สวดคาถาบทนี้ แค่ 5 นาทีก่อนนอน ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นหลุดพ้นบ่วงกรรม

โดยในวันนี้เราจะพาทุกวันนั้นมาดูการสวดคาถาบทสวดก่อนนอนที่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้นซึ่งแค่ 5 นาทีนี้ก็สามารถทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นหลุดออกจากบ่วงกรรม เก่งแค่สละเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นและสามารถทำเป็นเพื่อสิริมงคลให้กับชีวิตของคุณได้ (นะโม 3 จบ) สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเตอุกาสะ ขะมามิ ภันเต หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์พระพุทธ พระธรรมพระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้าตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายรวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้าก ร ร ม นาย เ ว รจะด้วยกายวาจาใจก็ดี ขอได้โปรด อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วยหากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมาขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบาน ที่จะติดตามคู่ในอดีตขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกันข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูกที่ชอบที่ควรขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันจงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้องจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละลาภ ยศ สุขสรรเสริญ สติปัญญา

ปูติน สดุดี ‘ในหลวง ร.๙’ ทรงแนะนำศาสตร์พระราชา จนรัสเซียผลิตข้าวและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก

ซึ่งบุคคลนั้นก็จะตามภาพของนายกประธานาธิบดีปูตินกันเป็นอย่างดีใน ล่าสุดนี้ทางปูตินก็ได้มีการให้สัมภาษณ์ ว่ารัสเซีย มีข้าวสาลีที่ใช้ในประเทศจนเหลือส่งออกขายได้โดยในปัจจุบันทางรัสเซียได้มีการส่งออกข้าวสาลีมากที่สุดในโลกและก็เป็นพระคุณของ King Bhumibol ซึ่งทางประธานาธิบดีปูตินได้มีการกล่าวถึงการรำลึกถึงบุญคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงได้เข้าไปแนะนำศาสตร์พระราชาเอาไปใช้กับประเทศรัสเซียจนสามารถยืนหยัดได้จนถึงปัจจุบันโดยทางในปูตินก็ได้มีการกล่าวว่า …. ผมชอบนิสัยคนไทยที่มีความซื่อตรงมีจิตใจดีมีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนที่ไม่ใช่ญาติของตัวเอง โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งลักษณะแบบนี้สามารถหาได้ยากต่างชาติตะวันตก จึงทำให้ผมนั้นมีทัศนคติที่ดีต่อคนไทยมานานและตั้งแต่ที่ผมคบเพื่อนคนใดคนนี้หลังจากที่นี่อีกไม่นานผมก็ได้เป็นประธานาธิบดีที่ได้มีโอกาสเข้าพบกับ King Bhumibol และผมก็ได้รับความเมตตาจากท่านอย่างมากมายถ้าได้แนะนำเรื่องการเกษตรเรื่องน้ำและการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองในเรื่องอาหารด้วย พระองค์ทรงมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าคงจะต้องต่อสู้กับพวกตะวันตกในเรื่องของอาหาร ซึ่งเป็นจุดอ่อนของประเทศรัสเซียที่ทางรัสเซีย ไม่เคยศึกษาพัฒนาเกษตรอย่างจริงจัง พอมีเงินก็จะสั่งเข้ามาเพียงอย่างเดียวแต่ท่านก็บอกว่าถ้าซื้อเขามากินอย่างเดียวไม่เคยทำเอง เขาก็จะไม่ขายให้ กับเรา แล้วเราจะทำอย่างไรประชาชนอดอยากก็โทษรัฐบาลและรัฐบาลก็จะอยู่ไม่ได้แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่ดีแต่จะต้องถูกไล่เพราะอาหารให้ประชาชนไม่ได้อย่างนั้นหรือ การแจกเงินซื้อเสียงนั้นก็ถือว่าเป็นการหาเสียงอีกวิธีหนึ่งแต่การได้เงินไปนานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ง่ายมากมายเท่าไหร่ และไม่สามารถนำเงินนั้นไปลงทุนทำมาหากินได้ เอาไปเพียงแค่ใช้จ่ายสนุกสนานใช้ ไม่นานเดี๋ยวก็หมด ทั้งๆที่ทางรัสเซียน มีพื้นที่ดินมากมาย จึงทำให้นายปูตินนั้น จึงมีการเริ่มแจกจ่ายพื้นที่ดินให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแต่คนทั่วไปก็ยังยึดติดว่าในพื้นที่กานดาเหล่านั้นแกเป็นคุกเพราะปลูกไม่ได้เพราะอากาศหนาวจัดดินแข็ง พระองค์ท่านก็ยืนยันว่าการทำเกษตรนะสามารถทำได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อากาศหนาวหรือร้อนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ทำให้ประธานาธิบดีจึงได้มีการศึกษาอย่างจริงจังในการวิเคราะห์ดินแหล่งน้ำพืชพันธุ์ต่างๆที่สามารถทนอากาศหนาวจัดได้ว่ามีอะไรบ้างและหน้าร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยเท่าไหร่ กี่เวลากี่เดือน แล้วควรปลูกอะไรในภูมิภาคที่มีอากาศแบบนี้ และได้มีการเข้าไปศึกษาด้วยตัวเองพานักวิชาการเกษตรไปและเลือกวิจัยลักษณะดินหาแหล่งน้ำเตรียมเอาไว้เพื่อใช้เป็นอาหารหลักจึงได้มีการสนับสนุนปลูกข้าวสาลีเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยในรัฐบาลนั้นก็ช่วยในเรื่องของการให้ทุนแก่เกษตรกรไทยเพราะปลูกพวกมันฝรั่งและข้าวสาลีข้าวโพดจนกระทั่งในปี 2016 รัสเซียมีข้าวสาลีใช้ในประเทศจนเหลือสามารถส่งออกขายได้และในปัจจุบันรัสเซียส่งออกขายข้าวสาลีมากที่สุดในโลกนั่นก็เป็นเพราะพระคุณของ King Bhumibol โดยพระองค์ท่านนั้นได้มีการอธิบายให้ฟังว่าคนนั้นต้องการเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้นคืออาหารที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค และนั่นก็คือสิ่งที่ประธานาธิบดีปูติน ได้มีการคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา และจัดหาให้ประชาชนอย่างไม่ขาดสาย 5 สิ่งอื่น นอกจากของที่ฟุ้มเฟือยเกินไปก็จะไม่ให้แต่ถ้าขาด 4 อย่างนี้จะต้องมีอยู่เสมอ

ได้ผลดีทั้งสวน! สูตรกาแฟ + ยาคูลท์ ไล่แมลง ผักงาม ได้ราคาดี

หากคนไหนกำลังประสบปัญหาเนื้อเรื่องของแมลงเข้ามารบกวนพืชผลการผลิตของเราแต่การใช้สารเคมีและยากำจัด แมลงมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ผลผลิตของเรานั้นมีคุณค่าน้อยลง และยังต้องใช้ต้นทุนสูงในการกำจัดด้วย และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเทคนิคง่ายๆเพื่อจะสามารถประหยัดเงิน ในการกำจัดแมลง อีกทั้งยังเป็นภูมิปัญญาที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย ๆ และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงอีกด้วย นั่นก็คือการทำสูตรไล่แมลงโดยการใช้กาแฟและนม ทเปรี่ยวเท่านั้นโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเข้ามาดูกันเลย ส่วนผสม -กาแฟ 2 ช้อน -นมเปรียว 1 ขวด การผสม เพียงแค่นำกาแฟที่เตรียมไว้มาละลายกับน้ำร้อน 1 ใน 4 ของถ้วยแก้ว จากนั้นก็นำมาคนให้กาแฟละลาย และนำมาส่งน้ำสะอาดที่เย็น ให้ได้ประมาณ สักครึ่งแก้ว จากนั้นก็แค่นมเปรี้ยวใส่ ลงไปแล้วต้องการคนให้เข้ากันก่อนที่ จะเทใส่รองเท้าพ่นเติมน้ำให้เต็ม แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็นำไปพ่นฉีดให้ทั่วบริเวณเพื่อผลผลิตได้ โดยทางที่ดีนั้นควรฉีดล้าง 16:00 นเป็นต้นไป เป็นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และทำให้สามารถดูดซึมกาแฟได้ดีมากยิ่งขึ้นและฉีดเป็นจำนวน 2 ข้างหลังปลูกผักหรือ 10 วันจากนั้นก็สามารถฉีดได้อีกครั้งหลังประมาณ 15 วันรวมแล้วประมาณ 25 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยสูตรนี้สามารถช่วยในเรื่องของการกำจัดแมลงได้เป็นอย่างดีและทำให้ผักหวานกรอบอร่อยถูกใจผู้ที่ซื้อมากยิ่งขึ้น และสาเหตุที่นำเอากาแฟมาเป็นส่วนผสมนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่ากาแฟมีกรดของคลอโรจีนิก คาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่อันตรายต่อแมลง แต่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและยังเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายราคาถูกอีกด้วย

จากเด็กเกเร มาปลูกสมุนไพร สร้างรายได้แบบยั่งยืน

ทุกคนอาจจะมีช่วงเวลาในช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้เรานั้นเดินทางที่ผิดแต่ในบางครั้งทางที่ผิดนั้นก็อาจจะสอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเราจนให้เรานั้นหันมามองในทางที่ถูกและเลือกเดินในทางที่ถูกต้องได้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาพบกับแรงบันดาลใจดีๆให้กับใครหลายๆคนที่คิดว่าตัวเองนั้นเลือกทางผิดแล้วจะต้องผิดไปตลอดชีวิตแต่บอกเลยว่านั่นมันไม่ใช่ เพราะชีวิตของคนเราสามารถเลือกทางเดินได้อยู่เสมอ โดยในวันนี้เราจะพาคนทุกคนมารู้จักกับคนที่สามารถกลับตัวกลับใจให้ตัวเองมาเลือกทางเดินที่ถูกอย่างคุณ ศรายุทธ คูณสุข วัย 24 ปี ที่พลิกผันตัวเองจากเส้นทางเด็กเกเรเรียนจบเพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนสามารถกลับตัวกลับใจมุ่งมั่นทำตัวให้เป็นประโยชน์จนสามารถเป็นเจ้าของสวนสมุนไพรส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆมากมายโดยเรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย โดยคุณศรายุทธนั้นถือเป็นอีกหนึ่งคนหนึ่งที่เคยเดินทางผิดและเลือกทางเดินที่จะเป็นเด็กเกเรมาก่อนแต่สุดท้ายเขาก็ผ่านตัวเองมาช่วยเหลืองานที่บ้านโดยช่วยพ่อทำสวนสมุนไพรเพื่อส่งขายไปตามโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนอกจากนี้ก็ยังมีการปลูกพืชผักสมุนไพรเป็นจำนวนมากและจำหน่ายให้กับหลายๆพื้นที่และเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมสวนสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดพื้นที่ทำโฮมสเตย์ไว้ ให้คนที่สนใจมาพักผ่อนได้ซึ่งเป็นการสร้างเสริมรายได้ให้กับครอบครัวในระยะยาวโดยคุณศรายุทธต้องการที่จะต่อยอดงานต่างๆของครอบครัวให้ได้อย่างยั่งยืน โดยส่วนสมุนไพรของคุณศรายุทธที่ส่งให้กับทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรนั้นเป็นการเข้าร่วมหลังจากที่พ่อของเขานั้นได้เปิดทางให้คุณศรายุทธได้เข้าทำกิจกรรมกิจการด้วยตัวเองจนทำให้เขานั้นหาช่องทางในการเพิ่มรายได้และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้คนสนใจในสมุนไพรของเขาและเข้ามาเยี่ยมเยียนชมสมุนไพรที่บ้านเป็นอยู่บ่อยๆและก็สามารถขายสมุนไพรเหล่านี้ได้จึงได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมาก นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ขายสมุนไพรเท่านั้นแต่ยังมีการเลี้ยงไก่ชนและจับมือกับกรมปศุสัตว์ทำไก่อินทรีย์ด้วยการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติโดยใช้สมุนไพรแบบธรรมชาติที่มีอยู่ภายในสวนมาเลี้ยงไก่และยังมีการทำโครงการ ไข่ไก่อินทรีย์เกษตรให้ไก่หันมากินสมุนไพร เรียกได้ว่าผู้บริโภคนั้นได้รับคุณประโยชน์ที่ดีเข้าสู่ร่างกายอย่างแน่นอนโดยนอกจากนี้เขายังต้องการเป็นเจ้าของกิจการอาหารไก่ออร์แกนิคที่มีทั้งอาหารและยารักษาโรคแบบพื้นบ้านจัดจำหน่ายด้วย จึงเรียกได้ว่าคุณศรายุทธนั้นแม้จะสามารถประสบความสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่งแต่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวและตัวเองจึงเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำหรับชาวเกษตรกรที่มุ่งมั่นและกลับตัวกลับใจได้อีก 1 คน ชมคลิป https://youtu.be/_pDkeSay4fA https://youtu.be/KaDn3zw_cuw

พลิกชีวิตด้วยเกษตรพอเพียง ปลูกที่กิน เหลือไว้ขาย ปลดหนี้ได้ ใน 2 ปี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับชาวเกษตรที่สามารถใช้ชีวิตจากการทำเกษตรแบบพอเพียงได้อย่างสบายๆนั่นก็คือคุณ คุณสมสี อุ่นคำ เกษตรกรชาวไร่อ้อย อาศัยอยู่ที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีวัย 57 ปีโดยคุณสมสี เริ่มทำไร่ในเมื่อปี 2563 โดยเริ่มต้นประมาณ 24 ไร่โดยการปลูกอ้อยซึ่งมีการขยายพื้นที่และเช่าพื้นที่เพิ่มเติมจนในปัจจุบันนั้นมีพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นจำนวน 250 ไร่ ส่งอ้อยให้กับโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง กลุ่มวังขนาย โดยในช่วงแรกของการปลูกอ้อยในปี 2536 นั้นเป็นการปลูกใช้แรงงานคนต้องจ้างคนในทุกขั้นตอนของการปลูกดวงถึงขั้นตอนก่อนการเก็บเอาไปขายโดยจะทำให้หมดเงินไปกับการใช้จ่ายแรงงานคนในบางครั้งผลผลิตก็ไม่ค่อยดีได้ประมาณ 8-9 ตันต่อไร่จากนั้นเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็พยายามหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนต่างๆเริ่มจากการซื้อรถไถเดินตามเพื่อเปิดร่องอ้อยจากนั้นก็มีรถ รถไถเล็ก B 24 ใช้ปั่นดิน และรถไถใหญ่ ใช้ปลูกอ้อย คีบอ้อย ล่าสุด เพิ่งซื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีรถบรรทุกอีก 2 คัน ไว้บรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงานโดยการให้น้ำอ้อยนั้นก็จะใช้ระบบน้ำหยดและมีการขุดบ่อบาดาลด้วยตัวเอง 6 บ่อและหลังจากนั้นก็จะมีการนำเครื่องจักรมาปลูกอ้อยจึงทำให้สามารถลดการใช้แรงงานคนได้เป็นอย่างดีลดต้นทุนและผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเป็น 11-12 ตัน ต่อไร่ แต่แล้วคุณสมสีก็ได้เกิดจุดประกายแนวคิดที่อยากมาใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงหลังจากที่ได้นั่งดูโทรทัศน์และได้ฟังพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ส้มพูดถึงการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งการทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้นจะทำให้เราและมีความสุขในชีวิตโดยมีการปลูกพืชส่วนผสมและทำอย่างไรให้มีรายได้เข้าบ้านในทุกวันเมื่อได้ฟังพระองค์ท่านพูดจบได้พูดกับภรรยาในทันทีว่าอยากจะทำตามในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกไว้จะทำเศรษฐกิจพอเพียงโดยในตอนแรกภรรยานั้นยังห้ามไว้เพราะคิดว่าทำอย่างไรไม่สำเร็จแต่ด้วยความมุ่งมั่นและคิดว่ามันจะต้องสำเร็จถ้าหากมันไม่สำเร็จในหลวงรัชกาลที่ 9 คงไม่บอกให้ประชาชนทำอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจโดยเริ่มจากการไปซื้อเมล็ด มะเขือเปราะ

ปลูก! ดอกขจร 1 ไร่ สร้างรายได้ในทุกวัน วันละ 3,000 – 4,000 เก็บขายได้นาน ถึง 4 ปี

ใครหลายคนคงจะรู้จักกับดอกสลิดดอกขจรกันเป็นอย่างดีซึ่งดอกชนิดนี้ถือว่าเป็นพืชผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยในบ้านเรานั้นมีดอกขจรอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือขจรพันธุ์พื้นบ้านซึ่งจะมีดอกขนาดเล็กจะออกในช่วงหน้าฝนกับขจรพันธุ์ดอกที่มีการคคัดดอกสายพันธุ์พื้นบ้านจ นได้ดอกที่มีใหญ่ขึ้น และดอกขจรนี้ถือได้รับความนิยมเป็นอย่างดีสำหรับผู้บริโภคจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาด คุณปรมินทร์ ประทุมมา เกษตรกรผู้ปลูกขจร ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจัน ถือเป็นอีกหนึ่งาวเกษตรกรที่สามารถหารายได้จากการปลูกดอกขจร 1 ไร่ โดยดอกขจรนี้เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่าย ชอบแดดทนแล้งเป็นอย่างดีและมีอายุอยู่ได้ยาวนานในสภาพดินที่สมบูรณ์และมีน้ำตลอดทั้งปีและที่สำคัญลงทุนน้อยต่อไร่แต่สามารถกลับให้ผลผลิตได้ในทั้งปี และในช่วงฤดูหนาวก็จะมีดอกออกมาอยู่และสามารถขายได้ในราคาแพงอีกด้วย โดยดอกขจร นั้นเป็นดอกเป็นไม้เลื้อยที่ชอบความโปร่งซึ่งพื้นที่ที่จะปลูกนั้นจะเป็นพื้นที่ที่จะต้องส่องแสงแดกถึงอยู่ตลอดเวลา โดยแปลงปลูกจะใช้ไม้ไผ่สูงประมาณ 1.5 - 2 เมตร ปักต่อกันเป็นเส้นตรง แต่ละเสาห่างกัน 1 เมตร และขึงตาข่ายเป็นแนวยาวอย่างที่เห็น โดยแต่ละแถวจะห่างกัน 50 เซนติเมตร และมีหลุมปลูกที่ขนาดพอดีกับตุ้มดินของต้นกล้า ระยะห่างระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร จากนั้นก็จะนำต้นกล้าอายุประมาณ 1 เดือน ลงปลูกหลุมละ 2 ต้น และหลังจากที่ปลูกต้นกล้าลงดินแล้วก็ให้รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นและบำรุงด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 สลับ 25-7-7 เดือนละ 2

