โดยครูอุ้มนั้นได้มีการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านภาพและคลิปวีดีโอในการปฏิบัติหน้าที่ครูอาสาในถิ่นทุรกันดารที่ โรงเรียนป่าเมี่ยงแม่พริกใน จังหวัดเชียงราย อำเภอแม่สรวย โดยถ้าหากใครได้เห็นภาพคลิปดังกล่าวนั้นก็จะบอกได้เลยว่าระยะทางการเดินทางกว่าที่ครูอุ้มคนนี้จะไปถึงโรงเรียนเพื่อไปสอนเด็กๆนั้นยากลำบากมากแค่ไหนแต่สุดท้ายแม้จะยากลำบากเพียงใดครูคนนี้ ก็สามารถไปสอนเด็กๆบนดอยได้ โดยสำเร็จ โดยตัวเธอนั้นได้ละทิ้งความสบายของตัวเองมาทำหน้าที่ตัวเองนั้นตั้งใจจนกลายเป็นขวัญใจของเด็กไปแล้ว อีกทั้งการทำหน้าที่ตรงนี้ก็ทำให้เธอนั้นต้องห่างไกลบ้านของตัวเองและข้างกายคนรักและครอบครัวโดยในบางครั้งก็ยากที่จะติดต่อกันเขาอยู่บนดอยไม่มีสัญญาณมือถือมีเพียงเสียงสัตว์ป่าและบ้านพักครูหลังน้อยๆคอยเป็นเพื่อนยามค่ำคืน อีกทั้งอากาศบนดอยก็หนาวกว่าที่อื่นยิ่งหน้าฝนไม่ต้องพูดถึงหนาวเป็นอย่างมาก และครูอุ้มคนนี้ก็ยังกล่าวอีกว่าจงคิดถึงสิ่งที่สวยงามที่ยังอยู่รอบข้างตัวและมีความสุขไปกับมัน และจงมอบความสุขให้กับผู้อื่นในทุกๆวันทำกุศลกับผู้อื่นในทุกเวลาจากนั้นก็จงนับจำนวนขุมทรัพย์แห่งความสุขที่ได้แจกจ่ายให้กับผู้อื่นใน 1 สัปดาห์ใน 1 ปีหรือในช่วงหนึ่งชีวิตที่ได้เกิดมาและความสุขนั้นมันจะกลับมาหาเรา นอกจากนี้ตัวเธอนั้นก็ยังได้มีการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการสอนว่าไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติหรือสภาพอากาศหนาวเย็นหรือการสอนหนังสือและการเดินทางโน้น แต่จะไม่ค่อยสะดวกนัก อีกทั้งเธอนั้นนอกจากที่จะเป็นครูคอยสอนให้ความรู้ให้กับเด็ก ๆ แล้วก็ยังต้องปฏิบัติงานหน้าที่เป็นแม่ครัวเพื่อทำอาหารกลางวันให้กับเด็ก ๆ โดยในช่วงปิดเทอมครูอุ้มก็จะกลับมาจากดอยแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเปิดรับบริจาคข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้ามือสองเพื่อนำไปมอบให้เด็กๆที่อาศัยอยู่บนดอย จึงเรียกได้ว่าอาชีพของครูบนดอยนั้นถือเป็นอาชีพที่ทำด้วยใจโดยแท้ เพราะทุกอย่างแม้จะยากลำบากเพียงใดแต่ถ้าหากใจรักที่อยากจะทำทุกอย่างจะเผยแพร่ความรู้ให้กับเด็กๆที่อยู่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารก็ถือเป็นอีกหน้าที่ ที่เสียสละไปโดยอย่างมากแต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้นั้นก็มักจะตอบแทนเป็นความสุขที่ไม่อาจหาได้

จากชีวิตเด็กกำพร้า ขยันทำมาหากิน เลี้ยงตัวเองสู่ความฝันที่เป็นจริง