เคล็ดลับ! เพียงแค่โรยเกลือ ไว้โคนต้นมะพร้าวน้ำหอม ก็ได้หวาน หอม อร่อย

หลายๆคนคงเคยได้ทานน้ำมะพร้าวหอมน้ำหอมที่มีรสชาติหอมอร่อยซึ่งบอกเลยว่าแน่นอนถ้าหากใครได้รับประทานก็มันจะติดใจกันและยอมซื้อแม้ว่าจะต้องจ่ายแพงแค่ไหนโดยในวันนี้เราก็มีเคล็ดลับดีๆจากพ่อค้าเกษตรการว่าทำอย่างไรมะพร้าวน้ำหอมนี้ถึงจะมีรสหวานหอมอร่อยถูกใจคนได้โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ ว่าที่ร้อยตรี พิทักษ์ พึ่งพเดช เจ้าของสวนมะพร้าวอำเภอบ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาคร โดยส่วนมะพร้าวของเขานี้มีวิธีการสร้างความเชื่อมั่นให้สำหรับผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพสามารถวางใจว่ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนน้ำจะมีความปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารพิษอย่างแน่นอนจึงมีการปรับเปลี่ยนการจัดการภายในส่วนให้ได้มาตรฐานของ GMP ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยจากเดิมที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีแต่หลังจากที่เข้าอบรมจึงมีการเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอกมูลไก่ทุกเดือนเดือนละครึ่งกระสอบหรือประมาณ 10-12 กิโลกรัมแนะนำให้ต้นมะพร้าวมีความสมบูรณ์และทำให้มีกลิ่นหอมและมีรสชาติหวาน โดยปกติ โดยปกติเราจะได้อานิสงส์จากน้ำกร่อยที่หนุน เข้ามา เลยทำให้พื้นที่อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, ราชบุรีและชลบุรี ปลูกมะพร้าวแล้วมีกลิ่นรสชาติที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ แต่พื้นที่สวนที่อยู่ห่างไกลจากทะเลน้ำกร่อยเข้ามาไม่ถึง จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นเข้ามาช่วยเสริม นั่นคือใชเกลือสมุทร เกลือทะเล มาหว่านโรยโดนตัน โดยวิธีใส่เกลือทะเลเพื่อกระตุ้นให้มะพร้าวนั้นมีกลิ่นหอมและรสชาติหวานนั้นแนะนำให้รวยเกลือสมุทรในบริเวณรอบต้นมะพร้าวเป็นวงกลมห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตรในอัตรา 500 กรัมหรือครึ่งกิโลกรัมต่อต้นควรทำในช่วงฤดูฝนเพราะน้ำจะสามารถช่วยละลายเกลือลงสู่ผิวดินได้อย่างรวดเร็วและนำไปอีกประมาณครึ่งปีหรือ 6 เดือนก็โรยเกลืออีกครั้งหนึ่งแต่อย่าให้ตรงกับฤดูแล้งเพราะจะทำให้ต้นมะพร้าวเจอกับความเค็มและคายน้ำในทันทีทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ จั่นร่วงง่าย และผลไม่ติด ฉะนั้นควรระวัง โดยหลังจากที่ได้รับรองจาก gsp ก็ทำให้มีการออกขายตามร้านงานต่างๆทุกๆวันจันทร์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรในกรุงเทพฯและมะพร้าว 1 ลูกก็สามารถขายได้หมดภายในช่วงเวลาครึ่งวันเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ขายทั้งวันได้เพียงแค่ 40 ลูก ทำให้ไม่คุ้มค่าและเวลาและน้ำมันรถเพราะลูกค้านั้นไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ แต่ในปัจจุบันก็มีลูกค้าเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นและเป็นสินค้าที่ชาวสวนปลูกเองจึงทำให้ปัจจุบันมะพร้าวจำนวน 350 ต้นที่ปลูกอยู่ในพื้นที่จำนวน 7 ไร่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวปีละ 480000 บาท

ฟรี!สูตรกำจัดหญ้า ปลอดภัยไร้เคมี เห็นผลใน 2 วัน

ชาวเกษตรคนไหน กำลังพบกับปัญหาในเรื่องของหญ้าที่รกขึ้นอย่างมากมาย ทำให้หญ้าขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้เสียเวลาในการกำจัดซึ่งใครหลายคนนั้นก็มักจะใช้วิธีในการสื่อสารเคมีมาฉีดพ่นหญ้าในการกำจัดหญ้าบอกเลยว่าวิธีเหล่านี้นั้นทำให้เกิดภาระหน้าดินทำให้ดินนั้นไม่อุดมสมบูรณ์อีกทั้งพื้นที่ดินยังได้รับสารเคมีไปแบบเต็มๆ ซึ่งในปัจจุบันทางองค์กรอนามัยโลกได้มีการออกมาเตือนแล้วว่า สูตรกำจัดหญ้า 2,4-D ที่กำลังใช้กัน อันตรายต่อมนุษยเป็นอย่างมาก และยังมีสารก่อมะเร็งอีกด้วย โดยในตอนนี้กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทยก็มีการออกมาต่อต้านในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการกำจัดหญ้ากันโดยการกำจัดหญ้าที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรที่ไร้สารเคมีไร้สารที่สามารถต่ออันตรายต่อร่างกายของเราอีกครั้งจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยเป็นอย่างมากซึ่งก็จะมีด้วยกัน 3 สูตรดังนี้ สูตรที่ 1 : สูดรน้ำหัวผักกาดและหัวไชเท้า สิ่งที่ใช้ +น้ำหัวผักกาด 1 ส่วน +น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ส่วน +ผงกลูโคส 1 ส่วน การทำ : เอาส่วนผสมทั้งหมดมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ทำไปหมักทิ้งไว้เป็น เวลา 1 คืน การทำใช้งาน : โดยใช้ในระยะ 7 วันในอัตราตอน 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร ต่อ 1 ครั้ง

ผักชีในกระถาง ปลูกไว้รับประทานเองแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อกิน!

สำหรับผักชีนั้นถือเป็นผักที่สามารถนำมาใช้รับประทานหรือตกแต่งอาหารได้ ที่ทำให้ครัวหลายๆบ้านนั้นจำเป็นจะต้องมีผักชีติดบ้านกัน เพราะผักชีนั้นมีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารได้อย่างเป็นอย่างมากและสามารถกินได้ง่ายและอร่อยด้วย แต่ในปัจจุบันเราจะทราบได้อย่างไรว่าผักชีที่เราซื้อมานั้นปลอดภัยไร้สารพิษและยิ่งถ้าหากใครรักสุขภาพมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นปลูกผักชีไว้รับประทานเองที่บ้านในกระถางเล็กๆอยากกินเมื่อไหร่ก็สามารถเด็ดรับประทานเอาได้เลย โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการปลูกผักชีในกระถาง ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ปลูกเล็กๆได้ เหมาะอย่างมากสำหรับครอบครัวขนาดเล็กหรือคนที่อยู่ตามคอนโดซึ่งคุณนั้นก็สามารถปลูกผักชีไว้รับประทานเองได้ด้วยเช่นกันโดยจะมีวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย วัสดุที่ต้องเตรียม +เมล็ดผักชี +ดิน +ปุ๋ยคอก +ทรายและขี้เถา +ฟางข้าว +กระถางปลูกผัก ขั้นตอนในการปลูกผักชีในกระถาง ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำเมล็ดผักชีมาบด โดยใช้ขวดบดให้แตกออกเป็น 2 ซีก ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง แล้วก็หันมาเตรียมดินโดยการพรวนดินให้ร่วนและผสมรวมกับปุ๋ยคอกและใส่ในกระถาง ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นนำเมล็ดที่แช่น้ำครบแล้ว มาผสมกับทรายและขี้เถาและรอให้เมล็ดคอก ขั้นตอนที่ 4 และเมื่อเห็นรากอ่อนงอกออกมาจากเมล็ดก็ค่อยๆโรยลงบนดินปลูกในกระถางจากนั้นก็นำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นหน้าดินเอาไว้และไปตั้งในบริเวณที่มีแดดส่องรำไร ขั้นตอนที่ 5 ทำการรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เป็นประขำทุกวัน ทำไปเป็นระยะเวลา 30-50 วัน ก็เริ่มเก็บแล้ว เพียงเท่านี้เราก็มีผักชีไว้รับประทานกินเองในบ้าน

เลี้ยงไส้เดือนทำปุ๋ย ใช้พื้นที่นิดเดียว! แต่รับเงินได้หลักแสน!

ไส้เดือนเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่อยู่ในดิน ซึ่งเป็นสัตว์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรมาอย่างมากมายแล้วนับไม่ถ้วนโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับคุณขจรเกียรติ บรรเลงจิตเจ้าของฟาร์มไส้เดือน ที่จังหวัดสมุทรสงครามโดยข่าวนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงไส้เดือนเลยก็ว่าได้ โดยกล่าวนั้นได้มีการนำพื้นที่เพียงแค่ 2 งาน จากที่เคยทำบ่อปูนปลาถูกปรับใช้มาเป็นเบาะขยายพันธุ์ไส้เดือนเบอเริ่มต้นมาจากการซื้อไส้เดือน โดยซื้อพ่อและแม่ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกา 4 กิโลกรัมในราคา 3200 บาท สาเหตุที่ใช้สายพันธุ์นี้ก็เป็นเพราะว่าเป็นพันธุ์ที่มีขนาดตัวใหญ่และก้อนมูลโตและเป็นสายพันธุ์เดียวที่อยู่บนดินชั้นบน กินซะตัดซากพืชอินทรีย์วัสดุบนพื้นผิวดินและถ่ายมูลลงไปในผิวดินทำให้เกิดการแยกปุ๋ยได้ง่ายโดยจะมีการนำมาเลี้ยงในบ่อประมาณ 2 คูณ 4 เมตรและใส่มูลโค 40 กระกอบ โดยไส้เดือน 40 กก. เลี้ยงไป60วัน จะทีก่ีเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีก 22 กก. ซึ่งนี้ก็เพียงพอต่อการ ทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อค้าขายภายใน 3 อาทิตย์ โดยปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ผลิตออกมานั้นจะมีแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับต้นไม้เป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้องใช้มูลวัวและมูลไก่มาผสมซึ่งถ้าหาก โดยถ้าหากใช้มูลวัวอย่างเดียวก็นำให้โครงดินไม่ร่วน อันแน่นเกินไป ทำให้ไส้เดือนชอนไชไม่ได้ โดยจะนำมาผสมกันในอัตราส่วนมูลโค 5 ส่วน / มูลไก่ 1 ส่วนและก้อนเห็นเก่า 1 ส่วน จากนั้นก็พักนาน 2

เจาะน้ำในต้นไผ่ ใส่ขวดขาย สร้างรายได้งาม แบบยั่งยืน!

ในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับการสร้างอาชีพอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยซึ่งเราจะพาทุกคนไปพบกับเกษตรกรผู้ปลูกไผ่ลืมแล้ง ที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านส้มเฟี้ยง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง โดยจะพาไปรู้จักกับคุณสมศักดิ์ สุนทรนนท์ ที่ออกมาเผยหนทางการสร้างรายได้ จากต้นไผ่และยังได้หน่อเป็นของแถม โดยคุณสมศักดิ์ สามารถนำน้ำออกมาจากต้นไผ่ได้และนำมาใส่ขวดและวางจำหน่ายในราคาขวดละ 20 บาทในปริมาณ 500 CC โดยต้นไผ่ที่ปลูกไว้เป็นจำนวน 100 ต้นบนพื้นที่ 1 ไร่ที่มีอายุประมาณ 2-3 ปีก็จะนำมาถูกเจาะโดยการใช้สว่านเจาะรูไปในป่องจากนั้นก็ใช้หลอดกาแฟเสียบเข้าไปและทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมงก็จะมีน้ำไหลออกมาจากต้นไผ่ซึ่งได้ต้นประมาณ 1.5 ถึง 2.0 ลิตร และในวันถัดไปก็ยังเอาหลอดกาแฟมาใส่เพื่อนำน้ำออกได้โดยจะเป็นข้อต่อด้านบนหรือข้อต่อด้านล่างก็ได้ก็จะได้ด้วยเช่นกันในต้นเดียวกันแต่ควรมีการเว้นระยะห่างที่ต่างออกไปประมาณ 1.5 เซนติเมตร โดยน้ำที่ได้จากต้นไผ่นี้จะเป็นน้ำที่บริสุทธิ์และดีต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถนำมาขายได้แบบไม่ต้องลงทุนอะไรอย่างมากสำหรับใครที่ปลูกต้นไผ่อยู่แล้วและต้องการอะไรได้เสริมและถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ในการสร้างรายได้กับเกษตรกร โดยน้ำจากต้นไผ่นี้จะมีกลิ่นหอมมันอ่อนรสชาติเหมือนน้ำเปล่าแต่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนที่รักสุขภาพเพราะมีสรรพคุณในเรื่องของการขับสารพิษออกจากร่างกายและทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งยังนำไปล้างผักผลไม้ได้ให้ผักผลไม้ปลอดสารพิษต่างๆได้นอกจากนี้ยังสามารถเก็บได้นานถึง 7 วัน โดยสรรพคุณของมันนั้นได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้การปลูกต้นไผ่ก็ยังได้หน่อไม้ซึ่งยังขายได้ถึงกิโลกรัมละ 20-30 บาทถ้าหากนำมาแปรรูปก็สามารถปรับขายมีราคาที่สูงขึ้น จึงทำให้ต้นไผ่นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรได้ทั้งปี เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่าพันบาทเลยทีเดียว ซึ่งก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์โดยถ้าหากใครสนใจที่จะไปดูงานเพราะสามารถไปศึกษาดูงานได้ฟรีที่ศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงบ้านซ่อมเฟืองหรือสอบถามไปยังเบอร์โทร 089 059 0 5 4 9

เพาะถั่วงอกในโอ่ง สร้างรายได้งาม เดือนละไม่ต่อกว่าครึ่งแสน!!

วันนี้ทางทีมงานก็เอาสิ่งดีๆมาฝากอีกแล้วสำหรับใครนั้นที่กำลังสนใจหารายได้เสริมให้กับตัวเองบอกเลยว่าวันนี้เราจะพาไปสถานที่แห่งหนึ่งนั่นก็คืออำเภอเมืองจังหวัดนครราชสีมาซึ่งได้มีครอบครัวหนึ่งได้ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกแบบโบราณขายแต่บอกเลยว่าการเพาะถั่วงอกแบบโบราณนั้นสามารถสร้างรายได้ได้ยาวนานถึง 40 ปีจนกลายเป็นรายได้หลักจนสามารถได้รับคัดเลือกจากสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ได้อีกด้วยโดยเจ้าของนั้นก็คือ… นางศรีนวล แก้ววัน อายุ 46 ปี โดยคุณศรีนวลนั้นก็ได้มีการบอกขั้นตอนวิธีการทำดังนี้ ขั้นตอนการปลูกถั่วงอกแบบโบราณในโอ่ง ขั้นตอนที่ 1 ต้องมีโอ่งที่มีขนาดความสูงประมาณ 1.5 ฟุตกว้าง 1 ฟุตและนำมาเจาะรูขนาดนิ้วก้อย 2 รูที่ก้นเพื่อให้น้ำสามารถซึมออกไปได้ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ให้ซื้อเมล็ดถั่วเขียวเกรด A ซึ่งในปัจจุบันขายในราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่ไว้ในกะละมัง 5 ชั่วโมงเมื่อครบแล้วก็นำมาใส่ในโอ่งโดยใส่โอ่งละ 2 กิโลกรัมแล้วคุมด้วยกระสอบทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้รากงอก ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นให้เอาใบสะแกสดมาคุมไว้ด้านบนของเมล็ดถั่วและเอาไม้ไผ่มาขัดไว้ด้านบน ขั้นตอนที่ 5 ขยันรดน้ำใส่โอ่งวันละ 4 เวลาติดต่อกันเป็นเวลานาน 3 วัน ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็ดึงไม้ไผ่ที่ขัดออกและเอาใบสะแกออกเพียงเท่านี้ก็จะได้ถั่วงอกขาวอวบพร้อมที่จะขาดแล้ว และวิธีการคัดเอาเปลือกถั่วออกจากถั่วงอกนั้นก็ใช้เพียงแค่พัดลมขนาดใหญ่เป่าและนำผ้ามุ้งมาปู นำถั่วงอกมาใส่กระด้งและร่อนเพื่อให้เปลือกถั่วเขียวออกมาจากถั่วงอกจากนั้นก็เก็บใส่ถุงเพื่อชั่งกิโลพร้อมนำไปขาย นอกจากนี้นางศรีนวลก็ยังมีการบอกอีกว่าในอดีตของตัวเองนั้นครอบครัวมีอาชีพทำไร่และนามาก่อน แต่ช่วงหลังๆก็ประสบปัญหากับภัยธรรมชาติหลายๆอย่าง จึงตัดสินใจขายที่นาเกือบทั้งหมดและนำเงินมาลงทุนทำอาชีพเพาะถั่วงอกขายอย่างเดียว โดยใช้พื้นที่บริเวณใต้ถุนบ้านในการเป็นพื้นที่เพาะถั่วงอก ซึ่งมีช่วงแรกต้องมีการลองถูกลองผิดไปเรื่อยและก็อาจจะไม่ได้ผลผลิตที่ดีในเท่าที่ควร แต่ต่อมาก็มีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ให้คำแนะนำว่าควรเพาะถั่วงอกในโอ่งเพราะถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณและยังไม่มีใครทำเป็นอาชีพอย่างจริงจัง

ไอเดียค้างผักให้เหมาะกับพื้นที่ในแบบต่างๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้!