ถือว่าเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งของ เด็กกำพร้า คนหนึ่งที่สามารถสู้ชีวิตและทำความฝันของตัวเองให้เป็นที่สำเร็จโดยเรื่องราวของเขานั้นได้ถูกเผยแพร่ผ่านทาง Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Iman Mutiara ถามกลับโพสต์ภาพบรรยายเรื่องราวการสู้ชีวิตของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นจนสามารถทำความฝันให้เป็นที่สำเร็จซึ่งนั่นก็ทำให้ชาวเน็ตหลายคนที่กำลังท้อแท้เมื่อได้มาอ่านก็รู้สึกมีกำลังใจมากมายเลยทีเดียว โดยนี้โพสต์นั้นได้มีการระบุข้อความไว้ว่าหากคิดว่าลำบากจงมองดูคนที่ลำบากกว่าเพราะคนเราถ้าไม่เคยลำบากจะไม่มีวันรู้รสชาติของความสบายว่ามันหอมหวานมากแค่ไหนวันนี้ตัวเขาก็อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวและอยากจะมาเป็นแรงผลักดันให้กับคนอ่านว่าไม่ว่าคนเราจะเกิดมาในครอบครัวแบบไหนหากรักที่จะวิ่งเข้าหาโอกาสก็เชื่อว่ายังไงมันก็ต้องทำได้ หลายคนคงอาจจะเคยได้ยินว่าอย่าจับปลาสองมืออย่าทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันแต่บอกเลยว่าเขาคนนี้คิดต่างออกไป โดยเขาได้มีการระบุเล่าเรื่องราวผ่านภาพของตัวเองไว้ดังนนี้

ชื่นใจแทน ปริญญาลูกชาวนา คนใช้แรง ขายมัน สังกะลีวัดป่า

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภาพอันสุดแสนประทับใจหลังจากที่ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่มีชื่อว่า Chonnatee Namwech ได้ออกมาเผยภาพของตัวเองในขณะที่ใส่ชุดรับปริญญาแล้วก้มกราบเท้าพ่อแม่และได้มีการระบุข้อความหมายว่า … ผมไม่รู้หรอกว่าภาพเหล่านี้น่าจะสื่อถึงอะไรหรือคนอื่นจะคิดอย่างไรแต่นี่คือหน้าที่ของลูกสำหรับผมเรียนชั้นม 1 เทอมจะจบทัวร์ปริญญาลูกชาวนาคนขายแรงงานสังกะลีวัดป่า ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกมาจากประเด็นดังกล่าวซึ่งจะทำให้มีชาวเน็ตนั้นต่างเข้ามากล่าวซึ่งชมเขาเป็นอย่างมากที่ตั้งแต่มานะศึกษาเล่าเรียนจนสามารถคว้าใบปริญญามาฝากพ่อแม่ได้เป็นที่สำเร็จและได้มีการทราบชื่อเบื้องต้น ว่าบัณฑิตคนนี้มีชื่อว่า นายชณที นามเวช หรือชล ได้เรียนจบจากคณะเกษตรศาสตร์สาขาพืชไร่ โดยครอบครัวของคุณชนนั้นมีฐานะพังกาญจน์พ่อแม่ทำนาส่งให้เรียนแต่โดยที่ค่าใช้จ่ายสูงทำให้ไม่พอโชคดีที่ตัวเขานั้นได้มีทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่แบ่งเบาภาระให้กับนักศึกษาและครอบครัวและช่วงเรียนจะได้เรียนรู้กิจกรรมมากมายในชีวิตและกลายเป็นประสบการณ์ตรงนอกจากนี้ก็ยังมีโอกาสได้เป็นนายกสมาคมสโมสรของนักเรียนนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ในปีการศึกษา 2562 และยังได้เรียนจบตามหลักสูตรและสวมชุดครุยวิทยฐานะได้อย่างภาคภูมิจนเมื่อเขาด้วยชุดครุยในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จะได้กลับมาบ้านพบเห็นท่านทั้งสองกำลังตามมันสำปะหลังอยู่ทำกันแดดร้อนจึงเดินเข้าไปพร้อมชุดครุยก้มกราบเท้าพ่อแม่และก็บอกว่าลูกมีวันนี้ได้ก็เพราะแม่พ่อ แล้ววันนี้ตัวเขานั้นก็นำพาความสำเร็จมาให้พ่อแม่ได้ชื่นชมซึ่งการได้แม่ของนายชวนก็ไม่อยากให้ลูกชายเข้าไกลมากนัก เพราะกลัวชุดของลูกจะเปื้อนดำแต่ทั้งสองน้ำตาไหลซึมออกมาด้วยความภาคภูมิใจกับความสำเร็จของลูกชายที่สามารถไปคว้าใบปริญญามาได้สำเร็จ

เลี้ยงกุ้งฝอยกับหอมขม ใบบ่อซีเมนต์ รายได้ สองเท่า

โดยในวันนี้เราก็จะพาชาวเกษตรคนไหนอยากที่จะหารายได้เสริมก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการเลี้ยงกุ้งฝอยและหอยขมในบ่อกันโดยวิธีการนี้จะสามารถทำให้คนนั้นประหยัดต้นทุนในการเลี้ยงได้เพราะสัตว์ 2 ชนิดนี้สามารถเลี้ยงด้วยกันในบ่อเดียวกันได้ด้วยหอยขมนั้นเมื่อเลี้ยงปลาในบ่อปูนก็มาก็อาศัยอยู่ตามขอบบ่อวงจึงทำให้มีพื้นที่น้ำอยู่ตรงกลางซึ่งน่าจะเกิดอะไรดีที่ว่าหากเอาสัตว์น้ำอื่นที่สามารถเลี้ยงรวมกันได้ก็จะสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างดีจึงมีการคิดที่จะเลี้ยงกุ้งฝอยรวมกันไว้ในบ่อนั้นเอง โดยเริ่มต้นจากการเตรียมบ่อและให้นำวงบ่อปูนมาต่อกับท่อระบายน้ำออกด้านล่างทำการฉาบปูนทับที่ก้นบ่อปล่อยทิ้งไว้ 3 วันรอให้ปูนเซ็ตตัวจนแห้งสนิทเมื่อปูนแห้งแล้วก็ให้ทำการเติมน้ำลงไปจนเต็มและใส่หยวกกล้วยลงไปแช่น้ำทิ้งไว้ 7-15 วัน โดยวิธีนี้จะช่วยกำจัดกลิ่นปูและน้ำฝนปูนที่เคลือบตามผิววงบ่อปูนออกให้หมด เมื่อแช่น้ำทิ้งไปแล้วทำให้ถ่ายน้ำและล้างความสะอาดอีกรอบจากนั้นค่อยเติมน้ำใหม่เข้าไปน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งฝอยและหอยขมควรจะเป็นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติถ้าใช้น้ำประปาควรจะพักน้ำไว้ให้คลอรีนตกตะกอนก่อนแล้วค่อยนำน้ำมาใช้ จากนั้นใส่โคลนหรือดินเหนียวไว้ที่ก้นบ่อหนาประมาณ 10 เซนติเมตรและทำการปลูกพืชน้ำผักตบชวาตอกน้ำเพื่อปรับสภาพน้ำและช่วยเพิ่มออกซิเจนในบ่อ ทำการปล่อยกุ้งฝอยลงไป 5-6 และควรงดอาหารในช่วง 7 วันแรกเพื่อให้กุ้งปรับสภาพส่วนหอยขมใส่ลงไปประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อสามารถคละขนาดกันได้สำหรับอาหารให้ใช้ไข่แดงต้มสุกผสมกับรำอ่อน ปั้นเท่ากำปั้น และโยนลงบ่อ 3 ก้อน / อาหารที่ใช้เลี้ยงหอยขมก็ให้กินตะไคร่เกษตรเพื่อที่จะตามโคลนที่ก้นบอก เทคนิคที่ทำให้กุ้งวางขายก็คือน้ำสายยางต่อน้ำแล้วมาเปิดใส่เบาะแรงประมาณ 