โดยแน่นอนว่ามีชาวเกษตรกรหลายคนนั้นต่างปลูกผักไม้เลื้อยกันอยู่และแน่นอนว่าค้างผักนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างผลผลิตให้กับชาวเกษตรกรได้เป็นอย่างดี และในแต่ละรูปแบบของค้างผัก ก็จะให้ผลผลิตที่แตกต่างกันออกไปบางก็ทำให้ผลผลิตสูงขึ้นและจะมีการดูแลที่ง่ายขึ้นและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่ยาวนานขึ้นและนอกจากนี้ยังสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชที่มาจากทางอื่นได้อีกด้วยซึ่งออกหรือว่าประโยชน์ของมันและยังมีอีกมากมาย และในวันนี้นี่เองทางทีมงานก็จะพาทุกคนนั้นมาดูค้างผัก ในแบบต่างๆกันโดยค้างผักจะมีแบบไหนบ้างนั้นเราก็มาดูกันเลยดีกว่า 1. แบบเสารั้ว เป็นแบบที่ทำได้ง่ายมากที่สุดและสามารถพบเห็นได้ตามทั่วไปเป็นค้างผักที่สามารถทำเองก็ได้และให้ผลผลิตที่ดีอีกด้วย 2. แบบตัว A เป็นคางผักอีกแบบที่สามารถทำได้แบบง่ายๆลงทุนไม่มากและให้ผลผลิตที่ดีในช่วงแรกๆแต่นานๆไปนั้น การจัดการในเรื่องของการจัดแต่ง เก็บผลผลิตได้ยากลำบากมากกว่าแบบอื่น 3. แบบกระโจม คล้ายกับแบบตัว A คือจะให้ผลดีในแบบช่วงแรกๆ แต่สามารถจัดการการจัดแต่งได้ดีกว่าแบบ A มากกว่า 4. แบบตัว T เหมาะสำหรับพื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่เชิงเขาไม่ราบเรียบซึ่งสามารถนำมาปรับประยุกต์ในพื้นที่ราบเรียบได้ด้วยเช่นกันข้อดีก็คือสามารถจัดการได้ง่ายสะดวกในเรื่องของการจัดเก็บผลผลิตและตกแต่งโคนต้นได้เป็นอย่างดี และอาจเพิ่มจำนวนเส้นแบบลวดได้ 5. แบบตัว H มักจะพบในแปลงเพาะปลูกที่มีการลงทุนสูงมีการจัดการที่ดีเพราะมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นเสาปูนหรือโลหะซึ่งสามารถใช้งานได้นานและสามารถเก็บผลผลิตได้มากและเก็บได้นานอีกด้วย 6. แบบเสาคู่ ซึ่งสามารถให้ผลผลิตที่สูงและสามารถเก็บผลผลิตได้ง่ายจัดการจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆได้เป็นอย่างดีสะดวกสบายและสามารถสร้างความสมดุล ไม่หนักข้างใดข้างหนึ่งมากจนเกินไปจนทำให้เสาล้มได้แต่คนที่ คิดจะใช้ค้างผัก แบบนี้ควรตั้งอยู่ในแนวทิศตะวันออกและตะวันตกเพราะจะสามารถรับแดดได้อย่างทั่วถึง 7.แบบตารางหมากฮอส เป็นค้างผักที่สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างแต่การใช้ค้างผักแบบนี้นั้นควรจะมีการตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีผลหรือเล็กรีบออกอยู่เสมอเพื่อทำให้มีความโปร่งโล่งและมีแสงแดดส่องถึงเพื่อฆ่าเชื้อโรคเชื้อราต่างๆ และนี่ก็คือค้างผักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งหากพื้นที่ของใครนั้นสะดวกแบบไหนก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตัวเองได้ซึ่งค้างผักในแต่ละแบบนั้นก็จะมี ผลที่แตกต่างกันออกไปด้วย

เลี้ยงเป็ด 40,000 ตัว ขายไข่ส่งยี่ปั๊ว รับเต็มๆวันละแสน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมอีกหนึ่งอาชีพเกษตรกรที่น่าสนใจไม่น้อยโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปที่จังหวัดนครปฐม อำเภอบางเลน ถือเป็นอีกหนึ่งอำเภอหนึ่งที่สามารถผลิตไข่เป็ดออกมาได้อย่างมากมายและมีฟาร์มขนาดใหญ่งั้นก็คือฟาร์มเป็ดโชคอำนวย โดยฟาร์มแห่งนี้ได้มีการเลี้ยงเป็ดมากกว่า 4 หมื่นตัวและเลี้ยงด้วยระบบฟาร์มแม่เป็ดสามารถออกไข่ได้ใหญ่และดกขายได้ราคาดีโดยมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อหน้าฟาร์มถึงฟองละ 4 บาทเลยทีเดียว โดยเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ก็คือคุณอำนวย เฉลิมกลิ่น ด้วยในปัจจุบัน รับราชการเป็นอบต.ตำบลบางเลนจังหวัดนครปฐม โดยตัวเขาได้มีการเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่ปีพศ 2536 โดยมีแม่เป็นผู้ลงทุนให้ทั้งหมดโดยในตอนแรกเลี้ยงเป็ดอยู่เพียงแค่ 4 พันตัวในพื้นที่กว้าง 7 วาและยาว 12 วาจนในปัจจุบันก็สามารถมีเป็ดเพิ่มถึง 40000 ตัวโดยเป็ด 1 ตัวจะใช้พื้นที่ประมาณ 7 ตารางเมตร ซึ่งสายพันธุ์เป็ดที่เลี้ยงนั้นก็จะมี เป็ดกากีโดยเป็ดสายพันธุ์นี้ราคาตัวละ 10 ถึง 21 บาท สำหรับราคาลูกเป็ดและเลี้ยงเป็ดพันธุ์ต่างประเทศซึ่งราคาตัวละ 21-24 บาทโดยเทคนิคที่ได้ไข่ดกฟองใหญ่นั้นก็ต้องมีการเตรียมการตั้งแต่ลูกเป็ดอย่างเล็กๆโดยการขนอาหารให้มีร่างกายสมบูรณ์และตัวโต โดยเมื่อลูกเป็ดอายุได้ 30 วันจะถูกนำไปปล่อยไว้ที่ทุ่งนาหรือเป็ดไล่ทุ่งเพื่อให้หาอาหารกินจากนาข้าวจะสามารถช่วยในเรื่องของการประหยัดค่าอาหารได้จนกระทั่งเป็ดอายุได้ประมาณ 5 เดือนครึ่งก็ค่อยเอาเข้าฟาร์มและขุ่นอาหารให้สามารถออกขายได้โดยเป็ด 40000 ตัวนั้นจะสามารถเก็บไข่ไก่ได้ประมาณ 32000 ฟอง / วัน และขายหน้าฟาร์มฟองละ 3-4

คุณลุงวัย 70 ปลูกสัปปะรดฉีกตา ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง ขายในโซเชียลออเดอร์เพียบ!

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับชาวเกษตรกรคนหนึ่งนั่นก็คือคุณลุงเยี่ยม ตาเห็นอายุ 70 ปี เป็นชาวเกษตรกรที่อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลกที่ได้มีการแบ่งพื้นที่นาปลูกข้าวหันมาทำไร่นาสวนผสมตามแบบแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียงโดยมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองที่บ้านส่วนที่เหลือก็จะนำไปขายและอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของคุณลุงนั้นก็คือสับปะรดฉีกตาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี โดยคุณลุงเยี่ยมได้มีการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองว่าได้ทำนาและปลูกพืชผักสวนครัวตามแนวพระราชดำริแต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดลองปลูกสับปะรดที่มาจากภาคใต้ 100 ต้นมาปลูกในไร่นาสวนผสมของตัวเองโดย สับปะรด พันธุ์นี้ มีความหอมหวานไม่กัดลิ้นและสามารถผ่าครึ่งลูกฉีกตานำมารับประทานได้ง่ายไม่ต้องปอกเปลือกให้ยุ่งยากเหมือนสับปะรดทั่วไป ลุงเยี่ยมก็ได้มีการปลูกสับปะรดโดยใช้ระยะเวลาในครั้งแรก 1 ปีสับปะรดจึงจะออกดอกออกผลหลังจากนั้นก็ได้ลูกสาวมีการนำไปทดลองให้เพื่อนๆไปลองรับประทานดูปรากฏ ว่าหลายคนนั้นชื่นชอบในรสชาติ และต่างถูกใจกันใหญ่จนกระทั่งสั่งออเดอร์ซื้อ จึงมีการนำไปลองหาช่องทางในการขายขายผ่านโซเชียลอินเทอร์เน็ตปรากฏว่าได้รับผลลัพธ์เป็นอย่างดี มีผู้คนแห่จองกันอย่างมากมายเป็นจำนวนมาก โดยในตอนนี้ลุงเยี่ยมนั้นบอกว่าไม่สามารถผลิตสับปะรดได้เพียงพอต่อความต้องการของคนในอินเทอร์เน็ตแล้วเพราะตอนนี้มียอดจองนานมาก โดยจะขายในกิโลกรัมละ 60 ถึง 90 บาทเท่านั้น ซึ่งหากใครอยากลองชิมและรับประทานสับปะรดของตา เยี่ยมก็สามารถไปจองกันได้ที่ https://www.facebook.com/nudada.club หรือเบอร์โทร 080 1164 140 / 093 1717 228 ได้เลย

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ใช้ต้นทุนต่ำ ปลูกแค่ 3 เดือนก็เก็บขายได้!!

ซึ่งแน่นอนใครหลายคนนั้นก็จะต้องรู้จักกับหน่อไม้ฝรั่งกันเป็นอย่างดีโดยหน่อไม้ฝรั่งนั้นสามารถนำมาทำเป็นอาหารจานเด็ดได้เพราะหน่อไม้ฝรั่งถือเป็นผักชนิดหนึ่งที่สามารถอร่อยทานเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเบื่อแต่หน่อไม้ฝรั่งนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงในตามท้องตลาดและหารับประทานได้ค่อนข้างยากจะได้ราคาสูงนี้นี่เองจึงทำให้ชาวเกษตรกรหลายคนนั้นต่างสนใจที่จะปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาเผยวิธีในการเพาะหน่อไม้ฝรั่งทุกขั้นตอนเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเกษตรกรที่กำลังหาช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า โดยวิธีการปลูกที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ได้มีการเผยแพร่จากเกษตรผู้ชำนาญการในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเรื่องคือคุณสมหมายสอนฮั้วเจ้าของสวนหน่อไม้ที่ประสบประสบความสำเร็จอย่างมากมายโดยวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งนั้นก็มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี 1.การทำแปลงเพาะเมล็ดโดยการเพาะกล้าหน่อไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกซึ่งสามารถทำได้ด้วยการเพาะในถุงดินใส่ถุงปลูกขนาดประมาณ 3 นิ้วและหยอดเมล็ดลงไปจากนั้นก็เอาดินกลบเบาๆและรดน้ำตามเมื่อผ่านไป 10 วันก็จะเห็นน้องออกมาและถูกทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลา 2 เดือนจากนั้นค่อยนำมาลงในแปลง 2. คือการใช้เมล็ดปลูกโดยตรงโดยการขุดหลุมให้ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตรและนำเมล็ดใส่ลงไป 7 เมล็ดต่อหลงมาลดน้ำดูแลใส่ปุ๋ยเมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 วันก็จะมีหน่อพ้นออกมาทำการฉีดพ่นกันเชื้อราและเพิ่มฮอร์โมนเร่งรากจากนั้นก็สวมกรวยพลาสติกว่าไม่ให้ยอดหน่อฝรั่งบาน สำหรับในการเตรียมแปลงปลูกนั้นก็จะต้องมีการพรวนดินยกร่องก่อนในทุกๆครั้งและบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 10 ตันต่อไร่โดยใส่ไว้ในบริเวณกลางร่องจากนั้นก็หายโกรธอีกครั้งหนึ่งโดยมูลสัตว์ที่นำมาใช้นั้นก็จะต้องมีการพักไว้ก่อนเป็นเวลา 3 เดือนโดยจะใช้วัวมูลเพจและแกลบผสมกัน. สำหรับการให้น้ำนั้นก็จะใช้เป็นระบบน้ำหยดโดยระบบน้ำหยดนั้นก็สามารถทำเองได้ง่ายและถ้าหากอยากได้ดีๆก็จะมีการลงทุนที่สูงแต่ทำเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอดชีพและก็ว่าได้และในส่วนของการดูแลนั้นก็ควรจะระมัดระวังในเรื่องของศัตรูพืชและเชื้อราต้องดูแลเรื่องการให้น้ำให้พอดีเพราะให้มากไปไม่อย่างนั้นจะทำให้เมล็ดเน่า และใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วันและผลผลิตน้ำสามารถเก็บครั้งแรกได้ในเวลา 2 เดือนหลังจากนั้นก็ต้องพักต้นไว้ 1 เดือนและสามารถเก็บได้อีกซึ่งสามารถเรียกว่าในตลอดระยะเวลาในการปลูกสามารถเก็บได้ 2-3 ครั้งแล้วค่อยภาค 1 เดือนต่อไปเรื่อยๆ ราคาของหน่อไม้ฝรั่งนั้นแบบตูมก็จะเป็นหน่อไม้ยอดตูมซึ่งสามารถขายได้ในกิโลกรัมละ 50 บาทส่วนแบบบ้านก็จะมีราคาหน่อไม้ที่สามารถขายไดขายได้ตามขนาดของมันโดยรายได้ในแต่ละวันนั้นสามารถสร้างรายได้ประมาณ 600 ถึงพันบาทต่อวันต่อสีไร่เลยทีเดียวซึ่งบอกได้ว่าเป็นอีก 1 รายได้ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับเกษตรกรที่กำลังต้องการหารายได้ให้กับตัวเอง และนี่ก็คือวิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซื้อมาหากใครสนใจก็สามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากช่องทางอินเทอร์เน็ตต่างๆได้เพราะคิดว่าหน่อไม้ฝรั่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

เทคนิคเร่งมะนาวดก ด้วยการคลุมถุงดำ ทำได้ง่ายๆผลผลิตบานแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นจะต้องรู้จักกับมะนาวกันเป็นอย่างดีโดยมะนาวนั้นถือเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มามักจะถูกนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารรสจัดอย่างรสเปรี้ยวและถูกนิยมมาใช้ในครัวเรือนบ้านเราเป็นอย่างมากฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ทำให้มะนาวนั้นกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มาแรงในบ้านเราอีกทั้งยังมีราคาที่สูงเพราะเป็นพืชที่ใช้กันในทุกๆบ้าน ฉะนั้นจึงมีชาวเกษตรกรและแม่บ้านต่างๆนั้นต่างเลี้ยงปลูกต้นมะนาวกันเพื่อหวังผลผลิตมาไว้รับประทานหรือนำมาขายแต่ใครหลายคนนั้นอาจจะลำพบปัญหาที่ว่าทำอย่างไรปลูกอย่างไรมะนาวก็ไม่ดกเสียทีโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีเคล็ดลับดีๆมาฝากกับชาวเกษตรทุกคนกันโดยเคล็ดลับที่เรานำมาในวันนี้นั้นเป็นเคล็ดลับที่มีนักวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนได้มีการทดลองบังคับให้มะนาวออกลูกด้วยการคลุมถุงปรากฏว่าสามารถได้ผลผลิตดีและออกดอกออกผลไม่ ไม่แพ้มะนาวในฤดูกาลเลยทีเดียว วิธีจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย อุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมก็จะมี +ต้นมะนาวที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป +แผ่นพลาสติกสีดำแบบหนาหรือถุงดำแบบหนา +เชือก ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการผลิตดอกและผลของมะนาวที่ติดอยู่ออกให้หมดและงดให้น้ำให้ปุ๋ยทำการเอาถุงดำมาคุมปิดให้มิดชิด ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นคลุมทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 30 วันเมื่อครบแล้วก็เปิดถุงออกและสังเกตว่ามะนาวนั้นจะเริ่มโทรม ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตราส่วน 100 ถึง150 กรรมตอนต้น ขั้นตอนที่ 4 ทิ้งไว้ซักระยะหนึ่งจะเห็นได้ว่ามะนาวเริ่มแตกยอดออกละออกดอกออกผลอย่างรวดเร็วโดยในช่วงระหว่างนี้ก็ให้ทำการรดน้ำมะนาวอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้แล้วก็จะได้ต้นมะนาวนอกฤดูกาลที่มีขายในตลอดทั้งปีและมีเนื้อน้ำดีอีกทั้งยังมีผล นี่ก็คือสูตรดีๆที่เรานำเสนอ ในวันนี้ซึ่งถ้าหากชาวเกษตรกรคนไหนนั้นกำลังหาวิธีทานในการทําให้มะนาวนะสามารถออกดอกออกผลได้อย่างมากมายแม้กระทั่งในนอกฤดูกาลวิธีนี้ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกันลองดูกันได้เลย

น้ำสับปะรด!! กำจัดเพลี้ยในนาข้าว แบบง่ายๆทำเองได้ ไม่ต้องง้อสารเคมี

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ข่าแก่ +ตะไคร้ +แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี +น้ำส้มสายชู ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงกุ้งฝอนในบ่อพลาสติก ทำไม่ยาก ลงทุนน้อย ได้กำไรเยอะ….