10 นาทีทำให้มีกระแสน้ำไหลส่วนหอยขมถ้าอยากให้แพร่พันธุ์ก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเหมาะกับการเจริญเติบโตโดยการรักษาสภาพน้ำให้สะอาดไม่เน่าเสียซึ่งหมายของ 1 ตัวสามารถออกลูกได้ประมาณ 40-50 ตัว สูตรกำจัดน้ำเสีย น้ำหมัก EM 2 ชต/ กากน้ำตาล 2 ชต. / น้ำ 1 ลิตร จากนั้นก็นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าร่วมกันทิ้งไว้ในร่ม 7 วันแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้โดยการไปใช้ก็นำไปผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วสายลากลงไปในบ่อประมาณครึ่งลิตรต่อบ่อ สำหรับราคาขายนั้นกุ้งฝอยสามารถขายได้ที่กิโลกรัมละ 80-100 บาทส่วนหอยขมน่าจะอยู่ที่ในกิโลกรัมละ 40

ทำงานออฟฟิศไม่มีเงินเก็บ เลี้ยงเป็ดขายไข่ รายได้วันละพัน

โดยในวันนี้เขาเราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับคนคนหนึ่งที่ผ่านตัวเองจากนักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือมากที่วันๆต้องคุกกี้อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรับค่าจ้างในอัตราที่สูงมาเป็นเกษตรกรไปตากแดดตากลมตากฝนทำอาชีพที่รักของตัวเองเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่และเก็บไข่ได้เงินวันละ 1,000 บาทซึ่งเงินจำนวนนี้นะสามารถใช้ชีวิตแบบสบายสบายที่ต่างจังหวัดได้อย่างสบายๆ โดยบุคคลดังกล่าวนี้ก็คือคุณ จักรกรินทร์ ต้นตระกูลโฆษณา หรือคุณเอ็ม โดยตัวเขานั้นเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายไอทีบริษัทขายรถแท็กซี่แห่งหนึ่งได้รับเงินเดือน 60000 บาทแต่นอกจากนี้ตัวเขานั้นก็ยังได้สวมบทบาทเป็นเจ้าของฟาร์มเป็ดไก่อยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยตัวเขาเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทำเกษตรก่อนที่จะมาเรียนในกรุงเทพฯตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายจนกระทั่งจบอาหารที่มีอะไรแต่ก็ยังทำงานอยู่ในเมืองหลวงและช่วยเหลือครอบครัวด้วยการส่งเงินกลับไปจุนเจือ จนกระทั่งเมื่อปี 55 ชายหนุ่มคนนี้ได้มีการซื้อไก่พันธุ์ โรดไอแลนด์ 200 ตัว ราคาตัวละ 185 บาท โดยมีแม่ที่ช่วยเลี้ยงอยู่ในจังหวัดชัยภูมิโดยเลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติให้กินข้าวโพดข้าวเปลือกรำข้าวและไก่มันก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีและออกไข่ทุกวันเฉลี่ยวันละ 70 ถึง 80 ทองจนมีรายได้ในทุกๆวันและหลังจากที่เลี้ยงไก่ขายได้เป็น 3 ปีประมาณปี 58 คุณเองได้เกิดความสงสารมีการซื้อเป็ดปลดระวางมาละ 40 ตัวในราคาตัว 80 บาทโดยเป็ดปลดระวางนั้นคือเป็ดที่มีอายุเกิน 5 ปีโดยเป็นพวกนี้จะเตรียมส่งขายตลาดเพื่อนำไปเชือดแต่ใจหนุ่มคนนี้เลี้ยงกะไว้เอาเป็นบุญและเป็ดพวกนี้แดดออกไข่จึงทำให้เขานั้นเลี้ยงกลายเป็นเรื่องเป็นราว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขานั้นได้หันไปซื้อเป็ดสายพันธุ์กากีแคมเบโดยซื้อมาประมาณ 500 ตัวลงทุนเงินไปเกือบ 10,000 บาทเหลือเป็นเงินโบนัสจากการทำงานและสาเหตุที่เขาไม่ซื้อเป็ดเด็กก็เป็นเพราะว่าต้องเลี้ยงเกี่ยว 18 สัปดาห์ก็จะออกไข่และต้นทุนสูงกว่าจะได้ไข่จึงเลิกเลี้ยงเป็ดสาวที่ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ก็สามารถออกไข่สร้างกำไรได้แล้วและสาเหตุที่เขาเลิกเล่นเฟสขายแล้วก็เป็นเพราะว่าสภาพพื้นที่บ้านพี่อยู่กลางไร่อ้อยค่อนข้างเงียบเป็ดก็ชอบบรรยากาศแบบนี้จากการที่เลี้ยงไก่ไข่ก็พอมองเห็นว่าตลาดไข่เป็ดน่าจะมีโอกาสขายได้ดีด้วยเช่นกัน ด้วยอาหารที่นำมาเลี้ยงเป็ดมันก็ใช้รำข้าวปลายข้าวโพดข้าวเปลือกมาผสมกับอาหารสำเร็จรูปนิดหน่อยโดยวิธีนี้สามารถลดต้นทุนเยอะโดยเฉลี่ยค่าอาหารได้วันละ 300 บาทเท่านั้น โดยใช้เวลาเลี้ยงเป็ดแค่ 2 สัปดาห์เป็ดก็ออกไข่โดยจำนวน 8 500 ตัวก็ออกไข่มาแล้วประมาณเกือบ

ยกย่อง! ความเรียบง่าย เจ้าของแบรนด์มือถือ ‘หัวเหว่ย’ มหาเศรษฐีติดดิน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาส่งความเรียบง่ายและความจริงปะทะของเจ้าของ Huawei ซึ่งบอกเลยว่าถึงแม้เขาจะรวยจริงแต่ไม่เคยซื้อใช้รถมือสองคันละ 500 บาทโดยชีวิตของเขานี้เต็มไปด้วยความพอเพียงและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและถูกยกย่องเสมอ แม้กระทั่งในมหาเศรษฐีหรือเจ้าของกิจการระดับโลกบางคนก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายอย่างพอเพียงดังเช่นคนนี้โดยเรื่องราวของเขาติดตามกันมากแค่ไหนเรามาลองอ่านกันเลย โดยเจ้าของเถ้าแก่ผู้อำนวย Huawei เขาได้ทำกำไรมหาศาลจากต่างประเทศหรือ 6.6 ล้านบาทและจ่ายภาษีให้กับประเทศจีนถึง 1.6 แสนล้านบาทแต่บอกเลยว่าถึงแม้ว่าเขาจะมีกำไรมากมายขนาดนี้รถส่วนตัวของเขาก็มีราคาไม่เกิน 5 แสนบาทซึ่งรถคันนี้เป็นรถมือสองด้วยโดยเขามักจะพูดว่า ถ้าผมได้ชัยชนะมา 1 ครั้งผมก็จะทำให้พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายได้กินข้าวเพิ่มอีก 1 ชามและยังตั้งใจบริจาคเงินส่วนหนึ่งเพื่อเป็นความหมายของลูกหลานแรงงานและสามารถใช้เป็นทุนการศึกษาให้เด็กๆได้เรียนหนังสือมากยิ่งขึ้น โดยเถ้าแก่คนนี้นั้นมีชื่อว่า หยิ่มเจี๊ยฮุย