สำหรับชาวเกษตรกรคนไหนหากมีพื้นที่เหลือจากการทำสวนในวันนี้เราก็มีไอเดียดีๆในการสร้างเสริมรายได้ซึ่งที่ว่านี้สามารถลงทุนได้น้อยและสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมที่มีรายได้หลักหมื่นได้โดยเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคุณ จันทร์ ชัยภา ประธานศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ อำเภอสีคิ้วซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยววชาญในการเลี้ยงสัตว์อินทรีย์ต่างๆ โดเรม่อนวันนี้นานก็จะมาแนะนำการเลี้ยงกุ้งฝอยในบ่อพลาสติกที่สามารถลงทุนน้อยแต่สร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนการเตรียมบ่อกุ้ง ขั้นตอนที่ 1 ทำการขุดบ่อขนาด 2 เมตรยาว 8 เมตรและใช้ความลึกประมาณ 70 เมตร ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาบ่อพลาสติกสีดำมาปูที่ก้นบอกและนำดินมาเททับถมในบริเวณทั่วก้นบ่อพลาสติกประมาณ 7 เซนติเมตร ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เติมน้ำลงไปให้เต็มบ่อพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน ขั้นตอนที่ 4 เมื่อครบแล้วก็ให้นำสาหร่ายผักตบชวาหญ้าขนที่หาได้จากตามธรรมชาติมาทิ้งไว้ในบ่อเป็น ฟ่อนๆเเราประมาณ 4-5 ฟ่อนๆเอาไว้ ขั้นตอนการปล่อยกุ้ง ทำการรวบรวมกุ้งฝอยจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้ได้ประมาณ 5-6 ให้ได้ตัวเมียเยอะๆจะดีมากโดยสังเกตได้จากไข่สีเขียวที่อยู่ใต้ท้องจากนั้นก็ปล่อยกุ้งสอนลงไปในบ่อซึ่งในช่วง 7 วันแรกยังไม่ต้องให้อาหารกุ้งเพื่อปรับสภาพดีบ่อ จากนั้นก็ให้อาหารตามปกติ สูตรการช่วยดับกลิ่นฆ่าเชื้อโรคในบ่อและทำให้กุ้งฝอยโตไว + EM 2 ช้อนแกง + กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง +น้ำ 1 ลิตร จากนั้นก็เอาส่วนผสมทุกอย่างมาหมักไว้ในที่ร่มประมาณ 1 อาทิตย์โดยอัตราส่วนในการใช้ก็ใช้น้ำ EM

แจกสูตรน้ำหมักสมุนไพร ขับไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวน ทำได้ไม่ยาก!

ซึ่งมีชาวเกษตรกรไม่น้อยนั้นต่างประสบปัญหากับแมลงต่างๆที่มารบกวนพืชผักสวนครัวของเราซึ่งแน่นอนว่าชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ก็มักจะใช้สารเคมีที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปมาฉีดไล่แมลงเหล่านี้จะบอกได้ว่าสารเคมีเหล่านี้นั้นก็ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้อย่างมากมายเช่นนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถทำน้ำหมักเพื่อไล่แมลงได้เพราะน้ำหนักแน่นไม่มีโทษอะไรต่อร่างกายผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยและไม่ส่งมาพบส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งพืชและคนและไม่มีสารเคมีตกค้างอีกด้วย นี้ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำหมักสมุนไพรที่สามารถล็อคแมลงศัตรูพืชได้เรียกได้ว่าไล่แมลงออกไปได้ทั้งสวนเลยทีเดียวโดยส่วนผสมในก็สามารถหาได้ใกล้ตัวอีกด้วยทำได้ง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่ต้องใช้ขั้นตอนเยอะอีกนะไม่ต้องไปเสียเงินราคาแพงไปซื้อยาไล่แมลงต่อไปโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ข่าแก่ +ตะไคร้ +แอลกอฮอล์ 40 ดีกรี +น้ำส้มสายชู ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มแรกให้นำตะไคร้และข่าแก่มาซอยให้เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปใส่ลงไปถังหมักและทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูจำนวน 1 แก้วใส่ลงไปด้วยน้ำส้มสายชูตัวนี้จะมีฤทธิ์กันกัดกร่อนช่วยกำจัดแมลงและไข่แมลงได้ในระดับหนึ่งซึ่งจะมีกลิ่นฉุนและรุนแรงเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็ใส่แอลกอฮอล์ 40 ดีกรีลงไปโดยจะช่วยในเรื่องของการสกัดน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นฉุนจากสมุนไพรออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้นเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบและสามารถขับไล่แมลงซึ่งได้ผลดีเป็นอย่างมาก ขั้นตอนที่ 4 เมื่อทำการผสมเสร็จแล้วนั้นก็เอาฝาปิดถังหมักและทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงเมื่อครบ 24 ชั่วโมงแล้วก็เอากล่องแต่น้ำเอาเนื้อไปทิ้งจากนั้นก็สามารถเอาน้ำนั้นสามารถนำมาใช้ได้เลย อัตราส่วนในการใช้ก็จะใช้น้ำหมักสมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรโดยเวลาที่เหมาะสมนั้นก็จะเป็นช่วงเย็นก่อนพับคร่ำโดยช่วงนั้นเป็นช่วงที่แมลงออกมาหากินก็สามารถฉีดไว้ที่ใบพืชได้โดยกลิ่นฉุนจากน้ำหมักนี้จะช่วยในการไล่แมลงได้เป็นอย่างดีและสูตรนี้สามารถไล่แมลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถกำจัดแมลงได้แบบสารเคมีแต่อย่างใดแต่จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดตอบผักและต่อสุขภาพทั้งผู้ชายและผู้บริโภคโดยน้ำหมักสูตรนี้น่าจะสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีโดยจะต้องเก็บไว้ในที่โล่งและหลีกเลี่ยงแสงแดด และนี่ก็คือสูตรน้ำหมักที่เรานำมาฝากกันในวันนี้เป็นสูตรดั้งเดิมที่ใช้กันมาแต่ก่อนและสามารถขับไล่แมลงในสวนแบบง่ายๆซึ่งวิธีนี้ก็เป็นการนำสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยแมลงนั้นไม่ชอบมาใช้งานและทางที่ดีถ้าหากใครมียาเส้นก็สามารถใส่ยาเส้นเพิ่มเข้าไปได้ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้มีกลิ่นฉุนจนแมลงไม่ชอบมากยิ่งขึ้น

เลี้ยงปลาไหนในถัง สร้างรายได้งาม ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก

สำหรับใครหลายๆคนนั้นก็มักจะรู้จักปลาไหลกันเป็นอย่างดีซึ่งมาหลายนัดสามารถนำมาประกอบอาหารได้โดยปลาไหลส่วนใหญ่มันจะเป็นสัตว์น้ำจืดที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆอย่างเช่นคอและหนองบึงโดยปลาไหลนั้นสามารถหาพบได้ในทุกๆภูมิภาคของประเทศไทยและยังนำมาบริโภคโดยส่วนใหญ่ที่นำมาบริโภคกันนั้นก็จะเป็นปลาไหลนาและปลาไหลบึงจึงไม่แปลกที่ปลาไหลนั้นไก่เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาตลาดได้เพราะมีความต้องการสูง และแน่นอนก็ทำให้มีชาวเกษตรกรหมายคนต่างหาวิธีในการเลี้ยงปลาไหลให้สามารถเจริญเติบโตและจำหน่ายขายได้ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีด้วยเช่นกันแต่ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูการเลี้ยงปลาไหลที่สามารถประหยัดเนื้อที่ในการเรียงได้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นในการเลี้ยงซึ่งนั่นก็คือการเลี้ยงปลาไหลในถังนั้นเอง โดยวิธีการเลี้ยงนี้น้ำจะสามารถเลี้ยงได้ง่ายใช้พื้นที่น้อยและทำให้ปลาไหลนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ดีอีกด้วยโดยที่คนนั้นแทบจะไม่ต้องทนอะไรไม่จำเป็นต้องขุดบ่อให้ยุ่งยากวุ่นวายด้วยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า ขั้นตอนการเตรียมถังไว้เลี้ยง ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากเอาถังพลาสติกขนาดใหญ่มาตั้งเป็นแนวนอนจะช่องตรงกลางให้มีขนาดใหญ่ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำหญ้าแห้งและใส่ลงไปในถัง ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำหยกกล้วยสับใส่ลงไปตาม ขั้นตอนที่ 4 และทำการใส่อาหารเลี้ยงมูลสัตว์ทำตามลงไปสลับกันเป็นชั้นๆจนเต็มถัง ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็ใส่น้ำลงไปให้มีความสูงประมาณ 15 cm และนำเศษผัก ต่างๆใส่ลงไปเพื่อเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุดและใส่ด้วยน้ำหมัก EM ลงไป ขั้นตอนที่ 6 จากนั้นก็มีส่วนผสมทิ้งไว้ 15 วันเมื่อครบแล้วก็สามารถนำปลาไหลมาปล่อยได้โดยใช้ระยะในการเลี้ยงประมาณเพียงแค่ 4 เดือน ด้วยการเลี้ยงปลาไหลนั้นเมื่อเราใส่ปลาไหลลงไปในถังควรใส่ปลาไหลที่มีขนาดความยาวประมาณ 3-4 cm และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยวประมาณ 4-5 เดือนจึงจะสามารถนำมาบริโภคไว้ขายได้ และสำหรับการให้อาหารนั้นลูกปลาไหลประมาณ 3-5 วันควรให้อาหาร โดยการให้ไข่ต้มบดหรือไรแดงประมาณ 2 ครั้งต่อวัน และในช่วงระยะเวลา 15 วันเมื่อปลาไหลเริ่มโตก็ให้เปลี่ยนอาหารเป็นไส้เดือนเล็ก ในเมื่อโตเต็มวัยก็สามารถให้เป็นไส้หมูหรือหอยเป็นต้นได้ สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาไหลนั้นสามารถทำได้ดังนี้ สูตรที่ 1 ส่วนผสม +กากน้ำตาล 5 ลิตร +เศษผัก 10

แปลงผักหมักปุ๋ย ทำที่เดียวได้ถึงสอง หมักปุ๋ย ปลูกผักไปพร้อมกัน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอาอีก 1 ปีเดียดีๆในการปลูกผักมาให้ทุกการคนกันซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นค่ะกำลังหาวิธีในการปลูกผักไว้ด้วยและก็ต้องการทำกองปุ๋ยหมักไปด้วยแต่บอกเลยว่าการทำกองปุ๋ยหมักนั้นบางทีก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแถมต้องทำยอดจัดการปลูกผักก็ทำให้มีการสร้างงานให้กับตัวเองขึ้นเป็น 2 เท่าแต่วิธีที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้นั้นบอกเลยว่านี้เป็นอย่างมากโดยเป็นไอดีๆจากครอบครัวหนึ่งในประเทศแอฟริกาที่ได้มีการปลูกผักแบบแปลงผักหมักปุ๋ยหรือ Keyhole โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า โดยการทำแปลง Keyhole ของครอบครัวที่ประเทศแอฟริกานี้มีการปลูกไว้ประมาณ 3 แปลงซึ่งจะมีการปลูกผักไว้รับประทานได้อย่างพอเพียงสำหรับคนในครอบครัวที่มีสมาชิกทั้งหมด 10 คนโดยที่แทบจะไม่ต้องไปพึ่งพากันซื้อผักที่ตลาดเลยแม้แต่น้อยซึ่งในปกติแล้วการปลูกพืชผักสวนครัวและการทำปุ๋ยหมักนั้นคนเราก็มาทำแยกจากกันแต่ครอบครัวนี้นั้นมีการทำแปลงผักและนำเอามารวมการหมักปุ๋ยด้วยการนำ 2 ขั้นตอนมาทำไปพร้อมๆกันจึงทำให้มีการแบ่งปันพื้นที่ในการปลูกละหมาดด้วยเศษอินทรีย์วัตถุตรงกลางเลยมีตะแกรงกั้นและมีช่องว่างขนาดเล็กที่ให้สามารถใส่ปุ๋ยลงไปได้โดยปุ๋ยนั้นจะหมักไว้และแจ้งเข้าไปในชั้นผ่านดินเข้าไปใต้รากของพืชจึงกลายเป็นอาหารของพืชได้โดยแบบอัตโนมัติเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีการวางแผนผังแปลงผักโดยการทำแบบวงกลมและมีการเว้นช่องว่างไว้ตรงกลางเพื่อทำทางเดินเข้าไปหาหลุมตรงกลางและมีการก่อดินให้ลาดออกด้านข้างลักษณะเหมือนกับการผ่าเค้กและโดนตัดออกไปชิ้นนึง โดยหลักการทำงานนั้นก็คือเมื่อเราทิ้งพวกเศษอาหารเศษผักผลไม้และใบไม้ใบหญ้าต่างๆก็จะเกิดการทับถมและบัตรจนกลายเป็นปุ๋ยและเมื่อเราลดน้ำหนักไปในตรงกลางก็จะมีการก่อดินลาดต่ำออกด้านข้างจากนั้นก็ให้นำน้ำไหลออกไปทางด้านข้างพร้อมกับนำพาปุ๋ยเอามาไว้ใต้ดิน โดยในรูปนั้นจะมีการบอกการลำดับการประกอบภายในแปลงผักซึ่งสามารถดูได้จากในรูปนี้… โดยการทำแปลงผักที่เหมาะสมสำหรับครัวเรือนนั้นถือว่าจำเป็นอย่างมากเพราะว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักและใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นหินบินไม้ต่างๆหรือใช้เป็นดินเหนียว และเรื่องนี้ก็คือเรื่องที่ใหม่สำหรับเมืองไทยก็จริงแต่บอกเลยว่าในตอนนี้ต่างประเทศนั้นต่างให้ความสนใจกับวิธีนี้เป็นอย่างมากเพราะนี่เป็นการปลูกผักที่ไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะแต่อย่างใดใช้พื้นที่น้อยก็สามารถทำการปลูกผักและมาคุยกันทุกวันได้ในที่เดียวหรือว่าตอบโจทย์สำหรับการใช้งานในครัวเรือนเป็นอย่างมากและนอกจากนี้การทำแบบนี้น่าจะสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตและแข็งแรงแบบธรรมชาติได้อีกด้วยและยังปลอดภัยไม่มีสารเคมีปนเปื้อนจึงเหมาะอย่างมากสำหรับยุคนี้ที่มีผู้คนนั้นหันมาสนใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้นและนี่ก็คือสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

ผู้พิพากษาใช้เวลาว่างมาปลูกผัก บนเนื้อที่ 4 ไร่ แต่กลายเป็นสร้างรายได้ในทุกวัน

โดยในวันนี้เราก็จะเอาอีก 1 ตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยที่สามารถใช้เวลาว่างของตัวเองนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์และสร้างรายได้แบบยั่งยืนได้ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็จะรู้จักกันทำเพื่อเขาสมควรเป็นอย่างดีและคุณก็จะมีพื้นฐานการทำเกษตรอยู่บ้างแต่น่า เสียใจที่ในปัจจุบันคนไทยนั้นมาส่งลูกหลานเข้าตัวเมืองทำงานเข้าออฟฟิศและถ้าจะให้หลงลืมการทำเกษตร และไปทำงานหน้าคอมอยู่ในเมือง ทำเกษตรนั้นถ้าหากรู้จักทำก็จะกลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ และในวันนี้เราก็จะพาทุกคน มารู้จักกับ ท่านสำเริง เกษรศิริ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดรัตนบุรี ถือเป็นบุคคลที่ดี ที่เขาไม่เคยลืมว่า ชีวิตของตัวเองนั้นมีพื้นฐานของเกษตรกร และเป็นลูกของชาวนาอากาศแม้ว่าในปัจจุบันนั้นจะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดแล้วก็ตาม โดยท่านนั้นได้มีการนำพื้นที่ 4 ไร่ของตัวเองมาทำเกษตรโดยมีแนวคิดที่หลากหลายและมีการทำเกษตรด้วยน้ำมือของตัวเองโดยจะใช้เวลาว่างนะจากงานและหน้าที่ของตัวเองนั้นมากกว่าเกิดประโยชน์ในการทำเกษตรและมีการใช้เวลาค่อยๆปลูกพืชผักสวนครัวและมีการเลี้ยงปลาตามวิถีธรรมชาติจึงทำให้สวนแห่งนี้มีการผลิตดอกออกผลเจริญเติบโตเป็นอย่างมากมาย โดยการทำสวนเกษตรของท่านนั้นก็ยังสามารถสร้างงานให้กับบุคคลอื่นได้และสามารถมีพืชที่สร้างรายได้เป็นอย่างนั้นก็คือมะนาวและนอกจากนี้ยังมีพื้นฐานอีกหลายชนิดอย่างเช่นกระเพราโหระพาสะระแหน่ผักชีซึ่งสามารถสร้างรายได้ในทุกๆวัน สำหรับการปลูกผักนั้นท่านก็จะมีการลงกระสอบปุ๋ยแทนการลงกระถางดินเมื่อต้นนั้นเจริญเติบโตพอที่จะบีบดอกออกผลก็จะมีผู้คนหรือลูกค้าในละแวกนั้นเข้ามาซื้อในสวนซึ่งจะได้ผลผลิตที่มีราคาไม่แพงโดยมีพืชบางชนิดก็จะมีผู้ซื้อต้นพันธุ์ไปนำปลุกตอนจึงกลายเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้คนได้อย่างมากมาย นอกจากนี้ในสวนของท่านนั้นไม่ว่าจะเป็นผักชียี่หร่าสะระแหน่จะมีการปลูกแซมในท่อซีเมนต์และมีการปลูกต้นมะละกอเอาไว้เพื่อไม่ให้พื้นเปลืองพื้นที่ในสวนโดยสิ้นเชิงโดยสิ่งเหล่านี้นั้นสามารถดูแลได้ง่ายและสามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและยังมีฝากที่ดีต่อสุขภาพป 3 ปีอีกด้วยจึงกลายเป็นรายได้ที่นำเข้ามาอยู่เสมอซึ่งแน่นอนว่าท่านไม่ได้คาดหวังแต่เงินส่วนเท่าไหร่และก็เรียกได้ว่าเงินส่วนนี้นั้นก็ถือว่าทำให้ท่านประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมาก โดยถ้าหากใครสนใจนั้นก็เข้าไปศึกษาดูงาน านโนนขวาง เลขที่ 66 หมู่ที่ 8 ตำบลโนนขวาง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (085) 393-1432 ในวันหยุดหรือในเวลาที่ไม่ใช่เวลาราชการ กันได้เลย

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบัน ก็มีผู้คนมากมายหันมาใส่ใจดูแลตัวเองรักสุขภาพกันมากขึ้นจึงไม่แปลกที่ใครหลายคนนี่นมองหาพื้นที่ว่างของตัวเองเพื่อทำสวนครัวเกตรด้วยตัวเอง แต่แน่นอนว่าการทำเกษตรนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดเพราะจำเป็นจะต้องมีพื้นที่อีกทั้งต้องมีเวลาในการหาปุ๋ยมาดูแล ซึ่งแน่นอนว่าการทำปุ๋ยน้ำเพื่อจะให้ได้แบบเฉพาะธรรมชาติก็จะต้องใช้ปุ๋ยหมัก แต่บอกเลยว่าการทำปุ๋ยหมักก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรเพราะใช้พื้นที่เยอะอีกครั้งต้องคอยดูแลพลิกกอง รดน้ำอยู่ตลอดเวลาจึงจะได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และด้วยเหตุนี้ก็ทำให้มีใครหลายคนนิยมไปหาซื้อปุ๋ยจากร้านค้ามาใส่กับพืชผักแต่ว่าปุ๋ยตามร้านนั้นก็จะได้สารอาหารไม่เพียงพอถ้าเทียบกับปุ๋ยหมักที่ลงมือทำเองแล้วจะทำให้พืชผักของเรานั้นไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าไหร่นะโดยในวันนี้ทางทีมงานนานก็จะมาขอเสนอไอเดียดีๆในการทำปุ๋ยหมักนิ่งๆๆใช้พื้นที่ไม่เยอะอีกทำไมต้องพลิกก็อีกด้วยแล้วก็ยังได้สารอาหารครบถ้วนอย่างแน่นอนซึ่งปุ๋ยที่ว่านั้นก็คือปุ๋ยหมักกะละมังนี่เองโดยจะมีอะไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า ส่วนผสม +ใบไม้แห้ง 3 ส่วน +มูลสัตว์ 1 ส่วน +น้ำสะอาด +กะละมัง +น้ำหมักชีวภาพถ้ามี ขั้นตอนการหมัก ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นด้วยการเอาใบไม้แห้งใส่ลงไปในกะละมังและกดให้ใบไม้แห้งยุบตัวลง ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ใส่มูลสัตว์ตามลงไปและเกลี่ยให้ทั่วกะละมังทำการเติมน้ำใส่ลงไปเล็กน้อยอย่าให้แฉะมากและคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันและมีการวัดความชื้นโดยวิธีวัดนั้นก็คือเอามือกำปุ๋ยซึ่งถ้าหากไม่มีน้ำไหลออกมาตามซอกนิ้วก็ถือว่าเป็นการใช้ได้ ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำกะละมังไปตั้งไว้ในที่ร่มห่างไกลแสงแดดทิ้งไว้เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วันก็สามารถนำมาใช้ได้เลย วิธีการใช้ โดยก่อนที่จะนำปุ๋ยหมักมาใช้นั้นจำเป็นจะต้องนำไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ซึ่งการทำให้แห้งนั้นจะทำช่วยให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในปุ๋ยสงบตัวและทำให้ปุ๋ยนั้นมีประสิทธิภาพสูงสุดจากนั้นก็นำไปโรยรอบๆโคนต้นไม้และผักได้ซึ่งสูตรนี้นั่งสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด และนี่ก็คือวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบง่ายๆที่ไม่ยากอย่างที่ใครคิดและไม่จำเป็นต้องคอยพลิกกองต่อไปอีกทั้งยังได้ธาตุอาหารสำหรับพืชผักเต็มที่อีกด้วยบอกเลยว่าเหมาะอย่างมากสำหรับใครนะที่มีพืชผักสวนครัวเป็นของตัวเองได้อยากจะได้ผักสวนครัวที่มีคุณภาพอร่อยกรอบหวานก็สามารถใช้สูตรปุ๋ยหมักนี้กันได้เลย

มีงบแค่ 600 บาท ก็สามารถขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วยตัวเองได้แบบง่ายๆ!

ซึ่งแน่นอนว่ามีชาวเกษตรไม่น้อยเมื่อมีพื้นที่เหลือก็อยากจะทำบ่อเลี้ยงปลาหรืออยากจะทำอะไรสักอย่างแต่บอกเลยว่าการทำบ่อเลี้ยงปลาแต่ละทีนั้นก็ใช้งบประมาณสูงต้องใช้รถมาขุดบ้างใช้ช่างมาขุดบ้างแต่บอกเลยว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเสมอไปเพราะวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองขุดบ่อเลี้ยงปลาในงบจำกัดด้วยตัวเองโดยบ่อเลี้ยงปลานี้มีขนาดประมาณ 11 เมตรซึ่งเป็นไอเดียจาก YouTube Channel Sivakorn Channel โดยใช้งบประมาณเพียงแค่ 600 บาทเท่านั้นซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองไปดูกันเลยดีกว่า โดยบ่อเลี้ยงปลาแห่งนี้นั้นได้มีการขุดด้วยตัวเองล้วนและมีการขุดในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพราะว่าได้ของคุณ Sivakorn นั้นอยู่ในบริเวณพื้นที่สูงฉะนั้นการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นจึงจำเป็นอย่างมากเพราะสามารถช่วยบรรเทาอาการขาดน้ำในยามหน้าร้อนอีกด้วยโดยบ่อเลี้ยงปลาบ่อนี้มีขนาดฐานกว้างประมาณ 1 เมตรและสูงประมาณ 70 กิโลเมตรและมีความยาวประมาณ 11 เมตรซึ่งใช้ระยะเวลาในการขุดบ่อเพียงแค่ 1 วันครึ่งเท่านั้น และนอกจากนี้ในส่วนของบ่อนั้นจะมีการรองพื้นบ่อโดยการใช้ผ้ายางแบบหนาโดยผ้ายางแบบนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์ทางการเกษตรทั่วไปหรือแม้กระทั่งร้านอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไปก็มีซึ่งจะมีขายในราคาทั่วไปก็ประมาณเมตรละ 50 บาทและหลังจากที่มีการลองบอกก็ให้มีการเติมน้ำเข้าไปในบ่อซึ่งจำเป็นจะต้องมีการทำน้ำไม่เกี่ยวก่อนเพื่อปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา โดยการน้ำทำน้ำให้เขียวนั้นก็ให้นำน้ำประปาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันมาทำให้ปราศจากคลอรีนหรือเอาน้ำฝนก็ได้แต่ในก็มาปล่อยน้ำลงในบ่อโดยทิ้งเอาไว้กับธรรมชาติประมาณ 7-14 วันพอน้ำเริ่มเขียวก็เท่ากับว่าเรานั้นก็สามารถเริ่มเลี้ยงปลาได้แล้ว โดยการนำปลาลงมาเลี้ยงนั้นเริ่มจากอย่ารีบนำปลาลงทันทีให้นำถุงปลาแช่ในบ่อก่อนประมาณสัก 30 นาทีเพื่อให้น้ำในถุงมีการปรับอุณหภูมิเท่ากับน้ำในบ่อจากนั้นก็ค่อยๆเปิดปากถุงและเทพาลงไปในบ่ออย่างเบามือจากนั้นก็เลี้ยงตามปกติกันได้เลย และข้อดีของการมีบ่อเลี้ยงปลาเป็นของตัวเองนั้นบอกเลยว่ามีดีเยอะเป็นอย่างมากทั้งสามารถมีปลาไว้รับประทานกินเองได้นอกจากนี้ปานนั้นก็สามารถถ้าหากเหลือก็สามารถนำไปขายได้และนอกจากนี้ยังมีการเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งได้อีกด้วยจึงบอกได้เลยว่าการมีบ่อเลี้ยงปลานั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพราะมันเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครนั้นก็สามารถทำได้

แชร์สูตรเด็ด น้ำหมักชั้นดีดูแลพืช ทำเองได้ง่ายๆ แต่ได้ผลแน่นอน!

และในตอนนี้ชาวเกษตรนั้นเลยหลายคนในช่วงหน้าฝนก็อาจกำลังพบเจอกับปัญหาต่างๆในการปลูกพืชผักของตัวเองไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักไว้ทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหรือปลูกไว้ขายซึ่งแน่นอนว่าทางที่ดีนั้นเทรนสมัยนี้คนดูแลกันนั่นก็คือการดูแลตัวเองแน่นอนว่าควรจะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีต่างๆกันแต่ว่าการที่ห่างเหินจากสารเคมีแล้วจะได้ผักงามๆนั้นก็บอกเลยว่าเป็นไปได้ยากจริงๆ แต่บอกเลยว่าการที่จะได้ผักงามนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีเสมอไปโดยในวันนี้เราก็จะขอนำมาเสมอน้ำหมักสูตรเด็ดจากธรรมชาติที่สามารถนอกจากจะทำให้พืชผักสวยงามและยังสามารถและศัตรูพืชได้อย่างดีและปลอดภัยไร้สารพิษอย่างแน่นอนซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะบอกเลยว่าต้องตามมาอ่านกันดูเลย วัสดุที่ต้องเตรียม + ขี้เถ้า 3 ช้อนโต๊ะ + กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ + กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ + มะกรูด 2 ลูก + แก้ว 4 ใบ ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำแก้วน้ำมาใส่น้ำสะอาดประมาณ 3 ส่วน 4 ของแก้ว ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เตรียมไว้แล้วก็ใส่ขี้เถ้าลงไปในแก้วที่ 1 ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำมะกรูดหั่นเป็นแว่นขนาดบางๆใส่ลงไปในแก้วที่ 2 และนำกาแฟมาใส่ลงไปในแก้วที่ 3 ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็คนกาแฟละลายไปกับน้ำจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนที่ 5 และในแก้วที่ 4 ก็ให้นำกระเทียมมาบุปผาละเอียดและใส่ลงไปในแก้ว ขั้นตอนที่ 5 สุดท้ายจากนั้นก็นำแก้วทั้ง 4 ใบมาหมักไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 1 วัน ขั้นตอนที่ 6 และเมื่อครบแล้วก็นำน้ำหมักทั้ง 4 แก้วมากรองเอาแต่น้ำรวมกันจากนั้นก็นำไปใช้ได้ ขั้นตอนการใช้งานบอกเลยว่าง่ายมากเพียงแค่เอาน้ำมาฉีดพ่นตามต้นพืชให้ทั่วโดยระยะเวลาในการฉีดพ่นให้พ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 7

ไม่ต้องเปลืองน้ำ!ปลูกทุกอย่างในหลุมเดียวประหยัด ประหยัดเนื้อที่ แถมพืชโต!

ทางทีมงานนั้นก็จะมาเผยการทำเกษตรที่บอกเลยว่าเป็นการทำเกษตรที่ชาญฉลาดเป็นอย่างมากนั่นก็คือการทำหลุมพอเพียงนั่นเองโดยหลุมพอเพียงนั้นก็คือการนำพืชหลากหลายชนิดมาปลูกรวมกันอยู่ในหลุมเดียวเพื่อให้พืชแต่ละชนิดนั้นคอยดูแลซึ่งกันและกันและเกื้อกูลให้กันและกันจึงทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตตามธรรมชาติของมันตามวัฏจักรการใช้ชีวิตของมันนั่นเอง โดยหลุมที่ปลูกพืชนั้น ไม่ใช่ปลูกเพื่อให้พืชนั้นแย่งกันโตแต่หลวงพ่อเพียงนั้นจะมีลักษณะเป็นหลุมตื้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตรโดยจะมีการทำพื้นที่เตรียมปลูกและพรวนดินในบริเวณปากหลุมจากนั้นก็ทำการปลูกหญ้าแฝกเป็นทรงกลมหรือรอบหลุมจากนั้นก็ทำเป็นปลูกพืชลงในหลุมโดยนัยหนึ่งกลุ่มนั้นสามารถปลูกพืชได้ถึง 4-5 ชนิด โดยในแต่ละหลุมนั้นจะมีการปลูกพืชที่ให้ความเกื้อกูลกันและกันโดยสามารถแบ่งออกเป็นชนิดได้ตามนี้ 1. ไม้ฉลาด จะเป็นไม้ที่สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดีและสามารถเก็บผลผลิตได้นาน ยกตัวอย่างเช่นผักหวาน ชะอม มะละกอ เป็นต้นพืชชนิดนี้จะสามารถเก็บกินได้ตลอดทั้งปีหรือตั้งแต่ที่เริ่มปลูก 1 เดือนขึ้นไป 2. ไม้พี่เลี้ยง ไม้ประเภทนี้จะเป็นไม้ที่คอยให้ร่มเงาและจะมีกิ่งก้านสาขาเยอะแยะและสามารถเก็บความชื้นในดินในช่วงหน้าและได้เป็นอย่างดีโดยไม่พี่เลี้ยงนี้จะให้ดีต้องปลูกไปในทิศทางตะวันตกเพราะจะสามารถช่วยฟังแสงแดดในช่วงเที่ยงหรือในวันที่มีแดดร้อนจะได้เป็นอย่างดีโดยจะมีการบังแดดให้กับพืชประเภทอื่นที่ไม่ค่อยชอบแสงแดด 3. ไม้รายวัน โดยไม้ชนิดนี้จะเป็นไม้พืชล้มลุกที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลาไม่นานโดยไม้รายวันที่นิยมปลูกกันก็จะมีกระเพรา โหระพา แตงกวา คะน้า แตงไทยเป็นต้น 4.ไม้บำนาญเป็นไม้ยืนต้นที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 2-3 ปีโดยผลผลิตนั้นสามารถเก็บกินเก็บขายได้ตลอดโดยไม้บำนาญที่นิยมปลูกกันก็จะมีมะม่วงมังคุดยางพาราเต็มเป็นต้นแนะนำให้ปลูก 1 ต้นต่อ 1 หลุม ประโยชน์ของการทำหลุมพอเพียง ซึ่งบอกเลยว่าคุณนะประโยชน์นั้นมีมากมายทั้งในเรื่องของการจะทำให้มีผลผลิตในตลอดทั้งปีเพราะมีการปลูกไม้หลายวันละไม้บํานาญหมายมรดกจึงมีผลเก็บได้ในทุกๆวันและสามารถลดการให้น้ำให้ปุ๋ยได้เพราะต้นไม้ในการปลูกหลุมเดียวกันนี้จะสามารถดูแลเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้และทำให้ชาวเกษตรกรและสามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด และนี่ก็คือไอเดียดีๆในการทำเกษตรที่เรานำมาฝากทุกคนกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครและมีพื้นที่จำกัดและต้องการปลูกพืชไม้หลายชนิดก็สามารถนำเอาหลุมพอเพียงไปปรับใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้เพราะว่านอกจากจะใช้พื้นที่ประหยัดแล้วยังสามารถประหยัดประหยัดน้ำได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เพาะเห็ดมิลค์กี้ในถุงพลาสติก สามารถทำเงินได้หลักหมื่น / เดือน

และในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนไปดูกับอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อยโดยอาชีพดีสามารถสร้างเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวเกษตรกรได้ใจมากจริงๆนั่นก็คือการปลูกเห็ดมิลค์กี้นั่นเองโดยเห็ดมิลค์กี้นั้นถือเป็นที่สายพันธุ์ขนาดใหญ่ สายพันธุ์หนุ่ง โดยสามารถปลูกได้ทั่วประเทศไทย โดยรสสัมผัสก็คล้ายๆเนื้อไก่มีควันหวานหอมหนุ่มๆไม่เหนียวติดฟันอีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารและไฟเบอร์สูงโดยปกติของการเพาะเห็ดชนิดนี้นะ 1 ก้อนจะต้องมีโรงเรือนและแน่นอนว่าการมีโรงเรียนนั้นค่อนข้างที่จะทำได้ยากและต้องใช้พื้นที่เป็นอย่างมากแต่บอกเลยว่าวันนี้เราก็จะมีอีกหนึ่งเทคนิคที่บอกเลยว่าไม่ซับซ้อนและสามารถลงมือทำเองได้ด้วย โดยได้มี พยางค์แสนกมลเกษตรผู้เพาะเห็ดที่อยู่ในอำเภอโพธิ์ทองจังหวัดอ่างทองโดยเป็นอดีตผู้นำเกษตรยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนในปี 2556 ได้มีการอธิบายถึงการพัฒนาการเพาะเห็ดมิลค์กี้ทำให้ได้ง่ายในระดับครัวเรือนซึ่งก็ได้มีการทำตั้งแต่ในปี 2557 เริ่มต้นจากการเพาะเห็ดในครัวเรือนเห็ดทั่วไปต่อมาก็มีการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านที่ขาดความรู้ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องหมายในการเพาะเห็ดทำครัวเรือนในบ้านของตัวเองได้และสามารถกลายเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านจึงได้มีการทดลองถูกมาเรื่อยๆจนสามารถหาวิธีในการเพาะปลูกเห็ดในถุงพลาสติกโดยไม่ต้องใช้การนึ่งก้อนเชื้อแต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนก็สามารถปลูกได้ อุปกรณ์หลักๆนั้นก็มี +ฟางข้าว 3 ฟ่อน +ถังน้ำ 200 ลิตร +ขี้เถ้า 2 กก. +ปูนขาว 2 กก. +น้ำหมักชีวภาพ 2 ฝา +ถุงพลาสติก ขนาด 24X36นิ้ว +หัวเชื้อเห็ดมิลค์กี้ ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนแรกนั้นก็เพียงแค่ใส่น้ำให้เต็มถังจากนั้นก็มีการเติมขี้เถ้า และปูนขาวลงไปและเอาน้ำหมักผสมเข้าด้วยกัน โดยขี้เถ้า และปูนขาวมีฤทธิ์เป็นด่างจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคแทนการนึ่ง แบบเดิมๆ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาฟางข้าวแช่น้ำ ไว้ 1 คืน ขั้นตอนที่ 3 และเอาฟางข้าวมาผึ่งน้ำ ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เอาฟางข้าวมาอัดฟางใส่ถุงพลาสติกให้สูงประมาณ 10-15 เซ็นติเมตร ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็โหลดเชื้อเห็ดฟางๆแล้วเอาฟางทับไว้เป็นอีกชั้นหนึ่งทำทับทับอย่างนี้ไปเรื่อยๆให้เป็น 4-5 ชั้น ขั้นตอนที่ 6 มัดถุงทิ้งไว้ในที่ร่มในบริเวณที่ไม่มีแดดส่องถึงและทิ้งไว้เป็นเวลา

กระถางแก้มลิง เพียงรดน้ำแค่หนเดียว ก็อยู่ได้หลายวัน

ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนรู้จักกับไอเดียดีๆที่จะสามารถช่วยลดการใช้น้ำของเกษตรกรในช่วงฤดูร้อนนี้ได้ แล้วนั้นก็คือกระถางแก้มลิงนี้เองในกระถางแก้มลิงนี้น้ำจะสามารถใช้ได้นานถึง 1-2 สัปดาห์จึงทำให้ชาวเกษตรกรนะไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องของการลดน้ำต้นไม้แต่อย่างใดซึ่งปักกระถางนี้ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำได้ในปริมาณมากถ้าหากเกิดฝนตกหนักน้ำก็สามารถระบายรู้ออกทางด้านข้างกระถางได้จึงทำให้น้ำนั้นไม่สามารถร่วมในกระถางต้นไม้ได้ โดยในการประดิษฐ์กระถางนี้ขึ้นมาในได้มีการอ้างอิงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งจะต้องมีการศึกษาระดับน้ำใต้ดินโดยที่เห็นได้ว่าบางพื้นที่นั้นไม่ว่าจะแรงแค่ไหนแต่ต้นไม้ก็สามารถยืนต้นได้หรือไม่ตายเพราะว่าในบริเวณแห่งนั้นมีแหล่งน้ำใต้ดินจึงทำให้ต้นไม้นั้นสามารถอยู่ได้ฉะนั้นมีการนำกระบวนการเหล่านี้มาทำเรียนแบบธรรมชาติจึงทำให้เกิดระดับน้ำในใต้ดินในกระถางต้นไม้ด้วยกันจะมีการเจาะรูด้านข้างของกระถางนอกจากนี้ยังมีหินภูเขาไฟที่ใส่ลงไปในกระทะจึงจะช่วยสามารถดูดซับน้ำป้องกันให้รากเน่าแล้วทำให้รากของต้นไม้ใช้ได้ดีมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม +กระถางต้นไม้ +ตระกล้าพลาสติก +หินถูเขาไฟหรือถ่านไม้ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือน +ท่อพีวีซี +ดินปลูกต้นไม้ ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 รับจากการทำกระถางต้นไม้พลาสติกมาเจาะรูข้างๆกระถางและวัดระยะสูงจากก้นกระทะประมาณ 4-5 นิ้ว ขั้นตอนที่ 2 แล้วก็นำตะกร้าพลาสติกที่มีลักษณะเป็นตะแกรงคว่ำหน้าลงไปในกระถาง ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำท่อ PVC เสียบลงไปในบริเวณก้นตะแกรงโดยมีความยาวท่อให้พ้นจากผิวดิน ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็นำหินภูเขาไฟหรือถ่านไม้ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือนเทลงไปในกระถางซึ่งในส่วนนี้จะช่วยในเรื่องของการดูดซับน้ำขึ้นมาบนผิวหน้าดิน ขั้นตอนที่ 5 เอาดินที่ใส่ตามลงไปนั้นก็สามารถใส่ได้จากนั้นก็มีการใส่ลงไปพอประมาณและนำต้นไม้ที่เตรียมไว้มาปลูก ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นก็มีการเติมน้ำใส่ลงไปในท่อ PVC เพื่อให้น้ำไหลไปตามท่อลงดินซึ่งก็จะมีชั้นหินภูเขาไฟหรือถ่านคอยดูดซับน้ำจึงทำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาและทำให้ต้นไม้นั้นไม่ขาดน้ำตายโดยสามารถปล่อยทิ้งไว้ไม่ลดน้ำได้นานสูงสุด 20 วัน โดยเจ้ากระถางแก้มลิงนี้บอกเลยว่าดีเป็นอย่างมากเพราะเป็นรีวิวนวัตกรรมสามารถประยุกต์นำไปใช้กับพืชได้อย่างไรชนิดและอาศัยการหลักการของน้ำใต้ดินโดยนำสถานที่ออกแบบนั้นให้มีช่องด้านข้างมีการเจาะสูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตรเพื่อมีการระบายน้ำออกและนำกระถางที่มีขนาดเล็กคว่ำลงไปในกระถางใบแรกและมีการติดตั้งท่อขณะที่สูงกว่ากระถางใบแรกไว้คอยดูดน้ำหรือใส่น้ำออกจากนั้นก็มีการใส่หินปิดก้นกระถางใบที่คว่ำเพื่อไม่ให้มีวัสดุแปลกปลอมร่วงลงไปในก้นกระถางและใส่วัสดุปลูกลงไปจนมิดจากนั้นหินที่ใช้แนะนำจะเป็นหินก่อสร้างหินภูเขาไฟหรือถ่านก็ได้ โดยเสร็จแล้วก็สามารถนำมาปลูกต้นไม้ได้อย่างง่ายๆแล้วไม่จำเป็นต้องรดน้ำในทุกๆวันเพราะว่าผิวดินนั้นจะดูดความชื้นจากน้ำด้านล่างขึ้นมาใช้ได้ https://youtu.be/onzqswlkQdg จึงเรียกได้ว่านวัตกรรมนี้นั้นสามารถได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับชาวเกษตรกรผู้ปลูกพืชทั่วไปและยังเหมาะกับชีวิตมีคนมาอีกด้วยที่ต้องการปลูกพืชผักสวนครัวไว้ในเองในรั้วบ้านบอกด้วยว่าวิธีนี้นะไม่จำเป็นที่ทำให้คุณนั้นจะต้องกังวลเกี่ยวกับการรดน้ำต่อไป บอกเลยว่าน่าสนใจไม ่น้อยจริงๆ ประหยัดเวลาได้เยอะและพืชของเราก็สวยเติบโตงดงามอีกด้่วย

ใบขี้เหล็ก สรรพคุณมากมาย ช่วยให้ผักสวยงาม

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นก็จะรู้จักใบขี้เหล็กกันเป็นอย่างดีซึ่งใบขี้เหล็กนั้นมาจะถูกนำมาทำเป็นอาหารเพราะมีสรรพคุณอย่างไรอย่างในเรื่องของการดูแลร่างกายของเราซึ่งไม่ว่าจะเป็น ใบขี้เหล็กมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูงช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันบำรุงธาตุช่วยเจริญธาตุไฟ รักษาอาการตัวเหลือง รักษาโรคเบาหวาน ลดความดันโลหิตลด รักษาโรควัณโรค ยับยั้งชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง รักษามะเร็งปอด ปอดอักเสบ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะ และยังช่วยแก้อาการชักในเด็กได้อีกด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าใบขี้เหล็กไหนมีคุณประโยชน์มากมายเลยจริงๆกับร่างกายของมนุษย์เราซึ่งแม้แต่ที่เมนูนี้ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการทำอาหารได้ ให้ได้รับประทานกันซึ่งก็ถูกนำมารังสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลายและแน่นอนว่านอกจากที่จะสามารถช่วยดูแลร่างกายของมนุษย์แล้วใบขี้เหล็กนั้นก็ยังสามารถช่วยดูแลพืชด้วยกันได้ด้วยเช่นกัน โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคน มาลอง ทำน้ำใบขี้เหล็กที่จะสามารถช่วยบำรุงดูแลพืชของเราให้สามารถสวยดกได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใดอีกทั้งยังใช้งบประหยัดและสามารถทำง่ายและได้ผลจริงโดยมีวัสดุอุปกรณ์ดังนี้ ส่่วนผสม +ใบขี้เหล็ก500 กรัม +ซันไล +ผ้าขาวบาง +ภาชนะผสม +น้ำเปล่า ขั้นตอนการทำ ขั้นตอนที่ 1 เอาใบขี้เหล็กมาตำให้ละเอียด ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นค่อยผสมน้ำเข้าไปทีเล็กน้อย ขั้นตอนที่ 3 เมื่อตำจนละเอียดแล้วก็นำมาบีบขันกรองเอาแต่น้ำด้วยผ้าขาวบาง ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็นำมาผสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 1 ต่อ 1 ขั้นตอนที่ 5 และเอาซันไลต์ผสมเข้าไปสัก 1 ช้อนชาเพียงเท่านี้ก็เสร็จแล้ว วิธีการใช้งาน โดยเริ่มจากการนำใบขี้เหล็กเหมาะสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 1 ต่อ 1 จากนั้นก็นำไปฉีดพ่นพืชทุกชนิดทุกๆ 3 วันในเวลาเช้าและเย็นสามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับหรือไม้ผลต่างๆรวมถึงพืชผักสวนครัวก็จะทำให้พืชผักและสวยงามได้ด้วยเช่นกันสามารถลองทำกันได้เลย

เลี้ยงไก้ในตระกล้า บนต้นไม้ ได้ประโยชน์เยอะทั้งปุ๋ย และไข่ที่มีคุณภาพ

สำหรับไข่นั้นถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายครอบครัวนั้นจำเป็นจะต้องมีอยู่ในบ้านเพราะไข่สามารถนำมาทำเมนูได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นต้มตุ๋นผักต่างๆและมักจะไปอยู่ตามร้านอาหารเพราะเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทำอาหารเลยก็ว่าได้ชนะในการเพาะเลี้ยงไก่ไข่ถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจอย่างหนึ่งแต่การเพาะไก่ไข่นั้นในบางครั้งจะเป็นต้ องใช้ต้นทุนที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้มีผู้เพาะเลี้ยงต่างย่อท้อในการเลี้ยงและถอดใจที่จะเพาะไข่ขาย ซึ่งถ้าหากคิดเป็นปริมาณที่ไก่นั้นจะต้องได้รับสารอาหารต่อวันแล้วแม่ไก่จะต้องได้รับสะอาดประมาณ 100-110 กรัมต่อวันซึ่งมีสารอาหารจะต้องประกอบไปด้วยโปรตีนกรดอะมิโนต่างๆที่จะทำให้ไข่นั้นมีเปลือกไข่ที่แข็งแรงและไข่ดกซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะต้องมีในไก่พันธุ์ไข่แบบสำเร็จรูปต่างๆที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปถ้าต้องการให้อาหารครบถ้วนก็จะต้องให้ใครเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนและผู้บริโภคแน่นอนว่าต้นทุนในการเลี้ยงในก็ค่อนข้างที่จะสูงและจะทำให้ผลกำไรลดลงน้อยด้วยเช่นกัน วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเทคนิคดีๆเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้ผลผลิตที่ดีและเปลือกไข่ที่แข็งแรงอีกทั้งไข่ดกได้ใบใหญ่ซึ่งเคล็ดลับนี้จะช่วยเรื่องในการลดต้นทุนในการเลี้ยงได้เป็นอย่างมากอีกทั้งแม่ไก่ย่างได้รับสารอาหารครบถ้วนอีกด้วยโดยเทคนิคการเลี้ยงนี้คือการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์เกษตรและใช้วิถีชีวิตพอเพียงก็สามารถให้ได้ผลผลิตที่ยอดเยี่ยมได้ด้วยเช่นกันซึ่งนั่นก็คือวิธีการเลี้ยงไก่ในตะกร้านี่เอง โดยวิธีการเลี้ยงนั้นก็จะนำตะกร้าไปผูกกับต้นไม้แล้วใส่ไก่เอาไว้ในตระกร้าซึ่งวิธีนี้จะสามารถได้ทำประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมและยังประหยัดได้หลายอย่างได้อย่างเช่นปุ๋ยที่สามารถให้กับต้นไม้ได้โดยตรงอีกด้วยโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่ใช้เป็นมูลไก่ที่ไก่ แทนซึ่งจะสามารถให้คุณนะประโยชน์ต่อต้นไม้ได้เป็นอย่างมากอีกทั้งยังทำให้ดินแน่นและการเลี้ยงไก่ในตะกร้านี้ยังทำให้ไก่และสามารถออกขายได้ตลอดด้วย โดยสามารถเลี้ยงได้ต้นละตะกร้าหรือ 2 ตะกร้าก็ได้เพราะการเลี้ยงไก่ในตะกร้านั้นจะทำให้ไก่ไม่เกิดความเครียดและสามารถรับประทานอาหารได้ดีจึงทำให้ไก่สามารถผลิตขายได้เป็นอย่างดีซึ่งวิธีการเลี้ยงมันก็สามารถนำมาทำได้เป็นดังนี้ วิธีทำตะกร้าเลี้ยงไก่ไข่ เนื่องจากการนำปากกาที่ไม่ได้ใช้จำนวน 2 อันมาคว่ำปิดการละหมาดด้วยลูกหรือเชือกให้แน่นๆและมติกับต้นไม้โดยใช้ลวดมัดติดกับต้นไม้หรือใช้ไม้น้ำที่มีขนาดพอวางตะกร้าเจาะกับต้นไม้หรือเปล่าด้วยตะปูให้ตะกร้านะสามารถยึดกับต้นไม้ได้จากนั้นก็จะมีการเอาแผ่นพลาสติกมาคลุมบริเวณด้านบนของตะกร้าเสื้อกันฝนกันแดดให้ไก่และมีการเจาะรูรอบตะกร้าผูกกระบอกน้ำและใส่อาหารไว้ให้ไก่ได้กินและสามารถเรียนได้ 1 ต้นตัวหรือ 2 ตัวก็ได้ต่อ 1 ตะกร้าโดยความสูงนั้นก็มาให้ห่างจากคนประมาณสัก 1 หรือ 1เมตร ครึ่ง ซึ่งจะทำให้ไก่และสามารถอยู่ได้สบายแล้วไม่เครียด เทคนิคในการให้อาหารไก่ไข่และดูแลเวลารักษาในวันอาทิตย์ไก่ป่วย โดยสามารถนำเมล็ดข้าวลีบ มาเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับไก่ไข่ได้และนำผลไม้มาเป็นอาหารเสริมได้ดังเช่นกล้วยและมะละกอซึ่งจะทำให้ไก่มีความแข็งแรงและต้านทานโรคมากยิ่งขึ้นและสามารถนำใบกระเพราหรือพริกมาให้ไก่กินจะสามารถช่วยในเรื่องของการต้านทานโรคกรวดและทรายจะทำให้เปลือกไข่น้ำแข็งแรงและการรักษาไก่ที่ป่วยนั้นจะต้องรักษาด้วยน้ำหมักจากผลไม้ด้วยการผสมน้ำในอัตราส่วน 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรให้ไก่ได้กินประมาณ 7 วันก็จะสามารถช่วยรักษาอาการป่วยของไก่ได้ด้วยเช่นกัน สูตรอาหารหมักสำหรับไก่ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนในการให้อาหารไก่ได้เป็นอย่างดี + เหยือกกล้วยห่านนำมาตำให้นุ่ม 30 กก. +ข้าวลีบ รำข้าวละเอียด +ปลายข้าว +น้ำตาลทรายแดง +เกลือ +ขี้วัวแห้งป่น +ดินแดงรวน วิธีการทำนั้นก็เพียงแค่เอาส่วนผสมทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากันและนำน้ำหมักจุลินทรีย์ 40 cc และกากน้ำตาล 40 ซีซีน้ำ 20 ลิตรมาผสมเข้าด้วยกันจากนั้นก็ทำให้วัตถุดิบจับกันเป็นก้อนและนำไปในถังปิดทิ้งไว้ 7 วันจากนั้นก็นำมาให้ไก่กินเป็นอาหารเช้าและเย็น

สาวเทคนิค ปลูกผักหวานป่า สร้างรายได้300,000 บาทต่อเดือน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับสาวรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรสามารถสร้างรายได้เป็นหลักแสนโดยนั่นก็คือคุณ คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง อายุ 28 ปีนักเรียนจบชั้นปวชจากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้จังหวัดลพบุรีซึ่งเธอนั้นอยู่กับที่บ้านโดยที่บ้านมีสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์และเมื่อเรียนจบออกมาเธอก็ได้สานต่อธุรกิจของบ้าน และผักหวานนี่เองสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับตระกูลของเธอซึ่งตระกูลของเธอนั้นขึ้นให้เป็นเศรษฐีชาวสวนผักหวานแล้วก็ว่าได้เพราะผักหวานนั้นเป็นอาหารที่ทุกคนนะนิยมนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูอีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชณาการสูงถึงแม้ว่าจะใช้เวลาปลูกนานแต่เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก โดยคุณน้ำผึ้งนั้นได้มีการบอกเล่าว่าพ่อของเธอนะเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็กและหลังจากที่เรียนจบจากสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจในปีพ.ศ 2550 เธอก็ได้มีการผันตัวมาช่วยแม่ปลูกผักหวานและผักชนิดอื่นในส่วนของตัวเองซึ่งก็จะมีถั่วพูข้าวโพดและชะอมบนพื้นที่ 40 ไร่ในอำเภอบ้านหมอจังหวัดสระบุรีแต่ผักที่สามารถสร้างรายได้ดีมากที่สุดก็คือผักหวานเพราะเฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 ถึง 80 บาทโดยในขณะที่ข้าวโพดนั้นขายได้ในราคากิโลกรัมละ 5-6 บาทเท่านั้นจึงเลือกที่จะมาหันมาปลูกเฉพาะแต่ผักหวานเพียงอย่างเดียวแทน โดยคุณแม่ของคุณน้ำผึ้งนั้นได้มีการปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปีหลังจากที่มีลูกสาวมาช่วยบริหารมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มรูปแบบโดยมีการเป็นทั้งแม่ค้าและเกษตรกรซึ่งก็คือการปลูกเองส่งขายเองและรับซื้อจากเกษตรกรรายอื่นมาขายโดยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท “ดิฉันปลูกผักหวาน บนพื้นที่ 40 ไร่ โดย 1 ไร่ จะปลูกผักหวานได้ประมาณ 600 – 800 ต้น ผลผลิตต่อไร่ ราว 100 กิโลกรัม เก็บเกี่ยวผลผลิต 3 วันต่อครั้ง ขายราคากิโลกรัมละ 80 – 100 บาท ถ้าเป็นฤดูหนาวราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 150 บาท