ซึ่งเป็นนักธุรกิจระดับหลายล้านล้านบาทเป็นคนจีนที่นานาชาติต่างให้ความเคารพยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งปีและเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านักธุรกิจทั่วไป ซึ่งความเรียบง่ายของเขานั้นสามารถพบได้โดยในวันที่ 16 เดือน 4 คศ 2017 ชายคนนี้นั้นได้เข้าแถวรอขึ้นรถแท็กซี่กลางดึกคนเดียวที่สนามบินหงเฉียวในเมืองเซี่ยงไฮ้และหลังจากมีการเผยรูปภาพแบบออกไปก็มีผู้คนในโลกโซเชียลต่างๆการคารวะอย่างจริงใจเพราะในภาพนั้นท่านกำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางโดยมืออีกข้างหนึ่งใช้มือถือโทรศัพท์ในขณะที่รอต่อแถวเข้าแท็กซี่เหมือนกับคนทั่วๆไป และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 ก็มีคนเคยถ่ายรูปท่านขณะที่กำลังขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารโดยใส่เครื่องแบบต่างๆเก่าๆยุคกระเป๋าสีเก่าจนเป็นสีเหลืองและมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีมารยาทที่งดงามทั้งๆที่ตัวเขานั้นเป็นนักธุรกิจระดับต้นๆของโลกที่ไม่ต้องใช้คนขับรถและไม่ยอมใช้อภิสิทธิ์เกิดคนทั่วไปและด้วยความที่เขาเป็นนักธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดนี้แต่ทำไมถึงไม่ใช้เส้นทางของแขกผู้มีเกียรติและไม่ต้องการใช้รถลีมูซีนอุตส่าห์เสียเวลาต่อแถวรอรถแท็กซี่แต่ในความเรื่องหลังแล้วทุกคนก็จะรู้ว่าเถ้าแก่คนนี้มีอุปนิสัยเช่นอาหารและเขาก็จะมักจะมีคำพูดติดปากเหมือนอยู่ 3 คันนั่นก็คือ ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง / การแข่งขันคือต้นทุนอย่างหนึ่ง / ต้องช่วยเหลือสนับสนุนคนที่แข่งขัน (พนักงาน) อย่างยากลำบากตลอดเวลา… นอกจากนี้เขายังห้ามให้ลูกน้องบริการคนส่วนต่างๆให้กับตัวเขาเองซึ่งเคยมีคนขับรถไปรับถึงสนามบินแต่ท่านตัดดีอย่างรุนแรงด้วยคำพูดที่ว่าลูกค้าต่างหากจึงเป็นทั้งเสื้อผ้าอาหารหรือบุพการีของเธอที่แท้จริง เธอควรใช้แรงงานและแรงกายแรงใจเอาใจใส่ให้กับลูกค้าทั้งหมด แต่ด้วยเหตุนี้จนถึงปัจจุบันเถ้าแก่คนนี้ยังไม่เคยมีรถประจำตำแหน่งเพราะเขาไม่ต้องการให้ Huawei นั้นกลายเป็นกองทัพรถยนต์นั่นเอง นอกจากนี้ในโลกโซเชียลมีคำพูดเหมือนไม่เคยกล่าวขานกันว่าหากประเทศที่ไม่มี Alibaba ค้าขายผ่านทางโลก Social จนเป็นอันดับ 1 ของโลกเพื่อที่จะไม่มี Huawei

ย่ายิ้ม หญิงชราวัย 88 ปีกับชีวิตในป่ากว่า 40 ปี สร้างฝาย 16 ฝาย ปลูกต้นไม้เกือบหมื่นต้น