แนะนำอาชีพ 4 พืชเกษตรที่ลงทุนน้อย แต่สร้างกำไรเยอะ

โดยในช่วงนี้แน่นอนว่าชาวเกษตรหลายคนนั้นก็ต่างหาช่องทางในการเสริมสร้างรายได้ให้กับตัวเองจึงอยากจะหาอะไรเล็กๆน้อยๆทำที่ลงทุนไม่มากแต่สามารถให้ผลกำไรตอบแทนซึ่งแน่นอนว่าการที่ลงทุนอะไรมากไปนั้นผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้นไม่คุ้มค่าก็บอกเลยว่าทำไปก็เสียเปล่าซึ่งในวันนี้เราก็จะมารวบรวมทางออกให้กับทุกคนการโดยจะมีการพาไปดูสิอาชีพเกษตรที่บอกเลยว่าลงทุนน้อยแต่ได้กำไรอย่างแน่นอนซึ่งเงินลงทุนนั้นใช้เพียงแค่เงินพันบาทก็สามารถทำได้แล้วโดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย 1. ปลูกเห็ดฟางในตะกร้า สำหรับการปลูกเห็ดฟางในตะกร้านั้นใช้งบประมาณไม่แพงเพราะตะกร้านั้นราคาเพียงแค่ใบละ 40 บาทหรือถ้าหาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 20 ก็มีได้หรือทมีที่บ้านเยอะ ก็สามารถเอามาใช้ได้ด้วยเช่นกันสำหรับเชื้อเห็ดฟางนั้นเพียงแค่ 15 บาทโดยสามารถแบ่งทำได้ 2 ตะกร้าฟางข้าวก็สามารถหาได้ตามไล่ตามนาเรียกว่าลงทุนน้อยมาก วัสดุ +ฟางข้าว +หัวเชื้อเห็ดฟาง +ขี้เลื่อย +ตะกร้าพลาสติก ขั้นตอนการปลูก ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำฟันเข้าไปแช่น้ำ 1 คืนจากนั้นก็เอามาผึ่งให้หมาดและเมื่อแห้งแล้วลองเอามาบีบน้ำค่ะไม่มีน้ำหยดแปลว่าใช้ได้ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำตะกร้ามาใส่ฟางที่มาลงไปในตะกร้าตามด้วยขี้เลื่อยและเชื้อเห็ดฟางตามลงไป ขั้นตอนที่ 3 ทำไปเรื่อยๆจนเป็นตะกร้าโดยชั้นสุดท้ายให้มีการโรยขี้เลื่อยและหัวเชื้อให้เยอะๆแน่นๆจะทำให้เห็ดนั้นออกมาได้เต็มพื้นที่ ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็ครอบได้ถุงพลาสติกรออีก 4-5 วันสังเกตดูว่าจะมีละอองน้ำมาเกาะถุงพลาสติกอยู่หรือไม่ถ้าหากไม่มีก็ให้รดน้ำเพิ่ม ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นรอพี่ประมาณ 12 วันเห็นก็จะเริ่มออกดอกและนับอีก 5 วันก็สามารถเก็บดอกมาขายได้ด้วยจะได้เห็ดประมาณ 2 กิโลกรัมต่อ 1 ตะกร้าโดยประมาณ 2. ปลูกถั่วงอกในขวดพลาสติก วิธีนี้บอกเลยว่าไม่ต้องใช้วัสดุ อะไรมากมาย…. โดยวัสดุที่ใช้นั้นใช้เพียงแค่ขวดน้ำพลาสติกที่เหลือจากการใช้งานมาแล้วก็ได้และสามารถนำขวดเก่ามาใช้ได้และใช้ถั่วเขียวขนาดเพียงแค่ 1 กิโลกรัมในราคา 40 บาทเท่านั้น วัสดุ +ขวดพลาสติก +ถั่วเขียว ขั้นตอนการปลูก ขั้นตอนที่ 1 เอาขวดพลาสติกมาเจาะรูด้านข้างไว้เป็นรูระบายน้ำ ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำเมล็ดถั่วเขียวมาแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ประมาณ 5

ทำเกษตรแบบผสมผสานฉบับคนรุ่นใหม่ รายได้40,000บาท/เดือน และสร้างความสุขให้ตัวเอง

วันนี้เราจะพาทุกคน มารู้จักกับคุณจอยที่เรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศและเป็นคนที่ไม่เคยจากงานทางด้านเกษตรมาก่อนแต่ด้วยความที่ตั้งใจและเห็นพื้นที่ว่าอันเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่มีถึง 45 ไร่จึงได้มีการสนใจในการเกษตรและเรียนรู้และสนศึกษาในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้เวลาในการศึกษานานกว่า 2 ปีจึงทำให้เกิดความที่มีชื่อว่าธำรงฟาร์มขึ้นมา เป็นที่สำเร็จ โดยในช่วงเริ่มต้นของการทำเกษตรใหม่ๆนั้นในตอนแรกทางครอบครัวก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอที่เจอจะทำเกษตรพอเพียงคนเดียวยกเว้นคุณพ่อของเธอเกิดทุกคนนั้นไม่อยากจะให้เธอนั้นทำงานหนักแต่เธอก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอสามารถทำได้โดยเกษตรผสมผสานในฟาร์มของเธอนั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกมาเป็นอย่างสัดส่วนและทำเกษตรพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปีและยังมีการแบ่งบ่อกักน้ำไว้เก็บน้ำต่างๆ จากนี้ จะมี ปลงเพาะปลูก สวนผลไม้ ศูนย์การเรียนรู้ และโรงเรือนต่างๆ ทำให้ธำรงฟาร์มมีสินค้าเกษตรออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งก็จะมีผักคะน้าผักออแกนิครวมถึงผลไม้ต่างๆโดยการทำเกษตรที่สวนแห่งนี้นั้นไม่มีการใช้สารเคมีอะไรทั้งสิ้น และนอกจากการขายผลิตภัณฑ์แบบสดแล้วก็ยังมีการเห็นโอกาสการต่อยอดผลผลิตจำนวนมากมายโดยมีการนำผลผลิตต่างๆมาแปรรูปไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้าอบน้ำสลัดออแกนิคหรือผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานจากมะนาวและน้ำยาอเนกประสงค์จากผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆจึงสามารถเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อีกหนึ่งทางมีเพียงเท่านี้ที่ฟาร์มแห่งนี้นั้นยังมีการเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจในการเกษตรแบบผสมผสานเข้าไปศึกษาและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่สวนเกษตรของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน โดยถ้าหากใครนั้นสนใจผลิตภัณฑ์ ของทำโรงฟาร์มโดยในตอนนี้มีวางจำหน่ายทั้งสดและแปรรูปและมีการขายในหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้าฟาร์มต่างๆและจะมีการจำหน่ายในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตลาดเกษตรจังหวัดนครนายกและร้านค้าสุขภาพในกรุงเทพ Double t coffee, จามจุรีสแควร์ รวมถึงบริการส่งแบบโฮมเดลิเวอร์รี่ โดยคุณจอยก็ดึงมีการบอกอีกว่าการทำเกษตรนะแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าหากเราสามารถหาความรู้และมีความตั้งใจก็เชื่อว่าทุกอย่างนั้นก็สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะความสำเร็จนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อมโดยทุกวันนี้ฟาร์มแห่งนี้นั้นก็สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาทและทำให้ครอบครัวนั้นสามารถอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้นและสามารถได้สัมผัสกับความสุขที่เรียบง่ายที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันโดยถ้าหากใครสนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสานก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ตามแฟนเพจที่ hamrongfarm หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 089-979-9791

ทำเกษตรแบบผสมผสานฉบับคนรุ่นใหม่ รายได้40,000บาท/เดือน และสร้างความสุขให้ตัวเอง

วันนี้เราจะพาทุกคน มารู้จักกับคุณจอยที่เรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศและเป็นคนที่ไม่เคยจากงานทางด้านเกษตรมาก่อนแต่ด้วยความที่ตั้งใจและเห็นพื้นที่ว่าอันเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นย่าที่มีถึง 45 ไร่จึงได้มีการสนใจในการเกษตรและเรียนรู้และสนศึกษาในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยใช้เวลาในการศึกษานานกว่า 2 ปีจึงทำให้เกิดความที่มีชื่อว่าธำรงฟาร์มขึ้นมา เป็นที่สำเร็จ โดยในช่วงเริ่มต้นของการทำเกษตรใหม่ๆนั้นในตอนแรกทางครอบครัวก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอที่เจอจะทำเกษตรพอเพียงคนเดียวยกเว้นคุณพ่อของเธอเกิดทุกคนนั้นไม่อยากจะให้เธอนั้นทำงานหนักแต่เธอก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเธอสามารถทำได้โดยเกษตรผสมผสานในฟาร์มของเธอนั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกมาเป็นอย่างสัดส่วนและทำเกษตรพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปีและยังมีการแบ่งบ่อกักน้ำไว้เก็บน้ำต่างๆ จากนี้ จะมี ปลงเพาะปลูก สวนผลไม้ ศูนย์การเรียนรู้ และโรงเรือนต่างๆ ทำให้ธำรงฟาร์มมีสินค้าเกษตรออกมาจำหน่ายตลอดทั้งปี ซึ่งก็จะมีผักคะน้าผักออแกนิครวมถึงผลไม้ต่างๆโดยการทำเกษตรที่สวนแห่งนี้นั้นไม่มีการใช้สารเคมีอะไรทั้งสิ้น และนอกจากการขายผลิตภัณฑ์แบบสดแล้วก็ยังมีการเห็นโอกาสการต่อยอดผลผลิตจำนวนมากมายโดยมีการนำผลผลิตต่างๆมาแปรรูปไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้าอบน้ำสลัดออแกนิคหรือผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานจากมะนาวและน้ำยาอเนกประสงค์จากผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆจึงสามารถเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อีกหนึ่งทางมีเพียงเท่านี้ที่ฟาร์มแห่งนี้นั้นยังมีการเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจในการเกษตรแบบผสมผสานเข้าไปศึกษาและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่สวนเกษตรของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน โดยถ้าหากใครนั้นสนใจผลิตภัณฑ์ ของทำโรงฟาร์มโดยในตอนนี้มีวางจำหน่ายทั้งสดและแปรรูปและมีการขายในหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้าฟาร์มต่างๆและจะมีการจำหน่ายในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ที่ตลาดเกษตรจังหวัดนครนายกและร้านค้าสุขภาพในกรุงเทพ Double t coffee, จามจุรีสแควร์ รวมถึงบริการส่งแบบโฮมเดลิเวอร์รี่ โดยคุณจอยก็ดึงมีการบอกอีกว่าการทำเกษตรนะแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าหากเราสามารถหาความรู้และมีความตั้งใจก็เชื่อว่าทุกอย่างนั้นก็สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะความสำเร็จนั้นอยู่เพียงแค่เอื้อมโดยทุกวันนี้ฟาร์มแห่งนี้นั้นก็สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาทและทำให้ครอบครัวนั้นสามารถอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้นและสามารถได้สัมผัสกับความสุขที่เรียบง่ายที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกันโดยถ้าหากใครสนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสานก็สามารถเข้าไปติดต่อได้ตามแฟนเพจที่ hamrongfarm หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 089-979-9791

ปลูกผักข้างบ้าน เก็บกินก็ได้ เก็บขายได้ทุกวัน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับคุณสะอาด ทำทรายซึ่งบอกเลยว่าคุณสะอาดนั้นเป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถใช้พื้นที่ที่เหลือของตัวเองมาก่อเกิดให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการทำเกษตรซึ่งคุณสะอาดนั้นเป็นอดีตข้าราชการพนักงานส่งเสริมการเกษตรแนทมีการเกษียณก่อนกำหนดเพราะว่ามีปัญหาทางด้านสุขภาพแต่ด้วยอาชีพและวิถีชีวิตที่อยู่กับการเกษตรมาโดยตลอดจึงได้มีการทำเกษตร หลังจากที่เกษียณมาโดยใช้พื้นที่ด้านหลังบ้านของตัวเองทำแปลงปลูกขึ้นมา โดยในตอนแรกมันก็จะมีการปลูกและเมื่อได้ผลผลิตก็จะมีการแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านให้เป็นการพูดกันแบบต่างกับปากว่าผักของลุงสะอาดน้ำสดสะอาดและปลอดสารพิษอีกครั้งที่มีคุณภาพมากเหลือจึงทำให้คนที่ได้รับทราบข่าวเข้ามาซื้อกันโดยส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาลไม่ต้องพึ่งสารเคมีเพราะปล่อยให้เติบโตตามฤดูกาลตามธรรมชาติโดยเลี้ยงแบบไม่ต้องเป็นเรื่องอะไรมากนัก และนอกจากนี้ในส่วนของลุงสะอาดจะใช้สารสกัดจากธรรมชาติอย่างเช่นน้ำส้มควันไม้กะเพราล่อแมลงวันทองหรือการปลูกดอกดาวเรืองเพื่อขับไล่ไส้เดือนฝอยมีการใช้น้ำหมักชีวภาพและปลูกพืชผักตามฤดูกาลต่างๆเช่น พริก/ผักบุ้ง/กุยช่าย/โหระพา/หอม/กระเทียม/กะหล่ำปลีเป็นต้น โดยค่ะที่เรียกได้ว่าดึงจุดเด่นของสวนลุงสะอาดมากที่สุดนั่นก็คือกะหล่ำปลีเพราะสามารถปลูกได้น้ำหนักถึง 6 กิโลกรัมโดยเป็นหัวพันธุ์จากหัวกลม จากประเทศญี่ปุ่น แน่นอกจากนี้ผักบุ้งนั้นก็ยังถือเป็นผักที่สามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างนี้เพราะปลูกเพียงแค่ 20 วันก็สามารถไปจอดขายได้โดยจะมีการเตรียมแปลงปลูกผักบุ้งกับผักแปลงผักโดยเริ่มต้นในก็จะมีการเอาเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้ 1 คืนจากนั้นก็พึ่งให้แห้งแล้วหวานไปในแปลงปลูกผักจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 คลุกเคล้ากับเมล็ดลงดินกับปุ๋ยก่อนเก็บ 1 สัปดาห์และลดด้วยปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ซึ่งสูตรนี้ก็จะได้ผักบุ้งต้นใหญ่ยาวและกรอบแต่ไม่ควรปลูกซ้ำในแปลงเดิมซ้ำกัน 3 ครั้งว่าจะทำให้เกิด ใบด่างใบลายจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนไปปลูกถ่ายพืชชนิดอื่นแทนและกลับมาปลูกหมุนเวียนอีกซ้ำนึง และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะมีการปลูกกะหล่ำปลีไว้โดยจะปลูกกะหล่ำไว้ 1000 หลุม ด้วยการเพาะเมล็ดในถาดหลุมเพาะเมล็ดเมื่ออายุได้ 30 วันจึงย้ายมาปลูกลงดินโดยมีการคลุกเคล้ากับสินแร่ธรรมชาติหรือธาตุอาหารพืชซีลฟอร์ซชนิดผงไปผสมกับแกลบส่วนแปลงร่องปลูกก้นหลุมนั้นจะมีการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนแกงเมื่ออายุได้ 15 วันจะมีการลดปุ๋ยยูเรียและปักแผ่นพลาสติกทากาวดักจับแมลงลงไปเป็นระยะระยะโดยเมื่อเจริญเติบโตนั้นก็จะมีร้านขายอาหารในพื้นที่ใกล้เคียงมาซื้อกันเป็นประจำเพราะมากมายในคุณภาพของที่นี่ว่าปลอดสารเคมีจึงทำให้ลูกค้า สามารถรับประทานผักสดได้อย่างสนิทใจ แล้วเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะมีการปลูกใบโหระพาและพริกซึ่งพริกจะปลูกในพันธุ์ซุปเปอร์ฮอต โดยมีลำต้นถึง 70 80 cm มีลำต้นที่แข็งแรงและแตกแขนงกิ่งมากและมีทรงพุ่มกว้างปานกลางติดผลดกมากโดยมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 80 ถึง 90 วันและสามารถขายได้ในราคาดีจึงกลายเป็นที่ต้องการตลาดเป็นอย่างมาก สำหรับกุยช่ายนั้นถือเป็นผักที่สามารถทำเงินได้อีกชนิดหนึ่งเพราะเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากสุโขทัย มีลำต้นที่ยาวและไม่แข็งเกี๊ยวง่ายกลิ่นหอมและสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและสด ใช้เวลาปลูกเพียงแค่ 2 เดือนก็สามารถตัดขายได้หรือจะตัดขายได้ในทุกๆ 15 วันโดยกลายเป็นที่ต้องการของแม่ค้าขายขนมกุยช่ายเป็นอย่างมากโดยให้ผลผลิตน้อยเพราะปลูกไว้เพียงแค่

ข่าพารวย ปลูกครั้งเดียว สร้างรายได้งาม นานตลอดชีวิต!

ข่าถือ เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนั้นนิยมเอามาทำอาหารกันเรียกได้ว่าข่านั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนานเลยก็ว่าได้เพราะขาดหรือเป็นพืชเครื่องเทศที่ใช้มาปรุงแต่งอาหารและกลิ่นของรสชาติทำให้มีอาหารที่มีรสชาติอร่อยมากยิ่งขึ้นจึงนิยมนำมาทำเป็นเมนูได้อย่างหลากหลายมากมายเลยทีเดียว แต่บอกเลยว่าข่านั้นนอกจากจะเป็น ผักเครื่องเทศที่ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารเท่านั้น บอกเลยว่ามันนั้น ยังมีคุณประโยชน์มากมายและมีคนอีกหลายอย่างทั้งช่วยในเรื่องของการแก้ท้องอืดท้องเฟ้อขับเสมหะขับเหงื่อจึงไม่แปลกที่ข่านั้นกลายเป็นสมุนไพรในประเทศไทยอีกชิ้นหนึ่ง และก็มีผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่มีชาวเกษตรกรในหลายพื้นที่มีการนิยมปลูกค่ะการเพื่อป้อนตลาดเพราะข่าถือเป็นพืชผักที่มีความต้องการสูงและข้อดีของข่านั้นก็ยังมีอีกอย่างนึงนั่นก็คือสามารถดูแลง่ายและปลูกง่าย โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับ คุณเบียร์ (ราชพฤกษ์ รักษาการ) ถือเป็นชาวเกษตรอีกคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องของคาเหลืองเป็นอย่างมากเพราะว่าขาวเหลืองนั้นเป็นผักที่สามารถปลูกได้ง่ายไม่ต้องดูแลมากและมีการทำฟาร์มเลี้ยงกบเลี้ยงปลาเป็นหลักอยู่แล้วจึงได้มีการปลูกข่าเหลืองเพิ่มขึ้นมาอีก โดยคุณเบียร์นั้นได้มีการบอกกล่าวว่าจากการทำฟาร์มปลาและฟาร์มกบนั้นก็ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางไปทั่วประเทศไทยเพื่อส่งรูปมาแล้วลูกกบให้กับลูกค้าทั่วประเทศจึงทำให้เขานั้นได้พบกับประสบการณ์ดีๆและมีการพบกับพืชผักหลากหลายชนิดที่มีการปลูกในเชิงการค้าในบ้านเรา และเมื่อเขานั้นได้รู้จักกับข่าเหลือง จึงรู้สึกเกิดความสนใจและได้มีการศึกษาหาข้อมูลในการปลูกและประโยชน์ของข่าเหลืองอีกทั้งมีการเตรียมแปลงปลูกจริงในแหล่งผลิตที่ขึ้นชื่อในแทบทุกที่ทั้งจังหวัดระนอง จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสมุทรปราการก่อนที่จะมีการตัดสินใจซื้อขายเหลืองมาปลูกโดยปลูกในพื้นที่มากกว่า 50 ไร่ในเขตฟาร์มของตัวเอง โดยข่านั้นมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข่าเหลืองหรือข่าแดงหรือข่าหยวก โดยในบรรดาข่าทั้งหมดนั้นข่าเหลืองถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะเป็นขาที่มีรสชาติอร่อยมีสีเหลืองสวยเมื่อทำเครื่องแกงก็จะได้สีสวยกินอะไรบ้างและหอมไม่มีเสี้ยนจึงทำให้ขาดเหลืออะไรเป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในทางภาคใต้และภาคอีสานที่มีตลาดความต้องการสูงและสามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่าชนิดอื่นอีกด้วย ที่ได้มีการปลูกข่าเหลืองโดยสิ่งแรกที่ต้องทำนั่นก็คือการหาซื้อพันธุ์ค่ะโดยในพื้นที่ 1 ไร่จะมีการปลูกข่าทั้งหมดประมาณ 500 กิโลกรัมราคาต้นขาจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาทเท่ากับว่าต้นทุนค่าพันจะอยู่สูงถึงประมาณ 15,000 บาท/ไร่เลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้นี่คือเป็นเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ลงทุนปลูกข่าเหลืองเพราะมีค่าลงทุนที่สูงแต่เมื่อคุณเบียร์ปลูก 50 ไร่เท่ากับว่าเขาต้องได้ต้นข่า ข่ามากกว่า 25000 กก.จึงกลายเป็นปริมาณต้นพันธุ์ที่มีราคาค่อนข้างมากจึงต้องมีการสั่งซื้อจากหลายพื้นที่ โดย พันธุ์ข่าที่ดีที่ดีจะต้องมีอายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไปจึงจะเหมาะสำหรับการทำพันธุ์ โดยการปลูกขานั้นก็เหมือนกับการปลูกผักทั่วไปซึ่งใช้ระยะในการปลูกประมาณ 70×70 ซม. 1 หลุมจะปลูก 2 ต้นหรือ 2 แง่ง การให้น้ำจะปล่อยน้ำเข้าร่องอาทิตย์ละครั้ง

ปลูกสะตอแค่ 27 ต้น สร้างรายได้ 8 หมื่นบาท ต่อ เดือน

โดยในปัจจุบันนี้บอกเลยว่าเป็นเรื่องที่หน้าโชคดีเพราะว่าในปัจจุบันมีเกษตรไทยนั้นเริ่มหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานกันมากขึ้นและการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งที่สามารถเสริมสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นเช่นเดียวกับพืชสวนยืนต้นก็เป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นนายจรูญ หวังคู่กลาง อายุ 63 ปี โดยนายจรูญ เป็นชาวเกษตรคนหนึ่งที่มีการเคยปลูกมันสำปะหลังในบริเวณหลังบ้านที่อยู่ในอำเภอ ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเขาก็เกิดความคิดที่มีการทดลองปลูกต้นสะตอในบริเวณหัวไร่มันสำปะหลังโดยปลูกไม่ถึง 30 ต้นซึ่งหวังเพียงแค่ให้ต้นสะตอนั้นเป็นที่ร่มเงาให้สามารถหลบแดดในช่วงที่อาศัยทำไร่มันสำปะหลัง แต่เมื่อต้นนี้โตขึ้นนั้นกลับกลายเป็นว่าต้นสะตอไม่กี่ต้นแห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับนายจรูญได้ถึงปีเกือบละ 100000 บาทเลยทีเดียว โดยการปลูกสะตอของนายจรูญนั้นเริ่มเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วโดยมีญาติของทางภรรยาได้นำฝากสะตอจากจังหวัดชุมพรมาเป็นของฝาก 1 กระสอบป่านซึ่งในตอนนั้นก็คิดว่าในครอบครัวนั้นกินไม่ทันอย่างแน่นอนจนสะตอฝักเห*่ยวเป็นสีดำจึงได้มีการทดลองนำมาเพาะเมล็ด และเมื่อลองมาเพาะเมล็ดก็ได้ต้นกล้ามาประมาณ 50 ต้นจึงนำมาปลูกในบริเวณพื้นที่แนวเขตไร่มันสำปะหลังของตัวเองโดยหวังให้ต้นจะเติบโตมาให้ร่มเงาหลบแดดหลบฝนในยามที่ต้องการไปทำไร่มันสำปะหลังเพียงเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 ปีต้นสะตอเติบโตขึ้นจาก 50 ต้นเหลือเพียงอยู่ 27 ต้นโดย 27 ต้นนี้ก็ให้ผลผลิตทยอยออกฝากมาเรื่อยๆอย่างมากมายเพราะว่าคุณจรูญคอยดูแลต้นสะตอเหล่านี้เป็นอย่างดีและไม่ให้ต้นสะตอเข้าใกล้สารเคมีจึงทำให้ต้นสะตอเหล่านี้เติบโตขึ้นได้อย่างสวยงามโดยในปีแรกนั้นฝากค่อนข้างน้อยแต่ในปีต่อมาก็มีผลผลิตเริ่มต้นเริ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น จากจำนวน 100 ฝักก็มากลายเป็นพันฝักในเวลาต่อมา โดยหลังจากที่มีผลผลิตจากสะตอของตัวเองนั้นก็ได้มีการนำมาแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอได้ทดลองชิมโดยส่วนใหญ่นั้นชื่นชอบในรสชาติเป็นอย่างมากและมีกลิ่นฉุนมากกว่าจะต่อจากภาคอื่นอีกทั้งยังกินได้ทั้งเปลือกอีกด้วยจึงทำให้สะตอที่นี่แกเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจนมีชาวบ้านหลายรายเข้ามาติดต่อขอซื้อพันธุ์ไปปลูกตามไร่นาของตัวเองนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 30 กว่าปีก็เริ่มมีสะตอในหมู่บ้านและของตำบลมากยิ่งขึ้นจึงกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าในช่วงหลังนี้มีพ่อค้าแม่ขายเข้ามาติดต่อซื้อกันถึงบ้านเลยก็มีโดยราคารับซื้อก็จะอยู่กันที่ฝักต่อฝัก ซึ่งถ้าฝักไหนมีราคาสมบูรณ์หรือมีเมล็ดสะตอ 9 เม็ดขึ้นไปจะให้ไปฝักละ 5 ถึง 7 บาทแล้วแต่ความต้องการของตลาด จึงทำให้สะตอที่นี่นั้นสามารถสร้างรายได้ถึงปีละ 7-8 หมื่นบาทเลยทีเดียวผักรวมต้นอื่นที่ปลูกอยู่ด้วยก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างมาก และนี่ก็คืออีกตัวอย่างหนึ่งในการทำเกษตรแบบผสมผสานซึ่งนอกจากจะสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับสวนผักของตัวเองแล้วยังสามารถสร้างเสริมรายได้ให้กับชาวไร่ชาวนาได้เป็นอย่างดีจึงเรียกได้ว่าทุกวันนี้ที่ตำบล ลำเพียกก็เริ่มมีผู้หันมาปลูกสะตอในที่ว่างกันมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นไม้ประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว.

การทำจุลินทรีย์จาวปลวก บำรุงดิน เร่งดอก ใช้เวลาแค่ 3 นาที!

ไปในปัจจุบันนั้นก็มีการนำปุ๋ยเคมีมาใช้ในการเกษตรกันอย่างมากมายซึ่งการใช้ปุ๋ยเคมีมากๆก็จะทำให้ดินที่ทำได้รับหมูอย่างนี้นั้นจะมีการขาดความอุดมสมบูรณ์และมีการทำไรดีให้มีความเสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้นจึงส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตรที่มีปริมาณน้อยลงและด้อยคุณภาพซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีทางเลือกมากมายที่ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใดโดยจะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพราะว่าสามารถลดต้นทุนประหยัดในการทําผลผลิตและสามารถเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ก็ในวันนี้นี่เองทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำจุลินทรีย์จาวปลวกซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการบำรุงดินและเร่งดอกได้บอกเลยว่าทำแล้วมีผลผลิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนและสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยและยังช่วยประหยัดในการซื้อปุ๋ยได้อย่างมากมายเลยทีเดียว โดยจะมีวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย +จาวปลวก1ลิตร(0.5กิโลกรัม) +ข้าวสุก5-6 กิโลกรัม +น้ำสะอาด 200 ลิตร ขั้นตอนในการทำ ขั้นตอนที่ 1 นำจาวปลวกมาบดให้ละเอียดและคลุกเข้ากับข้าวสุก ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็นำไปเทผสมในน้ำสะอาดประมาณ 200 ลิตร ขั้นตอนที่ 3 กวนให้เข้ากัน ขั้นตอนที่ 4 แล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 7 วันซึ่งเมื่อครบ 7 วันแล้วจะมีน้ำสีขาวออกมาเพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น อัตราการใช้ โดยวิธีการใช้นั้นก็เอาน้ำหมัก จาวปลวก 1 ลิตร มาผสมใช้กับน้ำเปล่า 10 ลิตรและสามารถนำไปฉีดในแปลงนาแปลงผักหรือพืชผักผลไม้ในส่วนของตัวเองได้ด้วยวิธีนี้นั้นบอกเลยว่าได้ผลดีเป็นอย่างมากเพราะเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์และช่วยในเรื่องของการย่อยสลายพดพื่นทำให้จุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำหมักชนิดนี้ก็จะมีพวกโปรโตซัว ที่จะไปช่วยย่อยสลายในเรื่องของเศษซากอินทรีย์หรือพวกเศษหญ้าใบไม้ต่างๆอีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการย่อยสลายให้เป็สปุ๋ย เร็วมากยิ่งขึ้น เพราะที่สุดของการย่อยสลายคือ ฮิวมัส ฮิวมัสก็จะช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นพืชทำให้พืชเจริญเติบโตดีช่วยเพิ่มผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง ชมคลิป https://youtu.be/R8uxqQOs6jo และนี่ก็คือสิ่งดีๆที่เรานำมาเสนอชาวเกษตรกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครนั้นอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีแล้วแล้วก็ลองหันมาทำน้ำหมักชีวภาพมันดูบอกเลยว่าน้ำหมักชนิดนี้ก็สามารถช่วยในเรื่องของผลผลิตและบำรุงดินได้ด้วยเช่นกันนอกจากนี้ยังมีน้ำมันอีกหลายสูตรด้วยเช่นกันซึ่งทุกคนนั้นก็สามารถหาได้หรือติดตามกันได้ที่ เว็บนี้เพราะทางทีมงานนั้นจะหาสิ่งดีๆมาให้กับชาวเกษตรทุกคนอย่างแน่นอน

ทำระบบน้ำหยดง่ายๆ รดน้ำได้ทั้งปี ในงบ 3000

สำหรับการปลูกผักบอกเลยว่าในทุกพื้นที่นั้นก็ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถปลูกผักได้เพราะว่าการปลูกผักนั้นในบางพื้นที่ก็มีสภาพที่แห้งแล้งจึงเรียกว่าไม่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของพืชอย่างแน่นอนซึ่งถ้าหากมีพื้นที่ที่ดินแห้งแล้งแล้วจะสามารถปลูกอะไรได้แน่นอนว่ามันก็ปลูกอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมันฉะนั้นมันก็มีวิธีเหมือนกันที่สามารถปลูกได้โดยสามารถเพาะปลูกโดยใช้ระบบน้ําหยดในการให้น้ำแทนการให้น้ำแบบปกตินั่นเอง หลายคนคงกำลังคิดว่าระบบน้ำหยดนั้นบอกเลยว่ามันคงจะมีราคาแพงใช่ไหมแต่บอกเลยว่าในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาขอนำเสนอข้อมูลในการทำระบบน้ำหยดที่ใช้งบประมาณเพียงแค่ 3,000 บาทเท่านั้นเป็นยังไงน่าสนใจใช่ไหม ซึ่งสาเหตุที่คิดค้นระบบน้ำหยดนี้ขึ้นมานั้นเพราะตามพื้นที่นั้นอยู่บนพื้นที่สูงน้ำไม่ไหลผ่านตามธรรมชาติและพอถึงเวลาฝนตกพื้นดินก็ไม่อุ้มน้ำและเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งก็มาจะทำให้ขาดน้ำเป็นประจำและทำให้พื้นที่ดินแห่งนั้นปลูกอะไรได้ยากและระบบนี้นั้นจะสามารถช่วยทำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลานั่นเอง. สาเหตุที่ทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาเพราะเรานั้นมีการต่อท่อไปตามแนวแปลงปู่ได้หยดน้ำลงสู่หน้าดินโดยตรงซึ่งเรานะสามารถวางระบบน้ำหยดโดยการกำหนดจุดที่จะหยดน้ำให้ตรงกับจุดที่พืชเจริญเติบโตได้จึงทำให้ดินในบริเวณที่ปลูกนั้นมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาอีกครั้งเวลาเราใส่ปุ๋ยนั้นก็สามารถใส่ลงไปในระบบน้ำหยดได้เลยไม่จำเป็นต้องฉีดตามแปลงแต่อย่างใดเพราะน้ำที่เราจดไปนั้นจะนำพาปุ๋ยประโยชน์ลงบนพืชและดินเองซึ่งวิธีนี้นั้นจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาดินแห้งแล้งและเพิ่มความสะดวกสบายในการให้ปุ๋ยได้เป็นอย่างมากเลยละ “ระบบสวนครัวน้ำหยดราคาประหยัดที่เราคิดกันขึ้นมานี้ เกิดจากแนวคิดให้เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ จ.มหาสารคาม ตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าได้ผลออกมาดีมาก ที่สำคัญสามารถประยุกต์ใช้ได้กับการปลูกพืชผักในแปลงทุกขนาด ทุกพื้นที่ ใช้น้ำน้อย ประหยัดต้นทุน การบำรุงรักษาง่าย อุปกรณ์หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ด้วยเงินลงทุนแค่ไม่ถึง 3,000 บาท” โดยคุณศราวุธ ไก่แก้ว นักวิศวะการการเกษตรชำนาญการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมก็ได้มีการอธิบายถึงข้อดีของระบบสวนน้ำหยดโดยได้มีการทดลองแล้วในแปลงขนาดไม่เกิน 200 ตารางเมตรกว้าง 10 เมตรยาว 20 เมตรโดยการปลูกพืชระยะห่างประมาณระหว่างแถว 50 cm ผลที่ได้คือพืชเหล่านั้นกับได้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพราะเป็นการให้ระบบแบบน้ำเฉพาะลากอีกทั้งยังสามารถประหยัดแรงงานเวลาในการเปิดน้ำแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงแค่ 10 1 30 นาทีเท่านั้นและใช้น้ำน้อยแค่เพียง 50 ลูกบาศก์เมตรต่อฤดูกาลเท่านั้นหรือในระยะเวลา 100 วันบอกเลยว่าประหยัดมากๆโดยค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จนั้นมีค่าน้ำค่าไฟสูตรน้ำเพียงแค่ 200 บาทต่อฤดูกาลเท่านั้นเองบอกเลยว่าคุ้มสุด สำหรับการติดตั้งนั้นบอกเลยว่าไม่ได้ยากแต่อย่างใดสำหรับใครที่ไม่มีทักษะการช่างก็บอกหน่อยว่าสามารถทำได้แบบสบายๆเริ่มจากการวัดพื้นที่ตามความเหมาะสมเตรียมอุปกรณ์ถังน้ำ 200 ลิตรท่อ PVC และวาล์วน้ำข้อต่อต่างๆรวมถึงเทปน้ำหยดและอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วย จากนั้นก็เอาถังน้ำขนาด 200 ลิตรมาเจาะรูที่ก้นถังประมาณ 5 เซนติเมตรและติดตั้งทำน้ำออกโดยการนำท่อ