ใครหลายคนก็คงยังไม่ลืมยากหญิงชราที่อาศัยอยู่ในป่าลำพังมานานกว่า 40 ปีและย่ายิ้มคนนี้แม้จะเป็นหญิงชราแต่ก็สามารถสร้างความดีสร้างฝายชะลอน้ำที่อกซ้ายและปลูกต้นไม้อีก 9,900 ต้นซึ่งเรื่องราวของย่ายิ้มนั้นก็สร้างความประทับใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ย่ายิ้มคนนี้ในปัจจุบันก็ยังทำอยู่เช่นเดิมอย่างต่อเนื่องและดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ แน่นอกจากนี้เรื่องราวของย่ายิ้มถูกนำมาสร้างเป็นหนังสั้นโดยสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนดูเป็นอย่างมาก และถ่ายทอดวิถีชีวิตของหญิงชราที่ใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ในป่าที่เป็นอย่างดี แม้จะอยู่อย่างลำบากแต่เปี่ยมไปด้วยความสุขอีกทำให้มีความสวยงามทางด้านวัตถุใดๆมีเพียงความสวยงามของธรรมชาติที่ส่งผล และมีคุณค่าทางจิตใจ และย่ายิ้มคนนี้สามารถสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวมและโลกนี้ทั้งฝ่ายชะลอน้ำและการปลูกป่าธรรมชาติถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับใครหลายๆคนรวมถึงคนไทยทั้งประเทศให้หันมารับปากและมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติกันมากขึ้น โดยย่ายิ้มนั้นมีลูกทั้งหมด 5 คนมีลูกชาย 2 คนที่ยังคอยแวะเวียนมาดูแลแม่คนนี้อยู่ห่างๆและลูกนั้นก็พยายามรบเร้าให้แกไปอยู่ด้วยแต่อย่ายิ้มก็ไม่ยอมยืนยันปากร้ายที่จะใช้บั้นปลายชีวิตอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนด้วยเหตุผลว่าบ้านกลางป่าของแกนั้นทำให้ชีวิตวุ่นวายเพียงแค่เก็บหน่อไม้ดองกินกับมะพร้าวคั่วหอมก็ถือเป็นอาหารรสชาติที่ทำให้หินทองได้โดยย่าบอกว่าความเจริญอยู่ที่ไหนมันก็ทุกข์ยากที่นั่นอยู่บนเขานี้ไม่มีเงินก็ยังอยู่ได้แต่ถ้าอยู่ในตัวเมืองไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้เพราะทุกอย่างต้องใช้เงินซื้ออยู่ไปก็เดือดร้อนเขา แต่ถึงแม้อย่างไรย่ายิ้ม ก็ยังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากฤดูฝนร้ายทางในป่านะเอาแน่เอานอนไม่ได้ในบางครั้งก็มีน้ำหลากลงจากเขาจนข้ามห้วยไม่ได้ก็ทำให้ย่ายิ้ม ไม่สามารถออกจากบ้านได้จึงทำให้รองเท้าไม่ได้หลายวันข้าวสารก็มาจะไม่มีเหลือโดยบางครั้งบางอาทิตย์ก็เกือบไม่ได้กินข้าวเลยก็มีกินแต่หัวกลอยป่าเอามานึ่งกับมะพร้าวคั่วอย่างเดียว นอกจากนี้สามารถเก็บหน่อไม้ไปแลกข้าวกับคนในชุมชนได้ยินยังมีรายได้คือเบี้ยสงเคราะห์คนชราโดยใช้เงินจำนวนนี้มาจะหมดไปกับการทำบุญรวมถึงเงินที่ลูกหลานแบ่งไว้ให้ใช้ยามมาเยี่ยมก็มักจะใช้ไปกับกิจกรรมทางธรรมะด้วยเช่นกัน แล้วตลอดหลายปียายอิ่มก็ใช้ชีวิตอยู่กลางป่าเขาเพียงลำพังเมื่อลูกมาหาก็จะดีใจทุกครั้งและแกก็ยังยืนหยัดว่าอยากจะอยู่ในป่านี้ไปจนตายและคำขอสุดท้ายที่ผ่านไปยังลูกหลานนั่นก็คือ “ถ้าหากฉันจากไป ก็ให้ฝั่งไว้บนไร่บนเขานี้” แต่ถึงอย่างไรความดังของย่ายิ้มจะทำให้มีคนในละแวกนั้นจัดทำโปรแกรมทัวร์บ้านย่ายิ่มขึ้น โดยมีคณะนักศึกษาต่างสนใจเข้ามาแวะเวียนกันเป็นอย่างมาก ราวกลับย่ายิ้มเป็นโฮมสเตย์ และยังมีบริการรถเหมาจากอำเภอวัดโบสถ์มาส่งถึงบ้านพี่มณีซึ่งเป็นปากทางเข้าบ้านย่ายิ้ม จนเจ้าของบ้านยังงง แต่จะไม่ให้แขกพักพิมพ์มันก็ไม่ใช่เรื่อง และนอกจากนี้กิจกรรมนี้นั้นก็ยังมีกิจกรรมเช่ารถอีแต๋นขึ้นไปบนเขาของคนบางกลุ่มเป็นการฉวยโอกาสโก่งราคาน้ำมันและอ้างว่าทางขึ้นเขาลำบากเช่าที่เป็นพันธุ์โดยล่าสุดนี้ทาง อบต.หินลาดยังได้งบประมาณด่วน เตรียมปรับปรุงทางเข้าบ้านย่ายิ้มเพื่อให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมเยียนย่ายิ้มได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าย่ายิ้มนั้นจะดีใจหรือเปล่าหรือเศร้าใจที่มีคนมาแวะเวียนหาแกได้ง่ายขึ้นเพราะ ลำพังแค่ถนนหนทางอันลำบากก็มีผู้คนต่างแวะเวียนและนำของกินข้าวของเครื่องใช้มาให้แกกินแกต้องลำบากผอมลงข่าวมาให้พี่มีเก็บไว้เลี้ยงแขกอยู่ร่ำไปสวนข้าวของเครื่องใช้เครื่องครัวหม้อหายแกก็ไม่ยอมใช้และด้วยความปรารถนาดีของผู้อื่นที่ส่งมาให้ทำให้สิ่งของพะเนินไว้เต็มบ้านไปหมดและต้องทนต้องคอยระวังไม่ให้ชนล้ม และนอกจากนี้ย่ายิ้ม ยังมีอาชีพใหม่โดยไม่ได้ตั้งใจนั่นก็คือการเก็บขวดส่งให้ลูกชายไปขายเพราะคนที่มาเยี่ยมเยียนแกนั้นได้ทิ้งขวดน้ำเครื่องดื่มบำรุงกำลังไว้ที่บ้านเกิดกลางเช่นเดียวกับของขนมห่อบะหมี่ที่ทิ้งไว้หากวันใด หากย่ายิ้มยังพอมีแรงพอที่จะรวบรวมก็จะรวบรวมเอาไว้โดยก่อนหน้านี้ที่ย่ายิ้มอยู่เพียงคนเดียวมาหลายสิบปีก็ไม่มีใครอยากให้เคยเห็น ซึ่งสิ่งนี้ก็เรียกได้ว่าความเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของผู้คนอาจจะทำให้ย่ายิ้มลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อนแต่อย่ายิ้มก็ยังรับผู้เยี่ยมเยียนโดยไม่ปริปากเพราะคนกลัวว่าคนอื่นจะเสียน้ำใจแต่รู้ไหมว่าความจริงแล้วยายยิ้มไม่ได้อยากได้สิ่งของนอกกายเรานี้เพราะทุกวันนี้เข้าของใหม่เอี่ยมทั้งหลายที่ใครหลายๆคนขึ้นมาให้ก็ยังคงอยู่ในถุงพลาสติกเรียงรายอยู่เต็มพื้นเต็มไปหมด ณ วันนี้ใครต่อใครที่พยายามนำสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นความสุขให้กับแกแต่หารู้ไม่ว่าการมีน้ำใจช่วยเหลือคนคนนึงโดยขาดความพอดีอาจจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนคนหนึ่งและนำพาความทุกข์มาให้คนคนนั้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็ได้